Tag Archive: วรรณคดี

การยอมตายของหนุมาน

พระรามจึงบอกว่ารูปร่างเหมือนกัน มองไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วจึงฉีกชายผ้าให้สุครีพผูกแขนไว้ สุครีพจึงไปท้าพระยาพาลีใหม่ พระรามจึงยิงพระยาพาลีด้วยศรพรหมาสตร์ พระยาพาลีจับศรได้ แล้วถามพระรามว่าเรื่องรบนี้เป็นเรื่องระหว่างพี่น้อง ฤาษีไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว พระรามจึงบอกว่าพระยาพาลีได้ผิดคำสาบานกับพระอิศวรไว้ และต้องตายด้วยศรพระนารายณ์ แล้วพระรามจึงกลายร่างเป็นพระนารายณ์ พระยาพาลีจึงสำนึกตัวว่าได้ทำผิด จึงขอรับโทษ พระรามสงสารจึงว่าให้เอาศรสะกิดเลือดเพียงหยดเดียวก็จะสังเวยอำนาจศรได้ พระยาพาลีไม่ยอมขอลาตาย แล้วสอนสุครีพก่อนตาย

จากนั้นได้ปล่อยให้ศร ปักตัวเองตาย ส่วนไพร่พลวานรได้หนีกระจัดกระจายไป สุครีพจึงทูลว่า จะรวบรวมให้ได้ภายในเจ็ดวัน เพื่อจะได้ไปปราบยักษ์ที่ลงกา ส่วนพระรามไม่ยอมพักในเมืองขีดขิน จะไปพักที่เชิงเขาคันธมาทน์ ระหว่างเดินทางพบพระยายูงทอง    พระยายูงทองจึงทูลว่า นางสีดาสั่งไว้ว่าถูกทศกรรฐ์ลักไปกรุงลงกา ขอให้ติดตามไปช่วย ต่อมาจึงพบฝูงลิงป่า ฝูงลิงป่าได้ถวายผ้าสไบของนางสีดาแก่พระราม ฝ่ายพระอินทร์เห็นพระรามและพระลักษณ์    เดินทางไปยังเขาคันธมาทน์ เพื่อชุมนุมกองทัพไปปราบยักษ์ จึงให้พระวิศณุกรรม์ไปเนรมิตพลับพลาที่บริเวณอันเป็นชัยภูมิ แล้ววางเครื่องทรงไว้ให้เปลี่ยนหลังจากลงเพศฤาษี

 

หนุมานจึงทูลว่าจะไปพาสุครีพมาเฝ้า สุครีพจึงเล่าเรื่องที่พระยาพาลีพี่ชาย ขับไล่ออกจากเมือง แล้วผิดคำสาบานกับพระนารายณ์ในครั้งก่อน ทูลขอให้พระรามฆ่าพระยาพาลี พระรามจำได้ จึงให้สุครีพไปล่อพาลีออกมา สุครีพได้ไปท้าทายพระยาพาลี ทั้งสองได้ต่อสู้กัน แต่พระรามไม่สามารถแผลงศรฆ่าพระยาพาลีได้ เพราะทั้งสองเหมือนกันมาก พระยาพาลีสู้ชนะสุครีพ จับสุครีพขว้างไปเนินเขาจักรวาล แล้วกลับเข้าเมือง สุครีพต่อว่าพระรามที่ไม่ฆ่าพระยาพาลี

 

ความเป็นมาของรามเกียรติ์

มียักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ ตรีบุรัม   ครองเมืองโสพัส ต้องการมีฤทธิ์เอาชนะพระนารายณ์ได้ จึงบำเพ็ญตบะเพื่อขอพรจากพระอิศวร จนพระอิศวรต้องเสด็จลงมาให้พรตามที่ขอว่า พระนารายณ์ไม่สามารถฆ่าตรีบุรัมได้    เมื่อได้พรแล้วจึงกำเริบไปข่มเหงเหล่าเทวดาและนางฟ้าจนถึงสวรรค์ชั้นที่หก เดือดร้อนไปทั่ว จึงพากันมาฟ้องพระอิศวร เนื่องจากศึกครั้งนี้ใหญ่หลวง ด้วยตรีบุรัมได้พรจากพระอิศวร ทั้งพระพรหมและพระนารายณ์ไม่อาจปราบได้ พระอิศวรจึงต้องยกทัพไปปราบเอง ในกระบวนทัพของพระอิศวร ให้พระขันธกุมารเป็นทัพหน้า พระราหูถือธง พระพิเนตรเป็นปีกซ้าย พระพินายะเป็นปีกขวา พระกาฬเป็นเกียกกาย ท้าวเวสสุวรรณเป็นยกกระบัตร และพระเพลิงเป็นกองหลัง ส่วนพระอิศวรนั่งบนหลังพระโคอุสุภราช เอากำลังพระพรหมผสมกับพระเดชเป็นเกราะเพชร เขาพระสุเมรุเป็นคันธนูชื่อ มหาโลหะโมลี เอาอนันตนาคราชเป็นสายธนู พระนารายณ์เป็นลูกศร แต่ไม่สามารถยิงได้เพราะพรจากพระอิศวรดังกล่าว พระอิศวรจึงลืมตาที่สามขึ้นเป็นเพลิงกรดไหม้ตรีบุรัมตาย จากนั้นจึงมอบธนูโลหะโมลีไว้ที่เมืองมิถิลาและฝากเกราะเพชร ไว้ที่พระฤาษีอัคถะดาบส เพื่อเก็บไว้ถวายพระนารายณ์ตอนอวตารมาปราบเหล่ายักษ์

ฝ่ายพระพรหมองค์หนึ่งชื่อสหบดี ซึ่งเคยให้สหมลิวัน ไปปกครองทวีปลังกาแต่ได้หนีพระนารายณ์ ไปอยู่เมืองบาดาล ทวีปลังกาจึงกลายเป็นเมืองร้าง สหบดีเห็นว่าควรมีการสืบวงศ์พรหมต่อไป จึงสั่งให้พระวิษณุพรหม ไปดูทำเลสร้างเมืองใหม่ พระวิษณุพบเกาะกลางทวีปมีภูเขาสูงชื่อ นิลกาฬ สีดำสนิทตั้งอยู่กลางเกาะเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะจะสร้างเมืองที่มีความมั่นคง ป้องกันการรุกรานของข้าศึกได้ จึงสร้างเมืองขึ้นตรงเกาะนั้น แล้วตั้งชื่อว่าพิชัยลังกา ท้าวสหบดีได้ให้ญาติชื่อท้าวจตุรพักรไปครอง มอบอาวุธคือ ตรีศูล คทา ฉัตรแก้ว พร้อมพระเวทกำกับฉัตร หากเมื่อข้าศึกมาประชิดเมือง ให้ยกฉัตรขึ้นบังแสงอาทิตย์ ข้าศึกจะมองไม่เห็นเมือง ทั้งยังประทานนางมลิกาไปเป็นมเหสี

ต่อมามีโอรสชื่อท้าวลัสเตียน ซึ่งมีมเหสี 5 องค์ องค์สุดท้ายชื่อ พระนางรัชดาเทวี ซึ่งเป็นแม่ของทศกรรฐ์ มียักษ์ชื่ออสุรพรหมอยู่เชิงเขาจักรวาลต้องการมีฤทธิ์มากขึ้นเพียรทูลขอกระบองที่ไม่มีใครสู้ได้จากพระอิศวร จนพระอิศวรประทานกระบองเพชร ให้ มาลีวัคคพรหม จึงทูลทักท้วงว่า การที่ทรงประทานกระบองเพชรให้นั้น จะทำให้โลกเดือดร้อนได้ เพราะอสุรพรหมเป็นยักษ์ที่หยาบช้า ควรจะประทานอาวุธแก่ท้าวอัชบาล เพื่อใช้ปราบอสุรพรหม พระอิศวรจึงประทานพระขรรค์และพรแก่ท้าวอัชบาล ซึ่งภายหลังได้ฆ่าอสุรพรหมตาย ด้วยเหตุนี้มาลีวัคคพรหม จึงเป็นเพื่อนกับท้าวอัชบาลในเวลาต่อมา ต่อมา มาลีวัคคพรหมเสด็จไปเฝ้าพระอิศวรทูลลาไปอยู่ ณ เขายอดฟ้า พระอิศวรเห็นว่าเป็นพรหมที่มีความซื่อสัตย์ จึงประทานพรให้มีวาจาสิทธิ์ ทั้งได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่าท้าวมาลีวราช ปกครองเหล่าคนธรรพ์และยักษ์

 

สาระจากพระคัมภีร์ ตอนที่1

ตำนานเรื่องการแบ่งคัมภีร์พระเวท
มีความเชื่อสืบกันมาว่าเดิมพระเวทรวม กันอยู่เป็นคัมภีร์เดียว ครั้นล่วงมาถึงยุคที่สองของโลก คือ ทวาปรยุค ซึ่งเชื่อกันมาว่าเป็นยุคที่มีคนดีและคนไม่ดีจำนวนเท่ากัน คือ คนดีมี 2 ส่วน และคนไม่ดีมี 2 ส่วน ได้มีมหาฤษีชื่อ วยาสะ แบ่งคัมภีร์พระเวทเป็น 4 คัมภีร์คือ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวท และคัมภีร์อถรรวเวท แล้วนำไปสอนศิษย์ซึ่งเป็นฤษีจำนวน 4 ตน ดังนี้ สอนคัมภีร์ฤคเวทให้แก่ฤษีไปละ (Paila) สอนคัมภีร์ยชุรเวทให้แก่ฤษีไวศัมปายนะ (Vaiśampāyana) สอนคัมภีร์สามเวทให้แก่ฤษีไชมินิ (Jainini) และสอนคัมภีร์อถรรวเวทให้แก่ฤษีสุมันตุ (Sumantu)
ในฐานะที่เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุด คัมภีร์พระเวทยังคงครองความโดดเด่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของโลก ชาวอารยันนับล้านคนนับถือคัมภีร์พระเวทว่าเป็นงานของพระเจ้าและนับถือว่าเป็นทิพยวิชาที่ฤษียุคโบราณได้ค้นพบ ฤษีผู้ค้นพบความรู้เหล่านั้น เรียกว่า ฤษีแห่งพระเวท (Seers of the Vedas)

คัมภีร์พระเวทประกอบด้วยวิชาการทุกประเภทของฮินดู เช่น แนวคิดทางศาสนา แนวคิดทางสังคมและแนวคิดทางปรัชญา เป็นต้น วิถีชีวิตของชาวอินเดียมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์พระเวท การศึกษาวัฒนธรรมอินเดียจึงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพระเวท

คัมภีร์พระเวทในฐานะวรรณคดี
เมื่อกล่าวถึงวรรณคดีโบราณของอินเดีย รู้กันโดยทั่วไปว่าวรรณคดีแบ่งเป็นหมวดใหญ่จำนวน 2 หมวด คือ วรรณคดีพระเวท (Vedic Literature) และวรรณคดีหลังยุคพระเวท (Post-Vedic Literature)

วรรณคดีพระเวทประกอบด้วยสังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ อุปนิษัท เวทางคะและอนุกรมณี ส่วนวรรณคดีหลังยุคพระเวทประกอบด้วยวรรณคดีนักแต่งในสมัยหลังยุคพระเวท วรรณคดีของพระพุทธศาสนา และวรรณคดีของศาสนาเชน

วรรณคดีพระเวทจริง ๆ คือ สังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท แต่ส่วนที่เป็นเวทางคะและอนุกรมณี นั้นเป็นเครื่องมือในการศึกษาพระเวท ในที่นี้จะเสนอไว้เฉพาะสังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท พอเป็นที่เข้าใจเท่านั้น

สังหิตาเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณคดีอินเดียและเป็นที่มาของคัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารัณยกะ และคัมภีร์อุปนิษัท สังหิตาแบ่งเป็น 4 คัมภีร์ดังนี้

1. ฤคเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นการรวบรวมบทสวด(Hymns) เอาไว้จำนวน 1,028 บท เพื่อใช้สำหรับสวดสรรเสริญเทพเจ้าในยัชญพิธี บทสวดเหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของชาวอารยัน เช่น ชีวิตประจำวัน ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อ เป็นต้น ภาษาที่ใช้ในการประพันธ์เป็นภาษาสันสกฤตสมัยพระเวท (Vedic Sanskrit) ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าภาษาสันสกฤตมาตรฐาน (Classical Sanskrit) คัมภีร์ฤคเวทสังหิตาแต่งเป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง คำประพันธ์ที่ใช้เป็นฉันท์ยุคโบราณหลายชนิด คัมภีร์ฤคเวทสังหิตาแบ่งเป็นเล่ม แต่ละเล่มเรียกว่า มณฑล (Mandala) มีทั้งหมดจำนวน 10 มณฑล

2. ยชุรเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องระเบียบพิธีบูชายัญ แต่งเป็นร้อยแก้ว แบ่งเป็น 2 คัมภีร์คือ กฤษณยชุรเวทสังหิตา (ยชุรเวทดำ) และศุกลยชุรเวทสังหิตา (ยชุรเวทขาว) มีตำนานอยู่หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของยชุรเวทสังหิตาทั้งสอง แต่ความหมายของคำว่าดำ และขาว ในทางปฏิบัติหมายถึงปักษ์ข้างแรมและปักษ์ข้างขึ้น กล่าวคือคัมภีร์ยชุรเวทดำใช้สำหรับสวดในพิธีในวันสุดท้ายของปักษ์ข้างแรม ส่วนคัมภีร์ยชุรเวทขาวใช้สวดในพิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวง

3. สามเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์แห่งบทเพลง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกเสียงเป็นทำนองที่ใช้ในการสวดแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปูรวจิกะ (ตอนต้น) และอุตตรจิกะ (ตอนปลาย) บทสวดบางส่วนในคัมภีร์นี้คัดลอกมาจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

4. อถรรวเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำอำนวยพรแก่ญาติมิตร และคำสาปแช่งคนที่เป็นศัตรู แต่งเป็นร้อยกรอง ประกอบด้วยฉันท์จำนวน 6,015 บท และฉันท์ประมาณร้อยละ 50 คัดลอกมาจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

ความสำคัญของคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

คัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความสำคัญพอสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาคัมภีร์สังหิตาทั้งหมด
2. ได้รับการเอ่ยถึงก่อนคัมภีร์อื่นเสมอเมื่อกล่าวถึงคัมภีร์พระเวท
3. คัมภีร์สังหิตาอื่นๆ ได้คัดลอกบทประพันธ์จากฤคเวทสังหิตาไม่มากก็น้อย
4. วรรณคดีที่เกี่ยวเนื่องด้วยคัมภีร์พระเวทมักจะอ้างหลักฐานจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาเสมอ
5. นักวิชาการยุคใหม่ที่ศึกษาคัมภีร์พระเวทถือว่าคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักฐานข้อมูลที่สำคัญของเรื่องราวต่างๆ เช่น เทพปกรณัมของอินเดีย เป็นต้น

ลักษณะบทสวดในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

จากการศึกษาเนื้อหาในคัมภีร์ฤคเวทพบว่า บทสวดในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาสามารถแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. บทสวดที่เกี่ยวกับศาสนา (Religious Hymns) มีเนื้อหาเป็นการสรรเสริญเทพองค์ต่างๆ ของชาวอารยันซึ่งมีอยู่ทั่วไปในทุกมณฑล

2. บทสวดที่เกี่ยวกับปรัชญา (Philosophical Hymns) เป็นบทสวดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความคิดเรื่องจักรวาล การสร้าง การดำรงอยู่ และการสิ้นโลกและจักรวาล ความคิดเกี่ยวกับเรื่องพระเป็นเจ้าตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นต้น บทสวดประเภทนี้ส่วนมากจะอยู่ในมณฑลที่ 10 ซึ่งเชื่อกันว่าแต่งขึ้นภายหลังมณฑลอื่นๆ

3. บทสวดที่เกี่ยวกับสังคมทั่วไป (Secular Hymns) มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของคนทั่วไปในสังคมของชาวอารยัน เช่น การมีครรภ์ การเกิด การแต่งงาน การรักษาโรค การพนัน การป้องกันลางร้าย รวมไปถึงการกำจัดผู้ที่เป็นศัตรูคู่แข่ง เป็นต้น บทสวดประเภทนี้ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในมณฑลที่ 10

เทพและเทวีในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

เทพและเทวีองค์ต่างๆ ที่ชาวอารยันบูชาและสวดสรรเสริญในยุคพระเวทนั้นปรากฏอยู่ในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาทุกมณฑล ได้แก่ พระอินทร์ พระอัคนี พระวรุณ พระอัศวิน พระสวิตฤ พระสูรยะ พระวายุ พระยม พระพฤหัสบดี กลุ่มเทพอาทิตยะ พระเวนะ เทพีราตรี เทพีอุษา เทพีศจี เทพีศรัทธา เทพีอรัณยานี และกลุ่มเทพวิศเวเทวา เป็นต้น

อุปมาพระอาทิตย์และพระจันทร์

1) เทพอัศวินประทานอาหาร (ให้มนุษย์) ประดุจพระอาทิตย์และพระจันทร์ (106.1)
2) เทพอัศวินทรงความงามดุจพระจันทร์ (106.8)
3) พระอินทร์ได้ยึดเอาสมบัติของพวกอสูรไปประดุจพระอาทิตย์ใช้ให้เดือนฤดูร้อนยึดเอาความร้อนไปจากโลก (138.4)
4) ม้าตารกษยะปล่อยน้ำให้กระจายไปแก่ผู้คนในโคตรตระกูลทั้งห้าประดุจพระอาทิตย์ใช้ความร้อนปล่อยน้ำให้กระจายไปในฤดูฝน (178.3)

 

อุปมาโวหารในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

เนื่องจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความยาวมาก (10 มณฑล) ในการศึกษาเนื้อหาด้านต่างๆ ของคัมภีร์นี้จะต้องใช้เวลานาน แม้จะศึกษาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียวก็ต้องใช้เวลานาน เรื่องอุปมาโวหารก็เช่นเดียวกัน หากจะศึกษาให้ครบทั้ง 10 มณฑลก็ต้องใช้เวลานาน ผู้เขียนจึงขอเสนอเฉพาะอุปมาโวหารในมณฑลที่สิบเท่านั้น ส่วนในมณฑลอื่นๆ หากมีโอกาสจะได้นำมาเสนอภายหลัง

อุปมาโวหารเป็นวิธีการพูดหรือเขียนที่ผู้ส่งสารใช้โดยการยกเอาบุคคล สถานที่ หรือสิ่งของ เป็นต้น มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่กำลังกล่าวถึงอยู่ สิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบเรียกว่าอุปมา

บทความนี้มีจุดประสงค์ให้ผู้อ่านได้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียสมัยโบราณเมื่อ2,000 – 3,000 ปีล่วงมาแล้วมีวิธีการใช้อุปมาโวหารอย่างไร เมื่อต้องการให้ผู้รับสารเข้าใจเรื่องที่ส่งสารอยู่ได้ชัดเจนเขาจะนึกถึงสิ่งใดแล้วยกมาเป็นอุปมา

จะเห็นว่าอุปมาในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตานั้นมีหลากหลาย แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียในสมัยพระเวทเป็นคนช่างเปรียบเทียบเพื่อให้การสื่อสารของตนมีความชัดเจน อุปมาที่พบมีทั้งเทพเจ้า ธรรมชาติ บุคคลฐานะต่างๆ อาชีพต่างๆ สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์ปีก แมลง อุปกรสิ่งทอ ยานพาหนะทั้งทางบกและทางน้ำ

ตัวอย่างการใช้อุปมาโวหาร
เนื่องจากอุปมาโวหารจากมณฑลที่10 ในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีอยู่เป็นจำนวนมาก อุปมาเหล่านี้มีการใช้ไม่เท่ากัน อุปมาบางอย่างมีการใช้เปรียบเทียบหลายครั้งแต่บางอย่างมีการใช้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นผู้เขียนจะยกตัวอย่างอุปมาที่มีการใช้เปรียบเทียบตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปมานำเสนอเป็นข้อๆ โดยอ้างหมายเลขบทสวดหรือ สูกตะ (Hymn) และหมายเลขของบทประพันธ์หรือบทมนตร์ (Metre) ในบทสวดนั้นๆ กำกับไว้ในวงเล็บ ตัวอย่างเช่น (106.5) หมายถึงอุปมาโวหารมาจากบทสวดบทที่ 106 ซึ่งปรากฏในบทมนตร์บทที่ 5 ในบทสวดนั้น ดังต่อไปนี้

อุปมาพระอินทร์

1) เหล่าวีรบุรุษนักรบได้รับการขอร้องให้แสดงวีรกรรมประดุจพระอินทร์ (103.6)
2) พระสวิตฤดำรงอยู่ในสมรภูมิประดุจพระอินทร์ (139.3)
3) พระราชาได้รับการถวายพระพรให้ดำรงในราชสมบัติอย่างมั่นคงประดุจพระอินทร์ (173.2)