Tag Archive: สวัสดิการสังคม

การอ่านภาษาบาลี

ภาษาสันสกฤต

ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ถือเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง แต่เดิมนั้นไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์เคร่งครัดนัก ต่อมาเมื่อระยะเวลาล่วงไปนานๆ ประกอบกับภาษาในคัมภีร์พระเวทนี้มีภาษาพื้นเมืองปะปนอยู่มาก เป็นเหตุให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของภาษานี้คลาดเคลื่อนไปมาก จนกระทั่งได้มีนักปราชญ์ของอินเดียคนหนึ่งชื่อ พระพทุธเจ้าทรงใช้สุทธมาคธีเป็นหลักในการประกาศคำสั่งสอนของพระองค์ และในสมัยนั้นทรงเผยแผ่พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ โดยมิได้มีบันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาบาลีนี้นำมาใช้บันทึกพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 3 ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตบันทึกพุทธวจนะ (สุภาพร มากแจ้ง,2535 : 4 ) และต่อก็ใช้ภาษาบาลีจารึกพระธรรมลงในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นตำราหลักทางพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ตาม ภาษาบาลีก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษาสันสกฤต คือใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียนในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่นๆและกลายเป็นภาษาตายในที่สุด“ปาณินิ” ได้ศึกษาคัมภีร์พระเวททั้งหลาย แล้วนำมาแจกแจงวางหลักเกณฑ์ให้เป็นระเบียบและรัดกุม แต่งเป็นตำราไวยากรณ์ขึ้นเรียกชื่อว่า “อัษฎาธยายี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่แต่งได้ดีที่สุดและมีชื่อเสียงไป ทั่วโลก และต่อมาได้มีผู้เรียกภาษาที่ปาณินิได้จัดระเบียบของภาษาไว้เป็นอย่างดีและ สมบูรณ์ที่สุดนี้ว่า “สันสกฤต” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขัดเกลาเรียบร้อยดีแล้ว” แต่กฎเกณฑ์ที่ปาณินิได้วางไว้นี้กลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษาสันสกฤตไม่ มีวิวัฒนาการเหมือนภาษาอื่นๆ เพราะนอกจากภาษาสันสกฤตจะถือว่าเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในหมู่ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นบุรุษเพศ กฎเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยยังทำให้ไม่เอื้อต่อการใช้ จึงทำให้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาตายในที่สุด

1. ภาษาสมัยเก่า หมายถึงภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระเวท ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท  รวมตลอดทั้งคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นคัมภีร์สุดท้ายของคัมภีร์พระเวท (เวทานต์) ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ต่างๆ เหล่านี้จะมีความเก่าแก่ลดหลั่นกันมาตามลำดับ ภาษาสันสกฤตก็จัดอยู่ในสมัยนี้ด้วย

2. ภาษาสมัยกลาง ได้แก่ ภาษาปรากฤตซึ่งเป็นภาษาถิ่นของชาวอารยันที่ใช้กันท้องถิ่นต่างๆของประเทศอินเดีย  เช่นภาษามาคธี มหาราษฏรี เศารเสนี เป็นต้น ภาษาในสมัยนี้มีลักษณะโครงสร้างทางเสียง และนอกจากจะเรียกว่าภาษาปรากฤตแล้วยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “ภาษาการละคร”เพราะเหตุที่นำไปใช้เป็นภาษาพูดของตัวละครบางตัวในบทละครสันสกฤตด้วย

3. ภาษาสมัยใหม่ ได้แก่ ภาษาต่างๆในปัจจุบัน เช่น ภาษาฮินดี เบงกาลี ปัญจาบี มราฐี       เนปาลี  เป็นต้น ภาษาเหล่านี้แม้จะเข้าใจกันว่าสืบมาจากภาษาปรากฤต แต่มีลักษณะของภาษาผิดกันมาก เพราะมีภาษาตระกูลอื่นที่ไม่ได้สืบมาจากภาษาของชาวอารยันเข้าไปปะปนกันมากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

 

ภาษาบาลี

ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลี คือ ภาษาที่ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ภาษามาคธีนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ( เจิม ชุมเกตุ, 2525:3 )

1.       สุทธมาคธี เป็นภาษาของชนชั้นสูง คือภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ

2.       เทสิยาหรือปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่น

 

ทำความรู้จักกับชนเผ่ามองโกล

มีประชากรกว่า 5 ล้าน 8 แสนคน ที่สำคัญอยู่รวม ๆ กัน ที่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในตลอดจนจังหวัดและอำเภอปกครองตนเองในมณฑลหรือ เขตปกครองตนเองต่าง ๆ เช่น เขตซินเกียง มณฑลชิงไห่ กันซู่ เฮยหลงเจียง จี๋หลินและเหลียวหนิง เป็นต้น ชนชาติมองโกลใช้ภาษามองโกลที่สังกัดตระกูลภาษา อัลไต คำว่า มองโกลมีขึ้นก่อนที่สุดเมื่อสมัยราชวงศ์ถาง เวลานั้นเป็นเพียงชื่อเผ่าชนหนึ่งในบรรดาเผ่าชนต่าง ๆ จำนวนมากของชาวมองโกลแหล่งเกิดของเผ่าชนนี้อยู่ที่เขตฝั่งตะวันออกแม่น้ำ เออร์กูนา ต่อมาค่อย ๆ ย้ายไปสู่ทางตะวันตกระหว่างเผ่าชนต่าง ๆ พากันปล้นสะดมประชากร สัตว์เลี้ยงและสินทรัพย์จนได้เกิดสงครามระหว่างเผ่าชนต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อปี 1206 เถี่ยมู่เจินได้รับการสนับสนุนเป็นมหาราชชาวมองโกล ชื่อเจงกิสข่านและได้สถาปนาประเทศมองโกเลียขึ้น หลังจากนั้นที่ภาคเหนือของจีน ก็มีชนชาติหนึ่งอันเข้มแข็งเกรียงไกร มีความมั่นคงและได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกนั่นก็คือชนชาติมองโกล ต่อมาเจงกิสข่านได้รวมเผ่าชนต่าง ๆ ตลอดจนทั่วประเทศจีนเข้าเป็นเอกภาพและได้สถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้น ชาวมองโกล ส่วนมากนับถือศาสนาลามะ ชนชาติมองโกลเคยสร้างคุณูปการอันสำคัญในด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปฏิทินและดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ตลอดจนด้านอื่น ๆ ของจีน

สงครามศาสนา ตอนที่2

ฮันติง ตันเขียนไว้ว่า สิ่งที่ท้าทายนักวางนโยบายของตะวันตกก็คือ ทำอย่างไรตะวันตกจะเข้มแข็งกว่าและปกป้องตัวเองจากอารยธรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะอารยธรรมอิสลาม สิ่งที่น่ารำคาญยิ่งกว่าก็คือ การที่ฮันติงตันทึกทักเอาเองว่า ทัศนะของเขาซึ่งเป็นการสำรวจโลกทั้งใบจากคอนเกาะที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือ มั่นและฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ซ่อนเร้นอยู่ เป็นทัศนะที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ราวกับคนอื่น ๆ กำลังวิ่งวุ่นหาคำตอบที่เขาค้นพบแล้ว

ข้ออ้างเหตุผล ส่วนใหญ่ในหน้าต่อ ๆ ไปของบทความนั้น ตั้งอยู่บนแนวคิดอันคลุมเครือของสิ่งที่ ฮันติงตันเรียกว่า “อัตลักษณ์ทางอารยธรรม” และ “การกระทบกระทั่งระหว่างอารยธรรมใหญ่ ๆ เจ็ดหรือแปดอารยธรรม [เขาเขียนไว้อย่างนี้จริง ๆ ]” โดยเขาให้ความสนใจสูงสุดต่อความขัดแย้งระหว่างสองอารยธรรม คืออิสลามกับตะวันตก

ความคิดประเภทชวนหาเรื่องของเขานี้ มีที่มาส่วนใหญ่จากบทความในปี 1990 ของอดีตทหารผ่านศึกผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษาชื่อ เบอร์นาร์ด ลูว์อิส (Bernard Lewis) ซึ่งระบายสีทางอุดมการณ์ไว้เด่นชัดในชื่อบทความว่า “The Roots of Muslim Rage” ในบทความทั้งสองชิ้นนี้ มีการสร้างบุคลาธิษฐาน (personification) ของสิ่งใหญ่โตมโหฬารที่เรียกว่า “ตะวันตก” และ “อิสลาม” อย่างไม่ยั้งคิด ราวกับเรื่องที่ซับซ้อนอย่างอัตลักษณ์และวัฒนธรรมดำรงอยู่ในโลกการ์ตูน โลกที่ ป๊อบอายกับบลูโตฟาดหัวกันไม่ยั้งมือ และพ่อนักมวยฝ่ายธรรมะย่อมเอาชนะปรปักษ์ได้เสมอ

คอนราดอีกเช่นกัน ในนวนิยายเรื่อง The Secret Agent (1907) ที่บรรยายถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของการก่อการร้ายกับความคิดนามธรรมอย่าง “วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์” (และขยายความต่อไปได้ถึง “อิสลาม” หรือ “ตะวันตก”) รวมทั้งความเสื่อมทรามทางจริยธรรมอย่างที่สุดของผู้ก่อการร้าย

 

อนิจจา แต่สิ่งที่ปิแรนละไว้ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ ในการสร้างแนวป้องกันดินแดนขึ้นมาใหม่นี้ ตะวันตกได้หยิบยืมลัทธิมนุษยนิยม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา สังคมวิทยาและประวัติศาสตร์นิพนธ์จาก อิสลาม ซึ่งได้เข้ามาสอดแทรกอยู่แล้วระหว่างโลกของพระเจ้าชาลมาญกับอารยธรรมโบราณ ยุคคลาสสิก อิสลามอยู่ในยุโรปมาตั้งแต่เริ่มต้น แม้กระทั่งดังเต (Dante กวีชาวอิตาเลียนในสมัยปลายศตวรรษที่ 13 ผู้ประพันธ์ The Divine Comedy) ผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจของศาสดามูฮัมหมัด ก็ยังต้องยอมรับเมื่อเขากำหนดให้ท่านศาสดาอยู่ที่ใจกลางนรกภูมิ

นอก จากนี้ ยังมีมรดกตกทอดของศาสนาเอกเทวนิยม หรือศาสนาแห่งอับราฮัม ดังที่หลุยส์ มาสซิญง (Louis Massignon นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญทางอิสลามศึกษา) ใช้คำเรียกอย่างเหมาะสม เริ่มต้นด้วยศาสนายิวและศาสนาคริสต์ แต่ละศาสนาต่างสืบทอดต่อกันมา สำหรับชาวมุสลิม ศาสนาอิสลามคือความบริบูรณ์และเป็นจุดสุดท้ายของสายการพยากรณ์ ยังไม่เคยมีการเขียนประวัติศาสตร์ที่เหมาะสม หรือขจัดความงมงายให้หมดสิ้นไปจากการโต้แย้งหลายเหลี่ยมมุมในหมู่ศาสนิกชน ของทั้งสามศาสนาที่มีพระเจ้าขี้อิจฉาที่สุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย และในสามศาสนานี้ ไม่มีศาสนาใดเลยที่มีความเป็นกลุ่มก้อนเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าคาวเลือดของการปะทะกันในยุคใหม่บนแผ่นดินปาเลสไตน์ จะกลายเป็นตัวอย่างทางโลกที่สำแดงชัดถึงความบาดหมางอันน่าสลดใจระหว่างศาสนา จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งชาวมุสลิมและชาวคริสต์ต่างก็ร่ำร้องถึงสงครามครูเสด และ ญิฮาด ทั้งสองฝ่ายต่างก็มองข้ามอิทธิพลของศาสนายิวที่ตกค้างมาเสียเฉย ๆ เอ็กบัล อาห์หมัดกล่าวว่า การเรียกร้องแบบนั้น “ให้ความเชื่อมั่นแก่ชายหญิงที่กำลังติดขลุกขลักอยู่ระหว่างการลุยข้ามฟาก ระหว่างห้วงน้ำลึกของจารีตประเพณีกับความทันสมัย”

แต่เราต่างล้วน กำลังเวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำทั้งหลายนี้ ไม่ว่าชาวตะวันตก ชาวมุสลิมและชนชาติอื่น ๆ ในเมื่อห้วงน้ำคือส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแห่งประวัติศาสตร์ การพยายามจะแล่นฝ่าไปหรือแบ่งแยกห้วงน้ำออกจากกันด้วยเครื่องกั้นจึงรังแต่ จะเหลวเปล่า

นี่คือช่วงเวลาอันตึงเครียด แต่เราควรจะคิดในกรอบของชุมชนที่มีอำนาจและไร้อำนาจ การเมืองทางโลกของเหตุผลและอวิชชา รวมทั้งหลักการสากลของความยุติธรรมและอยุติธรรม ดีกว่าที่จะฟุ้งซ่านไปควานหาความคิดนามธรรมตีขลุมที่อาจให้ความสะใจชั่ว ครั้งคราว แต่ไม่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้นหรือมีการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน

ทฤษฎี “สงครามระหว่างอารยธรรม” เป็นแค่การเล่นคำหวือหวาเหมือนคำว่า “สงครามสองโลก” เหมาะจะใช้เพื่อแสดงความยะโสไม่ยอมใคร แต่ไม่ช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างมีวิจารณญาณต่อโลกที่พึ่งพิงซึ่งกันและกัน อย่างซับซ้อนสับสนในยุคสมัยของเรา

 

วิวัฒนาการของคน

หลักคำสอนทางเศรษฐศาสตร์ที่เราได้เผชิญ และพิสูจน์หักล้างมาแล้วตั้งแต่เริ่ม ต้นการสอบสวนนี้สอดคล้องกับความคิดเห็นโดยสามัญของมนุษย์ ที่แลเห็นนายทุนเป็นผู้จ่ายค่า แรงและการแข่งขันทำให้ค่าแรงลดลง ฉันใด ทฤษฎีของแมลธัสสอดคล้องกับอุปาทานที่มีอยู่ทั้งของคนรวยและคนจน ฉันใด คำอธิบายถึงความก้าวหน้าในฐานะการปรับปรุงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ทีละเล็กละ น้อยก็สอดคล้องกับความคิดเห็นสามัญ ซึ่งถือว่าความแตกต่างในด้านอารยธรรมเป็นเพราะความแตกต่างกันในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ฉันนั้น มันทำให้เกิดความกลมกลืนและสูตรอันดูเหมือนจะถูกหลักเกณฑ์สำหรับความคิดเห็น ซึ่งปรากฏแพร่หลายอยู่แล้ว การแผ่ขยายอย่างน่าประหลาดของมันนับแต่สมัยที่ดาร์วินทำความตื่นเต้นให้แก่ โลกเป็นครั้งแรก ด้วยหนังสือ “Origin of Species” ของเขานั้นมิได้เป็นการพิชิตเท่ากับที่เป็นการผสมกลมกลืน (assimilation) เลย
มนุษย์เราจะมีกำเนิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเท่าที่เรารู้เกี่ยวกับเขาก็มีเพียงว่าเขาเป็นมนุษย์ – ดังเช่นที่จะพบได้ในขณะนี้ ไม่มีบันทึกหรือร่องรอยของเขาในสภาพที่ต่ำไปกว่าสภาพที่ยังจะพบได้ในพวกคน ป่า จะด้วยสะพานอะไรก็ตามที่เขาใช้ข้ามผ่านช่องว่างอันกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ ยังคงไม่ปรากฏร่องรอยอยู่ดี ระหว่างคนป่าชั้นต่ำสุดเท่าที่เรารู้จักกับสัตว์ชั้นสูงที่สุด ปรากฏว่ามีความแตกต่างอย่างที่จะปรองดองกันมิได้เลย – เป็นความแตกต่างซึ่งมิใช่เพียงในขนาดหรือระดับ (Degree) เท่านั้น แต่ยังเป็นในด้านชนิด (Kind) อีกด้วย มีลักษณะนิสัย กิริยาและอารมณ์ของมนุษย์หลายประการที่สัตว์ชั้นต่ำก็แสดงออก แต่ไม่ว่ามนุษย์จะมีระดับมนุษยธรรมต่ำเพียงไร ก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาจะขาดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยอยู่ในสัตว์แม้เพียงเล็ก น้อย มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตระหนักกันได้ชัดเจน แต่แทบจะไม่สามารถนิยามกันได้ มันทำให้มนุษย์มีความสามารถในการปรับปรุง – ซึ่งทำให้เขาเป็นสัตว์ที่ก้าวหน้า

ตัวบีเวอร์สร้างทำนบ นกสร้างรังและผึ้งสร้างรวง แต่ในขณะที่ทำนบของตัวบีเวอร์ รังของนก และรวงของผึ้งสร้างขึ้นตามแบบเดียวกันเสมอนั้น บ้านของมนุษย์ก็เปลี่ยนจากกระท่อมหยาบ ๆ ทำด้วยใบไม้และกิ่งไม้มาเป็นอาคารอันโอ่อ่าเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งบำรุงความ สุขทันสมัย สุนัขสามารถจะเชื่อมต่อเหตุกับผลเข้าด้วยกันได้บ้าง และอาจจะรับการฝึกสอนกลเม็ดบางประการได้ แต่ความสามารถของมันดังกล่าวก็มิได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยตลอดมานับแต่ได้ เป็นมิตรกับมนุษย์ซึ่งปรับปรุงดีขึ้นเรื่อย ๆ และสุนัขของอารยชนก็มิได้มีความสามารถหรือสติปัญญามากกว่าสุนัขของคนป่าที่ ที่เดินทางไปเรื่อย ๆ แม้แต่น้อย เราไม่รู้จักสัตว์ที่ใช้เสื้อผ้า ที่ประกอบอาหาร ที่ประดิษฐ์เครื่องมือหรืออาวุธสำหรับตนเอง ที่บำรุงเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ซึ่งตนต้องการจะกิน หรือที่มีภาษาพูด แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้พบหรือได้ยินเกี่ยวกับมนุษย์ที่มิได้กระทำเช่นนั้น นอกจากในนิยาย นั่นคือ มนุษย์ไม่ว่าที่ใดที่เรารู้จัก ย่อมแสดงให้เห็น

ความสามารถนี้ – ในการเติมต่อสิ่งที่ธรรมชาติได้กระทำเพื่อเขา ด้วยสิ่งที่เขากระทำเพื่อตนเอง และที่จริงแล้วทายสมบัติทางกาย (physical endowment) ของมนุษย์ก็ด้อยอย่างยิ่ง จนไม่มีส่วนใดในโลกที่ เขาจะยังดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าปราศจากความสามารถเช่นนี้ อาจจะมียกเว้นบ้างก็เกาะเล็ก ๆ บางเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

นี่เป็นคำถามซึ่งถ้าปราศจากเรื่องที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว ข้าพเจ้าก็จะเกิดความลังเลในการที่จะตรวจสอบในพื้นที่เล็กน้อยเท่าที่จะ เหลืออุทิศให้ได้นี้ ทั้งนี้เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สูงที่สุดบางประการเท่าที่จิตของ มนุษย์จะขบคิดได้ จะโดยตรงหรือโดยปริยายก็ตาม แต่มันเป็นคำถามซึ่งปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ ข้อยุติที่เราได้มาถึงนี้จะสอดคล้องหรือไม่กับกฎอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์ดำเนินไปภายใต้กฎนั้น?

กฎนั้นคืออะไร? เราจะต้องหาคำตอบต่อคำถามนี้ เพราะว่าถึงแม้ปรัชญาปัจจุบันจะรับรองอย่างแจ่มแจ้งว่ามีกฎเช่นนี้อยู่ แต่ก็มิได้อธิบายกฎดังกล่าวให้เป็นที่น่าพอใจมากไปกว่าการอธิบายของวิชา เศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันในปัญหาที่ว่าทำไมจึงยังคงมีความขาดแคลนอยู่ในท่าม กลางเศรษฐทรัพย์ที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ขอให้เรายึดพื้นฐานอันมั่นคง แห่งข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องสอบสวนว่ามนุษย์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจากสัตว์ใช่หรือไม่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เท่าที่เรารู้จักเขากับปัญหาที่เกี่ยวกับกำเนิด ของเขาจะอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเพียงใดก็ตาม ปัญหาประการหลังจะกระจ่างแจ้งได้ก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากปัญหาประการแรกเสมอ เราไม่สามารถจะทำการอนุมานจากสิ่งที่ไม่รู้ไปหาสิ่งที่รู้แล้วได้ จากข้อเท็จจริงที่เราทราบแล้ว เท่านั้นที่เราจะสามารถอนุมานได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อนสิ่งที่เราทราบนั้น

ทุกแห่ง และตลอดเวลา มนุษย์ได้แสดงให้เห็นความสามารถนี้ – ทุกแห่งและตลอดเวลาที่เราได้ทราบ มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์บางประการจากความสามารถนี้ แต่ระดับที่เขาใช้ความสามารถนี้แตกต่างกันไปอย่างมาก ระหว่างเรือคานูหยาบ ๆ กับเรือเครื่องไอน้ำ ระหว่างบูเมอแรงกับปืนที่ยิงซ้ำได้ ระหว่างรูปไม้ที่สลักอย่างหยาบ ๆ กับรูปหินอ่อนที่ดลใจตามศิลปะแบบกรีก ระหว่างความรู้ของคนป่ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่างชาวอินเดียนแดงกับชนผิวขาวผู้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ระหว่างหญิงเผ่าฮอตเตนตอตกับสาวสวยแห่งสังคมที่ขัดเกลาแล้ว เหล่านี้ ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ระดับที่แตกต่างกันในการใช้ความสามารถนี้ เราย่อมไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสมรรถภาพตั้งแต่ดั้ง เดิม – ประชาชาติที่เจริญสูงสุดในยุคปัจจุบันเคยเป็นคนป่ามาในระยะประวัติศาสตร์นี่ เอง และเราจะพบความแตกต่างกันอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาพลเมืองของเผ่าพันธุ์ เดียวกัน ทั้งเราก็ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสภาพแวดล้อมตาม ธรรมชาติแต่ประการเดียว – แหล่งแห่งการศึกษาและศิลปะวิทยาการหลายแห่งในขณะนี้ ได้เคยถูกคนชาติป่าเถื่อนยึดครองอยู่ และภายในระยะไม่กี่ปี เมืองใหญ่ ๆ ก็เกิดขึ้นบนผืนดินถิ่นไล่ล่าของเผ่าคนป่า ย่อมเห็นได้ชัดว่าความแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งสิ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางสังคม บางทีอาจจะเป็นตั้งแต่พ้นขั้นต่ำสุด ที่มนุษย์เราจะเจริญดีขึ้นได้ก็เฉพาะต่อเมื่อเขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงสรุปรวมความเจริญดีขึ้นในความสามารถและสภาพของมนุษย์เช่นนี้ทั้งสิ้น เข้าไว้ในคำว่าอารยธรรม (civilization) มนุษย์ปรับปรุงดีขึ้นเมื่อเขามีอารยธรรมสูงขึ้น หรือรู้จักร่วมมือกันในสังคม

กฎแห่งความเจริญนี้คืออะไร? เราจะอธิบายขั้นของอารยธรรมที่แตกต่างกัน ของประชาคมต่าง ๆ ได้ด้วยหลักสามัญอะไร? ความก้าวหน้าของอารยธรรมมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไรโดยแท้จริง เราจึงจะกล่าวถึงการปรุงปรับของสังคมที่แตกต่างกันได้ว่าสิ่งนี้สนับสนุน อารยธรรม สิ่งนั้นไม่สนับสนุน หรือจะได้อธิบายได้ว่าทำไมสถาบันหรือสภาพอันหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งอาจจะทำให้อารยธรรมก้าวหน้านั้น อีกครั้งหนึ่งกลับถ่วงรั้งความก้าวหน้า?

ความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าความก้าวหน้าของอารยธรรมคือ พัฒนาการหรือวิวัฒนาการ ซึ่งในระหว่างนี้ความสามารถของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นและคุณสมบัติของเขาจะสูง ขึ้นด้วยผลแห่งสาเหตุทำนองเดียวกันกับที่ได้ใช้เป็นเครื่องอธิบายกำเนิดของ ชนิดหรือพรรณต่าง ๆ (species) ของสัตว์และพืช – นั่นคือการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด และการถ่ายทอดคุณสมบัติที่ได้มาทางพันธุกรรม

ในข้อที่ว่าอารยธรรมคือวิวัฒนาการอันหนึ่ง – ซึ่งถ้าใช้ภาษาของ Herbert Spencer ก็คือความก้าวหน้าจากความเป็นแบบเดียวกันที่ไม่เจาะจงไม่สอดคล้องกันมาเป็น ความต่างแบบกันที่เจาะจงสอดคล้องกัน (from an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) – ย่อมไม่มีข้อน่าสงสัย แต่การกล่าวเช่นนี้มิได้อธิบายหรือบ่งชี้สาเหตุซึ่งสนับสนุนหรือถ่วงรั้ง วิวัฒนาการนั้น คำกล่าวกวาดรวมของ Spencer ซึ่งมุ่งจะอธิบายปรากฏ-การณ์ทั้งปวงไว้ภายใต้คำว่าสสารและพลังงาน จะรวมถึงสาเหตุเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยเพียงไหนนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวได้ แต่เท่าที่อธิบายมาตามหลักเกณฑ์นั้น ปรัชญาแห่งพัฒนาการยังมิได้ตอบปัญหานี้อย่างเจาะจง และได้ทำให้เกิดความคิดเห็น หรือที่ถูกคือความกลมกลืนกันในความคิดเห็น ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงขึ้น

คำอธิบายถึงความก้าวหน้าอย่างสามัญนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าคล้ายคลึงกันมากกับทรรศนะตามธรรมดาของผู้หาเงิน ในเรื่องสาเหตุแห่งการวิภาคเศรษฐทรัพย์โดยไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเขามีทฤษฎี โดยปกติทฤษฎีนั้นจะเป็นว่ามีเงินตราอยู่มากมายที่จะหาได้สำหรับผู้ที่มีความ ตั้งใจและมีความสามารถ และความโง่เขลา ความเกียจคร้าน หรือความสุรุ่ยสุร่ายเป็นตัวทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน และดังนั้นคำอธิบายสามัญในเรื่องความแตกต่าง กันของอารยธรรมจึงเป็นความแตกต่างกันในเรื่องความสามารถไป ชนชาติอารยะคือเชื้อชาติที่ ประเสริฐกว่าและความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมจึงเป็นเพราะความประเสริฐ กว่านี้ – เช่นเดียวกับ ที่คนอังกฤษมีความเห็นโดยทั่วไปว่าชัยชนะของตนเป็นเพราะคนอังกฤษมีคุณสมบัติ ตามธรรม-ชาติประเสริฐกว่าชาวฝรั่งเศสผู้กินกบ และชาวอเมริกันโดยทั่วไปก็คิดว่าการปกครองโดยประชาชน การค้นคิดประดิษฐ์อย่างแข็งขัน และความสุขสบายโดยเฉลี่ยซึ่งสูงกว่าชนชาติอื่น เป็นเพราะ “ความเก่งของชาติแยงกี้” ที่เหนือกว่า

ทรรศนะซึ่งครอบงำโลกแห่งความคิดอยู่ในขณะนี้เป็นดังนี้คือ: การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความคงอยู่ได้กระตุ้นให้มนุษย์ใช้ความพยายามใหม่ ๆ และค้นคิดประดิษฐ์มากขึ้นตามส่วนกับที่การดิ้นรนนั้นรุนแรงขึ้น ความเจริญดีขึ้นและความสามารถในการที่จะทำให้เกิดความเจริญขึ้นนี้ถูกกำหนด ด้วยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และได้รับการขยายออกด้วยแนวโน้มของบุคคลผู้ที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุด หรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะอยู่รอดและแผ่ขยายออกไปในบรรดาบุคคลต่าง ๆ และด้วยแนวโน้มของเผ่าชน ชาติ หรือเชื้อชาติที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุดหรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะ อยู่รอดในการต่อสู้ระหว่างกลุ่มสังคมต่าง ๆ ทฤษฎีนี้ได้เป็นเครื่องอธิบายความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และความแตกต่างในความก้าวหน้าระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยความมั่นใจแต่มิได้เป็นการทั่วไปอยู่ในขณะนี้ เหมือนเมื่อไม่นานมานี้ที่มีการอธิบายความแตกต่างดังกล่าวโดยอาศัยทฤษฎีแห่ง การสร้างสรรค์เป็นพิเศษและการแทรกแซงของพระผู้เป็นเจ้า

ผลทางปฏิบัติของทฤษฎีนี้คือลัทธิชะตานิยม (fatalism) ที่มีความหวังชนิดหนึ่ง ซึ่งปรากฏแพร่หลายในวรรณกรรมปัจจุบัน* ตามทรรศนะนี้ ความก้าวหน้าคือผลแห่งพลังทั้ง หลายซึ่งกระทำอย่างช้า ๆ มั่นคงและไร้ความเมตตา เพื่อยกมนุษย์ให้สูงส่งขึ้น สงคราม ระบบทาส การกดขี่ ความเชื่องมงาย ฉาตกภัย และโรคระบาด ความขาดแคลนและความทุกข์ยาก ซึ่งปรากฏอยู่ในอารยธรรมสมัยใหม่ คือสาเหตุที่ขับดันมนุษย์ต่อไปโดยการกำจัดประเภทที่ด้อยกว่าและขยายประเภท ที่สูงกว่า และการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือพลังที่เป็นตัวกำหนดความก้าว หน้า และความก้าวหน้าในอดีตคือฐานสำหรับความก้าวหน้าใหม่ ๆ ดังนี้ บุคคลจึงเป็นผลแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งกระทำต่อบรรดาบุคคลในอดีตมาเป็นลำดับ ยาวนานไม่สิ้นสุด และการจัดสังคมก็ได้แบบมาจากบุคคลต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสังคมนั้น ดังนั้น แม้ทฤษฎีนี้ ตามคำของ Herbert Spencer ** – เป็น “แบบที่นิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (radical) เกินกว่าที่ลัทธินิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง”โดยเหตุที่มันมุ่งจะให้มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของ มนุษย์เอง ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีนี้ก็เป็น “อนุรักษ์นิยมเกินกว่าที่ลัทธิอนุรักษ์นิยมใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง” ด้วย เพราะทฤษฎีนี้ถือว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในลักษณะของมนุษย์ ปราชญ์อาจจะสั่งสอนว่าข้อนี้มิได้ลดหน้าที่ที่จะพยายามปฏิรูปการกระทำอันมิ ชอบ เช่นเดียวกับนักธรรมผู้สั่ง สอนลัทธิที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว ที่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะดิ้นรนเพื่อความรอดพ้น แต่ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ผลก็คือลัทธิชะตานิยม – “ถึงแม้จะทำเท่าที่เราอาจทำได้ เครื่องบดของพระผู้เป็นเจ้าก็จะบดต่อไปโดยไม่คำนึงถึงการช่วยเหลือหรือการ หน่วงเหนี่ยวของเรา” ข้าพเจ้ากล่าวพาดพิงถึงข้อนี้เพียงเพื่อที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่ข้าพเจ้าถือ ว่าเป็นความคิดเห็นที่กำลังแผ่ขยายและแทรกซึมเข้าไปในความคิดโดยทั่วไปอย่าง รวดเร็ว ในการค้นคว้าหาสัจธรรม เราไม่ควรจะยอมให้ข้อพิจารณาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของมันมาทำให้ความคิดของเราบิด เบือนไป แต่ข้าพเจ้าถือว่าทรรศนะปัจจุบันเกี่ยวกับอารยธรรมเป็นดังนี้: อารยธรรมคือผลแห่งพลังทั้งหลายซึ่งกระทำตามวิธีที่บ่งไว้ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนลักษณะของมนุษย์และปรับปรุงและยกระดับความสามารถของมนุษย์ขึ้นอย่าง ช้า ๆ ความแตกต่างระหว่างอารยชนกับคนป่าคือความแตกต่างในการศึกษาอบรมของเผ่า พันธุ์เป็นเวลานานซึ่งได้เข้าไปเกาะอยู่อย่างถาวรในจิตใจ และการปรับปรุงดีขึ้นนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่อารย-ธรรมที่สูงขึ้น ๆ เราได้มาถึงจุดที่ความก้าวหน้าดูเหมือนจะเป็นธรรมดาสำหรับเราแล้วและเรามอง ไปข้างหน้าอย่างเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่กว่าของมนุษยชาติที่จะเกิด มาภายหลัง – บางคนถึงกับเชื่อว่าในที่สุดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ไม่ รู้จักตายและทำให้เขาสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังมิใช่แค่ดาวพระเคราะห์ เท่านั้น แต่รวมถึงดาวฤกษ์ด้วย และจะทำให้เขาสามารถสร้างดวงอาทิตย์และจักรวาลให้แก่ตนเองได้ ***

แต่โดยมิต้องพุ่งขึ้นไปถึงดวงดาว ในทันทีที่ทฤษฎีความก้าวหน้าซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรมดาเหลือเกินสำหรับเราใน ท่ามกลางอารยธรรมที่กำลังก้าวหน้านี้มองออกไปรอบ ๆ โลกเท่านั้น มันก็จะได้เผชิญกับข้อเท็จจริงอันใหญ่ยิ่ง – นั่นคืออารยธรรมทั้งหลายที่หยุดชะงักแข็งทื่อ มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันมิได้มีความคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้า มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันถือ (เช่นที่บรรพบุรุษของเราเองได้ถือมาจนกระทั่งระยะชั่ว 2 – 3 อายุคนนี้) ว่าครั้งอดีตเป็นสมัยแห่งความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ อาจจะมีผู้อธิบายความแตกต่างระหว่างคนป่ากับอารยชนได้ด้วยทฤษฎีที่ว่า คนป่ายังพัฒนามาอย่างบกพร่องเต็มที ซึ่งทำให้ไม่ค่อย

ปรากฏความ ก้าวหน้าของเขา แต่โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าของมนุษย์เป็นผลจากสาเหตุโดยทั่วไปอัน ต่อเนื่องนั้น เราจะอธิบายถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้าไปไกลแต่แล้วก็หยุดชะงักได้อย่างไร? เราไม่สามารถจะกล่าวถึงชนเผ่าฮินดูและชาวจีนได้เช่นเดียวกับที่อาจจะกล่าว ได้ถึงคนป่าว่าความเหนือกว่าของเราเป็นผลจากการศึกษาอบรมที่นานกว่า หรือเราเป็นประดุจผู้ใหญ่แล้วสำหรับธรรมชาติ ในขณะที่พวกเขายังเป็นเด็กอยู่ ชาวฮินดูและชาวจีนเคยเป็นอารยะเมื่อเรายังเป็นคนป่าอยู่ พวกเขามีเมืองใหญ่ ๆ มีการปกครองที่จัดระบบอย่างดีและเข้มแข็ง มีวรรณกรรม ปรัชญา มารยาทที่ขัดเกลา มีการแบ่งงาน (division of labor) มากพอควร มีการพาณิชย์ขนาดใหญ่ และศิลปะอันประณีตบรรจงในขณะที่บรรพบุรุษของเรายังเป็นคนป่าเถื่อนพเนจร อาศัยในกระท่อมและกระโจมหนังสัตว์ มิได้เจริญไปกว่าอินเดียนแดงเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เราก้าวหน้าจากสภาพป่าเถื่อนนี้มาสู่อารยธรรมสมัยศตวรรษที่ 19 ชาวฮินดูและจีนกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ถ้าความก้าวหน้าเป็นผลแห่งบรรดากฎอันแน่นอน หลีกเลี่ยงมิได้ และเป็นนิรันดร์ ซึ่งขับดันมนุษย์ให้ก้าวหน้าไป แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ผู้อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการที่มีผู้นิยมกันมากที่สุดผู้หนึ่ง คือ Walter Bagehot (“Physics and Politics”) ได้ยอมรับพลังแห่งการคัดค้านนี้ และพยายามที่จะอธิบายด้วยวิธีนี้: สิ่งแรกที่จำเป็นในการทำให้มนุษย์เป็นอารยะก็คือทำให้เขาเชื่อง ชักนำให้เขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์โดยอยู่ภายใต้กฎ แล้วบรรดากฎหมายและขนบประเพณีทั้งหลายก็จะเพิ่มมากขึ้น รุนแรงขึ้นและขยายออกไปด้วยวิธีการเลือกตามธรรมชาติ เผ่าชนหรือชาติที่รวมกันด้วยวิธีนี้จึงได้เปรียบกว่าเผ่าชนหรือชาติที่มิได้ รวมกัน กลุ่มประเพณีและกฎหมายนี้ในที่สุดก็เข้มข้นและแข็งตัวเกินกว่าที่จะทำให้มี ความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ความก้าวหน้านี้จะดำเนินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้เกิดสถานการณ์ที่ชักนำให้มี การอภิปรายและยินยอมให้มีเสรีภาพและความคล่องตัวอันจำเป็นสำหรับการปรับปรุง เจริญขึ้น

คำอธิบายซึ่ง Bagehot ให้ไว้ด้วยความสงสัยบางประการ ตามที่เขากล่าวเองนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าทำให้ทฤษฎีทั่วไปหมดความน่าเชื่อถือลงไป แต่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะกล่าวถึงข้อนั้นเพราะเราย่อมเห็นได้ชัดว่ามันมิ ได้อธิบายข้อเท็จจริง

จาก การรวมตัวกันของปรมาณูซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งในที่สุดก็หยุดลงเมื่อปรมาณูเข้าสู่ดุลยภาพและเกิดสภาพอยู่นิ่งต่อมา ซึ่งจะเคลื่อนไหวใหม่อีกก็ต่อเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทบ อันจะทำให้ย้อนกรรมวิธีของวิวัฒนาการ ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวมากขึ้นและสลายสสารออกไปเป็นแก๊ส ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งด้วยการรวมตัวกันของแก๊ส เช่นเดียวกัน เราก็อาจกล่าวได้ว่าการรวมกันของแต่ละบุคคลในประชาคมจะทำให้เกิดพลังอันก่อ ให้เกิดแสงสว่างและความอบอุ่นแห่งอารยธรรม แต่เมื่อกรรมวิธีนี้หยุดลงและแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ประกอบเข้าสู่ดุลยภาพ อยู่ ณ ที่ประจำของตน ความชะงักงันก็เกิดตามมา และการกระจัดกระจายเนื่องจากการบุกรุกของคนป่าเถื่อนนับเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเริ่มต้นกรรมวิธีและความเจริญเติบโตของอารยธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง

แต่ การเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันนับเป็นวิธีการคิดที่มีอันตราย ที่สุด มันอาจจะเชื่อมต่อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังซ่อนพรางหรือปิดบังความจริงเสีย และความคล้ายคลึงกันที่กล่าวแล้วทั้งสิ้นก็เป็นแต่เพียงผิวเผิน เมื่อสมาชิกของประชาคมเกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในสภาพเด็กที่มีพลังใหม่ ประชาคมย่อมไม่แก่ลงด้วยความเสื่อมพลังความสามารถดังเช่นมนุษย์ เมื่อพลังของส่วนรวมจะต้องเท่ากับผลรวมของพลังของแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ ประกอบ ประชาคมย่อม จะไม่สูญเสียพลังอันสำคัญยิ่งไป นอกจากพลังอันสำคัญยิ่งขององค์ประกอบของมันจะลดลง

แต่ ทั้งในการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันอย่างสามัญระหว่างพลังชีวิตของชาติกับ ของแต่ละบุคคล และในการเปรียบเทียบตามที่ข้าพเจ้าเสนอ ย่อมมีการตระหนักถึงความจริงอันเด่นชัดข้อหนึ่งแฝงอยู่ – นั่นคือความจริงที่ว่าอุปสรรคที่ทำให้ความก้าวหน้าหยุดลงในที่สุดนั้นเกิด ขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้านั้นเอง และสิ่งที่ได้ทำลายอารยธรรมทั้งสิ้นที่แล้วมาก็คือเงื่อนไขที่เกิดขึ้น เนื่องจากความเจริญเติบโตของอารยธรรมนั้นเอง

นี่เป็นสัจธรรมซึ่งปรัชญาในปัจจุบันได้ละเลยเสีย แต่มันเป็นสัจธรรมที่มีความหมายสำคัญที่สุด ทฤษฎีว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติจะมีเหตุผลฟังขึ้นก็ต้องอธิบายสัจธรรม ข้อนี้ด้วย

แนวโน้มที่ทำให้เกิดการแข็งตัวซึ่ง Bagehot กล่าวถึง จะแสดงตัวเองออกตั้งแต่ระยะต้น ของพัฒนาการ และตัวอย่างของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทั้งสิ้นได้มาจากชีวิตคนป่าหรือกึ่ง คนป่า แต่อารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้ได้ก้าวไปไกลก่อนที่จะหยุดลง จะต้องมีระยะหนึ่งที่อารยธรรมเหล่านี้เจริญไปไกลมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพ ที่ป่าเถื่อน แต่ก็ยังคงมีความอ่อนตัว เสรี และก้าวหน้า อารยธรรมที่ชะงักเหล่านี้หยุดลง ณ จุดซึ่งแทบไม่มีอะไรด้อยกว่าและมีหลายด้านที่เหนือกว่าอารยธรรมของยุโรปสมัย ราวศตวรรษที่ 16 หรืออย่างเลวที่สุดก็ศตวรรษที่ 15 ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดนั้นย่อมจะต้องมีการอภิปราย การต้อนรับสิ่งใหม่ ๆ และกิจกรรมทางสมองทุกชนิด พวกเขามีสถาปนิกผู้ทำให้ศิลปะวิทยาการก่อสร้างเจริญขึ้นจนถึงระดับที่สูงมาก ด้วย นวัตกรรมหรือการปรับปรุงเป็นลำดับมา มีนักต่อเรือผู้ได้ต่อเรือที่ดีเช่นเรือรบของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ในที่สุดโดยนวัตกรรมมากมายโดยวิธีเดียวกัน มีนักค้นคิดประดิษฐ์ผู้ได้หยุดลงใกล้เคียงกับสิ่งปรับปรุงที่สำคัญที่สุดของ เรา และเรายังสามารถจะเรียนรู้จากพวกเขาบางคนด้วยซ้ำไป มีวิศวกรผู้ก่อสร้างข่ายชลประทานใหญ่และคลองเพื่อการเดินเรือ มีสำนักปรัชญาที่แข่งขันชิงดีกันและมีความคิดที่ขัดแย้งกันในทางศาสนา ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ศาสนาหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ในหลายประการได้เกิด ขึ้นในอินเดีย เข้าแทนที่ศาสนาเก่า ผ่านไปสู่จีน แผ่ออกกว้างขวางทั่วประเทศนั้น แต่แล้วก็ถูกศาสนาอื่นเข้าแทนที่ ณ แหล่งเดิม ๆ ของตนเช่นเดียวกับที่ศาสนาคริสต์ถูกแทนที่ ณ แหล่งแรก ๆ ของตน นับเป็นเวลานานหลังจากที่มนุษย์ได้รู้จักที่จะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ที่มีชีวิต และชีวิตที่แข็งขัน มีนวัตกรรมซึ่งทำให้เกิดการปรับปรุงก้าวหน้า และยิ่งกว่านั้น ทั้งอินเดียและจีนต่างได้ซึมซับชีวิตใหม่จากชาติผู้พิชิตผู้มีขนบประเพณีและ แบบอย่างความคิดแตกต่างออกไปด้วย

อารยธรรมที่หยุดชะงักอย่างมากที่สุด ในบรรดาอารยธรรมที่เรารู้จักกัน ก็คือ อารยธรรมของอียิปต์ ซึ่งแม้แต่ศิลปะก็กลับมาเป็นรูปธรรมดาและแข็งตัวในที่สุด แต่เรารู้ว่าเบื้องหลังระยะนี้จะต้องมีสมัยที่มีชีวิตชีวาและความกระปรี้ กระเปร่า – มีอารยธรรมที่พัฒนาใหม่และขยายออกไปเช่นเดียวกับที่อารยธรรมของเราเป็นอยู่ ในขณะนี้ – มิฉะนั้นแล้วศิลปะและศาสตร์จะไม่ขึ้นได้สูงถึงเพียงนั้นเลย และการขุดค้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ฉายแสงให้เห็นอียิปต์ที่โบราณกว่าจากเบื้องใต้สิ่งที่เรารู้กันมาแต่ เดิมเกี่ยวกับอียิปต์ – จากรูปปั้นและรูปแกะสลักซึ่งแทนที่จะเป็นแบบแข็งกระด้างและเป็นพิธีการ กลับเปล่งปลั่งไปด้วยชีวิตชีวาและความหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นศิลปะอันทรงพลัง เป็นธรรมชาติ และเสรี อันเป็นเครื่องบ่งชี้แน่นอนถึงชีวิตที่แข็งขันและขยายออกไป สำหรับอารยธรรมทั้งสิ้นซึ่งบัดนี้ไม่ก้าวหน้าแล้วก็จะต้องเคยเป็นเช่นเดียว กัน

แต่ไม่แต่เพียงอารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้เท่านั้นที่ทฤษฎี ปัจจุบันว่าด้วยพัฒนาการอธิบายมิได้ มิใช่เป็นเพียงว่ามนุษย์ได้เดินไปตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าถึงแค่นั้นแล้ว ก็หยุดลงเท่านั้น แต่มนุษย์ได้เดินไปไกลตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าแล้วก็ถอยหลังกลับด้วยซ้ำ สิ่งที่เผชิญกับทฤษฎีนี้ดังกล่าวมิได้มีเพียงกรณีเดียวโดด ๆ เท่านั้น – มันเป็นกฎสากลเลยทีเดียว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่โลกได้เคยเห็นมาย่อมมีระยะที่เจริญเติบโตอย่างเข้ม แข็ง ระยะชะงักงัน ระยะเสื่อมโทรมและตกต่ำลง ในบรรดาอารยธรรมทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ยังคงเหลือแต่อารยธรรมที่ชะงักงันไปและอารยธรรมของเราเองซึ่งยังไม่มี อายุมากเท่าพีระมิดในขณะที่อับราฮัมมองดู – เบื้องหลังพีระมิดนั้นคือระยะ 20 ศตวรรษแห่งประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก

เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ที่ว่าอารยธรรมของเรามีฐานกว้างขวางกว่า เป็นแบบที่ก้าวหน้ามากกว่า เคลื่อนตัวรวดเร็วกว่า และพุ่งขึ้นสูงกว่าอารยธรรมทั้งสิ้นที่มีมาแล้ว แต่ในแง่เหล่านี้ ก็ดูมันจะไม่ก้าวหน้าไปกว่าอารยธรรมกรีก-โรมัน มากกว่าที่อารยธรรมกรีก-โรมันจะก้าวหน้าเกินกว่าอารยธรรมของเอเชีย และถ้าหากว่ามันก้าวหน้ามากกว่า นั่นก็มิได้พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับความถาวรและความก้าวหน้าในอนาคตของมัน เว้นเสียแต่จะแสดงให้เห็น ได้ว่า มันเหนือกว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุแห่งความล้มเหลวสิ้นเชิง ของอารยธรรมรุ่นก่อน ๆ ทฤษฎีปัจจุบันมิได้แสดงข้อนี้

อันที่จริงแล้ว ถ้านับจากการอธิบายข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์สากล ไม่มีทฤษฎีใดที่จะไปได้ไกลกว่าทฤษฎีนี้ ที่ว่าอารยธรรมเป็นผลแห่งวิธีการเลือกของธรรมชาติซึ่งกระทำเพื่อปรับปรุงและ ยกความสามารถของมนุษย์ การที่อารยธรรมได้เกิดขึ้นในเวลาต่าง ๆ กัน สถานที่ต่าง ๆ กันออกไป และก้าวหน้าไปด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันนั้น มิใช่ว่าจะไม่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้ เพราะนั่นอาจจะเป็นผลจากการถ่วงดุลไม่เท่าเทียมกันระหว่างพลังที่ผลักดันและ ที่ต่อต้านก็ได้ แต่การที่ความก้าวหน้าได้เริ่มต้นขึ้นทุกแห่ง (เพราะแม้แต่ในบรรดาเผ่าชนที่ต่ำที่สุด เราก็ยังถือว่ามีความก้าวหน้าบางประการ) โดยไม่มีแห่งใดเลยที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่กลับหยุดหรือถอยหลังเสียทุกแห่งนั้น ย่อมเป็นการไม่สอดคล้องอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ทั้งนี้เพราะถ้าความก้าวหน้ากระทำเพื่อนำการปรับปรุงเข้ามาติดไว้ในธรรมชาติ ของมนุษย์ และก่อให้เกิดความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว ถึงแม้จะมีการสะดุดหยุดลงบ้างเป็นครั้งคราว กฎทั่วไปก็จะเป็นว่าความก้าวหน้าจะต้องต่อเนื่อง – ความก้าวหน้าจะต้องนำไปสู่ความก้าวหน้า และอารยธรรมจะพัฒนาไปสู่อารยธรรมที่สูงส่งยิ่งขึ้น

มิใช่เพียงกฎทั่วไปเท่านั้น หาก กฎสากล ด้วย ที่เป็นตรงกันข้ามกับข้อนี้ โลกคือหลุมฝังศพของจักรวรรดิที่ตายไปแล้วไม่น้อยไปกว่าที่เป็นหลุมฝังศพของ คนตาย แทนที่ความก้าวหน้าจะทำให้มนุษย์มีความเหมาะสมสำหรับความก้าวหน้ามากขึ้น อารยธรรมทุกอารยธรรมที่เข้มแข็งและก้าวหน้าในสมัยของตนเองพอ ๆ กับอารยธรรมของเราในสมัยนี้กลับหยุดลงด้วยตนเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ศิลปะได้เสื่อมโทรมลง วิทยาการจมดิ่ง ความสามารถลดถอย ประชากรเบาบางลง จนกระทั่งประชาชนที่ได้สร้างวิหารใหญ่ ๆ และเมืองอันทรงอำนาจ เปลี่ยนทางแม่น้ำและเจาะภูเขา บำรุงพื้นโลกเหมือนเป็นสวน และนำเอาความละเอียดประณีตอย่างที่สุดเข้ามาสู่กิจการย่อยที่สุดของชีวิต นั้น กลับเหลือแต่คนป่าเถื่อนที่น่าสมเพชจำนวนเล็กน้อยผู้สูญเสียแม้กระทั่งความ ทรงจำในสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้กระทำไว้ และนับถือว่าชิ้นส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ของสิ่งที่ใหญ่โตสูงส่งนั้นเป็นผลงาน ของอัจฉริยบุคคลหรือของชนชาติที่ทรงอำนาจก่อนน้ำท่วมใหญ่ ข้อนี้นับเป็นความจริงอย่างยิ่ง จนกระทั่งเมื่อเราคิดถึงอดีตจะดู เหมือนว่ามันเป็นกฎที่ไม่รู้จักผ่อนปรนซึ่งเราไม่อาจจะหวังได้รับการยกเว้น ได้มากไปกว่าที่ชายหนุ่มผู้ “รู้สึกถึงชีวิตของเขาไปทั่วทุกแขนขา” จะพึงหวังได้รับการยกเว้นจากการแตกดับอันเป็นชะตาร่วมกันของทุกคน Scipio คร่ำครวญกับซากปรักหักพังแห่งนครคาร์เธจว่า “แม้เช่นนี้ โอ้กรุงโรม วันหนึ่งก็จะต้องเป็นชะตาของเจ้า!” และภาพของ Macaulay ที่มีชาวนิวซีแลนด์พินิจพิจารณาส่วนโค้งที่หักพังของสะพานลอนดอน ก็ดึงดูดจินตนาการแม้แต่ของผู้ที่ได้เห็นเมือง ต่าง ๆ เกิดขึ้นในป่าและช่วยวางรากฐานของจักรวรรดิแห่งใหม่ เช่นเดียวกัน เมื่อเราสร้างอาคารสาธารณะ เราก็ทำโพรงเอาไว้ที่ศิลาฤกษ์และผนึกสิ่งอนุสรณ์ในสมัยของเราไว้ภายในอย่าง บรรจง เฝ้าคอยเวลาที่ผลงานของเราจะพินาศลงและตัวเราเองถูกลืม

ทั้งการขึ้นสูงสลับกับการต่ำลงของอารยธรรมนี้ การถอยหลังซึ่งเกิดขึ้นภายหลังความก้าวหน้าอยู่เสมอนี้ จะเป็นหรือไม่เป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะตามเส้นที่เฉียงขึ้นก็ตาม (และข้าพเจ้าคิด ถึงแม้จะไม่ตั้งคำถาม ว่าการที่จะพิสูจน์ว่าเป็นนั้นจะยากยิ่งกว่าที่คิดกันโดย ทั่วไปมาก) มันก็ไม่แตกต่างกันประการใด ทั้งนี้เพราะทฤษฎีปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์หักล้างแล้วในทั้งสองกรณี อารยธรรมได้ตายไปโดยมิได้มีเครื่องแสดงแต่อย่างใด และความก้าวหน้าที่ได้มาโดยยากก็สูญหายไปจากเชื้อชาตินั้นตลอดกาล แต่ถึงแม้หากจะยอมรับเสียว่าความก้าวหน้า แต่ละคลื่นทำให้เกิดคลื่นที่สูงกว่าขึ้นได้ และอารยธรรมแต่ละอารยธรรมส่งผ่านคบเพลิงไปสู่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ตาม ทฤษฎีที่ว่าอารยธรรมก้าวหน้าไปโดยการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นในธรรมชาติของ มนุษย์ก็มิได้อธิบายข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะว่าในทุกกรณี เชื้อชาติที่เริ่มอารย- ธรรมใหม่นั้น จะมิใช่เชื้อชาติที่ได้รับการศึกษาอบรมและได้รับการปรุงแต่งทางพันธุกรรมจาก อารยธรรมเดิม หากเป็นเชื้อชาติใหม่ที่มาจากระดับต่ำ คนป่าเถื่อนแห่งยุคหนึ่งกลับมาเป็นอารย- ชนแห่งยุคต่อไป แต่แล้วก็ถูกแทนที่อีกต่อหนึ่งด้วยคนป่าเถื่อนพวกใหม่ ทั้งนี้เพราะเป็นจริงตลอดมาเสมอในข้อที่ว่า มนุษย์ภายใต้อิทธิพลแห่งอารยธรรมนั้น ถึงแม้ในขั้นแรกจะเจริญ ก้าวหน้าขึ้น แต่ภายหลังก็จะต้องเสื่อมทรามลง อารยชนสมัยนี้มีลักษณะเหนือกว่าอนารยชน มาก แต่ในระยะที่มีความเข้มแข็งสูงสุดนั้น อารยชนก็มีลักษณะเหนือกว่าทุกอารยธรรมที่ตายไปแล้ว แต่มีสิ่งต่าง ๆ เช่นความชั่วร้าย คอร์รัปชั่น และการทำความอ่อนแอให้แก่อารยธรรม ซึ่งได้แสดงตัวเองออกตลอดมาเสมอเมื่อขึ้นสูงเลยจุดหนึ่งไปแล้ว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่ถูกคนป่าเถื่อนพิชิตนั้น แท้ที่จริงแล้วได้สลายตัวลงเพราะความเสื่อมภายในตัวเอง

ในทันทีที่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสากลนี้ มันก็จะลบล้างทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าดำเนินไปโดยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เมื่อพิจารณาดูตลอดประวัติศาสตร์ของโลกจะเห็นได้ว่าเส้นแนวแห่งความก้าว หน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้ซ้อนทับกับเส้นแนวพันธุ-กรรมใด ๆ เลยไม่ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาใดก็ตาม ดูเหมือนว่าความเสื่อมถอยหลังจะเกิดขึ้นติดตามความเจริญก้าวหน้าไปเสมอบนทุก เส้นแนวแห่งพันธุกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะกล่าวหรือว่ามีชีวิตแห่งชาติหรือแห่งเชื้อชาติ ดังที่มีชีวิตของแต่ละบุคคล – จะกล่าวหรือว่าสังคมส่วนรวมทุกสังคมเสมือนว่าจะมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อใช้หมดเปลืองไปก็จะทำให้เกิดความเสื่อมขึ้น? นี่เป็นความคิดที่ดั้งเดิมและแพร่หลายซึ่งยังคงมีผู้ยึดถือกันอยู่มาก และจะได้เห็นปรากฏออกมาอย่างไม่สมเหตุผลอยู่เป็นนิจในงานเขียนของบรรดาผู้ อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการ โดยแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมเราจะกล่าวถึงสังคมในฐานะสสารและอาการ เคลื่อนไหวมิได้ ทั้งนี้เพื่อให้มันเข้าอยู่ภายในกฎทั่วไปของวิวัฒนาการให้เห็นได้ชัด เพราะเมื่อคิดว่าแต่ละบุคคลในสังคมเป็นประดุจแต่ละปรมาณู ความเจริญเติบโตของสังคมก็คือ “การรวมตัวกันของสสารและการที่อาการเคลื่อนไหวลดลงไปพร้อมกัน ซึ่งในระหว่างนี้สสารจะผ่านจากฐานะความเป็นเนื้อเดียวกันอันไม่เจาะจงไม่สอด คล้องกัน มาเป็นความต่างแบบกันอันเจาะจงและสอดคล้องกัน และระหว่างนี้อาการเคลื่อนไหวที่ยังคงมีอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคู่ขนานกัน ไป” ****เช่นนี้เราก็อาจจะแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างชีวิตของสังคมกับ ชีวิตของสุริยจักรวาล ตามสมมติฐานในเรื่องกลุ่มหมอกเพลิง (nebular hypothesis) ได้ ความร้อนและแสงสว่างของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเนื่อง

Preah Vihear Temple

Preah Vihear Temple or Prasat Preah Vihear. The ancient beauty. Dominant over the Phanom Dong Rak mountain range. The boundary. Between Thailand and Cambodia has an elevation of sea level 657 m Preah Vihear as it firmly on the mountain or “Si Si B Red Arrow” is the “crown jewel” of Lord Shiva (Shiva) is outstanding. on top of Phanom Dong Rak mountain range in length from north to south by 800 meters. Most of the entrance and stairs up to the top of the hill. The President of the castle. Situated at the southern end of Castle Peak (elevation 120 m from the north end of the castle, 525 meters and 657 meters above ground level in Cambodia).
National Park near the Preah Vihear temple as a holy place of the former inhabitants. King Jayavarman the second set and called this area “Security wa s” after the name in Sanskrit inscription that. “Sri Sikri Ice Princess” means “the mountain of the Gospel” is located on a hilltop in Phanom Dong Rak mountain range. Along the boundaries between Thailand and Cambodia.

Of evidence. Expected to generate in a year. Year 1432-1443. In the romanization of the first to use it as a place of worship, religious beliefs, Brahman. We assume it is like. “Mount Meru” (center of the universe) by making it realistic to capture the power and faith of the people in the neighborhood together. Because in the past the people of mixed race lived together. Romanization is the one he is sure to make up the temple. To a point and anchor of the soul. The house, which would make the rule easier.

Preah Vihear is among many Thewalai and Castle Rock. All built to honor Lord Shiva. Thewalai or Castle Rock, which first created. At the beginning of the 9th century ruins of Thewalai remaining. Age from the Kerguelen Islands. In the early 10th century when Preah Vihear and the architecture is stunning. Cultural heritage of their ancestors. “Kha Mer Cambodia” (Khmer) traditional living in Cambodia today. And in the east of us.

Kha Mer Cambodia. The people who have the ability to create a “castle” with sandstone and laterite. The construction of the castle on the hill Kha Mer Cambodia temple row the long reign of over 300 years since King’s “I Wanna assuming that 1″ to “Romanization 1″ so that the “Jayavarman 5-6″. until the very end. “Romanization 2″ and “The Jayavarman 7″ from the late 9th century until the middle of the 12th century (or from the 15th to the 18th century or the Sukhothai period 300 years before that).

Entrance to the castle, President, Vesta, Kanpur (arches) bookmarks are five layers (Co Kanpur 5th is the visitor will find the first part) Co. Jaipur each layer before reaching the front yard to the stairs. several stages. Jaipur is the Co layers at the altitudes. In addition, the model also shield them from patching Coast viewers see the next section of the castle. Until it passes through the different stages of it. The structure can not be seen from one corner to the castle.

Preah Vihear temple was originally located in the area of Thailand. The landscape of home Chai District C Pillar Coral Kantharalak district. Sisaket Province (1899, Rs -118) and 2442 HRH on her family. His celebration assembly. The Royal Sappasitthiprasong. Went to the castle. He called. “Castle virtues” which are referred to as. “Temple” in which he mentions the name of the era and the ridge that packs 118 stores right eye.
Whether the 2447 treaty, or by geography. The land of Thailand is clearly the date October 6, 2502 the Government of Prince Norodom Sihanouk of Cambodia. The backing of France. Be filed with the Court. Thailand to withdraw troops from Preah Vihear. And asked the court to award sovereignty over Preah Vihear temple that night. (All filed 73 times) later on June 15, 2505 the ICJ ruled that sovereignty over the Preah Vihear temple belonged to Cambodia, with a score of 9 to 3, characterized by the area, with an area of about 150 acres.

2450 years later, the French imperialists. (Khmer Rouge regime at the time) forced the military government of Siam (Thailand) to a map given to him in the temple, in the territory of Cambodia. In making the treaty more. Thai government has recognized the French map made well but did not protest. (Which was originally the Phanom Dong Rak mountain range divided by watershed. His temple is in Thailand, but the new year is planned. In 1907 the Cambodian side), possibly because France is a great power at that time. I can go to Thailand and Preah Vihear easily.

การฟอกเงิน คืออะไร?

สาระน่ารู้ความผิดมูลฐาน
ความผิดมูลฐาน ความผิดมูลฐาน หรือความผิดที่เป็นฐานที่ทำให้เกิดรายได้นำไป สู่การฟอกเงินในกฎหมายได้กำหนดไว้ 7 ฐานความผิด คือ

(1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปราม ยาเสพติด
(2) ความผิดเกี่ยกวับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา
(3) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
(4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอก หรือฉ้อโกง หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือ กระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ใน การยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา
(6) ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา
(7) ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

ความเป็นมาของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
สืบเนื่องจากอนุสัสัญญาเวียนนา ค.ศ. 1988 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ประเทศที่ประสงค์จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1988 ต้องมีมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายภายในประเทศนั้นรองรับ

สาเหตุที่ต้องมีการฟอกเงิน
การที่เงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมายไม่สามารถอ้างอิงแหล่งที่มา

แหล่งที่มาของการฟอกเงิน
แหล่งที่มาของเงินที่ต้องการฟอกนั้นจะมีแหล่งใหญ่ ๆ ด้วยกัน 10 แหล่ง คือ

(1) เงินจากการค้ายาเสพติด
(2) เงินจากวงการเมือง
(3) เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน
(4) เงินจากวงการพนัน
(5) เงินสินบน
(6) เงินจากบริษัท
(7) เงินส่วนตัวที่ต้องปกปิด
(8) เงินจากกลุ่มเศรษฐี
(9) เงินจากรัฐ
(10) เงินนอกระบบอื่น ๆ

แหล่งสำหรับการฟอกเงิน
แหล่งสำหรับการฟอกเงินสามารถแยกออกเป็นแหล่งนอกประเทศ และในประเทศ

การอยู่ร่วมกันในสังคม

สังคม

ในอดีตการดูแลคุ้มครองสมาชิกของสังคมเป็นบทบาทหน้าที่ของสถาบัน ครอบครัว ครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่สำคัญต่อการสร้างระบบความมั่นคงของมนุษย์และ สังคม ระบบการดูแลสมาชิกในครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐฐานะของครอบครัวนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าครอบครัวใดไม่สามารถทำหน้าที่เบื้องต้นได้ ระบบสนับสนุนทางสังคม รองลงมาคือ ระบบเครือญาติ ระบบเพื่อนบ้าน ระบบชุมชนก็จะทำหน้าที่ให้การดูแล สงเคราะห์แบบชั่วคราว ในขณะที่องค์กรภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบก็ต่อเมื่อระบบสนับสนุนทาง สังคมที่ใกล้ตัวของบุคคลนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้

หน้าที่สำคัญของรัฐอีกประการหนึ่งคือ การดูแลรับผิดชอบให้ประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับบริการสังคมขั้นพื้นฐาน หรือบริการสวัสดิการสังคมจากรัฐ ฉะนั้นสิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ (Civil Right) ก็ควรจะได้รับบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของรัฐ รัฐในฐานะผู้ปกครองที่มีอำนาจซึ่งมีหน้าที่โดยชอบธรรมที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้กับประชาชน ในอดีตรัฐกับประชาชนได้สร้างพันธะสัญญาร่วมกันที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม” อำนาจของรัฐจึงเป็นอำนาจที่ชอบธรรม รัฐบาลจึงมีหน้าที่หลักโดยมีนโยบายการดูแลทุกข์และสุขของประชาชนให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพของตน ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีความศรัทธาเชื่อถือต่ออำนาจรัฐว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อ การจัดบริการสวัสดิการสังคมได้เป็นอย่างดี
การจัดบริการสวัสดิการสังคมในอนาคตจึงได้รับการวิพากษ์ให้มีการ ทบทวนบทบาทของรัฐ ประเภทและลักษณะบริการสวัสดิการสังคมที่เป็นอยู่อาจไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง สังคมไทยก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากภาวะวิกฤตด้านเศรษฐกิจในกลางปี 2540 เป็นต้นมา รัฐไม่สามารถที่จะจัดบริการในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) อีกต่อไป การจัดสวัสดิการสังคมในปัจจุบันและอนาคตได้พยายามปรับตัวใหม่ในลักษณะของ สวัสดิงาน (Workfare) แทน ขณะเดียวกันรัฐก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการจัดวางระบบเครือข่ายความปลอดภัยทาง สังคม (Social Safety Net) ที่ครอบคลุมคนทุกคนในสังคม เพื่อเป็นมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานสูงในอนาคตเช่นกัน การจัดบริการสวัสดิการสังคมเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมแบบสงเคราะห์ เฉพาะหน้าเริ่มถูกจำกัดวงให้เล็กลง

รัฐได้พยายามผลักดันระบบ สวัสดิการสังคมในรูปของโครงการหลักประกัน แทนควบคู่กับการกระจายอำนาจลงมาภาคท้องถิ่นและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน การจัดบริการสวัสดิการสังคมมากขึ้น การจัดระบบสวัสดิการสังคมจึงไม่ใช่บทบาทของรัฐเช่นที่ผ่านมา ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้มีการเคลื่อนไหว รวมกลุ่มและเรียกร้องผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการสังคมที่มีรูปแบบหลากหลาย โดยเริ่มจากความพร้อมของกลุ่มเล็กๆ ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของการสร้างระบบความมั่นคงทางสังคมให้กับกลุ่ม ของตนเองในลักษณะของกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่อาศัยจากการระดมทุนตามศักยภาพของคนในชุมชนเป็นหลัก รูปแบบการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่น คำนึงถึงปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนเป็นหลัก กระแสการเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการสังคมไทย จึงขึ้นอยู่กับประชาคมต่างๆ มากกว่าการปล่อยให้รัฐทำหน้าที่ดูแลด้านสวัสดิการสังคมอีกต่อไป
ดังจะเห็นได้จากนโยบายของรัฐในรูปของกฎหมายและพระราชบัญญัติ สวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศ งานสวัสดิการสังคมจึงขึ้นอยู่กับระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และระบบสังคมวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามการจัดบริการสวัสดิการสวัสดิการสังคมซึ่งอยู่บนพื้นฐานความ เชื่อที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่า ควรปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดระบบบริการสวัสดิการสังคม รัฐจะปล่อยให้ประชาชนรับผิดชอบดูแลสวัสดิการของตัวเอง รัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลจัดสวัสดิการเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตน เองได้ โดยรัฐได้สร้างเครื่องมือทดสอบความจำเป็น (Means – Test) ขึ้นมา รัฐจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการกระจายบริการสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ขณะที่กลุ่มประเทศสังคมนิยมส่วนหนึ่งเชื่อว่า รัฐควรมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากร บริการสวัสดิการสังคมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม รัฐในฐานะผู้ปกครองจะไม่ปล่อยให้บริการสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องของปัจเจก บุคคล บริการของรัฐในลักษณะนี้คำนึงถึงความเสมอภาคของคนทุกคนในสังคมที่พึงได้รับ บริการจากรัฐ เป็นต้น จากความเชื่อดังกล่าวจึงส่งผลให้งานสวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ทำให้กลุ่มประเทศสังคมนิยม ส่วนหนึ่งล่มสลายไป สังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย งานสวัสดิการสังคมที่ปรากฏในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ส่วนหนึ่งได้ประสบปัญหาร่วมกันที่สำคัญคือ รัฐไม่สามารถแบกรับภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างคาดการณ์ไม่ได้ กับบริการสวัสดิการสังคมต่างๆ ได้ โปรแกรมการจัดบริการในลักษณะการสงเคราะห์ประชาชน (Public Assistance) ไม่สามารถตอบสนองปัญหาและความต้องการที่แท้จริงให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทาง สังคมได้โดยเฉพาะการพัฒนาให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีข้อโต้แย้งของผู้บริหารประเทศส่วนหนึ่งที่เชื่อว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเป็นกลุ่มคนขี้เกียจ ไม่ทำงานรอแต่รับบริการจากรัฐ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงาน เสียภาษีให้รัฐ แต่รัฐต้องนำภาษีส่วนหนึ่งมาจัดให้กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมักจะพึ่งพาบริการของรัฐในระยะยาว รัฐจะมีภาระความรับผิดชอบกับประชาชนกลุ่มนี้โดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุค 1990 เป็นต้นมาได้ตัดทอนโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาการเลี้ยง ดูเด็ก (The Aid to Families with Dependent Children) หรือเรียกโดยย่อว่า AFDC โปรแกรมนี้ได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโปรแกรมบริการใหม่ที่เน้นการช่วยเหลือที่มุ่งให้กลุ่มผู้ด้อย โอกาสทางสังคมได้มีงานทำและช่วยเหลือตนเองมากขึ้น แทนการเป็นผู้รอรับบริการจากรัฐ