Tag Archive: ประโยชน์จากอาหาร

การฝึกอบรมสุนัข

ความสำเร็จ 5.Reward แต่ไม่ลงโทษอุบัติเหตุ แม้ว่าคุณจะโกรธและคุณจะต้องการที่จะลงโทษสัตว์เลี้ยงของคุณสัตว์เลี้ยงของ คุณไม่เห็นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี เขาเห็นว่ามันเป็นความสนใจ เขายังสามารถลุกลามกลายเป็นเช่นเดียวกับที่ไม่ชอบที่จะอยู่รอบตัวคุณ สุนัขไม่เกี่ยวข้องความผิดพลาดเล็กน้อยของพวกเขาเพื่อการลงโทษคุณจะได้รับ พวกเขา แต่ไม่สนใจพวกเขาเมื่อพวกเขาทำบางอย่างผิดปกติ อย่าพูดกับพวกเขาหรือโต้ตอบกับพวกเขา

การ ดูแลสุนัขของคุณเป็นงานที่ยาก แต่เมื่อมันมาถึงการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งประสบความสำเร็จสามารถและจะเกิดขึ้น เมื่อคุณติดตั้งห้าเคล็ดลับเหล่านี้ลงในโปรแกรมของคุณ

การฝึกอบรมไม่เต็มเต็งสุนัขเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดที่คุณจะต้องทำ ใช้หัวใจในความเป็นจริงที่ว่าเมื่อสุนัขของคุณได้รับการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งคุณจะไม่ต้องสอนอีกครั้ง ในหลาย ๆ วิธีการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งสามารถให้รางวัลเกินไป ไม่ เพียง แต่คุณสามารถช่วยสัตว์เลี้ยงของคุณที่จะหยุดการทำยุ่งเกี่ยวกับพรมที่ชื่น ชอบของคุณ แต่คุณสามารถที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งของความไว้วางใจและความ ผูกพันกับพวกเขาเพื่อ

นี่ 5 ขั้นตอนเพื่อให้การฝึกอบรมไม่เต็มเต็งประสบความสำเร็จในบ้านของคุณ

ลัง 1.Use การฝึกอบรมลังมีประสิทธิภาพมาก ลังถูกนำมาใช้เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะมีสถานที่ที่จะนอนหลับและสอนพวกเขาในการควบคุมกระเพาะปัสสาวะของพวกเขา พวกเขาจะไม่ได้ดินเตียงของพวกเขา จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะได้รับการขึ้นและออกไปข้างนอกที่คุณสามารถทำเพียงแค่ว่า สุนัขเรียนรู้จากจุดเริ่มต้นที่คุณควบคุมเวลาไม่เต็มเต็ง

2.After อาหารให้สัตว์เลี้ยงของคุณนาที 15 และจากนั้นนำพวกเขาออก อาหารเป็นทริกเกอร์ไม่เพียง แต่จะกิน แต่ยังไป เมื่อมันมาถึงความสำเร็จการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะได้รับการผลักดันให้ออกไปข้างนอกเมื่ออยู่ใกล้ มีอะไรมากกว่าที่คุณไม่ควรปล่อยให้อาหารออก วางมันลงสำหรับพวกเขาในเวลาที่กำหนดและอนุญาตให้พวกเขากิน ๆ นาที 15 ถึง 30 นาทีและลบชาม ในไม่ช้าเขาจะได้เรียนรู้และบอกว่าอีกครั้งช่วยให้คุณสามารถควบคุมเวลาไม่เต็มเต็ง

3.Pick จุดไม่เต็มเต็ง เลือกพื้นที่ของบ้านของคุณที่คุณต้องการสัตว์เลี้ยงของคุณที่จะไปค่ะพาไปที่จุดเวลาที่จะไปทุก นี้จะช่วยให้ลูกสุนัขของคุณที่จะเรียนรู้ว่าเมื่อเขาต้องการที่จะไปเขาต้องการที่จะมาที่นี่ สิ่งที่เพิ่มเติมคือกลิ่นของปัสสาวะเป็นยังเรียกอีกครั้งเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณที่จะไป

4.Don ‘t ตอบแทนพวกเขาด้วยอาหาร โปรด จำไว้ว่าผลตอบแทนจะต้องมีอารมณ์และจึงเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นใน การให้พวกเขามีรางวัลตบและถูลงแล้วมันเป็นสำหรับคุณที่จะถึงมือพวกเขารักษา นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดเวลาไม่เต็มเต็งอีกครั้ง!

การอ่านภาษาบาลี

ภาษาสันสกฤต

ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ถือเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง แต่เดิมนั้นไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์เคร่งครัดนัก ต่อมาเมื่อระยะเวลาล่วงไปนานๆ ประกอบกับภาษาในคัมภีร์พระเวทนี้มีภาษาพื้นเมืองปะปนอยู่มาก เป็นเหตุให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของภาษานี้คลาดเคลื่อนไปมาก จนกระทั่งได้มีนักปราชญ์ของอินเดียคนหนึ่งชื่อ พระพทุธเจ้าทรงใช้สุทธมาคธีเป็นหลักในการประกาศคำสั่งสอนของพระองค์ และในสมัยนั้นทรงเผยแผ่พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ โดยมิได้มีบันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาบาลีนี้นำมาใช้บันทึกพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 3 ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตบันทึกพุทธวจนะ (สุภาพร มากแจ้ง,2535 : 4 ) และต่อก็ใช้ภาษาบาลีจารึกพระธรรมลงในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นตำราหลักทางพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ตาม ภาษาบาลีก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษาสันสกฤต คือใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียนในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่นๆและกลายเป็นภาษาตายในที่สุด“ปาณินิ” ได้ศึกษาคัมภีร์พระเวททั้งหลาย แล้วนำมาแจกแจงวางหลักเกณฑ์ให้เป็นระเบียบและรัดกุม แต่งเป็นตำราไวยากรณ์ขึ้นเรียกชื่อว่า “อัษฎาธยายี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่แต่งได้ดีที่สุดและมีชื่อเสียงไป ทั่วโลก และต่อมาได้มีผู้เรียกภาษาที่ปาณินิได้จัดระเบียบของภาษาไว้เป็นอย่างดีและ สมบูรณ์ที่สุดนี้ว่า “สันสกฤต” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขัดเกลาเรียบร้อยดีแล้ว” แต่กฎเกณฑ์ที่ปาณินิได้วางไว้นี้กลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษาสันสกฤตไม่ มีวิวัฒนาการเหมือนภาษาอื่นๆ เพราะนอกจากภาษาสันสกฤตจะถือว่าเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในหมู่ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นบุรุษเพศ กฎเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยยังทำให้ไม่เอื้อต่อการใช้ จึงทำให้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาตายในที่สุด

1. ภาษาสมัยเก่า หมายถึงภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระเวท ได้แก่ คัมภีร์ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอาถรรพเวท  รวมตลอดทั้งคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเป็นคัมภีร์สุดท้ายของคัมภีร์พระเวท (เวทานต์) ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ต่างๆ เหล่านี้จะมีความเก่าแก่ลดหลั่นกันมาตามลำดับ ภาษาสันสกฤตก็จัดอยู่ในสมัยนี้ด้วย

2. ภาษาสมัยกลาง ได้แก่ ภาษาปรากฤตซึ่งเป็นภาษาถิ่นของชาวอารยันที่ใช้กันท้องถิ่นต่างๆของประเทศอินเดีย  เช่นภาษามาคธี มหาราษฏรี เศารเสนี เป็นต้น ภาษาในสมัยนี้มีลักษณะโครงสร้างทางเสียง และนอกจากจะเรียกว่าภาษาปรากฤตแล้วยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “ภาษาการละคร”เพราะเหตุที่นำไปใช้เป็นภาษาพูดของตัวละครบางตัวในบทละครสันสกฤตด้วย

3. ภาษาสมัยใหม่ ได้แก่ ภาษาต่างๆในปัจจุบัน เช่น ภาษาฮินดี เบงกาลี ปัญจาบี มราฐี       เนปาลี  เป็นต้น ภาษาเหล่านี้แม้จะเข้าใจกันว่าสืบมาจากภาษาปรากฤต แต่มีลักษณะของภาษาผิดกันมาก เพราะมีภาษาตระกูลอื่นที่ไม่ได้สืบมาจากภาษาของชาวอารยันเข้าไปปะปนกันมากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์

 

ภาษาบาลี

ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลี คือ ภาษาที่ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ภาษามาคธีนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ( เจิม ชุมเกตุ, 2525:3 )

1.       สุทธมาคธี เป็นภาษาของชนชั้นสูง คือภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ

2.       เทสิยาหรือปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่น

 

ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

“สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด” หมายความว่า สัตว์ใดที่อยู่ร่วมฝูงหรือเคยอยู่ร่วมฝูงกับสัตว์ที่เป็นโรคระบาด อันอาจติดเชื้อโรค หรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่ามีการแพร่ของเชื้อโรคระบาดไปยังบริเวณที่สัตว์นั้น อยู่และสัตว์นั้นสามารถแพร่เชื้อโรคระบาดและระบาดไปยังสัตว์อื่นได้ /”ซากสัตว์…

“ซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด” หมายความว่า ซากสัตว์ที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดหรือ ซากสัตว์ที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าผ่านการสัมผัสกับซากสัตว์ที่เป็นพาหะของ โรคระบาด
“สัตวแพทย์” หมายความว่า สัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้ง

ข้อ 5 ในการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาด หรือการทำลายสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ตามระเบียบนี้ ให้ผู้สั่งทำลายสัตว์ดำเนินการเพื่อให้เจ้าของสัตว์ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณีที่เจ้าของสัตว์ได้จงใจกระทำความผิดต่อบทแห่งกฎหมายว่าด้วย โรคระบาดสัตว์ เจ้าของสัตว์จะไม่ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ ที่ถูกสั่งทำลายและในกรณีเช่นนี้ผู้สั่งทำลายสัตว์ไม่ต้องดำเนินการเพื่อให้ เจ้าของสัตว์ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ตามวรรคหนึ่งแต่อย่างใด

ข้อ 6 ให้ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์รักษาการตามระเบียบนี้

หมวด 1
การทำลายสัตว์

ข้อ 7 ภายใต้บังคับข้อ 5 และข้อ 8 ของระเบียบนี้ เมื่อได้มีการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาการสัตวแพทยศาสตร์แล้ว ปรากฎผลเป็นที่แน่ชัดว่า สัตว์ใดเป็นสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือเป็นสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดแล้ว แต่กรณี ให้สัตวแพทย์ หรือผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามข้อ 8 ที่เป็นสัตวแพทย์แห่งท้องที่ที่พบสัตว์นั้น มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ทำลายสัตว์ และให้ดำเนินการทำลายสัตว์ ณ จุดที่พบโรคระบาดสัตว์ หรือสถานที่อื่นใดที่สัตวแพทย์เห็นสมควร

ข้อ 8 ให้สัตวแพทย์ ในตำแหน่งต่อไปนี้ มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดและสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดใน พื้นที่ที่รับผิดชอบ ตามชนิดของสัตว์ในรายหนึ่ง ๆ ได้ไม่เกินจำนวนดังนี้

(1) ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ทั่วราชอาณาจักร (ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 1,000 ตัว หรือ
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 1,000,000 ตัว หรือ
(ค) สุนัข ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 500 ตัว หรือ

(2) ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ในพื้นที่สุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 500 ตัว
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน500,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 200 ตัว

(3) ปศุสัตว์จังหวัด มีอำนาจทำลายสัตว์ในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 100 ตัว หรือ

(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 200,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 100 ตัว

(4) หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ มีอำนาจ ทำลายสัตว์ในด่านกักกันสัตว์หรือสถานที่กักกันสัตว์ที่ ด่านกักกันสัตว์รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 50 ตัว
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 10,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 20 ตัว หรือ

การสั่งทำลายสัตว์จำนวนที่เกินกว่าอำนาจของปศุสัตว์จังหวัด ให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
การสั่งทำลายสัตว์จำนวนที่เกินกว่าอำนาจของหัวหน้าด่านกักกันสัตว์และ ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
การสั่งทำลายสัตว์ชนิดอื่นตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ และหรือจำนวนที่เกินกว่าอำนาจของผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมปศุสัตว์

ข้อ ในการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ให้ใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ใช้สารเคมีให้สัตว์กินหรือฉีดหรือสูดดมเข้าร่างกายสัตว์เพื่อให้สัตว์นั้นตายโดยไม่ทรมาน
(2) ทำลายสัตว์ด้วยปืนชนิดยิงสัตว์โดยเฉพาะ ยิงสัตว์นั้นให้ตาย
(3) ทำลายสัตว์ด้วยอาวุธปืนตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งเทียมอาวุธปืน
(4) ทำลายสัตว์ด้วยวิธีอื่นตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนด

ข้อ 11 ซากสัตว์ซึ่งได้จากการทำลายในข้อ 9 ให้ผู้ทำลายสัตว์ดำเนินการทำลายซากสัตว์นั้น ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ 12

หมวด 2
การทำลายซากสัตว์

ข้อ 11 ซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ให้สัตวแพทย์ หรือผู้รักษาการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามข้อ 8 ที่เป็นสัตวแพทย์แห่งท้องที่ที่พบซากสัตว์นั้น มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ทำลายซากสัตว์นั้น
ข้อ 12 ให้ทำลายซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ตามลักษณะของซากสัตว์นั้น คือ

(1) ซากสัตว์ซึ่งมีลักษณะยังเป็นตัวสัตว์ทั้งตัวอยู่

(ก) ให้ผู้สั่งทำลายซากสัตว์มีคำสั่งให้ฝังซากสัตว์ใต้ระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าเป็นซากสัตว์ใหญ่ให้พูนดินกลบหลุมเหนือระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตรอีกด้วย
(ข) ใช้สารเคมีที่สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ทำการแช่ ราด หรือโรยที่ส่วนต่าง ๆ ของซากสัตว์นั้นจนทั่ว หรือ
(ค) ใช้ไฟเผาซากสัตว์นั้นให้ไหม้จนหมดสิ้น
(ง) ใช้วิธีการทำลายซากสัตว์ด้วยวิธีอื่นตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนด

(2) ซากสัตว์ซี่งไม่มีลักษณะเป็นซากสัตว์ ทั้งตัว หรือเป็นซากสัตว์บางส่วนที่ไม่ใช่ซากสัตว์บางส่วนซึ่งตัดออกจากสัตว์ขณะยัง มีชีวิต ให้ทำลายตามวิธีการที่กำหนดใน (1) โดยอนุโลม

กรณีซากสัตว์ที่ตัดออกจากสัตว์ขณะที่สัตว์ยังมีชีวิต เช่น งา เขา ขน และสัตวแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่าซากสัตว์นั้นยังใช้เป็นประโยชน์ได้ ให้จัดการทำลายเชื้อโรคระบาดด้วยวิธีพ่น แช่ ราด หรืออบด้วยสารเคมีหรือความร้อนที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ จนกว่าซากสัตว์นั้นปลอดจากเชื้อโรคระบาดตามหลักวิชาการสัตวแพทย์

การเพาะเมล็ดกาแฟ

 

เมล็ดกาแฟอาราบิกาส่วนใหญ่ปลูกในละตินอเมริกา แอฟริกาตะวันออก อาราเบียหรือเอเชีย ส่วนเมล็ดกาแฟโรบัสตาปลูกในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ไปจนถึง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของประเทศบราซิล เมล็ดกาแฟที่ปลูกในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันส่งผลให้เมล็ดกาแฟของแต่ละท้อง ถิ่น ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะตัว อย่างเช่น รสชาติ กลิ่น สัมผัสและความเป็นกรด ลักษณะรสชาติของกาแฟนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์กำเนิดและกระบวนการผลิตด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ความแตกต่างนี้จะสามารถรับรู้กันในท้องถิ่นเท่านั้น

กาแฟมักจะได้รับการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ด วิธีดั้งเดิมในการปลูกกาแฟคือการใส่เมล็ดกาแฟจำนวน 20 เมล็ดในแต่ละหลุม เมื่อย่างเข้าฤดูฝน เมล็ดกาแฟครึ่งหนึ่งจะถูกกำจัดตามธรรมชาติ เกษตรกรมักจะปลูกต้นกาแฟร่วมกับพืชผลประเภทอื่น ๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ถั่วหรือข้าว ในช่วงปีแรก ๆ ของการเพาะปลูก

กาแฟสายพันธุ์หลักที่ปลูก กันทั่วโลกมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ Coffea canephora และ Coffea arabica กาแฟอาราบิกา (ผลผลิตจาก Coffea arabica) ถูกพิจารณาว่าเหมาะแก่การดื่มมากกว่ากาแฟโรบัสตา (ผลผลิตจาก Coffea canephora) เพราะกาแฟโรบัสตามักจะมีรสชาติขมกว่าและมีรสชาติน้อยกว่ากาแฟอาราบิกา ด้วยเหตุผลดังกล่าว กาแฟที่เพาะปลูกกันจำนวนกว่าสามในสี่ของโลกจึงเป็น Coffea Arabica อย่างไรก็ตาม Coffea canephora สามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถก่อให้เกิดโรคได้น้อยกว่า Coffea arabica และสามารถปลูกได้ในสภาพแวดล้อมที่ Coffea arabica ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ กาแฟโรบัสตามีปริมาณคาเฟอีนผสมอยู่มากกว่ากาแฟอาราบิกาอยู่ประมาณ 40-50% ดังนั้น ธุรกิจกาแฟจึงมักใช้กาแฟโรบัสตาทดแทนกาแฟอาราบิกาเนื่องจากมีราคาถูกกว่า กาแฟโรบัสตาคุณภาพดีมักจะใช้ผสมในเอสเพรสโซเพื่อให้เกิดฟองและลดค่าวัตถุดิบ ลง นอกจากกาแฟทั้งสองสายพันธุ์นี้แล้ว ยังมี Coffea liberica และ Coffea esliaca ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศไลบีเรียและทางตอนใต้ของประเทศ ซูดานตามลำดับ

เอ็นจีโอ คืออไร

มีหลายต่อหลายครั้งที่ เอ็น จี โอ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในการพิจารณาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยความไม่แน่ใจว่าหากเข้าร่วมแล้วอาจถูกถือว่าไปร่วมพิจารณาแล้วจะถูกมัด มือให้การสรุปเป็นไปตามที่มีผู้ต้องการ โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านหรือ เอ็น จี โอ ที่เข้าไปร่วม ซึ่งแนวคิดนี้ต้องปรับเปลี่ยน การขัดแย้งจะไม่มีทางแก้ได้เลยถ้าไม่พิจารณากันด้วยเหตุผลและด้วยข้อมูล ทุกฝ่ายที่นำเสนอข้อมูลจะถูกตรวจสอบได้โดยผู้รู้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือไม่ ต้องมีความจริงใจซึ่งกันและกัน มีการพิจารณาอย่างโปร่งใส ข้อมูลถูกตรวจสอบได้ และก็ต้องได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องด้วยเหตุผล ถ้าไม่เชื่อข้อมูลก็ต้องมีข้อมูลที่ดีกว่ามาหักล้าง จะอ้างเอาลอย ๆ ว่าข้อมูลที่เอามาใช้เป็นข้อมูลไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูก เพราะทุกฝ่ายต้องหักล้างกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง ไม่ใช่คิดเอา คาดเดาเอา เมื่อเราสามารถจะนั่งลงถกเถียงกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อมูล ซักไซ้กันได้ ย่อมจะเป็นวิธีการดีที่สุดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่การแก้ปัญหาจะเกิดไม่ได้เลยหากแต่ละฝ่ายยังคงดึงดันว่าตนเองถูก คนอื่นผิด และไม่ยอมรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ความขัดแย้งก็จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ประเด็นสุดท้ายที่ สำคัญมากคือการไม่ทำการตามข้อตกลงเมื่อมีการเจรจากันด้วยเหตุผลแล้ว หากฝ่ายที่ต้องปรับแก้ไม่ทำตามมติ อีกฝ่ายหนึ่งก็รับไม่ได้ ฝ่ายคัดค้านเมื่อตกลงแล้วก็ต้องยอมให้เป็นไปตามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายรัฐหรือฝ่ายผู้ประกอบการก็ต้องยึดมั่นในข้อตกลง ประวัติในอดีตมักสร้างความไม่มั่นใจให้กับการตกลงในปัจจุบัน เพราะปรากฏอยู่บ่อย ๆ ว่าเมื่อตกลงกันได้แล้ว การติดตามช่วยเหลือแก้ไขสภาพตามที่ตกลงไว้เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัตินั้น มักจะล่าช้า หรือปฏิบัติไม่ตรงตามที่ตกลงไว้ โดยมักถือว่าได้เปรียบแล้ว จะทำอย่างไรก็ได้ ซึ่งเป็นการกระทำที่น่าละอาย ปราศจากคุณธรรม ซึ่งสร้างความไม่ไว้วางใจในการตกลงในเรื่องอื่น ๆ ต่อมา ส่วนทางฝ่าย เอ็น จี โอ การตัดสินใจต่าง ๆ ในการยอมรับวิถีทางเลือกต่าง ๆ นั้นต้องให้เป็นของชาวบ้านเอง หรือผู้เดือดร้อนเอง เอ็น จี โอ เพียงแต่ให้คำปรึกษาในด้านข้อมูลที่ถูกต้อง มีที่มาที่ไป ซึ่งเอามายืนยันกับอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะไปให้ความเห็นแทรกแซงการตัดสินใจของชาวบ้าน เอ็น จี โอ ต้องให้แต่เหตุผลและต้องไม่สร้างความกดดันให้กับการตัดสินใจของชาวบ้าน หากทุก ๆ ฝ่ายพยายามช่วยขจัดความขัดแย้งและปกป้องผลชาวบ้านไม่ให้เสียเปรียบได้นั้น คือการช่วยนำบ้านเมืองไปสู่สภาพ-การณ์ที่ดีขึ้น


มักมีคำถามเกิดขึ้นเสมอ ๆ ว่า พวก เอ็น จี โอ เอาเงินจากไหนมาดำเนินการ เรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับ เอ็น จี โอ แต่ละกลุ่ม บางกลุ่มตั้งขึ้นมาโดยอาศัยบรรดาผู้ที่มีความคิดเห็นเหมือน ๆ กัน จะมีความตั้งใจที่จะรวมกันเพื่อช่วยทำกิจกรรมบางอย่างที่คนในกลุ่มนั้นมีความเชื่อว่าจำเป็นต้องทำ แต่ยังไม่เห็นมีใครเหลียวแล ดังนั้นพรรคพวกในกลุ่มนี้จึงอาจช่วยกันบริจาคเงินลงขันมาไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมของกลุ่ม การดำเนินการแบบนี้มีอยู่มากทีเดียว ซึ่งผู้ลงมือดำเนินการเองควักกระเป๋าตัวเองเพื่อช่วยทำให้งานที่จำเป็นนั้น ๆ เกิดขึ้นและลุล่วงไปตามเป้าหมาย ปกติก็มักมีอยู่ในกลุ่ม เอ็น จี โอ ที่ไม่ใหญ่นัก และไม่จดทะเบียน เนื่องจากไม่เห็นความสำคัญหรือประโยชน์จากการที่จะไปจดทะเบียนต่องานที่ต้องการทำ จึงไม่ต้องการและไม่มีความจำเป็นต้องไปจดทะเบียน

เอ็น จี โอ จำนวนมากซึ่งมักเป็นกลุ่มค่อนข้างใหญ่นั้น มีขอบเขตของงานกว้างขวางขึ้น พวกนี้มักได้รับเงินทุนสำหรับการดำเนินการจากการรับบริจาค พวกมูลนิธิต่าง ๆ ก็เช่นกันเป็นกลุ่มที่ต้องการทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งถ้าเป็นมูลนิธิฯ ก็ย่อมจะมีกองทุนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแล้ว แต่เงินที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากดอกเบี้ยของเงินทุนก่อตั้งแล้วก็มักจะเป็นเงินที่ได้มาจากการบริจาค ซึ่งในกรณีที่เป็นองค์กรที่จดทะเบียนเหล่านี้ ตามกฎหมายต้องทำบัญชีการเงินอย่างถูกต้อง และยื่นต่อทางการทุกปีอยู่แล้ว จึงสามารถตรวจสอบการใช้เงินได้อย่างชัดเจน

ต่อกรณีที่มักมี ผู้แสดงความเห็นเชิงการแสดงความไม่พอใจว่าพวก เอ็น จี โอ รับเงินต่างชาติแล้วมาต่อต้านขัดขวางการพัฒนาประเทศ และบางครั้งถึงขนาดมีการกล่าวหาว่าไปรับเงินเขาในทำนองรับจ้างมาเพื่อทำให้ โครงการดี ๆ ในประเทศไม่มีโอกาสเกิด ซึ่งนับเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงและน่าเกลียดมาก บางครั้งก็กล่าวหาว่าบรรดา เอ็น จี โอ นั้นพยายามหาเรื่องคัดค้าน ต่อต้าน เพื่อให้เห็นว่ามีผลงานจะได้ใช้เป็นการอ้างถึงเพื่อขอเงินอุดหนุนจากต่าง ชาติ ซึ่งความจริงข้อกล่าวหาทั้งหลายนี้เป็นการแสดงความมีอคติต่อการทำงานของ เอ็น จี โอ ส่วนใหญ่อย่างไม่เป็นธรรม แม้อาจจะมี เอ็น จี โอ บางส่วนที่มักมีกิจกรรมที่ทำให้เข้าใจเอาว่าเป็นการต่อต้านอยู่ตลอดมาก็ตาม ผู้ที่เป็น เอ็น จี โอ จริง ๆ นั้นต่างทุ่มเทในการทำงานตามส่วนที่ตัวเองเกี่ยวข้องอยู่อย่างเต็มสติกำลัง ดังนั้นความรู้สึกที่ฝังลึกกับงานที่ตนทำจึงทำให้เกิดอารมณ์เสมือนหนึ่งความ ไม่ยุติธรรมหรือความยากลำบากทั้งหลายกำลังเกิดขึ้นกับตนเองด้วย ดังนั้นในบางครั้งจึงอาจแสดงออกทางอารมณ์และทำให้ความมีเหตุมีผลลดลงไปได้ แต่โปรดอย่าได้กล่าวหาว่าเขาทำไปเพราะต้องการขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง เลย บ้านเมืองไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็นต่างหากจึงทำ ให้พวกเขาเกิดความ รู้สึกเดือดร้อนและมองภาพในแง่ลบมากขึ้น อย่างไรก็ตามต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าการต่อต้านของ เอ็น จี โอ บางกลุ่มอาจจะมีข้อมูลในด้านต่าง ๆ ไม่เพียงพอ แต่ได้เห็นความเดือดร้อนความยากจนของชาวบ้าน รวมทั้งความไม่ยุติธรรมทั้งหลายทั้งปวง จึงฝังใจอยู่กับความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ดังนั้นจึงอาจมองภาพในแง่ลบ ขาดความไว้ใจในผู้อื่น ทำให้มีทีท่าของการต่อต้านตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะ เอ็น จี โอ จะต้องแน่ใจในข้อมูลและความถูกต้องต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ แนะนำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชาวบ้านได้อย่างถูกต้อง หากใช้อารมณ์และความรู้สึก ความคิดอ่านต่าง ๆ ที่เสนอแนะต่อชาวบ้านอาจจะไม่ถูกต้องได้

เอ็น จี โอ ย่อมาจากภาษาอังกฤษ Non-governmental Organization (NGO) หมาย ความถึงกลุ่มคนกลุ่มใดก็ได้ที่รวมตัวกันประกอบกิจกรรมเพื่อส่วนรวม จะเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่พวกนี้มิใช่ทำกิจกรรมนั้น ๆ ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถึงแม้ว่าความหมายนี้จะกว้างขวางมาก กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นพวกที่รวมตัวกันเพื่อทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่การรวมตัวกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มของตน ซึ่งนั่นจะเป็นแบบอย่างของธุรกิจ บางครั้งในภาษาไทยจึงเรียกกันว่า “องค์กรพัฒนาเอกชน” หรือ “องค์กรเอกชน” โดยอาจตั้งเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ดูเรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเป็นกลุ่มใหญ่ ทำเรื่องใหญ่ ๆ ระดับชาติก็ได้ บางกลุ่มอาจถือว่าเป็นงานประเภท “อาสา” เข้า มาทำ จึงไม่สนใจว่าจะต้องไปจดทะเบียนอย่างเป็นทางการให้เป็นที่ยอมรับ เพราะการทำดีทำประโยชน์ไม่จำเป็นต้องไปประกาศให้ใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ ในขณะเดียวกันรัฐก็เปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนเป็นหลักฐาน เพื่อป้องกันการขัดแย้งกันในภายหลัง เพราะเมื่อรวมตัวทำงานที่มีประโยชน์อาจมีคนสนใจช่วยบริจาคเงินให้มาทำงาน หากมีเงินมาก ๆ เข้าหรือมีทรัพย์สินอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้นก็จะต้องมีกฎเกณฑ์ทำเพื่อมิให้เกิดมีการฉกฉวยไปเป็นประโยชน์ ส่วนตน เกิดการบาดหมางกันขึ้นได้ จึงเปิดให้มีการจดทะเบียนพร้อมทั้งมีธรรมนูญขององค์กรนั้น ๆ อย่างชัดเจนในการดำเนินการ บางกลุ่มอาจไม่อยู่ในสถานะที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยทำบัญชี คอยจัดการรายงานต่อทางการได้ตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ พวกเหล่านี้ก็อาจรวมตัวกันช่วยกันทำ เชื่อใจกัน หวังผลแต่การช่วยเหลือผู้อื่น จึงไม่สนใจการจดทะเบียน เพราะถือว่าคล่องตัวกว่าในการทำงาน บางครั้งจึงถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มเถื่อน แต่พวกนี้ก็ได้ทำประโยชน์ให้สังคมเป็นอันมาก ดังนั้น เอ็น จี โอ จึงมีความหลากหลายมาก

กระนั้นก็ตามงานของ เอ็น จี โอ ส่วนมากเป็นลักษณะของการปิดทองหลังพระ ซึ่งมีเป้าหมายในการดำเนินการเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามที่เป็นประโยชน์ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รูปแบบของการดำเนินงาน และวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันไป แม้มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าควรให้มีการรวมกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะ เอ็น จี โอ ย่อมมีความหลากหลาย เพราะปัญหาแตกต่างกัน เป้าหมายในการทำงานของแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกัน จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้มีการรวมกัน ความจริงความหลากหลายคือความแข็งแกร่งในการให้การช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปได้อย่างทั่วถึง และลงไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างถี่ถ้วน

เมื่อถามว่าการรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติเลวร้ายนักหรือ ซึ่งแน่นอนหากรับเงินมาเพื่อบ่อนทำลายความเจริญของชาติจริง ก็ผิดแน่และไม่ควรปล่อยเอาไว้ด้วย ต้องเอามาลงโทษ แต่ปัจจุบันมีองค์กรนานาชาติเป็นจำนวนมากที่มีทุนให้กับ เอ็น จี โอ ในประเทศที่กำลังพัฒนาให้แก้ปัญหาต่าง ๆ ตามที่องค์กรหลักกำลังรณรงค์เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหาในระดับโลกร่วมกัน ทำไมจะรับทุนจากผู้ที่หวังดีต่อโลกเหล่านี้ไม่ได้ รัฐเองก็รับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ อยู่ เช่นนี้จะถือว่ารัฐทำไม่ถูกต้องด้วยหรือไม่ ความจริงเป็นการสมควรเสียด้วยซ้ำไปที่จะให้บรรดาผู้คนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นผู้เอาทรัพยากรต่าง ๆ ของโลกไปใช้กันอย่างมากมาย จนเกิดความเดือดร้อนในระดับโลกขึ้นเช่นในปัจจุบัน และทรัพยากรส่วนมากที่ใช้ก็ไปจากประเทศกำลังพัฒนานั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่คนจากประเทศที่พัฒนาทั้งหลายจะต้องร่วมกันเสียสละเงิน แล้วส่งมาให้ดำเนินการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศกำลังพัฒนานั้นได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และอะไรก็ตามที่ต้องทำในประเทศกำลังพัฒนาก็ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศพัฒนาแล้วด้วย เพียงแต่จะต้องเลือกดูให้ชัดเจนว่าการช่วยเหลือให้ทุนนั้นเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาหรือมีสิ่งแอบแฝง เพื่อการตัดสินใจรับหรือไม่รับความช่วยเหลือนั้นได้ถูกต้อง

สิ่งที่ควรยกมาวิเคราะห์ในเรื่องการต่อต้านนี้มีหลายประเด็นด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับ เอ็น จี โอ ทั้งนี้เพื่อให้ความขัดแย้งต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันมีมากเหลือเกินนี้ ลดความรุนแรงลง เพราะสภาพสังคมไทยปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก ยิ่งปล่อยไว้นานความฝังใจว่าสิ่งที่คิดนั้นถูกต้อง ยิ่งทำให้ไม่สามารถยอมรับความคิดอื่นได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวิเคราะห์หาวิธีแก้ไข

สิ่งแรกที่ควรเรียกร้องคือเรื่องของการทำความจริงให้ปรากฏ นักวิชาการที่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ จริงซึ่งก็มีอยู่มากมายตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ น่าที่จะต้องแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการสู่สาธารณชนในฐานะที่อยู่ในสถาบันการศึกษา การให้บริการสังคมโดยบริสุทธิ์ ไม่มีใครมาจ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีความสับสนและตนเองมีความรู้ต้องออกมาให้ความคิดเห็นที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขมิให้ความไม่รู้จริงนำไปสู่ความเชื่อที่ผิด ๆ และกลายเป็นปัญหาของความขัดแย้ง แต่ที่ต้องระวังคือนักวิชาการที่ออกมาให้ความคิดเห็นนั้นต้องให้ความคิดเห็นเฉพาะในสิ่งที่ตนเองมีความรู้จริง หากตนเองมีความเชี่ยวชาญทางสาขาอื่น แต่ต้องการแสดงความคิดของตนเกี่ยวกับเรื่องซึ่งไม่ใช่ความชำนาญทางวิชาการของตน ต้องทำให้ชัดเจนต่อสังคมว่าที่แสดงความคิดออกมาเช่นนั้นเป็นเพียงมุมมองตามความรู้สึก แต่ไม่ใช้ความคิดอ่านที่มีข้อมูลและความรู้จริงอยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะแสดงความห่วงใย การแสดงแนวคิดของตนเองตามความรู้สึกที่ตนเองกลั่นกรองมานั้น ต้องทำให้ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูล แต่เป็นเพียงความคิดเห็นของตนเท่านั้น เพราะนักวิชาการหลายต่อหลายคนมีผู้คนศรัทธาในความคิดอยู่แล้ว หากพูดอะไรมาคนก็จะเชื่อ เมื่อไม่ใช่ในสาขาที่ตนเองรู้ดีแล้วความคิดเห็นที่แสดงออกมาอาจไม่ถูกต้องทีเดียวก็ได้ แต่อาจมีผู้เชื่อ ถ้ามีผู้เชื่อความเสียหายก็จะเกิดต่อไปได้

ประเด็นที่สองคือภาครัฐ ซึ่งมักจะเฉยเมินในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อมีผู้เดือดร้อน หากร้องเรียนมาตามปกติก็มักจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไร แต่ถ้ามีการแสดงความรุนแรงมากขึ้น เช่น จับกลุ่มกันให้ใหญ่ขึ้น มีการปิดถนน ประท้วงยืดเยื้อ ทำท่าทีรุนแรง ฯลฯ จนกระทั่งเป็นข่าวเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจมากขึ้น ถึงเวลานั้นภาครัฐจึงมักจะโดดลงมาแก้ปัญหา เท่ากับเป็นการสอนผู้ประท้วงทั้งหลายว่าต้องใช้ความรุนแรงหรือมีทีท่าข่มขู่ รัฐจึงจะรีบจัดการ ดังนั้นผู้ประท้วงจึงหาทางทำวิธีการที่ทำให้เป็นข่าว หรือให้มีผู้เดือดร้อนมาก ๆ เดี๋ยวรัฐก็จะเข้ามาแก้ไข ความเฉยเมยเช่นนี้ต้องปรับเปลี่ยน ต้องถือว่าเรื่องที่มีผู้เดือดร้อนก็ต้องรีบมาให้การเอาใจใส่ และรีบปรับปรุงสภาพเพื่อให้พันสภาพเดือดร้อนนั้น อย่ารอจนเรื่องบานปลาย

เอ็น จี โอ เองก็ต้องมีการทบทวนดูบทบาทของตนเองกันบ้าง เอ็น จี โอ ที่ทำทุกอย่างดี ถูกต้อง ได้ผลอยู่แล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างของ เอ็น จี โอ อื่น ๆ ได้ แต่ เอ็น จี โอ ซึ่งยังมีความรู้สึกกันอยู่ว่าการเป็น เอ็น จี โอ นั้นต้องหาเรื่องประท้วง ซึ่งลึก ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องคือเป็นการไปสอดส่องดูว่ามีอะไรที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แล้วขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่ มิฉะนั้นความบกพร่องต่าง ๆ เหล่านั้นจะถูกซ่อนอยู่กับโครงการต่าง ๆ ยากที่จะเห็นได้ แต่การนำมาตีแผ่และกลวิธีในการดำเนินการนั้นต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ที่คนอื่น ๆ เขาจะมอง การแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรงนั้นไม่ถูกต้องและมักไม่ประสบความสำเร็จ แต่ต้องใช้ข้อมูลและเหตุผลที่ถูกต้องเป็นเครื่องชี้ หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่าผู้อ้างตัวว่าเป็น เอ็น จี โอ นั้นก็มีหลายรูปแบบ ส่วนมากเป็นพวกต้องการช่วยแก้ปัญหาด้วยความตั้งใจจริง ต้องการทำประโยชน์ให้สังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันได้มีรูปแบบแบบอื่น ๆ เกิดขึ้นอีกมาก เพราะกระแสความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยนั้นสูงขึ้นมาก จึงมีหลายคนที่เข้ามาเป็น เอ็น จี โอ เพราะอยากมีชื่อเสียง ถ้าต้องการได้ชื่อเสียงด้วยการทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ามีสิ่งแอบแฝงก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะบางคนอยากมีหน้ามีตา ไม่สนใจในเรื่องงานเสียสละเหล่านี้เท่าใดนัก บางคนอยากใช้งานของการเป็น เอ็น จี โอ ให้ได้การยอมรับจากชาวบ้านเพื่อเป็นแนวทางเข้ามาสู่วงการเมือง เป็นต้น พวกเหล่านี้อาจทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ต้องการทำดีร่วมกันเสียหายไปด้วย

 

สาระจากพระคัมภีร์ ตอนที่2

คัมภีร์พระเวทเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งของโลก คำว่าเวท มาจากรากศัพท์ในภาษาสันสกฤตว่า วิทฺ แปลว่า รู้ หมายถึงความรู้ที่รวบรวมไว้ในบรรดาหนังสืออันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด หนังสือเหล่านี้เรียกคัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทางวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก คัมภีร์พระเวทได้รับการสอนหรือสืบทอดต่อกันมาตลอดยุคอันยาวนานของชนชาติ อารยัน
อุปมาพระราชา

1) เทพอัศวินบำรุงเลี้ยงผู้ที่บูชาตนประดุจพระราชา 2 พระองค์ทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ (106.4)
2) หัวหน้าหมู่บ้านผู้ให้เครื่องทักษิณาทานย่อมได้รับการยกย่องประดุจพระราชาในท่ามกลางหมู่ชน (107.5)
3) เทพอัศวินเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ประดุจพระราชา 2 พระองค์ผู้ทรงมีความสุข (143.6)

อุปมาวีรบุรุษนักรบ

1) เทพอัศวินเปรียบประดุจวีรบุรุษนักรบผู้แข็งแกร่งสองคน (106.7)
2) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้ที่สวดสรรเสริญประดุจวีรบุรุษนักรบไปยังม้าศึกเพื่อออกสู้รบ (149.4)
3) บทสวดได้ปลุกเร้าพระอัคนีประดุจวีรบุรุษนักรบปลุกเร้าม้าศึกที่ประเปรียวในสมรภูมิ (156.1)

อุปมาแม่โค

1) ดวงหทัยของเทพเจ้าได้รับการอ้อนวอนให้ประทานสิ่งที่น่าปรารถนามาให้ประดุจแม่โคตัวใหญ่ที่มีน้ำนมเป็นอันมากให้นมอยู่ (101.9)
2) คำสวดสรรเสริญของผู้ประกอบยัชญพิธีดังไปถึงพระอินทร์ประดุจแม่โคที่ส่งเสียงร้องไปยังลูกโค(119.4)
3) ใจของสามีได้รับการเรียกร้องให้แล่นไปตามภรรยาของตนประดุจแม่โคกำลังแล่นไปตามลูกโค (145.6)
4) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้ประกอบยัชญพิธีประดุจแม่โคที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในป่าเดินไปยังหมู่บ้านโดยเร็ว (149.4)
5) เทพอัศวินได้รับการอ้อนวอนให้มารับเครื่องสังเวยในยัชญพิธีประดุจแม่โคที่หิวกำลังกินหญ้าจากทุ่งหญ้า (149.4)
6) ผู้สวดสรรเสริญได้สร้างบทสวดสรรเสริญแด่เทพีราตรีประดุจให้แก่แม่โคที่ให้นมมาก (127.8)
7) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้สวดสรรเสริญประดุจแม่โคนมพันธุ์ดีที่พร้อมจะให้นมกำลังร้องและไปยังลูกโค (149.4)

อุปมาโคถึกและโคจ่าฝูง

1) พระอินทร์เป็นที่น่าสะพรึงกลัวแก่ศัตรูทั้งหลายประดุจโคจ่าฝูง (103.1)
2) เทพอัศวินมายังผู้ประกอบยัชญพิธีประดุจโคถึกไปยังทุ่งหญ้า (106.2)
3) พระอัคนีผู้ประกอบยัชญพิธีอันดีเคลื่อนเข้าหาเครื่องสังเวย ประดุจโคจ่าฝูงที่สุขภาพดีและมีพละกำลัง กำลังเคลื่อนที่เข้าสู่ทุ่งหญ้า (115.2)
4) เทพอัศวินมีอวัยวะอันแข็งแกร่งประดุจโคจ่าฝูง 2 ตัว ที่มีพละกำลังที่เคลื่อนที่ไปมาด้วยความร่าเริง (106.5)
5) พระอินทร์เป็นผู้กำจัดการกระทำของเหล่าศัตรูประดุจโคจ่าฝูงที่เผชิญหน้าศัตรู (116.4)

อุปมาม้า

1) เทพอัศวินมายังที่สวดสรรเสริญประดุจม้าศึก 2 ตัวกำลังไปเพื่อชัยชนะต่อข้าศึก (106.2)
2) เทพอัศวินทรงพลังเพราะได้รับเครื่องสังเวยประดุจม้า 2 ตัวมีพละกำลังเพราะได้กินหญ้า (106.5)
3) น้ำโสมที่พระอินทร์ทรงดื่มทำให้พระองค์ทรงพลังขึ้นไปประดุจม้าประเปรียวลากรถศึกไป (119.3)
4) ปิศาจผู้ทรงพลังครั้นจับฤษีอตริผูกมัดไว้แล้วก็ลากไปประดุจม้าตัวประเปรียว
5) เทพอัศวินช่วยฤษีอตริให้รอดพ้น (จากการถูกปิศาจจับ) และให้ไปตามปรารถนาของตนประดุจม้า (143.1)
6) น้ำโสมอันเป็นอมฤตไปสู่พระอินทร์ประดุจม้า (144.1)
7) พระสวิตฤรีดนมจากแม่โคที่ถูกล่ามไปบนสวรรค์ประดุจม้าที่กำลังสั้นเทิ้ม (149.1)

อุปมารถศึก

1) รถศึกอันว่องไวของเทพอัศวินเข้ามาใกล้เทพอัศวิน ประดุจรถศึกของผู้ฉลาดเข้ามาใกล้เจ้าของ (106.7)
2) สายแห่งเปลวเพลิงจากพระอัคนีมองเห็นได้ประดุจแถวรถศึกจำนวนมาก (142.8)
3) เทพอัศวินได้ทำให้ฤษีกักษีวานกลายเป็นคนใหม่ประดุจรถศึกที่ได้รับการซ่อมแซมดีแล้ว (143.1)
4) พระอัศวินส่องสว่างดุจรถศึก (ของพระอาทิตย์) (176.3)

อุปมา อื่น ๆ แม้จะมีการใช้ไม่ถึง 3 ครั้ง ในมณฑลที่ 10 แต่อาจจะมีใช้หรือปรากฏในมณฑลอื่น ๆ และเป็นอุปมาที่น่าสนใจยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

อุปมาสามี
พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้สวดสรรเสริญ ประดุจสามีไปหาภรรยาของตน (149.4)

อุปมาสตรี
1) ภรรยาของฤษีมุทคละมีความเพลิดเพลินประดุจสตรีถูกสามีทอดทิ้งแล้วได้สามีกลับมาสมปรารถนา (102.11)
2) เทพประจำทวารได้รับการอ้อนวอนให้เปิดทางประดุจสตรีเปิดทางให้แก่สามีของนาง (110.5)

อุปมาคนปลูกข้าวบาร์เลย์
พระ อินทร์ได้รับคำอ้อนวอนให้ประทานทรัพย์สมบัติให้ผู้อุปถัมภ์ยัชญพิธีแต่ละคน ประดุจคนปลูกข้าวบาร์เลย์เก็บเกี่ยวต้นข้าวบาร์เลย์ทีละต้น (131.2)

อุปมาช้าง
เทพอัศวินเป็นผู้สังหารศัตรูประดุจช้างเมามันที่ทรงพลังกำลังโน้มอวัยวะลง (106.6)

อุปมาลูกศร
ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบความเร็วของม้าตารกษยะประดุจไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบความเร็วของลูกศรที่แล่นมาถูกเป้าหมาย (178.3)

อุปมาหนี้
อุษาเทพีได้รับคำอ้อนวอนให้ขจัดความมืด ประดุจคนใช้ทรัพย์ขจัดหนี้สิน (127.7)

อุปมาสตรีผู้มีความกำหนัด
น้ำทั้งหลายไหลไปสู่มหาสมุทรประดุจสตรีผู้มีความกำหนัดไปสู่สามีของนาง (111.10)

อุปมาผู้ปกป้องตระกูล
พราหมณ์ผู้สวดนั่งล้อมรอบพระอินทร์ ประดุจผู้ปกป้องตระกูลนั่งล้อมรอบหัวหน้าตระกูลในเวลาที่หัวหน้าพร้อมจะออกไป (179.2)

อุปมาสุนัขป่า
พระอินทร์ได้รับการสวดอ้อนวอนให้บังคับบุรุษที่ประพฤติตนเยี่ยงสุนัขป่าให้มาอยู่ใต้อุ้งเท้าของผู้สวดอ้อนวอน (133.4)

ฉะนั้น สรุป อุปมาโวหารในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีอยู่หลากหลาย เนื่องจากคัมภีร์ดังกล่าวมีจุดประสงค์เป็นบทสวดอ้อนวอนเทพของชาวอารยันและใน อุปมาโวหารซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นอุปมาและอุปไมย ส่วนใหญ่อุปไมยจึงเป็นเทพองค์ต่างๆ ที่ปรากฏในบทสวด ส่วนที่เป็นอุปมานั้นผู้แต่งได้ยกมาจากที่อื่นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เทพ บุคคล สัตว์ สถานที่ สิ่งของ เหตุการณ์ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดที่ชาวอารยันโบราณมองเห็นและนึกได้หรือเคารพบูชา อยู่ในชีวิตประจำวัน อุปมาบางอย่างที่พบได้ในสมัยนั้นอาจจะไม่มีหรือไม่นิยมในสมัยหลัง เช่นอุปมาเรื่องหนี้สิน อุปมากระสวยทอผ้า เป็นต้น แต่อุปมาบางส่วนพบบ่อยในสมัยหลังแต่ไม่พบในสมัยพระเวท เช่น อุปมาราชสีห์ หรืออุปมากา เป็นต้น

ประโยชน์ของเห็ด

เครื่องเทศ

เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็งด้วย และมีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี 1 บี 2สูงพอๆ กับยีสต์ มีวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูกและมีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัดชาวจีนยกให้้เห็ดหอมเป็็นอาหารต้้นตำรับ “อมตะ”
เห็ดหูหนู  เป็นกลุ่มของคาร์โบไฮเดรต สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานร่าง กายดี ขึ้น รว มทั้งช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงปอดและไต
เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญ เช่น เบต้ากลูแคนซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง
เห็ดกระดุม หรือ เห็ดแชมปิญองรูปร่างกลมมน คล้ายกระดุมที่มีขนาดใหญ่ ผิวเนื้อนวล มี ให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง มีบทบาทในการรักษาและป้อง กันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่ สุดโดยสารบางอย่างในเห็ด นี้จะไปช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส ทำให้เกิดการยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนใน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน  เมื่อร่างกาย ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย
เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าและเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจ ริญเติบโตเป็นช่อ ๆคล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำ และเนื้อเหนียวหนานุ่ม อร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะ
เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าว ชื้น ๆ โคน มี สีขาว ส่วนหมวกมีสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ให้ วิตามินซีสูง และ มีกรดอะ มิโนสำคัญอยู่หลายชนิดหากรับประทาน เป็นประจำจะช่วยเสริม ภูมิคุ้มกันการ ติดเชื้อต่างๆ อีก ทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล
เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็ก ๆ ขึ้นติดกัน เป็นแพ รส ชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใ ส่ กับสลัด ผักก็ ได้ ถ้าชอบสุกก็ นำ ไปย่าง ผัดหรือลวกแบบ สุกี้ ถ้ากินเป็นประจำ จะช่วยรักษาโรคตับโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรัง
เห็ดโคน ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้บิดแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ไอ ละลายเสมหะ การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่า น้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด เช่นเชื้อไทฟอยด์

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์ว่ามีสรรพคุณทางยานั้นส่วนใหญ่ เป็นเห็ด ชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหารและหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้าเห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู และ เห็ดหลินจือ อีกทั้งผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆโดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วย ยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิง วัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย และในประเทศญี่ปุ่นได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคน ถึง 2 ชนิดได้แก่ lentinan และ LEM (Lenti nula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย เห็นความอัศจรรย์ของพืชตระกูลต่ำหรือยังคะ ไม่ได้ด้อยประโยชน์เหมือนทีโดนกล่าวหาเลย