Tag Archive: ศาสนา

สื่อการสอนคือ

 

สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง สื่อชนิดใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางสำหรับผู้สอนส่งไปถึงผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ผู้สอนวาง ไว้ได้เป็นอย่างดี

เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ โสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ Bruner ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา นำมาสร้างเป็น “กรวยประสบการณ์” (Cone of Experiencess) โดยแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. ประสบการณ์ตรง โดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากของจริง เช่น การจับต้อง และการเห็น เป็นต้น
  2. ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ซึ่งอาจเป็นการจำลองก็ได้
  3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร เนื่องจากข้อจำกัดด้วยยุคสมัยเวลา และสถานที่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
  4. การสาธิต เป็นการแสดงหรือการทำเพื่อประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น
  5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เป็นต้น
  6. นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้สาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด
  7. โทรทัศน์ โดยใช้ทั้งโทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์การสอนเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน
  8. ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู
  9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง อาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ รูปภาพ สไลด์ ข้อมูลที่อยู่ในขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือ ไม่ออกแต่ก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้
  10. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของต่าง ๆ
  11. วจนสัญลักษณ์ ได้แก่ตัวหนังสือในภาษาเขียน และเสียงพูดของคนในภาษาพูด

ประวัติทศกรรฐ์

กำเนิดพาลี สุครีพ

ฤาษีโคดม เดิมเป็นกษัตริย์ครองเมืองสาเกต ไม่มีโอรสธิดา ได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะในป่าถึงสองพันปี จนหนวดเครายาวรุงรัง จนมีนกกระจาบมาทำรัง นกกระจาบได้พูดว่า พระฤาษีโคดมเป็นคนบาป ด้วยเป็นกษัตริย์ก็ไม่มีบุตรธิดา ยังหนีมาออกบวชจนทำให้เสียวงศ์กษัตริย์ พระฤาษีได้ฟังจึงคิดได้ จึงบำเพ็ญตบะตั้งพิธีขอผู้หญิงขึ้น คือนางกาลอจนา และอยู่กินกันจนมีธิดาคือนางสวาหะ ต่อมาพระอินทร์ และพระอาทิตย์ต้องการจะแบ่งฤทธิ์ไปช่วยพระนารายณ์ปราบยักษ์ จึงไปทำให้นางตั้งครรภ์และคลอดโอรส ออกมาเป็นพระยากากาศและสุครีพ ต่อมานางสวาหะ จึงเล่าเรื่องให้พระฤาษีฟัง พระฤาษีจึงอธิษฐานว่า จะปล่อยลูกลงน้ำ ถ้าใครเป็นลูกให้ว่ายน้ำกลับมาหาตน ถ้าไม่ใช่ให้กลายเป็นลิงเข้าป่าไป หลังจากปล่อยลูกทั้ง 3 ลงน้ำ คงมีแต่นางสวาหะคนเดียวว่ายกลับมา ส่วนพระยากากาศและ สุครีพกลายเป็นลิงเข้าป่าไป พระฤาษีโกรธมากจึงกลับมาสาปนางกาลอัจนาเป็นหิน นางกาลอัจนาจึงสาปนางสวาหะ ให้ยืนขาเดียวกินลมอยู่ในป่าเชิงเขาจักรวาล จะพ้นคำสาปเมื่อมีลูกเป็นลิงมีฤทธิ์เลิศกว่าลิงอื่น ๆ

 

มียักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ นนทก มีหน้าที่ล้างเท้าเทวดาที่มาเฝ้าพระอิศวร ณ เชิงเขาไกรลาสถูกเหล่าเทวดาลูบหัวทุกวันจนหัวล้าน มีความเสียใจและแค้นใจ จึงไปเฝ้าพระอิศวรทูลขอนิ้วเพชร ชี้ไปที่ใครต้องตาย เมื่อพระอิศวรให้พรแล้ว จึงกลับไปล้างเท้าเทวดาตามเดิม เมื่อถูกเหล่าเทวดาลูบหัวอีก จึงเอานิ้วเพชรชี้เทวดาล้มตายไปเป็นอันมาก เหล่าเทวดาจึงไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์ได้แปลงกายเป็นนางอัปสรไปร่ายรำยั่วยวนจนนนทกหลงกลรำตาม เอานิ้วเพชรชี้ไปที่ต้นขาตนเองล้มลง พระนารายณ์จึงกลับร่างเดิมเหยียบอกนนทกไว้ นนทกจึงว่าพระนารายณ์กลัวตนจึงต้องแปลงร่างมา พระนารายณ์จึงสาปให้นนทกไปเกิดใหม่ มีสิบหัวสิบหน้าและยี่สิบมือ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีคทาและธนูเป็นอาวุธ ส่วนพระองค์จะเกิดเป็นมนุษย์มี 2 มือ ตามไปฆ่า แล้วจึงฆ่านนทกตาย

เมื่อนนทกตายแล้วจึงไปเกิดเป็นโอรสของท้าวลัสเตียนและ พระนางรัชดาเทวี ชื่อว่าทศกรรฐ์ แปลว่าผู้มีสิบหู มีน้องชาย 2 คน ชื่อ พิเภกและกุมภกรรณ และมีน้องสาวชื่อนางสำมนักขา ต่อมาทศกรรฐ์ได้ไปศึกษาพระเวทย์กับฤาษีโคบุตร

กำเนิดพิเภก

ฝ่ายพระอิศวร เมื่อรู้ว่านนทกไปเกิดเป็นทศกรรฐ์ที่กรุงลงกา เป็นยักษ์ที่ร้ายกาจและมีฤทธิ์มาก และเห็นว่าแม้พระนารายณ์จะอวตารไปปราบ ก็เห็นจะยาก จึงสั่งให้เวศญาณเทพบุตร ลงไปเกิดเป็นโอรสท้าวลัสเตียนกับพระนางรัชดาเทวี โดยประทานแว่นวิเศษใช้เรียนวิชาโหราศาสตร์ เพื่อเป็นไส้ศึกให้กับพระนารายณ์ และได้ชื่อว่าพิเภก

 

ทำวามรู้จักประเพณีผีกระจาด

ประเพณีนี้จะจัดขึ้นก็ต่อเมื่อบุตรคนแรก (ลูกคนโต) ของครอบครัวมีอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งเป็นต้นไป หรือโตจนสามารถเดินวิ่ง และจับทัพพีใส่บาตรได้ พ่อแม่จึงกำหนดงานทำบุญผีกระจาดขึ้น เมื่อพ่อแม่กำหนดวันทำบุญผีกระจาดเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะเชิญแม่ผีสามคนจากสามหมู่บ้านในตำบลบางกระบือ (คือยายหมา ดาวหาง, ยายจำรัส คุ้มหมู และยายสง่า สวยเอี่ยม) และนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูปจากวัดใกล้บ้าน จากนั้นแจ้งกำหนดงานให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทราบ บางงานอาจรวมทำบุญหลายๆ ครอบครัว ในคราวเดียวก็ได้ ก่อนวันงานต้องเตรียม

  1. “ตาเฉลว” 5 ใบ คือ กระจาดสานด้วยไม้ไผ่เป็นตาโปร่งๆ บริเวณปากกระจาดสานเป็นลายกลีบบัวปากพาน 5 กลีบ และตกแต่งด้วยกระดาษสี
  2. ธงกระดาษสี ใช้ปักที่ตาเฉลว และแต่ละธงติดสตางค์ตามศรัทธา
  3. สิ่งของที่ต้องใส่ในตาเฉลว 3 อย่าง คือ ขนมกง มะพร้าวอ่อน และกล้วย

ในวันงานเมื่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาพร้อมกัน เจ้าภาพ (พ่อแม่ของเด็ก) จุดธูปเทียนไหว้พระ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ในระหว่างนี้พ่อแม่ของเด็กจะจัดขันข้าวไว้ให้ลูกตักชาย เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ เจ้าภาพถวายภัตตาหาร หลังจากนี้พระสงฆ์ให้พรและทำพิธีกรวดน้ำ เจ้าภาพจึงนำกระจาด (ตาเฉลว) ทั้ง 5 ใบ มาวางไว้หน้าพระสงฆ์ เจ้าภาพจึงมอบกระจาดให้ศิษย์วัดต่อไป

ในระหว่างพิธีสงฆ์ แม่ผีจะทำพิธีไหว้ผีกระจาดไปพร้อมๆ กันโดยแม่ผีจะแยกมาจัดพิธีห่างจากชายคาบ้าน โดยใช้ผ้าขาวหรือเสื่อปูลาด สิ่งที่นำมาประกอบพิธีไหว้ คือ สำรับหวาน และสำรับคาว สำรับคาว ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ขวด ไก่ 1 ตัว หมูสามชั้น

สำรับหวาน ประกอบด้วย ขนมกง มะพร้าวอ่อน กล้วย 1 หวี วางคู่กันพร้อมบายศรีปากชาม และไข่ 1ฟอง พร้อมทั้งอาหารคาวหวานที่นำมาเลี้ยงพระนำมาเป็นของเคียงอีกหนึ่งชุด เพื่อเซ่นไหว้ด้วยแม่ผีจะเริ่มพิธีโดยจุดธูปเทียนจำนวนหนึ่ง บอกกล่าวเชิญผีว่า “ขอเชิญพ่อเฒ่าเจ้าของธง และแม่ของเรือนเจ้าของกระจาดมารับเครื่องสังเวยของลูก (เอ่ยชื่อของเด็กและพ่อแม่ของเด็ก) เขาได้ทำกระจาด 5 ใบให้แล้ว วงศ์วานว่านเครือผีกระจาดได้กลิ่นธูปขอเชิญแม่มารับเครื่องเซ่นไหว้ มีเหล้า มะพร้าวอ่อน กล้วยหวีงามและขนมกง ฯลฯ เชิญแม่มารับเครื่องสังเวย พร้อมกินให้อิ่มหนำสำราญมาอวยชัยให้พรแก่ลูกหลานวงศ์วานผีกระจาดอยู่เย็น เป็นสุขตลอดกาล” พร้อมกันนั้นแม่ผีจะปักธูปลงในถาดเครื่องเซ่น

เมื่อเสร็จทั้งพิธีสงฆ์และไหว้ผีกระจาดแล้ว เจ้าภาพจะเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่มาร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อได้เวลาพอสมควรแม่ผีจะทำพิธีลาผี โดยแบ่งเครื่องเซ่นผีทุกอย่างใส่กระทงใบตองนำไปไว้ทางสามแพร่งและกรวดน้ำให้ ผีกระจาด นอกจากประเพณีทำบุญผีกระจาดให้กับลูกคนโตแล้ว ยังมี “พิธีถวายธง” สำหรับลูกคนรองๆ ลงมา โดยการจัดพิธีถวายธงต่อพ่อเฒ่าเจ้าของธงให้มารับธงและปกป้องคุ้มครองลูกหลาน ของผีกระจาดให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป โดยนำธงไปปักไว้หน้าโบสถ์ หรือวิหารที่วัดใกล้บ้าน ถ้าเป็นลูกชายให้ทำธงด้วยผ้าขาวรูปสามเหลี่ยม วาดรูปม้าบนพื้นธง ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ทำธงสามชาย

Dead sea ทะเลสาบที่น่าทึ่ง

น้ำในทะเลเดดซีจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของอิสราเอล และจอร์แดน ทำให้ระดับน้ำในทะเลเดดซีลดลงโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 30 ซม. ในขณะนี้พื้นที่ราว 1 ใน 3 ของทะเลสาบสูญหายไปแล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า น้ำในทะเลเดดซีจะเหือดแห้งไปในที่สุดในปี ค.ศ.2050 ถ้าไม่รีบขุดคลองยาว 200 กิโลเมตรเชื่อมกับทะเลแดง เพื่อเพิ่มระดับน้ำ โดยใช้งบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 4 หมื่นล้านบาทในการขุดคลองครั้งนี้

แม้เดดซีจะมีพื้นที่เพียง 810 ตารางกิโลเมตร แต่ทะเลสาบแห่งนี้ลึกไม่น้อย ความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 120 เมตร แต่ถ้าดูจุดลึกสุด มากกว่า 330 เมตร เป็นทะเลที่ถูกบันทึกลงในหนังสือ กินเนสส์ ว่า เป็นจุดที่ต่ำทีสุดในโลก และ มีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่า 20 เปอร์เซนต์ของน้ำทะเลทั่วไป ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ การที่มีมวลของน้ำที่หนาแน่นทำให้คนลอยตัวในน้ำได้ สามารถลงอาบน้ำทะเลได้ ให้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย แต่จะต้องเสียค่าเล่นน้ำโดยผ่านทางโรงแรมต่างๆ โดยจ่ายคนละ USD 15 แต่ถ้าเป็นชาวจอร์แดนจะมีสถานที่เฉพาะโดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางให้โรงแรม

วิธีการลอยตัวในน้ำ

เดินลงไปในทะเล ให้น้ำลึกประมาณเอว หย่อนก้นลงช้าๆ แล้วเอนหลังให้เท้าลอยจากพื้นถ้าน้ำทะเลเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที

โคลนสีดำและเกลือจากทะเลสาบเดดซีมีความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ต่ำ ทำให้เกิดการดูดซึมของแร่ธาตุผ่านผิวหนังไปแปรสภาพผิวให้งดงามได้ มีเกลือแมกนีเซียมซัลเฟรต ช่วยทำให้ผิวพรรณดีขึ้นและช่วยล้างสารพิษ และรักษาโรคผิวหนังได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักท่องเที่ยวพากันลงไปลอยตัวในน้ำ ซึ่งมีคนแนะเคล็ดลับว่าให้แช่ประมาณ 15-20 นาที จนรู้สึกว่าเกลือขึ้นที่ผิวแล้วให้ควักโคลนข้างล่างมาพอกให้ทั่วใบหน้า (ระวังอย่าให้เข้าตา) ทั่วตัว ก่อนจะขึ้นมาผึ่งให้แห้งแล้วไปล้างน้ำออก จะรู้สึกเลยว่าผิวนุ่มและเนียนขึ้น ถ้าใช้บริการพอกโคลนโดยคนที่หากินอยู่รอบๆ ทะเล ครั้งละ 1 ดีนาร์ หรือซื้อโคลนเดดซีที่ถูกนำมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดทั้งโคลนพอกหน้า พอกตัว สบู่ และเครื่องประทินโฉมต่างๆ กลับบ้านก็ได้

การนับถือศาสนาพุทธในต่างประเทศ

เจ้าพระยาและผู้อื่นในจังหวัดนี้ยังคงจำได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2436 หมอมัคกิลวารี และเรเวอเรนด์ เออร์วิน มิสชันรี ชาวอเมริกันได้เคยมาที่จังหวัดนี้ครั้งหนึ่ง เจ้าพระยามีใจดีมาก ได้เชิญให้ข้าพเจ้าพักและเทศน์สั่งสอนชาวเมือง ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือคำสอนที่เป็นภาษาไทย 300 เล่ม ซึ่งออกจะมากสักหน่อย แต่ข้าพเจ้าหาได้หยุดพักค้างคืน ณ ที่นี้ไม่ เพราะระยะทางที่จะไปต่อนั้นยังอีกไกลมาก และไม่ทราบว่าจะไกลอีกเท่าใด และจะถึงฤดูฝนเสียก่อนเดินทางตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป
แคว้นหลวงนี้ก็เหมือนกับจังหวัดของไทยอื่นๆ คือตั้งอยู่ในที่ราบ แต่ก็ได้พบหมู่บ้านชาวเขาที่ไม่ใช่ไทยหลายแห่ง พื้นที่เป็นทุ่งราบกว้างยาวประมาณ 20 ไมล์ และเป็นพื้นที่สมบูรณ์ยิ่ง สมดังที่หมอมัคกิลวารีได้กล่าวไว้ในรายงานของเขา เรามาถึงสถานอันก่อด้วยหินแห่งหนึ่งในจังหวัดนั้น และตามระยะทางที่ผ่านก็มีหมู่บ้านงามๆหลายแห่ง ชนชาติลื้อในทุ่งราบนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และสะอาดตา ข้าพเจ้าทราบว่าพวกนี้ไม่ใคร่สูบฝิ่น รูปร่างและที่อยู่ของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นสุขสบายมาก ข้าราชการในจังหวัดนั้นบอกข้าพเจ้าว่า มีหมู่บ้านลื้อในจังหวัดนี้ 70 ตำบล มีหมู่บ้านอะข่าหรือก้อ 20 ตำบลและมีหมู่บ้านสามทวน หมู่บ้านมูเซอหรือลาฮู หมู่บ้านเย้าและหมู่บ้านเมี้ยวหรือแม้ว ชาติละสามสี่แห่ง
เราพักแรมคืนในวัดของตำบลบ้านยางกวง(Ban Yang Kuang) ซึ่งแปลว่าบ้านหนองใหญ่ จนรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ วัดนี้ก่อสร้างเป็นแบบอย่างเดียวกับวัดของชนชาติลื้อที่เจริญแล้ว ณ ทุ่งราบของแคว้นหลวง เวลาเช้าข้าพเจ้าไปหาสมภารของวัดนั้นและรบเร้า ให้ท่านสมภารเอาหนังสือของวัดเป็นภาษาไทยทางเหนือจารในใบลานมาให้ข้าพเจ้า และเมื่ออ่านให้ฟังแล้วท่านสมภารรู้สึกพิศวงและดูเพิ่มความเลื่อมใสข้าพเจ้า ยิ่งขึ้นมาก ข้าพเจ้าได้ยินท่านสมภารพูดกับพระลูกวัดว่า น่าประหลาดนักชาวต่างประเทศไม่ใช่พูดแต่ภาษาลื้อได้เท่านั้น ยังอ่านหนังสือลื้อออกด้วย ไม่ช้าท่านสมภารก็ส่งภาษาลื้อถามข้าพเจ้าต่างๆ แล้วข้าพเจ้าได้ให้หนังสือไทยทางเหนือแก่สมภาร  3 เล่ม และแถมให้อีกสองสามเล่มสำหรับแจกชาวบ้าน ข้าพเจ้าขยายรูปงามๆให้ดู และเปิดหีบเสียงที่ข้าพเจ้ามีไปด้วยนั้นให้ฟัง มีสมภารพระลูกวัดและชาวบ้านมาล้อมดูกันแน่น ข้าพเจ้าเห็นได้โอกาสจึงประกาศสั่งสอนอยู่ประมาณสองชั่วโมง นอกจากนั้นก็มีหัวหน้าของตำบลมาหา และสนทนากับข้าพเจ้าบ้าง
แท้จริงชนชาติสามทวนนั้นสืบเชื้อสายมาจากชาติว้าปะลอง (Wa Palaung) ซึ่งเป็นมอญ-เขมรพวกหนึ่ง ข้าพเจ้าเองยังได้เคยพบชนชาตินี้ในแดนจีนบ่อยๆ เช่นเดียวกับที่พบในพม่า ในไทย และแคว้นลาวของฝรั่งเศส ชนเหล่านี้โดยมากไม่มีหนังสือของตัวเอง จึงไม่มีการศึกษาอย่างเดียวกับชนชาติขมุในแคว้นลาวของฝรั่งเศสและชาวว้าชาวป่าในพม่าเป็นต้น แต่ชาติว้าปะลองบางพวกมีการศึกษาอยู่บ้างก็คือรู้จักหนังสือ เช่นพวกเสนจุน (Sen Chun) สามท้าว (Sam Tao) และสามทวน ที่กล่าวนี้ แต่เดิมทีเดียวพวกเหล่านี้ป็นชาติว้าที่ป่าเถื่อน แต่เพิ่งพบพุทธศาสนา และถือศาสนาพุทธเมื่อประมาณ 600 ปี หรือกว่ามาแล้วตามที่พุทธศาสนาได้แผ่มาถึง
ชนชาติสามทวนอยู่ปะปนกับชนชาติลื้อ (Lu) ซึ่งเป็นไทยพวกหนึ่งใช้หนังสือไทยทางเหนือ และถือศาสนาพุทธแบบญวนคือเชียงใหม่ พุทธศาสนาแบบญวนมีลักษณะต่างกับพวกพม่าอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งต่างกับแบบไทย-เขมร นอกจากนี้ยังพูดภาษาลื้อได้ดี เพราะคล้ายกันภาษาว้าซึ่งเป็นภาษาของตนเอง แต่เสียงพูดภาษาลื้อต่างกันกับเสียงของชาวเชียงใหม่และลำปาง การออกเสียงสูงต่ำอย่างหนึ่งกับประเพณีที่เขาประพฤติกัยในท้องที่นั้นอย่างหนึ่ง เฉพาะสองอย่างนี้เท่านั้นที่ต่างกัน นอกนั้นไม่มีอะไรจะต่างกันเลย เพราะฉะนั้นชนชาติสามทวนจึงเหมือนกับชนญวนซึ่งถือพุทธศาสนาที่ข้าพเจ้าได้พบแทบทุกแห่ง การที่พวกเราได้เข้าไปอยู่ในตำบลบ้านลาวนี้ตลอดคืน ก็ได้รับความสะดวกเท่ากับเข้าไปพักอยู่ในระหว่างชนชาติไทยโดยกำเนิดเหมือนกัน คนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นคนแคล่วคล่องได้เอื้อเฟื้อรับรองตามสมควร ข้าพเจ้าได้สนทนากับเขาเป็นอันดีและมอบหนังสือศาสนาไว้ให้เขาสองสามเล่ม
บ้านลาวนี้ตั้งอยู่ในแขวงของแคว้นหลวง (Long Circle) ซึ่งรวมอยู่ในสิบสองพันนา (Sip Sawng Panna) บ้าน หมายความว่า ตำบลหมู่บ้าน ลาว เป็นชื่อของตำบลโดยเฉพาะ แคว้นหลวงตรงกับคำว่าเมืองหลวง (Mong Long) หรือ (Muang Luang) เมืองหลวงหรือแคว้นหลวงนี้มีเนื้อที่กว้างขวางมาก แยกเป็นจังหวัดและตำบลอีก ทั้งหมด 86 จังหวัดด้วยกัน อย่างเดียวกับแคว้นเชียงตุงซึ่งได้ผ่านมาแล้ว เมืองหลวงเป็นจังหวัดสำคัญของ 12 พันนา (สิบสองพันนาคือหมื่นสองพัน นา คือทุ่งข้าว)
เหตุใดถิ่นฐานเดิมของชาติลื้อซึ่งเป็นไทยสาขาหนึ่งของอ้ายลาว (Ai lao) อันเป็นชาติใหญ่โตนั้นจึงมีชื่อว่าสิบสองพันนาข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่มีความเห็นว่า แต่ครั้งโบราณอาณาเขตเหล่านี้คงแบ่งออกเป็น 12 มณฑล และมณฑลหนึ่งๆ มัเนื้อที่นาพันหนึ่ง
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง มีผู้ว่าราชการสิทธิ์ขาดประจำอยู่เรียกว่าเจ้าเมือง(Chao Muang) ซึ่งหมายความว่าเป็นเจ้าของของจังหวัดนั้น นอกจากตำแหล่งเจ้าเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจังหวัด ยังมีตำแหน่งสูงต่ำเป็นลำดับกันไปเรียกว่า ผู้หมื่น ผู้แสน หรือเจ้าพระยา แต่เจ้าเมืองของจังหวัดนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเจ้าพระยาเพราะเป็นจังหวัดใหญ่จึงต้องมีชื่อให้สมเกียรติของเขา ดินแดนลื้อทุกจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานสำหรับช่วยเหลือผู้เดินทางชาวต่างประเทศนอกจากไทยด้วยกันด้วย ภาษาลื้อเรียกตำแหน่งนี้ว่าพ่อเมือง (Paw Mong) เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว คนขับเกวียนซึ่งเป็นลูกจ้างของข้าพเจ้าได้นำให้หลงผิดโดยไปพักและแก้ลาออกพักที่ข้างตลาดแล้วไปเที่ยวซื้ออาหารรับประทาน แทนที่จะไปหาพ่อเมืองขอความช่วยเหลือก่อน เลยทำให้พวกเราไม่ได้รับความช่วยเหลืออันเป็นหน้าที่ของเขา ด้วยเหตุนี้จึงได้ออกเดินทางต่อไปโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือแนะนำตามสมควร จนกระทั่งมาถึงนครสิบสองพันนาอีกหลายวัน คราวนี้ข้าพเจ้าหาได้ลืมไม่ ได้ไปหาพ่อเมือง แล้วพ่อเมืองก็พาไปหาเจ้าพระยาซึ่งท่านต้องรับประทานอาหารเสียก่อนแล้วจึงออกมาต้อนรับข้าพเจ้า เจ้าพระยาผู้เป็นเจ้าเมืองนี้มีอัธยาศัยดี รับจะช่วยเหลือพวกเราตามปรารถนา

ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางมาพักที่ตำบลบ้านขังสูง (Koa Sung) ในคืนวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2452 บ้านขัวสูง หมายความว่า บ้านสะพานสูง ได้พบปะสนทนากับพวกลื้อในหมู่บ้านนั้น พอตกกลางวันก็พ้นเขตของแคว้นหลวง เข้าไปในเขตเมืองหลวงของสิบสองพันนาชื่อว่าเชียงรุ้ง แต่ตามแผ่นที่อังกฤษว่า Kenghung พวกเราต้องขอเข้าพักในวัดอีก คนชาติลื้อในตำบลขัวสูงเกือบทั้งหมดไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ ได้พากันมาฟังหีบเสียงซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน จนกระทั่งข้าพเจ้าต้องหนี ชาวบ้านแถบนี้หลายคนยังจำได้ถึงครั้งหมอมัคกิลวารีกับเรเวอเรนด์เตอเออร์วิน ได้มาที่นี่เมื่อ 7 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าพวกนี้จะมีความตื่นเต้นที่มีชาวต่างประเทศมาที่นี่ ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือตามสมควร ต่อรุ่งขึ้น วันที่ 29 มีนาคม ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงรุ้งเวลาก่อนเที่ยง คราวนี้คนขับเกวียนของข้าพเจ้าได้รู้สึกผิดมาแล้ว จึงต้องเข้าไปยังบ้านพ่อเมืองทีเดียว แต่เผอิญพ่อเมืองไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยา ในขณะนั้นภรรยาของพ่อเมืองได้แสดงตัวว่า เขาจะจัดการให้ข้าพเจ้าได้รับความสะดวกตามที่ข้าพเจ้าต้องการ
พ่อเมืองมีตำแหน่งพระยา ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสิบสองพันนานั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าฟ้าคือ เจ้าแห่งฟ้า ซึ่งเทียบกับตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าฟ้านี้นอกจากใช้ในสิบสองพันนา ยังมีในที่อื่นอีกคือสอบวางของเชียงตุง สอบวาของจังหวัดเงี้ยวเล็กๆ ทั้งหมด และในแคว้นเงี้ยวฝ่ายตะวันตกของพม่าทางแม่น้ำสาลวีนก็เรียก เจ้าฟ้า ทั้งนั้น
เจ้าพระยาพ่อเมือง ได้เรียกล่ามมาให้อ่านหนังสือเดินทางเป็นภาษาจีนให้เขาฟัง ดูเขากระตือรืนร้นรีบพาไปหาเจ้าพนักวานให้เตรียมการรับรองพวกเรา และพาข้าพเจ้าไปหาเจ้าฟ้า
เจ้าพนักงานได้ออกหนังสือเป็นภาษาไทยให้ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกับภาษาจีน ตามหนังสือนั้นบอกให้ทางราชการช่วยเหลือ และให้คนใช้ตามส่งด้วย 4 คน จนกระทั่งถึงจังหวัดสูเม้า(Szumao) และให้พักอาศัยได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าอะไร นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังอนุญาติให้ข้าพเจ้าลอกชื่อจังหวัดต่างๆ ที่จะผ่านไป 28 จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวง จังหวัดที่อยู่ในสิบสองพันนาเดี๋ยวนี้ อยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง 15 จังหวัด อยู่ทางฟากตะวันออก 13 จังหวัด แต่เดิมฟากตะวันออกนี้มี 15 จังหวัด ภายหลังฝรั่งเศสได้ตัดเอาไปเป็นของตนเสีย 2 จังหวัด แต่ชนชาติลื้อหาได้อยู่ในเฉพาะ 30 จังหวัดนี้ไม่ ในแคว้นเชียงตุงก็มีลื้ออยู่หลายจังหวัดเหมือนกัน เช่น ยอง (Yawng) ลูเอีย (Luie) ยู (Yu) เลน(Len) และอื่นๆ และในเวลานี้ฝรั่งเศสยังได้กันเอาไปเป็นอาณาเขตของตนเสียอีกหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดทั้งสองของสิบสองพันนาดังกล่าวแล้วนั้นด้วย
ในวันนั้นเจ้าฟ้าเชียงรุ้งได้มาหาข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก และร้องขอให้เปิดหีบเสียงให้ฟัง ข้าพเจ้าก็กระทำตาม ข้าพเจ้าไม่ได้เที่ยวดูบ้านเมืองเท่าไรนักจนเวลาเย็น จังหวัดเชียงรุ้งนี้จะว่าเป็นจังหวัดที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ เพราะอยู่กลางป่าและมีภูเขาล้อมเกือบรอบ ข้าพเจ้าได้เห็นบ้านใหญ่แห่งหนึ่งเป็นหลังคามุงกระเบื้อง คือเป็นวังของเจ้าฟ้า แต่ในเวลานั้นมุงด้วยจาก รั้วใช้ไม้ไผ่ล้อม วังนี้เป็นวังร้าง ซึ่งแต่เดิมก่อด้วยอิฐ และได้ถูกพวกลื้อเมืองพง (Hpong) และเมืองลา (La) เอาไฟเผาเสียโดยเกิดการต่อสู้กันขึ้น ซึ่งฝ่ายสิบสองพันนาเป็นฝ่ายมีชัย ซากสถานที่ที่เหลืออยู่จึงได้เป็นเมืองที่ต้องใช้มุงด้วยจาก จังหวัดนี้อยู่บนคุ้งใหญ่ของแม่น้ำโขง และมีลำธารไหลมาบรรจบที่ตรงนี้จากทิศเหนือและทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นภาพธรรมชาติของสถานที่นั้นจึงงดงามยิ่งนัก และเป็นแห่งหนึ่งซึ่งจะชวนให้ให้ติดใจคนที่อยู่นั้นมาก ถึงแม้นจะติดใจมากปานใดก็คงไม่ติดใจได้ยืดยาวเท่ากับฝิ่นที่ติดใจชาวเชียงรุ้งอย่างแน่นหนา มีผู้บอกข้าพเจ้าว่า ชาวเชียงรุ้งประมาณสามในสี่ตกเป็นเหยื่อของฝิ่น คนติดฝิ่นในจังหวัดนี้เมื่อเทียบตามส่วนแล้วมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในจำพวกชนชาติลื้อด้วยกัน ถึงกระนั้นชาวเมืองนี้ยังสำแดงความเป็นมิตรแก่พวกเรา และอยากฟังเรื่องราว แปลกๆ ยิ่งกว่าชนชาติลื้อแห่งอื่นๆ จังหวัดเชียงรุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติลื้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เพราะเป็นทำเลที่มีภูเขาล้อมเกือบรอบ แต่ข้าพเจ้ามีเวลาเพียงคืนเดียวที่จะพักอยู่ที่นี่ และข้าพเจ้าตั้งใจว่าเมื่อออกจากที่นี่แล้วจะไปยังตำบลที่พวกมิสชันรี่แต่ก่อนไม่เคยไป จึงได้ยกกองเดินทางต่อไปถึงจังหวัดเมิงยาง (Mong Yang) ซึ่งจะถือเอาเป็นที่หยุดพักครั้งแรก และเป็นสถานที่อีกแห่งเดียวที่มีวัดไทยและพระสงฆ์ไทยอยู่ พวกเราได้ไปขออาศัยนอนในวัด พ่อเมืองของจังหวัดนี้ได้เอาใจดูแลข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่มีเวลาไปทำความคุ้นเคยได้เท่าไร พ่อเมืองนั้นบอกข้าพเจ้าว่า ในแถบนี้เป็นหมู่บ้านชนชาติไทยเกือบทั้งหมด คือมีมากกว่าสามสิบหมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่เป็นชาวเขาเพียงแปดหมู่บ้านเท่านั้น เป็นจังหวัดที่อยู่ข้างจะสนุกและสะอาดด้วย
ในวันรุ่งขึ้นได้ออกเดินทางต่อไปจนตลอดทั้งวัน พื้นที่ในแถบนี้โดยมากไม่ใคร่มีภูเขาจึงรู้สึกว่าไปได้สบาย เพื่อประสงค์จะหลีกเลี่ยงเสียจากการเสียเวลาและความลำบากเมื่อถึงที่พัก ในเรื่องอาหารและหญ้าม้านั้น ข้าพเจ้าได้ส่งคนใช้สองคนไปกับหนังสือที่เป็นภาษาลื้อ ล่วงหน้าไปหาที่และเตรียมการที่จำเป็นไว้ก่อนที่จะไปถึง จึงได้ปลดเปลื้องการขลุกขลักต่างๆ ได้มาก ตำบลที่เราไปถึงนี้เป็นตำบลเล็กๆ ของเมืองลาขึ้นแก่จังหวัดเชียงรุ้ง คนในตำบลนี้เป็นชนชาติลื้อใจร้อน ตรงไปตรงมา และรับแขกดี แต่บางโอกาสดูไม่เอาใจใส่ต่อคนแปลกหน้าและไม่ใคร่จะอยากรู้สิ่งแปลกประหลาดต่างๆ เมื่อเราเข้าไปในวัดและได้เอารูปภาพต่างๆ มาแขวนไว้ในศาลา พวกลื้อชาวบ้านแถบนั้นพากันแตกตื่นมาดูกันเป็นอันมาก
ตำบลที่ชื่อว่าเมืองลานี้ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงรุ้ง ระยะทางสองวัน ตำบลนี้จะไม่เคยมีหมอสอนศาสนาไปถึงก็ดี แต่การสอนศาสนาก็สำเร็จได้บ้าง โดยมีคนกลับใจมาถือศาสนาคริสต์

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2453 พวกเรามาถึงจังหวัดที่สุดของชนชาติลื้อซึ่งเป็นจังหวัดที่ 28 ในสิบสองพันนา เรียกชื่อว่าเมืองหริ่ง (Mong Ring) หนทางที่มานั้นมีภูมิประเทศเป็นที่สูงและระยะไกลมากกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยเดินมาแล้วในประเทศจีน ตั้งแต่ออกจากที่พักในเมืองนั้นแล้ว ต้องปีนขึ้นเขาชันเป็นครั้งแรก แล้วจึงถึงถนนที่อยู่บนเทือกเขายืดไป และทางก็สูงๆ ต่ำๆ จนกระทั่งเย็นวันที่สองของการเดินทางจึงได้มาถึงทุ่งราบในจังหวัดเมืองหริ่ง ทุ่งราบของเมืองหริ่งนี้เป็นทุ่งราบที่อยู่บนภูเขาคล้ายป่าหญ้าอันกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บ้าง แต่สูงโดดเดี่ยวต่างกันกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ราบต่ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ได้เคยถูกหักร้างถางพงสำหรับทำการเพาะปลูกมาแล้วทิ้งร้างไว้ จึงเกิดเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีแต่พงหญ้าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ข้าพเจ้าได้เห็นหญิงจีนที่เป็นชาวเขาในที่ราบสูงนี้ใช้รัดเท้าให้เล็กอย่างหญิงจีนในเมืองใหญ่ๆ ของจีน และเห็นเขาออกไปทำงานหนักอยู่กลางแจ้งอย่างกุลี ในตำบลบ้านพวกจีนที่ข้าพเจ้าได้ผ่านไปนั้น ที่อยู่ของเขาปลูกเป็นโรงอยู่กับพื้นดิน แยกกันอยู่ห่างๆ ไม่ได้รวมหมู่ใกล้ๆ กันเหมือนพวกที่อยู่ข้างใต้ลงไป

สงครามศาสนา ตอนที่3

ฮันติงตันเขียนไว้ว่า ชาวมุสลิมประมาณพันล้านคนในโลก เชื่องมงายว่าวัฒนธรรมของตนเหนือกว่า และหมกมุ่นเจ้าคิดเจ้าแค้นกับเรื่องที่ตนมีอำนาจด้อยกว่า นี่เขาเคยสำรวจหรือออกแบบสอบถามชาวอินโดนีเซียสัก 100 คน ชาวโมร็อกโก 200 คน ชาวอียิปต์ 500 คน และชาวบอสเนียสัก 50 คนตั้งแต่เมื่อไร? ต่อให้เขาเคยออกไปสำรวจความคิดเห็นจริง ๆ เขาสุ่มตัวอย่างแบบไหน?

มี ความเชื่อมโยงใกล้ชิดระหว่างสองอารยธรรมที่ดูเหมือนเป็นปฏิปักษ์ ต่อกันยิ่งกว่าที่เราอยากจะเชื่อ ทั้งฟรอยด์และนิทซ์เช่ชี้ให้เห็นว่า มีการก้าวข้ามกันไปมาอย่างระมัดระวัง แม้แต่พรมแดนที่ระแวดระวังก็ยังเคลื่อนย้ายได้อย่างง่ายดายเหลือเชื่ออยู่ บ่อย ๆ แต่แล้วความคิดที่ยืดหยุ่น เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและตั้งข้อสงสัยต่อแนวความคิดต่าง ๆ ที่เรายึดถือ แทบจะไม่ได้ช่วยให้เรามีแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อสถานการณ์อย่างที่ เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้เลย มีแต่คำสั่งตอกย้ำให้กระโจนสู่สนามรบ (สงครามครูเสด ธรรมะกับอธรรม เสรีภาพกับความกลัว ฯลฯ) ที่ลากความมาจากการอุปโลกน์ความเป็นศัตรูระหว่างอิสลามกับตะวันตกของฮันติง ตัน ตามที่วาทกรรมฝ่ายครองอำนาจดึงเอาศัพท์แสงต่าง ๆ มาใช้นับตั้งแต่วันแรก ๆ หลังการโจมตีวันที่ 11 กันยายน

แม้ว่าในภายหลัง จะพยายามลดการขยายความวาทกรรมนี้ลงไปมากแล้วก็ตาม แต่เมื่อดูจากคำพูดและการกระทำที่แสดงออกถึงความเกลียดชังอยู่เนือง ๆ บวกกับข่าวการใช้อำนาจกฎหมายที่พุ่งเป้าไปที่ชาวอาหรับ มุสลิมและอินเดียทั่วทั้งประเทศ แสดงให้เห็นว่า กระบวนทัศน์นี้ยังคงอยู่

เหตุผล อีกประการหนึ่งที่ทำให้กระบวนทัศน์นี้ยังฝังแน่นก็คือ จำนวนชาวมุสลิมที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้ง ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ลองนึกถึงประชากรในปัจจุบันของฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน สเปน อังกฤษ อเมริกา แม้แต่สวีเดน คุณคงต้องยอมรับว่า อิสลามไม่ได้อยู่ชายขอบของโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่อยู่ในศูนย์กลางเลยทีเดียว

แต่ มีอะไรน่ากลัวนักหนา? สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของชนหมู่มากคือ ความทรงจำถึงการรุกรานของอาหรับ-อิสลามที่ได้ชัยชนะยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 7 ดังที่นักประวัติศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมผู้มีชื่อเสียง อองรี ปิแรน (Henri Pirenne) เขียนไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาคือ Mohammed and Charlemagne (1939) การรุกรานครั้งนี้ทำลายความเป็นปึกแผ่นในอารยธรรมโบราณของเมดิเตอร์เรเนียน ลงอย่างย่อยยับ ทำลายอารยธรรมสังเคราะห์ของศาสนาคริสต์และอาณาจักรโรมันลง และเปิดทางให้แก่อารยธรรมใหม่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจยุโรปเหนือ (คือเยอรมันและฝรั่งเศสในราชวงศ์คาโรลินเจียน) ซึ่งดูเหมือนปิแรนจะกล่าวในทำนองว่า ยุโรปเหนือมีภารกิจในการปกป้อง “ตะวันตก” ให้รอดพ้นจากศัตรูทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม

บทบรรณาธิการ ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารใหญ่ ๆ ของอเมริกาและยุโรปแทบทุกฉบับ แสดงถึงความไม่รับผิดชอบด้วยการตั้งหน้าตั้งตาขยายความคำศัพท์ที่มีความหมาย ใหญ่โตบิดเบี้ยว และงมงายอยู่กับตำนานวันสิ้นโลกไปต่าง ๆ นานา เห็นกันอยู่โต้ง ๆ ว่า ต่างก็ไม่ได้มุ่งหวังจะให้ข้อคิดเตือนสติอะไร มีแต่ตั้งใจจะกระพืออารมณ์ร้อนแรงของคนอ่านให้รู้สึกว่า ตนเองเป็นสมาชิกของ “ตะวันตก” และสิ่งที่เราต้องทำ วาทะแบบเชอร์ชิลถูกพวกบ้าสงครามนำมาใช้อย่างบิดเบือน เพื่ออุปโลกน์ให้ตะวันตกและโดยเฉพาะอเมริกากระโจนเข้าสู่สงครามต่อต้านผู้ เกลียดชัง ผู้ปล้นชิง ผู้ทำลาย โดยละเลยประวัติศาสตร์อันซับซ้อนที่คอยหักล้างความคิดคับแคบลดทอนแบบนั้น ประวัติศาสตร์ที่ซึมซ่านจากดินแดนหนึ่งไปสู่อีกดินแดนหนึ่ง ในกระบวนการที่ข้ามพ้นเส้นเขตแดนใด ๆ แม้ว่าเส้นเขตแดนนั้นจะสมมติขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกมนุษย์เราเป็นก๊กเป็นเหล่า ให้ติดอาวุธห้ำหั่นกัน ก็ตาม

นี่คือปัญหาอันน่าสมเพชของการพยายามติด ป้ายฉลากตีขลุม เช่นอย่างอิสลามกับตะวันตกนี้ มันทำให้ความคิดของเราไขว้เขวและสับสน ทั้ง ๆ ที่เราพยายามทำความเข้าใจกับความเป็นจริงอันยุ่งเหยิง ซึ่งไม่มีทางตีกรอบหรือขีดเส้นง่าย ๆ แบบนั้นได้

ผมอดไม่ได้ที่จะ ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในปี 1994 หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยายที่มหาวิทยาลัยเวสต์แบงก์ มีผู้ชายคนหนึ่งผุดลุกขึ้นจากกลุ่มผู้ฟังและเริ่มต้นโจมตีแนวความคิดของผม ว่าเป็น “ตะวันตก” เกินไป กล่าวหาว่ามันขัดแย้งกับแนวความคิดทางศาสนาอิสลามเคร่งครัดที่เขายึดถือ ผมขัดคอเขาไปว่า “แล้วทำไมคุณใส่สูทผูกเน็คไทล่ะ?” นี่คือคำพูดตอบโต้ประโยคแรกที่ผุดขึ้นมา “มันก็ตะวันตกเหมือนกัน” เขานั่งลงด้วยรอยยิ้มเจื่อน

แต่ผมฉุกนึกถึงเหตุการณ์นี้เมื่อข้อมูล เกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายเมื่อ วันที่ 11 กันยายนเริ่มทยอยเข้ามา การที่ผู้ก่อการร้ายมีความรู้ความชำนาญทางด้านเทคนิคทุกอย่างเพื่อก่อเหตุ สยองขวัญกับตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ตึกเพนตากอนและเครื่องบินที่จี้มา เราจะขีดเส้นแบ่งตรงไหนดี ระหว่างเทคโนโลยี “ตะวันตก” กับคำพูดที่แบร์ลุสโกนีประกาศว่า “อิสลาม” ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ “ความทันสมัย”?

แน่นอน เราไม่มีทางขีดเส้นแบ่งได้ง่าย ๆ การติดป้ายฉลาก การตีขลุมและการขีดเส้นแบ่งทางวัฒนธรรม ช่างเป็นวิธีคิดที่ตื้นเขินเสียนี่กระไร ยกตัวอย่างเช่น สัญชาตญาณดิบเถื่อนและความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคชั้นสูงมาบรรจบกัน กลายเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นความเท็จของเส้นแบ่งที่คิดว่าชัดเจน ไม่เพียงระหว่าง “ตะวันตก” กับ “อิสลาม” แต่รวมไปถึงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน พวกเรากับพวกเขา นี่ยังไม่ต้องพูดถึงแนวความคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความเป็นชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันและวิวาทะกันได้ไม่รู้จบ

เห็น ได้ชัดว่าทั้งฮันติงตันและลูว์อิสต่างก็ไม่ให้เวลามากพอที่จะ สนใจพลวัตภายในและความหลากหลายของแต่ละอารยธรรม หรือสนใจข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อถกเถียงใหญ่ ๆ ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ส่วนมากอยู่ที่ประเด็นการนิยามหรือตีความแต่ละวัฒนธรรม หรือแนวโน้มที่ไม่น่านิยมนักก็คือ ในการพูดเหมารวมถึงศาสนาหรืออารยธรรมใด ๆ ก็ตาม มันต้องอาศัยการปลุกปั่นและอวิชชาอย่างบัดซบอยู่มากทีเดียวถึงจะทำได้ เปล่าเลย ตะวันตกก็คือตะวันตก อิสลามก็คืออิสลาม

สงครามศาสนา ตอนที่1

 

แท้ที่จริง ฮันติงตันเป็นนักอุดมการณ์ เขาคือคนที่ต้องการปั้นแต่งให้ “อารยธรรม” และ “อัตลักษณ์” กลายเป็นอะไรบางอย่างที่มันไม่ได้เป็นจริง ๆ นั่นคือกลายเป็นสิ่งที่ปิดตาย ผนึกตรา ตัดขาดจากกระแสหลัก กระแสทวนหลากหลายมิติที่ให้ชีวิตแก่ประวัติศาสตร์มนุษย์

ตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์มิได้มีเพียงสงครามศาสนาและการรุกรานของจักรวรรดินิยม แต่ยังมีการแลกเปลี่ยน การผสมผสานข้ามวัฒนธรรมและการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ประวัติศาสตร์ด้านที่ไม่ค่อยมีใครมองเห็นนี้ถูกละเลยไปด้วยความมักง่าย บีบคั้นย่อส่วนทุกสิ่งทุกอย่างจนเลอะเทอะ เพียงเพื่อชูสงครามขึ้นมาเป็นจุดเด่น แล้วอ้างว่า “สงครามระหว่างอารยธรรม” คือความเป็นจริง

เมื่อฮันติงตันตีพิมพ์หนังสือภายใต้ชื่อเดียวกันออกมาในปี 1996 ฮันติงตันพยายามปั้นให้ข้ออ้างเหตุผลของตนละเอียดซับซ้อนกว่าเดิมเล็กน้อย และใส่เชิงอรรถเข้าไปเยอะแยะมากมาย แต่เขาทำได้อย่างเดียวคือ ทำให้ตัวเองสับสนและประจานให้เห็นว่า เขาเป็นนักเขียนที่งุ่มง่ามและเป็นนักคิดที่ตื้นเขินขนาดไหน

กระบวนทัศน์พื้นฐานที่เชื่อว่า ตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับส่วนที่เหลือของโลก (ซึ่งก็คือการเอาคู่ปรปักษ์ในยุคสงครามเย็นมาปรับแต่งเสียใหม่) กระบวนทัศน์นี้ยังอยู่และยังฝังแน่นอย่างร้ายกาจแยบยลในการวิวาทะนับตั้งแต่ เหตุสยองเมื่อวันที่ 11 กันยายน การฆ่าตัวตายพร้อมกับสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ซึ่งวางแผนมาอย่างดีและน่าจะเกิดจากแรงผลักดันทางจิตเภทของกลุ่มผู้ก่อการ ร้ายบ้าคลั่งกลุ่มเล็ก ๆ กลายเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันทฤษฎีของฮันติงตันไป แทนที่จะมองเหตุการณ์นี้อย่างที่มันเป็น -คือพวกหัวรุนแรงกลุ่มเล็ก ๆ จับเอาอุดมการณ์ใหญ่โต (ผมใช้คำนี้อย่างหลวม ๆ ) มาใช้เพื่อเป้าหมายของการก่อการร้าย- แต่บรรดาคนใหญ่คนโตระดับนานาชาติ ตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานเบนาซีร์ ภุตโต ไปจนถึงซิลวิโอ แบร์ลุสโกนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ดันออกมาพูดเองเออเองเกี่ยวกับปัญหาของอิสลาม

มิหนำซ้ำในรายของนายกฯอิตาลี ยังไปคว้าเอาแนวความคิดของฮันติงตันขึ้นมาเพื่อพล่ามถึงความเหนือกว่าของ ตะวันตก โดยเขากล่าวว่า “เรา” มีโมสาร์ทกับไมเคิลแองเจโล ส่วนพวกนั้นสิไม่มี (ในภายหลัง แบร์ลุสโกนีต้องจำใจออกมาขอโทษที่พูดจาดูถูก “อิสลาม”)

แต่ทำไมไม่มองมันเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กันบ้าง? จริงอยู่ เหตุการณ์อื่นอาจไม่ได้สร้างความพินาศที่ตื่นตะลึงขนาดนี้ แต่ลองเปรียบ โอซามา บิน ลาเดน และสาวกกับลัทธิอย่างนิกายดาวิเดียน หรือสาวกของสาธุคุณจิมโจนส์แห่งกายยานา หรือลัทธิโอม ชินริเกียวของญี่ปุ่นบ้างสิ?

แม้แต่ The Economist วารสารรายสัปดาห์ของอังกฤษ ซึ่งปรกติก็สุขุมรอบคอบดี แต่ในฉบับ 22-28 กันยายน ก็ยังไม่วายคว้าเอาแนวความคิดตีขลุมนี้มาใช้ โดยยกย่องฮันติงตันเสียเลิศลอยสำหรับการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอิสลามที่แม้ ว่า “หยาบและเหมารวม แต่ก็นับว่าเฉียบแหลม” “วันนี้” วารสารฉบับนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจังไม่เข้าเรื่อง

การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่จะขีดเส้นลงบนผืนทราย ที่จะทำสงครามครูเสด ต่อต้านความชั่วของพวกนั้นด้วยความดีของเรา ขุดรากถอนโคนการก่อการร้าย หรือในศัพท์ทำลายล้างของพอล วูล์ฟโฟวิตซ์ (รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ) ที่ว่า ทำลายให้สิ้นทั้งประเทศ ก็ไม่ได้ทำให้มองเห็นศัตรูที่สมมติขึ้นมาชัดขึ้นกว่าเดิม แต่กลับแสดงให้เห็นว่า การใช้ถ้อยคำกระตุ้นยุแหย่เพื่อจุดประสงค์ในการปลุกเร้าความรู้สึกรุนแรงของ มวลชนขึ้นมา เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการไตร่ตรอง พิจารณา แยกแยะว่า จริงๆแล้ว เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรแน่ รวมไปจนถึงความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันของชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งชีวิต “ของพวกเรา” เช่นเดียวกับ “ของพวกเขา”

ในบทความไตรภาคอันยอดเยี่ยมที่ตีพิมพ์ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือน มีนาคม 1999 ในวารสาร Dawn วารสารรายสัปดาห์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในปากีสถาน เอ็กบัล อาห์หมัด ผู้ล่วงลับตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อผู้อ่านชาวมุสลิม

เขาวิเคราะห์สิ่งที่เขาเรียกว่า รากเหง้าของฝ่ายขวาจัดทางศาสนา เขาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการบิดเบือนทำลายศาสนาอิสลามโดยพวก เผด็จการทางความคิดและทรราชบ้าอำนาจ พวกนี้หมกมุ่นอยู่กับการควบคุมบังคับพฤติกรรมส่วนบุคคล ส่งเสริม “นิกายทางศาสนาอิสลามที่ถูกลดทอนจนเหลือแค่ประมวลบทลงโทษ พรากศาสนาจากความเป็นมนุษยนิยม สุนทรียะ การแสวงหาทางภูมิปัญญาและการอุทิศทางจิตวิญญาณ”

นี่ทำให้ “เกิดสิ่งที่ตามมาคือ การยืนยันด้านใดด้านหนึ่งของศาสนาอย่างหัวชนฝา ตัดขาดศาสนาออกจากบริบทแวดล้อมทั้งหมดและมองข้ามแง่มุมอื่น ๆ ของศาสนาไปโดยสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้เป็นการบิดเบือนศาสนา ลดคุณค่าของจารีตประเพณีและบิดพลิ้วกระบวนการทางการเมืองในทุก ๆ ที่ที่เกิดขึ้น”

ตัวอย่างการทำความเสื่อมแก่ศาสนาอันหนึ่งที่เขาหยิบยกมา ช่างเข้ากับสถานการณ์ในขณะนี้พอดี อาห์หมัดนำเสนอให้เห็นความหมายสูงส่ง ซับซ้อน หลากหลายของคำว่า “ญิฮาด” ก่อน ต่อจากนั้น เขาชี้ให้เห็นว่า การใช้คำ ๆ นี้อย่างคับแคบในปัจจุบัน โดยจำกัดความให้หมายถึงเพียง “การทำสงครามต่อต้านศัตรู” ตามแต่จะทึกทักขึ้นมาอย่างไม่ยั้งคิด ทำให้ไม่สามารถ “ตระหนักซาบซึ้งถึงความเป็นอิสลาม ทั้งทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์หรือการเมือง ที่ชาวมุสลิมได้มีชีวิตและประสบผ่านมาหลายชั่วอายุขัย”

อาห์หมัดสรุปว่า ผู้นำศาสนาอิสลามยุคใหม่ “สนใจแต่อำนาจ ไม่ใช่วิญญาณ หมกมุ่นอยู่แต่การปลุกปั่นประชาชนเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง มากกว่าการแบ่งปันบรรเทาความทุกข์และความโหยหาของชาวมุสลิม ความคิดทางศาสนาของผู้นำเหล่านี้ มีแต่ความคับแคบตื้นเขินและพลิกพลิ้วไปตามวาระทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา” ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การบิดเบือนศาสนาและความบ้าคลั่งในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นในจักรวาลวาท กรรมของศาสนา “ยิว” และ “คริสต์” ด้วย

กลับเป็นนักเขียนนิยายอย่างโจเซฟ คอนราด ผู้เปี่ยมไปด้วยพลังทางความคิดเกินกว่านักอ่านในปลายศตวรรษที่ 19 จะนึกถึง คอนราดเข้าใจลึกซึ้งว่า ความแตกต่างระหว่างกรุงลอนดอนอันศรีวิไลกับ “หัวใจมืด” จะหายวับไปทันทีในสถานการณ์สุดขั้ว และความสูงส่งของอารยธรรมยุโรปสามารถล่มสลายกลายเป็นความป่าเถื่อนอนารยะสุด ขีดคลั่งได้ในพริบตา โดยไม่ต้องมีเค้าลางล่วงหน้าหรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อใด ๆ ทั้งสิ้น

เขายืนยันต่ออย่างไม่ลังเลเลยว่า: “สมมติฐานของผมก็คือ รากเหง้าของความขัดแย้งในโลกยุคใหม่จะไม่ใช่อุดมการณ์หรือเศรษฐกิจเป็นพื้น ฐานอีกแล้ว ความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงในมนุษยชาติ และต้นตอความขัดแย้งที่สำคัญที่สุดจะเกิดมาจากพื้นฐานทางวัฒนธรรม รัฐชาติจะยังคงมีบทบาทสำคัญที่สุดในความเป็นไปของโลก แต่ความขัดแย้งหลักในการเมืองโลกจะเกิดขึ้นระหว่างชนชาติและกลุ่มอารยธรรม ที่แตกต่างกัน การปะทะของวัฒนธรรมจะครอบงำการเมืองโลก เส้นแบ่งระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ จะกลายเป็นแนวสนามรบในอนาคต”