Tag Archive: สหประชาชาติ

การแปรผันทางโมเลกุล

ดร. ความคิดเห็น Lammer ” ผลของเรา แสดงให้เห็นว่า โลก เช่นนี้ สอง ซูเปอร์ เอิร์ ธ อาจจะ จับ เทียบเท่า ระหว่าง 100 และ 1000 ครั้ง ไฮโดรเจนใน มหาสมุทร ของโลกแต่ เพียงอย่างเดียวอาจ จะสูญเสีย ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ของ มัน ไปตลอดชีวิต ของพวกเขา . ด้วย หนา ดังกล่าว บรรยากาศ ความดัน บนพื้นผิวจะมี ขนาดใหญ่ ทำให้มัน เป็นไปไม่ได้ เกือบ สำหรับชีวิต อยู่. ”

การ ค้นพบ อย่างต่อเนื่องของ ต่ำ ( โดยเฉลี่ย) ความหนาแน่นของ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ สนับสนุน ผลการศึกษา. นักวิทยาศาสตร์ จะต้อง ดูดียิ่ง ยากที่จะหา สถานที่ที่ ชีวิต อาจจะพบ การตั้งค่า ความท้าทายสำหรับ นักดาราศาสตร์ ใช้ กล้องโทรทรรศน์ ขนาดยักษ์ ที่จะ เข้ามาใช้ ใน ทศวรรษหน้า

การศึกษาได้ดำเนินการโดย นักวิจัย ในออสเตรีย FWF เครือข่ายงานวิจัย ” เส้นทางสู่ ความเอื้ออาศัย . ”

ขณะ นี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้มอง ที่ว่า โลก เหล่านี้ ในรูปแบบ และ แสดงให้เห็นว่า จำนวนของพวกเขา อาจจะ รุนแรง มากน้อยกว่า ก็คือ แม้ว่า. พวกเขาพบว่า ดาวเคราะห์ ที่รูป จาก แกน ใหญ่ น้อย จะกลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศัย เป็นพิษเป็นภัย ต่อชีวิต ในขณะที่ วัตถุ ขนาดใหญ่แทน จบ ลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศที่ หนา และอาจจะ อยู่ หมัน . นักวิจัยนำโดย ดร. เฮลมุท Lammer วิจัย อวกาศ สถาบัน ( ดับเบิลยู ) ของออสเตรีย สถาบันวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ผล ของพวกเขา ใน คำชี้แจง รายเดือน ของ สมาคมดาราศาสตร์ สังคม

ระบบ ดาวเคราะห์ รวมทั้ง ระบบสุริยะ ของเราเอง มีความคิด ที่จะสร้าง จาก ไฮโดรเจน ฮีเลียม และ ธาตุที่หนักกว่า ที่โคจรรอบ ดาว แม่ ของพวกเขา ในการที่เรียกว่า ดิสก์ ก่อกำเนิดดาวเคราะห์ . ฝุ่นละออง และ วัสดุ หิน เป็นความคิดที่ กอ ร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดก็ กลายเป็น แกน หิน ที่ ไปในที่จะ เป็น ดาวเคราะห์ . แรงโน้มถ่วง ของแกน เหล่านี้ดึงดูด ไฮโดรเจน จากดิสก์ รอบตัวพวกเขา บางส่วนที่ ถูก ปล้นไป โดยแสงอัลตราไวโอเลต ของดาราหนุ่ม ที่พวกเขา โคจร

ดร. Lammer และ ทีมงานของเขา สร้างแบบจำลอง ความสมดุลของ การจับภาพ และการกำจัดของ ไฮโดรเจน กับ แกน ของดาวเคราะห์ ระหว่าง 0.1 และ 5 เท่าของมวล ของโลก ที่ตั้งอยู่ในโซนอาศัย ของดาว อาทิตย์ เหมือน. ใน รูปแบบที่ พวกเขา พบว่า protoplanets กับ ความหนาแน่น เดียวกันของ โลก แต่ น้อยกว่า 0.5 เท่าของ มวลของมัน จะไม่ จับ ก๊าซมาก จากดิสก์

ทั้ง นี้ขึ้นอยู่กับ ดิสก์และ สมมติว่าดาราหนุ่ม มาก ความสว่าง ใน แสงอัลตราไวโอเลต กว่าดวงอาทิตย์คือวันนี้ แกน ของดาวเคราะห์ ที่มี มวล ใกล้เคียงกับ โลก สามารถจับภาพ แต่ ยังสูญเสีย ไฮโดรเจน ห่อ ของพวกเขา . แต่แกน มวล สูงสุด คล้ายกับซุปเปอร์ ดิน ‘ พบ ดาว รอบ ๆ ยึดมั่นใน เกือบทั้งหมดของ ไฮโดรเจน ของพวกเขา . ดาวเคราะห์ เหล่านี้ จบลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศ ที่ หนากว่า โลกที่เป็นบ้าน ของเรา

ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับบางส่วนของ ที่เพิ่งค้นพบ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ เช่น เคปเลอร์ – 62E และ 62f เป็น ในเขต ที่อาศัยอยู่ ไม่เพียงพอที่จะ ทำให้ พวกเขา ที่อยู่อาศัย

การเมืองระหว่างประเทศ

การเมือง

ความสำเร็จของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศมิใช่อยู่ที่ว่าได้นำเอา เรื่องเศรษฐกิจเข้ามาวิเคราะห์ แต่อยู่ที่การเปิดให้มีการเสาะแสวงหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประวัติ ศาสตร์อย่างวิเคราะห์วิจารณ์ จุดเน้นเรื่องประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเพียงปรากฎการณ์สำคัญที่จะนำไปสู่การ สร้างความรู้ใหม่เกี่ยวกับระเบียบโลก ความพยายามดังกล่าวนำเอาสิ่ง ใหม่ ๆ เข้ามาประกอบมิใช่แต่เรื่องเศรษฐกิจแบบแคบ ๆ ตัวอย่างเช่นส่งเสริมให้มีการนำเอามิติความแตกต่างของหญิงชายเข้ามา วิเคราะห์ประเด็นเรื่องอำนาจ และนัยยะต่อพฤติกรรมมนุษย์ในโลกของสิ่งมีชีวิต นอกจากนั้นยังมีการขยายแนวคิดเรื่องความมั่นคงให้รวมมิติความแตกต่างหญิงชาย และโลกของสิ่งมีชีวิต

กล่าวโดยทั่วไป เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เสนอวิธีการมองจากแง่มุมโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ ต้องวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์เลือกไม่ได้แต่ก็มีผลในการสร้างประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ดังที่มารกซ์เขียนไว้ โครงสร้างทางประวัติศาสตร์นี้ ถูกหล่อหลอมจากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบส่วนย่อยของสังคมเศรษฐศาสตร์การเมือง ระหว่างประเทศ ยังได้นำการวิพากษ์ตนเอง การทบทวนสภาพของตนเอง การตระหนักถึงว่า แห่งที่จุดยืนของเรา ณ ช่วงเวลาและสถานที่หนึ่ง ๆ และโครงสร้างของ สังคมเป็นปัจจัยกำหนดความเข้าใจประวัติศาสตร์ของเรา การปฏิวัติวิธีคิดดังที่กล่าวมา ทำให้เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเดิม ๆ ล้าสมัยหรือใช้ไม่ได้ เป็นการปูทางสู่ความรู้ที่รอบด้านเกี่ยวกับกระบวนการของระเบียบโลกที่เป็น องค์รวมมากขึ้นกว่าเดิม

เศรษฐศาสตร์การ เมืองระหว่างประเทศได้รับความสนใจ เพราะให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า เศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจ แต่ประเด็นนี้มิได้มีความหมายแต่กับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศหนุนนำให้มีการเปลี่ยนแนวความคิดเรื่อง ระบบโลก โดยให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องกรอบหรือโครงสร้างมิติประวัติศาสตร์ ที่พฤติกรรมมนุษย์เกิดขึ้น และให้ความสำคัญกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าภายใต้ กรอบดังกล่าว แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากการเมืองว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมมติฐานเรื่องธรรมชาติของระบบรัฐที่คงที่ และมีสมมติฐานเรื่องเศรษฐกิจที่มีลักษณะคงที่มิใช่เป็นกระบวนการ วิธีการคิดแบบเก่าเคยมีประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาภายใต้สภาวะสถิต แต่มีประโยชน์น้อยในการช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ทำไมผู้คนจึงจะเข้าใจสภาพของตนเองและปัญหาที่ตนประสบภายใต้ภาวะที่โลก เปลี่ยนเร็ว? การก่อตัวขึ้นของอัตลักษณ์ที่หลากหลาย เป็นตัวชี้ถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาแล้วนั้น

การเสาะหารูปแบบความรู้เป็นองค์รวมที่มีความครอบคลุมก้าวไปไกล เกินขอบเขตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ โดยท้าทายวิชาอื่น ๆ ด้วย การวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นรากฐานของอำนาจทางการเมืองและต้นเหตุของความขัดแย้ง ทำให้มองเห็นว่าการแยกการเมืองเปรียบเทียบออกจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แน่นอนเราไม่อาจศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างและบางท่านรู้เรื่องการเมืองเปรียบเทียบดีกว่ากิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการทูตและการเจรจาหลายฝ่าย ถ้าจะเข้าใจระเบียบโลกหรือพัฒนาการของเขตภูมิภาคแล้ว ก็จำเป็นจะต้องผนวกความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอำนาจภายในสังคม และความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ทางสังคมที่ว่ามานั้น นอกจากนั้นยังจำเป็นต้องข้ามพ้นการผูกติดอยู่กับกรอบของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง นั่นคือต้องนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ อีกนัยหนึ่ง สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั้งหมดเข้ามาประกอบกัน

ทางสายกลางในสังคมไทย

 ประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางการเมืองสูงประชาชนมักจะมีปฎิสัมพันธ์หรือมี ส่วนร่วมทางการเมืองในทุกขั้นตอนทั้งโดยตรงเช่นการลงประชามติและทางอ้อม  ท้ายที่สุดกระบวนการยกร่างกฏหมายที่สำคัญเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดการ การมีส่วนร่วมของประชาชนเสียมิได้   เพราะเป็นกระบวนการบรรดาลให้ความยุติธรรมบังเกิดขึ้น  คนเมื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์  เป็นเลิศที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย  แต่ว่าหากเขาถูกแยกออกจากกฎหมายและความยุติธรรม  เขาจะกลายเป็นสัตว์ที่เลวที่สุดบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  สิ่งที่ประเสริฐในบรรยากาศการเมืองคือความยุติธรรมประกอบขึ้นในลักษณะส่งเสริมประโยชน์ร่วมกัน (Aristotle)  ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความเท่าเทียมกัน ได้รับสิ่งที่กำหนดในแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันอริสโตเติลเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและอยุติธรรม  หากคนสองกลุ่มหรือพรรคการเมืองสองพรรคมีความเท่าเทียมกันเพียงประการเดียว  แต่ได้รับสิ่งที่กำหนดอันเงื่อนไขในเรื่องการจดทะเบียนพรรค การยุบพรรค หรือแม้แต่ประเด็นห้ามอดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย111 คนเป็นที่ปรึกษาพรรคหรือแม้แต่ปราศรัยซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ขณะนี้ไม่เท่ากัน  ความยุติธรรมคือศูนย์รวมทั้งคุณธรรมและความรู้ (สุขุม  นวลสกุล) หากจุดถ่วงดุลระหว่างความรู้และคุณธรรมเสียศูนย์ ความยุติธรรมย่อมเอียงเอนตามแรงดึงของอำนาจการเมือง    ความยุติธรรมตามทัศนะของอริสโตเติลแบ่งได้สองนัยประกอบด้วย

1.         ความยุติธรรมในการแบ่งสรรปันส่วน  กล่าวคือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามความสามารถของแต่ละบุคคลตามคุณค่า (merits) ที่ถูกหนดไว้เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลควรได้รับการผลักดันผ่านทางระบบการศึกษาที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของรัฐนอกจากนัยแห่งความยุติธรรมแล้วรัฐหรือการเมืองจะต้องตั้งอยู่บนความ เป็นจริง ที่สร้างและส่งเสริมชีวิตที่ดีให้กับพลเมืองให้ได้มีโอกาสเป็นเจ้า กรรมสิทธิ์ของ 3 ประการ        คือสิ่งดีภายนอก (external good) หมายถึงเศรษฐกิจ   ความดีทางร่างกาย (body good) อันได้แก่สุขภาพกายดี      และประการสุดท้ายสุขภาพจิตดี (good of soul ) รัฐควรส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักจุดหมายปลายของชีวิตที่ดีมิใช่เป็นดังไฟไหม้ ฟางแล้วจางลงในเรื่องอบายมุข หวยบนดิน สิ่งมวมเมายั่วยุในหมู่เยาวชนซึ่งจะต้องเอาจริงเอาจังเป็นไฟไหม้ท่อนฟืน เพราะนั่นหมายมีถ่านให้เหลือใช้ เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อดันGDPให้สูงแต่ความสุขมวลรวมของชาติต่ำ เป็นคำตอบที่ใช่ไหม และนอกจากนั้นรัฐจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดรูปแบบการปกครองบนรากฐานของหลักการผสมผสานระหว่างคณาธิปไตย (Oligarchy) กับประชาธิปไตย( Democrecy) รูปแบบการปกครองแบบนี้ตามทัศนะของอริสโตเติลเรียกว่า ประชาธิปไตยสายกลาง ทั้งนี้เพราะว่าประเทศใดมีองค์ประกอบระว่างคุณภาพและปริมาณ  กล่าวให้ชัดก้คือด้านคุณภาพของพรรคการเมืองที่มีลักษณะคณาธิปไตย มักให้ความสำคัญแก่ชาติกำเนิด  ฐานะทรัพย์สิน หรือการศึกษาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากปล่อยให้รูปแบบการปกครองตกอยู่กับคนมั่งมีหรืออภิสิทธิ์ชนพวกนี้ก็จะ ปกครองเพื่อผลประโยชน์ตนเท่านั้นและมักมีความละโลบที่อยากเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินของคนอื่น  ส่วนในด้านปริมาณของประชาธิปไตยหมายถึงการให้คนจำนวนมากจากหลากหลายสาขา อาชีพเข้ามามีสิทธิ์ในการปกครอง  ข้อเสียมีอยู่ว่าคนพวกนี้เต็มไปด้วยความริษยาในความร่ำรวยของคนส่วนน้อย พร้อมที่จะเป็นพลังให้กับนักการเมืองประเภทฉาบฉวย  ซึ่งมาพร้อมกับสัญญาต่างๆ ในรูปของประชานิยมจริงแท้       หรือประชานิยมจำแลงแปลงธาตุในบริบท “ประชาชน”              เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่ประชาธิปไตยจะเบ่งบานตามกาลเวลาที่ผ่านมาที่ควร จะเป็น   หากแต่ว่ายังคงตัดยอดต่อกิ่งกลายพันธุ์เป็นครึ่งใบบ้าง  ผลัดใบบ้างและนำไปสู่การฉอยโอกาสผลักดันรูปแบบการปกครองระบอบทุชนาธิปไตย (Tyranny) ถ้าหากปล่อยให้รูปแบบการปกครองเป็นไปในลักษณะใดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้รัฐ มีจุดหมายปลายที่ไม่ดี  หรือเบี่ยงเบนจากความยุติธรรมก็ได้ 

2.         ความยุติธรรมอันเกิดจากความเสมอภาคทางกฎหมาย  หมายถึงทุกคนจะต้องได้รับการปฎิบัติโดยทัดเทียมกัน  แม้ในความเป็นจริงบุคคลมีสถานะทางสังคมแตกต่างกัน   แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากฎหมายแล้วทุกคนมีความเสมอภาคเหมือนกันหมด   รัฐบาลที่ดีจะต้องนำกฎหมายไปบังคับใช้ต่อคนในสังคมอย่างเสมอภาค  มิใช่เลือกปฎิบัติเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

         รูปแบบพรรคการเมืองที่เลอเลิศคือรูปแบบอำนาจ ที่ถูกว่างไว้ในชนชั้นกลางให้มากเพียงพอที่จะมีพลังเหนือกว่าชนชั้นอื่น ในส่วนผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง  เพราะการเลือกตั้งจะทำให้ชนชั้นปกครอง หรือตัวตนคณาธิปไตยที่ถูกถ่วงดุลด้วยประชาธิปไตยโดยชนชั้นกลางเป็นจำนวนมาก  ไม่สามารถปกครองตามความพอใจหรือแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนได้ถนัด  เพราะตำแหน่งของเขาขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน  ผู้ปกครองที่เป็นชนชั้นนายทุนจึงต้องมีนโยบายสายกลางและคำนึงถึงผลประโยชน์กระจายขยายสู่กลุ่มต่างๆ จากประเด็นนี้พรรคการเมืองในอุดมคติของอริสโตเติลคือการคานอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ มิใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง  หน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระมัดระวังรักษารูปแบบการปกครองที่ดีให้ดำรงอยู่ได้       ต้องป้องกันไม่ให้อำนาแก่อภิชนมากเกินไปเพราะอาจใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง   และในขณะเดียวกันหากเอนเอียงทางประชาธิปไตยสุดโต่งหลุดจากฐานธัมมาธิปไตย(คารวธรรมเป็นจุดเริ่มต้น)  มีเสรีเกินเกินความพอดีอาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายอันเป็นชนวนแห่งความรุนแรงของบ้านเมือง   

     มาตรวัดความยุติธรรมของรัฐคือความสามารถที่จะรับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวมขงคนในรัฐ เป็นรัฐที่ปกครองโดยคนคนเดียว (อาจหมายถึงระบบพรรคที่เข้มแข็งเป็นพรรคเดียว) แต่จะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนทั้งหมด อย่างไรก็ตามรัฐที่เลวคือรัฐที่มีรูปแบบการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ผู้ปกครองเท่านั้น  หรือโดยกลุ่มเดียวแต่ดำเนินการตามอำเภอใจ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน  ในส่วนรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องเมื่อตัดสินด้วยมาตรฐานแห่งความยุติธรรมอันสูงสุด  ส่วนรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ปกครองเป็นรัฐธรรมนูญที่เบี่ยงเบนจากความถูกต้อง     ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจสะท้อนให้เห็นว่า   อำนาจ   ผลประโยชน์   ความยุติธรรมนั้นจะต้องตั้งอยู่บนความเป็นกลาง เป้าหมายสูงสุดของการปกครองคือการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมหรือการให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ หากไม่แล้วเท่ากับรัฐกำลังมีจุดเปราะบางจากกรณีจับกุมแกนนำนปก.ที่ดูเหมือนว่าประเด็นนี้ฝ่ายนปก.กำลังเปิดแผลให้UNได้ เห็น แม้แต่การลงประชามติที่มีลักษณะเป็นอาหารตามสั่งให้กินด้วยการบริการส่งถึง ที่ (บริการส่งผู้ลงประชามติ) ท้ายทีสุดหากการลงประชามติในครั้งนี้มีชะนักหลังว่าขาดความยุติธรรม หรือขาดความชอบธรรม ที่ฝ่ายเคลื่อนไหวไม่รับรัฐธรรมนูญเปิดแผลซ้ำ แล้วจะให้สังคมโลกมองความชอบธรรมต่อประเทศไทยอย่างไร และท้ายที่สุดนี้ความเห็นต่างทางความคิดเป็นดังดอกไม้หลากสีในอุทยานแม้ กติกาว่าด้วยการเลือกตั้งย่อมมีการแข่งขันที่มีหนึ่งเดียวถูกเลือกไว้ใน แจกัน  แม้ดอกไม้ที่ไม่ได้รับการการเลือกสรรก็หาใช่หมดความงามจากอุทยาน   ทัศนะที่เป็นกลางมองความแตกต่างให้เห็ถึงความเหมือนกันแทนที่มองความเหมือน ที่มีอยู่เห็นเพียงความแตกต่าง มโนทัศน์ที่ดำรงความเป็นกลางทำให้ลดการต่อสู่หรือ

การสื่อสารที่ดี

การสื่อสารยังเป็นความสามารถหรือทักษะที่ทุกคนมีมาตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ได้แก่ การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับ หลายรูปแบบและหลายประเภทขึ้นอยู่กับการนำเกณฑ์ใดมาจัดแบ่ง เช่น การนำจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นเกณฑ์จะสามารถแบ่งได้เป็น การสื่อสารในบุคคล เช่น การพูดกับตนเอง การสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับอาจารย์ และการสื่อสารสาธารณะ เช่น การพูดในห้องประชุมซึ่งมีผู้ฟังมากมาย การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารถึงคนพร้อมๆกันในจำนวนมาก

สังคมการพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง ล้วนเป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะต้องปรับตัวเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจและจับใจความสำคัญ การเขียนโน้ตในขณะฟังบรรยาย การอ่านหนังสือและเอกสารประกอบการสอน และที่สำคัญ คือ การพูด เพื่อนำเสนอในโอกาสต่างๆ การพูดเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่ดี น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นจะช่วยให้นักศึกษามีเสน่ห์และน่าชื่นชม ทั้งในสายตาเพื่อน และอาจารย์ผู้สอน
ดังนั้น การสื่อสารจึง เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ การใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมในทุกระดับ การสื่อสารมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น เพื่อให้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ จึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถเลือกใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

การอยู่ร่วมกันในสังคม

สังคม

ในอดีตการดูแลคุ้มครองสมาชิกของสังคมเป็นบทบาทหน้าที่ของสถาบัน ครอบครัว ครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่สำคัญต่อการสร้างระบบความมั่นคงของมนุษย์และ สังคม ระบบการดูแลสมาชิกในครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐฐานะของครอบครัวนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าครอบครัวใดไม่สามารถทำหน้าที่เบื้องต้นได้ ระบบสนับสนุนทางสังคม รองลงมาคือ ระบบเครือญาติ ระบบเพื่อนบ้าน ระบบชุมชนก็จะทำหน้าที่ให้การดูแล สงเคราะห์แบบชั่วคราว ในขณะที่องค์กรภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบก็ต่อเมื่อระบบสนับสนุนทาง สังคมที่ใกล้ตัวของบุคคลนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้

หน้าที่สำคัญของรัฐอีกประการหนึ่งคือ การดูแลรับผิดชอบให้ประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับบริการสังคมขั้นพื้นฐาน หรือบริการสวัสดิการสังคมจากรัฐ ฉะนั้นสิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ (Civil Right) ก็ควรจะได้รับบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของรัฐ รัฐในฐานะผู้ปกครองที่มีอำนาจซึ่งมีหน้าที่โดยชอบธรรมที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้กับประชาชน ในอดีตรัฐกับประชาชนได้สร้างพันธะสัญญาร่วมกันที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม” อำนาจของรัฐจึงเป็นอำนาจที่ชอบธรรม รัฐบาลจึงมีหน้าที่หลักโดยมีนโยบายการดูแลทุกข์และสุขของประชาชนให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพของตน ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีความศรัทธาเชื่อถือต่ออำนาจรัฐว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อ การจัดบริการสวัสดิการสังคมได้เป็นอย่างดี
การจัดบริการสวัสดิการสังคมในอนาคตจึงได้รับการวิพากษ์ให้มีการ ทบทวนบทบาทของรัฐ ประเภทและลักษณะบริการสวัสดิการสังคมที่เป็นอยู่อาจไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง สังคมไทยก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากภาวะวิกฤตด้านเศรษฐกิจในกลางปี 2540 เป็นต้นมา รัฐไม่สามารถที่จะจัดบริการในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) อีกต่อไป การจัดสวัสดิการสังคมในปัจจุบันและอนาคตได้พยายามปรับตัวใหม่ในลักษณะของ สวัสดิงาน (Workfare) แทน ขณะเดียวกันรัฐก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการจัดวางระบบเครือข่ายความปลอดภัยทาง สังคม (Social Safety Net) ที่ครอบคลุมคนทุกคนในสังคม เพื่อเป็นมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานสูงในอนาคตเช่นกัน การจัดบริการสวัสดิการสังคมเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมแบบสงเคราะห์ เฉพาะหน้าเริ่มถูกจำกัดวงให้เล็กลง

รัฐได้พยายามผลักดันระบบ สวัสดิการสังคมในรูปของโครงการหลักประกัน แทนควบคู่กับการกระจายอำนาจลงมาภาคท้องถิ่นและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน การจัดบริการสวัสดิการสังคมมากขึ้น การจัดระบบสวัสดิการสังคมจึงไม่ใช่บทบาทของรัฐเช่นที่ผ่านมา ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้มีการเคลื่อนไหว รวมกลุ่มและเรียกร้องผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการสังคมที่มีรูปแบบหลากหลาย โดยเริ่มจากความพร้อมของกลุ่มเล็กๆ ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของการสร้างระบบความมั่นคงทางสังคมให้กับกลุ่ม ของตนเองในลักษณะของกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่อาศัยจากการระดมทุนตามศักยภาพของคนในชุมชนเป็นหลัก รูปแบบการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่น คำนึงถึงปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนเป็นหลัก กระแสการเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการสังคมไทย จึงขึ้นอยู่กับประชาคมต่างๆ มากกว่าการปล่อยให้รัฐทำหน้าที่ดูแลด้านสวัสดิการสังคมอีกต่อไป
ดังจะเห็นได้จากนโยบายของรัฐในรูปของกฎหมายและพระราชบัญญัติ สวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศ งานสวัสดิการสังคมจึงขึ้นอยู่กับระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และระบบสังคมวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามการจัดบริการสวัสดิการสวัสดิการสังคมซึ่งอยู่บนพื้นฐานความ เชื่อที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่า ควรปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดระบบบริการสวัสดิการสังคม รัฐจะปล่อยให้ประชาชนรับผิดชอบดูแลสวัสดิการของตัวเอง รัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลจัดสวัสดิการเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตน เองได้ โดยรัฐได้สร้างเครื่องมือทดสอบความจำเป็น (Means – Test) ขึ้นมา รัฐจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการกระจายบริการสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ขณะที่กลุ่มประเทศสังคมนิยมส่วนหนึ่งเชื่อว่า รัฐควรมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากร บริการสวัสดิการสังคมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม รัฐในฐานะผู้ปกครองจะไม่ปล่อยให้บริการสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องของปัจเจก บุคคล บริการของรัฐในลักษณะนี้คำนึงถึงความเสมอภาคของคนทุกคนในสังคมที่พึงได้รับ บริการจากรัฐ เป็นต้น จากความเชื่อดังกล่าวจึงส่งผลให้งานสวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ทำให้กลุ่มประเทศสังคมนิยม ส่วนหนึ่งล่มสลายไป สังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย งานสวัสดิการสังคมที่ปรากฏในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ส่วนหนึ่งได้ประสบปัญหาร่วมกันที่สำคัญคือ รัฐไม่สามารถแบกรับภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างคาดการณ์ไม่ได้ กับบริการสวัสดิการสังคมต่างๆ ได้ โปรแกรมการจัดบริการในลักษณะการสงเคราะห์ประชาชน (Public Assistance) ไม่สามารถตอบสนองปัญหาและความต้องการที่แท้จริงให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทาง สังคมได้โดยเฉพาะการพัฒนาให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีข้อโต้แย้งของผู้บริหารประเทศส่วนหนึ่งที่เชื่อว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเป็นกลุ่มคนขี้เกียจ ไม่ทำงานรอแต่รับบริการจากรัฐ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงาน เสียภาษีให้รัฐ แต่รัฐต้องนำภาษีส่วนหนึ่งมาจัดให้กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมักจะพึ่งพาบริการของรัฐในระยะยาว รัฐจะมีภาระความรับผิดชอบกับประชาชนกลุ่มนี้โดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุค 1990 เป็นต้นมาได้ตัดทอนโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาการเลี้ยง ดูเด็ก (The Aid to Families with Dependent Children) หรือเรียกโดยย่อว่า AFDC โปรแกรมนี้ได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโปรแกรมบริการใหม่ที่เน้นการช่วยเหลือที่มุ่งให้กลุ่มผู้ด้อย โอกาสทางสังคมได้มีงานทำและช่วยเหลือตนเองมากขึ้น แทนการเป็นผู้รอรับบริการจากรัฐ

สันติภาพคืออะไร

เรื่องของวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพในระดับนานาชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังที่เลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ, นายโคฟี อันนัน, ได้กล่าวไว้ในตอนต้นปี ค.ศ. 2000 ว่า “เจตนารมย์ ใหญ่ของสหประชาชาติก็คือปกป้องคนรุ่นต่อไปจากภัยพิบัติจากสงคราม ซึ่งในปัจจุบันยังคง เจตนารมย์นี้อยู่เช่นเดียวกับที่ได้เขียนไว้เมื่อกื่งศตวรรษที่แล้ว ทว่าสันติภาพที่แท้จริงมี ความหมายยิ่งไปกว่าการไม่มีสงคราม สันติภาพหมายรวมถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและ ความยุติธรรมทางสังคม เป็นหลักประกันถึงความปลอดภัยของโลกและการลดปริมาณ การแข่งขันกันสะสมอาวุธ สันติภาพยังหมายถึงประชาธิปไตย ความหลากหลาย ศักดิ์ศรี การเคารพในสิทธิมนุษยชนและอื่น ๆ อีกมาก

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ ความเป็นระเบียบ ความอดกลั้นและการเคารพซึ่งกันและกันเพื่อให้ประชาคมโลกได้ดำรงชีวิตอยู่ อย่างสันติ เคารพในความเป็นมนุษย์ ในเชื้อชาติ ในวัฒนธรรม และในอัตลักษณ์ทางศาสนาและการเมือง ของกันและกัน ความรู้สึกในการมีตัวตนร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการ ร่วมมือกันนั้นจะมีขึ้นได้ก็แต่ในจิตใจที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมของสันติภาพ และการเคารพ ในสิทธิมนุษยชนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมที่ว่านี้หมายรวมถึงอะไร และสันติภาพดังกล่าวประกอบด้วย อะไรบ้าง

ดังนั้นที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติจึงประกาศเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) ให้ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เป็นปีสากลแห่งวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ ในปีเดียวกัน นั้นกลุ่มผู้ได้รับรางววัลโนเบลสาขาสันติภาพได้เรียกร้องให้องค์การสหประชา ชาติกำหนดให้ทปีค.ศ. 2001 – 2010 เป็นทศวรรษแห่งวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพโลก

หลังจากที่ได้ประกาศให้ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เป็นปีสากลแห่งวัฒนธรรมเพื่อ สันติภาพแล้ว ที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติได้มอบหมายให้ยูเนสโกรับผิดชอบการ รณรงค์ในเรื่องนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงหลักการของ เสรีภาพ ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน รัฐบาลที่ดี และความอดทน