Tag Archive: สารสนเทศ

การแปรผันทางโมเลกุล

ดร. ความคิดเห็น Lammer ” ผลของเรา แสดงให้เห็นว่า โลก เช่นนี้ สอง ซูเปอร์ เอิร์ ธ อาจจะ จับ เทียบเท่า ระหว่าง 100 และ 1000 ครั้ง ไฮโดรเจนใน มหาสมุทร ของโลกแต่ เพียงอย่างเดียวอาจ จะสูญเสีย ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ของ มัน ไปตลอดชีวิต ของพวกเขา . ด้วย หนา ดังกล่าว บรรยากาศ ความดัน บนพื้นผิวจะมี ขนาดใหญ่ ทำให้มัน เป็นไปไม่ได้ เกือบ สำหรับชีวิต อยู่. ”

การ ค้นพบ อย่างต่อเนื่องของ ต่ำ ( โดยเฉลี่ย) ความหนาแน่นของ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ สนับสนุน ผลการศึกษา. นักวิทยาศาสตร์ จะต้อง ดูดียิ่ง ยากที่จะหา สถานที่ที่ ชีวิต อาจจะพบ การตั้งค่า ความท้าทายสำหรับ นักดาราศาสตร์ ใช้ กล้องโทรทรรศน์ ขนาดยักษ์ ที่จะ เข้ามาใช้ ใน ทศวรรษหน้า

การศึกษาได้ดำเนินการโดย นักวิจัย ในออสเตรีย FWF เครือข่ายงานวิจัย ” เส้นทางสู่ ความเอื้ออาศัย . ”

ขณะ นี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้มอง ที่ว่า โลก เหล่านี้ ในรูปแบบ และ แสดงให้เห็นว่า จำนวนของพวกเขา อาจจะ รุนแรง มากน้อยกว่า ก็คือ แม้ว่า. พวกเขาพบว่า ดาวเคราะห์ ที่รูป จาก แกน ใหญ่ น้อย จะกลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศัย เป็นพิษเป็นภัย ต่อชีวิต ในขณะที่ วัตถุ ขนาดใหญ่แทน จบ ลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศที่ หนา และอาจจะ อยู่ หมัน . นักวิจัยนำโดย ดร. เฮลมุท Lammer วิจัย อวกาศ สถาบัน ( ดับเบิลยู ) ของออสเตรีย สถาบันวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ผล ของพวกเขา ใน คำชี้แจง รายเดือน ของ สมาคมดาราศาสตร์ สังคม

ระบบ ดาวเคราะห์ รวมทั้ง ระบบสุริยะ ของเราเอง มีความคิด ที่จะสร้าง จาก ไฮโดรเจน ฮีเลียม และ ธาตุที่หนักกว่า ที่โคจรรอบ ดาว แม่ ของพวกเขา ในการที่เรียกว่า ดิสก์ ก่อกำเนิดดาวเคราะห์ . ฝุ่นละออง และ วัสดุ หิน เป็นความคิดที่ กอ ร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดก็ กลายเป็น แกน หิน ที่ ไปในที่จะ เป็น ดาวเคราะห์ . แรงโน้มถ่วง ของแกน เหล่านี้ดึงดูด ไฮโดรเจน จากดิสก์ รอบตัวพวกเขา บางส่วนที่ ถูก ปล้นไป โดยแสงอัลตราไวโอเลต ของดาราหนุ่ม ที่พวกเขา โคจร

ดร. Lammer และ ทีมงานของเขา สร้างแบบจำลอง ความสมดุลของ การจับภาพ และการกำจัดของ ไฮโดรเจน กับ แกน ของดาวเคราะห์ ระหว่าง 0.1 และ 5 เท่าของมวล ของโลก ที่ตั้งอยู่ในโซนอาศัย ของดาว อาทิตย์ เหมือน. ใน รูปแบบที่ พวกเขา พบว่า protoplanets กับ ความหนาแน่น เดียวกันของ โลก แต่ น้อยกว่า 0.5 เท่าของ มวลของมัน จะไม่ จับ ก๊าซมาก จากดิสก์

ทั้ง นี้ขึ้นอยู่กับ ดิสก์และ สมมติว่าดาราหนุ่ม มาก ความสว่าง ใน แสงอัลตราไวโอเลต กว่าดวงอาทิตย์คือวันนี้ แกน ของดาวเคราะห์ ที่มี มวล ใกล้เคียงกับ โลก สามารถจับภาพ แต่ ยังสูญเสีย ไฮโดรเจน ห่อ ของพวกเขา . แต่แกน มวล สูงสุด คล้ายกับซุปเปอร์ ดิน ‘ พบ ดาว รอบ ๆ ยึดมั่นใน เกือบทั้งหมดของ ไฮโดรเจน ของพวกเขา . ดาวเคราะห์ เหล่านี้ จบลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศ ที่ หนากว่า โลกที่เป็นบ้าน ของเรา

ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับบางส่วนของ ที่เพิ่งค้นพบ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ เช่น เคปเลอร์ – 62E และ 62f เป็น ในเขต ที่อาศัยอยู่ ไม่เพียงพอที่จะ ทำให้ พวกเขา ที่อยู่อาศัย

กำเนิดพระนาราย

นับตั้งแต่ทศกรรฐ์ถอดดวงใจแล้วก็มีความกำเริบมากขึ้น และยังเห็นว่าเหล่านักพรตมีฤทธิ์มาก ซึ่งในกาลข้างหน้า การบำเพ็ญตบะของฤาษีนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายต่อเหล่ายักษ์ได้ จึงให้นางกากนาสูรและไพร่พลยักษ์แปลงเป็นกา ไปทำลายพิธีบำเพ็ญตบะ พวกฤาษีสู้ไม่ได้ จึงไปเฝ้าท้าวทศรถ ขอให้พระราม พระลักษณ์ ไปช่วยปราบ    พระราม พระลักษณ์ ได้แผลงศรถูกนางกากนาสูรตาย สวาหุและม้ารีสลูกของนางกากนาสูร ทั้งสองจึงมาแก้แค้นแทนมารดา พระรามจึงแผลงศรถูกสวาหุตาย ส่วนม้ารีสหนีไปกรุงลงกา

ฝ่ายพระชนกหลัง จากได้ฝังผอบนางสีดาไว้โคนต้นไทรแล้วไปบำเพ็ญเพียรต่อ แต่ไม่สำเร็จญาณสมาบัติ เกิดความเบื่อหน่ายจะกลับไปครองเมืองมิถิลาตามเดิม จึงไปขุดเอาผอบนางสีดาขึ้นมาภายในมีนางอายุประมาณ สิบหกปี จึงได้พาเข้าเมือง และตั้งชื่อว่า นางสีดา

 

ส่วนเหล่าเทวดาทั้งปวงได้พากันตามเสด็จไปช่วยพระนารายณ์ ปราบเหล่ายักษ์ด้วย พระอิศวรจึงให้พรว่า หากถูกพวกยักษ์ฆ่าตาย เมื่อลมพัดถูกตัวก็ให้ฟื้นขึ้นดังเดิม เหล่าเทพยดารับพรแล้วจึงจุติมาเป็นวานรในโลกมนุษย์ แล้วพระอิศวรจึงให้ฤาษีไปบอกกับท้าวทศรถ ให้ทำพิธีขอโอรส พระฤาษีได้ทำตามคำสั่ง ท้าวทศรถจึงตั้งพิธี ปรากฎรูปอสูรทูนถาดข้าวทิพย์ กลิ่นข้าวทิพย์โชยไปถึงกรุงลงกา พระนางมณโฑต้องการเสวยข้าวทิพย์มาก ทศกรรฐ์จึงให้นางกากนาสูร มาเอาข้าวทิพย์ นางกากนาสูรแปลงเป็นอีกามาโฉบเอาข้าวไปได้ครึ่งปั้น แล้วนำไปให้นางมณโฑ ส่วนที่เหลือสามปั้นครึ่งนั้น ส่วนนางไกยเกษีกับนางเกาสุริยา ได้คนละหนึ่งปั้น นางสมุทรเทวีได้ปั้นครึ่ง

ต่อมาทุกนางได้ทรงครรภ์ นางเกาสุริยาประสูติโอรสเป็นพระราม นางไกยเกษีประสูติโอรสเป็นพระพรต นางสมุทรเทวีประสูติโอรสมาเป็นพระลักษณ์และพระสัตรุต พระนางมณโฑประสูติธิดามาเป็นนางสีดา เมื่อนางสีดาเกิดนั้นได้ร้องว่า ผลาญราพณ์ ถึงสามครั้ง ทุกคนได้ยินยกเว้นทศกรรฐ์และนางมณโฑ ทศกรรฐ์ดีใจมากที่ได้ธิดาและได้ให้พิเภกมาทำนายดวงชะตา พิเภกทำนายว่าดวงชะตานางสีดาเป็นกาลกิณี ควรจะเอาไปทิ้งน้ำ ทศกรรฐ์จึงให้เอาไปใส่ผอบทิ้งกลางทะเล แต่มีดอกบัวใหญ่ขึ้นมารองรับไว้ แล้วลอยทวนน้ำไปถึงอาศรมพระชนก ผู้ซึ่งเดิมเป็นกษัตริย์ครองเมืองมิถิลา พระฤาษีจึงนำไปเลี้ยงดู ต่อมาเห็นว่าตนออกบวชเพื่อสำเร็จญาณโลกีย์ แต่การที่มาเลี้ยงนางสีดาทำให้ไม่สำเร็จ จึงนำผอบที่ใส่นางสีดาไปฝังใต้ต้นไทรใหญ่ ให้อยู่ในอารักขาของเหล่าเทวดา ส่วนที่กรุงศรีอยุธยา วันหนึ่งพระราม พระลักษณ์ พระพรต และพระสัตรุต ลองศรกัน พระรามแกล้งยิง หลังนางค่อมกุจจี นางค่อมได้รับความอับอายและเจ็บแค้นจึงอาฆาตพระรามตั้งแต่นั้น เมื่อพระโอรสเจริญวัย ท้าวทศรถจึงให้โอรส ไปศึกษาพระเวทกับฤาษีสององค์ชื่อ ฤาษีวสิษฐ์และฤาษีสวามิตร จนเรียนศิลปศาสตร์ได้อย่างชำนาญ และเห็นว่าจากนี้เหล่ายักษ์จะต้องตายด้วยศรพระราม แต่พระรามไม่มีศรประจำตัว จึงตั้งพิธีขอศร พระอิศวรได้ประทานศรให้องค์ละสามเล่ม แต่ละเล่มมีฤทธิ์ต่างกัน สำหรับศรของพระรามคือ ศรพรหมมาสตร์ ศรอัคนิวาต และศรพลายวาต เมื่อกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา จึงลองศรให้ท้าวทศรถชมเป็นที่ชื่นชมโสมนัส ทางด้านท้าวไกยเกษ เห็นว่าตนนั้นชรามากแล้ว จึงไปขอลูกของพระนางไกยเกษีมาเลี้ยงดู หากในวันข้างหน้ามีศัตรูมารุกรานจะได้เป็นกำลังต่อสู้ได้ ท้าวทศรถจึงให้พระพรตกับพระสัตรุตไป

 

พิพิธภัณฑสถาน 8 คืออะไร

คำว่า มิวซีโอน (Mousione) นำมาใช้เรียกสถาบันที่เก็บรักษาวัตถุต่างๆ เป็นครั้งแรกตามที่ปรากฏหลักฐานเมื่อประมาณ 2,300 ปีมาแล้ว โดย ปโตเลมี ซอเตอร์ (Ptolamy Soter) นายทหารรักษาพระองค์พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ (Alexander the Great) มหาราชของอาณาจักรกรีก เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล (300 B.C.) ได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอิยิปต์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Museum of Alexandria ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งเอล็กซานเดรียนี้เป็นเสมือนมหาวิทยาลัย มีส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ห้องสมุด สถานที่จัดแสดงศิลปวัตถุ และสถานที่เก็บและจัดแสดงเครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการแสดงละครและอื่นๆไว้ให้นักปราชญ์ และนักคิดได้เข้ามาศึกษาหาความรู้

ภาษาอังกฤษ เรียก พิพิธภัณฑสถานว่า Museum มาจากคำภาษากรีกว่า Mouseione เป็นชื่อที่ใช้เรียกวิหารของกลุ่มเทพธิดาพี่น้อง ทั้ง 9 ซึ่งเรียกรวมกันว่า Muses เทพธิดามิวส์เหล่านี้เป็นพระธิดาของเทพเจ้าสูงสุดของกรีก คือ ซีอุส (Zeus) และเทพธิดาแห่งความจำชื่อ มเนมโมซีน (Mnemosyne) เทพธิดามิวส์ทั้งเก้านี้แต่ละองค์เป็นเทพธิดาแห่งโคลงฉันท์กาพย์กลอนประเภท ต่างๆ บ้างก็เป็นเทพธิดาแห่งวิชาการ เช่น ดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งนับรวมว่าเป็นเทพธิดาแห่งศิลปะและวิทยาการ มีหน้าที่ขับขานบทเพลงในพิธีบูชาเทพเจ้า และวีรบุรุษ

การที่ปโตเลมี ซอเตอร์ ใช้ชื่อวิหารของเทพธิดาแห่งศิลปะวิทยาการมาตั้งเป็นชื่อสถาบัน ที่ตั้งขึ้นเป็นที่ระลึกแด่จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวม วัตถุต่างๆ และเปิดแสดงเพื่อการศึกษา เช่นนี้คงจะด้วยต้องการให้มีความหมายว่า สถาบันแห่งนั้นเป็นที่รวมแห่งศิลปะวิทยาการนั้นเอง และพิพิธภัณฑสถานแห่งอเล็กซานเดรีย นับว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง

วรรณคดีของประเทศรัสเซีย

 

 1533-1584) ได้มีการประพันธ์หนังสือ “การจัดการครอบครัว” (Домо-строй) ขึ้นโดย ซีลเวสเตอร์ (Сильвестр) นักบวชที่มีบทบาท และอิทธิพลสูงสุดในขณะนั้น (มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของซาร์) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการครอบครัวในสังคมที่เพศชายมีอำนาจสูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมและวัฒนธรรมของรัสเซียในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี

                หลังจากที่วรรณกรรมรัสเซีย ได้อาศัยรูปแบบและแนวทางวรรณกรรมของยุโรปตะวันตกมากว่าศตวรรษแล้ว จึงได้ค้นพบรูปแบบของตนเองในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักประพันธ์ผู้ที่ได้ชื่อว่า “มหากวีเอก” ผู้เปิดยุคทองแห่งวรรณศิลป์รัสเซีย ได้แก่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น (Александр Пушкин 1799-1837) ผลงานในช่วงแรกของเขาได้แนวทางมาจาก neoclassical ของฝรั่งเศส และต่อมาได้เปลี่ยนแนวทางการประพันธ์ไปเป็นแบบ romantic ของ George Dyron และในที่สุดก็ได้ค้นพบแนวทางของตนเอง คือ classical แบบรัสเซีย ผลงานวรรณกรรมในรูปร้อยกรองเรื่องแรกของเขา ได้แก่ “รูสลาน และลูดมีล่า” (Руслан и Людмила 1818-1820) ต่อจากนั้นได้ประพันธ์วรรณกรรมไว้เป็นมรดกทางวรรณศิลป์ของรัสเซียอีกหลายเรื่อง เช่น Кавказский пленик 1820-1821, Бахчисарайский фонтан 1823, Цыганы 1823-1824, Борис годунов 1825, Евгений Онегин 1823-1831, Медный всадник 1833 นอกจากนี้ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ยังได้ประพันธ์นวนิยาย และบทละครไว้อีกหลายเรื่องก่อนที่จะเสียชีวิตจากการดวลปืนในวัย ๓๗ ปี อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ได้รับการยกย่องจากชาวรัสเซียให้เป็น “ผู้ให้กำเนิดภาษารัสเซียยุคใหม่” เนื่องจากภาษาเขียนของรัสเซียในปัจจุบันได้รับเอาแบบฉบับของภาษาที่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ใช้ในงานประพันธ์มาเป็นหลัก

                ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ได้รับการยกย่องให้เป็น “กวีเอกของรัสเซีย อีวาน ครีลอฟ (Иван Крылов) ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาของนิทานรัสเซีย” อีวาน ครีลอฟ ได้เขียนทั้งนิทานสำหรับเด็ก และนิทานเสียดสี ล้อเลียน และเปรียบเปรยสำหรับผู้ใหญ่

                หลังจากอสัญกรรมของกวีเอกรัสเซีย อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น กวีนายทหารผู้มีพรสวรรค์สูง มิคาอิล เลียรมันตอฟ (Михаил Лермонтов 1814-1841) ผู้ซึ่งอุทิศตกให้กับแนวการประพันธ์หลักการ แม้กระทั่งความตายแบบปูชกิ้น ก็ได้ประกาศตนเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของปูชกิ้นในทันที ในการนี้เขาได้ประพันธ์บทกวีสดุดีให้กับปูชกิ้น จนเป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกย้ายไปประจำการในเอเชียกลาง แถบเทือกเขาคอเคซัส และจบชีวิตลงด้วยการดวลปืน ณ ที่นั้น ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ มิคาอิล เลียรมันตอฟ คือ “Демон” และ “Герой нашего времени

วรรณกรรมที่โดดเด่นของรัสเซียในยุคต่อมาเริ่มขึ้นในรัชสมัยของคัทรีนมหา ราชินี ในยุคดังกล่าววรรณกรรมรัสเซียได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมของเยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศส เนื่องจากกระแสอารยธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในช่วงตอนต้นศตวรรษ ได้ไหลบ่าเข้าท่วมกระแสอารยธรรมรัสเซียดังเดิมในสังคมชั้นสูงจบแทบหมดสิ้น ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากนโยบายเปิดประเทศรับชาวตะวันตกของพระนางคัทรีน และพระนางก็เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด นิโคลัย โนวิกอฟ (Николай Новиков) ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสารแนวเสียดสีสังคมโดยทั่วไป ในขณะนั้น ได้วิพากษ์วิจารณ์ และเสียดสีระบบการปกครองและนโยบายของพระนางคัทรีน จนวารสารถูกสั่งปิด (ค.ศ.๑๗๗๓) และถูกจองจำ หลังจากนั้นคัทรีนมหาราชินี ยังได้สั่งเนรเทศ อาเล็กซานเดอร์ ราดีเชฟ เจ้าของบทประพันธ์ที่ตำหนิระบบการปกครองของพระนาง ที่มีนโยบายที่ดีกับต่างชาติและชนชั้นสูง โดยไม่ได้ใส่ใจกับชาวนาผู้ยากจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีชื่อเรื่องว่า “การเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงมอสโก” (Путешествия из Санкт-Петербурга в Москву) จากการกระทำดังกล่าวของพระนางได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของ ปัญญาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับระบบและการกระทำของพระนาง ก่อตั้งกลุ่มที่มีแนวความคิดที่จะปฏิวัติล้มล้างสถาบันและระบบการปกครอง นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในรัช สมัยของพระนางเจ้าคัทรีนมหาราชินี คือ นิโคลัย คารามซีน (Николай Карамзин 1766-1826) ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ ที่มากล้นไปด้วยความสามารถ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด คือ การเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของรัฐและราชวงศ์ต่างๆ ของรัสเซีย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ โดยเขาได้ใช้เวลาศึกษาและเรียบเรียงถึง ๑๒ ปี ตีพิมพ์เป็นหนังสือได้ถึง ๑๒ เล่ม คือ “ประวัติศาสตร์รัฐบาลรัสเซีย” (๑๘๑๖-๑๘๒๙) (История государства российского) แนวความคิดในการเรียบเรียงเรื่องดังกล่าว นิโคลัย คารามซีน ได้รับมาจากการได้ศึกษาผลงานของ Jean Jacques Rousseau นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส และ Samuel Richardson และ Laurence Sterne นักประพันธ์ชาวอังกฤษ นอกนั้น นิโคลัย คารามซีน ยังได้ประพันธ์วรรณกรรมที่สามารถจัดได้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกของรัสเซีย ซึ่งได้เขียนขึ้นตามแนว Sentimental อันเป็นแนวที่กำลังนิยมอยู่ในยุโรปตะวันตกในขณะนั้น คือ “จดหมายของนักเดินทางรัสเซีย” (Письма русского путешественника) และต่อมาได้ประพันธ์นวนิยาย “ล๊ซ่าผู้น่าสงสาร” (Бедная Лиза) ซึ่งได้ใช้แนวการประพันธ์แนวเดิม คือ sentimental ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ผู้ให้กำเนิดเซนทะเมนทัลลิสซึ่มในรัสเซีย”

นักประพันธ์ที่มากด้วยพรสวรรค์ของรัสเซีย ต่อจากนิโคลัย คารามซีน มีอยู่ 2 คน คือ วาสิลี จูกอฟสกี้ (Басилий Жуковский 1783-1852) และคันสตันติน บาติอูชกอฟ (Константин Батюшков 1787-1855) ทั้งคู่จัดได้ว่าเป็นกวีเรืองนามของรัสเซียในยุคนั้น บทกวีของพวกเขาโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแนว sentimental จะมีก็แต่บทกวีของ คันสตันติน บาติอูชกอฟ ในช่วงหลังๆ เท่านั้นที่เปลี่ยนแนวไปเป็น classical และ romantic ใน บางครั้ง ผลงานของทั้งสอง นอกจากจะเป็นบทกวีแล้วยังมีงานแปลวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมจนได้รับคำชมว่า “แปลได้ดีกว่าต้นฉบับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปลบทร้อยกรองจากภาษาอังกฤษ สันสกฤต เปอร์เชียน และกรีก อีกทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นราชบัณฑิต และเป็นอาจารย์สอนเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานของขุนนางในโรงเรียนของราชสำนัก

                นักประพันธ์เอกรัสเซียที่มีผลงานเป็นที่ประทับใจนักอ่านชาวรัสเซียในยุคต่อจากเลียรมันตอฟได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ซึ่งสามารถกล่าวถึงตามลำดับของผลงานที่ออกมาสู่ประชาชนได้ ดังนี้

                นิโคลัย โกกอล (Николай Гоголь 1809-1852) เป็นนักประพันธ์ผู้ร่วมแนวการประพันธ์ romantic และ realistic เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นลักษณะพิเศษของเขาที่นักประพันธ์รุ่นต่อมาหลายคนได้ยึดถือเป็นแนวทาง บทประพันธ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ได้แก่ “Миргород” 1835, “Шинель” 1842, “Ревизор” 1836, “Мёртвые души” 1842 เป็นต้น

                อีวาน กันชารอฟ (Иван Гончаров 1812-1891) ได้ประพันธ์งานแนว realistic ที่ตีแผ่สังคมรัสเซียออกมาให้เห็นในผลงานทุกเรื่องของเขาไม่ว่าจะเป็น “Обыкновенная история” 1847, “Обломов” 1859, “Обрыв” 1869 ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของชาวรัสเซียในยุคดังกล่าว

                อีวาน ตูรเกนีฟ (Иван Тургенев 1818-1883) เป็นหนึ่งใน ๓ นักประพันธ์แนว realistic ที่ยึดถือเอาทั้งแนวและแบบมาจากตะวันตก ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา คือ “Записки охотника” 1847-1852, “Рудин” 1856, “Дворянское гнездо” 1859, “Накануне” 1860, “Отцыи дети” 1862 บทประพันธ์ของ อีวาน ตูรเกนีฟ โดยส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนบทบาทของตัวละครที่มีฐานะทางสังคมต่างกัน ซึ่งผูกพันกับสังคมชั้นสูงของรัสเซียในขณะนั้น


                วลาดีมีร์ คาราเลนโก (Владимир Короленко 1853-1921) ระหว่างปี ค.ศ.๑๘๗๙-๑๘๘๖ ถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย ในข้อหาสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักปฏิวัติ ระหว่างที่ถูกเนรเทศได้ประพันธ์งานชิ้นเอกไว้ ๒ เรื่อง คือ “Сон Макара” 1883, และ “Слепой музыкант” 1886 ซึ่งเป็นงานประพันธ์แนว radical idealism หลังจากกลับมาจากการถูกเนรเทศได้ประพันธ์นิยายแนวดังกล่าวไว้อีกหลายเรื่อง

                อันโตน เชียคอฟ (Антон Чехов 1860-1904) เริ่มการเป็นนักประพันธ์ด้วยการเขียนเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในวารสาร ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่มาของรายได้หลักที่ช่วยจุนเจือครอบครัว และชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ในนามของราชาเรื่องสั้นแนวตลกในช่วงแรกที่ผลิตผลงาน และกลายเป็นเรื่องตลกที่อ่านจบแล้วไม่ตลก แต่กลับต้องสลดใจในผลงานช่วงต่อมาหลังจากที่เขาเป็นนายแพทย์ และไม่ได้เขียนเรื่องสั้นเพื่อขายอีกต่อไปแล้ว เรื่องสั้นของอันโตน เชียคอฟ มีมากกว่า ๗๐๐ เรื่อง แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ เรื่องสั้นขนาดยาว ที่เขาได้เขียนขึ้นหลังจากที่ได้เป็นนายแพทย์แล้ว ได้แก่ “Скучная история” 1889, Дузль” 1891, “Дом с мезонином” 1896, Ионыч” 1898, Дама с собачкой” 1899, Бабье царство” 1894, “Мужики” 1897, “В овраге” 1900, “Палата 6” 1892, “Человек в Футляре” 1898, นอกจากนั้น อันโตน เชียคอฟ ยังได้เขียนบทละครอีก ๔ เรื่อง คือ “Чайка” 1896, “Дядя Ваня” 1897, “Три сёсстры” 1901 “Вишнёвый сад” 1904

                มัคซีม โกรกีย์ (Максим Горький 1868-1936) เป็นนามปากกาที่นักอ่านทั่วไปรู้จัก ซึ่งชื่อจริงของเขา คือ อาเล็กเซย์ เปียชกอฟ นักประพันธ์ผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชีวิตมาแล้วหลายมหาวิทยาลัย มัคซึม โกรกีย์ เป็นนักประพันธ์คนแรกของโลกที่ให้กำเนิดนวนิยายแนว “สัจจะนิยมแบบสังคมนิยม” (socialist realism) และเป็นผู้ที่ก่อตั้งสหภาพนักประพันธ์แห่งสหภาพโซเวียต ผลงานที่สะท้อนให้เห็นแนวทางของเขาอย่างเด่นชัดที่สุด คือ “Мать” 1906-1907, “Враги” 1906, “Мещане” 1901, “На дне” 1902, “Дачники” 1904, “Варвары” 1905, “Последние” 1908 หลังจากนั้นได้ประพันธ์อัตชีวประวัติสามตอน คือ “Детство” 1913-1914, “В людях” 1915-1916, “Мои университеты” 1922 และในบั้นปลายของชีวิต  มัคซีม โกรกีย์ ได้ประพันธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่เปิดเผยการต่อสู้ทางแนวความคิดที่มีต่อสังคมของชาวรัสเซีย ในช่วงก่อนเกิดมหาปฏิวัติ “Жизнь Клима Самгина” 1925-1936

ฟีโอดาร ดัสตาเยียฟสกี (Фёдор Достоевский 1821-1881) ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และรัสเซีย ด้วยนวนิยายแนว russian realistic จิต วิเคราะห์ที่ได้พื้นฐานมาจากนวนิยายของ นิโคลัย โกกอล แต่หลักการวิเคราะห์และการเดินเรื่องของทั้งสองจะแตกต่างกันตรงที่ โกกอลวิเคราะห์ตัวละครของตนจากภายนอก แต่ตัสตาเยียฟสกี้วิเคราะห์จากภายใน ซึ่งตัวเขาเองได้ประสบมาแล้วจากชีวิตจริง ประกอบกับพรสวรรค์ทางด้านการถ่ายทอดออกมาทางตัวอักษรที่ทำให้ผู้อ่านได้มอง เห็นภาพที่ชัดเจน ทำให้นวนิยายของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง บทประพันธ์ของดัสตาเยียฟสกีที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ “Бедные люди” 1846, “Белые ночи” 1848, “Записки из Мёртвого дома” 1861-1862, “Преступление и наказание” 1866, “Идиот” 1868, “Бесы” 1871-1872, “Подросток” 1875, “Братья Карамазовы” 1879-1880

เลียฟ ตอลสตอย (Лев толстой 1828-1910) เป็นนักประพันธ์เอกรัสเซีย ที่สามารถประพันธ์นวนิยายที่ตีแผ่สถาบันต่างๆ ของรัสเซียได้อย่างเป็นทางการ และกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องแนวความคิดของตนเอง ถึงจะขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแนวทางการปฏิบัติของศาสนาในขณะนั้นก็ตาม เลียฟ ตอลสตอย เริ่มต้นการเป็นนักประพันธ์ด้วยการเขียนอัตชีวประวัติสามตอนจบ (Trilogy) ระหว่างปี ค.ศ.๑๘๕๒-๑๘๕๗ “Детство”, “Отрочество”, “Юность” ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่มีลักษณะวิเคราะห์ตนเองตามหลักธรรมชาติ จากนั้นเขาได้สมัครเป็นทหารไปรบในสงครามระหว่างรัสเซียกับกองทหารคอแซ็ค ในแถบเทือกเขาคอเคซัส ณ ที่นั้นเลียฟ ตอลสตอล ได้ประพันธ์ผลงานชิ้นต่อมาของเขา “Казаки” 1863 แล้วจึงตามด้วย “Война и мир” 1863-1869 นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ยกย่องวีรกรรมของชาวรัสเซียในสงครามปกป้อง มาตุภูมิ ให้รอดพ้นจากการรุกรานของกองทัพนโปเลียนมหาราชในปี ค.ศ.๑๘๗๓-๑๘๗๗ เลียฟ ตอลสตอย ได้ประพันธ์นวนิยายที่ตีแผ่สังคมรัสเซียในช่วงเวลาดังกล่าว “Анна Каренина” ในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เลียฟ ตอลสตอย ได้เปลี่ยนแนวการเขียนของตน เนื่องจากเขาได้ค้นพบความจริงสูงสุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และต้องการเผยแพร่แนวทางนั้น นวนิยายของเขาในช่วงนั้น ได้แก่ “Воскресение” 1889-1899, “Смерть Ивана Ильича” 1884-1886, “Крейцерова соната” 1877-1889, “Хаджи-Мурат” 1896-1904 และบทละคร “Власть тьмы” 1886, “Живой Труп” 1900

                อีวาน บูนิน (Иван Бунин 1870-1953) เป็นนักประพันธ์ที่มีวิถีชีวิตและแนวความคิดตรงกันข้ามกับระบอบสังคมนิยมในรัสเซียอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งและใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับการท่องเที่ยวรอบโลกและหาความสุขให้กับชีวิต ทำให้เขาต้องอพยพไปอยู่ฝรั่งเศสเมื่อเกิดการปฏิวัติ และยังคงเดินทางท่องเที่ยวเป็นเศรษฐีเจ้าสำราญจนวาระสุดท้ายของชีวิต อีวาน บูนิน จัดว่าเป็นนักประพันธ์รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนแรกของรัสเซีย โดยได้รับในปี ค.ศ.๑๙๓๓ จากนวนิยายเชิงอัตชีวประวัติแนว classic เรื่อง “Жизнь Арсеньева” 1927 นอกจากนี้ยังได้ประพันธ์นวนิยายแนวเดียวกันอีกหลายเรื่องเช่น “Деревня” 1910, “Суходол” 1911, “Господин из Санфранциско” 1915, “Тёмные аллеи” 1943

มิคาอิล โชลาคอฟ (Михаил Шолохов 1905-1984) นักประพันธ์ผู้มีความเป็นคอมมิวนิสต์อยู่อย่างเต็มตัว และเป็นนักประพันธ์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งของรัสเซียและของโลก เนื่องจากการทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่อย่างจริงจังของเขา ทำให้เขาได้เป็นทั้งสมาชิกพรรคฯ ผู้แทนพรรคฯ ได้รับรางวัลเลนิน รางวัลของรัฐบาลฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้อุทิศตนเพื่องานสังคมนิยม ถึงสองสมัย และได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมจากนวนิยายเรื่อง “Тихий Дон” 1928-1940 ในปี ค.ศ.๑๙๖๕ ผลงานของเขาทุกเรื่องเป็นบทประพันธ์แนวสัจนิยมแบบสังคมนิยมที่มัคซีม โกรกีย์เป็นต้นแบบ งานประพันธ์ของมิคาอิล โชลคอฟ ที่เป็นที่รู้จักของนักอ่านโดยทั่วไป คือ “Поднятая целина” 1932-1960, “Судьба человека” 1956-1957, “Донские рассказы” 1926

วาเลนติน รัสปูติน (Валентин Распутин 1937) เป็นนักประพันธ์ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในปัจจุบัน บทประพันธ์ของวาเลนติน รัสปูติน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องอิทธิพลของสังคมเมืองที่เข้ามามีบทบาทต่อชนบท ความเจริญทางด้านวัตถุที่เข้ามาทำลายวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนท้องถิ่น ในปัจจุบันเขายังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ของรัสเซีย วาเลนติน รัสปูติน ได้รับรางวัลนักประพันธ์แห่งชาติประจำปี ค.ศ.๑๙๗๗ จากบทประพันธ์เรื่อง “Прощание с Матёрой” ผลงานของวาเลนติน รัสปูติน ที่เป็นนวนิยาย (ไม่รวมเรื่องสั้น) ที่ตีพิมพ์ไปมีดังนี้ 1976 “Деньги для Марии” 1967, “Последний срок” 1970, “Живи и помни” 1974, “Век живи-век люби” 1982, “Пожор” 1985

                วลาดีมีร มายาโคฟสกี (Владимир Маяковский 1893-1930) เป็นกวีแนว futurism ที่มีบทบาทสูงสุดภายหลังการปฏิวัติ บทกวีของเขาล้วนแล้วมีเนื้อหาที่ต่อต้านระบบทุนนิยม และหนุนการปฏิบัติของชนชั้นกรรมมาชีพ “Облако в штанах” 1915, “Флейта-позвоночник” 1916, “Мистерия-буфф” 1918, “Люблю” 1922, “Про это” 1923, “Хорошо” 1927, “Владимир Ильич Ленин” 1924

                บารีส ปาสเตอร์นาค (Барис пастернак 1890-1960) เริ่มต้นการเป็นนักประพันธ์ด้วยการแปลนวนิยายของ Shakespeare และ Goethe และหลังจากนั้นได้ประพันธ์บทกวี Iyric Сестра моя жизнь” 1922, “Девятьсот птый год” 1925-1926, “Лейтенант Шмидт” 1926 และในปี ค.ศ.๑๘๕๕ ได้ประพันธ์นวนิยาย “Доктор Живаго” และถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ในรัสเซีย จึงได้ส่งไปตีพิมพ์ที่อิตาลี และอังกฤษตามลำดับ ในปี ค.ศ.๑๘๕๘ ได้รับรางวัลโนเบลแต่ถูกรัฐบาลบีบบังคับให้ปฏิเสธรางวัลดังกล่าว


 

 

เงินเฟ้อกับอุตสหกรรม

 

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โครงสร้างการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมถูกปรับเปลี่ยน จากที่เคยเป็นการผลิตขนาดใหญ่ภายใต้โรงงานเดียวกัน ในระบบสายพานแบบที่เรียกว่าระบบฟอร์ด หรือ ฟอร์ดดิส มาเป็นระบบหลังฟอร์ดดิสที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ระบบการผลิตภายใต้โรงงานขนาดใหญ่ที่รวมขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันภายใต้โรงงานเดียว และใช้คนงานกึ่งฝีมือเพื่อผลิตสินค้ามาตรฐานกลายเป็นรูปแบบการจัดองค์กรการ ผลิตที่ล้าสมัย รูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นทดแทนคือระบบการผลิตที่มีทั้งการผลิตที่ศูนย์กลางและ การผลิต ณ ประเทศรอบนอก การผลิตที่ศูนย์กลางเน้นไปที่เรื่องการเงิน การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีและนวตกรรม ใช้คนงานประจำจำนวนไม่มาก การผลิตที่ประเทศรอบนอกเน้นเรื่องการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ อาจใช้ระบบเหมาช่วงงานหรือการจัดซื้อจากบริษัทท้องถิ่น ใช้คนงานชั่วคราว หรือคนทำงานแบบไม่เต็มเวลา การปรับโครงสร้างการผลิตประเภทที่มีทั้งศูนย์กลางและการผลิต ณ ประเทศรอบนอก ทำให้ได้ประโยชน์จากการใช้คนงาน แบ่งแยกออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น แบ่งแยกตามลักษณะ ชนชาติ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือแบ่งแยกตามภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผล ลดอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงาน และเพิ่มพลังอำนาจของฝ่ายทุนในกระบวนการผลิต นอกจากนั้นยังหมายความว่าธุรกิจถูกควบคุมโดยรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง ได้ยากขึ้น (เพราะมีการแพร่กระจายกระบวนการผลิตขั้นตอนต่าง ๆ ของสินค้าประเภทเดียวกันไปยังแหล่งผลิตในหลายประเทศ)

ภาวะเงินเฟ้อ ถ้าเกิดขึ้นอ่อน ๆ มีผลกระตุ้นความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลดีกับทั้งนักธุรกิจและสหภาพแรงงาน มาบัดนี้นักธุรกิจมองว่าภาวะเงินเฟ้อที่สูงประกอบกับอัตรากำไรที่ลดลง เป็นตัวปิดกั้นการลงทุน นักธุรกิจกล่าวหาสหภาพแรงงานว่าเป็นตัวเพิ่มค่าจ้าง และกล่าวหารัฐบาลที่ใช้จ่ายในอัตราที่สูงทำให้ต้องกู้ยืมและเพิ่มภาษีเวียน วนเป็นวัฏฏจักร รัฐบาลถูกกรอกหูว่า เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่านักธุรกิจมีความมั่นใจที่จะลงทุนเพียงไร ความมั่นใจของนักธุรกิจนี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสหภาพแรงงานและบริหารการเงินการคลังให้ อยู่ในวินัยได้เพียงใด หากรัฐบาลจะไม่สำเหนียกนักธุรกิจ จะต้องเผชิญกับการลงทุนที่หดหาย และการหนีออกของเงินลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญของนักธุรกิจ ไม่มีรัฐบาลใดอาจจะละเลยไม่ให้ความสนใจประเด็นนี้ได้ เนื่องจากถ้าละเลยผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมที่ตามมาจะร้ายแรงทีเดียว

อำนาจของมนุษย์

เศรษฐศาสตร์

 

สิ่งที่เสนอเป็นการท้าทายระบบการเมืองของประเทศร่ำรวยอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเป็นไปไม่ได้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จอร์จ บุช เคยกล่าวว่า ‘เราไม่อาจยอมให้ใครมาปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของเราได้’ (‘Our lifestyle is not open to negotiation’) คำกล่าวนั้น ชี้ให้เห็นความเป็นจริงทางการเมือง ซึ่งเป็นมุมมองระยะสั้นของนักการเมืองระดับนำของโลกทางการ

เมื่อหันมาวิเคราะห์โลกที่สองคือโลกใต้ดิน ข้อพิจารณาเรื่องโลกแห่งสรรพสิ่งมีชีวิต มิได้อยู่ในความใส่ใจของโลกนี้เลย โลกใต้ดินไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระยะยาว มันเป็นโลกที่สนใจแต่เรื่องการหาเงินและอำนาจการเมืองระยะสั้นเท่านั้น โลกใต้ดินสนับสนุนโครงสร้างอำนาจและสภาพปัจจุบันของโลกทางการ มันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพยายามจะปรับปรุงโลกของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งผู้คนมักมองข้าม

 

ขบวนการโลกาภิวัตน์ขัดแย้งในตัวเอง โลกาภิวัตน์ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันระดับโลก และคู่ของการแข่งขันก็คืออุปสงค์ของผู้บริโภค แบบจำลองอุปสงค์ที่ใช้กันอยู่ได้มาจากการบริโภคของสังคมฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นตัวผลักดันรูปแบบการผลิต ที่ตามมาด้วยมลภาวะและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนร่อยหรอไปเรื่อย ๆ แหล่งมลภาวะเริ่มที่ประเทศร่ำรวย เมื่อประเทศเหล่านี้แก้ปัญหามลภาวะได้มลภาวะก็จะย้ายไปเกิดที่ประเทศจนกว่า ที่เอาอย่างพฤติกรรมที่ประเทศร่ำรวยได้เลิกไปแล้ว เทคโนโลยีใหม่ ๆ บางชนิดอาจสร้างมลภาวะน้อยลง และใช้ทรัพยากรธรรมชาติประหยัดขึ้น ทำให้มีหนทางหากำไรจากการทำให้ระบบนิเวศปลอดมลภาวะ แต่ถ้าขบวนการ โลกาภิวัตน์ยังคงก้าวต่อไปเฉกเช่นปัจจุบัน วิกฤตธรรมชาติที่จะส่งผลลบต่อมนุษยชาติต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

นัยยะที่ได้จากความขัดแย้งที่กล่าวมาคือ
(1) สังคมร่ำรวยต้องเปลี่ยนแบบแผนการบริโภค และการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความอยู่รอดของโลกสิ่งมีชีวิต
(2) แบบแผนที่เปลี่ยน ไปนี้ต้องเป็นแม่แบบทางเลือกให้ประเทศอื่น ๆ ที่จนกว่าและ
(3) ประเทศร่ำรวยที่ได้จัดการกับสังคมเศรษฐกิจของตนเองตามแนวทางเลือกใหม่ได้ แล้ว จะต้องช่วยประเทศที่จนกว่าปรับเปลี่ยนไปในแนวทางใหม่นี้ด้วย

การอยู่ร่วมกันในสังคม

สังคม

ในอดีตการดูแลคุ้มครองสมาชิกของสังคมเป็นบทบาทหน้าที่ของสถาบัน ครอบครัว ครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่สำคัญต่อการสร้างระบบความมั่นคงของมนุษย์และ สังคม ระบบการดูแลสมาชิกในครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐฐานะของครอบครัวนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าครอบครัวใดไม่สามารถทำหน้าที่เบื้องต้นได้ ระบบสนับสนุนทางสังคม รองลงมาคือ ระบบเครือญาติ ระบบเพื่อนบ้าน ระบบชุมชนก็จะทำหน้าที่ให้การดูแล สงเคราะห์แบบชั่วคราว ในขณะที่องค์กรภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบก็ต่อเมื่อระบบสนับสนุนทาง สังคมที่ใกล้ตัวของบุคคลนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้

หน้าที่สำคัญของรัฐอีกประการหนึ่งคือ การดูแลรับผิดชอบให้ประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับบริการสังคมขั้นพื้นฐาน หรือบริการสวัสดิการสังคมจากรัฐ ฉะนั้นสิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ (Civil Right) ก็ควรจะได้รับบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของรัฐ รัฐในฐานะผู้ปกครองที่มีอำนาจซึ่งมีหน้าที่โดยชอบธรรมที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้กับประชาชน ในอดีตรัฐกับประชาชนได้สร้างพันธะสัญญาร่วมกันที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม” อำนาจของรัฐจึงเป็นอำนาจที่ชอบธรรม รัฐบาลจึงมีหน้าที่หลักโดยมีนโยบายการดูแลทุกข์และสุขของประชาชนให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพของตน ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีความศรัทธาเชื่อถือต่ออำนาจรัฐว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อ การจัดบริการสวัสดิการสังคมได้เป็นอย่างดี
การจัดบริการสวัสดิการสังคมในอนาคตจึงได้รับการวิพากษ์ให้มีการ ทบทวนบทบาทของรัฐ ประเภทและลักษณะบริการสวัสดิการสังคมที่เป็นอยู่อาจไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง สังคมไทยก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากภาวะวิกฤตด้านเศรษฐกิจในกลางปี 2540 เป็นต้นมา รัฐไม่สามารถที่จะจัดบริการในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) อีกต่อไป การจัดสวัสดิการสังคมในปัจจุบันและอนาคตได้พยายามปรับตัวใหม่ในลักษณะของ สวัสดิงาน (Workfare) แทน ขณะเดียวกันรัฐก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการจัดวางระบบเครือข่ายความปลอดภัยทาง สังคม (Social Safety Net) ที่ครอบคลุมคนทุกคนในสังคม เพื่อเป็นมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานสูงในอนาคตเช่นกัน การจัดบริการสวัสดิการสังคมเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมแบบสงเคราะห์ เฉพาะหน้าเริ่มถูกจำกัดวงให้เล็กลง

รัฐได้พยายามผลักดันระบบ สวัสดิการสังคมในรูปของโครงการหลักประกัน แทนควบคู่กับการกระจายอำนาจลงมาภาคท้องถิ่นและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน การจัดบริการสวัสดิการสังคมมากขึ้น การจัดระบบสวัสดิการสังคมจึงไม่ใช่บทบาทของรัฐเช่นที่ผ่านมา ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้มีการเคลื่อนไหว รวมกลุ่มและเรียกร้องผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการสังคมที่มีรูปแบบหลากหลาย โดยเริ่มจากความพร้อมของกลุ่มเล็กๆ ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของการสร้างระบบความมั่นคงทางสังคมให้กับกลุ่ม ของตนเองในลักษณะของกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่อาศัยจากการระดมทุนตามศักยภาพของคนในชุมชนเป็นหลัก รูปแบบการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่น คำนึงถึงปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนเป็นหลัก กระแสการเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการสังคมไทย จึงขึ้นอยู่กับประชาคมต่างๆ มากกว่าการปล่อยให้รัฐทำหน้าที่ดูแลด้านสวัสดิการสังคมอีกต่อไป
ดังจะเห็นได้จากนโยบายของรัฐในรูปของกฎหมายและพระราชบัญญัติ สวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศ งานสวัสดิการสังคมจึงขึ้นอยู่กับระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และระบบสังคมวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามการจัดบริการสวัสดิการสวัสดิการสังคมซึ่งอยู่บนพื้นฐานความ เชื่อที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่า ควรปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดระบบบริการสวัสดิการสังคม รัฐจะปล่อยให้ประชาชนรับผิดชอบดูแลสวัสดิการของตัวเอง รัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลจัดสวัสดิการเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตน เองได้ โดยรัฐได้สร้างเครื่องมือทดสอบความจำเป็น (Means – Test) ขึ้นมา รัฐจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการกระจายบริการสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ขณะที่กลุ่มประเทศสังคมนิยมส่วนหนึ่งเชื่อว่า รัฐควรมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากร บริการสวัสดิการสังคมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม รัฐในฐานะผู้ปกครองจะไม่ปล่อยให้บริการสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องของปัจเจก บุคคล บริการของรัฐในลักษณะนี้คำนึงถึงความเสมอภาคของคนทุกคนในสังคมที่พึงได้รับ บริการจากรัฐ เป็นต้น จากความเชื่อดังกล่าวจึงส่งผลให้งานสวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ทำให้กลุ่มประเทศสังคมนิยม ส่วนหนึ่งล่มสลายไป สังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย งานสวัสดิการสังคมที่ปรากฏในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ส่วนหนึ่งได้ประสบปัญหาร่วมกันที่สำคัญคือ รัฐไม่สามารถแบกรับภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างคาดการณ์ไม่ได้ กับบริการสวัสดิการสังคมต่างๆ ได้ โปรแกรมการจัดบริการในลักษณะการสงเคราะห์ประชาชน (Public Assistance) ไม่สามารถตอบสนองปัญหาและความต้องการที่แท้จริงให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทาง สังคมได้โดยเฉพาะการพัฒนาให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีข้อโต้แย้งของผู้บริหารประเทศส่วนหนึ่งที่เชื่อว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเป็นกลุ่มคนขี้เกียจ ไม่ทำงานรอแต่รับบริการจากรัฐ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงาน เสียภาษีให้รัฐ แต่รัฐต้องนำภาษีส่วนหนึ่งมาจัดให้กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมักจะพึ่งพาบริการของรัฐในระยะยาว รัฐจะมีภาระความรับผิดชอบกับประชาชนกลุ่มนี้โดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุค 1990 เป็นต้นมาได้ตัดทอนโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาการเลี้ยง ดูเด็ก (The Aid to Families with Dependent Children) หรือเรียกโดยย่อว่า AFDC โปรแกรมนี้ได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโปรแกรมบริการใหม่ที่เน้นการช่วยเหลือที่มุ่งให้กลุ่มผู้ด้อย โอกาสทางสังคมได้มีงานทำและช่วยเหลือตนเองมากขึ้น แทนการเป็นผู้รอรับบริการจากรัฐ

ระบบองค์กรณ์ต่างๆ

สาระน่ารู้จากความหมายของระบบดังกล่าวมาแล้ว สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ระบบประกอบด้วยองค์ประกอบ
2. องค์ประกอบต้องสัมพันธ์กัน ทำงานร่วมกัน เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน
3. ระบบต้องมีจุดมุ่งหมาย
4. ระบบจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม และแยกออกจากสภาพแวดล้อมโดยขอบเขตบางอย่าง
5. ระบบจะมีข้อมูลนำเข้า และมีผลลัพธ์

องค์ประกอบ (Component) องค์ประกอบของระบบ คือส่วนย่อยต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นระบบ องค์ประกอบที่สัมพันธ์กันหมายความว่า หน้าที่ขององค์ประกอบหนึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของอีกองค์ประกอบอื่น

ระบบ (System)

ทุกระบบจะมีเส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอกระบบ เส้นแบ่งนี้เรียกว่าขอบเขต (Boundary) สิ่งที่อยู่นอกระบบคือ สภาพแวดล้อม (Environment) ระบบจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ภายในระบบจะมีระบบย่อย (Sub-system) ซึ่งทำหน้าที่ ในการควบคุมการปฏิบัติงานของระบบให้เป็นไปตามที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้

ประเภทของระบบ

ระบบสามารถแบ่งตามลักษณะต่าง ๆ ได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. ระบบเชิงกายภาพ (Physical System)
    หมายถึงระบบที่ทำงานโดยใช้ทรัพยากร เชิงกายภาพ เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร บุคลากร ระบบเชิงกายภาพเป็นระบบที่สามารถมองเห็นได้ เช่น ระบบการผลิตรถยนต์
  2. ระบบเชิงแนวคิด (Conceptual System)
    หมายถึงระบบซึ่งเกี่ยวกับหลักการ หรือทฤษฎี อยู่ในรูปแบบของคำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ
  3. ระบบเปิด (Open System)
    หมายถึงระบบที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ระบบนี้จะมีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ระบบการผลิตสินค้า จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ
  4. ระบบปิด (Closed System)
    หมายถึงระบบที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อม ระบบลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะการทดลองในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

องค์กรธุรกิจในทัศนะของระบบ

จากความหมายและลักษณะของระบบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว องค์กรทางธุรกิจ ก็สามารถมองเป็นระบบได้ ทั้งนี้เพราะมีองค์ประกอบพื้นฐานของระบบอย่างสมบูรณ์ นั่นคือมีส่วนนำเข้า เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร เงินทุน มีส่วนที่เป็นผลลัพธ์ เช่น กำไร ผลิตผลที่ได้จากการผลิต การตลาด องค์กรทางธุรกิจจะประกอบด้วยระบบย่อยที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

สารสนเทศและระบบสารสนเทศ

  • ข้อมูล (Data) คือ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งนอก หรือ ในองค์กร
  • สารสนเทศ (Information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดิบให้อยู่ในรูปที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

คุณภาพของสารสนเทศ

Martin (1994) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของสารสนเทศที่มีคุณภาพไว้ดังนี้

  1. ตรงตามความต้องการ (Relevancy) สารสนเทศสามารถตอบคำถามในลักษณะที่เจาะจงได้
  2. ความตรงต่อเวลา (Timeline) สารสนเทศที่ผลิตออกมานั้น จะผลิตออกมาทันกับความต้องการของผู้ใช้
  3. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศจะต้องไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และมีข้อผิดพลาด ลักษณะที่บ่งบอกถึงความเที่ยวตรงได้แก่
    ความสมบูรณ์ (Completeness)
    ความถูกต้อง (Correctness)
    ความปลอดภัย (Security)
  4. ประหยัด (Economy) ในการผลิตสารสนเทศจะต้องใช้ทรัพยากรที่ไม่แพงนัก
  5. มีประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง ศักยภาพในการพัฒนาสารสนเทศต่อหนึ่งหน่วยของทรัพยากรที่ใช้

ระบบสารสนเทศ (Information System)

เป็นเซตขององค์ประกอบ ที่สัมพันธ์กัน ซึ่งรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บและเผยแพร่สารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร โครงสร้างของระบบสารสนเทศจะประกอบด้วย 4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. ข้อมูลนำเข้า คือข้อมูลที่จำเป็น เพื่อนำเข้าสู่ระบบ
2. การประมวลผล คือการเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย ซึ่งอาจได้แก่การคำนวณ การสรุป การจัดหมวดหมู่ของข้อมูล การประมวลผลประกอบด้วย องค์ประกอบย่อยดังนี้

  1. บุคลากร
  2. กระบวนการ
  3. ฮาร์ดแวร์
  4. ซอฟต์แวร์
  5. แฟ้มข้อมูล

สารสนเทศ คือผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นส่วนที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของการประมวลผล เพื่อให้การประมวลผลนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ประเภทของสารสนเทศที่ใช้ในองค์กร

  1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System : TPS) ระบบนี้เป็นพื้นฐานของระบบธุรกิจ เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารระดับปฏิบัติการ ระบบจะใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกรายการประจำวันในการทำธุรกิจ เช่น ระบบการสั่งซื้อ ระบบการจองห้องพัก ระบบเงินเดือนและค่าจ้าง
  2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System : MIS) ระบบที่ผลิตสารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการเพื่อใช้ในการบริหารงานให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS) เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารเป็นไปอย่างสะดวก และผิดพลาดน้อยที่สุด ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ดี มีลักษณะดังนี้
    - ระบบต้องใช้ช่วยผู้บริหารในกระบวนการตัดสินใจ
    - สามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้ทุกระดับ
    - มีความสามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อช่วยผู้ตัดสินใจ
    - สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลขององค์กรได้
    - เป็นระบบที่ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ ใช้งานง่าย และสะดวก
  4. ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Support System : ESS) เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์กร ติดตามกิจกรรมของคู่แข่ง ชี้ให้เห็นปัญหา มองหาโอกาส และคาดคะเนแนวโน้ม ต่าง ๆ ในอนาคต
  5. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES) ระบบที่ทำหน้าที่วิเคราะห์หาคำตอบจากข้อมูลที่ป้อนเข้าไปแบบโต้ตอบ ระบบประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
    - ส่วนฐานความรู้
    - ส่วนควบคุมการวิเคราะห์ข้อมูล
    - ส่วนติดต่อกับผู้ใช้
    - ระดับการบริหารงานในองค์กรและการใช้สารสนเทศ มี 3 ระดับ คือ
    1. การบริหารงานของผู้บริหารระดับกลยุทธ์ (Strategic Management)
    เกี่ยว ข้องกับการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และทิศทางขององค์กรว่าจะมุ่งไปทางไหน ผู้บริหารกลุ่มนี้ได้แก่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ2. การบริหารของผู้บริหารระดับยุทธวิธี (Tactic Management)
    เกี่ยว ข้องกับการวางแผนและควบคุมการดำเนินการขององค์กรให้เป็นไปตามกลยุทธ์ที่ผู้ บริหารระดับสูงกำหนดไว้แล้ว ผู้บริหารกลุ่มนี้ได้แก่ ผู้จัดการ หัวหน้าฝ่าย และผู้อำนวยการ เป็นต้น

    3. การบริหารของผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operation Management)
    ผู้ บริหารระดับปฏิบัติการ ทำหน้าที่หลักในการควบคุมการดำเนินการขององค์กรให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่ ได้กำหนดไว้แล้ว เช่น การจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดส่งสินค้า เป็นต้น