Tag Archive: วิวาทะ

สงครามศาสนา ตอนที่3

ฮันติงตันเขียนไว้ว่า ชาวมุสลิมประมาณพันล้านคนในโลก เชื่องมงายว่าวัฒนธรรมของตนเหนือกว่า และหมกมุ่นเจ้าคิดเจ้าแค้นกับเรื่องที่ตนมีอำนาจด้อยกว่า นี่เขาเคยสำรวจหรือออกแบบสอบถามชาวอินโดนีเซียสัก 100 คน ชาวโมร็อกโก 200 คน ชาวอียิปต์ 500 คน และชาวบอสเนียสัก 50 คนตั้งแต่เมื่อไร? ต่อให้เขาเคยออกไปสำรวจความคิดเห็นจริง ๆ เขาสุ่มตัวอย่างแบบไหน?

มี ความเชื่อมโยงใกล้ชิดระหว่างสองอารยธรรมที่ดูเหมือนเป็นปฏิปักษ์ ต่อกันยิ่งกว่าที่เราอยากจะเชื่อ ทั้งฟรอยด์และนิทซ์เช่ชี้ให้เห็นว่า มีการก้าวข้ามกันไปมาอย่างระมัดระวัง แม้แต่พรมแดนที่ระแวดระวังก็ยังเคลื่อนย้ายได้อย่างง่ายดายเหลือเชื่ออยู่ บ่อย ๆ แต่แล้วความคิดที่ยืดหยุ่น เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงและตั้งข้อสงสัยต่อแนวความคิดต่าง ๆ ที่เรายึดถือ แทบจะไม่ได้ช่วยให้เรามีแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อสถานการณ์อย่างที่ เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้เลย มีแต่คำสั่งตอกย้ำให้กระโจนสู่สนามรบ (สงครามครูเสด ธรรมะกับอธรรม เสรีภาพกับความกลัว ฯลฯ) ที่ลากความมาจากการอุปโลกน์ความเป็นศัตรูระหว่างอิสลามกับตะวันตกของฮันติง ตัน ตามที่วาทกรรมฝ่ายครองอำนาจดึงเอาศัพท์แสงต่าง ๆ มาใช้นับตั้งแต่วันแรก ๆ หลังการโจมตีวันที่ 11 กันยายน

แม้ว่าในภายหลัง จะพยายามลดการขยายความวาทกรรมนี้ลงไปมากแล้วก็ตาม แต่เมื่อดูจากคำพูดและการกระทำที่แสดงออกถึงความเกลียดชังอยู่เนือง ๆ บวกกับข่าวการใช้อำนาจกฎหมายที่พุ่งเป้าไปที่ชาวอาหรับ มุสลิมและอินเดียทั่วทั้งประเทศ แสดงให้เห็นว่า กระบวนทัศน์นี้ยังคงอยู่

เหตุผล อีกประการหนึ่งที่ทำให้กระบวนทัศน์นี้ยังฝังแน่นก็คือ จำนวนชาวมุสลิมที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้ง ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ลองนึกถึงประชากรในปัจจุบันของฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน สเปน อังกฤษ อเมริกา แม้แต่สวีเดน คุณคงต้องยอมรับว่า อิสลามไม่ได้อยู่ชายขอบของโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่อยู่ในศูนย์กลางเลยทีเดียว

แต่ มีอะไรน่ากลัวนักหนา? สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของชนหมู่มากคือ ความทรงจำถึงการรุกรานของอาหรับ-อิสลามที่ได้ชัยชนะยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งเริ่มต้นในศตวรรษที่ 7 ดังที่นักประวัติศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมผู้มีชื่อเสียง อองรี ปิแรน (Henri Pirenne) เขียนไว้ในหนังสือเล่มสำคัญของเขาคือ Mohammed and Charlemagne (1939) การรุกรานครั้งนี้ทำลายความเป็นปึกแผ่นในอารยธรรมโบราณของเมดิเตอร์เรเนียน ลงอย่างย่อยยับ ทำลายอารยธรรมสังเคราะห์ของศาสนาคริสต์และอาณาจักรโรมันลง และเปิดทางให้แก่อารยธรรมใหม่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจยุโรปเหนือ (คือเยอรมันและฝรั่งเศสในราชวงศ์คาโรลินเจียน) ซึ่งดูเหมือนปิแรนจะกล่าวในทำนองว่า ยุโรปเหนือมีภารกิจในการปกป้อง “ตะวันตก” ให้รอดพ้นจากศัตรูทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม

บทบรรณาธิการ ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารใหญ่ ๆ ของอเมริกาและยุโรปแทบทุกฉบับ แสดงถึงความไม่รับผิดชอบด้วยการตั้งหน้าตั้งตาขยายความคำศัพท์ที่มีความหมาย ใหญ่โตบิดเบี้ยว และงมงายอยู่กับตำนานวันสิ้นโลกไปต่าง ๆ นานา เห็นกันอยู่โต้ง ๆ ว่า ต่างก็ไม่ได้มุ่งหวังจะให้ข้อคิดเตือนสติอะไร มีแต่ตั้งใจจะกระพืออารมณ์ร้อนแรงของคนอ่านให้รู้สึกว่า ตนเองเป็นสมาชิกของ “ตะวันตก” และสิ่งที่เราต้องทำ วาทะแบบเชอร์ชิลถูกพวกบ้าสงครามนำมาใช้อย่างบิดเบือน เพื่ออุปโลกน์ให้ตะวันตกและโดยเฉพาะอเมริกากระโจนเข้าสู่สงครามต่อต้านผู้ เกลียดชัง ผู้ปล้นชิง ผู้ทำลาย โดยละเลยประวัติศาสตร์อันซับซ้อนที่คอยหักล้างความคิดคับแคบลดทอนแบบนั้น ประวัติศาสตร์ที่ซึมซ่านจากดินแดนหนึ่งไปสู่อีกดินแดนหนึ่ง ในกระบวนการที่ข้ามพ้นเส้นเขตแดนใด ๆ แม้ว่าเส้นเขตแดนนั้นจะสมมติขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกมนุษย์เราเป็นก๊กเป็นเหล่า ให้ติดอาวุธห้ำหั่นกัน ก็ตาม

นี่คือปัญหาอันน่าสมเพชของการพยายามติด ป้ายฉลากตีขลุม เช่นอย่างอิสลามกับตะวันตกนี้ มันทำให้ความคิดของเราไขว้เขวและสับสน ทั้ง ๆ ที่เราพยายามทำความเข้าใจกับความเป็นจริงอันยุ่งเหยิง ซึ่งไม่มีทางตีกรอบหรือขีดเส้นง่าย ๆ แบบนั้นได้

ผมอดไม่ได้ที่จะ ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในปี 1994 หลังจากเสร็จสิ้นการบรรยายที่มหาวิทยาลัยเวสต์แบงก์ มีผู้ชายคนหนึ่งผุดลุกขึ้นจากกลุ่มผู้ฟังและเริ่มต้นโจมตีแนวความคิดของผม ว่าเป็น “ตะวันตก” เกินไป กล่าวหาว่ามันขัดแย้งกับแนวความคิดทางศาสนาอิสลามเคร่งครัดที่เขายึดถือ ผมขัดคอเขาไปว่า “แล้วทำไมคุณใส่สูทผูกเน็คไทล่ะ?” นี่คือคำพูดตอบโต้ประโยคแรกที่ผุดขึ้นมา “มันก็ตะวันตกเหมือนกัน” เขานั่งลงด้วยรอยยิ้มเจื่อน

แต่ผมฉุกนึกถึงเหตุการณ์นี้เมื่อข้อมูล เกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายเมื่อ วันที่ 11 กันยายนเริ่มทยอยเข้ามา การที่ผู้ก่อการร้ายมีความรู้ความชำนาญทางด้านเทคนิคทุกอย่างเพื่อก่อเหตุ สยองขวัญกับตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ตึกเพนตากอนและเครื่องบินที่จี้มา เราจะขีดเส้นแบ่งตรงไหนดี ระหว่างเทคโนโลยี “ตะวันตก” กับคำพูดที่แบร์ลุสโกนีประกาศว่า “อิสลาม” ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ “ความทันสมัย”?

แน่นอน เราไม่มีทางขีดเส้นแบ่งได้ง่าย ๆ การติดป้ายฉลาก การตีขลุมและการขีดเส้นแบ่งทางวัฒนธรรม ช่างเป็นวิธีคิดที่ตื้นเขินเสียนี่กระไร ยกตัวอย่างเช่น สัญชาตญาณดิบเถื่อนและความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคชั้นสูงมาบรรจบกัน กลายเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นความเท็จของเส้นแบ่งที่คิดว่าชัดเจน ไม่เพียงระหว่าง “ตะวันตก” กับ “อิสลาม” แต่รวมไปถึงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน พวกเรากับพวกเขา นี่ยังไม่ต้องพูดถึงแนวความคิดเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความเป็นชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันและวิวาทะกันได้ไม่รู้จบ

เห็น ได้ชัดว่าทั้งฮันติงตันและลูว์อิสต่างก็ไม่ให้เวลามากพอที่จะ สนใจพลวัตภายในและความหลากหลายของแต่ละอารยธรรม หรือสนใจข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อถกเถียงใหญ่ ๆ ในวัฒนธรรมสมัยใหม่ส่วนมากอยู่ที่ประเด็นการนิยามหรือตีความแต่ละวัฒนธรรม หรือแนวโน้มที่ไม่น่านิยมนักก็คือ ในการพูดเหมารวมถึงศาสนาหรืออารยธรรมใด ๆ ก็ตาม มันต้องอาศัยการปลุกปั่นและอวิชชาอย่างบัดซบอยู่มากทีเดียวถึงจะทำได้ เปล่าเลย ตะวันตกก็คือตะวันตก อิสลามก็คืออิสลาม