Tag Archive: สงคราม

การแปรผันทางโมเลกุล

ดร. ความคิดเห็น Lammer ” ผลของเรา แสดงให้เห็นว่า โลก เช่นนี้ สอง ซูเปอร์ เอิร์ ธ อาจจะ จับ เทียบเท่า ระหว่าง 100 และ 1000 ครั้ง ไฮโดรเจนใน มหาสมุทร ของโลกแต่ เพียงอย่างเดียวอาจ จะสูญเสีย ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ของ มัน ไปตลอดชีวิต ของพวกเขา . ด้วย หนา ดังกล่าว บรรยากาศ ความดัน บนพื้นผิวจะมี ขนาดใหญ่ ทำให้มัน เป็นไปไม่ได้ เกือบ สำหรับชีวิต อยู่. ”

การ ค้นพบ อย่างต่อเนื่องของ ต่ำ ( โดยเฉลี่ย) ความหนาแน่นของ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ สนับสนุน ผลการศึกษา. นักวิทยาศาสตร์ จะต้อง ดูดียิ่ง ยากที่จะหา สถานที่ที่ ชีวิต อาจจะพบ การตั้งค่า ความท้าทายสำหรับ นักดาราศาสตร์ ใช้ กล้องโทรทรรศน์ ขนาดยักษ์ ที่จะ เข้ามาใช้ ใน ทศวรรษหน้า

การศึกษาได้ดำเนินการโดย นักวิจัย ในออสเตรีย FWF เครือข่ายงานวิจัย ” เส้นทางสู่ ความเอื้ออาศัย . ”

ขณะ นี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้มอง ที่ว่า โลก เหล่านี้ ในรูปแบบ และ แสดงให้เห็นว่า จำนวนของพวกเขา อาจจะ รุนแรง มากน้อยกว่า ก็คือ แม้ว่า. พวกเขาพบว่า ดาวเคราะห์ ที่รูป จาก แกน ใหญ่ น้อย จะกลายเป็น แหล่งที่อยู่อาศัย เป็นพิษเป็นภัย ต่อชีวิต ในขณะที่ วัตถุ ขนาดใหญ่แทน จบ ลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศที่ หนา และอาจจะ อยู่ หมัน . นักวิจัยนำโดย ดร. เฮลมุท Lammer วิจัย อวกาศ สถาบัน ( ดับเบิลยู ) ของออสเตรีย สถาบันวิทยาศาสตร์ เผยแพร่ผล ของพวกเขา ใน คำชี้แจง รายเดือน ของ สมาคมดาราศาสตร์ สังคม

ระบบ ดาวเคราะห์ รวมทั้ง ระบบสุริยะ ของเราเอง มีความคิด ที่จะสร้าง จาก ไฮโดรเจน ฮีเลียม และ ธาตุที่หนักกว่า ที่โคจรรอบ ดาว แม่ ของพวกเขา ในการที่เรียกว่า ดิสก์ ก่อกำเนิดดาวเคราะห์ . ฝุ่นละออง และ วัสดุ หิน เป็นความคิดที่ กอ ร่วมกัน เมื่อเวลาผ่านไป ในที่สุดก็ กลายเป็น แกน หิน ที่ ไปในที่จะ เป็น ดาวเคราะห์ . แรงโน้มถ่วง ของแกน เหล่านี้ดึงดูด ไฮโดรเจน จากดิสก์ รอบตัวพวกเขา บางส่วนที่ ถูก ปล้นไป โดยแสงอัลตราไวโอเลต ของดาราหนุ่ม ที่พวกเขา โคจร

ดร. Lammer และ ทีมงานของเขา สร้างแบบจำลอง ความสมดุลของ การจับภาพ และการกำจัดของ ไฮโดรเจน กับ แกน ของดาวเคราะห์ ระหว่าง 0.1 และ 5 เท่าของมวล ของโลก ที่ตั้งอยู่ในโซนอาศัย ของดาว อาทิตย์ เหมือน. ใน รูปแบบที่ พวกเขา พบว่า protoplanets กับ ความหนาแน่น เดียวกันของ โลก แต่ น้อยกว่า 0.5 เท่าของ มวลของมัน จะไม่ จับ ก๊าซมาก จากดิสก์

ทั้ง นี้ขึ้นอยู่กับ ดิสก์และ สมมติว่าดาราหนุ่ม มาก ความสว่าง ใน แสงอัลตราไวโอเลต กว่าดวงอาทิตย์คือวันนี้ แกน ของดาวเคราะห์ ที่มี มวล ใกล้เคียงกับ โลก สามารถจับภาพ แต่ ยังสูญเสีย ไฮโดรเจน ห่อ ของพวกเขา . แต่แกน มวล สูงสุด คล้ายกับซุปเปอร์ ดิน ‘ พบ ดาว รอบ ๆ ยึดมั่นใน เกือบทั้งหมดของ ไฮโดรเจน ของพวกเขา . ดาวเคราะห์ เหล่านี้ จบลงเช่น ‘ มินิ เน็ปจูน กับ บรรยากาศ ที่ หนากว่า โลกที่เป็นบ้าน ของเรา

ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นว่า สำหรับบางส่วนของ ที่เพิ่งค้นพบ ซุปเปอร์ เอิร์ ธ เช่น เคปเลอร์ – 62E และ 62f เป็น ในเขต ที่อาศัยอยู่ ไม่เพียงพอที่จะ ทำให้ พวกเขา ที่อยู่อาศัย

Story of Hanuman

TOT Krrฐs know how to kill Hanuman. Said the fire killed him. TOT Krrฐs therefore took fuel is wrapped around the body of Hanuman. Mr. Kan glass, lit by Lance sandstones are plunged into the castle. The fire burning in the body. On fire throughout. TOT Krrฐs knew that he knew that Hanuman. The fire was caused by a javelin may be extinguished. Troops must take to the mountain farm animals. Hanuman the unable to extinguish their tail. Went to find hermit in order to help the Great Fire. Hermit gives out ponytail with a spit fire. The fire is out.

The TOT Krrฐs Sena has to summon giant Indra. And angels. Down to create a new identity. Three sides to succession story of Rama Sita. The troops returned to the mountain Cantmatns. Rama and Hanuman were told to listen. Rama made Hanuman angry beyond reason. Burnt down by the Ravens. To the death penalty. Forces for primatology have that Should be impunity for once. Rama to forgive. Phan said to Rama’s pink. Should move troops to the foot of the flag pole Scala. Shore ocean. Opposite the island of Antigua. Rama with the TOT Krrฐs after rebuilding it. Thought, but Sita. One day, a dream that Vulture has white prince flew from east to Na Phra Lan. Four black vultures flying west from the Black Death hit into a giant.

Sita and Hanuman on Tullahoma. Think that when they stepped into the box and then. I should be able to try to see these giants are so rampant broken tree in the garden. Sahas him into battle. Hanuman was killed. TOT Krrฐs news. So in Chit Chat kill Hanuman. Intra Chit Hanuman fought encounter. Hanuman pretended to lose.

Intra Chit gave the hosts took a giant iron chain tied Hanuman. Then leads to decades Krrฐs. Hanuman is a lack of treatment chain. Troops into battle with the giant. I pretended to be weak. TOT Krrฐs said that the killing would not suffer their dead.

The woman ran to the fire. Dried until the oil filling moth But shell return fire flames spread to the hands. Noxious heat throughout the body. Asked Pipek interpretation. Pipek predicted. Including the shell to check. Gut infection include Krrฐs decades. Oil is the royal family. Fire and Sita. Woman fires Mrs. Sam Baum legs. Griffon White is Rama. Black Condor is Krrฐs decades. And TOT Krrฐs to battle with Rama. Lanka over the Ravens will suffer. TOT Krrฐs hearing was afraid to die before I have a wife, Sita. So Pipek help exorcise them. TOT Krrฐs Pipek so entrenched in the canon of the faithful. And should be sent back Sita Rama TOT Krrฐs furious. The expulsion from the Garden Pipek.

Pipek present.

Pipek know what their fate will be out of town. And Vishnu is the protector. So flying to Rama. The creeps and I went to find Rama. Rama took Pipek them. Then hold water Satya prosperity. By Arrow Prhmastrs pour water Chairman. Later Sukreep with Pipek thus sworn to be friends.

Rama on the idea that it will do battle with the giant. So I take these creeps ape to compete at the ocean shore. Blast noise. TOT Krrฐs gave substance to investigate the pigs were flying monkeys throw stones at each other to fall. Thus transformed into monkeys run campsites. Pipek know there are giant fake monkey, Rama said. Rama gave Hanuman a giant fake. Hanuman then transform them as large as the universe. Troops took cover as monkey. Sort out and take a walk. Hanuman took swine substance. A frontal released back into check.

TOT Krrฐs think it is because people tell Pipek confidential. Should be put to death. Not to be a spy in the days ahead. The conversion is the Hermits to the tabernacle of Rama. Then enchant feuds Pipek not to speak the truth.

Hermits have blessings to Rama. Rama and the sedition that Sita is defeated, then the TOT Krrฐs. Including why the Giants and the monkey army is mixed. And a brother Pipek Krrฐs TOT. Defection may have. The power of the spell and Pipek TOT TOT Krrฐs Krrฐs not say that if Ram comes to know that the body converts it to die back down box.

Emporium body conversion.

Back to TOT on Krrฐs to check it. Think how the war not to spread further. He called to her, a child of five Pipek audience. Sita was then ordered to convert to floating in the water. To deceive Rama Rama’s appearance on the water to bathe. Saw her five physical conversion. Dead river was gutted. But Hanuman said. She would not Sita. Because the body still does not smell fresh. And a floating upstream. Deserves to put her body on fire. Rama agreed. Mrs. Benja body conversion. Could not stand the heat so as to catch Hanuman flying away. To give me creeps questioning.

Mrs. Benja facility that converted this because I want to see if the father is dead or still Pipek. Sukreep not ordered beatings. She endured physical pain, not five. Tell the truth. TOT Krrฐs be converted to deceive Mrs. Rama Pipek Rama said that she executed it. To maintain the honor of their own. But Rama Pipek sake. Who is faithful. Therefore the body sent to her five crows. Hanuman had brought her body to a five. During her five had a wife.

วันสิ้นโลกมีจริง

 

นักบุญอันนา มารีอา ไทจิ เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ.1837 เธอพยากรณ์ว่า ในศตวรรษของเราจะเกิดสงคราม 2 ครั้ง อีกครั้งมาราวใกล้อวสานโลก เธอว่าฟ้าจะลงโทษมนุษย์ ให้โลกมืดไป 3 วัน 3 คืน
บุญราศีภคินีแอมเมอริก เป็นแม่ชีคณะออกัสตีเนียน เกิดในประเทศเยอรมันนี ปี ค.ศ. 1774 ตายในปี ค.ศ. 1824 กล่าวว่า เธอเห็นองค์การลับวางแผนทำลายพระวิหารนักบุญเปรโตร ขณะพายุโหมพัดเอาพังพินาศ เมื่อทุกขภัยถึงขีดสุดแล้ว เธอยังเห็นความช่วยเหลือตามมาด้วย เธอเห็นพระแม่มารีพรหมจารีย์ ประจักษ์มา ณ วิหาร กางเสื้อของท่านคลุมมันไว้ และได้เห็นโป๊ปองค์หนึ่ง สุภาพ หนักแน่นมาก มีการสร้างวิหารขึ้นใหม่สูงเทียมฟ้า.
นักบุญโทมัส เด อากวีโน นักปรัชญาของศาสนจักร อธิบายอรรถรสในจดหมายฉบับที่ 2 ของเปาโลถึงชาวเทสซาโลนิก ทำนายถึงสาเหตุของการทิ้งศาสนา ว่าจะเป็นการปฎิวัติทั่วๆไป เพื่อค้านการเมืองและศาสนา จะมีขึ้นก่อนปรปักษ์พระคริสต์มาเล็กน้อย.
นักบุญเมโธดิอุส (ค.ศ.885)โบสถ์วิหารจะถูกแปรเป็นซ่องโจร คอกสัตว์ ชี สงฆ์ นักบวชจะถูกข่มขื่น ละเมิดวินัย ทรมาน สังหารโหด พระแท่นจะถูกทุบวินาศ พระธาตุจะสูญหาย สังฆาภรณ์จะถูกรื้อออกใช้เต้นงิ้ว เล่นละคร ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก่อนแอนตี้ไคร์สต์จะมา.
นักบุญบีโอที่10 (ค.ศ.1903-1914) เราเห็นผู้สืบธรรมาสน์ของเราเดินข้ามศพพี่น้องหนีไป พระองค์จะหลบซ่อนตัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง พอได้พักผ่อนชั่วเวลาเล็กน้อยแล้ว ต่อมาจะถูกทารุณจนสิ้นพระชนม์ ความชั่วในโลกเริ่มฟักตัว มันจะนำทุกข์ระทมมาให้ ก่อนที่จะสิ้นโลก.
โป๊ปบีโอที่12 (ค.ศ.1939-1958) เราเห็นว่าเวลานี้โลกกำลังเดินเข้าสู่เหตุการณ์ที่น่ากลัวหลายอย่าง ตามพระคริสต์เจ้าทำนายไว้ ดูเหมือนความมืดกำลังมาเยือน มนุษย์ชาติจะต้องตกอยู่ในวิกฤติการณ์ชั้นสุดยอด.
ผู้เข้าทางในของทูรศ์ ศตวรรษที่19 เป็นแม่ชีอยู่ในเมืองทูรศ์ ในปี ค.ศ.1882 ผู้แนะนำชีวิตทางวิญญาณของเธอ ได้นำการเผยนี้ออกมาตีพิมพ์ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “วันก่อนชัยชนะของพระคริสตเจ้า” โดยใช้นามปากกาว่า ผู้เข้าทางในของทูรศ์ เป็นคำทำนายจากปี 1872 และ 1873 .
มุนี ฮีลารีออน ศตวรรษที่15 ก่อนที่คริสตชนนิกายต่างๆ จะมารวมกันและปรับปรุงใหม่ พระเจ้าจะใช้นกอินทรีบินเข้ายุโรป นำความดี ความผาสุกยิ่งใหญ่มาให้ บุรุษวิเศษจะแผ่สันติ ระหว่างพวกเถระกับนกอินทรี และอาณาจักรของพระองค์จะยืนยง 4 ปี หลังมรณกรรม พระเจ้าจะส่งบุรุษทรงปรีชาวุฒิ และเพียบพร้อมกุศล 3 ท่านมาแทน พวกเขาจะแผ่พระธรรมไปทุกมุมโลก เวลานั้นจะมีแกะฝูงเดียว ชุมภาบาลผู้เดียว ความเชื่อ กฎหมาย ชีวิตและศีลล้างบาปเดียวกัน.
มารีอา สไตเนอร์ ศตวรรษที่19 ฉันเห็นพระเจ้าเวลาที่พระองค์กำลังลงโทษล้างโลกด้วยวิธีน่ากลัวจนว่า มีชายหญิงเหลืออยู่น้อย พวกฤาษี นักพรต จะต้องออกจากอาศรมและพวกชีถูกไล่ออกจากอาราม เป็นต้น ในอิตาลี พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์จะถูกเบียดเบียน และโรมจะขาดนายชุมภา.
แวร์แดง โอ ตรังต์ ศตวรรษที่13 มหาราชและอัจฉริยะโป๊ปจะมาก่อนแอนตี้พระคริสต์ ประเทศทั้งหลาย จะอยู่ในสงคราม 4 ปี โลกส่วนใหญ่จะถูกทำลาย โป๊ปจะข้ามน้ำข้านทะเล แบกเครื่องหมายการไถ่บาปที่หน้าผาก มหาราชจะจรรโลงสันติภาพ พระสันตะปาปาจะมีส่วนในชัยชนะ สันติภาพจะครองโลก.
บุญราศี ยวง อามาเดโอ เคซิลวา ศตวรรษที่15 วันท้ายๆจะเกิดการนองเลือด น่ากลัว แผ่นดินจะถูกฉกชิง ทอดทิ้ง บ้านเมืองจะรกร้างว่างเปล่า ขุนนางจะถูกสังหาร และคนที่มีอิทธิพลจะถูกทำลาย เพราะเปลี่ยนกษัตริย์และจักรภพกันบ่อย เยอรมันและสเปนจะรวมอยู่ใต้เจ้านายใหญ่ที่พระทรงเลือกให้ แต่เพราะเยอรมันไม่เชื่อ สงครามจะยืดเยื้อไปจนกว่า ผู้ยิ่งใหญ่จะได้มารวมทุกประเทศไว้ หลังเหตุการณ์นี้ แทนที่พระบังคับ จะมีการกลับใจหมู่ สันติภาพและความก้าวหน้าจะตามมา.
มารีย์ เดอ ลา โฟแดส์ ศตวรรษที่19 โลกจะมืดสนิท 3 วัน เทียนที่เสกด้วยขี้ผึ้งเท่านั้นจะจุดไฟติด ระหว่างความมืดน่าสพึงกลัวนี้เทียนเล่มเดียวจุดได้ 3 วัน แต่มันจะไม่ให้แสงในบ้านของคนขาดพระ ถึงฟ้าผ่า ลมพัด พายุจัด แผ่นดินไหว ก็ไม่สามารถดับเทียนเสกนั้นได้ เมฆสีเลือดจะลอยตามอากาศ ฟ้าร้องฟ้าคำราม หวาดเสียว น้ำทะเลขึ้น คลื่นซัดกลบแผ่นดิน ทั้งโลกาจะกลายเป็นป่าช้า คนดีคนชั่วตายกันเกลื่อน ความอดอยากที่ตามมาจะร้ายแรงกว่าอีก พ์ชพันธุ์จะเสียหาย 3 ใน 4   เช่นเดียวกับชาติมนุษย์ วิกฤติการณ์นี้จะมาอย่างไม่รู้ตัว และทั้งโลกจะได้รับโทษนี้.
เคาน์เตส ฟรังซิสกา เดอ บิลญันต์ ศตวรรษที่ 20 ฉันเห็นนักรบ ทั้งเหลืองและแดง รุกเข้ายุโรป ยุโรปเต็มไปด้วยควันสีเหลือง สังหารสัตว์ในนาเกลี้ยง ประเทศที่ทรยศต่อพระบัญญัติของพระเจ้าจะหายไปในไฟ ยุโรปจะกว้างใหญ่เกินไปสำหรับคนที่อยู่   .
คำทำนาย อเมริกัน ศตวรรษที่20 กองทัพเหลืองของอาทิตย์อุทัย และของอาณาจักรกลาง จะทุ่มความเคียดแค้นต่อประเทศชาติของประเทศเกาะ ซึ่งมีแต่สร้าง
ค.ศ. 469-542 นักบุญซีซาร์เมืองอาร์เลส เมื่อทั้งโลกโดยเฉพาะฝรั่งเศสทางภาคเหนือ ตะวันออก ที่หนักกว่าเพื่อนก็ที่ลอร์เรนกับชัมปัน จะต้องอดอยากทุกข์ระทม แล้วเจ้าชายองค์ที่หนึ่ง ซึ่งถูกเนรเทศตั้งแต่สมัยยังเด็กจะยื่นมือมาช่วย และกู้มงกุฎดอกลิลีไว้ เจ้าชายนี้จะขยายอาณาเขตไปทั่วแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็จะมีโป๊ปอัจฉริยะเยี่ยมยอด และสมบรูณ์ทุกด้าน โป๊ปนี้จะได้มหาราชบุรุษศรัทธาแตกหน่อจากกษัตริย์ฝรั่งเศส เชื้อพระวงศ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่ติดปฎิรูปโลก ร่วมกันกับเจ้าชายจำนวนมาก และประเทศที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ทารุณโหดเหี้ยมจะกลับใจ สันติภาพจะครองมนุษย์ได้อยู่หลายปี พระเจ้าทรงระงับพิโรธเพราะการสำนึกผิด ประพฤติชอบ ประกอบความดี หลายประเทศจะออกกฎหมายร่วม มีความเชื่อเดียว ศาสนาเดียว ทุกประเทศจะรับรู้สันตะสำนักในโรม และนับถือพระสันตะปาปา แต่จากนั้นชั่วเวลาไม่เท่าไร คนจะถอยศรัทธา  ใจคอโหดร้าย ศีลธรรมเสื่อม รุนแรงกว่าเก่า ปรปักษ์พระคริสต์จะกดขี่ข่มเหงมนุษย์ อย่างทารุณ ในที่สุดก็สิ้นโลก.
ค.ศ. 856 บุญราศี ราบานุส เมารุส บรรดาปราชญ์ชั้นยอดลงความเห็นประกาศว่า ตอนปลายอายุขัยของโลก หน่อกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์หนึ่งจะครองอาณาจักรโรมัน และบอกว่าจะเป็นองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส.
ค.ศ. 992 มุนี อัดโซ อาจารย์บางท่านสอนว่ากษัตริย์ชาติแฟรงค์จะครองอาณาจักรโรมัน ผู้นี้จะเป็นคนสำคัญและคนสุดท้าย หลังจากครองอาณาจักรรุ่งเรืองมาแล้ว จะไปจบชีวิตที่เยรูซาเลม พระองค์จะวางคทา ถอดมงกุฎไว้บนยอดเขามะกอก นั่นคืออวสานของอาณาจักรโรมัน จากนั้นปรปักษ์พระคริสต์จะมาทันที.
ค.ศ. 869 นักบุญ ซีริลโล ว่าก่อนที่พระศาสนาจักรจะได้รับการฟื้นฟู พระเป็นเจ้าจะยอมให้ตำแหน่งของพระสันตะปาปาว่างลง และจักรพรรดิองค์หนึ่งของเยอรมันจะนำพระสันตะปาปาองค์หนึ่งมานั่งในตำแหน่ง และหลังจากที่กลุ่มคนชั่วร้ายถูกถอดเขี้ยวเล็บแล้ว ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งจะเกิดขึ้นเพื่อสงบศึก ระหว่างนกอินทรีกับพระศาสนจักร.
ค.ศ. 1013 นักบุญ เซซาเร ได้ทำนายไว้ว่าวันหนึ่งจะเกิดสงครามใหญ่ กรุงปารีส เมืองบอร์โด เมืองมาเซย์ จะถูกทำลายอย่างแหลกลาญ แล้วจะมีมหาราชผู้หนึ่ง กับพระสันตะปาปา จะร่วมกันปฎิรูปศาสนา และบ้านเมือง ให้คงสภาพเดิม.
เมอร์ลีน โหราจารย์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้ทำนายไว้ว่า จะมีมหาราชชาวแฟรงค์ จะทรงนำองค์พระสันตะปาปากลับสู่อำนาจ และยังทำนายต่อไปว่า หลังสงครามใหญ่ประเทศฝรั่งเศสจะเปลี่ยนการปกครอง ไปเป็นระบบกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 จดหมายเหตุ มัคเดบรูค เลือดของชาร์ลส์มหาราช จะเถลิงราชย์เป็นจักรพรรดิชื่อชาร์ลส์ ครองทั่งยุโรป ทรัพย์สินพระศาสนาจักรสูญเสียไปจะได้กลับคืนมาหมด ราศรีของอาณาจักรโบราณจะรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 เอสทิงเกอร์ เยอรมัน ในวาระสุดท้าย เจ้าชายพระองค์หนึ่งจากหน่อจักรพรรดิชาร์ลส์ จะกู้แผ่นดินสัญญาคืนมา และปฎิรูปพระศาสนจักร พระองค์จะเป็นจักรพรรดิของยุโรป.
ศตวรรษที่ 12 สังฆราชคริสตีอานอส อาเจดา ในศตวรรษที่ 20 สงครามจะเกิด รุนแรงและยืดเยื้อ หลายเมืองไม่มีผู้คนอาศัย ประเทศต่างๆตกอยู่ในความสับสนอลเวง ผืนแผ่นดินรกร้างว่างเปล่า ชั้นชนสูงจะถูกสังหาร มือขวาของโลกจะกลัวมือซ้าย เหนือชนะใต้.
ศตวรรษที่ 14 นักบุญจอห์นแห่งเคลฟต์ร็อค ท่านว่า 20 ศตวรรษหลังจากพระเยซูประสูติ ถึงเวรของอ้ายสัตว์ร้ายมาเกิดเป็นคน ราวปีคริสตศักราช 2000 แอนตี้ไคร์สต์ จะประกาศตัวให้โลกรู้.
ศตวรรษที่ 19 ซิสเตอร์บูกียอง อวสานของโลกไม่สิ้นในศตวรรษ 19 แต่จะจบลงในศตวรรษที่ 20 แน่.
บุญราศี คัสปาร์ เดล บุฟาโล ศตวรรษที่19 คนข่มเหงพระศาสนา ไม่ยอมกลับใจ จะตายระหว่างมืด 3 วัน ใครที่รอดชีวิตจากความมืดและความกลัวมาได้ จะอยู่โดดเดี่ยวในโลก มองไปทางไหน เจอแต่ซากศพเกลื่อนไปหมด.
ยาชินทา แห่งฟาติมา ค.ศ. 1920 ฉันพระสันตะปาปาในบ้านใหญ่จะคุกเข่า เอามือปิดหน้าร้องไห้ที่หน้าโต๊ะ ข้างนอกมีคนเยอะ บ้างขว้างหินใส่บ้างสบประมาท ใช้คำหยาบคายจนแทบฟังไม่ได้.
ภคินี เฟาสตีนา โกวัลส์กา แห่งคาโคฟ โปแลนด์ อ้างคำของพระเยซูเจ้าตรัสแก่เธอ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1931 ว่า ก่อนที่ข้าจะมาอย่างมหาตุลาการผู้ทรงยุติธรรม ข้าจะให้สัญญาณในท้องฟ้าและบนแผ่นดินคือ กางเขน แสงจะพุ่งจากรอยแผลที่มือ และที่เท้าของข้าลงมายังโลก สว่างไหวอยู่สองสามนาที.

สมบัติไว้จากการค้า.

เฮเลน วอลรัฟ ศตวรรษที่19 สักวันหนึ่งโป๊ปจะออกจากโรม กับพระคาร์ดินัล 4 องค์ จะไปที่เมืองโคลอญ เยอรมัน.
พระสังฆราช ยอร์ช ม. วิทแมน ศตวรรษที่19 เวลลาเศร้าสลดยิ่งแห่งพระศาสนาของพระเยซูเจ้ากำลังมา พระจะถูกทรมานอีกหนอย่างแสนเจ็บปวดในพระศาสนจักร และในองค์ผู้นำสูงสุดของพระองค์ มือสกปรกจะวางลงบนองค์สันตะปาปา บรรดาสมาคมลับจะเที่ยวทำลาย และกุมอำนาจการเงินไว้หมด.
ไอดา เปียรเดอร์มัน ศตวรรษที่20 ฉันเห็นแผ่นดินอิตาลีข้างหน้า มันเหมือนมรสุมร้ายแรงกำลังระเบิด ฉันถูกบังคับให้ฟัง และได้ยินตำว่า เนรเทศ.

การเมืองระดับโลก

 

ณ ฐานรากของโครงสร้างระเบียบโลกคือ พลังทางสังคม (social forces) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมดั้งเดิม คือขบวนการสหภาพแรงงานและขบวนการชาวนา มิอาจพัฒนา ไปได้เพราะผลกระทบของขบวนการโลกาภิวัตน์ แต่ขบวนการสหภาพแรงงานยังมีพลังด้าน ประสบการณ์ การจัดองค์กร และอุดมการณ์ ซึ่งยังสามารถกำหนดอนาคตของสังคมได้ แต่ต้องดึงพันธมิตรกลุ่มใหม่ ๆ นอกกลุ่มแรงงานรับจ้างมาร่วมขบวนการด้วยให้ได้ มิฉะนั้นพลังจะค่อย ๆ หดหายไปเรื่อย ๆ

ขบวนการทางสังคมกลุ่มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่อง สิ่งแวดล้อมอิตถีเพศนิยม (feminism) และขบวนการเพื่อสันติ และได้ขยายไปตามที่ต่าง ๆ ในโลก ขบวนการประชาชนและขบวนการประชาธิปไตย ผุดขึ้นที่ประเทศซึ่งรัฐบาลควบคุม หรือปราบปราม ประชาชน แต่ภาครัฐมีความเปราะบาง ที่ฟิลิปปินส์และตามมาด้วยอินโดนีเซีย ขบวนการ ประชาชนล้มล้างรัฐบาล แต่ยังมิอาจเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจได้อย่างถึงรากถึงโคน ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหลายขบวนการกระตุ้นความตื่นตัวเรื่องอัตลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นประเด็น ชนชาติ ชาตินิยม ศาสนา หรือความต่างเพศ ขบวนการประชาชนระดับท้องถิ่นเป็นการยืนยันสิทธิของประชาชนก่อนที่ระบบรัฐจะ ถูกสถาปนาขึ้น

ความหมายของ ‘อำนาจอธิปไตย’ ของรัฐชาติที่เปลี่ยนไป เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตัวของกลุ่มภูมิภาคต่าง ๆ (macro-regionalism) ที่สำคัญ ๆ 3 กลุ่ม ได้แก่ สหภาพยุโรป เขตเอเชียตะวันออกมีญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และเขตอเมริกาเหนือมีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง และหมายจะดึงเอาลาตินอเมริกาทั้งหมดมาอยู่ในเขตด้วย กลุ่มภูมิภาคต่าง ๆ ที่ก่อตัวขึ้นไม่น่าที่จะพัฒนาเป็นเศรษฐกิจอิสระที่แยกจากกัน เหมือนโลกสมัยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่แห่งทศวรรษ 1930 (Great Depression) ทั้งนี้ธุรกิจที่ตั้งอยู่ ณ แต่ละภูมิภาคต่างก็มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโยงใยกันกับภูมิภาคอื่น ๆ มาก ดังนั้นเขตภูมิภาค จึงน่าจะเป็นเพียงกรอบเศรษฐกิจ-การเมืองเพื่อเอื้อต่อการสะสมทุน และการแข่งขันกันดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการเพิ่มอัตราส่วนของตลาดสินค้า นอกจากนั้นการตั้งเขตภูมิภาค เปิดโอกาสให้มีการพัฒนารูปแบบทุนนิยมแบบต่าง ๆ ได้

อัตลักษณ์ใหม่ มีบทบาทเข้าทดแทนแนวคิดเรื่องชนชั้นที่เคยเป็นศูนย์ของความขัดแย้งในสังคม ในทำนองเดียวกับเรื่องชนชั้น อัตลักษณ์ได้พลังมาจากความคับข้องใจเพราะถูกเอาเปรียบ จึงมีมูลเหตุเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การประท้วงที่ครอบคลุมประเด็นกว้างกว่าเรื่องของอัตลักษณ์ อย่างไรก็ตาม มูลเหตุทางเศรษฐกิจนั้นมักไม่ชัดเจนคือถูกบดบัง จึงอาจถูกปลุกปั่นให้ขบวนการต่าง ๆ ขัดแย้งกันเอง ถ้ายิ่งเกิดในภาวะที่ว่าโครงสร้างทางการเมืองกำลังไร้เสถียรภาพและปัญหา เศรษฐกิจขั้นรากฐานมิอาจได้รับการแก้ไขได้ง่าย ๆ มีอันตรายว่าแนวโน้มสู่ ระบบอำนาจรัฐรวมศูนย์ที่อยู่ได้เพราะการสนับสนุนของมวลชนอาจก่อตัวพัฒนาเป็น ลัทธิอำนาจนิยมแนวฟาสซิสม์ [คือระบบรัฐพรรคเดียว ใช้ความรุนแรง ชาตินิยม การเชิดชูชนชาติ และการทหารเพื่อปราบผู้คัดค้านและเพื่อครองอำนาจเผด็จการ สนับสนุนระบบการผลิตเอกชนภายใต้การควบคุมของรัฐ ระบบนี้ถูกนำมาใช้ที่อิตาลีเป็นครั้งแรก ค.ศ. 1922 - ผู้แปล] ประชาธิปไตย และ ‘อำนาจ’ ประชาชนอาจเคลื่อนไหวไปตามแนวทางอุดมการณ์ขวาจัด หรือซ้ายจัดก็ได้

วิวัฒนาการของคน

หลักคำสอนทางเศรษฐศาสตร์ที่เราได้เผชิญ และพิสูจน์หักล้างมาแล้วตั้งแต่เริ่ม ต้นการสอบสวนนี้สอดคล้องกับความคิดเห็นโดยสามัญของมนุษย์ ที่แลเห็นนายทุนเป็นผู้จ่ายค่า แรงและการแข่งขันทำให้ค่าแรงลดลง ฉันใด ทฤษฎีของแมลธัสสอดคล้องกับอุปาทานที่มีอยู่ทั้งของคนรวยและคนจน ฉันใด คำอธิบายถึงความก้าวหน้าในฐานะการปรับปรุงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ทีละเล็กละ น้อยก็สอดคล้องกับความคิดเห็นสามัญ ซึ่งถือว่าความแตกต่างในด้านอารยธรรมเป็นเพราะความแตกต่างกันในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ฉันนั้น มันทำให้เกิดความกลมกลืนและสูตรอันดูเหมือนจะถูกหลักเกณฑ์สำหรับความคิดเห็น ซึ่งปรากฏแพร่หลายอยู่แล้ว การแผ่ขยายอย่างน่าประหลาดของมันนับแต่สมัยที่ดาร์วินทำความตื่นเต้นให้แก่ โลกเป็นครั้งแรก ด้วยหนังสือ “Origin of Species” ของเขานั้นมิได้เป็นการพิชิตเท่ากับที่เป็นการผสมกลมกลืน (assimilation) เลย
มนุษย์เราจะมีกำเนิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเท่าที่เรารู้เกี่ยวกับเขาก็มีเพียงว่าเขาเป็นมนุษย์ – ดังเช่นที่จะพบได้ในขณะนี้ ไม่มีบันทึกหรือร่องรอยของเขาในสภาพที่ต่ำไปกว่าสภาพที่ยังจะพบได้ในพวกคน ป่า จะด้วยสะพานอะไรก็ตามที่เขาใช้ข้ามผ่านช่องว่างอันกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ ยังคงไม่ปรากฏร่องรอยอยู่ดี ระหว่างคนป่าชั้นต่ำสุดเท่าที่เรารู้จักกับสัตว์ชั้นสูงที่สุด ปรากฏว่ามีความแตกต่างอย่างที่จะปรองดองกันมิได้เลย – เป็นความแตกต่างซึ่งมิใช่เพียงในขนาดหรือระดับ (Degree) เท่านั้น แต่ยังเป็นในด้านชนิด (Kind) อีกด้วย มีลักษณะนิสัย กิริยาและอารมณ์ของมนุษย์หลายประการที่สัตว์ชั้นต่ำก็แสดงออก แต่ไม่ว่ามนุษย์จะมีระดับมนุษยธรรมต่ำเพียงไร ก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาจะขาดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยอยู่ในสัตว์แม้เพียงเล็ก น้อย มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตระหนักกันได้ชัดเจน แต่แทบจะไม่สามารถนิยามกันได้ มันทำให้มนุษย์มีความสามารถในการปรับปรุง – ซึ่งทำให้เขาเป็นสัตว์ที่ก้าวหน้า

ตัวบีเวอร์สร้างทำนบ นกสร้างรังและผึ้งสร้างรวง แต่ในขณะที่ทำนบของตัวบีเวอร์ รังของนก และรวงของผึ้งสร้างขึ้นตามแบบเดียวกันเสมอนั้น บ้านของมนุษย์ก็เปลี่ยนจากกระท่อมหยาบ ๆ ทำด้วยใบไม้และกิ่งไม้มาเป็นอาคารอันโอ่อ่าเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งบำรุงความ สุขทันสมัย สุนัขสามารถจะเชื่อมต่อเหตุกับผลเข้าด้วยกันได้บ้าง และอาจจะรับการฝึกสอนกลเม็ดบางประการได้ แต่ความสามารถของมันดังกล่าวก็มิได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยตลอดมานับแต่ได้ เป็นมิตรกับมนุษย์ซึ่งปรับปรุงดีขึ้นเรื่อย ๆ และสุนัขของอารยชนก็มิได้มีความสามารถหรือสติปัญญามากกว่าสุนัขของคนป่าที่ ที่เดินทางไปเรื่อย ๆ แม้แต่น้อย เราไม่รู้จักสัตว์ที่ใช้เสื้อผ้า ที่ประกอบอาหาร ที่ประดิษฐ์เครื่องมือหรืออาวุธสำหรับตนเอง ที่บำรุงเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ซึ่งตนต้องการจะกิน หรือที่มีภาษาพูด แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้พบหรือได้ยินเกี่ยวกับมนุษย์ที่มิได้กระทำเช่นนั้น นอกจากในนิยาย นั่นคือ มนุษย์ไม่ว่าที่ใดที่เรารู้จัก ย่อมแสดงให้เห็น

ความสามารถนี้ – ในการเติมต่อสิ่งที่ธรรมชาติได้กระทำเพื่อเขา ด้วยสิ่งที่เขากระทำเพื่อตนเอง และที่จริงแล้วทายสมบัติทางกาย (physical endowment) ของมนุษย์ก็ด้อยอย่างยิ่ง จนไม่มีส่วนใดในโลกที่ เขาจะยังดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าปราศจากความสามารถเช่นนี้ อาจจะมียกเว้นบ้างก็เกาะเล็ก ๆ บางเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

นี่เป็นคำถามซึ่งถ้าปราศจากเรื่องที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว ข้าพเจ้าก็จะเกิดความลังเลในการที่จะตรวจสอบในพื้นที่เล็กน้อยเท่าที่จะ เหลืออุทิศให้ได้นี้ ทั้งนี้เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สูงที่สุดบางประการเท่าที่จิตของ มนุษย์จะขบคิดได้ จะโดยตรงหรือโดยปริยายก็ตาม แต่มันเป็นคำถามซึ่งปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ ข้อยุติที่เราได้มาถึงนี้จะสอดคล้องหรือไม่กับกฎอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์ดำเนินไปภายใต้กฎนั้น?

กฎนั้นคืออะไร? เราจะต้องหาคำตอบต่อคำถามนี้ เพราะว่าถึงแม้ปรัชญาปัจจุบันจะรับรองอย่างแจ่มแจ้งว่ามีกฎเช่นนี้อยู่ แต่ก็มิได้อธิบายกฎดังกล่าวให้เป็นที่น่าพอใจมากไปกว่าการอธิบายของวิชา เศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันในปัญหาที่ว่าทำไมจึงยังคงมีความขาดแคลนอยู่ในท่าม กลางเศรษฐทรัพย์ที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ขอให้เรายึดพื้นฐานอันมั่นคง แห่งข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องสอบสวนว่ามนุษย์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจากสัตว์ใช่หรือไม่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เท่าที่เรารู้จักเขากับปัญหาที่เกี่ยวกับกำเนิด ของเขาจะอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเพียงใดก็ตาม ปัญหาประการหลังจะกระจ่างแจ้งได้ก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากปัญหาประการแรกเสมอ เราไม่สามารถจะทำการอนุมานจากสิ่งที่ไม่รู้ไปหาสิ่งที่รู้แล้วได้ จากข้อเท็จจริงที่เราทราบแล้ว เท่านั้นที่เราจะสามารถอนุมานได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อนสิ่งที่เราทราบนั้น

ทุกแห่ง และตลอดเวลา มนุษย์ได้แสดงให้เห็นความสามารถนี้ – ทุกแห่งและตลอดเวลาที่เราได้ทราบ มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์บางประการจากความสามารถนี้ แต่ระดับที่เขาใช้ความสามารถนี้แตกต่างกันไปอย่างมาก ระหว่างเรือคานูหยาบ ๆ กับเรือเครื่องไอน้ำ ระหว่างบูเมอแรงกับปืนที่ยิงซ้ำได้ ระหว่างรูปไม้ที่สลักอย่างหยาบ ๆ กับรูปหินอ่อนที่ดลใจตามศิลปะแบบกรีก ระหว่างความรู้ของคนป่ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่างชาวอินเดียนแดงกับชนผิวขาวผู้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ระหว่างหญิงเผ่าฮอตเตนตอตกับสาวสวยแห่งสังคมที่ขัดเกลาแล้ว เหล่านี้ ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ระดับที่แตกต่างกันในการใช้ความสามารถนี้ เราย่อมไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสมรรถภาพตั้งแต่ดั้ง เดิม – ประชาชาติที่เจริญสูงสุดในยุคปัจจุบันเคยเป็นคนป่ามาในระยะประวัติศาสตร์นี่ เอง และเราจะพบความแตกต่างกันอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาพลเมืองของเผ่าพันธุ์ เดียวกัน ทั้งเราก็ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสภาพแวดล้อมตาม ธรรมชาติแต่ประการเดียว – แหล่งแห่งการศึกษาและศิลปะวิทยาการหลายแห่งในขณะนี้ ได้เคยถูกคนชาติป่าเถื่อนยึดครองอยู่ และภายในระยะไม่กี่ปี เมืองใหญ่ ๆ ก็เกิดขึ้นบนผืนดินถิ่นไล่ล่าของเผ่าคนป่า ย่อมเห็นได้ชัดว่าความแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งสิ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางสังคม บางทีอาจจะเป็นตั้งแต่พ้นขั้นต่ำสุด ที่มนุษย์เราจะเจริญดีขึ้นได้ก็เฉพาะต่อเมื่อเขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงสรุปรวมความเจริญดีขึ้นในความสามารถและสภาพของมนุษย์เช่นนี้ทั้งสิ้น เข้าไว้ในคำว่าอารยธรรม (civilization) มนุษย์ปรับปรุงดีขึ้นเมื่อเขามีอารยธรรมสูงขึ้น หรือรู้จักร่วมมือกันในสังคม

กฎแห่งความเจริญนี้คืออะไร? เราจะอธิบายขั้นของอารยธรรมที่แตกต่างกัน ของประชาคมต่าง ๆ ได้ด้วยหลักสามัญอะไร? ความก้าวหน้าของอารยธรรมมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไรโดยแท้จริง เราจึงจะกล่าวถึงการปรุงปรับของสังคมที่แตกต่างกันได้ว่าสิ่งนี้สนับสนุน อารยธรรม สิ่งนั้นไม่สนับสนุน หรือจะได้อธิบายได้ว่าทำไมสถาบันหรือสภาพอันหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งอาจจะทำให้อารยธรรมก้าวหน้านั้น อีกครั้งหนึ่งกลับถ่วงรั้งความก้าวหน้า?

ความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าความก้าวหน้าของอารยธรรมคือ พัฒนาการหรือวิวัฒนาการ ซึ่งในระหว่างนี้ความสามารถของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นและคุณสมบัติของเขาจะสูง ขึ้นด้วยผลแห่งสาเหตุทำนองเดียวกันกับที่ได้ใช้เป็นเครื่องอธิบายกำเนิดของ ชนิดหรือพรรณต่าง ๆ (species) ของสัตว์และพืช – นั่นคือการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด และการถ่ายทอดคุณสมบัติที่ได้มาทางพันธุกรรม

ในข้อที่ว่าอารยธรรมคือวิวัฒนาการอันหนึ่ง – ซึ่งถ้าใช้ภาษาของ Herbert Spencer ก็คือความก้าวหน้าจากความเป็นแบบเดียวกันที่ไม่เจาะจงไม่สอดคล้องกันมาเป็น ความต่างแบบกันที่เจาะจงสอดคล้องกัน (from an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) – ย่อมไม่มีข้อน่าสงสัย แต่การกล่าวเช่นนี้มิได้อธิบายหรือบ่งชี้สาเหตุซึ่งสนับสนุนหรือถ่วงรั้ง วิวัฒนาการนั้น คำกล่าวกวาดรวมของ Spencer ซึ่งมุ่งจะอธิบายปรากฏ-การณ์ทั้งปวงไว้ภายใต้คำว่าสสารและพลังงาน จะรวมถึงสาเหตุเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยเพียงไหนนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวได้ แต่เท่าที่อธิบายมาตามหลักเกณฑ์นั้น ปรัชญาแห่งพัฒนาการยังมิได้ตอบปัญหานี้อย่างเจาะจง และได้ทำให้เกิดความคิดเห็น หรือที่ถูกคือความกลมกลืนกันในความคิดเห็น ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงขึ้น

คำอธิบายถึงความก้าวหน้าอย่างสามัญนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าคล้ายคลึงกันมากกับทรรศนะตามธรรมดาของผู้หาเงิน ในเรื่องสาเหตุแห่งการวิภาคเศรษฐทรัพย์โดยไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเขามีทฤษฎี โดยปกติทฤษฎีนั้นจะเป็นว่ามีเงินตราอยู่มากมายที่จะหาได้สำหรับผู้ที่มีความ ตั้งใจและมีความสามารถ และความโง่เขลา ความเกียจคร้าน หรือความสุรุ่ยสุร่ายเป็นตัวทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน และดังนั้นคำอธิบายสามัญในเรื่องความแตกต่าง กันของอารยธรรมจึงเป็นความแตกต่างกันในเรื่องความสามารถไป ชนชาติอารยะคือเชื้อชาติที่ ประเสริฐกว่าและความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมจึงเป็นเพราะความประเสริฐ กว่านี้ – เช่นเดียวกับ ที่คนอังกฤษมีความเห็นโดยทั่วไปว่าชัยชนะของตนเป็นเพราะคนอังกฤษมีคุณสมบัติ ตามธรรม-ชาติประเสริฐกว่าชาวฝรั่งเศสผู้กินกบ และชาวอเมริกันโดยทั่วไปก็คิดว่าการปกครองโดยประชาชน การค้นคิดประดิษฐ์อย่างแข็งขัน และความสุขสบายโดยเฉลี่ยซึ่งสูงกว่าชนชาติอื่น เป็นเพราะ “ความเก่งของชาติแยงกี้” ที่เหนือกว่า

ทรรศนะซึ่งครอบงำโลกแห่งความคิดอยู่ในขณะนี้เป็นดังนี้คือ: การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความคงอยู่ได้กระตุ้นให้มนุษย์ใช้ความพยายามใหม่ ๆ และค้นคิดประดิษฐ์มากขึ้นตามส่วนกับที่การดิ้นรนนั้นรุนแรงขึ้น ความเจริญดีขึ้นและความสามารถในการที่จะทำให้เกิดความเจริญขึ้นนี้ถูกกำหนด ด้วยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และได้รับการขยายออกด้วยแนวโน้มของบุคคลผู้ที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุด หรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะอยู่รอดและแผ่ขยายออกไปในบรรดาบุคคลต่าง ๆ และด้วยแนวโน้มของเผ่าชน ชาติ หรือเชื้อชาติที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุดหรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะ อยู่รอดในการต่อสู้ระหว่างกลุ่มสังคมต่าง ๆ ทฤษฎีนี้ได้เป็นเครื่องอธิบายความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และความแตกต่างในความก้าวหน้าระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยความมั่นใจแต่มิได้เป็นการทั่วไปอยู่ในขณะนี้ เหมือนเมื่อไม่นานมานี้ที่มีการอธิบายความแตกต่างดังกล่าวโดยอาศัยทฤษฎีแห่ง การสร้างสรรค์เป็นพิเศษและการแทรกแซงของพระผู้เป็นเจ้า

ผลทางปฏิบัติของทฤษฎีนี้คือลัทธิชะตานิยม (fatalism) ที่มีความหวังชนิดหนึ่ง ซึ่งปรากฏแพร่หลายในวรรณกรรมปัจจุบัน* ตามทรรศนะนี้ ความก้าวหน้าคือผลแห่งพลังทั้ง หลายซึ่งกระทำอย่างช้า ๆ มั่นคงและไร้ความเมตตา เพื่อยกมนุษย์ให้สูงส่งขึ้น สงคราม ระบบทาส การกดขี่ ความเชื่องมงาย ฉาตกภัย และโรคระบาด ความขาดแคลนและความทุกข์ยาก ซึ่งปรากฏอยู่ในอารยธรรมสมัยใหม่ คือสาเหตุที่ขับดันมนุษย์ต่อไปโดยการกำจัดประเภทที่ด้อยกว่าและขยายประเภท ที่สูงกว่า และการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือพลังที่เป็นตัวกำหนดความก้าว หน้า และความก้าวหน้าในอดีตคือฐานสำหรับความก้าวหน้าใหม่ ๆ ดังนี้ บุคคลจึงเป็นผลแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งกระทำต่อบรรดาบุคคลในอดีตมาเป็นลำดับ ยาวนานไม่สิ้นสุด และการจัดสังคมก็ได้แบบมาจากบุคคลต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสังคมนั้น ดังนั้น แม้ทฤษฎีนี้ ตามคำของ Herbert Spencer ** – เป็น “แบบที่นิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (radical) เกินกว่าที่ลัทธินิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง”โดยเหตุที่มันมุ่งจะให้มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของ มนุษย์เอง ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีนี้ก็เป็น “อนุรักษ์นิยมเกินกว่าที่ลัทธิอนุรักษ์นิยมใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง” ด้วย เพราะทฤษฎีนี้ถือว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในลักษณะของมนุษย์ ปราชญ์อาจจะสั่งสอนว่าข้อนี้มิได้ลดหน้าที่ที่จะพยายามปฏิรูปการกระทำอันมิ ชอบ เช่นเดียวกับนักธรรมผู้สั่ง สอนลัทธิที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว ที่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะดิ้นรนเพื่อความรอดพ้น แต่ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ผลก็คือลัทธิชะตานิยม – “ถึงแม้จะทำเท่าที่เราอาจทำได้ เครื่องบดของพระผู้เป็นเจ้าก็จะบดต่อไปโดยไม่คำนึงถึงการช่วยเหลือหรือการ หน่วงเหนี่ยวของเรา” ข้าพเจ้ากล่าวพาดพิงถึงข้อนี้เพียงเพื่อที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่ข้าพเจ้าถือ ว่าเป็นความคิดเห็นที่กำลังแผ่ขยายและแทรกซึมเข้าไปในความคิดโดยทั่วไปอย่าง รวดเร็ว ในการค้นคว้าหาสัจธรรม เราไม่ควรจะยอมให้ข้อพิจารณาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของมันมาทำให้ความคิดของเราบิด เบือนไป แต่ข้าพเจ้าถือว่าทรรศนะปัจจุบันเกี่ยวกับอารยธรรมเป็นดังนี้: อารยธรรมคือผลแห่งพลังทั้งหลายซึ่งกระทำตามวิธีที่บ่งไว้ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนลักษณะของมนุษย์และปรับปรุงและยกระดับความสามารถของมนุษย์ขึ้นอย่าง ช้า ๆ ความแตกต่างระหว่างอารยชนกับคนป่าคือความแตกต่างในการศึกษาอบรมของเผ่า พันธุ์เป็นเวลานานซึ่งได้เข้าไปเกาะอยู่อย่างถาวรในจิตใจ และการปรับปรุงดีขึ้นนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่อารย-ธรรมที่สูงขึ้น ๆ เราได้มาถึงจุดที่ความก้าวหน้าดูเหมือนจะเป็นธรรมดาสำหรับเราแล้วและเรามอง ไปข้างหน้าอย่างเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่กว่าของมนุษยชาติที่จะเกิด มาภายหลัง – บางคนถึงกับเชื่อว่าในที่สุดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ไม่ รู้จักตายและทำให้เขาสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังมิใช่แค่ดาวพระเคราะห์ เท่านั้น แต่รวมถึงดาวฤกษ์ด้วย และจะทำให้เขาสามารถสร้างดวงอาทิตย์และจักรวาลให้แก่ตนเองได้ ***

แต่โดยมิต้องพุ่งขึ้นไปถึงดวงดาว ในทันทีที่ทฤษฎีความก้าวหน้าซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรมดาเหลือเกินสำหรับเราใน ท่ามกลางอารยธรรมที่กำลังก้าวหน้านี้มองออกไปรอบ ๆ โลกเท่านั้น มันก็จะได้เผชิญกับข้อเท็จจริงอันใหญ่ยิ่ง – นั่นคืออารยธรรมทั้งหลายที่หยุดชะงักแข็งทื่อ มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันมิได้มีความคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้า มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันถือ (เช่นที่บรรพบุรุษของเราเองได้ถือมาจนกระทั่งระยะชั่ว 2 – 3 อายุคนนี้) ว่าครั้งอดีตเป็นสมัยแห่งความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ อาจจะมีผู้อธิบายความแตกต่างระหว่างคนป่ากับอารยชนได้ด้วยทฤษฎีที่ว่า คนป่ายังพัฒนามาอย่างบกพร่องเต็มที ซึ่งทำให้ไม่ค่อย

ปรากฏความ ก้าวหน้าของเขา แต่โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าของมนุษย์เป็นผลจากสาเหตุโดยทั่วไปอัน ต่อเนื่องนั้น เราจะอธิบายถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้าไปไกลแต่แล้วก็หยุดชะงักได้อย่างไร? เราไม่สามารถจะกล่าวถึงชนเผ่าฮินดูและชาวจีนได้เช่นเดียวกับที่อาจจะกล่าว ได้ถึงคนป่าว่าความเหนือกว่าของเราเป็นผลจากการศึกษาอบรมที่นานกว่า หรือเราเป็นประดุจผู้ใหญ่แล้วสำหรับธรรมชาติ ในขณะที่พวกเขายังเป็นเด็กอยู่ ชาวฮินดูและชาวจีนเคยเป็นอารยะเมื่อเรายังเป็นคนป่าอยู่ พวกเขามีเมืองใหญ่ ๆ มีการปกครองที่จัดระบบอย่างดีและเข้มแข็ง มีวรรณกรรม ปรัชญา มารยาทที่ขัดเกลา มีการแบ่งงาน (division of labor) มากพอควร มีการพาณิชย์ขนาดใหญ่ และศิลปะอันประณีตบรรจงในขณะที่บรรพบุรุษของเรายังเป็นคนป่าเถื่อนพเนจร อาศัยในกระท่อมและกระโจมหนังสัตว์ มิได้เจริญไปกว่าอินเดียนแดงเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เราก้าวหน้าจากสภาพป่าเถื่อนนี้มาสู่อารยธรรมสมัยศตวรรษที่ 19 ชาวฮินดูและจีนกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ถ้าความก้าวหน้าเป็นผลแห่งบรรดากฎอันแน่นอน หลีกเลี่ยงมิได้ และเป็นนิรันดร์ ซึ่งขับดันมนุษย์ให้ก้าวหน้าไป แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ผู้อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการที่มีผู้นิยมกันมากที่สุดผู้หนึ่ง คือ Walter Bagehot (“Physics and Politics”) ได้ยอมรับพลังแห่งการคัดค้านนี้ และพยายามที่จะอธิบายด้วยวิธีนี้: สิ่งแรกที่จำเป็นในการทำให้มนุษย์เป็นอารยะก็คือทำให้เขาเชื่อง ชักนำให้เขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์โดยอยู่ภายใต้กฎ แล้วบรรดากฎหมายและขนบประเพณีทั้งหลายก็จะเพิ่มมากขึ้น รุนแรงขึ้นและขยายออกไปด้วยวิธีการเลือกตามธรรมชาติ เผ่าชนหรือชาติที่รวมกันด้วยวิธีนี้จึงได้เปรียบกว่าเผ่าชนหรือชาติที่มิได้ รวมกัน กลุ่มประเพณีและกฎหมายนี้ในที่สุดก็เข้มข้นและแข็งตัวเกินกว่าที่จะทำให้มี ความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ความก้าวหน้านี้จะดำเนินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้เกิดสถานการณ์ที่ชักนำให้มี การอภิปรายและยินยอมให้มีเสรีภาพและความคล่องตัวอันจำเป็นสำหรับการปรับปรุง เจริญขึ้น

คำอธิบายซึ่ง Bagehot ให้ไว้ด้วยความสงสัยบางประการ ตามที่เขากล่าวเองนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าทำให้ทฤษฎีทั่วไปหมดความน่าเชื่อถือลงไป แต่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะกล่าวถึงข้อนั้นเพราะเราย่อมเห็นได้ชัดว่ามันมิ ได้อธิบายข้อเท็จจริง

จาก การรวมตัวกันของปรมาณูซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งในที่สุดก็หยุดลงเมื่อปรมาณูเข้าสู่ดุลยภาพและเกิดสภาพอยู่นิ่งต่อมา ซึ่งจะเคลื่อนไหวใหม่อีกก็ต่อเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทบ อันจะทำให้ย้อนกรรมวิธีของวิวัฒนาการ ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวมากขึ้นและสลายสสารออกไปเป็นแก๊ส ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งด้วยการรวมตัวกันของแก๊ส เช่นเดียวกัน เราก็อาจกล่าวได้ว่าการรวมกันของแต่ละบุคคลในประชาคมจะทำให้เกิดพลังอันก่อ ให้เกิดแสงสว่างและความอบอุ่นแห่งอารยธรรม แต่เมื่อกรรมวิธีนี้หยุดลงและแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ประกอบเข้าสู่ดุลยภาพ อยู่ ณ ที่ประจำของตน ความชะงักงันก็เกิดตามมา และการกระจัดกระจายเนื่องจากการบุกรุกของคนป่าเถื่อนนับเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเริ่มต้นกรรมวิธีและความเจริญเติบโตของอารยธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง

แต่ การเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันนับเป็นวิธีการคิดที่มีอันตราย ที่สุด มันอาจจะเชื่อมต่อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังซ่อนพรางหรือปิดบังความจริงเสีย และความคล้ายคลึงกันที่กล่าวแล้วทั้งสิ้นก็เป็นแต่เพียงผิวเผิน เมื่อสมาชิกของประชาคมเกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในสภาพเด็กที่มีพลังใหม่ ประชาคมย่อมไม่แก่ลงด้วยความเสื่อมพลังความสามารถดังเช่นมนุษย์ เมื่อพลังของส่วนรวมจะต้องเท่ากับผลรวมของพลังของแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ ประกอบ ประชาคมย่อม จะไม่สูญเสียพลังอันสำคัญยิ่งไป นอกจากพลังอันสำคัญยิ่งขององค์ประกอบของมันจะลดลง

แต่ ทั้งในการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันอย่างสามัญระหว่างพลังชีวิตของชาติกับ ของแต่ละบุคคล และในการเปรียบเทียบตามที่ข้าพเจ้าเสนอ ย่อมมีการตระหนักถึงความจริงอันเด่นชัดข้อหนึ่งแฝงอยู่ – นั่นคือความจริงที่ว่าอุปสรรคที่ทำให้ความก้าวหน้าหยุดลงในที่สุดนั้นเกิด ขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้านั้นเอง และสิ่งที่ได้ทำลายอารยธรรมทั้งสิ้นที่แล้วมาก็คือเงื่อนไขที่เกิดขึ้น เนื่องจากความเจริญเติบโตของอารยธรรมนั้นเอง

นี่เป็นสัจธรรมซึ่งปรัชญาในปัจจุบันได้ละเลยเสีย แต่มันเป็นสัจธรรมที่มีความหมายสำคัญที่สุด ทฤษฎีว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติจะมีเหตุผลฟังขึ้นก็ต้องอธิบายสัจธรรม ข้อนี้ด้วย

แนวโน้มที่ทำให้เกิดการแข็งตัวซึ่ง Bagehot กล่าวถึง จะแสดงตัวเองออกตั้งแต่ระยะต้น ของพัฒนาการ และตัวอย่างของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทั้งสิ้นได้มาจากชีวิตคนป่าหรือกึ่ง คนป่า แต่อารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้ได้ก้าวไปไกลก่อนที่จะหยุดลง จะต้องมีระยะหนึ่งที่อารยธรรมเหล่านี้เจริญไปไกลมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพ ที่ป่าเถื่อน แต่ก็ยังคงมีความอ่อนตัว เสรี และก้าวหน้า อารยธรรมที่ชะงักเหล่านี้หยุดลง ณ จุดซึ่งแทบไม่มีอะไรด้อยกว่าและมีหลายด้านที่เหนือกว่าอารยธรรมของยุโรปสมัย ราวศตวรรษที่ 16 หรืออย่างเลวที่สุดก็ศตวรรษที่ 15 ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดนั้นย่อมจะต้องมีการอภิปราย การต้อนรับสิ่งใหม่ ๆ และกิจกรรมทางสมองทุกชนิด พวกเขามีสถาปนิกผู้ทำให้ศิลปะวิทยาการก่อสร้างเจริญขึ้นจนถึงระดับที่สูงมาก ด้วย นวัตกรรมหรือการปรับปรุงเป็นลำดับมา มีนักต่อเรือผู้ได้ต่อเรือที่ดีเช่นเรือรบของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ในที่สุดโดยนวัตกรรมมากมายโดยวิธีเดียวกัน มีนักค้นคิดประดิษฐ์ผู้ได้หยุดลงใกล้เคียงกับสิ่งปรับปรุงที่สำคัญที่สุดของ เรา และเรายังสามารถจะเรียนรู้จากพวกเขาบางคนด้วยซ้ำไป มีวิศวกรผู้ก่อสร้างข่ายชลประทานใหญ่และคลองเพื่อการเดินเรือ มีสำนักปรัชญาที่แข่งขันชิงดีกันและมีความคิดที่ขัดแย้งกันในทางศาสนา ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ศาสนาหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ในหลายประการได้เกิด ขึ้นในอินเดีย เข้าแทนที่ศาสนาเก่า ผ่านไปสู่จีน แผ่ออกกว้างขวางทั่วประเทศนั้น แต่แล้วก็ถูกศาสนาอื่นเข้าแทนที่ ณ แหล่งเดิม ๆ ของตนเช่นเดียวกับที่ศาสนาคริสต์ถูกแทนที่ ณ แหล่งแรก ๆ ของตน นับเป็นเวลานานหลังจากที่มนุษย์ได้รู้จักที่จะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ที่มีชีวิต และชีวิตที่แข็งขัน มีนวัตกรรมซึ่งทำให้เกิดการปรับปรุงก้าวหน้า และยิ่งกว่านั้น ทั้งอินเดียและจีนต่างได้ซึมซับชีวิตใหม่จากชาติผู้พิชิตผู้มีขนบประเพณีและ แบบอย่างความคิดแตกต่างออกไปด้วย

อารยธรรมที่หยุดชะงักอย่างมากที่สุด ในบรรดาอารยธรรมที่เรารู้จักกัน ก็คือ อารยธรรมของอียิปต์ ซึ่งแม้แต่ศิลปะก็กลับมาเป็นรูปธรรมดาและแข็งตัวในที่สุด แต่เรารู้ว่าเบื้องหลังระยะนี้จะต้องมีสมัยที่มีชีวิตชีวาและความกระปรี้ กระเปร่า – มีอารยธรรมที่พัฒนาใหม่และขยายออกไปเช่นเดียวกับที่อารยธรรมของเราเป็นอยู่ ในขณะนี้ – มิฉะนั้นแล้วศิลปะและศาสตร์จะไม่ขึ้นได้สูงถึงเพียงนั้นเลย และการขุดค้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ฉายแสงให้เห็นอียิปต์ที่โบราณกว่าจากเบื้องใต้สิ่งที่เรารู้กันมาแต่ เดิมเกี่ยวกับอียิปต์ – จากรูปปั้นและรูปแกะสลักซึ่งแทนที่จะเป็นแบบแข็งกระด้างและเป็นพิธีการ กลับเปล่งปลั่งไปด้วยชีวิตชีวาและความหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นศิลปะอันทรงพลัง เป็นธรรมชาติ และเสรี อันเป็นเครื่องบ่งชี้แน่นอนถึงชีวิตที่แข็งขันและขยายออกไป สำหรับอารยธรรมทั้งสิ้นซึ่งบัดนี้ไม่ก้าวหน้าแล้วก็จะต้องเคยเป็นเช่นเดียว กัน

แต่ไม่แต่เพียงอารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้เท่านั้นที่ทฤษฎี ปัจจุบันว่าด้วยพัฒนาการอธิบายมิได้ มิใช่เป็นเพียงว่ามนุษย์ได้เดินไปตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าถึงแค่นั้นแล้ว ก็หยุดลงเท่านั้น แต่มนุษย์ได้เดินไปไกลตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าแล้วก็ถอยหลังกลับด้วยซ้ำ สิ่งที่เผชิญกับทฤษฎีนี้ดังกล่าวมิได้มีเพียงกรณีเดียวโดด ๆ เท่านั้น – มันเป็นกฎสากลเลยทีเดียว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่โลกได้เคยเห็นมาย่อมมีระยะที่เจริญเติบโตอย่างเข้ม แข็ง ระยะชะงักงัน ระยะเสื่อมโทรมและตกต่ำลง ในบรรดาอารยธรรมทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ยังคงเหลือแต่อารยธรรมที่ชะงักงันไปและอารยธรรมของเราเองซึ่งยังไม่มี อายุมากเท่าพีระมิดในขณะที่อับราฮัมมองดู – เบื้องหลังพีระมิดนั้นคือระยะ 20 ศตวรรษแห่งประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก

เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ที่ว่าอารยธรรมของเรามีฐานกว้างขวางกว่า เป็นแบบที่ก้าวหน้ามากกว่า เคลื่อนตัวรวดเร็วกว่า และพุ่งขึ้นสูงกว่าอารยธรรมทั้งสิ้นที่มีมาแล้ว แต่ในแง่เหล่านี้ ก็ดูมันจะไม่ก้าวหน้าไปกว่าอารยธรรมกรีก-โรมัน มากกว่าที่อารยธรรมกรีก-โรมันจะก้าวหน้าเกินกว่าอารยธรรมของเอเชีย และถ้าหากว่ามันก้าวหน้ามากกว่า นั่นก็มิได้พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับความถาวรและความก้าวหน้าในอนาคตของมัน เว้นเสียแต่จะแสดงให้เห็น ได้ว่า มันเหนือกว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุแห่งความล้มเหลวสิ้นเชิง ของอารยธรรมรุ่นก่อน ๆ ทฤษฎีปัจจุบันมิได้แสดงข้อนี้

อันที่จริงแล้ว ถ้านับจากการอธิบายข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์สากล ไม่มีทฤษฎีใดที่จะไปได้ไกลกว่าทฤษฎีนี้ ที่ว่าอารยธรรมเป็นผลแห่งวิธีการเลือกของธรรมชาติซึ่งกระทำเพื่อปรับปรุงและ ยกความสามารถของมนุษย์ การที่อารยธรรมได้เกิดขึ้นในเวลาต่าง ๆ กัน สถานที่ต่าง ๆ กันออกไป และก้าวหน้าไปด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันนั้น มิใช่ว่าจะไม่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้ เพราะนั่นอาจจะเป็นผลจากการถ่วงดุลไม่เท่าเทียมกันระหว่างพลังที่ผลักดันและ ที่ต่อต้านก็ได้ แต่การที่ความก้าวหน้าได้เริ่มต้นขึ้นทุกแห่ง (เพราะแม้แต่ในบรรดาเผ่าชนที่ต่ำที่สุด เราก็ยังถือว่ามีความก้าวหน้าบางประการ) โดยไม่มีแห่งใดเลยที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่กลับหยุดหรือถอยหลังเสียทุกแห่งนั้น ย่อมเป็นการไม่สอดคล้องอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ทั้งนี้เพราะถ้าความก้าวหน้ากระทำเพื่อนำการปรับปรุงเข้ามาติดไว้ในธรรมชาติ ของมนุษย์ และก่อให้เกิดความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว ถึงแม้จะมีการสะดุดหยุดลงบ้างเป็นครั้งคราว กฎทั่วไปก็จะเป็นว่าความก้าวหน้าจะต้องต่อเนื่อง – ความก้าวหน้าจะต้องนำไปสู่ความก้าวหน้า และอารยธรรมจะพัฒนาไปสู่อารยธรรมที่สูงส่งยิ่งขึ้น

มิใช่เพียงกฎทั่วไปเท่านั้น หาก กฎสากล ด้วย ที่เป็นตรงกันข้ามกับข้อนี้ โลกคือหลุมฝังศพของจักรวรรดิที่ตายไปแล้วไม่น้อยไปกว่าที่เป็นหลุมฝังศพของ คนตาย แทนที่ความก้าวหน้าจะทำให้มนุษย์มีความเหมาะสมสำหรับความก้าวหน้ามากขึ้น อารยธรรมทุกอารยธรรมที่เข้มแข็งและก้าวหน้าในสมัยของตนเองพอ ๆ กับอารยธรรมของเราในสมัยนี้กลับหยุดลงด้วยตนเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ศิลปะได้เสื่อมโทรมลง วิทยาการจมดิ่ง ความสามารถลดถอย ประชากรเบาบางลง จนกระทั่งประชาชนที่ได้สร้างวิหารใหญ่ ๆ และเมืองอันทรงอำนาจ เปลี่ยนทางแม่น้ำและเจาะภูเขา บำรุงพื้นโลกเหมือนเป็นสวน และนำเอาความละเอียดประณีตอย่างที่สุดเข้ามาสู่กิจการย่อยที่สุดของชีวิต นั้น กลับเหลือแต่คนป่าเถื่อนที่น่าสมเพชจำนวนเล็กน้อยผู้สูญเสียแม้กระทั่งความ ทรงจำในสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้กระทำไว้ และนับถือว่าชิ้นส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ของสิ่งที่ใหญ่โตสูงส่งนั้นเป็นผลงาน ของอัจฉริยบุคคลหรือของชนชาติที่ทรงอำนาจก่อนน้ำท่วมใหญ่ ข้อนี้นับเป็นความจริงอย่างยิ่ง จนกระทั่งเมื่อเราคิดถึงอดีตจะดู เหมือนว่ามันเป็นกฎที่ไม่รู้จักผ่อนปรนซึ่งเราไม่อาจจะหวังได้รับการยกเว้น ได้มากไปกว่าที่ชายหนุ่มผู้ “รู้สึกถึงชีวิตของเขาไปทั่วทุกแขนขา” จะพึงหวังได้รับการยกเว้นจากการแตกดับอันเป็นชะตาร่วมกันของทุกคน Scipio คร่ำครวญกับซากปรักหักพังแห่งนครคาร์เธจว่า “แม้เช่นนี้ โอ้กรุงโรม วันหนึ่งก็จะต้องเป็นชะตาของเจ้า!” และภาพของ Macaulay ที่มีชาวนิวซีแลนด์พินิจพิจารณาส่วนโค้งที่หักพังของสะพานลอนดอน ก็ดึงดูดจินตนาการแม้แต่ของผู้ที่ได้เห็นเมือง ต่าง ๆ เกิดขึ้นในป่าและช่วยวางรากฐานของจักรวรรดิแห่งใหม่ เช่นเดียวกัน เมื่อเราสร้างอาคารสาธารณะ เราก็ทำโพรงเอาไว้ที่ศิลาฤกษ์และผนึกสิ่งอนุสรณ์ในสมัยของเราไว้ภายในอย่าง บรรจง เฝ้าคอยเวลาที่ผลงานของเราจะพินาศลงและตัวเราเองถูกลืม

ทั้งการขึ้นสูงสลับกับการต่ำลงของอารยธรรมนี้ การถอยหลังซึ่งเกิดขึ้นภายหลังความก้าวหน้าอยู่เสมอนี้ จะเป็นหรือไม่เป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะตามเส้นที่เฉียงขึ้นก็ตาม (และข้าพเจ้าคิด ถึงแม้จะไม่ตั้งคำถาม ว่าการที่จะพิสูจน์ว่าเป็นนั้นจะยากยิ่งกว่าที่คิดกันโดย ทั่วไปมาก) มันก็ไม่แตกต่างกันประการใด ทั้งนี้เพราะทฤษฎีปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์หักล้างแล้วในทั้งสองกรณี อารยธรรมได้ตายไปโดยมิได้มีเครื่องแสดงแต่อย่างใด และความก้าวหน้าที่ได้มาโดยยากก็สูญหายไปจากเชื้อชาตินั้นตลอดกาล แต่ถึงแม้หากจะยอมรับเสียว่าความก้าวหน้า แต่ละคลื่นทำให้เกิดคลื่นที่สูงกว่าขึ้นได้ และอารยธรรมแต่ละอารยธรรมส่งผ่านคบเพลิงไปสู่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ตาม ทฤษฎีที่ว่าอารยธรรมก้าวหน้าไปโดยการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นในธรรมชาติของ มนุษย์ก็มิได้อธิบายข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะว่าในทุกกรณี เชื้อชาติที่เริ่มอารย- ธรรมใหม่นั้น จะมิใช่เชื้อชาติที่ได้รับการศึกษาอบรมและได้รับการปรุงแต่งทางพันธุกรรมจาก อารยธรรมเดิม หากเป็นเชื้อชาติใหม่ที่มาจากระดับต่ำ คนป่าเถื่อนแห่งยุคหนึ่งกลับมาเป็นอารย- ชนแห่งยุคต่อไป แต่แล้วก็ถูกแทนที่อีกต่อหนึ่งด้วยคนป่าเถื่อนพวกใหม่ ทั้งนี้เพราะเป็นจริงตลอดมาเสมอในข้อที่ว่า มนุษย์ภายใต้อิทธิพลแห่งอารยธรรมนั้น ถึงแม้ในขั้นแรกจะเจริญ ก้าวหน้าขึ้น แต่ภายหลังก็จะต้องเสื่อมทรามลง อารยชนสมัยนี้มีลักษณะเหนือกว่าอนารยชน มาก แต่ในระยะที่มีความเข้มแข็งสูงสุดนั้น อารยชนก็มีลักษณะเหนือกว่าทุกอารยธรรมที่ตายไปแล้ว แต่มีสิ่งต่าง ๆ เช่นความชั่วร้าย คอร์รัปชั่น และการทำความอ่อนแอให้แก่อารยธรรม ซึ่งได้แสดงตัวเองออกตลอดมาเสมอเมื่อขึ้นสูงเลยจุดหนึ่งไปแล้ว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่ถูกคนป่าเถื่อนพิชิตนั้น แท้ที่จริงแล้วได้สลายตัวลงเพราะความเสื่อมภายในตัวเอง

ในทันทีที่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสากลนี้ มันก็จะลบล้างทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าดำเนินไปโดยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เมื่อพิจารณาดูตลอดประวัติศาสตร์ของโลกจะเห็นได้ว่าเส้นแนวแห่งความก้าว หน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้ซ้อนทับกับเส้นแนวพันธุ-กรรมใด ๆ เลยไม่ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาใดก็ตาม ดูเหมือนว่าความเสื่อมถอยหลังจะเกิดขึ้นติดตามความเจริญก้าวหน้าไปเสมอบนทุก เส้นแนวแห่งพันธุกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะกล่าวหรือว่ามีชีวิตแห่งชาติหรือแห่งเชื้อชาติ ดังที่มีชีวิตของแต่ละบุคคล – จะกล่าวหรือว่าสังคมส่วนรวมทุกสังคมเสมือนว่าจะมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อใช้หมดเปลืองไปก็จะทำให้เกิดความเสื่อมขึ้น? นี่เป็นความคิดที่ดั้งเดิมและแพร่หลายซึ่งยังคงมีผู้ยึดถือกันอยู่มาก และจะได้เห็นปรากฏออกมาอย่างไม่สมเหตุผลอยู่เป็นนิจในงานเขียนของบรรดาผู้ อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการ โดยแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมเราจะกล่าวถึงสังคมในฐานะสสารและอาการ เคลื่อนไหวมิได้ ทั้งนี้เพื่อให้มันเข้าอยู่ภายในกฎทั่วไปของวิวัฒนาการให้เห็นได้ชัด เพราะเมื่อคิดว่าแต่ละบุคคลในสังคมเป็นประดุจแต่ละปรมาณู ความเจริญเติบโตของสังคมก็คือ “การรวมตัวกันของสสารและการที่อาการเคลื่อนไหวลดลงไปพร้อมกัน ซึ่งในระหว่างนี้สสารจะผ่านจากฐานะความเป็นเนื้อเดียวกันอันไม่เจาะจงไม่สอด คล้องกัน มาเป็นความต่างแบบกันอันเจาะจงและสอดคล้องกัน และระหว่างนี้อาการเคลื่อนไหวที่ยังคงมีอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคู่ขนานกัน ไป” ****เช่นนี้เราก็อาจจะแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างชีวิตของสังคมกับ ชีวิตของสุริยจักรวาล ตามสมมติฐานในเรื่องกลุ่มหมอกเพลิง (nebular hypothesis) ได้ ความร้อนและแสงสว่างของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเนื่อง

The second strand of the Bible

Vedas are the oldest, one of the world’s magic comes from the Sanskrit root canals that switch means that the knowledge collected in the sacred books as possible. These books called the Vedas. The oldest literary monument of the world. Vedas are taught or passed down through a long period of Aryan peoples.
King’s likeness.

1) Senior nourish themselves like the king who worshiped God help His people second (106.4).
2) Head to the village Takษinatan shall be regarded like the king in the nation (107.5).
3) it is a great knight like the King 2 He who is happy (143.6).

Metaphor heroic warrior.

1) I like the heroic warriors, strong knights were comparable (106.7).
2) Switch the season has been to appeal to those who like the hymn of praise to the heroic fighters for the battle chariots (149.4).
3) encouraging prayer is like the mighty warrior of the fire alarm, we come to battle in the arena Praepriiw (156.1).

Metaphor cows.

1) The Heart of God had been plea to give something to aspire to be like the big cow with milk and many milk (101.9).
2) a hymn in praise of the Royal ceremony to MF Indra cried like the cows to calves (119.4).
3) that the husband has been urged by his wife to sail like the cows are moving along the calves (145.6).
4) Switch the season has been to appeal to the Royal MF ceremony like the cows are moving around in the woods, walk to the village as soon as (149.4).
5) Senior’s appeal to the ritual sacrifice of Mary MF hungry like the cows are eating grass from the pasture (149.4).
6) a hymn of praise to the goddess worship hymns to the night, like the cows that give milk (127.8).
7) Switch the season has been a hymn of praise to appeal to parents like the Dairy Milk varieties are ready to cry and to the calves (149.4).

Young ox and cow herd cattle metaphor.

1) Indra was terrified the enemies like the cattle herd (103.1).
2) to the Royal Knight MF ceremony like the young ox to the cow pasture (106.2).
3) She was probably a good move toward MF ritual sacrifice. Like the cow herd is healthy and strength. Moving onto pastures (115.2).
4) Senior organs like the strong cattle herd with 2 strength moves with a jaunty (106.5).
5) Indra is the elimination of these hostile actions like the cattle herd to face the enemy (116.4).

Horse metaphor.

1) I like the knight to the hymns in praise of the horse was the second victory for the enemy (106.2).
2) Senior powerful because of the sacrifice like the two horses have power because they eat grass (106.5).
3) Indra drink Soma to make him more powerful, like the horse-drawn chariots to Praepriiw (119.3).
4) When the powerful demon Maharishi and dragged the string bound to like the horse to be active
5) The Dark Knight The hermit against the string. (From being a demon) and their desire to like the horses (143.1).
6) an elixir Soma to Indra, like the horses (144.1).
7) The Swiss Thu milking of cows being tethered to heaven like the horse was short Etigm (149.1).

Car Wars metaphor.

1) Car Charger sleight of Dark Knight Dark Knight approached. Like the chariots of my own approach (106.7).
2) the line of fire of the fire visible chariots like the row number (142.8).
3) Senior Tax not make Impressionism held at the new veterans like the car to be repaired, then (143.1).
4) His chariots like a shining knight. (The Sun) (176.3).

Other metaphors are used even less than three times in the 10th district, but may be used or displayed in other counties and is analogous to the existing number. The following example.

Parable husband.
The T switch is a hymn of praise to the petition. Like the husband to his wife (149.4).

Metaphor for women.
1) The wife of a hermit to enjoy Mutc like the women have been abandoned by her husband to realization (102.11).
2) I have been pleading to the anal opening like the way the woman’s husband (110.5).

Analogous to grow barley.
The matter has been begging to give patronage belonging to the Royal ceremony, each MF. I like the crop barley harvested at the beginning of barley (131.2).

Elephant metaphor.
Knight is like the elephant killing enemies are insanely powerful sexual organ into (106.6).

Metaphor arrows.
No one can determine the speed of love like the human placenta in vitro no one can determine the speed of the arrow is on the run (178.3).

Debt metaphor.
Aurora the goddess has been pleading for eliminating the darkness. Like the people to eliminate their debt (127.7).

Metaphor for women who are sexually aroused.
Waters flow into the ocean, like the women who are sexually to her husband (111.10).

Metaphor for family guardians.
The hymn the Brahmin sitting around Indra. Like the guardian of the family sitting around the time of the clan leader, and will go out (179.2).

Wolf metaphor.
Indra’s prayer for the men who behave like wild dogs that come under the paws of prayer (133.4).

So a figure of speech in scripture Rigveda property Lahiri eyes are wide. The Bible is not the purpose of the Aryan gods and pray. A figure of speech which consists of analogies and metaphor. The metaphor is a different god. In the Psalms. The metaphor is that the author has quoted from elsewhere, such as the right people, animals, places and objects, as well as the emotions that I have seen, and the ancient Aryan or worship. In everyday life. Some analogy may be found in those days or in the days following. The parable of the debt. The shuttle weaving metaphor, but the metaphor is common in the postwar period, but was not found in the Vedas as a metaphor or analogy Lion Hotels etc.

กฏหมายวันละนิดจิตปลอดโปร่ง

สาระน่ารู้

คำว่า “อัยการ” หมายความว่า การของเจ้า, ตัวบทกฎหมาย

คำว่า “กฎ” หมายความว่า จดไว้เป็นหลักฐาน, ตรา, คำบังคับ,ข้อกำหนดหรือข้อบัญญัติที่บังคับให้ต้องมีการปฏิบัติตาม

และเมื่อนำความหมายของแม่คำหรือคำตั้ง แต่ละคำดังกล่าวมาพิจารณารวมกันแล้ว พอจะจำกัดความหมายโดยรวมของคำว่า “กฎอัยการศึก” ได้ว่า หมายถึง “กฎหมายในยามศึกหรือกฎหมายในภาวะสงคราม” ซึ่งมิได้บ่งชี้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะในรายละเอียด จึงอาจกล่าวได้ว่าความหมายโดยรวมดังกล่าวเป็นความหมายทั่วไปของ “กฎอัยการศึก”

“กฎอัยการศึก”(Martial law) เป็นคำประสมที่มาจากคำโดด 3 คำ ได้แก่ คำว่า “กฎ” คำว่า “อัยการ” และคำว่า “ศึก” มารวมกันเป็นคำเฉพาะ ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ระบุความหมายของคำโดดแต่ละคำไว้เป็นแม่คำหรือคำตั้ง ดังนี้

จึงอาจกล่าวได้ว่า ความหมายคำว่า “กฎอัยการศึก” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อย่างหลังนี้ที่ได้อธิบายความว่าหมายถึง “กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” เป็นความหมายเฉพาะของ “กฎอัยการศึก” ตามข้อเท็จจริงในระบบกฎหมายไทย

ส่วนคำว่า “กฎอัยการศึก” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมิได้ระบุให้ความหมายไว้โดยตรงในลักษณะเป็นคำ มูล คำสามานยนาม หรือคำวิสามานยนามที่เป็นแม่คำหรือคำตั้ง แต่ได้จัดประเภทไว้เป็นคำประสมที่เป็นอนุพจน์หรือลูกคำของแม่คำหรือคำตั้ง คำว่า “กฎ” โดยได้ให้นิยามไว้ในลักษณะอธิบายความว่า คือ“กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างประกอบการอธิบายความหมายว่า ในกรณีที่เกิดสงคราม การจลาจล ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้า หน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือ การรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่าง ที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน ความหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นอรรถาธิบาย เพื่อมุ่งชี้เฉพาะให้เข้าใจถึงความหมายในเชิงปฏิบัติหรือการใช้งานจริง ซึ่งสอดคล้องตรงกับหลักการเฉพาะของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 และกฎหมายในกลุ่ม Martial law ที่ใช้กันในนานาประเทศ