Tag Archive: สารเคมี

สาระจากการเดินเรือ

การส่งออก มีมูลค่าทั้งสิ้น 67900000000 $ ปีที่แล้ว – ลดลงร้อยละ 7.17 จากปีก่อนหน้านี้ ขณะที่การนำเข้า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.2 ขึ้น ไป $ 52560000000

ไมอามี่ ความสำคัญ เป็นจุด ทรานส์ การจัดส่ง ที่สำคัญสำหรับ ทอง ที่จะมุ่งหน้า จากเหมือง เม็กซิกันและ อเมริกาใต้ วิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับ เอมิเรต มีแนวโน้มที่จะ เอียง ตัวเลข การค้า

ใน ช่วง ภาวะถดถอยทั่วโลก ที่ ความต้องการบริโภคทองคำ เพิ่มขึ้น และราคาที่ พุ่งสูงขึ้น การส่งเสริม ความสำคัญของ ทอง ในภาพ การค้าท้องถิ่น ราคาทองคำพุ่งไปสูง ทุกเวลา ของ $ 1900 ทรอยออนซ์ในช่วงปลายฤดูร้อน ของ ปี 2011 แต่ ได้เอา ทอง เกลือกกลิ้ง ในวันศุกร์ที่ จะได้รับการ ซื้อขาย ที่ประมาณ $ 1,327 ในตลาดจุด

ราคาสูง ทำ ทอง ส่งออก ชั้นนำของ ทั้งสองอำเภอ ของ ไมอามี่ และนำเข้า ในปี 2012 เมื่อปีที่แล้ว มันก็ ยังคงเป็น ผู้นำด้านการนำเข้า ที่ 6750000000 $ แต่ มูลค่าการส่งออก ทองคำที่ลดลงร้อยละ 38.5 ไป $ 4880000000 ลดลง ไปยังสถานที่ ที่สามใน อำเภอ ประเพณีท้องถิ่น

มูลค่าการนำเข้า และการส่งออกเป็นเพียงวิธีหนึ่ง ที่จะได้รับ ภาพรวมของ สิ่งที่เกิดขึ้น กับการค้า น้ำหนัก เป็น ปทัฏฐาน อื่น

” สนามบินและ ท่าเรือ ให้เงิน ของพวกเขาใน น้ำหนัก ” โรเบิร์ต กล่าวว่า

ยังคง ค่าเงินดอลลาร์ มีวิธีการ เปรียบเทียบ ซึ่ง ตลาด จะขึ้น หรือลงและ ซึ่ง สินค้าและ ผลิตภัณฑ์ที่ อยู่ในความต้องการ- หรือไม่

แม้ จะมีภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ที่บ้าน บราซิล ตัวอย่างเช่น ยังคงอยู่ คู่อำเภอ ไมอามี่ ยอด การค้าใน ปี 2013 ด้วย 16800000000 $ ในการค้า รวม – ไกล eclipsing อันดับสอง ในโคลอมเบีย ที่ $ 9340000000 ปัดเศษออก รายการของ Top -10 คู่ค้า: คอสตาริกา , จีน , เวเนซุเอลา , เปรู , ชิลี ,สาธารณรัฐโดมินิกัน , ฮอนดูรัส และ วิตเซอร์แลนด์

แต่สินค้า เพียงครั้งเดียว หรือผลิตภัณฑ์ที่ สามารถมี อิทธิพลต่อการ ออก กลางใน ตัวเลข การค้า

แม้ ราคาทองคำ ที่สูง ในปี 2012 วิตเซอร์แลนด์ ครอบครองฉบับที่ 3 จุดที่ อยู่ในรายชื่อ ของประเทศคู่ค้า ด้านบน ปีต่อมามันก็ เลื่อนไป วันที่ 10

และรวม ของบราซิล ได้รับการ ช่วยเหลือจาก การขาย ที่เพิ่มขึ้นของ ที่มีมูลค่าสูง ของเครื่องบิน และอากาศยาน ส่วน โรเบิร์ต กล่าวว่า ตามประเภท เครื่องบินพลเรือน เครื่องยนต์ และชิ้นส่วน ที่มี การส่งออก สูงสุดจากอำเภอ ไมอามี่ และเครื่องบิน อันดับที่หก ในรายการ นำเข้า

การทำโองการแช่งน้ำ

สำนวนภาษาในโองการแช่งน้ำเก่า กว่าภาษาในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ในยุคเดียวกัน เช่นยวนพ่าย ส่วนใหญ่ใช้คำไทยโบราณ เช่นเรียกเขาพระสุเมรุว่า ผาหลวง เรียกเขาไกรลาสว่า ผาเผือก เรียกเขาคันธมาทน์ว่า ผาหอมหวาน มีข้อความสาปแช่งตามความเชื่อ แบบไทยเก่าๆ เช่น ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี

โองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีที่นำไปใช้ประโยชน์ ทางการเมืองการปกครอง ทำให้เห็นวิธีการประกาศฐานะ และอำนาจของกษัตริย์ สำนวนภาษาไทยที่เก่าแก่นั้น อาจเป็นเพราะ ได้นำโองการของเก่ามาปรับปรุงใช้ใหม่ เพราะพระเจ้าอู่ทอง ทรงปกครองสุพรรณภูมิ หรือสุพรรณบุรีมาก่อนที่จะทรงตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์แรก แห่งกรุงศรีอยุธยา เรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นถึง ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา และความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของคำสาปแช่ง ซึ่งฝังแน่นในจิตใจคนไทยมาช้านาน

ถอดคำประพันธ์

โอม ขอความสำเร็จจงมีด้วยอานุภาพของพระนารายณ์ ผู้ทรงสิริและแกล้วกล้า ซึ่งสถิตในสรวงสวรรค์ พระผู้พ้นจากความตาย ประทับเหนืออาสนะ คือ งู ทรงมีอำนาจครอบงำทั้งฟ้าทั้งดิน ทรงครุฑเป็นพาหนะ พระกรทั้งสี่ถืออาวุธสี่อย่าง คือ สังข์ จักร คทา และธรณี (คือดอกบัว) ทรงแบ่งภาคมาเกิดเป็นผู้ที่น่ากลัวเพื่อปราบอสูร และทรงใช้อคนิบาต (คือ สายฟ้า) ทำให้อสูรแหลกลาญ (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรปลัยวาต)

โอม พระผู้เป็นใหญ่สูงสุด คือพระอิศวรหรือพระศิวะ พระผู้ประทับอยู่บนเขาใหญ่ คือเขาไกรลาส อย่างสง่างาม ประทับบนหลังวัวเผือก ทรงเอาพญานาค ทำเป็นสังวาลคล้องพระอังสา เอาพระจันทร์มาเสียบบนพระเมาลี(มวยผม)เป็นปิ่น ทรงมีพระเมาลีใหญ่ มีพระเนตรสามองค์ที่งดงาม ทรงกวัดแกว่งวชิราวุธที่มีฤทธิ์ ทรงกำจัดหรือทำลายอุปสรรคความไม่เป็นมงคล ให้หมดไป (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรอคนิวาต)

ประกาศแช่งน้ำเป็นโองการที่พราหมณ์ใช้อ่านหรือสวดในพิธีศรีสัจจปานกาลหรือพิธีถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยา คำว่า พัทธ น่าจะมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ผูกมัด และคำว่า สัตยา น่าจะได้จากคำว่า สัตฺยปาน ในภาษาสันสกฤต แปลว่า น้ำสัตยสาบาน (สัจจปานเป็นรูปบาลี) ต่อมาคำว่า พิพัทธ์สัตยา เปลี่ยนไปเป็น พิพัฒน์สัตยา

พิธีดื่มน้ำหรือถือน้ำสาบานถือเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ กระทำต่อกษัตริย์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ไทยได้แบบอย่าง มาจากขอม ซึ่งรับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง พิธีกรรมที่ทำคือทำพิธีให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ (น้ำพิพัฒน์สัตยา) แล้วนำน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้มาตั้งในพิธี แทงอาวุธลงในน้ำ ให้บรรดาผู้ที่ทำพิธีดื่มน้ำสาบานตน

ผู้ที่ถือน้ำในพิธีดื่มน้ำสาบานได้แก่ข้าราชการประจำ ศัตรูที่เข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทหารที่ถืออาวุธ การถือน้ำ ของข้าราชการประจำทำปีละ ๒ ครั้ง คือในเดือนห้า ขึ้น ๓ ค่ำ และในเดือนสิบ แรม ๑๓ ค่ำ พิธีนี้กระทำต่อกันมาจนถึงพ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

โองการแช่งน้ำจัดได้ว่าเป็นวรรณคดีประเภทร้อยกรองที่เก่าแก่ที่สุด สันนิษฐานว่าแต่งในสมัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) โดยดูจากคำว่า “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราช” ที่ปรากฏในตอนท้ายเรื่อง ๒ แห่ง พระนามนี้คล้ายกับพระนามเต็มของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ว่า “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์” และยังคล้ายกับพระนามที่ปรากฏ ในกฎหมายตราสามดวง เมื่อกล่าวถึงกฎหมาย “พีสูทดำน้ำพีสูทลุยเพลิง” พ.ศ. ๑๘๙๙ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ว่า “พระบาทสมเดจ์พระเจ้ารามาธิบดี ศรีสินทรบรมจักรพรรดิศรบวรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า”

เนื้อเรื่องเริ่มด้วยการสรรเสริญเทพเจ้าทั้งสาม คือพระนารายณ์ พระอิศวร และพระพรหม กล่าวถึงเหตุการณ์ ไฟล้างโลก น้ำท่วมโลก การสร้างโลก การเลือกผู้มีอำนาจมากเป็นพระราชา เรียกว่าสมมติราชา กล่าวสาปแช่ง ผู้ทรยศพระเจ้าแผ่นดิน และสรรเสริญ ผู้ที่จงรักภักดี

คำประพันธ์ที่ใช้คือโคลงกับร่าย (ลิลิต) โคลงในวรรณคดีเรื่องนี้เป็น (กล)โคลงสี่ดั้น เวลาอ่านต้องถอดกลโคลง เพื่อให้ออกมาในรูปโคลงสี่ เช่น

นานาอเนกน้าว         เดิมกัลป์
จักร่ำจักราพาฬ         เมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ด         อันพลุ่ง
อันพลุ่งน้ำแล้งไข้         ขอดหาย
กล่าวถึงน้ำฟ้าฟาด         ฟองหาว
ฟองหาวดับเดโช         ฉ่ำหล้า
ฉ่ำหล้าปลาดินดาว         เดือนแอ่น
เดือนแอ่นลมกล้าป่วน         ไปมา

 

(มีความสับสนในการบรรยายว่า สายฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธของพระอินทร์ เป็นอาวุธของพระอิศวร พระอิศวรมีอาวุธเรียกว่า ตรีศูล คือสามง่าม หรือหอกสามแฉก)

โอม ขอชัยชนะจงมีแด่พระพรหม พระผู้เผยความรู้เรื่องพรหมสิบหกชั้นฟ้า ทรงมีพระเศียรแผ่ออกไปโดยรอบ ประทับเหนือดอกบัวทองอันบานแล้ว ทรงพญาหงส์เหาะไป ทรงสร้างดินและฟ้า คือโลก ทรงมีสี่พักตร์ที่ผินไปในแต่ละทิศ ทรงมีความเป็นเพื่อน ทรงกระทำงานอันยิ่งใหญ่ คือสร้างโลกทั้งสาม ทรงเป็นผู้ไม่ตาย และเป็นใหญ่ในโลกทั้งสาม ทรงมีศักดิ์ คืออำนาจในโลกทั้งสาม ทรงเป็นใหญ่สูงสุดและเป็นผู้มีญาณวิเศษ ทรงไว้ซึ่งความสำเร็จที่เกรียงไกร ทรงครองจักรวาลมาช้านาน ทรงมีภาระอันเป็นบุญยิ่งใหญ่เป็นองค์แรก ทรงสร้างโลกมาก่อนแล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรพรหมาสตร์)

เท้าความย้อนไปถึงยุคเดิมที่ผ่านมามากมายหลายยุค จะกล่าวถึงเมื่อจักรวาลถูกไฟไหม้ กล่าวถึง ดวงอาทิตย์เจ็ดดวง ขึ้นมาในท้องฟ้า (หรือดวงอาทิตย์เจ็ดดวงทำให้น้ำเดือด) น้ำงวดแห้งหายไป

น้ำมันของปลาเจ็ดตัวพุ่งขึ้น ทำให้โลกลุกเป็นไฟ ไฟไหม้อบายภูมิทั้งสี่พินาศไป ทำให้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลายเป็นเถ้าถ่าน แต่ไฟไม่ไหม้เลยไปถึงรูปพรหมชั้นที่สี่ (หรือไฟไหม้แผ่ไปทั้งสี่ทาง)

ผู้ที่ได้ฌานสามารถไปเกิดในพรหมโลก รวมทั้งเทพจำนวนมาก ขึ้นไปเบียดเสียดบนสวรรค์ ราวกับเม็ดแป้ง สลอนเต็มสวรรค์ชั้นสุทธาวาสนั้น ฟ้าสว่างอยู่จนกระทั่งไฟดับลง

กล่าวถึงน้ำฝนตกลงมาเป็นระลอกคลื่นเต็มท้องฟ้า ดับไฟจนชุ่มฉ่ำไปทั้งโลก ปลา ดิน ดาว และเดือน เคลื่อนหายไปอย่างรวดเร็ว ลมบรรลัยกัลป์พัดปั่นป่วนอย่างแรง

เมื่อพระพรหมทอดสายตามองไป ก็เกิดเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ขึ้น พระพรหม ได้สร้างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขึ้นก่อนที่จะเนรมิตสถานที่อื่นๆ พระพรหมได้พิจารณาดูสถานที่ต่างๆ ที่เคยมีสวรรค์ชั้นต่างๆ ตั้งอยู่ แล้วสร้างสวรรค์ทุกชั้นทุกแห่งให้กลับคืนมาดังเดิม

พระพรหมมองไปด้วยพระเดชานุภาพ เกิดเป็นทวีปทั้งสี่ขึ้น เกิดเป็นเขาพระสุเมรุ อันเป็นภูเขาใหญ่ที่สุดในจักรวาล และเป็นภูเขาสีทอง ซึ่งมีวิมานของพระอินทร์ อันสว่างสุกใสอยู่บนยอดเขา พระพรหมทรงสร้างเขาสัตบริภัณฑ์ ซึ่งงดงาม ประดุจสร้อยประดับท้องฟ้าขึ้น

พระพรหมทรงสร้างเขาไกรลาส เขาพระสุเมรุ และเขาคันธมาทน์ขึ้น กลิ่นง้วนดินหอม โชยขึ้นไปข้างบน จนถึงพรหมโลก ทำให้เหล่าพระพรหมใคร่จะได้ชิมง้วนดินนั้น จึงพากันเหาะลอยลงมายังโลกมนุษย์

ร่างพระพรหมที่พากันเหาะมานั้นส่องสว่าง เพราะมีรัศมีออกจากกาย ในเวลานั้น ยังไม่มีการแบ่งเวลา เป็นกลางวัน กลางคืน อาศัยแสงรัศมีที่ส่องจากกายพระพรหมเท่านั้น ที่ให้ความสว่างแก่โลก ครั้นพระพรหมพากันชิมง้วนดิน แสงสว่างจากกายก็หายไป ทั่วทั้งโลกมืดมิดราวกับดับไต้

เหล่าพระพรหมพยายามส่องตามองฝ่าความมืดไป แล้วอ้อนวอนขอแสงสว่างจากพระพรหมผู้สร้างโลก พระพรหมจึงประทานดวงอาทิตย์เพื่อให้แสงสว่างแก่โลก ทั้งยังประทานดวงจันทร์และดวงดาวด้วย ทำให้โลกสุกสว่าง เห็นฟ้าและแผ่นดิน

จากนั้นมาจึงเกิดมีเวลากลางวันกลางคืน พระพรหมที่มาอยู่ยังโลกมนุษย์กินข้าวสาลีที่ไม่มีเปลือกเป็นอาหาร และอยู่กันอย่างสงบสุข คือเสมอกัน ไม่มีทั้งฝ่ายที่รับบรรณาการและฝ่ายที่ต้องจัดส่งบรรณาการ

คนทั้งหลายพากันเลือกผู้มียศสูงสุดหรือมีอำนาจมากเป็นพระราชา เรียกว่า สมมติราชา แล้วพระสมมติราชา ก็แต่งตั้งพระราชาองค์อื่นๆ ให้ปกครองดินแดนทั้งหลาย

พระสมมติราชาผู้กล้าหาญได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกตั้งแต่ตอนต้นกัลป์ และเชื้อสายของพระองค์ ก็ปกครองโลกสืบกันต่อมา ในคราวแต่งตั้งพระสมมติราชานั้นมีการเชิญผี คือเทพยดามาร่วมในพระราชพิธีแช่งน้ำที่จัดขึ้นในวันเสาร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันแข็ง

ในพิธีถือน้ำ ได้อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้าผู้เป็นเทพแห่งการคล้องช้างมาร่วมในพิธี พระกรรมบดีได้เหาะมาเป็นแขก ในพิธี ในการประกอบพิธีมีการนำเชือกบาศที่ใช้คล้องช้างมาวางไว้ในขันที่มีพานรอง และมีการตั้งขวัญข้าว และธูปเทียน

ในบาตรน้ำมนตร์มีการแทงเหล็กกล้า คืออาวุธ หญ้าแพรกที่แหลมคม และใบมะตูม ขอเชิญพระภูมิเจ้าที่ ผู้ปกครองโลกมานาน และมีความเที่ยงธรรม มาร่วมในพิธี แล้วพราหมณ์ย่ำฆ้องถี่ๆ

ผู้ที่เอาใจออกหาก คิดทรยศพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้ผู้นั้นถูกเอาตัวไปยมโลกโดยเร็ว ให้เห็นทันตา เมื่อคนที่คิดทรยศถือขันน้ำสาบานที่มีใบพลูสดใส่อยู่ ขอให้แน่นท้องขึ้นมาทันที

ขอเชิญพระยามารที่ไม่พอใจให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาร่วมในพิธี เพื่อสอดส่องหาคนที่คิดคดทรยศ ขอเชิญพระพุทธเจ้า ผู้มีกำลังทั้งสิบ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้รู้ทางธรรมแต่เฉพาะพระองค์ มาช่วยสอดส่องดู ขอเชิญบรรดาพระสงฆ์ มาช่วยดู ขอเชิญพระผู้ทรงหงส์ทอง เป็นพาหนะ ผู้มีสี่เศียร คือพระพรหม มาช่วยดู ขอเชิญพระอินทร์ ผู้มีใจอันประเสริฐมาช่วยดู ขอเชิญท้าวจตุโลกบาล เทพเจ้าแห่งสวรรค์หกชั้น อากาศเทวดา ผู้นำไปอย่างรวดเร็ว และเทพเจ้าแห่งเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าจนเรือนปลิว มาช่วยดู

ขอเชิญเทพยดาประจำเขาตรีกูฏ มาช่วยดู

ขอเชิญเทพยดาประจำเขากาฬกูฏ และพระอิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกรลาส มาช่วยดู

ขอเชิญพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งเขาพระสุเมรุ และเทพยดาประจำเขาจิตรกูฏ มาช่วยดู ขอเชิญผีพราย ผีสูงใหญ่ดำมืด มาช่วยดู

ขอให้พญายมราชตวัดสายตาอันคมดุจดาบ มาช่วยดู ขอให้พระพาย เทพแห่งลม พระพิรุณ เทพแห่งฝน ผู้ทำเสียงกึกก้องทั่วฟ้า มาช่วยดู ขอให้เทพผู้แกล้วกล้าและทรงนกยูงเป็นพาหนะ คือ พระสกันทกุมาร มาช่วยดู

ขอให้อสูรผู้มีสิบหน้า คือทศกัณฐ์ มาช่วยดู ขอให้แผ่นดินที่รองรับเขาที่เอานาคชักให้ตั้งตรงขึ้น (หมายถึง เขาพระสุเมรุ) มาช่วยดู

สิ่งใดดี สิ่งใดร้าย ให้ผู้เข้าร่วมในพิธีจำไว้ น้ำสาบานที่ไหลกรูเป็นเปลวไฟ ตัดคอคนคิดไม่ซื่อให้ขาดทันที ขอให้น้ำสาบานที่ตกถึงท้องคนคิดทรยศ กลายเป็นเหยี่ยวขนาดใหญ่ เจาะกระเพาะและท้องแยกออกเป็นหลายส่วน ขอให้ถูกเขี้ยวอันคมกริบราวกับดาบทำร้าย ขอให้ถูกทุณพี (สันนิษฐานว่าหมายถึงควายที่ชื่อทรพี ในเรื่องรามเกียรติ์) ตัวเปลี่ยวขวิด ขอเชิญรามสูรผู้ถือขวานเป็นอาวุธและลิ่วโลดไปในท้องฟ้า มาร่วมในพิธีด้วย

ถ้าไม่ซื่อตรงต่อคำสาบาน ขอให้น้ำสาบานตัดคอ ให้เอาไปใส่คุก ขอให้แร้งกามารุมจิกตาให้แตก ขอให้หมา หมี เสือ กัดให้ตาย

ไฟลุกไหม้แผ่ขยายไปทั่วท้องฟ้า (เคลือก น่าจะเป็นคำคู่กับ เคล้า)

ขอเชิญพระรามและพระลักษมณ์ผู้ติดตามนางสีดา ผู้ปราบพญานาคมาช่วยดู (ชวัก แปลว่า ชัก ตาม)

ขอให้เทพยดาอารักษ์ที่อยู่ประจำป่า ประจำถ้ำ ประจำภูเขา ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น เดินทางมาทั้งทางน้ำทางบก ขอเชิญเทวดาทั้งที่อยู่นอกเขตฟ้าเขตสวรรค์ และที่อยู่บริเวณฟ้าจรดดินมาร่วมในพิธี
ตกนอกขอกฟ้าแมน         อยู่นอกขอบฟ้าและสวรรค์
แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ         แดนที่ฟ้าและดินมาเชื่อมต่อกัน บริเวณฟ้าจรดดิน
สวรรค์และโลกมนุษย์มาเชื่อมต่อกัน คนโบราณเชื่อว่า
แต่เดิมคนและเทวดาไปมาหาสู่กันได้
ชาวโลกสามารถสร้างบันไดทองพาดขึ้นไปเมืองฟ้าได้
หล่อ         เคลื่อนลงจากที่สูง

ขอเชิญผีบรรพบุรุษ เจ้าป่า พระศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร ผีหลายบ้าน ผีหลายท่าน้ำ ผีห่า ผีเหวหรือผีทั้งหลายในป่าช้า ให้มาร่วมในพิธีนี้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าลมพายุ ขอเชิญผีที่มีหน้าใหญ่เท่าแผง มีอำนาจยิ่งใหญ่ และทำให้คนตกใจกลัว มาร่วมในพิธี
เหง้าภูติพนัสบดี         ผีบรรพบุรุษ เจ้าป่า
ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร         บริวารของพระอิศวร
หน้าเท่าแผง         หน้าใหญ่ (แผง เป็นเครื่องกำบังชนิดหนึ่ง สานเป็นแผ่นๆ อย่างเสื่อลำแพน)
แรงไกยเอาขวัญ         มีอำนาจมาก ทำให้คนตกใจกลัว
(ไกย น่าจะเป็นไกร แปลว่า ยิ่ง, เอาขวัญ แปลว่า ทำให้ตกใจ)
เยีย     ทำ         ชระแรง     แรง กำลัง พลัง อำนาจ
แฝงข่าว     แอบฟังความเป็นไปต่างๆ         ชรราง     ไม่กระจ่าง
รางชาง     เห็นชัด         สรคาน     สรคราญ งาม
อาน     กิน เซ่น ทำให้คม         มลิ้น     ลิ้น
ละลาย     ทำให้หายไป         พะพลุ่ง     พุ่งขึ้น
เกียจ     โกง         วาย     ตี
กระทู้     เสา         ควาน     กวาด
แควน     ลำบาก

เมื่อผีมาถึงก็ทำเสียงดัง แอบฟังความเป็นไปอย่างลับๆ บางตนดูดปากเสียงอึกทึก อวดเขี้ยวงาม แลบลิ้นทำให้คนตกใจ ผีฟ้าผีดินมากันไม่ขาดสาย มาสูบเอาตัวผู้ทรยศลงดินไป เอาไม้ตีกระหน่ำ มัดศอกให้ลำบาก เอาหอกแทงเท้าให้ดิ้นเร่าๆ จนยืนไม่ติดพื้น ให้ถลกหนังเท้า แต่อย่าให้ถึงตาย จนล้มหงายร้องครวญคราง แล้วให้ยมบาล มาลากตัวไปนรกอเวจี ถูกไฟนรกไหม้ดิ้นไปมา ผู้คิดไม่ซื่อ ขบถต่อสมเด็จพระรามาธิบดีผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงมีอำนาจ บุญ คุณเป็นอันมาก เปรียบเหมือนคนที่มาอาศัยร่มเงาต้นไม้ แล้วยังบังอาจทำลายกิ่งไม้ ถอนต้นไม้นั้น ขอให้คนที่ทำบาปนี้ รวมทั้งญาติพวกพ้องต้องเดือดร้อน ใครชวนเพื่อนและคนทั้งหลายให้คิดขบถต่อพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้เทวดา บันดาลให้คนเหล่านี้ตายในสามวัน อย่าให้พ้นในสามเดือน อย่าให้คลาดเคลื่อนในสามปี อย่าให้มีความสุข เมื่อกินข้าว ขอให้ข้าว กลายเป็นไฟเผาคนผู้นั้นจนตาย ไม่สามารถพึ่งน้ำจนตาย นอนในเรือนขอให้ร้องครวญครางจนตาย ให้นอนหงายตาค้างจนตาย นอนคว่ำจนตาย

ขอให้คนทรยศ ไปเกิดเป็นปล่องไฟที่ถูกไฟเผาตลอดเวลา ดื่มน้ำคลอง ให้น้ำกลายเป็นพิษ นอนในบ้าน ให้หญ้าคาที่มุงบ้าน เป็นดาบปลายงุ้มทำร้ายเอา ให้ฟ้าถล่มทับ แผ่นดินแยกสูบเอาชีวิตไป ให้อยากกินไฟเหมือนเมื่อพรหม อยากกินง้วนดิน (กลิ่นหอมของดินที่ถูกไฟเผา เรียกว่า ง้วนดิน, สี แปลว่า กิน, ลอง น่าจะเป็น ลลวง แปลว่า ซ้ำๆ)
กลอก         กลับ         ตาวงุ้ม         ดาบปลายงุ้ม

ขอให้ผู้ทรยศถูกจรเข้คาบไป ถูกเสือกัดกิน ถูกเขี้ยวเล็บและนอของหมีแรดทำร้าย ถูกหอก ศร ปักทั่วร่าง ให้ตายด้วยคมจอบ พิษงู ตายในลักษณะหน้าทิ่มดิน ขอให้เจ้าเมืองขึ้นทั้งหลายที่ทรยศ ไปขึ้นแก่เมืองอื่นๆ จงตายดังที่แช่งไว้ ส่วนผู้ที่กล้าหาญ สัตย์ซื่อ พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประกาศอวยพร
แสนง         เสนง เสน่ง เขนง แปลว่า เขาสัตว์ ในที่นี้หมายถึง นอ
ขนาย         เขี้ยวหมู
ปืน         ศร
ลุ่มฟ้า         โลกมนุษย์)
นรินทร         ผู้เป็นใหญ่ ในที่นี้หมายถึง เจ้าเมืองขึ้น
กวิน         แกว่น กล้า

พระเจ้าแผ่นดินทรงมีอำนาจเต็มถึงสวรรค์เท่าเทวดา พระยศแผ่ไปทั้งสามโลก พระองค์พระราชทานขวัญ และกำลังใจ ให้ผู้ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ด้วยการพระราชทานเมือง ยศถาบรรดาศักดิ์ ช้างม้าวัวควาย แก้วแหวนเงินทอง เพิ่มความเจริญรุ่งเรืองให้เขาเหล่านั้นอีกมากมาย
อำมร         อมร เทวดา

ขอให้ผู้ที่สัตย์ซื่ออย่าได้มีอันตราย ให้คุณความดีแผ่กระจายไป เป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล ได้รับพระราชทานผู้หญิง ควายที่มีทองประดับ ให้เทวดาและพระเจ้าแผ่นดินทรงรับรู้โดยเร็ว ให้ได้รับพระราชทานเงินทองเต็มเรือ ยศ

ขอให้ผู้ที่ซื่อสัตย์ถูกฉกตัวไปสู่สวรรค์หลังจากตาย ให้โลกทั้งสามดำรงอยู่

ขอเทวดาบันดาลให้ผู้ที่สัตย์ซื่อมียศสูงๆ ขึ้น และมีใจกล้าแข็งดังเพชร

ขอให้สมเด็จพระรามาธิบดีผู้ทรงปกครองแผ่นดินสืบมาทรงมีความสุข ขอให้ทรงนำความสุขสมบูรณ์มาให้แก่ประเทศยิ่งๆ ขึ้นไป

การผลิตเมล็ดกาแฟ

สีของเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่ว สามารถแบ่งได้ด้วยสายตามนุษย์ออกเป็น อ่อน อ่อนปานกลาง ปานกลาง เข้มปานกลาง เข้มและเข้มมาก วิธีตรวจสอบที่มีความแน่นอนกว่าในการตรวจหาระดับของการคั่ว คือ การตรวจวัดแสงสะท้อนจากเมล็ดกาแฟหลังจากการคั่วแล้ว โดยอาศัยแสงจากแหล่งกำเนิดแสงที่ใกล้กับอินฟาเรดสเปคตรัม เครื่องวัดแสงอย่างประณีตใช้กระบวนการที่เรียกว่า สเปคโตรสโกปี เพื่อคืนจำนวนที่ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งจะบ่งบอกถึงความสัมพันธ์กับระดับการคั่ว ของเมล็ดกาแฟหรือการพัฒนารสชาติของมัน เครื่องมือดังกล่าวจะถูกใช้ในการรับประกันคุณภาพของกาแฟในธุรกิจคั่วกาแฟ เท่านั้น

ขั้นตอนต่อไปคือการคั่วเมล็ดกาแฟเขียว โดยปกติแล้ว กาแฟมักจะถูกจำหน่ายหลังจากคั่วแล้ว และกาแฟทุกรูปแบบจำเป็นต้องคั่วก่อนที่จะบริโภค กาแฟสามารถคั่วได้โดยผู้ประกอบการหรือคั่วเองได้ที่บ้าน กระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟจะส่งผลต่อรสชาติของเมล็ดกาแฟ เนื่องจากเมล็ดกาแฟมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและทางเคมี เมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วจะมีมวลลดลงเพราะสูญเสียความชื้นไป แต่จะมีปริมาตรมากขึ้น ทำให้มันมีความหนาแน่นลดลง ความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟเองก็ส่งผลต่อความเข้มของกาแฟและความจำเป็นในการบ รรจุ กระบวนการคั่วจะเริ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิภายในเมล็ดกาแฟสูงถึง 200 °C แม้ว่าเมล็ดกาแฟแต่ละประเภทจะมีความชื้นและความหนาแน่นที่แตกต่างกัน และยังคั่วด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกัน ระหว่างการคั่ว ปฏิกิริยารีดอกซ์ของน้ำตาลจะเกิดขึ้นภายในเมล็ดกาแฟ หลังจากที่ความร้อนมหาศาลได้เผาแป้งที่อยู่ในเมล็ดกาแฟ และเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวซึ่งจะเริ่มเกรียม และเปลี่ยนสีของเมล็ดกาแฟ ระหว่างกระบวนการคั่ว เมล็ดกาแฟจะสูญเสียซูโครสอย่างรวดเร็วและอาจสูญเสียไปทั้งหมดหากคั่วติดต่อ กันเป็นเวลานาน ระหว่างการคั่ว น้ำมันหอม กรดและคาเฟอีนจะอ่อนลง ทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป ที่อุณหภูมิ 205 °C น้ำมันชนิดอื่นจะขยายขึ้น หนึ่งในนั้นคือ caffeol ซึ่งเกิดขึ้นที่อุณหภูมิ 200 °C ซึ่งทำให้กาแฟมีกลิ่นและรสชาติ

การคั่วให้เมล็ดกาแฟมีสีเข้มมักจะทำให้เมล็ดกาแฟมีผิวเรียบขึ้น เพราะว่าเมล็ดกาแฟเหลือใยอาหารอยู่น้อยและจะมีความหวานมากขึ้น การคั่วอ่อน ๆ เมล็ดกาแฟจะเหลือคาเฟอีนสะสมอยู่มาก ทำให้กาแฟมีรสชาติขมอ่อน ๆ และมีรสชาติเข้มขึ้นจากน้ำมันหอมและกรด ซึ่งจะสูญเสียไปหากคั่วเมล็ดกาแฟเป็นเวลานาน ระหว่างการคั่วเมล็ดกาแฟ จะก่อให้เกิดกากเล็กน้อยจากผิวของเมล็ดกาแฟภายหลังการคั่วแล้ว กากจะถูกกำจัดโดยการเคลื่อนไหวของอากาศ แม้ว่าในเมล็ดกาแฟคั่วที่มีสีเข้มกว่าจะมีการเติมกากเพื่อให้เมล็ดกาแฟมี น้ำมันชุ่ม นอกจากนี้ ระหว่างกระบวนการอาจมีการกำจัดคาเฟอีนด้วย เมล็ดกาแฟจะถูกกำจัดคาเฟอีนขณะยังเขียวอยู่ มีหลากหลายวิธีในการกำจัดคาเฟอีนออกจากกาแฟ เช่น การแช่เมล็ดกาแฟในน้ำร้อนหรือการอบเมล็ดกาแฟ จากนั้นใช้ตัวทำละลายในการละลายน้ำมันที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ด้วย การกำจัดคาเฟอีนมักจะทำโดยบริษัทผู้ประกอบการ จากนั้นคาเฟอีนที่ถูกแยกออกมามักจะถูกจำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมทางยา

เสรีภาพแห่งท้องทะเล

นับแต่โลกรู้จักคำว่า เสรีภาพแห่ง ท้องทะเลจนมาถึงยุคปัจจุบัน เสรีภาพแห่งท้องทะเลได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการไปอย่างมากมาย เนื่องจากมนุษย์ได้พัฒนาประโยชน์จากทะเลต่างไปจากในอดีตโดยสิ้นเชิง ซึ่งมนุษย์เคยใช้ประโยชน์จากทะเลก็เพื่อการเดินเรือ และการประมงเท่านั้น

สาเหตุ สำคัญที่การใช้ประโยชน์จากทะเลเปลี่ยนไปโดยเฉพาะในบริเวณ ทะเลซึ่งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ คือ บริเวณที่เรียกว่าทะเลหลวง (HIGH SEA) ก็คือความเจริญและก้าวหน้าของเทคโนโลยี รวมทั้งความต้องการในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติ ในทะเลของมนุษย์นั้นเอง

เหตุที่กล่าวว่า “อีกครั้ง” เพราะครั้งแรกเป็นการประกาศของชาวโรมันในสมัยกษัตริย์ JUSTINIEN แต่ดูจะเป็นการประกาศความยิ่งใหญ่ของชาวโรมันเสียมากกว่า ทะเลนั้นไม่มีใครครอบครอง (ยกเว้นคนโรมัน) และเป็นของส่วนรวม (ของคนโรมันชาติเดียว) ในสมัยที่โรมันเป็นยุคจักรวรรดินั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวโรมันเป็นประเทศที่ใช้ทะเลอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็น การคมนาคม การค้าขายโดยเฉพาะอย่างยิ่งซึ่งประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของโรมันที่สำคัญคือ การล่าอาณานิคม เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสหรือประเทศเยอรมัน

เมื่ออนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับแรก คือ อนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 มีผลบังคับใช้ก็เท่ากับว่าโลกได้มีระบบกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ทะเลของรัฐชาย ฝั่งขึ้นแล้ว เพราะอนุสัญญาฉบับนี้ ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของรัฐชายฝั่งไว้ว่า ในแต่ละอาณาเขตทางทะเลนั้นรัฐชายฝั่งจะมีสิทธิและหน้าที่อย่างไรบ้าง ซึ่งอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 ได้แบ่งทะเลออกเป็นเขตตามชื่อของอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบับ นับเป็นครั้งแรกที่เสรีภาพแห่งทะเลหลวงได้ถูกลิดรอนโดยการครอบครองทะเลของ มนุษย์โดยมีกฎหมายเป็นเครื่องมือ คือ

  1. อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต
  2. อนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป
  3. อนุสัญญาว่าการเขตประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากร
  4. อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง

สำหรับเสรีภาพแห่งท้องทะเลนั้น ได้ถูกบัญญัติไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวงซึ่งได้กำหนดเสรีภาพไว้ 4 ประเภทคือ

  1. เสรีภาพในการเดินเรือ
  2. เสรีภาพในการประมง
  3. เสรีภาพในการบิน
  4. เสรีภาพในการวางสายเคเบิ้ลและท่อใต้ทะเล

การที่อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวงของอนุสัญญากรุง ค.ศ. 1958 ได้บัญญัติ 4 ประการ ก็น่าจะด้วยเหตุผลที่มนุษย์ ณ ช่วงเวลานั้นมีความสามารถที่จะทำกิจการหรือใช้ประโยชน์จากทะเลได้เท่านั้น นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามกิจการที่ทุกรัฐ น่าจะมีสิทธิที่จะใช้ทะเลได้อย่างเท่าเทียมกัน ก็คงจะเป็นเสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพในการประมงและเสรีภาพในการบิน แต่เนื่องจากเป็นเสรีภาพในทะเลหลวง ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่นอกเขตอำนาจรัฐและไม่มีใครอ้างสิทธิครอบครองได้ เพราะเป็นบริเวณที่ไกลจากฝั่งมาก รัฐที่จะใช้เสรีภาพทั้ง 3 นี้ได้เต็มที่ คงเป็นรัฐที่มีความสามารถทั้งทางเทคโนโลยีและเงินทุนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐที่เป็นมหาอำนาจทางทะเล เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น และรวมทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศเนเธอแลนด์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้นแทบจะไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมใช้เสรีภาพดัง กล่าวได้เลย

 

ดังนั้น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จึงกำหนดเสรีภาพไว้รวมเป็น 6 ประการคือ

  1. เสรีภาพในการเดินเรือ
  2. เสรีภาพในการบิน
  3. เสรีภาพในการประมง
  4. เสรีภาพในการวางสายเคเบิ้ลและท่อใต้ทะเล
  5. เสรีภาพในการทดลองวิทยาศาสตร์
  6. เสรีภาพในการสร้างเกาะเทียมและประภาคาร

จากเสรีภาพทั้ง 6 ประการข้างต้นนี้ มีเสรีภาพอีก 2 ประการ ที่ได้ถูกบัญญัติเพิ่มขึ้นมา แต่ก็เป็นเสรีภาพที่แลกกับการประกาศขยายและครอบครองบริเวณที่เรียกว่าเขต เศรษฐกิจจำเพาะ (EXCLUSIVE ECONOMIC ZONE หรือ E.E.Z.) เป็นเสรีภาพที่น่าจะเป็นกิจกรรมของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่กำลังพัฒนา แล้วเท่านั้น เพราะเป็น 2 กิจกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงและเงินลงทุนมหาศาลด้วย จึงเป็นเรื่องที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะต้องรอไปอีกระยะหนึ่งจึงจะ สามารถเข้าไปใช้เสรีภาพในทะเลหลวงครบทั้ง 6 ประการได้ในที่สุดไม่เว้นแต่ประเทศไทย

เมื่อพิจารณาดูเสรีภาพในทะเลหลวงตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะรู้สึกได้ว่า นี่เป็นการต่อสู้หรือชัยชนะของประเทศมหาอำนาจแน่นอน เพราะการมี 2 เสรีภาพนี้เพิ่มเติมขึ้นมาก็เพื่อรองรับศักยภาพของประเทศมหาอำนาจโดยแท้ เพราะไม่ว่าตอนนี้หรือก่อนหน้านี้หรือในอนาคตก็คงจะไม่ใครได้ใช้เสรีภาพนี้ แน่นอกจากประเทศมหาอำนาจ และอนุสัญญาฉบับนี้ยังได้มีการกำหนดเขตบริเวณพื้นที่ (THE AREA) ขึ้นมาโดยมีเจตนาที่จะปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณดังกล่าวไว้ เป็นมรดกตกทอดของมวลมนุษยชาติ (COMMON HERITAGE OF MANKIND) ทำให้การเข้าไปแสวงหาประโยชน์ในบริเวณพื้นที่เป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที ดังนั้น หากสามารถกำหนดเสรีภาพในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และเสรีภาพในการสร้างเกาะ เทียมและประภาคาร ก็อาจจะทดแทนการสูญเสียประโยชน์ในบริเวณพื้นที่ได้ไม่มากก็น้อย

ต่อมาเมื่อมีความเจริญทางเทคโนโลยี รวมทั้งความต้องการในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลหลวงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง ปี ค.ศ. 1960 ซึ่งเริ่มมีการประชุมเพื่อจัดทำร่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล อีกฉบับในเวลาต่อมา เสรีภาพในการวางสายเคเบิ้ลและท่อใต้ทะเล จึงเป็นเสรีภาพที่มนุษย์รู้จักและใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งสินค้าหรือแม้แต่ในครัวเรือน

ประเทศไทยในขณะนั้นก็เป็นอีก ประเทศหนึ่งที่ได้มีโอกาสใช้เสรีภาพใน ทะเลหลวงครบทั้ง 4 ประการแม้ว่าจะเป็นเพียงประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้นก็ตามที

ในที่สุด เมื่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 มีผลบังคับใช้เมื่อ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1994 หลังจากที่มีประกาศให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ ซึ่งในอนุสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดเสรีภาพในทะเลหลวงนั้นอีก 2 ประการซึ่งเป็นเสรีภาพที่เป็นผลมาจากกิจกรรมที่มนุษย์ สามารถใช้ประโยชน์จากทะเลหลวงได้มากกว่าอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 นั่นเอง

ปัจจุบันนี้จะมีข่าวการทดลองอาวุธในบริเวณมหาสมุทรอยู่อย่างต่อ เนื่อง เช่น กรณีล่าสุดที่ประเทศรัสเซียได้ทดลองขีปนาวุธ และส่งผลให้เกิดลำแสงประหลาดขึ้นที่ประเทศนอรเวย์ ก็ด้วยการตีความว่าเสรีภาพในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในทะเลหลวงนั้น หมายความรวมถึงการทดลองอาวุธด้วยนั่นเองก็คงไม่ต้องสงสัยว่าประเทศใดบ้างที่ จะมีโอกาสได้ทำกิจกรรมนี้ในบริเวณดังกล่าว

ส่วนเสรีภาพในการสร้างเกาะเทียมและประภาคารนั้นก็คงไม่ต้องสงสัยว่า ประเทศที่จะทำได้ก็ต้องเป็นมหาอำนาจอีกเช่นกัน ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็คงต้องรอไปก่อน

แต่สำหรับเสรีภาพในการเดินเรือกับเสรีภาพในการประมงดูจะเป็นเสรีภาพ ที่ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ล้วนได้ใช้ประโยชน์กันอย่างถ้วน หน้าเพียงแต่มากน้อยเท่านั้น ตัวอย่าง ไม่ไกลตัวก็คือประเทศไทยซึ่งแม้จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา (ด้อยพัฒนา? ในความรู้สึกของคนไทยบางคน) ก็ได้มีโอกาสเข้าไปใช้ได้อย่างเต็มภาคภูมิไม่เมิน รวมทั้งเสรีภาพในการบิน ด้วย

แต่อย่างไรก็ดีเสรีภาพทั้งหมดทั้งปวงนี้ยกเว้นเสรีภาพในการบินเท่า นั้นได้กลายมาเป็นที่มาของปัญหาสภาวะแวดล้อมไปแล้วในเวลานี้ โดยเฉพาะเสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพในการประมงและเสรีภาพในการสร้างเกาะเทียมและประภาคารซึ่งล้วนเป็น กิจกรรมที่สร้างมลภาวะให้กับทะเลหลวงอย่างมหาศาลทั้งสิ้น

การทำอุตสาหกรรมประมงรวมทั้งการขนส่งสินค้าทางทะเลได้มีการพัฒนา และมุ่งจะให้ได้กำไรมากที่สุดโดยไม่ได้คำนึงว่าการทำให้ได้มาซึ่งกำไรนั้น ต้องทำร้ายทะเลหลวงอย่างไรบ้าง เช่น การใช้เรือซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ การทิ้งของเสียจากเรือหรือการสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมัน เป็นต้น

กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่เกิดในทะเล ดังนั้น มลภาวะจากกิจกรรมดังกล่าวจึงลงสู่ทะเลโดยตรง เช่นกัน โดยเฉพาะทะเลหลวงซึ่งถือว่าเป็นบริเวณทะเลที่มนุษย์ใช้ประโยชน์มากที่สุดใน ฐานะที่เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นแหล่งประมง รวมทั้งเป็นแหล่งควบคุมอุณหภูมิของโลกด้วย แต่เมื่อมนุษย์ทำร้ายทะเลหลวงโดยการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไม่ระมัดระวังจึงทำให้โลกต้องผจญกับภาวะโลกร้อนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ได้ ซึ่งปัญหาภาวะโลกร้อนนี้ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญระดับโลกไปแล้ว และในปัจจุบันนี้ได้มีการประชุมเพื่อวางระเบียบและกำหนดมาตรการเพื่อป้องกัน ไม่ให้ทะเลต้องพบภาวะมลพิษ เช่น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเตรียมพร้อมการสนองตอบและความร่วมมือเกี่ยว กับภาวะมลพิษน้ำมัน ค.ศ. 1990 (International Convention Oil Pollution Preparedness, Response and Cooperation, 1990) อนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อป้องกันภาวะมลพิษจากเรือ ค.ศ.1973 (International Convention for the Prevention of Pollution from Ships, 1973) และอนุสัญญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับการแทรกแซงในทะเลหลวงในกรณีของความเสีย หายจากภาวะมลพิษจากน้ำมัน ค.ศ.1969 (International Convention Relating to Intervention on the High Seas in Cases of Oil Pollution Casualties, 1969)

นอกจากนั้นยังมีอนุสัญญาฉบับล่าขึ้นอีกฉบับ คืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. 1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978 (International Convention for the Prevention of Pollution from Ships, 1973 as Modified by the Protocol of 1978: MARPOL 73/78) ซึ่งเป็นอนุสัญญาซึ่งสร้างนั้นมาใช้บังคับกับการป้องกันมลภาวะในทะเลนี้เกิด จากเรือ ไม่ว่าจะเกิดโดยตั้งใจหรือจากอุบัติเหตุ รวมทั้งควบคุมการปล่อยน้ำมัน สารเคมีและวัสดุอันตรายในตู้สินค้า น้ำทิ้งและขยะ

การโดยสรุปก็คือ ทะเลซึ่งมีพื้นที่ถึง 71% ของผิวโลก ได้เป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นที่แสวงหาประโยชน์ได้ว่าจะเป็นทรัพยากรที่มีชีวิต หรือไม่มีชีวิต โดยเฉพาะเป็นเส้นทางคมนาคมมาทุกยุคทุกสมัย แต่ในที่สุดทะเลกลับต้องได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่มนุษย์จะต้องมาช่วยกันดูแลทะเลให้อยู่ในสภาพเดิมอย่างที่ เคยเป็นมาและรักษาความเป็นเสรีภาพแห่งท้องทะเลไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ ประโยชน์ในเสรีภาพแห่งท้องทะเลต่อไปก่อนที่จะไม่มีทะเลไว้ให้ใช้

ดินสำคัญอย่างไร

ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในการเพาะปลูก เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารของพืช ซึ่งคนและสัตว์ใช้พืชเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในการดำรงชีวิต ดินเกิดจากการสลายตัว เน่าเปื่อย และผุพังของ หิน แร่ พืชพรรณและสัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นขบวนการซึ่งเกิดขึ้นช้า ๆ และซับซ้อนกว่าจะสลายตัวเป็นดินได้ การที่หินถูกกับลม ฟ้า อากาศ ไม่ช้าผิวก็จะเริ่มสลายตัว โดยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดรอยแยกบนหิน จากนั้นน้ำจะละลายบางส่วนของหิน เมื่อมีรอยแตกและเป็นรอยบุ๋มลงไป ก็จะทำให้มีน้ำขังอยู่ได้และมีอาหารพืชพอเพียงที่พืชจะเจริญเติบโตได้ พืชที่ขึ้นครั้งแรกคือ พืชชั้นต่ำ เช่น พวกไลเคน (lichens) ต่อมาเมื่อมีการขึ้นและตายของพืชหลายครั้ง ก็จะมีอินทรีย์วัตถุพอที่พืชชั้นสูงจะขึ้นได้ พวกบักเตรี ฟังไจ และสัตว์ต่าง ๆ เป็นส่วนของสิ่งแวดล้อมที่ช่วยทำให้หินแตกออก นอกจากนี้ถ้ามีน้ำที่ถูกเก็บตามแอ่งหินหรือรอยบุ๋มของหินมาก ก็จะให้เวลาที่ใช้ในการเกิดเป็นดินเร็วขึ้น

ดินที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ จะมีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีแตกต่างกันไป ขึ้นกับวัตถุต้นกำเนิดดิน ถ้าเป็นดินที่เกิดจากหินทรายจะมีลักษณะเนื้อหยาบและเป็นทราย ดินที่เกิดจากหินชนวนจะมีลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียวแต่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์นัก ดินที่เกิดจากหินแกรนิต (granite) หรือ หินไนซ์ (gneiss bedrock) ปกติเป็นดินร่วนทราย (sandy loams) ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ (low fertility) ส่วนดินซึ่งเกิดจากหินปูนและหินบะซอลท์ (limestone and basalt bedrock) ปกติมีสีเข้ม เนื้อละเอียดและอุดมสมบูรณ์มาก

รอบรู้เรื่องเครื่องเทศ

เครื่องเทศ

เครื่องเทศ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเซีย มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาช้านาน โดยเป็นสินค้าที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ที่ก่อให้เกิดการแสวงหา และการครอบครองแหล่งผลิตเครื่องเทศ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของเครื่องเทศ คือ ของหอมฉุน และเผ็ดร้อนที่ได้จากต้นไม้ สำหรับใช้ทำยาและปรุงอาหาร แต่ในทางสากลคำว่า “Spices” หมายถึง ส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็นชิ้น หรือบดเป็นผงซึ่งจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นรสเผ็ด ร้อนขึ้นในอาหารหรือเครื่องดื่มทำให้เกิดความรู้สึกน่ารับประทานและรสชาติดี ขึ้น นอกจากนี้ยังมีคำว่า Condiments ซึ่งหมายถึง เครื่องเทศที่ใช้ใส่หรือโรยอาหารที่ปรุงสุกแล้ว และ Seasonings หมายถึงเครื่องเทศที่ใช้ใส่ในอาหารขณะที่ปรุง

เครื่องเทศหลายชนิดที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งต้องมีการนำเข้าต่างประเทศ จึงเรียกกันว่า เครื่องเทศ เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า กระวานเทศ กานพลู ดอกจันทร์ พืชเครื่องเทศที่เป็นพืชพื้นบ้านได้แก่ มะแข่น มะแหล็บ ตะไคร็ ข่า กะเพรา ใบมะกรูด เป็นต้น

ปัจจุบันเครื่องเทศเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการค้า หลายชนิดสามารถเพาะปลูกได้ดีในประเทศ และสามารถส่งออก ตลอดจนทดแทนการนำเข้ามาใช้ในประเทศได้
เครื่องเทศมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะ ตัวเนื่องจากส่วนต่างๆ ของเครื่องเทศที่เรานำมาใช้ประโยชน์มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่าง กันไป องค์ประกอบทางเคมีเหล่านี้มีสรรพคุณทางยารักษาโรค อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง เช่น สาร Vanillin ในผลวานิลา ใช้ในการแต่งกลิ่น น้ำหอม ผงซักหอก บุหรี่ ไอศครีม เค้ก คัสตาร์ด ชอคโกแลต

  • สาร Allicin ในกระเทียม ช่วยการดูดซึมอาหารที่ลำไส้ ลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด
  • สาร Piperin ผลพริกไทย สารให้รส เผ็ดร้อน ใช้เป็นยาแก้อาการชัก
  • สาร Capsaicin ในผลพริก ให้รสเผ็ดร้อนเป็นส่วนประกอบของยา เช่น ยาธาตุ ยาขับลม ยาแก้ปวดท้อง ผสมให้ขี้ผึ้งทาถูกนวดแก้อาการปวดเมื่อย
  • สาร Gingerol ในขิง มีกลิ่นฉุนรสเผ็ดนำมาใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์

พืชเครื่องเทศยังเป็นพืชที่มีน้ำหอมระเหย (Aromatic Plant) น้ำมันหอมระเหยเป็นไขมันที่มีจุดเดือดต่ำระเหยได้ที่อุณหภูมิห้อง จึงเป็นส่วนสำคัญในการนำพาสารให้กลิ่นจากเครื่องเทศไปทำให้เราได้กลิ่นหอม ของเครื่องเทศ พืชเครื่องเทศมีน้ำมันหอมระเหยมากได้แก่ ตะไคร้ กานพลู จันทน์เทศ มะกรูด พริกไทยขาว โหระพา เป็นต้น

กลิ่นและรสชาติของเครื่องเทศก่อให้เกิดอาหารที่หลากหลาย สีสันที่เร้าใจ ถนอมอาหารให้คงอยู่ได้นาน แม้ไม่ได้คุณค่าทาง โภชนาการเต็มที่เพราะเราบริโภคเครื่องเทศปริมาณน้อย แต่ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีคุณค่าทางยาซึ่งเป็นภูมิปัญญา แต่โบราณ เครื่องเทศทุกชนิดเป็นยา ซึ่งหมายถึงเครื่องเทศที่ผสมในอาหารช่วยป้องกันโรคอันเกิดจาก การรับประทานอาหารนั้นด้วย

เครื่องเทศสามารถแบ่งได้หลายชนิด แล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง

จำแนกเครื่องเทศตามแหล่งปลูก
-เครื่องเทศในเขตอบอุ่น (Temperate spices) ได้แก่ ออริกาโน เบย์ กระเทียม
-เครื่องเทศในเขตร้อน (Tropical spices) ได้แก่ อบเชย ลูกจันทร์ พริกไทย กระวาน ขิง กะเพรา ตะไคร้
จำแนกเครื่องเทศตามลักษณะการเจริญเติบโต
-ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ (Small evergreen) ได้แก่ กานพลู จันทร์เทศ อบเชย
-ไม้เถาอายุยืน (Perennial herbaceous) ได้แก่ พริกไทย วานิลา
-ไม้หัวอายุยืน (Pernnial herbs rhizomatous) ได้แก่ ข่า ขมิ้น กระวาน
-ไม้ฤดูเดียว (Annual herbs) ได้แก่ พริก ผักชี ยี่หร่า