Tag Archive: Law

ความเป็นมาของเครื่องเรือนอังกฤษ

ปิด เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เท่านั้น ที่เราได้ มา อย่างระมัดระวัง บางส่วนของ นักออกแบบ ใหม่ที่ดีที่สุด และร้านค้าปลีก ที่จะตั้งค่า แผง ในปี เรา นำเสนอ คุณช่วง ของสินค้าที่ แน่ใจว่าจะ ตื่นเต้น และแรงบันดาลใจ ในวันคริสต์มาส

pop ใน และคุณจะพบ โฮสต์ของ ความคิด ของขวัญที่ดีทุก บิตที่แตกต่าง จาก ปกติ เสนอ ถนนสูง หรือ มา สับพาย และ ไวน์

ตลาด จะเปิด จนถึง 20.00 น. ในวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม เป็น โหมโรง กับเหตุการณ์ที่ ปลาย ของเรา ในตอนเย็นของความสุข และความบันเทิง เสื่อม ฉลอง ยุค จอร์เจีย

จาก บ้านที่ สวยงาม ตกแต่งเพื่อ การเล่นการพนัน เดนส์ เข้มงวด จอร์เจีย เปิดเผย สำรวจ การปฏิวัติในชีวิตประจำวัน ที่เกิดขึ้น ระหว่าง 1714 และ 1830 เขตเมืองและ ถูกเปลี่ยน การ ชา นิตยสาร อ่าน สวน และช้อปปิ้ง เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นเรื่องธรรมดา และ จับตาการบริโภค กลายเป็น งานอดิเรก ของชนชั้นกลาง ที่เกิดขึ้นใหม่

วัฒนธรรม ที่เป็นที่นิยม ในขณะที่เรา รู้ว่ามัน เริ่ม และด้วย การเพิ่มขึ้น ผ่านพ้น ของแฟชั่นและ มีชื่อเสียง หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์และ องค์กรการกุศลที่ ก่อตั้งขึ้น ใน ช่วงเวลาแห่ง การสร้างสรรค์นวัตกรรม อย่างไม่น่าเชื่อ นี้ ความคิดที่ ได้รับการ ถกเถียงกัน ไม่รู้จบ ใน ร้านกาแฟใหม่และ แพร่กระจาย ผ่านทาง ทางหลวงข้อมูลที่ พิมพ์ มวล

การ วาดภาพบน คอลเลกชัน ที่ไม่ซ้ำกัน และหายาก ที่อุดมไปด้วยห้องสมุด ของอังกฤษ แสดง หนังสือหนังสือพิมพ์ แผนที่และ โฆษณา รวมทั้ง งานศิลปะ และ สิ่งของที่ ยืม , จอร์เจีย เปิดเผย นำมาสู่ชีวิต การทดลองและชัยชนะ ของคนธรรมดาสามัญที่เปลี่ยน ไปตลอดกาล ของสหราชอาณาจักร

หนังสือและภาษาโบราณ

” พุทธศักราช ” ซึ่งทางราชการไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีคติตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยไทยถือตามมติของลังกาคือถือว่า ทรงปรินิพพาน๕๔๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้ว่าเราจะใช้พุทธศักราชกันมานานแล้ว แต่ทางราชการเพิ่งจะบังคับใช้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัว ตรมประกาศลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๓๑ ความว่า” ……ทรงพระราขดำริห์ว่าพระพุทธศักราชนั้นได้เคยใช้ในราชการทั่วไปไม่ถ้าจะให้ ใช้พระพุทธศักราชแทนปีรัตนโกสินทรศกแล้ว ก็จะเป็นการสะดวกแก่การอดีตในพงศาวดารของกรุงสยามมากยิ่งขึ้นฯลฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระพุทธศักราชในราชการทั้งปวงทั่วไป ฯลฯ ” หลังประกาศฉบับนี้ หนังสือไทยทุกประเภทจึงลงศักราช เป็นพุทธศักราชมาจนทุกวันนี้

” ศักราชจุฬามณี” เป็นคำระบุศักราชที่พบในตำราหนังสือไทยเก่าๆ ยังไม่มีผู้ใดสืบหลักฐานที่มาได้ เพียงแต่สอบได้ความว่าถ้าปรากฏศักราชชนิดนี้ในบานแผนกกฎหมายต้องใช้เกณฑ์เลข ๒๕๘ ลบ ผลลัพธ์ เป็นจุลศักราช

” คริสตศักราช ” เป็นศักราชที่มีต้นกำเนิดและใช้ในหนังสือต่างประเทศ หนังสือไทยโบราณทุกสมัยก่อนๆ ไม่ปรากฏว่าได้เคยใช้ศักราชแบบนี้เลย หนังสือไทยโบราณทั้งหลาย เช่น หนังสือพงศาวดาร ประกาศกฏหมายเก่า หรือ ตำราต่างๆ ฯลฯ มักลงศักราช ไว้ต่างๆ กัน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อจะลงศักราชบอกเวลาเป็นปี นิยมใช้ “จุลศักราช” หนังสือที่ตึพิมพ์ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๓๑ หรือในตอนกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น หนังสือราชการ ตำราและ แบบเรียน ฯลฯ ใช้ ” รัตนโกสินทรศก ” แทน “จุลศักราช” ทั้งสิ้น แต่การลงศักราชเป็น”รัตนโกสินทรศก” นั้น กระทำอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะปรากฏว่าตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นต้นมา หนังสือราชการและสิ่งพิมพ์ต่างๆ หันมาใช้ “พุทธศักราช” แทน “รัตนโกสินทรศก” ตราบจนทุกวันนี้ ประโยชน์ของการเปรียบเทียบศักราชเป็นสิ่งควรจำสำหรับใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าตำราเก่า

มหาศักราช มีกำหนดแรกบัญญัติ นับแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ๖๒๑ ปี เป็นศักราชที่แพร่หลายเข้ามาใช้ในเมืองไทยก่อนศักราชอื่น ประมาณว่าตั้งแต่เริ่มมีการจารึกหนังสือไทย ใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่

จุลศักราช เป็นศักราชที่ตั้งขึ้น และใช้ในเมืองพม่ามาแต่ก่อน ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาใช้ในราชการตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา (๒๑๑๒- ๒๑๓๓) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาติดต่อเกี่ยวกับเมืองหงสาวดีในฐานะเป็นเมืองประเทศราชอยู่ถึง ๑๕ ปีเนื่องจากเสียกรุงแก่พม่าครั้งแรก

ความเป็นมาของ จุลศักราช มีว่า “สังฆราชบุตุโสระหัน” เมื่อสึกจากสมณเพศได้ชิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๑๙ ในราชวงศ์สมุทฤทธิ์ในประเทศพุกาม ได้บัญญัติจุลศักราชขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๑๘๒ (กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ๑๑๘๑ ปี) และต่อมาก็เลิกใช้ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจุลศักราช ๑๒๕๐ ได้มี “ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่” ว่า :

” มีพะบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ด้วยทรงพระราชดำริห์ถึงวิธีนับวัน เดือน ที่ใช้กันอยู่ในสยามมณฑล และที่ใช้ในประเทศน้อยใหญ่เป็นอันมากในโลกนี้ เป็นวิธีต่างกันอยู่มากคือกล่าวโดยย่อก็เป็นวิธีใช้ตามจันทรคติอย่างหนึ่ง และสุริยคติอย่างหนึ่ง จึงทรงพระราชดำริห์ว่าวิธีนับวัน เดือน ปี อย่างดีที่สุดนั้น ควรจะประกอบด้วยเหตุอันควร ๓ ประการคือ (๑) ให้ถูกต้องใกล้ชิดกับฤดูกาล (๒) ให้มีประมาณอันเสมอไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันนัก กับ (๓) ให้คนทั้งปวงรู้ง่ายทั่วไปดีกว่าอย่างอื่น ทั้ง ๓ ประการนี้ จึงจะสมควรที่จะใช้ในประชุมชนทั้งปวง ….” ผลการประกาศฉบับนี้ ศักราชที่เคยใช้มาก่อนทั้งมวลเป็นอันงดใช้และให้ใช้” รัตนโกสินทรศก” เว้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา คงใช้พุทธศักราชเท่านั้น

” รัตนโกสินทรศก” เป็นศักราชที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่ปีที่ตั้งกรุงเทพพระมหานครเป็นทางราชการ คือ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เพราะฉะนั้น รัตนโกสินทรศก ๑ ก็คือปีพุทธศักราชล่วงมาแล้ว ๒๓๒๔ ปีแต่รัตนโกสินทรศก ใช้กันอยู่ไม่นานนักก็เป็นอันเลิกใช้ใน ร.ศ.๑๓๑ เป็นต้นมา สิ่งพิมพ์ต่างๆ และหนังสือราชการก็หันมาลงศักราช เป็น”พุทธศักราช” ในมาตรฐานเดียวกัน

China man

Or sterile areas of the sudden spread throughout China. In particular, Liaoning Province has the highest number. Manchu people Manchu language. The family of languages Altaic. Because it is tainted with the Han people for a long time. And a call to come to a close. Current popular ethnic Manchu Han is accustomed to using. Only a small number of villages along the border is still used in some Manchu. In addition, there are some elderly people who can not speak Manchu. Manchu people dead religion yeast with the Lord God. Manchu people, a people with a long history of racism. Traced back to 2000 years ago, the ancestors of the ethnic Manchu living in a vast marshland in the middle and at the beginning of the Heilongjiang Lung Jiang and Nile River Sioux Su Li Jiang, which is located just north of Hill County. to Santa in the northeast region of China by the 12th century, the Manchu people, those people are called “The Third Angel” was established by the Jin Dynasty. since 1583 it has included the name Lehr HA. tribal unity and establish “eight banners” and the Manchu language. On c. Since 1635. Name of their nation as a “Manchu” when. Since 1636. Wong Tai planned, including a son named Noah Lehr HA reign. Change the name to “Qing” Since 1644 the Qing Dynasty invaded the Great Wall of China. Feudal dynasty, the Qing Dynasty became the union and the federal government over the last dynasty of China. Xinghai Revolution after 1911, the name of the Manchu nation as a “dead short” official. Manchu people have made a great contribution to China’s overall unity. China to expand its territory and reaching out to economic development and culture.

แนวคิดของ มหาตม คานธี

 

ข้าพเจ้า นั้นไม่มีทางที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อโลก หรือประเทศอื่นใดโดยเด็ดขาด   เราต้องการให้ประเทศของเราเป็นอิสสระ แต่ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดผู้อื่นหรือด้วยการสร้างความเสียหาย ให้แก่ประเทศอื่น ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้อินเดียเป็นอิสระ หากความเป็นอิสสระของอินเดียหมายถึงอังกฤษและชาวอังกฤษหายสาปสูญไปจากโลก ข้าพเจ้าต้องการให้อินเดียเป็นอิสสระ เพื่อประเทศอื่นจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากประเทศของข้าพเจ้า และเพื่อทรัพยากรของอินเดียจะได้เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ลัทธิชาตินิยมในปัจจุบันสอนเราว่า บุคคลจะต้องตายเพื่อครอบครัว ครอบครัวจะต้องตายเพื่อหมู่บ้าน หมู่บ้านจะต้องตายเพื่ออำเภอ อำเภอเพื่อจังหวัด และจังหวัดเพื่อประเทศ นี้ฉันใดประเทศจะต้องเป็นอิสสระ และหากจำเป็น ก็จะต้องตายเพื่อประโยชน์ของโลก ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ความรักชาติหรือความเข้าใจในเรื่องความรักชาติของข้าพเจ้า จึงมีความหมายว่า ประเทศชาติควรจะเป็นอิสสระ และหากจำเป็นก็ควรจะตายได้เพื่อมนุษย์ชาติจะได้มีชีวิตอยู่ ความรักชาติของข้าพจ้าไม่มีที่ว่างที่จะให้ความรังเกียจเชื้อชาติปะปนอยู่ ด้วยได้ ขอให้ความรักชาติของเราเป็นดั่งที่ว่ามานี้ไม่มีขอบเขตจำกัดในการให้บริการ แก่เพื่อนบ้านของเรา ซึ่งอยู่นอกพรมแดนที่ทางการของรัฐได้กำหนดกันไว้ พระผู้เป็นเจ้ามิได้เคยทรงร้างพรมแดนเหล่านี้

 

สำหรับ ข้าพเจ้าแล้ว ความรักชาติมีความหมายเช่นเดียวกับความมีมนุษยธรรม ข้าพเจ้ามีความรักชาติเพราะข้าพเจ้าเป็นมนุษย์และมีความเป็นมนุษย์ แต่ความรักชาติของข้าพเจ้าไม่มีความจำกัดจำเพาะ ข้าพเจ้าจะไม่ก่อความเสียหายแก่อังกฤษ หรือเยอรมันเพื่อประโยชน์ของอินเดีย ลัทธิจักรวรรดินิยมไม่มีที่พักพิงใน โครงการชีวิตของข้าพเจ้า กฎของผู้รักชาติไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎของสังฆราช ผู้รักชาติจะไม่ใช่ผู้รักชาติอย่างสมบูรณ์หากขาดมนุษยธรรม กฏของการเมืองไม่มีอะไรขัดแย้งกับกฏของบุคคลการไม่ร่วมมือของเรานั้นมิใช่ เราไม่ร่วมมือกับชาวอังกฤษ หรือชาวตะวันตก หากแต่เราไม่ร่วมมือกับระบอบของชาวอังกฤษ เราไม่ร่วมมือกับอารยธรรมวัตถุนิยม เราไม่ร่วมมือกับความโลภ และการเอารัดเอาเปรียบการไม่ร่วมมือของเราเป็นการ ปฏิเสธที่จะทำงานกับนักปกครองอังกฤษ  ตามเงื่อนไขที่เขาได้สร้างขึ้นไว้ เราบอกกับนักปกครองของอังกฤษว่ามา มาร่วมงานกับเราตามเงื่อนไขของเราเถิดแล้วผลดีจะเกิดแก่เราแก่ท่านและแก่โลก เป็นส่วนรวม เราจะไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจของเรา คนที่กำลังจะจมน้าตายจะไปช่วยผู้อื่นได้อย่างไร เราต้องช่วยตัวเราเองก่อนถึงจะช่วยผู้อื่นได้ ชาตินิยมของอินเดียไม่ใช่ชาตินิยมที่คับแคบ จำกัดจำเพาะ และต้องไม่ใช่ชาตินิยมที่รุกรานหรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ชาตินิยมของอินเดียต้อง เป็นไปในลักษณะที่สร้างพลานามัย มีคุณธรรมของศาสนา และโดยเหตุที่มีศาสนาจึงมีมนุษยธรรม อินเดียจะต้องเรียนเพื่อมีชีวิตอยู่ ก่อนที่อินเดียจะตายเพื่อมนุษยชาติได้


แม้ ธรรมชาติจะมีการขจัดออกไปอยู่อย่างไม่น้อย  แต่ธรรมชาติก็มีอยู่ได้ด้วยการดึงดุดเข้ามา ความรักใคร่ซึ่งมีต่อกันช่วยให้ ธรรมชาติมีชีวิตสืบเนื่องกัน ความรักตนเองบังคับให้ต้องรักและคิดถึงผู้อื่น ชาติต่างๆอยู่ร่วมกันได้เพราะคนซึ่งประกอบกันเป็นแต่ละชาติ มีความรักใคร่นับถือกัน วันหนึ่งเราจะต้องขยายกฎแห่งครอบครัวให้เป็นกฎประจำสากลจักรวาล เช่นเดียวกับที่เราขยายกฎแห่งครอบครัวให้เป็นกฏแห่งชาติ เพราะชาติก็คือครอบครัวใหญ่มนุษยชาติเป็นเอกะ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมนุษยชาติมีกฏแห่งศีลธรรมปกครองอยู่อย่างเท่าเทียมกัน มนุษย์ทั้งมวลมีความเสมอภาคกันในสายตาของพระผู้เป็นเจ้า จริงอยู่มนุษย์แบ่งออกเป็นเชื้อชาติ ฐานะ และอื่นๆ แต่ยิ่งมีฐานะสูงเท่าใด ความรับผิดชอบของมนุษย์ก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้นภาระหน้าที่ของข้าพเจ้า นั้นมิได้มีเพียงเพื่อภราดรภาพของชาวอินเดียหรือเพียงเพื่อเสรีภาพของ อินเดีย แม้ว่าทุกวันนี้ภาระหน้าที่สองประการนี้จะดึงดูดกำลังใจกำลังกายของข้าพเจ้า ไปแทบจะหมดก็ตาม ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้ว่า ด้วยการปฎิบัติภาระหน้าที่ที่จะให้อินเดียมีความเป็นไทแก่ตัวเองเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะสามารถปฎิบัติหน้าที่อันเกี่ยวกับภราดรภาพของ มนุษย์ได้ความรักชาติของข้าพเจ้ามิได้มีขอบเขตอยู่ในวงอันจำกัดข้าพเจ้ารัก มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาข้าพเจ้าชิงชังความรักชาติชนิดที่เอาเปรียบหรือสร้างความทุกข์ยากให้ แก่ชาติอื่น ความรักชาติตามความเข้าใจของข้าพเจ้านั้นจะต้องสอดคล้องกับสวัส ดิภาพ ของมนุษย์เสมอและไม่มีข้อยกเว้นไม่เต่เท่านี้เท่านั้นศาสนาที่ข้าพเจ้า นับถือซึ่งเป็นที่มาแห่งความรักชาติของข้าพเจ้า ยังครอบคลุมวิถีทางอันประเสริฐนั้นได้แก่การเป็นมิตรกับโลกและถือว่ามนุษย์ ทั้งผองเป็นพี่น้องกันผู้ใดที่แบ่งแยกในเรื่องการนับถือศาสนาผู้นั้นเป็นผู้ ที่ให้การศึกษาที่ผิดแก่สมาชิกในครอบครัว และเป็นผู้ที่สร้างความร้าวฉานและความไม่มีศาสนาให้เกิดขึ้น ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่และขอตายเพื่อเสรีภาพของอินเดีย เพราะนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสัตย์ อินเดียที่เป็นอิสสระเสรีเท่านั้นที่จะบูชากราบไหว้พระเจ้าที่แท้จริงได้ ข้าพเจ้าทำงานเพื่อเสรีภาพของอินเดีย เพราะสัญชาติญาณสอนข้าพเจ้าว่าในฐานะที่เกิดในอินเดียและมีวัฒนธรรม เป็นอินเดีย ข้าพเจ้าเหมาะสมที่สุดที่จะรับใช้อินเดีย และอินเดียก็มีสิทธิเรียกร้องการรับใช้จากข้าพเจ้าก่อนประเทศอื่น แต่ความรักชาติของข้าพเจ้าไม่แต่ไม่มุ่งร้ายต่อประเทศอื่นเท่านั้น หากยังมุ่งดีต่อทุกประเทศ ในความหมายอันแท้จริงอีกด้วย เสรีภาพของอินเดียในทัศนะของ

 

ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้อังกฤษเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หรือถูกหลู่เกียรติ ข้าพเจ้าจะรู้สึกเสียใจที่จะได้เห็นโบสถ์ เซ็นต์ปอล ได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับที่จะได้เห็นโบสถ์ กาศี วิศวนาถ และสุเหร่า ยุมา ได้รับความเสียหาย ข้าพเจ้าพร้อมที่จะปกป้องโบสถ์ กาศี วิสวนาถ สุเหร่า ยุมา และโบสถ์ เซนต์ปอล ด้วยชีวิตของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมทำลายชีวิตใดชีวิตหนึ่ง เพื่อปกป้องศาสนสถานเหล่านี้ นี่คือความแตกต่างขั้นมูลฐานระ หว่างข้าพเจ้ากับชาวอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จิตใจข้าพเจ้าอยู่ข้างชาวอังกฤษ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขอชาวอังกฤษชาเมริกัน และใครก็ตามที่ได้ยินเสียงข้าพเจ้า โปรดอย่าได้มีความแคลงใจเลย ทั้งนี้มิใช่เป็นเพราะาพเจ้ารักชาวอังกฤษ และเกลียดชาวเยอรมัน ข้าพเจ้าไม่คิดว่าในฐานะที่เป็นประชาชาติหนึ่งชาวเยอรมันหรือชาวอิตาลีจะเลวไปกว่าชาวอังกฤษ เราทั้งหลายต่างก็เป็นปถุชนคนธรรมดาหมือนๆกัน และเราทั้งต่างก็เป็นสมาชิกของครอบครัวมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ข้าพเจ้าจะไม่ขอแบ่งแยก ข้าพเจ้าไม่เคยอวดอ้างคุณวิเศษของชาวอินเดีย ซึ่งก็มีทั้งคุณธรรมและความเลวาย เหมือนมนุษย์ชาติอื่นๆ ทั่วไป มนุษยชาติมิได้แบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกันษย์อาจจะอยู่ในเคหสถานบ้านเรือนห่างไกลกัน แต่มนุษย์ก็มีความสัมพันธ์กันข้าพเจ้าไม่ได้พูดว่า

” ขอให้อินเดียเป็นสุข ๆเถิด โลกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง !”
ข้าพเจ้าจะไม่พูดเช่นนี้เป็นอันขาด หากจะขอพูดว่า
“ขอให้อินเดียเป็นสุขๆ เถิด และขอให้โลกเป็นสุขด้วย” 

อินเดียจะยืนยงและมีความเป็นไทอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ อินเดียมีความรักใคร่และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งนี้มิใช่เฉพาะเพื่อนมนุษย์ที่อาศัยอยู่ ณ จุดเล็กๆ บนพื้นโลกที่มีชื่อเรียกว่านเดีย อินเดียอาจจะเป็นประเทศที่ใหญ่ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เล็กกว่า แต่ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล หรือในสากลจักรวาล อินเดียเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียวเท่านั้นการไม่เชื่อว่าโลกจะมีสันติภาพถาวรได้ คือการไม่เชื่อว่ามนุษย์มีคุณธรรม ความดีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เอง ตราบจนเท่าทุกวันนี้การที่โลกยังไม่สามารถมีสันติภาพถาวรได้นั้น เป็นเพราะมนุษย์ผู้พยายามสร้างสันติภาพทั้งหลายขาดความจริงใจต่อกัน มนุษย์ยังไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ การผสมทางเคมีโดยขาดความสมบูรณ์ทางสูตรจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพฉันใด การสร้างสันติภาพโดนขาดเงื่อนไขอันสมบูรณ์ก็จะไม่ประสบความสำเร็จฉันนั้น หากผู้นำของประเทศมหาอำนาจผู้กุมกลไกแห่งการทำลายล้าง จะตระหนักถึงอำนาจอันประลัยของกลไกเหล่านั้น  แล้วเลิกใช้มันโดยเด็ดขาด สันติภาพอันถาวรก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ แต่สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตราบใดที่ประเทศมหาอำนาจไม่ยอมละทิ้ง แผนการกวรรดินิยม และไม่ยอมเลิกแข่งขันการทำลายวิญญาณของตนเอง ด้วยการสร้างความต้องการให้ากขึ้น แล้วพยายามหาวัตถุตอบสนองความต้องการนั้นๆ ให้มากขึ้นเรื่อยๆข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ลัทธิอหิงสาสามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ข้าพเจ้าทราบดีว่า อาจจะเป็นการหมิ่นเหม่สักหน่อยที่จะอ้างถึงสงครามที่ผ่านมา แต่ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่หลีกเลื่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ในทัศนะของข้าพเจ้าสงครามโลกที่ผ่านมา เป็นการขยายอำนาจบาตรใหญ่ของคู่สงคราม ทั้งสองฝ่ายทำสงครามเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์อันจะได้จากประเทศที่อ่อนแอ การช่วงชิงผลประโยชน์นี้มีชื่อเรียกกันโก้ๆ ว่าการค้าสากล ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า หากโลกไม่ด้องการฆ่าตนเอง โลกจะต้องตกลงรื่องการลดกำลังรบกันให้ได้ และในการนี้ จะต้องไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง ยอมเสี่ยงอันตรายด้วยการลดกำลังรบของตนเองก่อน หากโชคดีเป็นไปได้ดังกล่าว การกระทำเพื่อก่อให้เกิดนติ

ภาพของประเทศนั้น จะเป็นเครื่องทำลายความกินแหนงแคลงใจของประเทศตรงกันข้าม และจะช่วยกระตุ้นให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม สันติภาพซึ่งโลกใฝ่ฝันปราถนาจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีนี้ระเทศที่ปฏิบัติได้เช่นนี้ย่อมได้ชื่อว่า ได้กระทำสิ่งที่ถูกต้อง และได้เสียสละเป็นอย่างสูง ทั้งนี้พื่อสันติสุขของประเทศนั้นเองและของประเทศอื่นเป็นการแน่นอนที่สุดว่า หากโลกไม่ยุติการแข่งขันสร้างอาวุธ ซึ่งกำลังกระทำอยู่อย่างบ้าคลั่งในทุกวันนี้แล้วไซร้ ความพินาศหายนะชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนเลย จะต้องอุบัติขึ้นในโลกอย่างแน่แท้ ผู้ที่มีชีวิตรอดมาได้ในฐานะฝ่ายชนะ จะมีชีวิตอยู่อย่างซังกะตาย ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า นอกจากอหิงสาอันได้แก่วิธีแห่งสันติเท่านั้นที่จะนำมนุษยชาติไปสู่สันติได้หากไม่มีความโลภ การสร้างอาวุธก็จะไม่มี หลักการของอหิงสา ไม่ยอมให้มีการเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดใดๆทั้งสิ้น เมื่อใดที่การขูดรีด เมื่อนั้นจะเกิดความรู้สึกว่าอาวุธยุทธสัมภาระเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น การลดอาวุธอันแท้จริงจะไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่ประเทศชาติไม่เลิกการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบกัน

ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ หากโลกนี้ปราศจากความรักใคร่ และความเมตตาเหมือนครอบครัวเดียวกัน

เอ็นจีโอ คืออไร

มีหลายต่อหลายครั้งที่ เอ็น จี โอ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการพิจารณาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยความไม่แน่ใจว่าหากเข้าร่วมแล้วอาจถูกถือว่าไปร่วมพิจารณาแล้วจะถูกมัด มือให้การสรุปเป็นไปตามที่มีผู้ต้องการ โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านหรือ เอ็น จี โอ ที่เข้าไปร่วม ซึ่งแนวคิดนี้ต้องปรับเปลี่ยน การขัดแย้งจะไม่มีทางแก้ได้เลยถ้าไม่พิจารณากันด้วยเหตุผลและด้วยข้อมูล ทุกฝ่ายที่นำเสนอข้อมูลจะถูกตรวจสอบได้โดยผู้รู้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือไม่ ต้องมีความจริงใจซึ่งกันและกัน มีการพิจารณาอย่างโปร่งใส ข้อมูลถูกตรวจสอบได้ และก็ต้องได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องด้วยเหตุผล ถ้าไม่เชื่อข้อมูลก็ต้องมีข้อมูลที่ดีกว่ามาหักล้าง จะอ้างเอาลอย ๆ ว่าข้อมูลที่เอามาใช้เป็นข้อมูลไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูก เพราะทุกฝ่ายต้องหักล้างกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง ไม่ใช่คิดเอา คาดเดาเอา เมื่อเราสามารถจะนั่งลงถกเถียงกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อมูล ซักไซ้กันได้ ย่อมจะเป็นวิธีการดีที่สุดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่การแก้ปัญหาจะเกิดไม่ได้เลยหากแต่ละฝ่ายยังคงดึงดันว่าตนเองถูก คนอื่นผิด และไม่ยอมรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ สำคัญมากคือการไม่ทำการตามข้อตกลงเมื่อมีการเจรจากันด้วยเหตุผลแล้ว หากฝ่ายที่ต้องปรับแก้ไม่ทำตามมติ อีกฝ่ายหนึ่งก็รับไม่ได้ ฝ่ายคัดค้านเมื่อตกลงแล้วก็ต้องยอมให้เป็นไปตามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายรัฐหรือฝ่ายผู้ประกอบการก็ต้องยึดมั่นในข้อตกลง ประวัติในอดีตมักสร้างความไม่มั่นใจให้กับการตกลงในปัจจุบัน เพราะปรากฏอยู่บ่อย ๆ ว่าเมื่อตกลงกันได้แล้ว การติดตามช่วยเหลือแก้ไขสภาพตามที่ตกลงไว้เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัตินั้น มักจะล่าช้า หรือปฏิบัติไม่ตรงตามที่ตกลงไว้ โดยมักถือว่าได้เปรียบแล้ว จะทำอย่างไรก็ได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอาย ปราศจากคุณธรรม ซึ่งสร้างความไม่ไว้วางใจในการตกลงในเรื่องอื่น ๆ ต่อมา ส่วนทางฝ่าย เอ็น จี โอ การตัดสินใจต่าง ๆ ในการยอมรับวิถีทางเลือกต่าง ๆ นั้นต้องให้เป็นของชาวบ้านเอง หรือผู้เดือดร้อนเอง เอ็น จี โอ เพียงแต่ให้คำปรึกษาในด้านข้อมูลที่ถูกต้อง มีที่มาที่ไป ซึ่งเอามายืนยันกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปให้ความเห็นแทรกแซงการตัดสินใจของชาวบ้าน เอ็น จี โอ ต้องให้แต่เหตุผลและต้องไม่สร้างความกดดันให้กับการตัดสินใจของชาวบ้าน หากทุก ๆ ฝ่ายพยายามช่วยขจัดความขัดแย้งและปกป้องผลชาวบ้านไม่ให้เสียเปรียบได้นั้น คือการช่วยนำบ้านเมืองไปสู่สภาพ-การณ์ที่ดีขึ้น


มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอ ๆ ว่า พวก เอ็น จี โอ เอาเงินจากไหนมาดำเนินการ เรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับ เอ็น จี โอ แต่ละกลุ่ม บางกลุ่มตั้งขึ้นมาโดยอาศัยบรรดาผู้ที่มีความคิดเห็นเหมือน ๆ กัน จะมีความตั้งใจที่จะรวมกันเพื่อช่วยทำกิจกรรมบางอย่างที่คนในกลุ่มนั้นมีความเชื่อว่าจำเป็นต้องทำ แต่ยังไม่เห็นมีใครเหลียวแล ดังนั้นพรรคพวกในกลุ่มนี้จึงอาจช่วยกันบริจาคเงินลงขันมาไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมของกลุ่ม การดำเนินการแบบนี้มีอยู่มากทีเดียว ซึ่งผู้ลงมือดำเนินการเองควักกระเป๋าตัวเองเพื่อช่วยทำให้งานที่จำเป็นนั้น ๆ เกิดขึ้นและลุล่วงไปตามเป้าหมาย ปกติก็มักมีอยู่ในกลุ่ม เอ็น จี โอ ที่ไม่ใหญ่นัก และไม่จดทะเบียน เนื่องจากไม่เห็นความสำคัญหรือประโยชน์จากการที่จะไปจดทะเบียนต่องานที่ต้องการทำ จึงไม่ต้องการและไม่มีความจำเป็นต้องไปจดทะเบียน

เอ็น จี โอ จำนวนมากซึ่งมักเป็นกลุ่มค่อนข้างใหญ่นั้น มีขอบเขตของงานกว้างขวางขึ้น พวกนี้มักได้รับเงินทุนสำหรับการดำเนินการจากการรับบริจาค พวกมูลนิธิต่าง ๆ ก็เช่นกันเป็นกลุ่มที่ต้องการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเป็นมูลนิธิฯ ก็ย่อมจะมีกองทุนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแล้ว แต่เงินที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยของเงินทุนก่อตั้งแล้วก็มักจะเป็นเงินที่ได้มาจากการบริจาค ซึ่งในกรณีที่เป็นองค์กรที่จดทะเบียนเหล่านี้ ตามกฎหมายต้องทำบัญชีการเงินอย่างถูกต้อง และยื่นต่อทางการทุกปีอยู่แล้ว จึงสามารถตรวจสอบการใช้เงินได้อย่างชัดเจน

ต่อกรณีที่มักมี ผู้แสดงความเห็นเชิงการแสดงความไม่พอใจว่าพวก เอ็น จี โอ รับเงินต่างชาติแล้วมาต่อต้านขัดขวางการพัฒนาประเทศ และบางครั้งถึงขนาดมีการกล่าวหาว่าไปรับเงินเขาในทำนองรับจ้างมาเพื่อทำให้ โครงการดี ๆ ในประเทศไม่มีโอกาสเกิด ซึ่งนับเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและน่าเกลียดมาก บางครั้งก็กล่าวหาว่าบรรดา เอ็น จี โอ นั้นพยายามหาเรื่องคัดค้าน ต่อต้าน เพื่อให้เห็นว่ามีผลงานจะได้ใช้เป็นการอ้างถึงเพื่อขอเงินอุดหนุนจากต่าง ชาติ ซึ่งความจริงข้อกล่าวหาทั้งหลายนี้เป็นการแสดงความมีอคติต่อการทำงานของ เอ็น จี โอ ส่วนใหญ่อย่างไม่เป็นธรรม แม้อาจจะมี เอ็น จี โอ บางส่วนที่มักมีกิจกรรมที่ทำให้เข้าใจเอาว่าเป็นการต่อต้านอยู่ตลอดมาก็ตาม ผู้ที่เป็น เอ็น จี โอ จริง ๆ นั้นต่างทุ่มเทในการทำงานตามส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้องอยู่อย่างเต็มสติกำลัง ดังนั้นความรู้สึกที่ฝังลึกกับงานที่ตนทำจึงทำให้เกิดอารมณ์เสมือนหนึ่งความ ไม่ยุติธรรมหรือความยากลำบากทั้งหลายกำลังเกิดขึ้นกับตนเองด้วย ดังนั้นในบางครั้งจึงอาจแสดงออกทางอารมณ์และทำให้ความมีเหตุมีผลลดลงไปได้ แต่โปรดอย่าได้กล่าวหาว่าเขาทำไปเพราะต้องการขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง เลย บ้านเมืองไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็นต่างหากจึงทำ ให้พวกเขาเกิดความ รู้สึกเดือดร้อนและมองภาพในแง่ลบมากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าการต่อต้านของ เอ็น จี โอ บางกลุ่มอาจจะมีข้อมูลในด้านต่าง ๆ ไม่เพียงพอ แต่ได้เห็นความเดือดร้อนความยากจนของชาวบ้าน รวมทั้งความไม่ยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวง จึงฝังใจอยู่กับความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ดังนั้นจึงอาจมองภาพในแง่ลบ ขาดความไว้ใจในผู้อื่น ทำให้มีทีท่าของการต่อต้านตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะ เอ็น จี โอ จะต้องแน่ใจในข้อมูลและความถูกต้องต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ แนะนำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชาวบ้านได้อย่างถูกต้อง หากใช้อารมณ์และความรู้สึก ความคิดอ่านต่าง ๆ ที่เสนอแนะต่อชาวบ้านอาจจะไม่ถูกต้องได้

เอ็น จี โอ ย่อมาจากภาษาอังกฤษ Non-governmental Organization (NGO) หมาย ความถึงกลุ่มคนกลุ่มใดก็ได้ที่รวมตัวกันประกอบกิจกรรมเพื่อส่วนรวม จะเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่พวกนี้มิใช่ทำกิจกรรมนั้น ๆ ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถึงแม้ว่าความหมายนี้จะกว้างขวางมาก กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นพวกที่รวมตัวกันเพื่อทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่การรวมตัวกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มของตน ซึ่งนั่นจะเป็นแบบอย่างของธุรกิจ บางครั้งในภาษาไทยจึงเรียกกันว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน” หรือ “องค์กรเอกชน” โดยอาจตั้งเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ดูเรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเป็นกลุ่มใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ ๆ ระดับชาติก็ได้ บางกลุ่มอาจถือว่าเป็นงานประเภท “อาสา” เข้า มาทำ จึงไม่สนใจว่าจะต้องไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการให้เป็นที่ยอมรับ เพราะการทำดีทำประโยชน์ไม่จำเป็นต้องไปประกาศให้ใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ ในขณะเดียวกันรัฐก็เปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนเป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันการขัดแย้งกันในภายหลัง เพราะเมื่อรวมตัวทำงานที่มีประโยชน์อาจมีคนสนใจช่วยบริจาคเงินให้มาทำงาน หากมีเงินมาก ๆ เข้าหรือมีทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นก็จะต้องมีกฎเกณฑ์ทำเพื่อมิให้เกิดมีการฉกฉวยไปเป็นประโยชน์ ส่วนตน เกิดการบาดหมางกันขึ้นได้ จึงเปิดให้มีการจดทะเบียนพร้อมทั้งมีธรรมนูญขององค์กรนั้น ๆ อย่างชัดเจนในการดำเนินการ บางกลุ่มอาจไม่อยู่ในสถานะที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยทำบัญชี คอยจัดการรายงานต่อทางการได้ตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ พวกเหล่านี้ก็อาจรวมตัวกันช่วยกันทำ เชื่อใจกัน หวังผลแต่การช่วยเหลือผู้อื่น จึงไม่สนใจการจดทะเบียน เพราะถือว่าคล่องตัวกว่าในการทำงาน บางครั้งจึงถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มเถื่อน แต่พวกนี้ก็ได้ทำประโยชน์ให้สังคมเป็นอันมาก ดังนั้น เอ็น จี โอ จึงมีความหลากหลายมาก

กระนั้นก็ตามงานของ เอ็น จี โอ ส่วนมากเป็นลักษณะของการปิดทองหลังพระ ซึ่งมีเป้าหมายในการดำเนินการเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามที่เป็นประโยชน์ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รูปแบบของการดำเนินงาน และวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันไป แม้มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าควรให้มีการรวมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะ เอ็น จี โอ ย่อมมีความหลากหลาย เพราะปัญหาแตกต่างกัน เป้าหมายในการทำงานของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการรวมกัน ความจริงความหลากหลายคือความแข็งแกร่งในการให้การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปได้อย่างทั่วถึง และลงไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน

เมื่อถามว่าการรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติเลวร้ายนักหรือ ซึ่งแน่นอนหากรับเงินมาเพื่อบ่อนทำลายความเจริญของชาติจริง ก็ผิดแน่และไม่ควรปล่อยเอาไว้ด้วย ต้องเอามาลงโทษ แต่ปัจจุบันมีองค์กรนานาชาติเป็นจำนวนมากที่มีทุนให้กับ เอ็น จี โอ ในประเทศที่กำลังพัฒนาให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามที่องค์กรหลักกำลังรณรงค์เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาในระดับโลกร่วมกัน ทำไมจะรับทุนจากผู้ที่หวังดีต่อโลกเหล่านี้ไม่ได้ รัฐเองก็รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ เช่นนี้จะถือว่ารัฐทำไม่ถูกต้องด้วยหรือไม่ ความจริงเป็นการสมควรเสียด้วยซ้ำไปที่จะให้บรรดาผู้คนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นผู้เอาทรัพยากรต่าง ๆ ของโลกไปใช้กันอย่างมากมาย จนเกิดความเดือดร้อนในระดับโลกขึ้นเช่นในปัจจุบัน และทรัพยากรส่วนมากที่ใช้ก็ไปจากประเทศกำลังพัฒนานั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่คนจากประเทศที่พัฒนาทั้งหลายจะต้องร่วมกันเสียสละเงิน แล้วส่งมาให้ดำเนินการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศกำลังพัฒนานั้นได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และอะไรก็ตามที่ต้องทำในประเทศกำลังพัฒนาก็ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศพัฒนาแล้วด้วย เพียงแต่จะต้องเลือกดูให้ชัดเจนว่าการช่วยเหลือให้ทุนนั้นเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาหรือมีสิ่งแอบแฝง เพื่อการตัดสินใจรับหรือไม่รับความช่วยเหลือนั้นได้ถูกต้อง

สิ่งที่ควรยกมาวิเคราะห์ในเรื่องการต่อต้านนี้มีหลายประเด็นด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับ เอ็น จี โอ ทั้งนี้เพื่อให้ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันมีมากเหลือเกินนี้ ลดความรุนแรงลง เพราะสภาพสังคมไทยปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก ยิ่งปล่อยไว้นานความฝังใจว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง ยิ่งทำให้ไม่สามารถยอมรับความคิดอื่นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์หาวิธีแก้ไข

สิ่งแรกที่ควรเรียกร้องคือเรื่องของการทำความจริงให้ปรากฏ นักวิชาการที่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ จริงซึ่งก็มีอยู่มากมายตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ น่าที่จะต้องแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการสู่สาธารณชนในฐานะที่อยู่ในสถาบันการศึกษา การให้บริการสังคมโดยบริสุทธิ์ ไม่มีใครมาจ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีความสับสนและตนเองมีความรู้ต้องออกมาให้ความคิดเห็นที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขมิให้ความไม่รู้จริงนำไปสู่ความเชื่อที่ผิด ๆ และกลายเป็นปัญหาของความขัดแย้ง แต่ที่ต้องระวังคือนักวิชาการที่ออกมาให้ความคิดเห็นนั้นต้องให้ความคิดเห็นเฉพาะในสิ่งที่ตนเองมีความรู้จริง หากตนเองมีความเชี่ยวชาญทางสาขาอื่น แต่ต้องการแสดงความคิดของตนเกี่ยวกับเรื่องซึ่งไม่ใช่ความชำนาญทางวิชาการของตน ต้องทำให้ชัดเจนต่อสังคมว่าที่แสดงความคิดออกมาเช่นนั้นเป็นเพียงมุมมองตามความรู้สึก แต่ไม่ใช้ความคิดอ่านที่มีข้อมูลและความรู้จริงอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะแสดงความห่วงใย การแสดงแนวคิดของตนเองตามความรู้สึกที่ตนเองกลั่นกรองมานั้น ต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูล แต่เป็นเพียงความคิดเห็นของตนเท่านั้น เพราะนักวิชาการหลายต่อหลายคนมีผู้คนศรัทธาในความคิดอยู่แล้ว หากพูดอะไรมาคนก็จะเชื่อ เมื่อไม่ใช่ในสาขาที่ตนเองรู้ดีแล้วความคิดเห็นที่แสดงออกมาอาจไม่ถูกต้องทีเดียวก็ได้ แต่อาจมีผู้เชื่อ ถ้ามีผู้เชื่อความเสียหายก็จะเกิดต่อไปได้

ประเด็นที่สองคือภาครัฐ ซึ่งมักจะเฉยเมินในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อมีผู้เดือดร้อน หากร้องเรียนมาตามปกติก็มักจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไร แต่ถ้ามีการแสดงความรุนแรงมากขึ้น เช่น จับกลุ่มกันให้ใหญ่ขึ้น มีการปิดถนน ประท้วงยืดเยื้อ ทำท่าทีรุนแรง ฯลฯ จนกระทั่งเป็นข่าวเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจมากขึ้น ถึงเวลานั้นภาครัฐจึงมักจะโดดลงมาแก้ปัญหา เท่ากับเป็นการสอนผู้ประท้วงทั้งหลายว่าต้องใช้ความรุนแรงหรือมีทีท่าข่มขู่ รัฐจึงจะรีบจัดการ ดังนั้นผู้ประท้วงจึงหาทางทำวิธีการที่ทำให้เป็นข่าว หรือให้มีผู้เดือดร้อนมาก ๆ เดี๋ยวรัฐก็จะเข้ามาแก้ไข ความเฉยเมยเช่นนี้ต้องปรับเปลี่ยน ต้องถือว่าเรื่องที่มีผู้เดือดร้อนก็ต้องรีบมาให้การเอาใจใส่ และรีบปรับปรุงสภาพเพื่อให้พันสภาพเดือดร้อนนั้น อย่ารอจนเรื่องบานปลาย

เอ็น จี โอ เองก็ต้องมีการทบทวนดูบทบาทของตนเองกันบ้าง เอ็น จี โอ ที่ทำทุกอย่างดี ถูกต้อง ได้ผลอยู่แล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างของ เอ็น จี โอ อื่น ๆ ได้ แต่ เอ็น จี โอ ซึ่งยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่าการเป็น เอ็น จี โอ นั้นต้องหาเรื่องประท้วง ซึ่งลึก ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องคือเป็นการไปสอดส่องดูว่ามีอะไรที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แล้วขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่ มิฉะนั้นความบกพร่องต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกซ่อนอยู่กับโครงการต่าง ๆ ยากที่จะเห็นได้ แต่การนำมาตีแผ่และกลวิธีในการดำเนินการนั้นต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ที่คนอื่น ๆ เขาจะมอง การแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรงนั้นไม่ถูกต้องและมักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต้องใช้ข้อมูลและเหตุผลที่ถูกต้องเป็นเครื่องชี้ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าผู้อ้างตัวว่าเป็น เอ็น จี โอ นั้นก็มีหลายรูปแบบ ส่วนมากเป็นพวกต้องการช่วยแก้ปัญหาด้วยความตั้งใจจริง ต้องการทำประโยชน์ให้สังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันได้มีรูปแบบแบบอื่น ๆ เกิดขึ้นอีกมาก เพราะกระแสความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยนั้นสูงขึ้นมาก จึงมีหลายคนที่เข้ามาเป็น เอ็น จี โอ เพราะอยากมีชื่อเสียง ถ้าต้องการได้ชื่อเสียงด้วยการทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ามีสิ่งแอบแฝงก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะบางคนอยากมีหน้ามีตา ไม่สนใจในเรื่องงานเสียสละเหล่านี้เท่าใดนัก บางคนอยากใช้งานของการเป็น เอ็น จี โอ ให้ได้การยอมรับจากชาวบ้านเพื่อเป็นแนวทางเข้ามาสู่วงการเมือง เป็นต้น พวกเหล่านี้อาจทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ต้องการทำดีร่วมกันเสียหายไปด้วย

 

Electronic Transactions Law

Laws relating to electronic transactions.
(Electronic Transactions Law).
The legal status of electronic data, always with paper. Support a different legal relationship which may be prepared in the form of a book. Harness with a new legal relationship is created in the form of electronic data. Any of the signed data. And the hearing of evidence in the form of information on H. Black New Orleans.

Two. Law on electronic signature.
(Electronic Signatures Law).
To ensure the use of an electronic signature by any act of the new technology is always a common sign. The result is more confidence in electronic transactions. Determined to be the supervision and services. On electronic signature, as well as other services related to electronic signatures.

Three. Law regarding the development of information infrastructure offering comprehensive and equitable.
(National Information Infrastructure Law).
Contributes to the promotion and development of information infrastructure, including telecommunications. Information technology Human resources information. And other critical information infrastructure as the foundation. Important in the development of society. And community-based state machine. The main objective of the policy underlying ground. Section 78 of the State Constitution to redistribute the information thoroughly. And equality. It is crucial to reduce the inequality of property. Was gradual. Have the potential to contribute to local self-government, economic development within the community. And lead to social intelligence. And learning.

4th. Law on the protection of personal information.
(Data Protection Law).
To produce a wide range of rights and the protection of all personal data which may be processed. Disclose or reveal a large number of people in no time. By rapid technological developments. It may cause the data to be used in an unlawful way. It’s cool to do so, taking into account the balance between the basic module. And privacy. Freedom of communication. And the stability of the state.

Five. Law relating to the offense on the computer’s.
(Computer Crime Law).
Measures of punishment for criminal offenders to pay. Slows the computer information systems and networks. In order to guarantee the right to freedom. And the protection of social coexistence.

6. Law on electronic funds transfer.
(Electronic Funds Transfer Law).
Important to determine the mechanism of the law to accommodate electronic funds transfer system. Either to transfer funds between financial institutions. And a new payment system in the form of electronic money cause confidence to the financial system. Electronic transactions and much more.

กฎหมายสารสนเทศ

1.กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Transactions Law)
เพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็นการรองรับนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดทำขึ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่า เทียมกับนิติสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่จัดทำขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเ ล็กทรอนิกส์

2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Signatures Law)
เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบว นการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้มีการกำกับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

3.กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศใ ห้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน
(National Information Infrastructure Law)
เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื้ นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ในการกระจายสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสัง คมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายในชุมชน และนำไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้

4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(Data Protection Law)
เพื่อก่อให้เกิดการรับรองสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อ มูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกประมวลผล เปิดเผยหรือเผยถึงบุคคลจำนวนมากได้ในระยะเวลาอัน รวดเร็วโดยอาศัยพัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจก่อให้เกิดการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป ็นการละเมิดต่อเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐานใ นความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ

5.กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(Computer Crime Law)
เพื่อกำหนดมาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดต่อระ บบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม

6.กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Funds Transfer Law)
เพื่อกำหนดกลไกสำคัญทางกฎหมายในการรองรับระบบการโอนเงินทาง อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็นการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ในรูปของเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อให้เกิดความ เชื่อมั่นต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น