Tag Archive: มนุษย์

China man

Or sterile areas of the sudden spread throughout China. In particular, Liaoning Province has the highest number. Manchu people Manchu language. The family of languages Altaic. Because it is tainted with the Han people for a long time. And a call to come to a close. Current popular ethnic Manchu Han is accustomed to using. Only a small number of villages along the border is still used in some Manchu. In addition, there are some elderly people who can not speak Manchu. Manchu people dead religion yeast with the Lord God. Manchu people, a people with a long history of racism. Traced back to 2000 years ago, the ancestors of the ethnic Manchu living in a vast marshland in the middle and at the beginning of the Heilongjiang Lung Jiang and Nile River Sioux Su Li Jiang, which is located just north of Hill County. to Santa in the northeast region of China by the 12th century, the Manchu people, those people are called “The Third Angel” was established by the Jin Dynasty. since 1583 it has included the name Lehr HA. tribal unity and establish “eight banners” and the Manchu language. On c. Since 1635. Name of their nation as a “Manchu” when. Since 1636. Wong Tai planned, including a son named Noah Lehr HA reign. Change the name to “Qing” Since 1644 the Qing Dynasty invaded the Great Wall of China. Feudal dynasty, the Qing Dynasty became the union and the federal government over the last dynasty of China. Xinghai Revolution after 1911, the name of the Manchu nation as a “dead short” official. Manchu people have made a great contribution to China’s overall unity. China to expand its territory and reaching out to economic development and culture.

โครงสร้างของระบอบประธานาธิบดี

หากประธานาธิบดีสังกัดพรรคการเมืองที่เป็นคนละพรรคกับพรรคการเมืองที่มี เสียงข้างมากในรัฐสภา ประธานาธิบดีอาจจะไม่สามารถบริหารประเทศอย่างราบลื่นได้โดยเฉพาะเมื่อต้อง การที่จะออกกฎหมายบางฉบับ แต่ตามความเป็นจริงในประเทศสหรัฐอเมริกา พรรคการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองหลักในรัฐสภามักจะเป็นคนละพรรคกับพรรคการ เมืองที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่การบริหารงานก็ไม่เกิดความขัดแย้งมากมายนัก

1. มีการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ได้แก่การแยกอำ นาจหน้าที่ฝ่าย บริหารกับนิติบัญญัติ หลักการที่สำ คัญของการแบ่งแยกอำ นาจได้แก่ ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนจะเป็นผู้สรรหาและแต่งตั้งคณะรัฐ มนตรี โดยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐมนตรีจะไม่สามารถเป็นสมาชิกรัฐ สภาได้ ตรงนี้จะเห็นได้ว่าตรงข้ามกับระบบรัฐสภาที่สมาชิกรัฐสภาเป็นกลุ่มเดียว กับรัฐบาล

2. ประมุขของรัฐและประมุขของฝ่ายบริหารเป็นคน ๆ เดียวกัน ระบบนี้กำ หนดให้ หัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้แก่ประธานาธิบดีเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะหากรัฐบาลมีความแตกแยกกัน จะเกิดผลเสียอย่างไรต่อระบบรัฐสภาในระบบประธานาธิบดีอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ประธานาธิบดีเป็นบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนทั้งประเทศ ทำ ให้ ประธานาธิบดีมีอำ นาจในการบริหารประเทศอย่างมากมาย และได้รับความ เคารพจากประชาชนในฐานะประมุขของประเทศอีกด้วย

3. ฝ่ายบริหารเป็นอิสระต่อการควบคุมต่อรัฐสภา เนื่องจากรูปแบบการปกครองนี้มี ลักษณะของการแยกอำ นาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น ประธานาธิบดีจึงเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐสภา รัฐสภาไม่มีอำ นาจลงมติ ไม่ไว้วางใจรัฐบาล

4. รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประธานาธิบดี เนื่องจากประธานาธิบดีเป็น ประมุขของฝ่ายบริหารแต่เพียงผู้เดียว จึงหมายความว่าประธานาธิบดีมีอำ นาจ ในการแต่งตั้งถอดถอนรัฐมนตรีได้ รัฐมนตรีในระบบประธานาธิบดีไม่ต้องรับผิด ชอบต่อรัฐสภา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำ เป็นต้องไปร่วมประชุมรัฐสภา เพื่อตอบ กระทู้ถามจากรัฐสภาแต่ประการใด

5. ใช้หลักการคานอำ นาจ (Balance of Power) เนื่องจากทั้งประธานาธิบดีและรัฐ สภาต่างได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน ดังนั้นจึงมีการแบ่งแยกอำ นาจกันอย่าง เด็ดขาดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ โดยใช้วิธีการตรวจสอบอำ นาจซึ่ง กันและกัน (Check and Balances) ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในอำ นาจมาก เกินไปกว่าที่กำ หนดไว้ในรัฐธรรมนูญ หลักการคานอำ นาจก็คือ ประธานาธิบดีมี อำ นาจในการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ตามรัฐธรรมนูญ โดยการไม่ลงนามใน กฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ในขณะที่รัฐสภามีอำ นาจลบล้างสิทธิยับยั้ง ดังกล่าวของประธานาธิบดีได้ด้วย ทั้งนี้โดยการลงคะแนนรอบสอง ซึ่งหาก คะแนนเสียงของสมาชิกสภาทั้งสองเห็นด้วยคะแนน 2 ใน 3 ก็จะถือว่ากฎหมาย นั้นมีผลบังคับใช้ได้ นอกจากนี้รัฐสภามีอำ นาจอย่างหนึ่งที่จะกล่าวโทษ ประธานาธิบดีได้ อำ นาจที่จะกล่าวโทษนั้น เรียกว่าอิมพีชเม้นต์ (Impeachment) โดยการอิมพีชเม้นท์นั้นต้องมีคะแนนสองในสามของรัฐสภา และขั้นตอนสุดท้าย วุฒิสภาจะเป็นผู้ปลด (Removal) ตำ แหน่งประธานาธิบดี ซึ่งใช้คะแนนสองใน สามของจำ นวนวุฒิสมาชิก

6. บทบาทของวุฒิสภา (Senate) มีอำ นาจในการให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งเจ้า หน้าที่ฝ่ายบริหาร เช่น รัฐมนตรี หรือเอกอัครราชทูตตามที่ประธานาธิบดีเสนอมา หากวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบก็จะดำ รงตำ แหน่งใด ๆ ไม่ได้

7. อำ นาจตุลาการ สำ หรับตำ แหน่งผู้พิพากษานั้น อำ นาจในการแต่งตั้งเป็นของ ประธานาธิบดี โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ตุลาการโดยเฉพาะ ประธานาธิบดีมีอำ นาจในการถ่วงดุลรัฐสภาโดยใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ในขณะ ที่รัฐสภาใช้วิธีการกล่าวโทษ (Impeachment) เพื่อให้วุฒิสภาเป็นผู้ปลด (Removal) ประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกาหน่วยงานใดที่มีหน้าที่ตัดสินว่า กฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ? ศาลสูง (Supreme Court) มีอำ นาจชี้ขาดว่ากฎหมายฉบับใดที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกมานั้นขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบการใช้อำ นาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติไปด้วยในตัว ซึ่งหากกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัตินั้น ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนั้นก็เป็นอันตกไป สำ หรับการปกครองระบบประธานาธิบดีนี้ มีข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดีของระบบประธานาธิบดี

1. ประธานาธิบดีมีสิทธิเด็ดขาดในการเลือกคณะรัฐมนตรีของตัวเอง ดังนั้น ประธานาธิบดีจึงสามารถเลือกผู้ที่มีความชำ นาญเฉพาะด้าน เพื่อดำ รงตำ แหน่งสำ คัญ ๆเช่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นต้น

2. รัฐมนตรีมีเวลาเต็มที่ในการปฏิบัติภาระกิจ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา ไม่จำ เป็นต้องประชุมสภา หรือเสียเวลาในการตอบกระทู้ถามของรัฐสภา ซึ่งทำ ให้คณะรัฐมนตรีมีอิสระเต็มที่ในการบริหารกระทรวงตามที่ได้รับมอบหมายจาก ประธานาธิบดี โดยไม่ต้องหาเสียงจากสมาชิกรัฐสภา

3. หากเกิดวิกฤติการณ์ฉุกเฉิน ประธานาธิบดีมีอำ นาจอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติ หน้าที่อย่างเด็ดขาด เพราะเป็นอิสระปราศจากการควบคุมของรัฐสภา

 

ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

“สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด” หมายความว่า สัตว์ใดที่อยู่ร่วมฝูงหรือเคยอยู่ร่วมฝูงกับสัตว์ที่เป็นโรคระบาด อันอาจติดเชื้อโรค หรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่ามีการแพร่ของเชื้อโรคระบาดไปยังบริเวณที่สัตว์นั้น อยู่และสัตว์นั้นสามารถแพร่เชื้อโรคระบาดและระบาดไปยังสัตว์อื่นได้ /”ซากสัตว์…

“ซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด” หมายความว่า ซากสัตว์ที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดหรือ ซากสัตว์ที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าผ่านการสัมผัสกับซากสัตว์ที่เป็นพาหะของ โรคระบาด
“สัตวแพทย์” หมายความว่า สัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้ง

ข้อ 5 ในการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาด หรือการทำลายสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ตามระเบียบนี้ ให้ผู้สั่งทำลายสัตว์ดำเนินการเพื่อให้เจ้าของสัตว์ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณีที่เจ้าของสัตว์ได้จงใจกระทำความผิดต่อบทแห่งกฎหมายว่าด้วย โรคระบาดสัตว์ เจ้าของสัตว์จะไม่ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ ที่ถูกสั่งทำลายและในกรณีเช่นนี้ผู้สั่งทำลายสัตว์ไม่ต้องดำเนินการเพื่อให้ เจ้าของสัตว์ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ตามวรรคหนึ่งแต่อย่างใด

ข้อ 6 ให้ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์รักษาการตามระเบียบนี้

หมวด 1
การทำลายสัตว์

ข้อ 7 ภายใต้บังคับข้อ 5 และข้อ 8 ของระเบียบนี้ เมื่อได้มีการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาการสัตวแพทยศาสตร์แล้ว ปรากฎผลเป็นที่แน่ชัดว่า สัตว์ใดเป็นสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือเป็นสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดแล้ว แต่กรณี ให้สัตวแพทย์ หรือผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามข้อ 8 ที่เป็นสัตวแพทย์แห่งท้องที่ที่พบสัตว์นั้น มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ทำลายสัตว์ และให้ดำเนินการทำลายสัตว์ ณ จุดที่พบโรคระบาดสัตว์ หรือสถานที่อื่นใดที่สัตวแพทย์เห็นสมควร

ข้อ 8 ให้สัตวแพทย์ ในตำแหน่งต่อไปนี้ มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดและสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดใน พื้นที่ที่รับผิดชอบ ตามชนิดของสัตว์ในรายหนึ่ง ๆ ได้ไม่เกินจำนวนดังนี้

(1) ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ทั่วราชอาณาจักร (ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 1,000 ตัว หรือ
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 1,000,000 ตัว หรือ
(ค) สุนัข ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 500 ตัว หรือ

(2) ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ในพื้นที่สุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 500 ตัว
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน500,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 200 ตัว

(3) ปศุสัตว์จังหวัด มีอำนาจทำลายสัตว์ในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 100 ตัว หรือ

(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 200,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 100 ตัว

(4) หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ มีอำนาจ ทำลายสัตว์ในด่านกักกันสัตว์หรือสถานที่กักกันสัตว์ที่ ด่านกักกันสัตว์รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 50 ตัว
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 10,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 20 ตัว หรือ

การสั่งทำลายสัตว์จำนวนที่เกินกว่าอำนาจของปศุสัตว์จังหวัด ให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
การสั่งทำลายสัตว์จำนวนที่เกินกว่าอำนาจของหัวหน้าด่านกักกันสัตว์และ ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
การสั่งทำลายสัตว์ชนิดอื่นตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ และหรือจำนวนที่เกินกว่าอำนาจของผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมปศุสัตว์

ข้อ ในการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ให้ใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ใช้สารเคมีให้สัตว์กินหรือฉีดหรือสูดดมเข้าร่างกายสัตว์เพื่อให้สัตว์นั้นตายโดยไม่ทรมาน
(2) ทำลายสัตว์ด้วยปืนชนิดยิงสัตว์โดยเฉพาะ ยิงสัตว์นั้นให้ตาย
(3) ทำลายสัตว์ด้วยอาวุธปืนตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งเทียมอาวุธปืน
(4) ทำลายสัตว์ด้วยวิธีอื่นตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนด

ข้อ 11 ซากสัตว์ซึ่งได้จากการทำลายในข้อ 9 ให้ผู้ทำลายสัตว์ดำเนินการทำลายซากสัตว์นั้น ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ 12

หมวด 2
การทำลายซากสัตว์

ข้อ 11 ซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ให้สัตวแพทย์ หรือผู้รักษาการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามข้อ 8 ที่เป็นสัตวแพทย์แห่งท้องที่ที่พบซากสัตว์นั้น มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ทำลายซากสัตว์นั้น
ข้อ 12 ให้ทำลายซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ตามลักษณะของซากสัตว์นั้น คือ

(1) ซากสัตว์ซึ่งมีลักษณะยังเป็นตัวสัตว์ทั้งตัวอยู่

(ก) ให้ผู้สั่งทำลายซากสัตว์มีคำสั่งให้ฝังซากสัตว์ใต้ระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าเป็นซากสัตว์ใหญ่ให้พูนดินกลบหลุมเหนือระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตรอีกด้วย
(ข) ใช้สารเคมีที่สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ทำการแช่ ราด หรือโรยที่ส่วนต่าง ๆ ของซากสัตว์นั้นจนทั่ว หรือ
(ค) ใช้ไฟเผาซากสัตว์นั้นให้ไหม้จนหมดสิ้น
(ง) ใช้วิธีการทำลายซากสัตว์ด้วยวิธีอื่นตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนด

(2) ซากสัตว์ซี่งไม่มีลักษณะเป็นซากสัตว์ ทั้งตัว หรือเป็นซากสัตว์บางส่วนที่ไม่ใช่ซากสัตว์บางส่วนซึ่งตัดออกจากสัตว์ขณะยัง มีชีวิต ให้ทำลายตามวิธีการที่กำหนดใน (1) โดยอนุโลม

กรณีซากสัตว์ที่ตัดออกจากสัตว์ขณะที่สัตว์ยังมีชีวิต เช่น งา เขา ขน และสัตวแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่าซากสัตว์นั้นยังใช้เป็นประโยชน์ได้ ให้จัดการทำลายเชื้อโรคระบาดด้วยวิธีพ่น แช่ ราด หรืออบด้วยสารเคมีหรือความร้อนที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ จนกว่าซากสัตว์นั้นปลอดจากเชื้อโรคระบาดตามหลักวิชาการสัตวแพทย์

การพัฒนาชุมชน

การจัดตั้งสหกรณ์
การขอจดทะเบียนตั้งสหกรณ์จะต้อง ปฏิบัติเป็นไปตาม มาตรา 33,34,35,36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ประกอบระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยวิธีดำเนินการขอจัดตั้งสหกรณ์ พ.ศ. 2547 กล่าวคือ ต้องมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนถูกต้อง มิใช่จะพิจารณาแต่เฉพาะเอกสารประกอบการพิจารณาถูกต้องหรือไม่ และปฎิบัติในแต่ละขั้นตอนถูกต้อง มิใช่จะพิจารณาแต่เฉพาะเอกสารประกอบการพิจารณาถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งความพร้อมและความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ เบื้องต้น ที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินงานของสหกรณ์ต่อไป

วิสาหกิจชุมชนแตกต่างจากธุรกิจอื่นอย่างไร
ธุรกิจ อื่นส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาผลกำไรเป็นหลักและอาจจะไม่ให้ความ สำคัญต่อผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่าที่ควร แต่วิสาหกิจชุมชนเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน เป็นการประกอบการบนพื้นฐานการใช้ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างรู้คุณค่า เพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชน และระหว่างชุมชน โดยมุ่งประโยชน์ทางสังคมแก่ชุมชนมากกว่าการแสวงหากำไรสูงสุดมุ่งต่อการอยู่ ร่วมกันอย่างสงบการมีสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในชุมชนและ มุ่งต่อการรักษาระบบนิเวศของสังคมโดยรวม

 

วัตถุประสงค์
การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เป็นองค์กรรอบรับในการดำเนินงานของชุมชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบบริหาร มีการจัดองค์กรและระบบงาน จะทำให้สามารถขอรับการสนับสนุนเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ได้ วิสาหกิจชุมชน ตามแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนระดับตำบลที่เกิดขึ้นตามโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตของ ชุมชน

กฎหมายที่จะรองรับวิสาหกิจชุมชน
ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 แต่ควรปรับปรุงให้ใช้กฎหมายสหกรณ์และกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มารองรับเพิ่มขึ้น อีก เพื่อวิสาหกิจชุมชนต้องมีลักษณะเท่าทันกระแสโลกและกระแสทุน มีความฉับไวในการปรับตัวเพื่อการต่อสู้ หลีกเลี่ยง พิทักษ์ประโยชน์ของชุมชน นั้นๆ

Human evolution

Economic doctrine that we have faced. And disprove it from the start. The investigation is consistent with the opinion of the common man. Capitalism is seen as a cost. The labor force and the competing theories of Lampedusa Marathas so prejudicial that is consistent with both the rich and the poor, so as to improve the race progressed incrementally. At least consistent with the common Which is the difference in civilization because of differences in race, ethnicity Likewise, it creates harmony and the formula seems to be the criteria for review. The ubiquitous presence already. Surprisingly, the spread of it, since the latter is a surprise to Darwin. With the world’s first book “Origin of Species” is not a conquest of him as a blend. (Assimilation) do.

However, we will have a human origin. All we know about him is that he is just a human being – as is to be found now. There is no record or evidence of them in the state to be lower than those found in the woods to the whatever bridge he crossed the wide gap. Which now separates humans from animals. Still not showing signs of it. Among the lowest savages as far as we know, the highest animal. It appears that there are differences to be reconciled not do – which is not only a difference in size or degree (Degree) but also in the type (Kind) with another character. Human reactions and emotions of many of the lower animals is shown. But whether humans have low levels of humanity is. It did not appear that he will be the one thing which no evidence exists in animals, although it is a little something that has been clearly recognized. It can hardly be defined. It has the ability to improve the human – animal which he advances.

Beavers build a dam. Nesting birds and the bees grains. But while the Beaver Dam a hive of bees, birds and the loss created by the same always. Home of the man transition from crude huts made of leaves and branches of a majestic building, equipped with all modern logistics happy dogs that can be connected together to achieve it. And may have been some training routines. But its ability to do that does not even count, but not always. Friendly man who steadily improved and civilized dog does not have the ability or intelligence than dogs of the forest. At least we do not continue to use animals as clothing. Hob. The invention of tools or weapons for themselves. The nourishment they need to eat other animals. Or a spoken language. But it does not appear to have seen or heard about a man who did not do so. The man in the story is not that what we know. It shows.

This ability – in addition to what nature has done to him. With what he’s done to himself. And in fact predictable physical properties (physical endowment) of humans is extremely low. Nothing in the world. He will not survive. Without this ability. Some exceptions might be some small islands in the Pacific Islands.

Without question, this is a matter that is not mentioned before. I would be hesitant to check on the little space as possible. To devote to this. This is because it deals with some problems as the highest spiritual. Pondering the human will. Directly or indirectly to anyone. But it is a question that appears natural. We have come to the conclusion that this is consistent with the rule or not great. The Human Development operated under the rules?

What are the rules? We must find an answer to this question. Although modern philosophy because it will ensure that there is a rule such as this unequivocally. But it does not explain the rules to be more desirable than a description of the subject. In the current economic problems, that’s why it still has a shortfall in port services. Federal funds are increasingly more economic.

Let us seize the firm. In fact as many as possible, we do not need to investigate how humans gradually developed from animal use. Issues related to the human as we know he was born with. He will probably have a close relationship with any one. The latter, it must be clear from the first light always. We can not be inferred from what I can to find out what they already know. The fact that we already know. We can only assume that’s what happened before we know it.

Everywhere and all the time people have demonstrated this capability – and all the time we have known. Some people take advantage of this capability. But he uses this ability levels vary greatly. The canoe to sail the rough water. Gun fired during Naboo meringue repeat. The roughly carved wood with marble inspired by Greek art. Between the wild and modern scientific knowledge. Between the Indians and the white settlers who migrated to. Hot women between tribes and the state of Scottish society refined and beautiful, these would be vastly different.

Different levels of use of this ability. We shall not be claimed to be due to the difference in performance from the original – people growing up in today’s been a wild man in the history of this and we will find the widely different among. population of the same species, we can not be claimed to be due to differences in environment. Nature, but the only – source of education and science, the art of the moment. Nationals have been brutal occupation. And within a few years, the city was the land of the native tribes who hunted the woods. It is obvious that these differences are involved. Social development. Perhaps from beyond the minimum. We will develop better man when he was only a man. Thus, we conclude that only a combination of growth and improvement in the human condition, such as this year. Into the civilization. (Civilization) improved on his human civilization has advanced. Or friends participation in society.

What is the law of civilization? We will describe the different stages of civilization. Of different communities with common core what? The progress of civilization is the result of what was real. We will be prepared to adapt to the society that supports different civilizations that do not support. Or to explain why an institution or state. Which one may be causing the advancement of civilization. Ballast once held back progress?

This belief is reflected in the progress of civilization is. Development or evolution. During this man’s ability to increase his speed and features. With the effect of causing the same to be used as the source of Species or different species (species) of animals and plants – that is, the survival of the best. And the transfer of the property to be inherited.

In that civilization is an evolutionary one – which is the language of Herbert Spencer, it was advances from the same inconsistencies as a non-specific. Corresponding to a specific difference (from an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) – there is no doubt. But this does not explain or identify the reasons which support or brace gravity. The evolution. Spencer said of the sweep, which aims to explain the – under the guidance of all matter and energy. It includes all these reasons, it is just that. I can not say. However, as described by the rules. Philosophy of development is not specifically on this issue. And made a comment. Or be a unity in the comments. Which is not consistent with the facts.

General description of the progress of this. I thought that was very similar to the common vision of the money. Analyze the causes of the economic wealth without equal. If he has a theory. Usually the theory is that there is plenty of money to be found for those who are. Willing and able. And folly. Laziness Or recklessness as to the difference between the rich and poor. And therefore descriptions of common differences. Of civilization is the difference in being able to. The nation is civilized races. And the progress of civilization is superior because of the rarity of this – as well as the British people are generally seen as a victory for the British and their properties. The fair – the sublime than the French eat frogs. And Americans in general, I think that the rule by the people. Innovation, invention actively. And well-being on average higher than other people because “the good of the Yankees” superior.

Chelsea dominated the world of ideas is now as follows: the struggle to remain human effort to encourage new inventions and innovation are increasingly struggling with the consequences. Prosperity and a better ability to make progress is to be determined. By inheritance. And has been expanded by a trend of people who are prepared to own the best. Or the most advanced in order to survive and spread out among the various parties and trends, national or ethnic tribes cooked himself the best or the most advanced in the future. Survive in the struggle between different social groups have a theory to explain the difference between humans and animals. And the difference in progress between humans themselves. With certainty, but it is not as common now. I recently had to explain this difference by using the theory of The creation of a special intervention of God.

The action of this theory is the popular cult Destiny (fatalism) with the hope of one. The ubiquitous presence in modern literature, listening to * by this progress is the result of power. Many of which act slowly, steadily, and without mercy. For the human mind to war, slavery, oppression, famine and plague, superstition poverty and misery. Which appear in modern civilization. Is the reason that drives people to the removal of the inferior and larger type than the gene is the power to dictate the pace of the front and the progress in the past is the foundation for new advances are people so. As a result of the changes made to those persons in the past is in order. Long lasting. Any form of social organization and the individuals who compose the society, so the theory is based on the words of Herbert Spencer ** – is “a radical change in favor of (radical) than a radical ideological change. Any current thinking “by virtue of which it seeks to change the nature of the human being at the same time. This theory is. “Conservatives than any ideological conservatives of today would think” because this theory assumes that there are no changes other than the change in the nature of a man slowly. Sages teach that this will not reduce the obligation to try to reform the wrongful acts, as well as a divine command. Doctrine teaches that God has set before you. Confirmed that it is the duty of all those who are struggling to survive. But, as generally understood. As a result, the popular cult of Destiny – “Though we may be doing. Grinding mill of God will continue regardless of the length or the. Retardation of us, “I said to allude to this only to show you what I am holding. That are being spread and penetration into the idea in general to quickly search for truth. We should not give consideration to the results of it makes our thoughts turn turned to go, but I considered going current civilization is as follows: Civilization is the result of powerful men who, by the way indicated a gradual change. human nature, and to improve and enhance the ability of humans to slowly between civilized people and savages is a difference in the education of the tribe. Species as long as the island permanently in mind. And improvements are likely to continue to rise to Aryabhata – fairly high up, we reached a point where progress seems to be normal for us, and we look Forward with confidence in the great achievement of mankind to be born than later – some even believe that most people do not make scientific progress. Immortality, and he can not travel to a planet but a star with It enabled him to create the sun and the universe itself. ***

But without rising to the stars. Once the theory of progress, which seems to be too simple for us. Among civilizations is underway to look around the world, it would be faced with the great facts – that is, the suspension stiffened their civilization. Humanity does not have the most current ideas about progress. Most current mobile mankind. (Such as our own ancestors had considered until a period of two to three people this age) that at the time of the perfection of man. There may be differences between wild and civilized by that theory. The forest also developed an extremely weak. This makes it somewhat.

The child’s progress. But the theory that human progress is the result of a common cause. Continuous. We will describe an advanced civilization to the interruption, but how? We can not mention Hindus and ethnic Chinese as well as could be said. Superior to that of the wild due to over training. We are like the adults and for nature. While he was still a child. Hindus and Chinese used to be civilized when we were in the forest. They have ruled that cities are well organized and strong literature, philosophy, refined manners and the division of labor (division of labor) is a fairly large commercial. And sophisticated art while our ancestors are uncivilized people homeless. Living in huts and tents, leather. Indians do not grow to even less. As we progress from this state of barbarism to civilization, dating back to the 19th century, Hindu and Chinese still live with that. If progress is the result of the rules of the course. Avoid punishment. And eternal. The driving force of human progress. How do we explain this?

The philosophy of development is the most popular one is the Walter Bagehot (“Physics and Politics”) has recognized the force of this objection. And try to explain this way: The first thing you need to make a civilized man is his breed. Induced him to live with men under the law. The laws and traditions are also increasing. Intensified and expanded by means of natural selection. Tribes or nations together in this way has an advantage over tribes or ethnic groups, traditions, and laws which are not included in the most intense and solid than it has. Continue to progress. These advances will continue to be a situation when they are induced to. Discussion and allow freedom and flexibility necessary for progress updates.

Bagehot description which is provided with a certain skepticism. As he said this himself. I think that the general theory to be reliable. It is useless to say anything to them because we are all clear that it is you. Explain the facts.

The resulting combination of atomic motion. Which in turn breaks down into atoms when the equilibrium state and the rest later. The new movement when the force of the impact. This will make the process of historical evolution. Cause the material to break down more and more gas. This will cause the one with the combination of the gas as it can be said that the combination of the individual in the community to generate power. The light and warmth of civilization. However, when this process breaks down the individual components which is at equilibrium into their routine. It was followed by disruptions. And the scattering due to the invasion of the barbarians is essential. For the process and the growth of civilization again.

However, a similar comparison is the most dangerous way of thinking that it might be connected to the similarities. But also hide or obscure the truth. And then there is that similarity is only superficial. When members of the community, emerging gradually in children with new vitality. A small community with the power to decline as humans. On the power of the majority of the force will be equal to the sum of the individual as a representative body of the international community would not lose significant power. The essential elements of its power is reduced.

However, the similarity comparison between the ordinary life of the nation. Individual. And in comparison to the one I proposed. It is clearly aware of the fact that one potential – that is, the fact that the barriers to progress and eventually arise. Because progress itself. And what has destroyed all previous civilizations, it is a condition that occurs. Due to the growth of civilization itself.

This is a truth which philosophy is now ignored. But it is true that the most important. The theory is that with the advancement of mankind has not plausibly be explained by this fact.

Likely to cause an erection, which Bagehot said to show itself off from its early stages of development, and his example about it almost from the wild or semi-wild, but civilization to the interruption of these steps. far before it breaks down. Should have a civilization are growing far more when compared with the wild, but it’s still a weak liberal and progressive civilization to a halt this week, at the point where almost nothing worse than a lot of areas. superior civilization of modern Europe around the 16th century, or at worst the beginning of the 15th century to the point that it needs to be discussed. Welcome new and all kinds of brain activity. They are the architects of the Arts and Science building boom reached a very high level of innovation or improvement to a sequence. The ship is the only ship to the USS Henry the 8th most innovative in many ways the same. The inventors have discovered that the update has stopped close to what’s most important to us and we can learn from some of them even. The engineers who built the canals for irrigation and navigation. The philosophy is to compete and have a good idea of religious conflict. One of the great missionary religion is similar to Christianity in many respects it is. In India. To replace the old religion spread widely throughout the country to China. But it was religion to replace the original sources of the same way that Christianity has been replaced as the first source of the count long after humans have to live together for life and living. aggressive Innovation resulting in improved progress. And even more than that. Both India and China have taken on a new life of the conqueror and the tradition. Model with different ideas.

Civilization to the interruption as much as possible. Of the civilization as we know it is of Egyptian civilization. Even art that came back as normal and the coagulate. But we know that behind the scenes, this term has to be the lively and canned Reed act opera – a civilization that developed and expanded as our civilization is now – otherwise, the arts and sciences. will not rise as high as just that. And excavation soon light on Egypt’s ancient than that of basic but well below what we know. Same about Egypt – from sculpture and carving, which is rather stiff and formal. To shine with life and meaning. It shows a powerful, natural and artistic freedom as an indication that the active life and extended. For advanced civilizations, which is now not the same as it would have been different.

But not only the cessation of these civilizations theory. Currently, the development did not explain. It is not just that the man was walking along the path of progress to me then. Breaks down. But as far as humans have walked the way of progress, then backwards too. The face of this theory is not just one single case only – it is a universal rule ever. Civilization, every civilization the world has ever seen would have a hard time growing strongly inhibited the degradation and decline. Those arising in civilization and prosperity. But now remained stagnant civilization and our civilization itself, which is not. Old as the pyramids, while Abraham looked – behind the pyramid is the distance of the historic 20th century have been recorded.

It is no doubt true. That our civilization has a broader base. Are more advanced. Moving faster. And civilizations that have risen above it. However, in these terms. But it will not progress to civilization than the Greeks – Roman Than to civilizations – Greek, Roman civilization progressed beyond Asia. And if it’s more advanced. That does not prove anything about the archive and its future prospects. Unless they can demonstrate that it is superior to what the various causes of failure altogether. Current theories of earlier civilizations did not show this.

In fact. If the explanation of the facts of universal history. Do not have any theories to go beyond this theory. That civilization is the result of the method of natural selection, which acts to improve and The ability of human beings. That civilization has occurred in various places, and there are progressive with a different speed. Not that it is not consistent with this theory. Because that may be the result of the balance between the forces that drive inequality and Against it. But the progress has started everywhere. (Even on the lowest among the tribes. We still have some progress) without any of that is going to continue. Instead, stop or reverse the loss of all. It is not entirely consistent with it. This is because if the progress made to bring about improvements in the nature and cause of human progress, even though more and more to be interrupted occasionally. The general rule is that progress will be continually – advances have led to a breakthrough. And civilization will develop into a more noble civilization.

Not only with the general rules of international law only if it is contrary to this. Empire Earth is the tomb of the dead as much as the graves of the dead man’s progress will be suitable for the more advanced. Strong and progressive civilization, every civilization of modern civilization, as well as our own in the back and down manually. Again that art has deteriorated. Science sink. Is waning. The sparsely populated. The people who built the temple and the city’s powerful. The river and mountains piercing. Nourish the earth like a garden. The most elaborate and adopt a resolution into the sub and then return to the savage life that pathetic even a small amount of the loss. Memories of what their ancestors did. And respected as the remaining parts of the immense contribution that high. Or the genius of the people of God before the great flood. This is particularly true. When we think of the past, take a look. As if it is not rigid rules, which we hope may be exempt. More so than the young man. “Sense of his life through all limbs” will I be exempt from the die, a fate shared by everyone Scipio lamenting the ruins of the city of Carthage, that “even as neo-Rome one day.

ประเทศหมายถึงอะไร

สังคมประเทศหมายถึงรัฐปกครองตนเองที่มีเอกราชเป็นของตนเอง รัฐที่เป็นที่ยอมรับในสังคมสากลจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลบางประการก่อน คือการสร้างสัญลักษณ์ของชาติขึ้นมา อาทิ ธงชาติ, สิทธิ์ทางการเมือง เช่น สิทธิพลเมือง

ส่วนหนึ่งของรัฐที่มีประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมเป็น ของตนเองสามารถ เรียกเป็น “ดินแดน” หรือ “ประเทศ” ได้เช่นกัน ได้แก่กรณีของอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ถือได้ว่าเป็นสามชนชาติบนเกาะบริเตนใหญ่ – ที่นับได้ว่าเป็นประเทศ แม้ว่าทั้งสามประเทศดังกล่าวจะถูกบริหารโดยรัฐบาลใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร เพียงรัฐบาลเดียว (ซึ่งแบ่งได้เป็นสี่รัฐบาลย่อยด้วยกัน) ทิเบตซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองในประเทศจีน ในทุกวันนี้ก็ถูกนับเป็นประเทศโดยโลกสากลเช่นกัน เกาะไอร์แลนด์ในบางครั้งก็ยังถือว่าเป็นประเทศหนึ่งเดียว แม้ว่ามันจะประกอบไปด้วยหนึ่งประเทศรัฐชาติ (สาธารณรัฐไอร์แลนด์) และรัฐบาลย่อยของรัฐอีกรัฐหนึ่ง (ไอร์แลนด์เหนือ)

คำว่า “รัฐ” มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า “ประเทศ” และอาจทำให้เกิดความสับสนกับพื้นที่ในประเทศที่ถูกแบ่งออกมาเป็นส่วนๆ ได้ หรือรัฐ ซึ่งก็คือสถานภาพรองมาจากชาติซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ “จังหวัด”

หลายประเทศมีรัฐชาติ (เชื้อชาติหลักของประชากรในสัญชาตินั้นๆ) ที่ชัดเจน – เช่นฝรั่งเศส หรืออิสราเอล ในประเทศเหล่านี้รัฐชาตินั้นมีอยู่เพียงหนึ่งชนชาติที่เป็นส่วนใหญ่ของ ประชากร แต่อย่างไรก็ตามในฝรั่งเศสมีชนชาติเบรตัน ซึ่งยังคงแสดงความภาคภูมิและความเป็นเอกภาพไว้อย่างชัดเจน มีประชากรและแหล่งที่อยู่ของประชากรของตนอย่างเฉพาะเจาะจง ส่วนในรัฐอื่นๆ เช่นแคนาดา จีน สเปน หรือสหราชอาณาจักร นั้นประกอบไปด้วยชนชาติต่างๆ หลายชนชาติ

ความรู้เรื่องมนุษย์

สาระน่ารู้

หากมนุษย์เรามองให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะพบว่าแวดล้อมตัวเราก็จะมีมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงตัวเราที่สุด และมีสิ่งต่างๆที่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกรวมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ได้ นี่เป็นการมองในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ในระดับนี้ก่อนว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้หรือจะเอาถึงขั้นจักรวาลก็ได้ ก็มีเพียงตัวเรา ธรรมชาติ และเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กับเรา (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่านี้ได้กับทุกคนหรือไม่)

ในอีกมิติหนึ่งนั้น ถ้าเราจะมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย มนุษย์เราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็จะพบว่าตัวเราเองนั้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับท่าทีที่เขาจะมีต่อธรรมชาติ

ในประเด็นนี้ ขยายความต่อไปอีกหน่อยได้ดังนี้ว่า มนุษย์คนนั้นได้มองธรรมชาติด้วยสายตา และด้วยความเข้าใจอย่างใด หากเขามองเห็นว่าธรรมชาติเป็นและมีเพียงมิติ ทางกายภาพ(สสาร) และมนุษย์คนอื่นๆที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้น เขาเองก็คงจะยอมรับในลักษณะลึกๆว่า ตัวของเขาเองก็เป็นสสารด้วย แต่ถ้าเขามองว่าตัวของเขาเองนั้น นอกจากจะมีและเป็นมิติของกายภาพที่เป็นสสารแล้ว ยังมีและเป็นมิติที่เป็นอสสารด้วย ซึ่งในที่นี้ขอใช้อีกคำว่า จิตวิญญาณ(อสสาร) เขาก็คงต้องยอมรับความมีและความเป็นจิตวิญญาณของเพื่อนร่วมโลก ของบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ภายใต้คำจำกัดความว่าธรรมชาติด้วย

อนึ่ง ภายใต้ความหมายของคำว่า จิตวิญญาณนั้น ได้ครอบคลุมการยอมรับสิ่งที่เราเรียกว่า คุณค่า อันมีลักษณะของความเป็นนามธรรมด้วย

เราคงจะไม่ต้องอภิปรายกันตรงนี้ว่า ด้วยสายตาที่มองดูและเข้าใจธรรมชาติที่แตกต่างกันเช่นนี้ จะทำให้ความรู้สึกและพฤติกรรมที่จะตามมาแตกต่างกันเพียงใด เราลองนึกเอาเองดูก็ได้ ว่าหากเราหันมองไปรอบตัวแล้วเห็นแต่วัตถุ คือสสาร กับหากมองไปรอบๆเห็นความหลากหลาย คือวัตถุหรือสสารบ้าง และยังเห็นอสสารที่เป็นจิตวิญญาณบ้าง หรือแม้กระทั่งเห็นว่า ในความที่เป็นสสารนั้นเอง ก็มีมิติของจิตวิญญาณอยู่ด้วย เราจะรู้สึกต่างกันแค่ไหน

ประเด็นสุดท้ายที่ขอกล่าวถึง คือข้อเท็จจริงว่า ที่แวดล้อมตัวมนุษย์และธรรมชาติทั้งหลายอีกทีก็คือ เวลาและสถานที่ ซึ่งไม่มีใครและสิ่งใดๆที่จะปฏิเสธได้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมองหรือเชื่อว่า ความจริงของโลกหรือจักรวาลนี้อยู่ภายในกรอบของความมีและความเป็นสสาร หรือภายในกรอบของความมีและความเป็นสสารและอสสาร ก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เวลาและสถานที่ ก็มีลักษณะที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม นั่นเป็นไปในบริบทของมนุษย์เพียงคนเดียว
หากมนุษย์เรามองให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะพบว่าแวดล้อมตัวเราก็จะมีมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงตัวเราที่สุด และมีสิ่งต่างๆที่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกรวมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ได้ นี่เป็นการมองในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ในระดับนี้ก่อนว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้หรือจะเอาถึงขั้นจักรวาลก็ได้ ก็มีเพียงตัวเรา ธรรมชาติ และเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กับเรา (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่านี้ได้กับทุกคนหรือไม่)

ในอีกมิติหนึ่งนั้น ถ้าเราจะมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย มนุษย์เราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็จะพบว่าตัวเราเองนั้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับท่าทีที่เขาจะมีต่อธรรมชาติ
แต่ในความเป็นจริงของปัจจุบัน เรามนุษย์ทั้งหลายก็ได้มาพบว่าตัวเอง เมื่อเกิดมาและเติบโตมาจนรู้ความนั้น ตัวเราก็อยู่ในสังคมแล้ว ในสังคมที่เราอาจใช้คำว่า สังคมการเมือง แทนก็ได้ ในนิยามว่า การมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคลมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป มามีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายบางประการ ส่วนคำถามที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ว่า ทำไมจึงเกิดมีสังคมการเมืองขึ้นนั้น ขอที่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แม้ว่าจะเป็นคำถามสำคัญก็ตาม เพราะแต่ละคำตอบจะนำไปสู่คำอธิบายเชิงอุดมการณ์ของแต่ละสังคมได้

ภายในสังคมการเมืองนี้เอง สิ่งที่มนุษย์ทำให้ปรากฏไม่ว่าจะเป็นต่อเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขา หรือต่อเพื่อนร่วมโลก หรือต่อสิ่งรอบตัวเขาอื่นๆ คือ พฤติกรรม ก่อนเกิดมีพฤติกรรมนั้น มนุษย์ต้องผ่านการตัดสินใจ เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติที่จะคิดและเลือกได้ระหว่าง ความร้อน-ความหนาว ความสุข-ความทุกข์ ความดี-ความเลว และความอยาก-ความไม่อยาก ฯลฯ (ในระดับนี้ ก็พอที่จะเห็นว่า มนุษย์มีสภาพ ความขัดแย้ง อยู่ประจำตัวแล้ว) ประเด็นสำคัญอยู่ตรงว่า ก่อนที่มนุษย์จะตัดสินใจนั้น ต้องมีกระบวนการต่างๆเกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาก่อน อาจเริ่มนับถอยหลังไปเริ่มตั้งแต่การรับรู้โลกและสิ่งรอบตัว (หรือบางทีบางคนก็อยากจะเริ่มที่โครงสร้าง หรือองค์ประกอบทางกายภาพภายในร่างกายของตัวมนุษย์เอง) ติดตามมาด้วยการที่เราต่างก็มีภาพลักษณ์ต่อสิ่งต่างๆ ตามที่ได้รับการกล่อมเกลาและหล่อหลอมมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเราเป็นไปต่างๆนานาคือ การที่เราอยู่ในสิ่งแวดล้อม(สถานที่-ทางภูมิศาสตร์) มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์(สิ่งแวดล้อมทางเวลา) และใช้ชีวิตในบริบททางวัฒนธรรม(ซึ่งเนื้อแท้ก็คือกรอบต่างๆ รวมทั้งกรอบของการอยู่ร่วมกันที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมาเอง) แน่นอนที่ทั้งสามสิ่งนี้อาจมองได้ในระดับต่างๆกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน สังคม ประเทศ ภูมิภาค หรือในระดับโลกก็ตาม

เมื่อพฤติกรรมของมนุษย์คนหนึ่งเกิดขึ้น ก็จะส่งผลไปยังสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง อันจะทำให้เกิดการรับรู้และตีความ ตลอดจนการประเมินค่าต่างๆต่อไปจากเพื่อนมนุษย์คนอื่นที่อยู่ร่วมสังคม หรือจากสิ่งอื่นใดก็ตามที่สามารถรับรู้ได้ (ที่ต้องระบุตรงนี้ เพราะข้อเท็จจริงที่ว่า หากเขาผู้นั้นเชื่อในการมีอยู่ของมิติทางจิตวิญญาณ เขาก็จะต้องระวังต่อการรับรู้ของจิตวิญญาณนั้นด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบย้อนกับมายังตัวเขา หรือมายังสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเขา) และเมื่อมีผลกระทบเช่นนั้นเกิดขึ้น เขาก็ต้องมีการตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นในทางตอบรับ หรือในทางปฏิเสธหลีกหนีก็ตาม  และนี่ก็คือที่มาของปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งหากปรากฏการณ์นี้มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก มันก็จะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองไป

ข้อเท็จจริงข้างต้นนี่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องยอมรับก่อน กล่าวคือ มนุษย์เราอยู่ระหว่างโลกของธรรมชาติทั้งที่เป็นสสารและโลกของวิญญาณที่เป็น อสสาร หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ มนุษย์เราอยู่ระหว่างความเชื่อเรื่องการมีอยู่-ความเป็นจริงของโลกแห่งสสาร และความเชื่อเรื่องการมีอยู่-ความเป็นจริงของโลกแห่งอสสาร การที่จะเข้าใจมนุษย์และพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์ ต้องทำความเข้าใจผ่านธรรมชาติและโลกทางวิญญาณด้วย เมื่อมนุษย์ทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิตนั้น ไม่มีจะมีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมากเพียงใด ล้วนเป็นกิจกรรมฝ่ายธรรมชาติ ตามสัญชาติญาณหรือตามที่เคยเรียนรู้มา แต่เมื่อมนุษย์มีกิจกรรมอื่นๆนอกจากนั้นก็เป็นไปได้ที่จะมีความหมายทางจิต วิญญาณอยู่บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน มนุษย์ก็ต้องพบกันความหลากหลายของจิต ความหลากหลายของความต้องการ ฯลฯ บวกกับการที่ตัวเขาต้องตัดสินใจเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะให้คำตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ในรูปของสิ่งที่เราเรียกว่า พฤติกรรม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ความขัดแย้ง ทั้งในระดับภายในความรับรู้ของตนเอง และในระดับที่ต้องช่างใจในผลที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมภายนอกตัวเขาเอง

และหากลองมาดูพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม พิจารณาดูปฏิสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในกรอบของสังคมธรรมดา หรือสังคมการเมือง(ในกรณีที่เรื่องนั้นๆมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก) หรือแม้กระทั่งภายในกรอบของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(โดยผ่านตัวแสดงที่ เรียกว่ารัฐ)ก็ตาม เราจะพบว่าแท้จริง กรอบของลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นแท้จริงมีเพียง 5 ลักษณะเท่านั้น กล่าวคือ
1. ความขัดแย้ง
2. การแสวงหาพันธมิตร
3. การเข้าไปก้าวก่าย
4. การค้า และ
5 การสงคราม ซึ่งจะได้ขยายความกันต่อไป

ลำดับความคิดที่นำเสนออย่างค่อนข้างยืดยาวนี้ คงทำให้เกิดความชัดเจนได้บ้างว่า มนุษย์และความขัดแย้งเป็นสิ่งคู่กัน ไม่ต้องไปคิดกำจัดมันให้หมดไปจากโลก เป็นไปไม่ได้ ประเด็นที่เหลืออยู่ให้ต้องขบคิดต่อไป คือคำถามว่า จะจัดการอย่างไรกับความขัดแย้งที่มีอยู่เหล่านั้น ? เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันด้วยดีตามอุดมการณ์ที่สังคมต่างๆ มีร่วมกัน

เราอาจมีกรอบได้หลายลักษณะ เช่น การศึกษาบทบาทของผู้มีอำนาจตัดสินใจ (ในระดับบุคคล ต่ำกว่ารัฐ และในแนวทางจิตวิทยา) หรือศึกษาจากลักษณะของรัฐ (ศึกษาในระดับรัฐ เช่นในแง่ของปัจจัยแห่งอำนาจรัฐ จากลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ จากระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระบอบการปกครอง เป็นต้น โดยดูกายภาพของประเทศ ระบบการเมือง มิติทางจิตวิทยาและสังคม หรือปัจจัยอำนาจรัฐอื่นๆ ประกอบ) หรือศึกษาจากระบบการเมืองโลก (ทั้งในระบบหลัก และระบบรอง ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับเหนือรัฐ) …

แต่ในที่นี้ขอเสนอแนวทางพิจารณาการเมืองโลก จากระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่างๆ รัฐซึ่งมีปัจจัยอำนาจรัฐ และในมิติอื่นๆที่ต่างกัน… โดยขอให้จินตนาการว่า โลกเป็นเสมือนเกาะใหญ่ มีสมาชิกชาวเกาะประมาณกว่า 2-300 คน แต่ละคนมีรูปพรรณสัณฐาน อุปนิสัย ศักยภาพทางร่างกายและจิตใจที่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้น แต่ละคนยังครอบครองที่ดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ต่างกันอีกด้วย มีอาหารการกินเฉพาะตนมากไม่เท่ากัน ฯลฯ

ลักษณะความสัมพันธ์พื้นฐานของมนุษย์ที่เราสามารถนำมาเป็นกรอบพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ มี 5 ประการ คือ

การพูดสื่อรัก?

สาระน่ารู้

การสื่อสารมีความสำคัญกับมนุษย์มาตั้งแต่ กำเนิด เนื่องจากมนุษย์ต้องอยู่ในสังคมและใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการบอกความ ต้องการของตนเองต่อผู้อื่น การสื่อสารจึงเป็นสื่อกลางที่ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง ราบรื่น

นอกจากนี้การสื่อสารยังเป็นความสามารถหรือทักษะที่ทุกคนมีมา ตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ได้แก่ การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับ หลายรูปแบบและหลายประเภทขึ้นอยู่กับการนำเกณฑ์ใดมาจัดแบ่ง เช่น การนำจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นเกณฑ์จะสามารถแบ่งได้เป็น การสื่อสารในบุคคล เช่น การพูดกับตนเอง การสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับอาจารย์ และการสื่อสารสาธารณะ เช่น การพูดในห้องประชุมซึ่งมีผู้ฟังมากมาย การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารถึงคนพร้อมๆกันในจำนวนมาก

ดังนั้น การสื่อสารจึงเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ การใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมในทุกระดับ การสื่อสารมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น เพื่อให้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

การพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง ล้วนเป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะต้องปรับตัวเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจและจับใจความสำคัญ การเขียนโน้ตในขณะฟังบรรยาย การอ่านหนังสือและเอกสารประกอบการสอน และที่สำคัญ คือ การพูด เพื่อนำเสนอในโอกาสต่างๆ การพูดเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่ดี น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นจะช่วยให้นักศึกษามีเสน่ห์และน่าชื่นชม ทั้งในสายตาเพื่อน และอาจารย์ผู้สอน

ด้วยเหตุนี้ จึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถเลือกใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

ทักษะการพูดที่ดี

  1. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดังนั้นควรพูดในสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟัง ในเนื้อหาที่ผู้ฟังอยากฟัง
  2. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนอารมณ์ ดังนั้นควรพูดในอารมณ์ที่ดี ความรู้สึกที่ดีกับผู้ฟัง
  3. การพูดเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้นควรเลือกภาษาและอารมณ์ในการพูดเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ฟังเสมอ

องค์ประกอบการพูด

  1. วัจนภาษา คือ ภาษาพูดที่เปล่งออกมาเป็นเนื้อหา
  2. อวัจนภาษา คือ ภาษากาย กิริยา ท่าทาง สีหน้า ดวงตา น้ำเสียง การแต่งกาย

การสื่อความหมาย

  • ภาษากาย 55%
  • น้ำเสียง 38%
  • ภาษาพูด 7%

พูดอย่างไรให้สร้างมิตร

  1. พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ในอารมณ์ที่เราอยากพูด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  2. ฝึกที่จะชมผู้อื่นให้สมจริง คือ การให้สติแก่ผู้อื่น
  3. เตือนตนเองเสมอเมื่อต้องติผู้อื่นต้องติอย่างสร้างสรรค์
  4. ฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

การฟัง

  1. ฟังอย่างเต็มใจ แสดงความสนใจ
  2. พูดตอบด้วยหน้าและท่าทาง
  3. จับใจความโดยการแยกประเด็น ทัศนคติ และ ความรู้สึก

หัวใจของการสื่อสาร

ถามตนเองทุกครั้งที่พูด

  • ได้ยินเสียงตนเองหรือไม่
  • พูดในสิ่งที่ผู้อื่นอยากฟัง หรือไม่
  • ไวต่อความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ เขารู้สึกอย่างไร
  • ใช้อวัจนภาษาประกอบแล้วหรือไม่

การพูดเพื่อนำเสนอ

  1. รู้เรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดี
  2. เตรียมสื่อที่จะช่วยในการสื่อความหมายมาให้พร้อม เช่น Power point เอกสาร ภาพประกอบ อุปกรณ์สาธิตที่จำเป็น
  3. ใช้ทักษะการพูดที่ครบถ้วนเหมาะสม
  4. รักษาเวลาในการพูด
  5. ขณะนำเสนอ มีการกล่าวทักทาย กล่าวเข้าสู่เรื่องและแบ่งประเด็นการพูดชัดเจน รวมทั้งกล่าวสรุปอย่างเข้าใจ ไม่วกวน
  6. หลังนำเสนอ เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถาม แสดงความคิดเห็น ยอมรับคำติชมอย่างเต็มใจ และนำไปพิจารณาปรับปรุงอยู่เสมอ

credit baanjomyut.com