Tag Archive: สาระน่ารู้

ความรักบำบัดโรค

การเพิ่ม ขึ้น ในช่วงสาม เดือนที่ผ่านมา เติบโตของยอดขาย ค้าปลีก ในไตรมาสที่สี่ ของปี 2013 เป็น 0.4 % ซึ่ง ลดลง อย่างมากจาก การเจริญเติบโตของ 1.6 % ในไตรมาส สี่ ที่ ในไตรมาสที่สาม

แม้จะมี พ รายเดือน และดาวน์ ร้านค้าปลีก ที่คาดว่าจะ เชียร์ ตัวเลข และความมุ่งมั่นของอังกฤษ ที่จะทำให้ การใช้จ่าย ในปีที่เมื่อ อัตราเงินเฟ้อ แซง ไกล เพิ่มขึ้น ค่าจ้าง

จำนวน เงินที่ ใช้จ่าย ในร้านค้า และออนไลน์ เพิ่มขึ้นจาก 6.1 % เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเทียบ กับเดือนธันวาคม 2012สำนักงานสถิติ แห่งชาติกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อใน ปี 2013 เฉลี่ยประมาณ 3% และค่าจ้าง ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย น้อยกว่า 1%

ธนาคาร แห่งประเทศอังกฤษ ตัวเลข เครดิต ปรากฏ แสดงให้เห็นว่า รายได้ครอบครัว กลาง จะจ่ายเงิน ลง หนี้ของพวกเขา ที่ก้าวช้า ที่จะปล่อย เงิน สำหรับการบริโภค มากกว่า splurgeของการใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับ เครดิต ของผู้บริโภค ที่สูงขึ้นมี ยอดขายที่แข็งแกร่ง ใน อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์เช่น iPads และ มาร์ทโฟน ได้ ในขณะที่ การกู้คืนใน ตลาดที่อยู่อาศัยยัง มีการเล่น เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผลักดัน ยอดขาย ของ ใช้ในครัวเรือน

ลาก เฉพาะใน การขาย มาจาก การลดลง อย่างต่อเนื่องใน การซื้อ น้ำมัน

อลัน คล๊าร์ค , สหราชอาณาจักร นักเศรษฐศาสตร์ที่ ธนาคาร สโกเทีย กล่าวว่า ตัวเลขที่ นำแสตมป์ใน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

เขากล่าวว่า “มันเป็น บูมยอดขายค้าปลีก ในสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 2.6 % เดือนใน เดือน ในเดือนธันวาคม – อย่างหนาแน่น ที่สูงขึ้น กว่าที่คาดไว้ . “.

มุมมอง ของเขาถูก สะท้อน ใน ไตรมาส จำนวนมากทั่ว เมือง ซึ่ง เป็นเดิมพัน กับความแรงของ การรวบรวม การฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจ ในปีนี้

แต่ เพิ่มขึ้น ในเดือนธันวาคมมาหลังจากที่ช้า เดือนตุลาคมและ เดือนพฤศจิกายนและ ส่อให้เห็นว่า ผู้ซื้อ รอ ได้นานกว่า ปกติสำหรับ การต่อรองราคา ในระยะ ถึง คริสมาสต์

โฮ เวิร์ด อาร์เชอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ อังกฤษ ที่ ไอเอชเอ ทั่วโลก เข้าใจ ได้ สบาย มากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าตัวเลข ธันวาคม ตาม “ประสิทธิภาพโดยรวม เงียบ ” ในช่วง ไตรมาสที่ผ่านมา หลังการขาย ค้าปลีก ขยับ ขึ้น 0.2 % เดือน ต่อ เดือน ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ ลดลง 0.9 % ในเดือนตุลาคม

“นี่ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภค ซ้ายมาก ของการใช้จ่าย คริสต์มาสของพวกเขา ในช่วงปลาย ความหวัง ในการได้รับ ข้อเสนอ ที่ดีขึ้น ในช่วงปลาย จากร้านค้าปลีก. นอกจากนี้ยัง แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่าย มีความแข็งแกร่ง ในช่วงเริ่มต้น ของ การขาย การกวาดล้างเป็นผู้บริโภค บีบ มอง ที่จะใช้ ประโยชน์จากการ ต่อรองราคา ของแท้ ” เขา กล่าวว่า

การยอมตายของหนุมาน

พระรามจึงบอกว่ารูปร่างเหมือนกัน มองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วจึงฉีกชายผ้าให้สุครีพผูกแขนไว้ สุครีพจึงไปท้าพระยาพาลีใหม่ พระรามจึงยิงพระยาพาลีด้วยศรพรหมาสตร์ พระยาพาลีจับศรได้ แล้วถามพระรามว่าเรื่องรบนี้เป็นเรื่องระหว่างพี่น้อง ฤาษีไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว พระรามจึงบอกว่าพระยาพาลีได้ผิดคำสาบานกับพระอิศวรไว้ และต้องตายด้วยศรพระนารายณ์ แล้วพระรามจึงกลายร่างเป็นพระนารายณ์ พระยาพาลีจึงสำนึกตัวว่าได้ทำผิด จึงขอรับโทษ พระรามสงสารจึงว่าให้เอาศรสะกิดเลือดเพียงหยดเดียวก็จะสังเวยอำนาจศรได้ พระยาพาลีไม่ยอมขอลาตาย แล้วสอนสุครีพก่อนตาย

จากนั้นได้ปล่อยให้ศร ปักตัวเองตาย ส่วนไพร่พลวานรได้หนีกระจัดกระจายไป สุครีพจึงทูลว่า จะรวบรวมให้ได้ภายในเจ็ดวัน เพื่อจะได้ไปปราบยักษ์ที่ลงกา ส่วนพระรามไม่ยอมพักในเมืองขีดขิน จะไปพักที่เชิงเขาคันธมาทน์ ระหว่างเดินทางพบพระยายูงทอง    พระยายูงทองจึงทูลว่า นางสีดาสั่งไว้ว่าถูกทศกรรฐ์ลักไปกรุงลงกา ขอให้ติดตามไปช่วย ต่อมาจึงพบฝูงลิงป่า ฝูงลิงป่าได้ถวายผ้าสไบของนางสีดาแก่พระราม ฝ่ายพระอินทร์เห็นพระรามและพระลักษณ์    เดินทางไปยังเขาคันธมาทน์ เพื่อชุมนุมกองทัพไปปราบยักษ์ จึงให้พระวิศณุกรรม์ไปเนรมิตพลับพลาที่บริเวณอันเป็นชัยภูมิ แล้ววางเครื่องทรงไว้ให้เปลี่ยนหลังจากลงเพศฤาษี

 

หนุมานจึงทูลว่าจะไปพาสุครีพมาเฝ้า สุครีพจึงเล่าเรื่องที่พระยาพาลีพี่ชาย ขับไล่ออกจากเมือง แล้วผิดคำสาบานกับพระนารายณ์ในครั้งก่อน ทูลขอให้พระรามฆ่าพระยาพาลี พระรามจำได้ จึงให้สุครีพไปล่อพาลีออกมา สุครีพได้ไปท้าทายพระยาพาลี ทั้งสองได้ต่อสู้กัน แต่พระรามไม่สามารถแผลงศรฆ่าพระยาพาลีได้ เพราะทั้งสองเหมือนกันมาก พระยาพาลีสู้ชนะสุครีพ จับสุครีพขว้างไปเนินเขาจักรวาล แล้วกลับเข้าเมือง สุครีพต่อว่าพระรามที่ไม่ฆ่าพระยาพาลี

 

กำเนิดพระนาราย

นับตั้งแต่ทศกรรฐ์ถอดดวงใจแล้วก็มีความกำเริบมากขึ้น และยังเห็นว่าเหล่านักพรตมีฤทธิ์มาก ซึ่งในกาลข้างหน้า การบำเพ็ญตบะของฤาษีนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายต่อเหล่ายักษ์ได้ จึงให้นางกากนาสูรและไพร่พลยักษ์แปลงเป็นกา ไปทำลายพิธีบำเพ็ญตบะ พวกฤาษีสู้ไม่ได้ จึงไปเฝ้าท้าวทศรถ ขอให้พระราม พระลักษณ์ ไปช่วยปราบ    พระราม พระลักษณ์ ได้แผลงศรถูกนางกากนาสูรตาย สวาหุและม้ารีสลูกของนางกากนาสูร ทั้งสองจึงมาแก้แค้นแทนมารดา พระรามจึงแผลงศรถูกสวาหุตาย ส่วนม้ารีสหนีไปกรุงลงกา

ฝ่ายพระชนกหลัง จากได้ฝังผอบนางสีดาไว้โคนต้นไทรแล้วไปบำเพ็ญเพียรต่อ แต่ไม่สำเร็จญาณสมาบัติ เกิดความเบื่อหน่ายจะกลับไปครองเมืองมิถิลาตามเดิม จึงไปขุดเอาผอบนางสีดาขึ้นมาภายในมีนางอายุประมาณ สิบหกปี จึงได้พาเข้าเมือง และตั้งชื่อว่า นางสีดา

 

ส่วนเหล่าเทวดาทั้งปวงได้พากันตามเสด็จไปช่วยพระนารายณ์ ปราบเหล่ายักษ์ด้วย พระอิศวรจึงให้พรว่า หากถูกพวกยักษ์ฆ่าตาย เมื่อลมพัดถูกตัวก็ให้ฟื้นขึ้นดังเดิม เหล่าเทพยดารับพรแล้วจึงจุติมาเป็นวานรในโลกมนุษย์ แล้วพระอิศวรจึงให้ฤาษีไปบอกกับท้าวทศรถ ให้ทำพิธีขอโอรส พระฤาษีได้ทำตามคำสั่ง ท้าวทศรถจึงตั้งพิธี ปรากฎรูปอสูรทูนถาดข้าวทิพย์ กลิ่นข้าวทิพย์โชยไปถึงกรุงลงกา พระนางมณโฑต้องการเสวยข้าวทิพย์มาก ทศกรรฐ์จึงให้นางกากนาสูร มาเอาข้าวทิพย์ นางกากนาสูรแปลงเป็นอีกามาโฉบเอาข้าวไปได้ครึ่งปั้น แล้วนำไปให้นางมณโฑ ส่วนที่เหลือสามปั้นครึ่งนั้น ส่วนนางไกยเกษีกับนางเกาสุริยา ได้คนละหนึ่งปั้น นางสมุทรเทวีได้ปั้นครึ่ง

ต่อมาทุกนางได้ทรงครรภ์ นางเกาสุริยาประสูติโอรสเป็นพระราม นางไกยเกษีประสูติโอรสเป็นพระพรต นางสมุทรเทวีประสูติโอรสมาเป็นพระลักษณ์และพระสัตรุต พระนางมณโฑประสูติธิดามาเป็นนางสีดา เมื่อนางสีดาเกิดนั้นได้ร้องว่า ผลาญราพณ์ ถึงสามครั้ง ทุกคนได้ยินยกเว้นทศกรรฐ์และนางมณโฑ ทศกรรฐ์ดีใจมากที่ได้ธิดาและได้ให้พิเภกมาทำนายดวงชะตา พิเภกทำนายว่าดวงชะตานางสีดาเป็นกาลกิณี ควรจะเอาไปทิ้งน้ำ ทศกรรฐ์จึงให้เอาไปใส่ผอบทิ้งกลางทะเล แต่มีดอกบัวใหญ่ขึ้นมารองรับไว้ แล้วลอยทวนน้ำไปถึงอาศรมพระชนก ผู้ซึ่งเดิมเป็นกษัตริย์ครองเมืองมิถิลา พระฤาษีจึงนำไปเลี้ยงดู ต่อมาเห็นว่าตนออกบวชเพื่อสำเร็จญาณโลกีย์ แต่การที่มาเลี้ยงนางสีดาทำให้ไม่สำเร็จ จึงนำผอบที่ใส่นางสีดาไปฝังใต้ต้นไทรใหญ่ ให้อยู่ในอารักขาของเหล่าเทวดา ส่วนที่กรุงศรีอยุธยา วันหนึ่งพระราม พระลักษณ์ พระพรต และพระสัตรุต ลองศรกัน พระรามแกล้งยิง หลังนางค่อมกุจจี นางค่อมได้รับความอับอายและเจ็บแค้นจึงอาฆาตพระรามตั้งแต่นั้น เมื่อพระโอรสเจริญวัย ท้าวทศรถจึงให้โอรส ไปศึกษาพระเวทกับฤาษีสององค์ชื่อ ฤาษีวสิษฐ์และฤาษีสวามิตร จนเรียนศิลปศาสตร์ได้อย่างชำนาญ และเห็นว่าจากนี้เหล่ายักษ์จะต้องตายด้วยศรพระราม แต่พระรามไม่มีศรประจำตัว จึงตั้งพิธีขอศร พระอิศวรได้ประทานศรให้องค์ละสามเล่ม แต่ละเล่มมีฤทธิ์ต่างกัน สำหรับศรของพระรามคือ ศรพรหมมาสตร์ ศรอัคนิวาต และศรพลายวาต เมื่อกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา จึงลองศรให้ท้าวทศรถชมเป็นที่ชื่นชมโสมนัส ทางด้านท้าวไกยเกษ เห็นว่าตนนั้นชรามากแล้ว จึงไปขอลูกของพระนางไกยเกษีมาเลี้ยงดู หากในวันข้างหน้ามีศัตรูมารุกรานจะได้เป็นกำลังต่อสู้ได้ ท้าวทศรถจึงให้พระพรตกับพระสัตรุตไป

 

Dead sea ทะเลสาบที่น่าทึ่ง

น้ำในทะเลเดดซีจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของอิสราเอล และจอร์แดน ทำให้ระดับน้ำในทะเลเดดซีลดลงโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 30 ซม. ในขณะนี้พื้นที่ราว 1 ใน 3 ของทะเลสาบสูญหายไปแล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า น้ำในทะเลเดดซีจะเหือดแห้งไปในที่สุดในปี ค.ศ.2050 ถ้าไม่รีบขุดคลองยาว 200 กิโลเมตรเชื่อมกับทะเลแดง เพื่อเพิ่มระดับน้ำ โดยใช้งบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 4 หมื่นล้านบาทในการขุดคลองครั้งนี้

แม้เดดซีจะมีพื้นที่เพียง 810 ตารางกิโลเมตร แต่ทะเลสาบแห่งนี้ลึกไม่น้อย ความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 120 เมตร แต่ถ้าดูจุดลึกสุด มากกว่า 330 เมตร เป็นทะเลที่ถูกบันทึกลงในหนังสือ กินเนสส์ ว่า เป็นจุดที่ต่ำทีสุดในโลก และ มีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่า 20 เปอร์เซนต์ของน้ำทะเลทั่วไป ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ การที่มีมวลของน้ำที่หนาแน่นทำให้คนลอยตัวในน้ำได้ สามารถลงอาบน้ำทะเลได้ ให้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย แต่จะต้องเสียค่าเล่นน้ำโดยผ่านทางโรงแรมต่างๆ โดยจ่ายคนละ USD 15 แต่ถ้าเป็นชาวจอร์แดนจะมีสถานที่เฉพาะโดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางให้โรงแรม

วิธีการลอยตัวในน้ำ

เดินลงไปในทะเล ให้น้ำลึกประมาณเอว หย่อนก้นลงช้าๆ แล้วเอนหลังให้เท้าลอยจากพื้นถ้าน้ำทะเลเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที

โคลนสีดำและเกลือจากทะเลสาบเดดซีมีความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ต่ำ ทำให้เกิดการดูดซึมของแร่ธาตุผ่านผิวหนังไปแปรสภาพผิวให้งดงามได้ มีเกลือแมกนีเซียมซัลเฟรต ช่วยทำให้ผิวพรรณดีขึ้นและช่วยล้างสารพิษ และรักษาโรคผิวหนังได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักท่องเที่ยวพากันลงไปลอยตัวในน้ำ ซึ่งมีคนแนะเคล็ดลับว่าให้แช่ประมาณ 15-20 นาที จนรู้สึกว่าเกลือขึ้นที่ผิวแล้วให้ควักโคลนข้างล่างมาพอกให้ทั่วใบหน้า (ระวังอย่าให้เข้าตา) ทั่วตัว ก่อนจะขึ้นมาผึ่งให้แห้งแล้วไปล้างน้ำออก จะรู้สึกเลยว่าผิวนุ่มและเนียนขึ้น ถ้าใช้บริการพอกโคลนโดยคนที่หากินอยู่รอบๆ ทะเล ครั้งละ 1 ดีนาร์ หรือซื้อโคลนเดดซีที่ถูกนำมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดทั้งโคลนพอกหน้า พอกตัว สบู่ และเครื่องประทินโฉมต่างๆ กลับบ้านก็ได้

พิพิธภัณฑสถาน 8 คืออะไร

คำว่า มิวซีโอน (Mousione) นำมาใช้เรียกสถาบันที่เก็บรักษาวัตถุต่างๆ เป็นครั้งแรกตามที่ปรากฏหลักฐานเมื่อประมาณ 2,300 ปีมาแล้ว โดย ปโตเลมี ซอเตอร์ (Ptolamy Soter) นายทหารรักษาพระองค์พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ (Alexander the Great) มหาราชของอาณาจักรกรีก เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล (300 B.C.) ได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอิยิปต์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Museum of Alexandria ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งเอล็กซานเดรียนี้เป็นเสมือนมหาวิทยาลัย มีส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ห้องสมุด สถานที่จัดแสดงศิลปวัตถุ และสถานที่เก็บและจัดแสดงเครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการแสดงละครและอื่นๆไว้ให้นักปราชญ์ และนักคิดได้เข้ามาศึกษาหาความรู้

ภาษาอังกฤษ เรียก พิพิธภัณฑสถานว่า Museum มาจากคำภาษากรีกว่า Mouseione เป็นชื่อที่ใช้เรียกวิหารของกลุ่มเทพธิดาพี่น้อง ทั้ง 9 ซึ่งเรียกรวมกันว่า Muses เทพธิดามิวส์เหล่านี้เป็นพระธิดาของเทพเจ้าสูงสุดของกรีก คือ ซีอุส (Zeus) และเทพธิดาแห่งความจำชื่อ มเนมโมซีน (Mnemosyne) เทพธิดามิวส์ทั้งเก้านี้แต่ละองค์เป็นเทพธิดาแห่งโคลงฉันท์กาพย์กลอนประเภท ต่างๆ บ้างก็เป็นเทพธิดาแห่งวิชาการ เช่น ดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งนับรวมว่าเป็นเทพธิดาแห่งศิลปะและวิทยาการ มีหน้าที่ขับขานบทเพลงในพิธีบูชาเทพเจ้า และวีรบุรุษ

การที่ปโตเลมี ซอเตอร์ ใช้ชื่อวิหารของเทพธิดาแห่งศิลปะวิทยาการมาตั้งเป็นชื่อสถาบัน ที่ตั้งขึ้นเป็นที่ระลึกแด่จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวม วัตถุต่างๆ และเปิดแสดงเพื่อการศึกษา เช่นนี้คงจะด้วยต้องการให้มีความหมายว่า สถาบันแห่งนั้นเป็นที่รวมแห่งศิลปะวิทยาการนั้นเอง และพิพิธภัณฑสถานแห่งอเล็กซานเดรีย นับว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง

กฏระเบียบของโลก

แนวคิดที่ว่าตลาดสามารถปรับตัวเองให้มีเสถียรภาพได้ เป็นเพียงความเชื่อ คาร์ล โพลันยิ ในงานเขียนของเขาได้แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎเกณฑ์ของตลาดให้ได้ผลจะ ต้องมีอำนาจทหารหรือตำรวจ แม้ว่าในทางปฏิบัติความจำเป็นใช้กำลังบังคับอาจไม่เกิดขึ้นเลย แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีกำลังสำรอง โลกาภิวัตน์ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ยังต้องพึ่งอำนาจทหารประจำการของประเทศที่เป็นผู้บังคับใช้กฎเกณฑ์

สง ครามอ่าวเปอร์เชีย 1991 ชี้ให้เห็นโครงสร้างและวิธีการทำงานของระเบียบโลกใหม่ ความขัดแย้งอันเป็นชนวนของสงครามเริ่มจากปัญหาที่โยงกับหลักการเรื่อง อาณาเขต ซัดดัม ฮุสเซน มีโครงการที่จะฟื้นฟูอิรัคหลังสงครามกับอิหร่านโดยวางแผนสร้างแรงต่อรอง ระดับภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศที่ผลิตน้ำมัน ทั้งนี้เพื่อควบคุมแหล่งน้ำมัน

 

ตัวเองให้เป็นองค์กรการเมืองเศรษฐกิจที่ซับซ้อน : ภูมิภาคย่อย รัฐแบบดั้งเดิม และภูมิภาคใหญ่ ประกอบด้วยสถาบันที่มีบทบาทและขอบเขตอำนาจมากน้อยต่างกันไป เมืองหลวงสำคัญ ๆ ของโลกเปรียบเสมือนคีย์บอร์ดของเศรษฐกิจระดับโลก กระบวนการสร้างอุดมการณ์ข้ามชาติมีการ แข่งขันกันเป็นกระแสนำ และกระแสต่อต้าน มีสถาบันที่จะผนึกหรือประสานระหว่างรัฐสำคัญ ๆ และระหว่างเขตภูมิภาคใหญ่ ๆ เข้าด้วยกัน มีกระบวนการเจรจาหลายฝ่าย เป็นเครื่องมือเพื่อบริหารจัดการกับความขัดแย้ง สร้างสันติภาพ กำหนดกฎเกณฑ์และให้บริการการค้าระหว่างประเทศ การคมนาคม การสาธารณสุข ฯลฯ ภาพรวมที่เกิดมีลักษณะใกล้เคียงกับระบบของ ยุโรปกลางมากกว่ารูปแบบเวสฟาเลีย หรือระบบความสัมพันธ์ของรัฐต่าง ๆ ที่มีอำนาจอธิปไตย ดังที่มีการพูดกัน

ภาพหลายภาพที่ทับซ้อนกันอยู่ ชี้ให้เห็นช่องทางวางยุทธศาสตร์เข้าแทรกแซงได้หลายระดับเพื่อแสวงหาทางเลือก ให้กับขบวนการโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้ความไร้เสถียรภาพของโครงสร้างใหม่ที่ก่อตัวขึ้น เป็นปัจจัยเอื้อที่สำคัญยิ่ง ความไร้เสถียรภาพนี้เกิดจากหลักการที่ขัดกันอยู่คือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการแบ่งเขตแดนเป็นอิสระจากกัน ทั้งนี้ หลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเนื้อหาไม่มีการแบ่งแยกเขตแดน แต่มุ่งสู่การแข่งขันในตลาดโลก มุ่งขยายการเงินระดับโลกสู่ประเทศต่าง ๆ โดยไม่มีขอบเขตจำกัดและมุ่งสู่การผลิตระดับโลก แต่รากฐานของหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือวัฒนธรรมธุรกิจ ดังที่ซูซาน สเตรนช์ พูดถึง แต่หลักการแบ่งแยกเขตแดนเป็นอิสระจากกันเป็นหลักการรัฐที่มีพื้นฐานจากอำนาจ การทหาร

นักเขียนบางท่านเสนอว่าเมื่อหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความสำคัญมากขึ้น ย่อมทำให้หลักการแบ่งแยกเขตแดนเป็นอิสระจากกันลดความสำคัญลง แต่ข้อเสนอที่ว่ามีระบบความสัมพันธ์ต่างตอบแทนเกิดขึ้นอาจจะเป็นจริงมากกว่า

 

ระเบียบโลกใหม่นี้จึงอ่อนปวกเปียกที่ยอดสุด ยิ่งเวลาผ่านไปความเปราะบางนี้จะชัดเจนยิ่งขึ้น ระเบียบโลกมิได้แข็งแกร่งมากไปกว่าตัวพื้นฐานด้านสังคมที่พยุงส่วนยอดเอาไว้ โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจกำลังสร้างความขัดแย้งและความแตกแยก ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ แต่แน่นอนว่าจะกัดกร่อนฐานรากของการเมืองระดับโลก อำนาจทางการทหารของสหรัฐฯ และประเทศที่ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนกระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ กำลังกำลังถูกท้าทาย โดยพลังทางสังคมที่เกิดขึ้น และโดยความขัดแย้งทางสังคมซึ่งขมึงเกลียวยิ่งขึ้นทั้งในประเทศยากจน และประเทศร่ำรวย เพื่อที่จะเข้าใจพลังทางสังคมที่ก่อตัวขึ้น จำเป็นต้องทบทวนถึงการก่อเกิดของอัตลักษณ์ต่างๆ ที่ให้ความหมายและบทบาทแก่ผู้คน และต้องทบทวนถึงความรู้ รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยอธิบายให้เราได้รู้ว่าควรจะรับมือกับการท้าทายจากอนาคตได้อย่างไร

สหรัฐฯ ตอบโต้กับอิรัคในฐานะที่สหรัฐฯ มีบทบาทเป็นผู้ควบคุมระเบียบเศรษฐกิจของโลก โดยมองว่าการกระทำของอิรัคเป็นการคุกคาม และยังได้แสวงหาแรงสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ เพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ สหรัฐฯ ตัดสินใจเพียงลำพังที่จะทำสงครามกับอิรัค แล้วจึงให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรับรองการตัดสินใจนั้น หลังจากนั้นมีข้อเสนอให้เยอรมนี ญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย และคูเวตร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายการทำสงครามซึ่งสหรัฐฯ ก็ได้รับการตอบสนองจากประเทศเหล่านี้

แต่บทบาทของผู้บังคับใช้กฎ ระเบียบก็มีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ภาพที่สหรัฐฯ สร้างให้ตัวเองในฐานะเป็นมหาอำนาจด้านการทหารระดับโลก เป็นจุดเด่น เป็นการผูกขาด และเป็นการกระทำฝ่ายเดียว ขณะที่สมรรถภาพการผลิตของสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ลดลง จุดนี้คือการที่ว่าสหรัฐฯ บริโภคมากกว่าที่จะจ่ายได้จากผลผลิตที่สหรัฐฯ ผลิตได้ แต่ภาวะการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะต่างชาติจำนวนมาก พร้อมจะถือเงินดอลลลาร์ (หรือถือสินทรัพย์ในรูปของดอลลาร์) จากปลายปี 1987 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเทศลูกหนี้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือต่างชาติเป็นผู้จ่ายส่วนต่างของการบริโภคเหนือการผลิตของสหรัฐฯ นั่นเอง ความเป็นเจ้า (hegemony) ของสหรัฐฯ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้กลายเป็นระบบส่งบรรณาการแก่สหรัฐฯ

วิชาเศรษฐศาสตร์

สังคมก็เผชิญการตัดสินใจมากมายเช่นเดียวกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจะผลิตอะไรดีหรือใครจะเป็นผู้ผลิต สังคมต้องการคนปลูกพืชผักเป็นอาหาร บางคนต้องทำกิจการเสื้อผ้า บางคนต้องออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อสังคมจัดสรรสมาชิกในสังคมไปสู่กิจกรรมการผลิตต่าง ๆ แล้ว (เช่นเดียวกับที่สังคมต้องจัดสรรที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักร) สังคมยังต้องจัดสรรสินค้าและบริการที่ผลิตได้นั้นด้วย โดยต้องตัดสินว่าใครจะเป็นคนได้กินปลาคาเวียร์ ใครจะเป็นคนได้กินมันฝรั่ง ใครจะได้เป็นคนขับรถ Porsche และใครจะได้นั่งรถเมล์

การจัดสรรทรัพยากรของสังคมเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่าทรัพยากรมีอยู่ อย่างจำกัด ความมีอยู่อย่างจำกัด(Scarcity) หมายถึง สังคมมีทรัพยากรน้อยกว่าที่คนในสังคมต้องการ เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมจึงไม่สามารถทำให้สมาชิกทุกคนได้รับมาตรฐานการครองชีพที่สูงที่สุด อย่างที่ทุกคนต้องการ เหมือนอย่างที่ครอบครัวไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องการได้

ไม่มีอะไรลึกลับเกี่ยวกับความหมายของ “เศรษฐกิจ” ไม่ว่าเราจะพูดถึงเศรษฐกิจของ Los Angeles ของสหรัฐอเมริกา หรือเศรษฐกิจโลก “เศรษฐกิจ” คือ กลุ่มของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในการดำเนินชีวิต เนื่องจากพฤติกรรมของเศรษฐกิจหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนซึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นเศรษฐกิจนั้น เราจึงควรเริ่มการศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วยการเรียนรู้บทบัญญัติ 4 ประการว่าด้วยกระบวนการตัดสินใจของสมาชิกแต่ละคน
“เศรษฐศาสตร์” (Economics) เป็นวิชาที่ศึกษาเพื่อตอบคำถามว่า สังคมมีแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร โดยทั่วไป สังคมส่วนใหญ่จัดสรรทรัพยากรผ่าน “ตลาด” ที่ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากครอบครัวและบริษัทหลายล้านหน่วย ไม่ใช่การจัดสรรโดยการวางแผนจากส่วนกลาง นักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้ศึกษาว่าคนในสังคมมีแบบแผนการตัดสินใจอย่างไร เช่น ศึกษาว่าแต่ละคนจะทำงานแค่ไหน จะซื้ออะไร จะออมเงินเท่าไร และจะเลือกลงทุนอย่างไร เป็นต้น นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ยังศึกษาด้วยว่าคนในสังคมมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ว่าราคาและปริมาณดุลยภาพที่ซื้อขายกันในตลาดถูกกำหนดขึ้นจาก ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร ท้ายที่สุด นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์พลังและแนวโน้มต่าง ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจในองค์รวม เช่น อัตราการเติบโตของรายได้ อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

แม้ว่าการศึกษาเศรษฐศาสตร์มีหลายด้านหลายแง่มุม แต่วิชาการเศรษฐศาสตร์ด้านต่าง ๆ ยังมีจุดร่วมกันทางความคิดหลายประการ ในส่วนต่อไป เราจะมาดูกันว่า “บัญญัติ 10 ประการของวิชาเศรษฐศาสตร์” มีอะไรบ้าง กฎต่าง ๆ เหล่านี้บอกให้เราทราบถึงภาพรวมของวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับอะไร แต่ละคนเลือกตัดสินใจกันอย่างไร

ครอบครัวต้องเผชิญการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะต้องทำงานอะไร และสมาชิกแต่ละคนจะได้ผลตอบแทนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ใครจะเป็นคนทำอาหารเย็น ใครเป็นคนซักผ้า ใครจะได้รับขนมหลังอาหารมื้อเย็นเป็นพิเศษ ใครเป็นคนเลือกว่าจะดูรายการโทรทัศน์อะไร สรุปสั้น ๆ ก็คือ ครอบครัวต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้แก่เหล่าสมาชิกในครอบครัว โดยคำนึงถึงความสามารถ ความตั้งใจ และความต้องการของสมาชิกแต่ละคน

การฟอกเงิน คืออะไร?

สาระน่ารู้ความผิดมูลฐาน
ความผิดมูลฐาน ความผิดมูลฐาน หรือความผิดที่เป็นฐานที่ทำให้เกิดรายได้นำไป สู่การฟอกเงินในกฎหมายได้กำหนดไว้ 7 ฐานความผิด คือ

(1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปราม ยาเสพติด
(2) ความผิดเกี่ยกวับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา
(3) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
(4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอก หรือฉ้อโกง หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือ กระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ใน การยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา
(6) ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา
(7) ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

ความเป็นมาของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
สืบเนื่องจากอนุสัสัญญาเวียนนา ค.ศ. 1988 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ประเทศที่ประสงค์จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1988 ต้องมีมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายภายในประเทศนั้นรองรับ

สาเหตุที่ต้องมีการฟอกเงิน
การที่เงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมายไม่สามารถอ้างอิงแหล่งที่มา

แหล่งที่มาของการฟอกเงิน
แหล่งที่มาของเงินที่ต้องการฟอกนั้นจะมีแหล่งใหญ่ ๆ ด้วยกัน 10 แหล่ง คือ

(1) เงินจากการค้ายาเสพติด
(2) เงินจากวงการเมือง
(3) เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน
(4) เงินจากวงการพนัน
(5) เงินสินบน
(6) เงินจากบริษัท
(7) เงินส่วนตัวที่ต้องปกปิด
(8) เงินจากกลุ่มเศรษฐี
(9) เงินจากรัฐ
(10) เงินนอกระบบอื่น ๆ

แหล่งสำหรับการฟอกเงิน
แหล่งสำหรับการฟอกเงินสามารถแยกออกเป็นแหล่งนอกประเทศ และในประเทศ

ประโยชน์ของเห็ด

เครื่องเทศ

เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็งด้วย และมีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี 1 บี 2สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูกและมีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัดชาวจีนยกให้้เห็ดหอมเป็็นอาหารต้้นตำรับ “อมตะ”
เห็ดหูหนู  เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานร่าง กายดี ขึ้น รว มทั้งช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงปอดและไต
เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญ เช่น เบต้ากลูแคนซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง
เห็ดกระดุม หรือ เห็ดแชมปิญองรูปร่างกลมมน คล้ายกระดุมที่มีขนาดใหญ่ ผิวเนื้อนวล มี ให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง มีบทบาทในการรักษาและป้อง กันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่ สุดโดยสารบางอย่างในเห็ด นี้จะไปช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส ทำให้เกิดการยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนใน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน  เมื่อร่างกาย ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย
เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจ ริญเติบโตเป็นช่อ ๆคล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำ และเนื้อเหนียวหนานุ่ม อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะ
เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าว ชื้น ๆ โคน มี สีขาว ส่วนหมวกมีสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ให้ วิตามินซีสูง และ มีกรดอะ มิโนสำคัญอยู่หลายชนิดหากรับประทาน เป็นประจำจะช่วยเสริม ภูมิคุ้มกันการ ติดเชื้อต่างๆ อีก ทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล
เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็ก ๆ ขึ้นติดกัน เป็นแพ รส ชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใ ส่ กับสลัด ผักก็ ได้ ถ้าชอบสุกก็ นำ ไปย่าง ผัดหรือลวกแบบ สุกี้ ถ้ากินเป็นประจำ จะช่วยรักษาโรคตับโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรัง
เห็ดโคน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้บิดแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไอ ละลายเสมหะ การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่า น้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด เช่นเชื้อไทฟอยด์

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์ว่ามีสรรพคุณทางยานั้นส่วนใหญ่ เป็นเห็ด ชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหารและหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู และ เห็ดหลินจือ อีกทั้งผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆโดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วย ยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิง วัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย และในประเทศญี่ปุ่นได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคน ถึง 2 ชนิดได้แก่ lentinan และ LEM (Lenti nula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย เห็นความอัศจรรย์ของพืชตระกูลต่ำหรือยังคะ ไม่ได้ด้อยประโยชน์เหมือนทีโดนกล่าวหาเลย

รอบรู้เรื่องเครื่องเทศ

เครื่องเทศ

เครื่องเทศ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเซีย มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาช้านาน โดยเป็นสินค้าที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ที่ก่อให้เกิดการแสวงหา และการครอบครองแหล่งผลิตเครื่องเทศ ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของเครื่องเทศ คือ ของหอมฉุน และเผ็ดร้อนที่ได้จากต้นไม้ สำหรับใช้ทำยาและปรุงอาหาร แต่ในทางสากลคำว่า “Spices” หมายถึง ส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็นชิ้น หรือบดเป็นผงซึ่งจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดกลิ่นรสเผ็ด ร้อนขึ้นในอาหารหรือเครื่องดื่มทำให้เกิดความรู้สึกน่ารับประทานและรสชาติดี ขึ้น นอกจากนี้ยังมีคำว่า Condiments ซึ่งหมายถึง เครื่องเทศที่ใช้ใส่หรือโรยอาหารที่ปรุงสุกแล้ว และ Seasonings หมายถึงเครื่องเทศที่ใช้ใส่ในอาหารขณะที่ปรุง

เครื่องเทศหลายชนิดที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งต้องมีการนำเข้าต่างประเทศ จึงเรียกกันว่า เครื่องเทศ เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า กระวานเทศ กานพลู ดอกจันทร์ พืชเครื่องเทศที่เป็นพืชพื้นบ้านได้แก่ มะแข่น มะแหล็บ ตะไคร็ ข่า กะเพรา ใบมะกรูด เป็นต้น

ปัจจุบันเครื่องเทศเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการค้า หลายชนิดสามารถเพาะปลูกได้ดีในประเทศ และสามารถส่งออก ตลอดจนทดแทนการนำเข้ามาใช้ในประเทศได้
เครื่องเทศมีกลิ่นและรสชาติเฉพาะ ตัวเนื่องจากส่วนต่างๆ ของเครื่องเทศที่เรานำมาใช้ประโยชน์มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่าง กันไป องค์ประกอบทางเคมีเหล่านี้มีสรรพคุณทางยารักษาโรค อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง เช่น สาร Vanillin ในผลวานิลา ใช้ในการแต่งกลิ่น น้ำหอม ผงซักหอก บุหรี่ ไอศครีม เค้ก คัสตาร์ด ชอคโกแลต

  • สาร Allicin ในกระเทียม ช่วยการดูดซึมอาหารที่ลำไส้ ลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด
  • สาร Piperin ผลพริกไทย สารให้รส เผ็ดร้อน ใช้เป็นยาแก้อาการชัก
  • สาร Capsaicin ในผลพริก ให้รสเผ็ดร้อนเป็นส่วนประกอบของยา เช่น ยาธาตุ ยาขับลม ยาแก้ปวดท้อง ผสมให้ขี้ผึ้งทาถูกนวดแก้อาการปวดเมื่อย
  • สาร Gingerol ในขิง มีกลิ่นฉุนรสเผ็ดนำมาใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์

พืชเครื่องเทศยังเป็นพืชที่มีน้ำหอมระเหย (Aromatic Plant) น้ำมันหอมระเหยเป็นไขมันที่มีจุดเดือดต่ำระเหยได้ที่อุณหภูมิห้อง จึงเป็นส่วนสำคัญในการนำพาสารให้กลิ่นจากเครื่องเทศไปทำให้เราได้กลิ่นหอม ของเครื่องเทศ พืชเครื่องเทศมีน้ำมันหอมระเหยมากได้แก่ ตะไคร้ กานพลู จันทน์เทศ มะกรูด พริกไทยขาว โหระพา เป็นต้น

กลิ่นและรสชาติของเครื่องเทศก่อให้เกิดอาหารที่หลากหลาย สีสันที่เร้าใจ ถนอมอาหารให้คงอยู่ได้นาน แม้ไม่ได้คุณค่าทาง โภชนาการเต็มที่เพราะเราบริโภคเครื่องเทศปริมาณน้อย แต่ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีคุณค่าทางยาซึ่งเป็นภูมิปัญญา แต่โบราณ เครื่องเทศทุกชนิดเป็นยา ซึ่งหมายถึงเครื่องเทศที่ผสมในอาหารช่วยป้องกันโรคอันเกิดจาก การรับประทานอาหารนั้นด้วย

เครื่องเทศสามารถแบ่งได้หลายชนิด แล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง

จำแนกเครื่องเทศตามแหล่งปลูก
-เครื่องเทศในเขตอบอุ่น (Temperate spices) ได้แก่ ออริกาโน เบย์ กระเทียม
-เครื่องเทศในเขตร้อน (Tropical spices) ได้แก่ อบเชย ลูกจันทร์ พริกไทย กระวาน ขิง กะเพรา ตะไคร้
จำแนกเครื่องเทศตามลักษณะการเจริญเติบโต
-ไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ (Small evergreen) ได้แก่ กานพลู จันทร์เทศ อบเชย
-ไม้เถาอายุยืน (Perennial herbaceous) ได้แก่ พริกไทย วานิลา
-ไม้หัวอายุยืน (Pernnial herbs rhizomatous) ได้แก่ ข่า ขมิ้น กระวาน
-ไม้ฤดูเดียว (Annual herbs) ได้แก่ พริก ผักชี ยี่หร่า