Tag Archive: เศรษฐกิจ

การส่งเสริมการอ่านในต่างประเทศ

ผู้วิจัยเรื่องนี้ให้ข้อสังเกตว่า ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมหนังสือในสหรัฐอเมริกาจำหน่ายหนังสือเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับ 25 ปีที่แล้ว ในปี 2000 มียอดจำหน่ายหนังสือเกินกว่า 2,000 ล้านเล่ม ยอด ขายหนังสือเพิ่มขึ้น แต่รายงานกล่าวว่า ผู้คนอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินลดลง เหตุผลหนึ่ง คือ การ แข่งขันด้านเทคโนโลยี รายงานการวิจัยนี้ได้แสดงรายการใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงของชาวอเมริกันไว้ ด้วย ในปี 1990 ใช้จ่าย 6% ด้านโสตทัศนูปกรณ์รวมทั้งคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ และใช้จ่ายประมาณ 5.7% เพื่อซื้อหนังสือ แต่ปี 2002 ใช้เงินซื้อหนังสือ 5.6% และซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 24% อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายคนใช้เทคโนโลยีเพื่อรับฟังข้อมูลที่บันทึกมาจากหนังสือ หรืออ่านผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

นายเดนา จิโออิอา ประธานของ National Endowment for the Arts กล่าวย้ำคำพูดว่า “รายงานการวิจัยนี้เป็นหลักฐานแสดงภาวะวิกฤติของชาติ”

อย่างไรก็ตาม มีบางคนแย้งว่า ชาวอเมริกันไม่ควรให้ความสำคัญกับคำเตือนดังกล่าวมากนัก นายชาลส์ แมคแกรธ อดีตบรรณาธิการฝ่ายแนะนำหนังสือ (book review) ของนิวยอร์กไทม์ส เขียนบทวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่า งานวิจัยนี้เกี่ยวกับงานวรรณกรรมเท่านั้น แมคแกรธกล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังที่การวิจัยนี้ไม่รวมถึงงานเขียนสารคดี (non-fiction) ด้วย ทั้งๆที่หนังสือเกี่ยวกับเรื่องจริงกับเหตุการณ์ต่างๆนั้น มีข้อมูลสำคัญมากมายที่ผู้เขียนนำมาเสนอ ตัวอย่างเช่น หนังสือเกี่ยวกับสงครามในอิรักที่ตีพิมพ์ออกมา เร็วๆนี้ ทำให้เกิดการโต้วาทีระดับชาติขึ้น

แมคแกรธแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า การวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษานิตยสาร หนังสือพิมพ์ และอินเทอร์เน็ตด้วย ทั้งๆที่กลุ่มตัวอย่างสามารถตีความคำว่า “วรรณกรรม” ได้กว้างมากตามใจปรารถนา กลุ่มตัวอย่างได้รับแจ้งแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องตีความหมาย “แค่งานเขียนที่นักวิจารณ์หนังสือมีความเห็นว่าเป็นวรรณกรรมเท่านั้น”

ขณะที่ชาวอเมริกันอ่านงานวรรณกรรมน้อยลง กลับมีคนจำนวนมากขึ้นที่แสดงฝีมือด้านการเขียน งานวิจัย “การอ่านกับภาวะวิกฤติ” ระบุว่าการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมทางภาษาจำนวนน้อยที่มีปริมาณผลงาน เพิ่มขึ้น และบรรดาบรรณาธิการต่างพยายามช่วยเหลือให้ผลงานของนักเขียนใหม่ๆได้รับการตี พิมพ์ หนึ่งในบรรณาธิการเหล่านั้นคือ เดวิด กรีน ซึ่งหลายปีมานี้ เขาจัดพิมพ์นิตยสารรวมเรื่องสั้นขนาด เล็กขึ้นมา ชื่อ Green’s Magazine เขาเล่าว่า มีค่าใช้จ่ายสูงในการผลิตและจัดส่งหนังสือทางไปรษณีย์ปีละ 4 ครั้ง คนอ่านเป็นชาวอเมริกันและแคนาดาจำนวนไม่กี่พันคน กรีนบอกว่า เหตุผลหนึ่งในการจัดพิมพ์ คือ เพื่อช่วยเหลือบรรดานักเขียนมือใหม่ เพราะเป็นเรื่องยากยิ่งที่นักเขียนใหม่ๆจะหาสำนักพิมพ์ดำเนินการให้

นักวิจัยสอบถามชาวอเมริกันจำนวน 17,000 คน เรื่องการอ่านหนังสือทไให้มีความรู้ โดยสามารถตีความคำว่า “งานวรรณกรรม” (literature) เป็นเช่นใดก็ได้ เรื่องที่แต่งขึ้น กวีนิพนธ์ บทละคร นิยายรัก เรื่องลึกลับสอบสวน หรือนิยายวิทยาศาสตร์ รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบผลการวิจัยกับปี ค.ศ. 1982 และ 1992 ด้วย ผู้หญิงอ่านงานวรรณกรรมมากกว่าผู้ชาย แต่งานวิจัยแสดงให้เห็นด้วยว่า ทั้งชายและหญิงอ่านหนังสือน้อยลงๆ

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ชาวอเมริกันอายุระหว่าง 18-44 ปี อ่านงานวรรณกรรมมากกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ แต่ผลการวิจัยครั้งนี้ (ปี 2002) พบว่า ความสนใจในการอ่านลดลงอย่างมากในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้น และ กลุ่มที่อ่านน้อยลง คือ กลุ่มอายุ 65 ปีและมากกว่านี้

นายเดนา จิโออิอา แห่ง National Endowment for the Arts กล่าวว่า ชาวอเมริกันทุกวัยอ่านหนังสือน้อยลง มิใช่เฉพาะงานวรรณกรรมเท่านั้น เมื่อปี 1992 มีผู้ใหญ่อ่านหนังสือ 61% ในปี 2002 มี เพียง 57% และจำนวนหนังสือที่อ่านโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18 เล่ม แต่มีบางคนที่อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น ในกลุ่ม ผู้อ่านงานวรรณกรรม เกือบครึ่งหนึ่งอ่านนวนิยายและเรื่องสั้น 12% อ่านกวีนิพนธ์ และ 4% อ่านบทละคร

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันนี้ นักเขียนที่หาสำนักพิมพ์รับพิมพ์ผลงานของเขาไม่ได้เช่นในอดีต สามารถ พิมพ์ผลงานของตนเองออกมาทางอินเทอร์เน็ตได้ ด้วยวิธีนี้ ผู้คนก็สามารถอ่านผลงานเขียน หรือพิมพ์ออกมาได้อีกด้วย

ผู้ที่มีผลงานเขียนทางอินเทอร์เน็ตมีชื่อเสียงโด่งดังหลายคน เช่น นักเขียนชื่อก้องสตีเฟน คิง ก็จัดพิมพ์ผลงานเรื่อง “Riding the Bullet” ของเขาด้วยวิธีนี้ ผู้อ่านต้องชำระเงินเพียงเล็กน้อย ต่อมา คิงหยุดพิมพ์ผลงานเรื่อง “The Plant” ทางอินเทอร์เน็ต เพราะมีคนพิมพ์ผลงานของเขาออกมาโดยไม่ยอมจ่ายเงิน

งานวิจัย “การอ่านกับภาวะวิกฤติ” รายงานว่า จำนวนคนกว่า 90% บอกว่า พวกเขาชอบดูโทรทัศน์มากกว่าอ่านหนังสือ ครอบครัวอเมริกันโดยเฉลี่ยดูโทรทัศน์มากกว่า 3 ชั่วโมงในหนึ่งวัน รายงานระบุด้วยว่า โทรทัศน์ทำให้คนลดความสนใจในการอ่านหนังสือ

ทีมงานของเรา (VOA Special English) สนทนากับศาสตราจารย์ที่สอนวิชาวรรณคดีในรัฐแมรีแลนด์ ท่านหนึ่ง เธอเล่าว่านักศึกษาที่เรียนกับเธอจำนวนมากไม่ต้องการอ่านหนังสือที่สั่งให้อ่าน พวกเขาจะอ่านแค่ บทสรุป การวิจารณ์ หรือปริทรรศน์หนังสือเท่านั้น ศาสตราจารย์ท่านนี้กล่าวว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยยุคนี้ มีชีวิตเติบโตมากับโทรทัศน์

อย่างไรก็ตาม โทรทัศน์บางรายการมีอิทธิพลทำให้ผู้ชมอ่านหนังสือได้ด้วย เช่น รายการสนทนายอดฮิตของโอพราห์ วินฟรีย์ ได้จัดตั้ง “ชมรมคนรักหนังสือของโอพราห์” (Oprah’s Book Club) ขึ้นด้วย ในตอนเริ่มแรกนั้น เธอเลือกหนังสือที่พิมพ์ออกมาใหม่ๆที่เธอชอบ แล้วขอให้ผู้ชมอ่านหนังสือเล่มนั้นๆ และเขียนแสดงความคิดเห็นหรือวิจารณ์หนังสือส่งไปยังรายการของเธอ ชมรมนี้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์หนังสืออย่างมาก สำนักพิมพ์ต่างๆต้องเพิ่มยอดพิมพ์เพื่อตอบสนองความต้องการของคนอ่าน ผู้ที่ต้อง การขอยืมหนังสือจากห้องสมุด พบว่ามีคนหลายร้อยเข้าคิวจองอยู่ก่อนแล้ว

ในปี 2002 โอพราห์ตัดสินใจถอดกิจกรรมชมรมนี้ออก แต่บัดนี้เธอได้นำกลับมาดังเดิมแล้ว ครั้งนี้ เธอเลือกวรรณกรรมคลาสสิก (คือวรรณกรรมยอดนิยมในอดีต และยังมีผู้ชื่นชอบอยู่จนถึงปัจจุบัน – ผู้แปล) เรื่อง “Anna Karenina” ซึ่งยอดนักเขียนเอกของโลกชาวรัสเซีย ลีโอ ตอลสตอย เขียนในช่วงทศวรรษปี 1870 ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในหมู่ชาวอเมริกันในห้วงเวลานี้

ชาวอเมริกันจำนวนมากจัดตั้งชมรมคนรักหนังสือ/รักการอ่านขึ้นมา สมาชิกอาจเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่กลุ่มคนเหล่านี้จะอ่านหนังสือเรื่องเดียวกันในเวลาเดียวกัน แล้วมาชุมนุมกันเพื่อวิเคราะห์วิจารณ์ บางกลุ่มก็ทำกิจกรรมเหล่านี้ทางอินเทอร์เน็ต บางกลุ่มจะอ่านเฉพาะผลงานของนักเขียนดังๆ หรือบางครั้งก็อ่านผลงานของนักเขียนเพียงคนเดียว สมาชิกชมรมดังกล่าวในรัฐจอร์เจียกลุ่มหนึ่งเลือก อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน อีกกลุ่มหนึ่งเลือกอ่านที่แตกต่างกัน แล้วพวกเขาก็มาร่วมฟังหรืออ่านรายงานของกลุ่มอื่นๆ

เด็กๆก็เข้าเป็นสมาชิกของชมรมรักการอ่านด้วยเช่นกัน เช่น ในรัฐอิลลินอยส์ นายกเทศมนตรีของนครชิคาโก ชื่อ ริชาร์ด เดลีย์ ได้จัดตั้งชมรมดังกล่าวขึ้นในโรงเรียนต่างๆ ชมรมของเด็กๆสามารถขอความร่วมมือจากมูลนิธิ Great Books ซึ่งจะจัดเตรียมรายการหนังสือน่าอ่าน พร้อมมีจำหน่ายด้วย รวมทั้งการจัดฝึกอบรมให้สมาชิกสามารถนำการอภิปรายหรือวิจารณ์หนังสือได้ด้วย

ผู้แทนจาก National Endowment for the Arts กล่าวว่า การก้าวสู่ยุคการสื่อสารด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อความบันเทิงและข้อมูลข่าวสารนั้น ย่อมไม่เป็นข่าวดีต่อสังคมของเรา รายงานการวิจัยบอกด้วยว่า นักอ่านทั้งหลายย่อมกระตือรือร้นต่อกิจกรรมของชุมชนมากกว่า และพบว่าคนที่อ่านงานวรรณกรรมมีแนว โน้มที่จะเสียสละเวลาของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมากกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือ เขาเหล่านั้นยินดีสนับสนุนผล งานศิลปะ และร่วมกิจกรรมกีฬาต่างๆอีกด้วย กล่าวโดยสรุปก็คือ การอ่านมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเรามาก ยิ่งกว่าความสุขหรือความพึงพอใจที่ได้จากการอ่านเสียอีก

เศรษฐกิจที่ดีเกิดได้อย่างไร

การผลิตและการบริโภค กาแฟที่ค้าอย่างชอบธรรม ได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบกากาแฟท้องถิ่นและกาแฟระดับชาติได้เริ่มมอบข้อเสนอทาง เลือกการค้าโดยชอบธรรมให้แก่เกษตรกร

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการเข้ามาล้นตลาดของกาแฟเขียว ราคาถูกอย่างมหาศาล หลังจากการล่มสลายของข้อตกลงกาแฟสากลแห่งปี 1975-1989 ได้ส่งผลกระทบยืดเยื้อต่อวิกฤตการณ์ราคากาแฟตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ถึงปี ค.ศ. 2004 ในปี ค.ศ. 1997 ราคาของกาแฟในนิวยอร์กแตะระดับที่ 3 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปอนด์ แต่เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 2001 ราคาของกาแฟเหลือเพียง 0.43 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปอนด์ ในปี ค.ศ. 2007 ราคากาแฟขายส่งอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปอนด์ (จาก 69 เซนต์ในลอนดอน เมื่อเดือนมีนาคม มาเป็น 134 เซนต์ในนิวยอร์ก เมื่อเดือนตุลาคม) และราคาของกาแฟโรบัสตาคิดเป็น 70% ของกาแฟอาราบิกา ราคาซื้อขายกาแฟผันผวนอย่างมากจากราคาโดยเฉลี่ย 3 ดอลล่าร์สหรัฐในโปแลนด์ 3.5 ดอลล่าร์สหรัฐในสหรัฐอเมริกาและ 17 ดอลล่าร์สหรัฐในสหราชอาณาจักร

บราซิลเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟสูงที่สุดในโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เวียดนามกลายมาเป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟโรบัสตารายใหญ่ของโลก อินโดนีเซียเป็นประเทศส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสาม และเป็นผู้ผลิตกาแฟอาราบิกาละลาย ราคาซื้อขายกาแฟโรบัสตาในลอนดอนมีราคาถูกกว่าในนิวยอร์ก ซึ่งทำให้ลูกค้าผู้ประกอบการอุตสาหกรรม อย่างเช่น บริษัทข้ามชาติและผู้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป โอนเอียงไปทางกาแฟในลอนดอนมากกว่า เพราะว่ามีราคาถูกกว่า บริษัทข้ามชาติสี่แห่ง (ประกอบด้วย ครอฟท์ เนสเล่ พร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิลและซาร่า ลี) ได้ซื้อกาแฟคิดเป็นปริมาณ 50% ของผลผลิตต่อปี การเลือกซื้อกาแฟโรบัสตาราคาถูกของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสี่ของตลาดกาแฟ ทำให้เกิดความเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคากาแฟตกต่ำ และปริมาณความต้องการเมล็ดกาแฟอาราบิกาคุณภาพสูงกระเตื้องขึ้นมาเพียงเล็ก น้อย

แนวคิดของการค้าโดยชอบธรรมให้การรับรองว่าเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทน ตามจำนวนราคาที่เจรจาไว้ก่อนการเพาะปลูก เริ่มจากมูลนิธิแมกซ์ ฮาเวลลาร์ ที่เริ่มต้นโครงการดังกล่าวในเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 2004 ผลผลิตกาแฟ 24,222 เมตริกตันจากผลผลิตกาแฟทั้งหมด 7,050,000 เมตริกตันทั่วโลกเป็นไปตามแนวคิดการค้าโดยชอบธรรม ปีต่อมา ผลผลิตกาแฟ 33,991 เมตริกตันจากทั้งหมด 6,685,000 เมตริกตันเป็นไปตามแนวคิดการค้าโดยชอบธรรม ปริมาณผลผลิตกาแฟที่ค้าอย่างชอบธรรมคิดเป็น 0.34% ในปี 2004 และ 0.51% ในปี 2005 จากการศึกษาจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าผลผลิตกาแฟที่ค้าอย่างชอบธรรมมีผล กระทบในด้านบวกต่อชุมชนที่ปลูกกาแฟ การศึกษาครั้งหนึ่งในปี 2002 แสดงให้เห็นว่าการค้าอย่างชอบธรรมจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทผู้ ผลิต เพิ่มผลตอบแทนในการผู้ผลิตรายย่อย และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น การศึกษาครั้งหนึ่งในปี 2003 สรุปว่าการค้าโดยชอบธรรมนั้น” ได้พัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรปลูกกาแฟรายย่อยและครอบครัวอย่าง มาก” ด้วยการเข้าถึงความน่าเชื่อถือและเงินทุนการพัฒนาจากภายนอก และการเข้าถึงการฝึกฝนได้มากขึ้น ทำให้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพของกาแฟที่ปลูก ครอบครัวของเกษตรกรปลูกต้นกาแฟยังมีความมั่นคงมากกว่าผู้ที่ไม่อยู่ในการค้า โดยชอบธรรม และลูกของพวกเขาก็สามาถรเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้น จากการศึกษาของบริษัทผู้ผลิตกาแฟแห่งหนึ่งในโบลิเวียในปี 2005 สรุปว่าการรับรองการค้าโดยชอบธรรมจะส่งผลกระทบในด้านบวกต่อราคากาแฟในท้อง ถิ่น และให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจแก่ผู้ผลิตกาแฟ ทุกราย

 

กฏระเบียบของโลก

แนวคิดที่ว่าตลาดสามารถปรับตัวเองให้มีเสถียรภาพได้ เป็นเพียงความเชื่อ คาร์ล โพลันยิ ในงานเขียนของเขาได้แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎเกณฑ์ของตลาดให้ได้ผลจะ ต้องมีอำนาจทหารหรือตำรวจ แม้ว่าในทางปฏิบัติความจำเป็นใช้กำลังบังคับอาจไม่เกิดขึ้นเลย แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีกำลังสำรอง โลกาภิวัตน์ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ยังต้องพึ่งอำนาจทหารประจำการของประเทศที่เป็นผู้บังคับใช้กฎเกณฑ์

สง ครามอ่าวเปอร์เชีย 1991 ชี้ให้เห็นโครงสร้างและวิธีการทำงานของระเบียบโลกใหม่ ความขัดแย้งอันเป็นชนวนของสงครามเริ่มจากปัญหาที่โยงกับหลักการเรื่อง อาณาเขต ซัดดัม ฮุสเซน มีโครงการที่จะฟื้นฟูอิรัคหลังสงครามกับอิหร่านโดยวางแผนสร้างแรงต่อรอง ระดับภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศที่ผลิตน้ำมัน ทั้งนี้เพื่อควบคุมแหล่งน้ำมัน

 

ตัวเองให้เป็นองค์กรการเมืองเศรษฐกิจที่ซับซ้อน : ภูมิภาคย่อย รัฐแบบดั้งเดิม และภูมิภาคใหญ่ ประกอบด้วยสถาบันที่มีบทบาทและขอบเขตอำนาจมากน้อยต่างกันไป เมืองหลวงสำคัญ ๆ ของโลกเปรียบเสมือนคีย์บอร์ดของเศรษฐกิจระดับโลก กระบวนการสร้างอุดมการณ์ข้ามชาติมีการ แข่งขันกันเป็นกระแสนำ และกระแสต่อต้าน มีสถาบันที่จะผนึกหรือประสานระหว่างรัฐสำคัญ ๆ และระหว่างเขตภูมิภาคใหญ่ ๆ เข้าด้วยกัน มีกระบวนการเจรจาหลายฝ่าย เป็นเครื่องมือเพื่อบริหารจัดการกับความขัดแย้ง สร้างสันติภาพ กำหนดกฎเกณฑ์และให้บริการการค้าระหว่างประเทศ การคมนาคม การสาธารณสุข ฯลฯ ภาพรวมที่เกิดมีลักษณะใกล้เคียงกับระบบของ ยุโรปกลางมากกว่ารูปแบบเวสฟาเลีย หรือระบบความสัมพันธ์ของรัฐต่าง ๆ ที่มีอำนาจอธิปไตย ดังที่มีการพูดกัน

ภาพหลายภาพที่ทับซ้อนกันอยู่ ชี้ให้เห็นช่องทางวางยุทธศาสตร์เข้าแทรกแซงได้หลายระดับเพื่อแสวงหาทางเลือก ให้กับขบวนการโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้ความไร้เสถียรภาพของโครงสร้างใหม่ที่ก่อตัวขึ้น เป็นปัจจัยเอื้อที่สำคัญยิ่ง ความไร้เสถียรภาพนี้เกิดจากหลักการที่ขัดกันอยู่คือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการแบ่งเขตแดนเป็นอิสระจากกัน ทั้งนี้ หลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเนื้อหาไม่มีการแบ่งแยกเขตแดน แต่มุ่งสู่การแข่งขันในตลาดโลก มุ่งขยายการเงินระดับโลกสู่ประเทศต่าง ๆ โดยไม่มีขอบเขตจำกัดและมุ่งสู่การผลิตระดับโลก แต่รากฐานของหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือวัฒนธรรมธุรกิจ ดังที่ซูซาน สเตรนช์ พูดถึง แต่หลักการแบ่งแยกเขตแดนเป็นอิสระจากกันเป็นหลักการรัฐที่มีพื้นฐานจากอำนาจ การทหาร

นักเขียนบางท่านเสนอว่าเมื่อหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความสำคัญมากขึ้น ย่อมทำให้หลักการแบ่งแยกเขตแดนเป็นอิสระจากกันลดความสำคัญลง แต่ข้อเสนอที่ว่ามีระบบความสัมพันธ์ต่างตอบแทนเกิดขึ้นอาจจะเป็นจริงมากกว่า

 

ระเบียบโลกใหม่นี้จึงอ่อนปวกเปียกที่ยอดสุด ยิ่งเวลาผ่านไปความเปราะบางนี้จะชัดเจนยิ่งขึ้น ระเบียบโลกมิได้แข็งแกร่งมากไปกว่าตัวพื้นฐานด้านสังคมที่พยุงส่วนยอดเอาไว้ โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจกำลังสร้างความขัดแย้งและความแตกแยก ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ แต่แน่นอนว่าจะกัดกร่อนฐานรากของการเมืองระดับโลก อำนาจทางการทหารของสหรัฐฯ และประเทศที่ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนกระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ กำลังกำลังถูกท้าทาย โดยพลังทางสังคมที่เกิดขึ้น และโดยความขัดแย้งทางสังคมซึ่งขมึงเกลียวยิ่งขึ้นทั้งในประเทศยากจน และประเทศร่ำรวย เพื่อที่จะเข้าใจพลังทางสังคมที่ก่อตัวขึ้น จำเป็นต้องทบทวนถึงการก่อเกิดของอัตลักษณ์ต่างๆ ที่ให้ความหมายและบทบาทแก่ผู้คน และต้องทบทวนถึงความรู้ รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยอธิบายให้เราได้รู้ว่าควรจะรับมือกับการท้าทายจากอนาคตได้อย่างไร

สหรัฐฯ ตอบโต้กับอิรัคในฐานะที่สหรัฐฯ มีบทบาทเป็นผู้ควบคุมระเบียบเศรษฐกิจของโลก โดยมองว่าการกระทำของอิรัคเป็นการคุกคาม และยังได้แสวงหาแรงสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ เพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ สหรัฐฯ ตัดสินใจเพียงลำพังที่จะทำสงครามกับอิรัค แล้วจึงให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรับรองการตัดสินใจนั้น หลังจากนั้นมีข้อเสนอให้เยอรมนี ญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย และคูเวตร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายการทำสงครามซึ่งสหรัฐฯ ก็ได้รับการตอบสนองจากประเทศเหล่านี้

แต่บทบาทของผู้บังคับใช้กฎ ระเบียบก็มีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ภาพที่สหรัฐฯ สร้างให้ตัวเองในฐานะเป็นมหาอำนาจด้านการทหารระดับโลก เป็นจุดเด่น เป็นการผูกขาด และเป็นการกระทำฝ่ายเดียว ขณะที่สมรรถภาพการผลิตของสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ลดลง จุดนี้คือการที่ว่าสหรัฐฯ บริโภคมากกว่าที่จะจ่ายได้จากผลผลิตที่สหรัฐฯ ผลิตได้ แต่ภาวะการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะต่างชาติจำนวนมาก พร้อมจะถือเงินดอลลลาร์ (หรือถือสินทรัพย์ในรูปของดอลลาร์) จากปลายปี 1987 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเทศลูกหนี้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือต่างชาติเป็นผู้จ่ายส่วนต่างของการบริโภคเหนือการผลิตของสหรัฐฯ นั่นเอง ความเป็นเจ้า (hegemony) ของสหรัฐฯ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้กลายเป็นระบบส่งบรรณาการแก่สหรัฐฯ

การเมืองระหว่างประเทศ

การเมือง

ความสำเร็จของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศมิใช่อยู่ที่ว่าได้นำเอา เรื่องเศรษฐกิจเข้ามาวิเคราะห์ แต่อยู่ที่การเปิดให้มีการเสาะแสวงหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประวัติ ศาสตร์อย่างวิเคราะห์วิจารณ์ จุดเน้นเรื่องประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเพียงปรากฎการณ์สำคัญที่จะนำไปสู่การ สร้างความรู้ใหม่เกี่ยวกับระเบียบโลก ความพยายามดังกล่าวนำเอาสิ่ง ใหม่ ๆ เข้ามาประกอบมิใช่แต่เรื่องเศรษฐกิจแบบแคบ ๆ ตัวอย่างเช่นส่งเสริมให้มีการนำเอามิติความแตกต่างของหญิงชายเข้ามา วิเคราะห์ประเด็นเรื่องอำนาจ และนัยยะต่อพฤติกรรมมนุษย์ในโลกของสิ่งมีชีวิต นอกจากนั้นยังมีการขยายแนวคิดเรื่องความมั่นคงให้รวมมิติความแตกต่างหญิงชาย และโลกของสิ่งมีชีวิต

กล่าวโดยทั่วไป เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เสนอวิธีการมองจากแง่มุมโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ ต้องวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์เลือกไม่ได้แต่ก็มีผลในการสร้างประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ดังที่มารกซ์เขียนไว้ โครงสร้างทางประวัติศาสตร์นี้ ถูกหล่อหลอมจากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบส่วนย่อยของสังคมเศรษฐศาสตร์การเมือง ระหว่างประเทศ ยังได้นำการวิพากษ์ตนเอง การทบทวนสภาพของตนเอง การตระหนักถึงว่า แห่งที่จุดยืนของเรา ณ ช่วงเวลาและสถานที่หนึ่ง ๆ และโครงสร้างของ สังคมเป็นปัจจัยกำหนดความเข้าใจประวัติศาสตร์ของเรา การปฏิวัติวิธีคิดดังที่กล่าวมา ทำให้เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเดิม ๆ ล้าสมัยหรือใช้ไม่ได้ เป็นการปูทางสู่ความรู้ที่รอบด้านเกี่ยวกับกระบวนการของระเบียบโลกที่เป็น องค์รวมมากขึ้นกว่าเดิม

เศรษฐศาสตร์การ เมืองระหว่างประเทศได้รับความสนใจ เพราะให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า เศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจ แต่ประเด็นนี้มิได้มีความหมายแต่กับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศหนุนนำให้มีการเปลี่ยนแนวความคิดเรื่อง ระบบโลก โดยให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องกรอบหรือโครงสร้างมิติประวัติศาสตร์ ที่พฤติกรรมมนุษย์เกิดขึ้น และให้ความสำคัญกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าภายใต้ กรอบดังกล่าว แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากการเมืองว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมมติฐานเรื่องธรรมชาติของระบบรัฐที่คงที่ และมีสมมติฐานเรื่องเศรษฐกิจที่มีลักษณะคงที่มิใช่เป็นกระบวนการ วิธีการคิดแบบเก่าเคยมีประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาภายใต้สภาวะสถิต แต่มีประโยชน์น้อยในการช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ทำไมผู้คนจึงจะเข้าใจสภาพของตนเองและปัญหาที่ตนประสบภายใต้ภาวะที่โลก เปลี่ยนเร็ว? การก่อตัวขึ้นของอัตลักษณ์ที่หลากหลาย เป็นตัวชี้ถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาแล้วนั้น

การเสาะหารูปแบบความรู้เป็นองค์รวมที่มีความครอบคลุมก้าวไปไกล เกินขอบเขตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ โดยท้าทายวิชาอื่น ๆ ด้วย การวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นรากฐานของอำนาจทางการเมืองและต้นเหตุของความขัดแย้ง ทำให้มองเห็นว่าการแยกการเมืองเปรียบเทียบออกจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แน่นอนเราไม่อาจศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างและบางท่านรู้เรื่องการเมืองเปรียบเทียบดีกว่ากิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการทูตและการเจรจาหลายฝ่าย ถ้าจะเข้าใจระเบียบโลกหรือพัฒนาการของเขตภูมิภาคแล้ว ก็จำเป็นจะต้องผนวกความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอำนาจภายในสังคม และความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ทางสังคมที่ว่ามานั้น นอกจากนั้นยังจำเป็นต้องข้ามพ้นการผูกติดอยู่กับกรอบของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง นั่นคือต้องนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ อีกนัยหนึ่ง สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั้งหมดเข้ามาประกอบกัน

ทางสายกลางในสังคมไทย

 ประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางการเมืองสูงประชาชนมักจะมีปฎิสัมพันธ์หรือมี ส่วนร่วมทางการเมืองในทุกขั้นตอนทั้งโดยตรงเช่นการลงประชามติและทางอ้อม  ท้ายที่สุดกระบวนการยกร่างกฏหมายที่สำคัญเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดการ การมีส่วนร่วมของประชาชนเสียมิได้   เพราะเป็นกระบวนการบรรดาลให้ความยุติธรรมบังเกิดขึ้น  คนเมื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์  เป็นเลิศที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย  แต่ว่าหากเขาถูกแยกออกจากกฎหมายและความยุติธรรม  เขาจะกลายเป็นสัตว์ที่เลวที่สุดบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  สิ่งที่ประเสริฐในบรรยากาศการเมืองคือความยุติธรรมประกอบขึ้นในลักษณะส่งเสริมประโยชน์ร่วมกัน (Aristotle)  ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความเท่าเทียมกัน ได้รับสิ่งที่กำหนดในแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันอริสโตเติลเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและอยุติธรรม  หากคนสองกลุ่มหรือพรรคการเมืองสองพรรคมีความเท่าเทียมกันเพียงประการเดียว  แต่ได้รับสิ่งที่กำหนดอันเงื่อนไขในเรื่องการจดทะเบียนพรรค การยุบพรรค หรือแม้แต่ประเด็นห้ามอดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย111 คนเป็นที่ปรึกษาพรรคหรือแม้แต่ปราศรัยซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ขณะนี้ไม่เท่ากัน  ความยุติธรรมคือศูนย์รวมทั้งคุณธรรมและความรู้ (สุขุม  นวลสกุล) หากจุดถ่วงดุลระหว่างความรู้และคุณธรรมเสียศูนย์ ความยุติธรรมย่อมเอียงเอนตามแรงดึงของอำนาจการเมือง    ความยุติธรรมตามทัศนะของอริสโตเติลแบ่งได้สองนัยประกอบด้วย

1.         ความยุติธรรมในการแบ่งสรรปันส่วน  กล่าวคือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามความสามารถของแต่ละบุคคลตามคุณค่า (merits) ที่ถูกหนดไว้เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลควรได้รับการผลักดันผ่านทางระบบการศึกษาที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของรัฐนอกจากนัยแห่งความยุติธรรมแล้วรัฐหรือการเมืองจะต้องตั้งอยู่บนความ เป็นจริง ที่สร้างและส่งเสริมชีวิตที่ดีให้กับพลเมืองให้ได้มีโอกาสเป็นเจ้า กรรมสิทธิ์ของ 3 ประการ        คือสิ่งดีภายนอก (external good) หมายถึงเศรษฐกิจ   ความดีทางร่างกาย (body good) อันได้แก่สุขภาพกายดี      และประการสุดท้ายสุขภาพจิตดี (good of soul ) รัฐควรส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักจุดหมายปลายของชีวิตที่ดีมิใช่เป็นดังไฟไหม้ ฟางแล้วจางลงในเรื่องอบายมุข หวยบนดิน สิ่งมวมเมายั่วยุในหมู่เยาวชนซึ่งจะต้องเอาจริงเอาจังเป็นไฟไหม้ท่อนฟืน เพราะนั่นหมายมีถ่านให้เหลือใช้ เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อดันGDPให้สูงแต่ความสุขมวลรวมของชาติต่ำ เป็นคำตอบที่ใช่ไหม และนอกจากนั้นรัฐจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดรูปแบบการปกครองบนรากฐานของหลักการผสมผสานระหว่างคณาธิปไตย (Oligarchy) กับประชาธิปไตย( Democrecy) รูปแบบการปกครองแบบนี้ตามทัศนะของอริสโตเติลเรียกว่า ประชาธิปไตยสายกลาง ทั้งนี้เพราะว่าประเทศใดมีองค์ประกอบระว่างคุณภาพและปริมาณ  กล่าวให้ชัดก้คือด้านคุณภาพของพรรคการเมืองที่มีลักษณะคณาธิปไตย มักให้ความสำคัญแก่ชาติกำเนิด  ฐานะทรัพย์สิน หรือการศึกษาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากปล่อยให้รูปแบบการปกครองตกอยู่กับคนมั่งมีหรืออภิสิทธิ์ชนพวกนี้ก็จะ ปกครองเพื่อผลประโยชน์ตนเท่านั้นและมักมีความละโลบที่อยากเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินของคนอื่น  ส่วนในด้านปริมาณของประชาธิปไตยหมายถึงการให้คนจำนวนมากจากหลากหลายสาขา อาชีพเข้ามามีสิทธิ์ในการปกครอง  ข้อเสียมีอยู่ว่าคนพวกนี้เต็มไปด้วยความริษยาในความร่ำรวยของคนส่วนน้อย พร้อมที่จะเป็นพลังให้กับนักการเมืองประเภทฉาบฉวย  ซึ่งมาพร้อมกับสัญญาต่างๆ ในรูปของประชานิยมจริงแท้       หรือประชานิยมจำแลงแปลงธาตุในบริบท “ประชาชน”              เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่ประชาธิปไตยจะเบ่งบานตามกาลเวลาที่ผ่านมาที่ควร จะเป็น   หากแต่ว่ายังคงตัดยอดต่อกิ่งกลายพันธุ์เป็นครึ่งใบบ้าง  ผลัดใบบ้างและนำไปสู่การฉอยโอกาสผลักดันรูปแบบการปกครองระบอบทุชนาธิปไตย (Tyranny) ถ้าหากปล่อยให้รูปแบบการปกครองเป็นไปในลักษณะใดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้รัฐ มีจุดหมายปลายที่ไม่ดี  หรือเบี่ยงเบนจากความยุติธรรมก็ได้ 

2.         ความยุติธรรมอันเกิดจากความเสมอภาคทางกฎหมาย  หมายถึงทุกคนจะต้องได้รับการปฎิบัติโดยทัดเทียมกัน  แม้ในความเป็นจริงบุคคลมีสถานะทางสังคมแตกต่างกัน   แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากฎหมายแล้วทุกคนมีความเสมอภาคเหมือนกันหมด   รัฐบาลที่ดีจะต้องนำกฎหมายไปบังคับใช้ต่อคนในสังคมอย่างเสมอภาค  มิใช่เลือกปฎิบัติเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

         รูปแบบพรรคการเมืองที่เลอเลิศคือรูปแบบอำนาจ ที่ถูกว่างไว้ในชนชั้นกลางให้มากเพียงพอที่จะมีพลังเหนือกว่าชนชั้นอื่น ในส่วนผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง  เพราะการเลือกตั้งจะทำให้ชนชั้นปกครอง หรือตัวตนคณาธิปไตยที่ถูกถ่วงดุลด้วยประชาธิปไตยโดยชนชั้นกลางเป็นจำนวนมาก  ไม่สามารถปกครองตามความพอใจหรือแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนได้ถนัด  เพราะตำแหน่งของเขาขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน  ผู้ปกครองที่เป็นชนชั้นนายทุนจึงต้องมีนโยบายสายกลางและคำนึงถึงผลประโยชน์กระจายขยายสู่กลุ่มต่างๆ จากประเด็นนี้พรรคการเมืองในอุดมคติของอริสโตเติลคือการคานอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ มิใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง  หน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระมัดระวังรักษารูปแบบการปกครองที่ดีให้ดำรงอยู่ได้       ต้องป้องกันไม่ให้อำนาแก่อภิชนมากเกินไปเพราะอาจใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง   และในขณะเดียวกันหากเอนเอียงทางประชาธิปไตยสุดโต่งหลุดจากฐานธัมมาธิปไตย(คารวธรรมเป็นจุดเริ่มต้น)  มีเสรีเกินเกินความพอดีอาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายอันเป็นชนวนแห่งความรุนแรงของบ้านเมือง   

     มาตรวัดความยุติธรรมของรัฐคือความสามารถที่จะรับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวมขงคนในรัฐ เป็นรัฐที่ปกครองโดยคนคนเดียว (อาจหมายถึงระบบพรรคที่เข้มแข็งเป็นพรรคเดียว) แต่จะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนทั้งหมด อย่างไรก็ตามรัฐที่เลวคือรัฐที่มีรูปแบบการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ผู้ปกครองเท่านั้น  หรือโดยกลุ่มเดียวแต่ดำเนินการตามอำเภอใจ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน  ในส่วนรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องเมื่อตัดสินด้วยมาตรฐานแห่งความยุติธรรมอันสูงสุด  ส่วนรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ปกครองเป็นรัฐธรรมนูญที่เบี่ยงเบนจากความถูกต้อง     ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจสะท้อนให้เห็นว่า   อำนาจ   ผลประโยชน์   ความยุติธรรมนั้นจะต้องตั้งอยู่บนความเป็นกลาง เป้าหมายสูงสุดของการปกครองคือการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมหรือการให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ หากไม่แล้วเท่ากับรัฐกำลังมีจุดเปราะบางจากกรณีจับกุมแกนนำนปก.ที่ดูเหมือนว่าประเด็นนี้ฝ่ายนปก.กำลังเปิดแผลให้UNได้ เห็น แม้แต่การลงประชามติที่มีลักษณะเป็นอาหารตามสั่งให้กินด้วยการบริการส่งถึง ที่ (บริการส่งผู้ลงประชามติ) ท้ายทีสุดหากการลงประชามติในครั้งนี้มีชะนักหลังว่าขาดความยุติธรรม หรือขาดความชอบธรรม ที่ฝ่ายเคลื่อนไหวไม่รับรัฐธรรมนูญเปิดแผลซ้ำ แล้วจะให้สังคมโลกมองความชอบธรรมต่อประเทศไทยอย่างไร และท้ายที่สุดนี้ความเห็นต่างทางความคิดเป็นดังดอกไม้หลากสีในอุทยานแม้ กติกาว่าด้วยการเลือกตั้งย่อมมีการแข่งขันที่มีหนึ่งเดียวถูกเลือกไว้ใน แจกัน  แม้ดอกไม้ที่ไม่ได้รับการการเลือกสรรก็หาใช่หมดความงามจากอุทยาน   ทัศนะที่เป็นกลางมองความแตกต่างให้เห็ถึงความเหมือนกันแทนที่มองความเหมือน ที่มีอยู่เห็นเพียงความแตกต่าง มโนทัศน์ที่ดำรงความเป็นกลางทำให้ลดการต่อสู่หรือ

วิชาเศรษฐศาสตร์

สังคมก็เผชิญการตัดสินใจมากมายเช่นเดียวกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจะผลิตอะไรดีหรือใครจะเป็นผู้ผลิต สังคมต้องการคนปลูกพืชผักเป็นอาหาร บางคนต้องทำกิจการเสื้อผ้า บางคนต้องออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อสังคมจัดสรรสมาชิกในสังคมไปสู่กิจกรรมการผลิตต่าง ๆ แล้ว (เช่นเดียวกับที่สังคมต้องจัดสรรที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักร) สังคมยังต้องจัดสรรสินค้าและบริการที่ผลิตได้นั้นด้วย โดยต้องตัดสินว่าใครจะเป็นคนได้กินปลาคาเวียร์ ใครจะเป็นคนได้กินมันฝรั่ง ใครจะได้เป็นคนขับรถ Porsche และใครจะได้นั่งรถเมล์

การจัดสรรทรัพยากรของสังคมเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่าทรัพยากรมีอยู่ อย่างจำกัด ความมีอยู่อย่างจำกัด(Scarcity) หมายถึง สังคมมีทรัพยากรน้อยกว่าที่คนในสังคมต้องการ เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมจึงไม่สามารถทำให้สมาชิกทุกคนได้รับมาตรฐานการครองชีพที่สูงที่สุด อย่างที่ทุกคนต้องการ เหมือนอย่างที่ครอบครัวไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องการได้

ไม่มีอะไรลึกลับเกี่ยวกับความหมายของ “เศรษฐกิจ” ไม่ว่าเราจะพูดถึงเศรษฐกิจของ Los Angeles ของสหรัฐอเมริกา หรือเศรษฐกิจโลก “เศรษฐกิจ” คือ กลุ่มของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในการดำเนินชีวิต เนื่องจากพฤติกรรมของเศรษฐกิจหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนซึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นเศรษฐกิจนั้น เราจึงควรเริ่มการศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วยการเรียนรู้บทบัญญัติ 4 ประการว่าด้วยกระบวนการตัดสินใจของสมาชิกแต่ละคน
“เศรษฐศาสตร์” (Economics) เป็นวิชาที่ศึกษาเพื่อตอบคำถามว่า สังคมมีแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร โดยทั่วไป สังคมส่วนใหญ่จัดสรรทรัพยากรผ่าน “ตลาด” ที่ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากครอบครัวและบริษัทหลายล้านหน่วย ไม่ใช่การจัดสรรโดยการวางแผนจากส่วนกลาง นักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้ศึกษาว่าคนในสังคมมีแบบแผนการตัดสินใจอย่างไร เช่น ศึกษาว่าแต่ละคนจะทำงานแค่ไหน จะซื้ออะไร จะออมเงินเท่าไร และจะเลือกลงทุนอย่างไร เป็นต้น นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ยังศึกษาด้วยว่าคนในสังคมมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ว่าราคาและปริมาณดุลยภาพที่ซื้อขายกันในตลาดถูกกำหนดขึ้นจาก ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร ท้ายที่สุด นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์พลังและแนวโน้มต่าง ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจในองค์รวม เช่น อัตราการเติบโตของรายได้ อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

แม้ว่าการศึกษาเศรษฐศาสตร์มีหลายด้านหลายแง่มุม แต่วิชาการเศรษฐศาสตร์ด้านต่าง ๆ ยังมีจุดร่วมกันทางความคิดหลายประการ ในส่วนต่อไป เราจะมาดูกันว่า “บัญญัติ 10 ประการของวิชาเศรษฐศาสตร์” มีอะไรบ้าง กฎต่าง ๆ เหล่านี้บอกให้เราทราบถึงภาพรวมของวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับอะไร แต่ละคนเลือกตัดสินใจกันอย่างไร

ครอบครัวต้องเผชิญการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะต้องทำงานอะไร และสมาชิกแต่ละคนจะได้ผลตอบแทนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ใครจะเป็นคนทำอาหารเย็น ใครเป็นคนซักผ้า ใครจะได้รับขนมหลังอาหารมื้อเย็นเป็นพิเศษ ใครเป็นคนเลือกว่าจะดูรายการโทรทัศน์อะไร สรุปสั้น ๆ ก็คือ ครอบครัวต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้แก่เหล่าสมาชิกในครอบครัว โดยคำนึงถึงความสามารถ ความตั้งใจ และความต้องการของสมาชิกแต่ละคน

สาระน่ารู้ เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน

สาระน่ารู้
โดยระลึกถึงการตัดสินใจจัดทำกฎบัตรอาเซียน ตามแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการจัดทำกฎบัตรอาเซียน
และปฏิญญาเซบูว่าด้วยแผนแม่บทของกฎบัตรอาเซียน ตระหนักถึงการมีผลประโยชน์ร่วมกันและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างประชาชนและรัฐสมาชิกอาเซียนซึ่งมีความผูกพันกันทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนมีวัตถุประสงค์และชะตาร่วมกัน
เราบรรดาประชาชนของรัฐสมาชิกของสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยมีประมุขรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลของบรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สหภาพพม่า สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นผู้แทนรับทราบด้วยความพึงพอใจในความสำเร็จอย่างสูงและการขยายตัวของอา เซียนนับตั้งแต่มีการก่อตั้งขึ้นที่กรุงเทพมหานครด้วยการประกาศใช้ปฏิญญาอา เซียน
ได้รับแรงบันดาลใจและรวมกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน อัตลักษณ์เดียวกัน และประชาคมที่มีความเอื้ออาทรเดียวกัน รวมกันด้วยความปรารถนาและเจตจำนงร่วมกันที่จะดำรงอยู่ในภูมิภาคแห่งสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพที่ถาวร มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน มีความมั่งคั่งและความก้าวหน้าทางสังคมร่วมกัน และที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ อุดมการณ์ และแรงดลใจที่สำคัญของอาเซียน เคารพความสำคัญพื้นฐานของมิตรภาพและความร่วมมือ และหลักการแห่งอธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่แทรกแซงในกิจการภายใน ฉันทามติและเอกภาพในความหลากหลาย ยึดมั่นในหลักการแห่งประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และธรรมาภิบาล การเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตกลงใจที่จะประกันการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนรุ่นปัจจุบันและอนาคต และตั้งมั่นให้ ความอยู่ดีกินดี การดำรงชีวิตและสวัสดิการของประชาชนเป็นแกนของกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน เชื่อมั่นในความจำเป็นที่จะกระชับสายสัมพันธ์ที่มีอยู่ของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระดับภูมิภาค
เพื่อบรรลุประชาคมอาเซียนที่มีความเหนียวแน่นทางการเมือง การรวมตัวทางเศรษฐกิจ และมีความรับผิดชอบทางสังคม เพื่อที่จะตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพต่อความท้าทายและโอกาสในปัจจุบันและอนาคต ผูกพันที่จะเร่งสร้างประชาคมโดยผ่านความร่วมมือ และการรวมตัวในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน