Tag Archive: ประชาชน

China man

Or sterile areas of the sudden spread throughout China. In particular, Liaoning Province has the highest number. Manchu people Manchu language. The family of languages Altaic. Because it is tainted with the Han people for a long time. And a call to come to a close. Current popular ethnic Manchu Han is accustomed to using. Only a small number of villages along the border is still used in some Manchu. In addition, there are some elderly people who can not speak Manchu. Manchu people dead religion yeast with the Lord God. Manchu people, a people with a long history of racism. Traced back to 2000 years ago, the ancestors of the ethnic Manchu living in a vast marshland in the middle and at the beginning of the Heilongjiang Lung Jiang and Nile River Sioux Su Li Jiang, which is located just north of Hill County. to Santa in the northeast region of China by the 12th century, the Manchu people, those people are called “The Third Angel” was established by the Jin Dynasty. since 1583 it has included the name Lehr HA. tribal unity and establish “eight banners” and the Manchu language. On c. Since 1635. Name of their nation as a “Manchu” when. Since 1636. Wong Tai planned, including a son named Noah Lehr HA reign. Change the name to “Qing” Since 1644 the Qing Dynasty invaded the Great Wall of China. Feudal dynasty, the Qing Dynasty became the union and the federal government over the last dynasty of China. Xinghai Revolution after 1911, the name of the Manchu nation as a “dead short” official. Manchu people have made a great contribution to China’s overall unity. China to expand its territory and reaching out to economic development and culture.

สงครามศาสนา ตอนที่2

ฮันติง ตันเขียนไว้ว่า สิ่งที่ท้าทายนักวางนโยบายของตะวันตกก็คือ ทำอย่างไรตะวันตกจะเข้มแข็งกว่าและปกป้องตัวเองจากอารยธรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะอารยธรรมอิสลาม สิ่งที่น่ารำคาญยิ่งกว่าก็คือ การที่ฮันติงตันทึกทักเอาเองว่า ทัศนะของเขาซึ่งเป็นการสำรวจโลกทั้งใบจากคอนเกาะที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือ มั่นและฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ซ่อนเร้นอยู่ เป็นทัศนะที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ราวกับคนอื่น ๆ กำลังวิ่งวุ่นหาคำตอบที่เขาค้นพบแล้ว

ข้ออ้างเหตุผล ส่วนใหญ่ในหน้าต่อ ๆ ไปของบทความนั้น ตั้งอยู่บนแนวคิดอันคลุมเครือของสิ่งที่ ฮันติงตันเรียกว่า “อัตลักษณ์ทางอารยธรรม” และ “การกระทบกระทั่งระหว่างอารยธรรมใหญ่ ๆ เจ็ดหรือแปดอารยธรรม [เขาเขียนไว้อย่างนี้จริง ๆ ]” โดยเขาให้ความสนใจสูงสุดต่อความขัดแย้งระหว่างสองอารยธรรม คืออิสลามกับตะวันตก

ความคิดประเภทชวนหาเรื่องของเขานี้ มีที่มาส่วนใหญ่จากบทความในปี 1990 ของอดีตทหารผ่านศึกผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษาชื่อ เบอร์นาร์ด ลูว์อิส (Bernard Lewis) ซึ่งระบายสีทางอุดมการณ์ไว้เด่นชัดในชื่อบทความว่า “The Roots of Muslim Rage” ในบทความทั้งสองชิ้นนี้ มีการสร้างบุคลาธิษฐาน (personification) ของสิ่งใหญ่โตมโหฬารที่เรียกว่า “ตะวันตก” และ “อิสลาม” อย่างไม่ยั้งคิด ราวกับเรื่องที่ซับซ้อนอย่างอัตลักษณ์และวัฒนธรรมดำรงอยู่ในโลกการ์ตูน โลกที่ ป๊อบอายกับบลูโตฟาดหัวกันไม่ยั้งมือ และพ่อนักมวยฝ่ายธรรมะย่อมเอาชนะปรปักษ์ได้เสมอ

คอนราดอีกเช่นกัน ในนวนิยายเรื่อง The Secret Agent (1907) ที่บรรยายถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของการก่อการร้ายกับความคิดนามธรรมอย่าง “วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์” (และขยายความต่อไปได้ถึง “อิสลาม” หรือ “ตะวันตก”) รวมทั้งความเสื่อมทรามทางจริยธรรมอย่างที่สุดของผู้ก่อการร้าย

 

อนิจจา แต่สิ่งที่ปิแรนละไว้ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ ในการสร้างแนวป้องกันดินแดนขึ้นมาใหม่นี้ ตะวันตกได้หยิบยืมลัทธิมนุษยนิยม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา สังคมวิทยาและประวัติศาสตร์นิพนธ์จาก อิสลาม ซึ่งได้เข้ามาสอดแทรกอยู่แล้วระหว่างโลกของพระเจ้าชาลมาญกับอารยธรรมโบราณ ยุคคลาสสิก อิสลามอยู่ในยุโรปมาตั้งแต่เริ่มต้น แม้กระทั่งดังเต (Dante กวีชาวอิตาเลียนในสมัยปลายศตวรรษที่ 13 ผู้ประพันธ์ The Divine Comedy) ผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจของศาสดามูฮัมหมัด ก็ยังต้องยอมรับเมื่อเขากำหนดให้ท่านศาสดาอยู่ที่ใจกลางนรกภูมิ

นอก จากนี้ ยังมีมรดกตกทอดของศาสนาเอกเทวนิยม หรือศาสนาแห่งอับราฮัม ดังที่หลุยส์ มาสซิญง (Louis Massignon นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญทางอิสลามศึกษา) ใช้คำเรียกอย่างเหมาะสม เริ่มต้นด้วยศาสนายิวและศาสนาคริสต์ แต่ละศาสนาต่างสืบทอดต่อกันมา สำหรับชาวมุสลิม ศาสนาอิสลามคือความบริบูรณ์และเป็นจุดสุดท้ายของสายการพยากรณ์ ยังไม่เคยมีการเขียนประวัติศาสตร์ที่เหมาะสม หรือขจัดความงมงายให้หมดสิ้นไปจากการโต้แย้งหลายเหลี่ยมมุมในหมู่ศาสนิกชน ของทั้งสามศาสนาที่มีพระเจ้าขี้อิจฉาที่สุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย และในสามศาสนานี้ ไม่มีศาสนาใดเลยที่มีความเป็นกลุ่มก้อนเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าคาวเลือดของการปะทะกันในยุคใหม่บนแผ่นดินปาเลสไตน์ จะกลายเป็นตัวอย่างทางโลกที่สำแดงชัดถึงความบาดหมางอันน่าสลดใจระหว่างศาสนา จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งชาวมุสลิมและชาวคริสต์ต่างก็ร่ำร้องถึงสงครามครูเสด และ ญิฮาด ทั้งสองฝ่ายต่างก็มองข้ามอิทธิพลของศาสนายิวที่ตกค้างมาเสียเฉย ๆ เอ็กบัล อาห์หมัดกล่าวว่า การเรียกร้องแบบนั้น “ให้ความเชื่อมั่นแก่ชายหญิงที่กำลังติดขลุกขลักอยู่ระหว่างการลุยข้ามฟาก ระหว่างห้วงน้ำลึกของจารีตประเพณีกับความทันสมัย”

แต่เราต่างล้วน กำลังเวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำทั้งหลายนี้ ไม่ว่าชาวตะวันตก ชาวมุสลิมและชนชาติอื่น ๆ ในเมื่อห้วงน้ำคือส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแห่งประวัติศาสตร์ การพยายามจะแล่นฝ่าไปหรือแบ่งแยกห้วงน้ำออกจากกันด้วยเครื่องกั้นจึงรังแต่ จะเหลวเปล่า

นี่คือช่วงเวลาอันตึงเครียด แต่เราควรจะคิดในกรอบของชุมชนที่มีอำนาจและไร้อำนาจ การเมืองทางโลกของเหตุผลและอวิชชา รวมทั้งหลักการสากลของความยุติธรรมและอยุติธรรม ดีกว่าที่จะฟุ้งซ่านไปควานหาความคิดนามธรรมตีขลุมที่อาจให้ความสะใจชั่ว ครั้งคราว แต่ไม่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้นหรือมีการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน

ทฤษฎี “สงครามระหว่างอารยธรรม” เป็นแค่การเล่นคำหวือหวาเหมือนคำว่า “สงครามสองโลก” เหมาะจะใช้เพื่อแสดงความยะโสไม่ยอมใคร แต่ไม่ช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างมีวิจารณญาณต่อโลกที่พึ่งพิงซึ่งกันและกัน อย่างซับซ้อนสับสนในยุคสมัยของเรา

 

สิบสิ่งที่ควรรู้

1 ไม่กี่ปีของการศึกษาไม่ได้ทำให้นักศึกษาคนหนึ่ง:

บ่อยเกินไปเยาวชนมุสลิมศึกษาหนังสือสองสามเล่มหรือไม่กี่ปีแล้วจึงพัฒนา “นักศึกษา” ซับซ้อน พวกเขาเริ่มต้นที่จะบังคับความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ ราวกับว่าพวกเขาไม่สามารถจะผิด พวกเขากลายเป็นทิฐิกับมุมมองอื่น ๆ และพวกเขาเขียนออกใครที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาเป็นความผิดปกติ

เรา จำเป็นต้องตระหนักถึงก่อนที่เราจะเริ่มต้นการเดินทางของเราของความรู้ที่ วิทยาศาสตร์ของศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากและลึก; ความหลากหลายของความคิดเห็นในเฟคห์มีหลายและโอกาสเสมอถูกขวามีบาง ผม แนะนำให้ทุกเพื่อนสาวของฉันมุสลิมที่จะเหยียบระมัดระวังให้อัตตาในการตรวจ สอบความแตกต่างกับวิธีการเป็นไปได้ของการผิดและไม่เคยลืมที่จะพูดว่า “อัลลอรู้ดีที่สุด”

2 มารยาทมาก่อน:

ในอดีตนักวิชาการส่วนใหญ่จะฝึกนักเรียนในมารยาทที่ดีก่อนที่จะสอนให้พวกเขารู้อิสลาม พ่อแม่เกินไปจะส่งเสริมให้เด็กของพวกเขาที่จะเรียนรู้มารยาทก่อนวิทยาศาสตร์อิสลาม

น่า เศร้าที่วันนี้หลายสถาบันไม่ได้สอนมารยาทที่ดีให้กับนักเรียนของพวกเขาคาด หวังว่าพวกเขาจะได้รับโดยอัตโนมัติพวกเขาผ่านการศึกษาของศาสนาอิสลาม นี้นำไปสู่ครูสอนศาสนาอิสลามที่มีมารยาทที่ไม่ดีซึ่งจะไล่คนออกจากศาสนาอิสลาม

ใน เรื่องนี้ใครที่กำลังศึกษาหรือการเรียนการสอนศาสนาอิสลามจะต้องเรียนรู้ มารยาทที่เหมาะสมในการจัดการกับคนเมตตาความอดทนและไม่ถูกตัดสินและต้องมี บุคลิกภาพที่ดึงดูดผู้คนมิฉะนั้นเราอาจจะทำอันตรายมากกว่าดี

3 การศึกษาศาสนาอิสลามไม่ได้ทำให้ใครคนหนึ่งภูมิคุ้มกันเพื่อบาป:

บางคนมีความเข้าใจผิดว่าหากพวกเขาศึกษาอิสลามที่พวกเขาจะไปถึงระดับของความกตัญญูที่พวกเขาไม่สามารถลื่น ความจริงก็คือ Shaytan พยายามก็ยากที่จะนำคนของความรู้ในทางที่ผิดมันมีผลกระทบต่อการเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุมชนโดยรวม

ดัง นั้นแทนที่จะทดลองปลูกน้อยกว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มและกระชับเป็น Shaytan พยายามที่จะใช้ทุกวิถีทางในการกำจัดของเขาที่จะนำเราออกนอกลู่นอกทาง เรา จำเป็นต้องตระหนักถึงนี้เตรียมความพร้อมสำหรับมันและไม่เคยปล่อยให้ยามของ เราลงไปในฐานะ Shayateen พยายามอย่างหนักมากที่จะทำให้ฤดูใบไม้ร่วงของชาวมุสลิมที่มีความรู้ในทางที่ ผิด

4 คนจะตัดสินคุณ:

ในขณะที่เราไม่ควรจะตัดสินคนเป็นครูสอนศาสนาอิสลามในความเป็นจริงที่คนยังจะตัดสินคุณ หลายคนกำลังข่มขู่โดยการฝึกชาวมุสลิม เมื่อพวกเขาเห็นการฝึกชาวมุสลิมพวกเขาเห็นข้อบกพร่องของตนเองและข้อบกพร่องและเพื่อให้พวกเขาค้นหาสำหรับความผิดในแต่ละที่ เราไม่ควรแปลกใจถ้าคนตัดสินท่าทางของเราเสื้อผ้าหรือจุดอ่อน; มันเป็นทางของพวกเขาเพื่อที่จะพยายามปลอบใจตัวเองหรือปรับบาปของพวกเขา เราจำเป็นต้องอยู่เสมอในใจและสามารถที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสม

5 คุณเป็นตัวแทนของความศรัทธาของคุณ:

เมื่อคนเลือกที่จะศึกษาศาสนาอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้รับชื่อพวกเขาโดยอัตโนมัติกลายเป็นตัวแทนของ Deen เมื่อคนเห็นImāmหรือชีพวกเขาคาดหวังที่จะเห็นตัวอย่างของศาสนาอิสลาม ถ้า คนเห็นเช่นบาปคนหนึ่งพวกเขาทั้งสองจะสูญเสียความเคารพต่อเขาและกลายเป็นไม่ แยแสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามหรือพวกเขาจะใช้มันเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันไม่สามารถ เป็นไปได้ว่าบาปใหญ่ ทั้งสองวิธีสำหรับครูอิสลามชีวิตของเราเป็นตัวแทนของเรา Deen ดังนั้นเราจึงควรระมัดระวังที่จะไม่ให้แสดงผลผิดพลาดของศาสนาอิสลาม

6 คุณจะได้รับการทดสอบ:

ไม่ต้องสงสัยชีวิตคือการทดสอบและมนุษย์ทุกคนจะถูกทดสอบตลอดเวลาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่หนึ่งไม่ควรคิดว่าเป็นเพราะหนึ่งคือการเรียนการสอนศาสนาอิสลามและมันจะให้อัลลอชีวิตของความสะดวกและความสะดวกสบาย ค่อนข้างประวัติศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าผู้ที่อยู่ใกล้กับอัลลอเป็นส่วนใหญ่การทดสอบอย่างรุนแรง ศาสดา (สันติภาพพวกเขา) กล่าวว่า “คนส่วนใหญ่ได้รับการทดสอบอย่างรุนแรงเป็นผู้เผยพระวจนะแล้วที่ใกล้เคียงที่ สุดกับพวกเขาในความกตัญญูแล้วที่ใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขา.”

ได้เตรียมที่จะได้รับการทดสอบและใช้เป็นเครื่องหมายแสดงว่าอัลลอรักคุณและต้องการที่จะทดสอบความรักของคุณสำหรับพระองค์ โปรด จำไว้ว่าท่านศาสดา (สันติภาพพวกเขา) กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ embarks บนเส้นทางที่จะศึกษาศาสนาอิสลามได้ลงมือเส้นทางสู่พาราไดซ์.” มันไม่ใช่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่จะให้บุคคลที่จะพาราไดซ์; มันเป็นความสำเร็จของเขาสิทธิ โดยการทำความเข้าใจการฝึกและพระธรรมให้ผู้อื่นและการรับมือกับทุกปัญหาที่ไปพร้อมกับนี้ว่าในท้ายที่สุดจะนำไปสู่พาราไดซ์

7 การศึกษาไม่ควรจะสิ้นสุด; ค่อนข้างมันควรจะเป็นขั้นตอนในการสูงกว่าเป้าหมาย:

ฉันได้พบ Moulanas หลายอิและShuyūkhกับเป้าหมายที่ไม่มีแรงบันดาลใจ แม้จะมี ummah มีปัญหามากมายที่ต้องจัดการกับคนเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ดูแล การวิเคราะห์ต่อไปผมรู้ว่าพวกเขาออกไปเรียนกับหนึ่งในเป้าหมายดังต่อไปนี้: เพื่อโปรดพ่อแม่ของพวกเขาจะได้รับชื่อหรือได้รับความรู้ เมื่อ พวกเขาได้รับความรู้ที่พวกเขาไม่ได้รู้หรือสนใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ พวกเขาพร้อมดำเนินการกับชีวิตของพวกเขาเช่นลาแบกหนังสือ

คนที่ศึกษาศาสนาอิสลามใดควรจะครุ่นคิดและหาแรงจูงใจที่ดีในการศึกษา บางทีคุณอาจต้องการที่จะกลายเป็น da’ee และวิธีการของคำแนะนำสำหรับที่ไม่ใช่มุสลิม บางทีคุณอาจต้องการที่จะสร้างศูนย์อิสลามในพื้นที่ที่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีคุณอาจต้องการกลายเป็น mujtahid ในเขตข้อมูลที่ขาดนักวิชาการที่มีคุณภาพหลาย สิ่งที่คุณตัดสินใจก็ควรจะเป็นสิ่งที่มีเกียรติที่คุณต้องการจะทำอย่างไรเพื่อประโยชน์ของอัลลอหลังจากจบการศึกษาของคุณ ในระยะสั้นการศึกษาไม่ควรเป้าหมาย แต่หมายถึงการช่วยให้บรรลุเป้าหมายสูงขึ้น

8 คุณไม่สามารถเปลี่ยนทุกคน:

ในชีวิตเราไม่เคยได้รับสิ่งที่เราต้องการ ในทำนองเดียวกันในการทำงานอิสลามสิ่งที่ไม่เคยไปทางของเรา โปรดจำไว้ว่าทุกคนไม่คุณพบจะเห็นด้วยกับคุณฟังคุณหรือยอมรับข้อความของคุณ ค่อนข้างมีเสมอจะเป็นคนที่จะไม่เห็นด้วยกับคุณหรือแบนออกปฏิเสธคุณ นี้ คือความเป็นจริงและเราจะต้องมีการเตรียมการนี้โดยตระหนักถึงคำแนะนำเป็น เพียงในมือของอัลเลาะห์และเราจะเพียงความรับผิดชอบสำหรับการถ่ายทอดข้อความ

9 คุณจะทำผิดพลาด:

ส่วนมากของเราศึกษาศาสนาอิสลามที่จะทำขึ้นสำหรับความผิดของอดีตของเรา ยัง เป็นมนุษย์ที่เราไม่เคยเป็นอิสระจากบาปและความผิดพลาดและเพื่อให้บางคนกลาย เป็นความสุขและให้ขึ้นการทำงานอิสลามเมื่อพวกเขารู้ว่าพวกเขาอยู่ในขณะนี้มี ความรู้ แต่บางครั้งยังตกอยู่ในความบาป

ความ จริงก็คือ Shaytan ต้องการให้เราเลิกและโดยทำเช่นนั้นเราเป็นเพียงการเล่นในมือของเขา แต่เป็นผู้ทรงอภัยมากที่สุดให้กับผู้ที่สำนึกผิด เวลา ที่คุณล้มลงและทำผิดพลาดให้เลือกตัวเองกลับขึ้นทุกปีจะหันไปอัลเลาะห์ในการ กลับใจและพยายามอีกครั้งเพื่อเป็นมุสลิมที่ดีและไม่เคยอนุญาตให้บาปหรือความ ผิดพลาดของคุณหยุดคุณจากการทำงานอิสลาม ค่อนข้างมันจะกระตุ้นให้เราทำการทำงานอิสลามมากขึ้นเพื่อให้การกระทำที่ดีของเราเกินดุลบาปของเราเมื่อวันสุดท้าย

10 รางวัลสำหรับการศึกษาและการเรียนการสอนศาสนาอิสลามมีมูลค่ามัน:

ขณะที่ส่วนใหญ่ของข้างทำให้ดูเหมือนการทำงานอิสลามเป็นเขตที่ยากที่ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์ของบทความนี้ วัตถุประสงค์เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายหลายที่และความรับผิดชอบที่เราเผชิญในขณะที่พยายามที่จะให้บริการอัลเลาะห์

ความจริงก็คือรางวัลของการจัดการกับทุกอย่างที่กล่าวเป็นจริงมันคุ้มค่าไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่อยู่ในโลกนี้หรือใน akhirah เท่า ที่ akhirah ไปเรารู้ว่าเส้นทางของความรู้นำไปสู่การ Paradise แต่เพิ่มเติมเพื่อที่ความจริงที่ว่าinshā’Allāhคุณจะได้รับรางวัลสำหรับการ กระทำที่ดีของผู้ที่คุณสอนหรือสร้างแรงบันดาลใจที่จะทำดี

ในแง่นี้มันเป็นหนึ่งในการกระทำที่ดีเท่านั้นที่เราสามารถทำที่เก็บรางวัลคูณ ศาสดา (สันติภาพพวกเขา) กล่าวว่า “เมื่อคนตายสิ้นทั้งการกระทำของตนนอกจากสาม:. กุศลซึ่งยังคงได้รับประโยชน์ความรู้ที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังที่คนได้รับ ประโยชน์จากเด็กและความชอบธรรมที่สวดภาวนาให้เขา”

เท่าที่โลกนี้ไปรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนอิสลามจะได้รับในโลกนี้จะเห็นผลของความพยายามของเขา เมื่อ คนจะบอกคุณว่าพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเพราะ อิทธิพลของหรือเมื่อคนใช้เวลาของพวกเขา shahadah ที่อยู่ในมือของคุณมีความรู้สึกที่เท่าเทียมกันกับมันไม่เป็นและเสียสละที่ คุณได้ผ่านการ Deen ใดรู้สึกคุ้มค่า

ประวัติศาสตร์ คือ อะไร?

ประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นได้ด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ สังคมมนุษย์ หลักฐาน มิติของเวลา และวิธีการทางประวัติศาสตร์ โดยขั้นแรกต้องมีเหตุการณ์หรือพฤติกรรมในสังคมมนุษย์เกิดขึ้น แต่เนื่องจากสังคมมนุษย์เกิดขึ้นมากว่า 500,000 ปีมาแล้ว ความจริงในอดีตจึงต้องอาศัยร่องรอยหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจเกิดจากธรรมชาติหรืออาจเกิดจากสิ่งที่มนุษย์ตั้งใจหรืออาจไม่ตั้งใจ จะสร้างหลักฐานขึ้น และเมื่อเกิดหลักฐานขึ้นแล้วต้องอาศัยนักประวัติศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ทำหน้าที่รวบรวม ตรวจสอบ พิจารณา ไตร่ตรอง วิเคราะห์ ตีความ วินิจฉัย และเรียบเรียงข้อเท็จจริงที่ค้นพบ เพื่ออธิบายเรื่องราวในสังคมนั้น ๆ ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และผลของเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ใดสามารถ จำลองอดีตได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เรียบเรียงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์นี้ จึงเป็นเรื่องราวเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมมนุษย์ในอดีตเท่านั้น โดยผู้ศึกษาเห็นว่าเหตุการณ์นั้นมีความสำคัญต่อสังคม และควรเรียนรู้ ถือเป็นบทเรียนของอดีตที่มีผลถึงปัจจุบันและอนาคต การสืบค้นอดีต เพื่อเข้าใจสังคมปัจจุบันและเห็นแนวทางปฏิบัติในอนาคตคือ คุณค่าสำคัญของประวัติศาสตร์

History มาจากคำภาษากรีกว่า Historia ซึ่งแปลว่า การไต่สวน สืบสวน ค้นคว้า ตรวจสอบ วินิจฉัยเรื่องราวต่าง ๆ นักประวัติศาสตร์และผู้รู้หลายท่านให้คำนิยาม ความหมายของประวัติศาสตร์ ไว้ต่าง ๆ กันมากมายหลายความหมาย แต่ก็ยังไม่มีคำจำกัดความที่ตายตัวแน่นอนมาจน ทุกวันนี้

  • ลิโอ ตอลสตอย กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของชีวิต ของประเทศชาติและมนุษยชาติ….”
  • ดร.สมศักดิ์ ชูโต อธิบายว่า “วิชาประวัติศาสตร์พยายามที่จะบันทึกและทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกอันเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทุกด้าน……”
  • พล.ท.ดำเนิร เลขะกุล ได้สรุปความคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่า “คือ บันทึกที่บรรยายเรื่องราวทุก ๆ ด้านในอดีตของมนุษย์ และบันทึกนั้นเป็น ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ซึ่งอาจจะเป็นการเรียบเรียงต่อเนื่องกันมาโดย ตลอด หรือเรียบเรียงเฉพาะตอนหนึ่งตอนใดของเรื่องทั้งหมดก็ได้……”
  • ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ ให้ทรรศนะว่า “ประวัติศาสตร์คือ การไต่สวนเข้าไปให้รู้ถึงความจริงที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของ มนุษยชาติที่เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของอดีต…”
  • ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึง ลักษณะสำคัญของคำว่า ประวัติศาสตร์ว่า “วิชาประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาความเป็นมาของมนุษย์ในอดีต ตั้งแต่เมื่อเริ่มมี การจดบันทึกกันด้วยลายลักษณ์อักษร..….”
    เรื่องราวที่บันทึกในประวัติศาสตร์นั้น ต้องเป็นเหตุการณ์อันสำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น เพราะในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ นั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย นักประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องสนใจทั้งหมด แต่เหตุการณ์อันสำคัญนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสังคมของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่……”
  • ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ทรรศนะว่า “หัวใจสำคัญ ของประวัติศาสตร์ คือ เรื่องราวของอดีต ซึ่งนักประวัติศาสตร์ค้นคิดขึ้นมาอย่างมีหลักฐาน แล้วก็นำมาถกเถียงถึงความหมายของมันในปัจจุบัน  ซึ่งก็หมายความว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องอดีตที่ถกเถียงกัน มิใช่เรื่องของอดีต เฉย ๆ …..”
  • อีเอช คาร์ กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือ ขบวนการอันต่อเนื่องของกริยาตอบโต้ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริง เป็นบทสนทนาที่ไม่รู้จบระหว่างอดีตกับ ปัจจุบัน….”
  • อ.จ.เจริญ ไชยชนะ กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์นับเป็นสาขาของวิทยาการอันหนึ่งที่บันทึก และอธิบายถึงเหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้วในอดีต……”
  • อ.จ.ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งอาจหมายถึง เมื่อไม่นานมานี้ก็ได้…..”
  • จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า “วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความชัดเจนในการต่อสู้ทางสังคมมนุษย์ ซึ่งวิชานี้เสมือนตัวอย่างของการต่อสู้ทางสังคมแห่งชีวิตของชนรุ่นหลัง…..”
  • พล.ต.โอภาส วงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือ “การศึกษาการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต”
  • พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้คำจำกัดความว่า “ประวัติศาสตร์เป็นวิชาว่าด้วยเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเรื่องราวของประเทศชาติ เป็นต้น ตามที่บันทึกไว้ในหลักฐาน”

ประวัติศาสตร์หมายถึง การศึกษาอดีตของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ความคิดและความเชื่อ ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

ประวัติศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมหรือเรื่องราวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่คน ในอดีตสร้างเอาไว้ เป้าหมายของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ คือ การเข้าใจสังคมในอดีตให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อนำมาเสริมสร้างความเข้าใจในสังคมปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของสังคมมนุษย์ที่เชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สังคมมนุษย์ในปัจจุบันล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ในอดีต และอาจส่งผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น การศึกษาอดีตของสังคมมนุษย์ คือ ความพยายามเข้าใจปัจจุบันโดยอาศัยวิธีการสืบค้นเรื่องราวอย่างเป็นระบบจาก ร่องรอยหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งเรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical method)

ประวัติศาสตร์ คือ เรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ และมีผลมาถึงสังคมมนุษย์โดยส่วนรวม ภายใต้สภาวะแวดล้อมของกาลเวลาต่าง ๆ กัน ตามที่ปรากฏหลักฐานหรือมีการบันทึกไว้

ความสำคัญของประวัติศาสตร์ สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ประวัติศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักตัวเอง ทำให้รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับขอบเขตของตน ขณะเดียวกันก็รู้เกี่ยงกับขอบเขตของคนอื่น กล่าวคือช่วยให้มนุษย์รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจสังคมของมนุษย์โดยส่วนรวม
  • ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดความเข้าใจในมรดก วัฒนธรรมของมนุษยชาติ ความรู้ ความคิดอ่านกว้างขวาง ทันเหตุการณ์ ทันสมัย ทันคน และสามารถเข้าใจคุณค่าสิ่งต่างๆในสมัยของตนได้
  • ประวัติศาสตร์ช่วยเสริมสร้างให้เกิดความระมัดระวัง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฝึกฝนความอดทน ความสุขุมรอบคอบ ความสามารถในการวินิจฉัย และมีความละเอียดเพียงพอที่จะเข้าใจปัญหาสลับซับซ้อน
  • ประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มนุษย์สามารถนำมาเป็นบทเรียน ให้แก่ปัจจุบัน โดยบทเรียนประวัติศาสตร์ อาจใช้เป็นประสบการณ์พื้นฐานการตัดสินใจ เหตุการณ์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออนาคต และประยุกต์ใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหา และวิกฤตการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรม คุณธรรม ทั้งนี้เพื่อสันติสุขและพัฒนาการของสังคมมนุษย์เอง
  • ประวัติศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิดเป็น ไม่หลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยมิได้ไตร่ตรองพิจารณาให้ ถี่ถ้วนเสียก่อน
  • ประวัติศาสตร์ของชาติย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ ในตระกูล และในความ เป็นชาติประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความรักชาติและช่วยกันรักษาชาติบ้านเมืองให้คงอยู่ ทั้งก้าวไปสู่ความเจริญ

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ยังช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ ความรัก และความภูมิใจในชาติของตน เข้าใจลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของสังคมมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ กัน และที่สำคัญผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะได้รับการฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ การแยกแยะข้อเท็จจริงจากข้อมูลหลักฐานที่หลากหลาย ได้ฝึกฝนการอ่าน การเขียน การเล่าเรื่อง และการนำเสนออย่างมีเหตุผล อันเป็นกระบวนการสร้างภูมิปัญญาอย่างแท้จริง

The second strand of the Bible

Vedas are the oldest, one of the world’s magic comes from the Sanskrit root canals that switch means that the knowledge collected in the sacred books as possible. These books called the Vedas. The oldest literary monument of the world. Vedas are taught or passed down through a long period of Aryan peoples.
King’s likeness.

1) Senior nourish themselves like the king who worshiped God help His people second (106.4).
2) Head to the village Takษinatan shall be regarded like the king in the nation (107.5).
3) it is a great knight like the King 2 He who is happy (143.6).

Metaphor heroic warrior.

1) I like the heroic warriors, strong knights were comparable (106.7).
2) Switch the season has been to appeal to those who like the hymn of praise to the heroic fighters for the battle chariots (149.4).
3) encouraging prayer is like the mighty warrior of the fire alarm, we come to battle in the arena Praepriiw (156.1).

Metaphor cows.

1) The Heart of God had been plea to give something to aspire to be like the big cow with milk and many milk (101.9).
2) a hymn in praise of the Royal ceremony to MF Indra cried like the cows to calves (119.4).
3) that the husband has been urged by his wife to sail like the cows are moving along the calves (145.6).
4) Switch the season has been to appeal to the Royal MF ceremony like the cows are moving around in the woods, walk to the village as soon as (149.4).
5) Senior’s appeal to the ritual sacrifice of Mary MF hungry like the cows are eating grass from the pasture (149.4).
6) a hymn of praise to the goddess worship hymns to the night, like the cows that give milk (127.8).
7) Switch the season has been a hymn of praise to appeal to parents like the Dairy Milk varieties are ready to cry and to the calves (149.4).

Young ox and cow herd cattle metaphor.

1) Indra was terrified the enemies like the cattle herd (103.1).
2) to the Royal Knight MF ceremony like the young ox to the cow pasture (106.2).
3) She was probably a good move toward MF ritual sacrifice. Like the cow herd is healthy and strength. Moving onto pastures (115.2).
4) Senior organs like the strong cattle herd with 2 strength moves with a jaunty (106.5).
5) Indra is the elimination of these hostile actions like the cattle herd to face the enemy (116.4).

Horse metaphor.

1) I like the knight to the hymns in praise of the horse was the second victory for the enemy (106.2).
2) Senior powerful because of the sacrifice like the two horses have power because they eat grass (106.5).
3) Indra drink Soma to make him more powerful, like the horse-drawn chariots to Praepriiw (119.3).
4) When the powerful demon Maharishi and dragged the string bound to like the horse to be active
5) The Dark Knight The hermit against the string. (From being a demon) and their desire to like the horses (143.1).
6) an elixir Soma to Indra, like the horses (144.1).
7) The Swiss Thu milking of cows being tethered to heaven like the horse was short Etigm (149.1).

Car Wars metaphor.

1) Car Charger sleight of Dark Knight Dark Knight approached. Like the chariots of my own approach (106.7).
2) the line of fire of the fire visible chariots like the row number (142.8).
3) Senior Tax not make Impressionism held at the new veterans like the car to be repaired, then (143.1).
4) His chariots like a shining knight. (The Sun) (176.3).

Other metaphors are used even less than three times in the 10th district, but may be used or displayed in other counties and is analogous to the existing number. The following example.

Parable husband.
The T switch is a hymn of praise to the petition. Like the husband to his wife (149.4).

Metaphor for women.
1) The wife of a hermit to enjoy Mutc like the women have been abandoned by her husband to realization (102.11).
2) I have been pleading to the anal opening like the way the woman’s husband (110.5).

Analogous to grow barley.
The matter has been begging to give patronage belonging to the Royal ceremony, each MF. I like the crop barley harvested at the beginning of barley (131.2).

Elephant metaphor.
Knight is like the elephant killing enemies are insanely powerful sexual organ into (106.6).

Metaphor arrows.
No one can determine the speed of love like the human placenta in vitro no one can determine the speed of the arrow is on the run (178.3).

Debt metaphor.
Aurora the goddess has been pleading for eliminating the darkness. Like the people to eliminate their debt (127.7).

Metaphor for women who are sexually aroused.
Waters flow into the ocean, like the women who are sexually to her husband (111.10).

Metaphor for family guardians.
The hymn the Brahmin sitting around Indra. Like the guardian of the family sitting around the time of the clan leader, and will go out (179.2).

Wolf metaphor.
Indra’s prayer for the men who behave like wild dogs that come under the paws of prayer (133.4).

So a figure of speech in scripture Rigveda property Lahiri eyes are wide. The Bible is not the purpose of the Aryan gods and pray. A figure of speech which consists of analogies and metaphor. The metaphor is a different god. In the Psalms. The metaphor is that the author has quoted from elsewhere, such as the right people, animals, places and objects, as well as the emotions that I have seen, and the ancient Aryan or worship. In everyday life. Some analogy may be found in those days or in the days following. The parable of the debt. The shuttle weaving metaphor, but the metaphor is common in the postwar period, but was not found in the Vedas as a metaphor or analogy Lion Hotels etc.

ความเชื่อต่างๆ

สาระน่ารู้ความพยายามหรือมุ่งมั่นเพื่อที่จะเพิ่มความเข้มแข็งแก่บุคลิกภาพของคนๆหนึ่ง ให้มากขึ้น เพื่อที่จะไปพ้นหรืออยู่เหนือคนอื่นๆในเรื่องของความรุนแรง, และในการแข่งขันหรือต่อสู้ดิ้นรนสำหรับความดีแบบทางโลก อันนี้คืออุดมคติทางศีลธรรมของพวกโซฟิสท์

บรรดาพวกโซฟิสท์ทั้งหลายยังโจมตีความเชื่อตาม จารีตเกี่ยวกับ”สิทธิอันชอบธรรม”อย่างรุนแรงด้วย – ซึ่งเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากหลักการต่างๆที่ตั้งอยู่บนฐานของ”ความยุติธรรม” – และพวกเขาได้ทดแทนแนวคิดดังกล่าวด้วย”อำนาจ”สำหรับความยุติธรรมอันนั้น

จาก ช่วงขณะของการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ทางการเมือง และการมีส่วนร่วมของผู้คนในพลังประชาธิปไตย ได้เริ่มก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายขึ้นเป็นจำนวนมาก บรรดาโซฟิสท์ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงทำให้”สิทธิอันชอบธรรม”ทางการเมืองและ”ความถูกต้องชอบธรรม อื่นๆ”ขาดความน่าเชื่อถือลงไปเท่านั้น แต่ยังทำให้”สิทธิโดยธรรมชาติ”ได้ประโยชน์ด้วย

ความเชื่อในหลักการต่างๆอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับจริยาศาสตร์ ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาในหมู่ชนชาวกรีกนั้น บรรดาพวกโซฟิสท์ทั้งหลายถือว่าเป็นอคติอย่างหนึ่ง และบ่อยครั้งเป็นการขัดขวางหน่วงเหนี่ยวชีวิตด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องขจัดออกไป

บรรดาโซฟิสท์ทั้งหลายยังเห็นว่า “ความดี” เช่นที่แสดงให้เห็นผ่านประสบการณ์ เกิดจากความมั่นคงของตนเองที่ได้มีการสั่งสม เป็นเจ้าของในเชิงปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงเรื่องวิธีการที่นำมาใช้เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา สำหรับความดีเหล่านี้สามารถให้ความพอใจกับสัญชาตญานต่างๆและกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับความสุข

พวกโซฟิสท์ปกป้อง”สิทธิตามธรรมชาติ” แต่สิทธิตามธรรมชาติอันนี้ พวกเขาไม่ได้หมายถึงส่วนที่เป็นเรื่องของ”เหตุผล”ของมนุษย์ อันที่จริงแล้วพวกเขาหมายถึง”สัญชาตญาน”และ”กิเลสตัณหา”ของคน. ด้วยเหตุดังนั้นสำหรับพวกเขา “สิทธิ”คือสิ่งซึ่งที่ได้มาโดยการเรียกร้องตัวมันเองโดยผ่านการใช้อำนาจ หรือการบังคับเอาโดยได้รับการสถาปนาขึ้นมาจากอำนาจบังคับและความรุนแรง

มนุษย์โดยธรรมชาติแล้วไม่เท่าเทียมกัน มันมีทั้งคนที่เข้มแข็งและคนที่อ่อนแอ และสิทธิชั่วคราว(the moment right)เกิดจากอำนาจ มันกลายเป็นภาระหน้าที่ของผู้ที่เข้มแข็งกว่าที่เป็นคนออกคำสั่งและสร้างกฎหมายขึ้นมา; และผู้ที่อ่อนแอจะต้องเชื่อฟัง

Thrasymachus โซฟิสท์คนหนึ่ง, ในหนังสือเล่มที่หนึ่งของ Republic ของเพลโต ยึดมั่นใน”กฎธรรมชาติคือสิทธิอันชอบธรรมของผู้ที่เข้มแข็งกว่า”. คนที่เข้มแข็งนั้น ดูถูกกฎหมายทั้งหมดที่ได้รับการเสนอขึ้นมาโดยคนที่อ่อนแอในนามของความยุติธรรม และยัดเยียดเจตจำนงของเขาให้กลายเป็นสิทธิอันชอบธรรม เช่นดัง Callicles ยืนยันไว้ในเรื่อง Gorgias ของเพลโต

ด้วยเหตุดังที่ได้อธิบาย ผู้คนทั้งหลายจึงชื่นชอบและมักจะห้อมล้อมพวกโซฟิสท์บางคน อย่างเช่น Protagoras ผู้ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างผู้มีชัยชนะและอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ในฐานะแขกคนหนึ่งในบ้านของชาวเอเธนส์ที่มีชื่อเสียงต่างๆโดยทั่วไป

โดย เหตุดังนั้น อย่างที่ได้อธิบายมาแล้วเช่นกัน ในฐานะที่เป็นภารกิจอันสูงส่งของโสกราตีส ผู้ซึ่งได้มาฟื้นฟูคุณค่าต่างๆของความมีศีลธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจ ล่วงละเมิดได้ เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของ”เหตุผล”และไม่ใช่เรื่องของ”กิเลสตัณหา”อันไม่ อาจควบคุมได้ โสกราตีสได้ใช้ชีวิตที่มีอยู่ทั้งหมด และดำเนินไปอย่างไม่ไร้ประโยชน์เพื่อการนี้
ในที่นี้เรากำลังอยู่ในแนวคิดสุดขั้ว ที่ได้บ่งชี้ถึงคำสอนหรือทฤษฎีทั้งหมดของพวกโซฟิสท์. แนวคิดสุดขั้วดังกล่าว กลายเป็นสิ่งที่น่ายินดีสำหรับคนหนุ่มสาวของเอเธนส์ในช่วงเวลาของ Pericles (รัฐบุรุษแห่งเอเธนส์ 495-429 BC.) คนหนุ่มสาวทั้งหมดต่างกระวนกระวายที่จะได้รับหน้าที่หรือตำแหน่ง ซึ่งจะประกันความมั่งคั่งและความสุขใจให้กับพวกเขา คำสอนของโซฟิสท์ โดยความดีที่เหนือกว่าระเบียบแบบแผนทั้งหมดของจริยศาสตร์และความยุติธรรม ได้เปิดโอกาสให้กับคนหนุ่มให้มีหนทางอันหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ และให้เหตุผลต่อการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับความหลอกลวงหรือเล่ห์เพทุบายทั้งหมด และกิเลสอันรุนแรงอย่างถึงที่สุด

จริยธรรมจากอดีตกาล

  • ควรอนุเคราะห์คนในราชสำนัก และคนภายนอก ให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย
  • ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น
  • ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์
  • ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤหบดีชน คือเกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง
  • ควรอนุเคราะห์ประชาชนในชนบท
  • ควรอนุเคราะห์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล
  • ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธุ์
  • ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักนำด้วยตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุจริต
  • ควรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริต กุศลและอกุศลต่อสังคม
  • ควรเข้าใกล้สมณพราหมณ์ เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ้งชัด
  • ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ควรเสด็จ
  • ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้
    1. จริยธรรมตามหลักนิติรัฐ ยึดหลักการว่า การบริหารงานใดได้ดำเนินการถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ถือว่าการบริหารงานนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรม แนวคิดนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจมีปัญหาเรื่องความไม่ครอบคลุม เพราะกฎหมายมักจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดปัญหา และเพื่อมิให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก จึงออกกฎหมายมาบังคับใช้ ดังนั้นกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงไม่เพียงพอในการกำกับพฤติกรรมการบริหาร งานให้อยู่ในกรอบของจริยธรรมได้ทุกกรณีนอกจากนั้น จริยธรรมตามหลักนิติรัฐยังมีจุดอ่อน กล่าวคือ ผู้มีอำนาจอาจจะละเว้นไม่ออกกฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิของกลุ่มตนเอง เช่น นักการเมืองไม่จดทะเบียนกับคู่สมรสlเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่ระบุว่าคู่ สมรส (สามี/ภรรยา) ของนักการเมืองต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงสั่งการด้วยวาจาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติในเรื่องที่ไม่ถูกต้องโดยตนเองไม่ต้องมีความรับผิดชอบ การกำหนดตำแหน่งทางการเมืองที่มีอยู่นอกกรอบกฎหมาย เช่น ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีตำแหน่งนี้มิใช่ตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมาย ผู้ดำรงตำแหน่งจึงไม่ต้องเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะ
    2. จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม ยึดหลักการการพยายามแสวงหาความดีที่ยึดถือควรเป็นอย่างไร แล้วนำมาใช้เป็นมาตรฐานจริยธรรม เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม จึงมีความครอบคลุมกว้างขวางกว่าจริยธรรมตามหลักนิติรัฐ อย่างไรก็ตาม จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมมีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ ขาดบทบังคับการลงโทษเมื่อมีการละเมิด เป็นความแตกต่างจากจริยธรรมตามหลักนิติรัฐ ความจริงแล้วจริยธรรมของการบริหารมีมาตั้งแต่โบราณกาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ มีหลักธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม นั่นคือ จริยธรรมในการปกครองราชอาณาจักร มีหลักธรรมที่เรียกว่า จักรวรรดิวัตร คือวัตรของพระจักรวรรดิ หรือพระจริยาที่พระจักรวรรดิพึงบำเพ็ญสม่ำเสมอ 12 ประการที่เป็นจริยธรรมเช่นเดียวกัน ได้แก่
    3. ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า จริยธรรมเป็นแนวคิดที่ต้องการควบคุมพฤติกรรมของคน ทั้งนี้ ในฐานะที่สมาชิกวุฒิสภาเป็นบุคคลที่ถือเป็นบุคคลสาธารณะ และมีความเกี่ยวข้องกับภารกิจ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความหมายกว้างกว่า “ข้าราชการการเมือง” โดยมีความเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายความถึง “บรรดาผู้รับผิดชอบงานด้านการเมืองทั้งหมดโดยงานการเมืองนั้นจะเป็นงานที่ เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย (Policy) เพื่อให้ฝ่ายปกครองที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานประจำรับไปบริหาร (Administration) ให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดนั้น” ดังนั้น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” จึงหมายถึง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาและผู้ดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน โดยนัยดังกล่าว สมาชิกรัฐสภา จึงรวมถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีฐานะเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ตามความเห็นของกรรมการร่างกฎหมายด้วยดังนั้น หากสมาชิกวุฒิสภามีการฝ่าฝืนจริยธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมในขอบเขต ที่กว้างขวาง ทั้งนี้ การใช้มาตรฐานทางด้านศีลธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมือในการควบคุมการกระทำ ของสมาชิกวุฒิสภาในฐานะบุคคลสาธารณะจึงมีความสำคัญ ดังนี้

      ประการแรก การที่ระบอบการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลักและปัญหาสำคัญของประเทศได้ การดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะอภิมหาโครงการ (Megaprojects) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านสาธารณูปโภคและด้าน สังคมขาดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการประหยัด มีปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้นตลอดเวลา การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมโดยการพยายามสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การประหยัดจะนำไปสู่การเรียกร้องให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Public Accountability) มากขึ้น

      ประการที่สอง การนำระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มาใช้ควบคู่กับระบบเศรษฐกิจที่ใช้การตลาดเป็นตัวกำหนด (Market Economy) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ ได้แก่

      • ด้านการเมือง มีการแยกส่วนที่เป็นส่วนตัว (Private) กับสาธารณะ (Public) ออกจากกันชัดเจนยิ่งขึ้น และความสำคัญของเนื้อหา (Substance) มีความสำคัญเท่ากับระเบียบวิธีปฏิบัติ (Procedures) ซึ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดประเด็นทางด้านจริยธรรมสำคัญหลายประการ
      • การที่นักการเมืองต้องแสวงหาความชอบธรรมในการเข้าสู่อาชีพและการดำรง ตำแหน่งโดยผ่านการเลือกตั้ง ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีเป้าหมายในการคุ้มครองอาชีพของนักการเมืองเอง ก่อให้เกิดเขตเลือกตั้งใหม่ (Constituency);ที่เรียกว่า “Campaign Funding Constituency” ขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ไว้วางใจนักการเมืองและการเมือง ซึ่งถือเป็นประเด็นทางจริยธรรมที่แก้ไขได้ยากที่สุด
      • ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมและเศรษฐกิจการตลาดที่ส่งเสริมการเติบโตของ ระบบทุนนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ธุรกิจการค้าขยายตัวและต้องอาศัยการดำเนินการทางการเมืองเพื่อช่วยผลัก ดันผู้ประกอบการที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อลดผลกระทบทางลบของนโยบาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่แยกจากกันได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักการเมืองที่มีอาชีพทางธุรกิจก่อนเข้าสู่วงการเมือง และยังต้องการรักษาอาชีพและผลประโยชน์เดิมไว้ต่อไป

      การขยายตัวของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม โดยเฉพาะการรับรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การเรียกร้องจากสื่อมวลชนและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมให้มีความโปร่งใส รวมถึงการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และพฤติกรรมนักการเมือง ทำให้กรณีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของนักการเมือง ปรากฏเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียง อย่างมาก นำไปสู่การกดดันให้มีการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการสร้างมาตรฐานทางกฎหมายและจริยธรรมทางการเมืองควบคู่กันไป เพื่อควบคุมการใช้อำนาจทางการเมืองในทางที่ผิด

      ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแมกซ์ เวเบอร์ ซึ่งได้กล่าวถึงนักการเมืองในฐานะอาชีพหนึ่ง โดยเวเบอร์แบ่งนักการเมืองอาชีพออกเป็น 2 ประเภท คือ ผู้มีชีวิตเพื่อการเมือง (Live for Politics) และผู้ที่อาศัยและหากินจากการเมือง (Live from Politics)

      การมีชีวิตเพื่อการเมือง หมายถึง นักอุดมการณ์ที่ได้รับความสุขจากการเข้าไปเล่นการเมือง เป็นความรู้สึกภายในใจ เป็นการเล่นการเมืองเพื่ออุดมคติหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของตน กลุ่มนี้มักเป็นพวกที่มีฐานะและรายได้ดีอยู่ก่อน และไม่มีความประสงค์ที่จะเล่นการเมืองเพื่อหารายได้หรือผลประโยชน์ให้แก่ตน เอง ขณะที่ผู้ที่อาศัยและหากินจากการเมือง เป็นผู้ที่ต้องการรายได้จากการทำงานการเมือง ต้องอาศัยรายได้จากเงินเดือนหรือจากสินบน หรือใช้อิทธิพลเพื่อเรียกคืนเงินที่ใช้ไปในการเลือกตั้ง

      จากการแบ่งนักการเมืองในลักษณะดังกล่าว เวเบอร์ชี้ให้เห็นว่า อาชีพนักการเมืองมีความแตกต่างจากอาชีพอื่น เพราะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนพัฒนาความสำนึกในเรื่อง เกียรติยศของวิชาชีพ (Professional Honor) ไม่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคพิเศษ ซึ่งทำให้เกิดความสำนึกว่าจะต้องสร้างจริยธรรมของวิชาชีพ (Professional Integrity) ซึ่งนำมาสู่แนวคิดว่า อาชีพนักการเมืองต้องใช้จริยธรรมในด้านใด จึงจะทำให้เกิดการยอมรับในความชอบธรรม หรือ การตั้งคำถามว่า จริยธรรมของนักการเมืองอยู่ที่ไหน

      ทั้งนี้ เวเบอร์เห็นว่า จริยธรรมที่น่าจะเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ จริยธรรมว่าด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการ (Ethics; of; Principled; Conviction);;และจริยธรรมว่าด้วยความรับผิดชอบ(Ethics of Reponsibility)

      หลักจริยธรรมทั้งสองประการมีความเกี่ยวข้องกันในลักษณะที่ว่า หากมีความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการ แต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดจากความรู้สึกเช่นนั้น คนที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการจะได้รับความเคารพ แต่จะไม่มีผู้ใดยอมให้เป็นนักการเมือง หากผู้นั้นไม่มีความรับผิดชอบ เพราะอาจใช้ความรุนแรงจากการมีอำนาจที่ชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ ที่จะติดตามมา นักการเมืองลักษณะนี้ย่อมเป็นบุคคลอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน

      ในทรรศนะของเวเบอร์ นักการเมืองจึงควรมีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการคือ

      1. มีอารมณ์ผูกพันแน่วแน่ จริงจังต่ออุดมการณ์ (Passion) หมายความว่า นักการเมืองจะต้องรู้สึกห่วง กังวล เอาใจใส่ต่อสิ่งที่เขาต้องการจะต่อสู้ คำว่า Passion ไม่ใช่อารมณ์ที่เป็นความตื่นเต้นที่ไร้ความหมาย หรือเป็นเพียงเจตคติภายใน (Inner Attitude) เท่านั้น แม้แต่การปฏิวัติที่ปราศจากความรับผิดชอบก็ไม่ถือว่าเป็น Passion
      2. มีความรับผิดชอบ (Responsibility) จริยธรรมของความรับผิดชอบเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า นักการเมืองมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่ออุดมการณ์หรือไม่
      3. มีวิจารณญาณ (Judgement) หมายถึง ความสามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งความไม่หวั่นไหวและความสงบ แต่สนองตอบต่อสภาพความเป็นจริง หรือการต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ และคนจากระยะห่าง การขาดวิจารณญาณถือเป็นความผิดประการหนึ่งของนักการเมือง เป็นสิ่งที่ทำให้ไร้ประสิทธิภาพทางการเมือง

      คุณสมบัติทั้งสามประการจะประกอบกันเป็นจริยธรรมของนักการเมือง เป็นพลังที่เสริมสร้างบุคลิกภาพของนักการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการ เมือง อันเป็นกิจกรรมของมนุษย์อย่างแท้จริง นักการเมืองจึงจำเป็นต้องมีอุดมการณ์ มีความรับผิดชอบ และมีวิจารณญาณเป็นเครื่องกำกับความหลงตัวเอง (Vanity) ถือเป็นสิ่งที่คุกคามอาชีพนักการเมือง ทำให้ขาดความเป็นกลาง ขาดความรับผิดชอบ และเป็นไปเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น

      ทั้ง นี้ หากนักการเมืองใช้อำนาจทางการเมืองบนหลักพื้นฐานของจริยธรรมเพื่อผลประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่แล้ว ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาอันชอบธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ในทางตรงข้ามหากนักการเมืองขาดจริยธรรมและคำนึงถึงการรักษาอำนาจทางการเมือง ย่อมใช้อำนาจทางการเมืองทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองหรือคนส่วน น้อย

      ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมืองจึงต้องเป็นบุคคลที่ต้องได้รับ ความไว้วางใจจากประชาชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นักการเมืองจะถูกตรวจสอบจากประชาชนในลักษณะที่เข้มงวดเป็นพิเศษกว่าบุคคล ธรรมดาทั่วไป หรือบุคลสาธารณะในวิชาชีพอื่น แม้ในวิชาชีพอื่นที่มีความจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นแก่ ประชาชน เช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ เป็นต้น และบุคคลที่ประกอบอาชีพดังกล่าว ก็มิได้ถูกตรวจสอบในทางสาธารณะในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผยทุกแง่มุมเช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองมีความสำคัญในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ จึงมีความจำเป็นต้องมีการเฝ้ามองหรือตรวจสอบจากสาธารณะ (Public Scrutiny) มากกว่าผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ

      กล่าวคือ นักการเมืองจะถูกพิจารณาจากสาธารณชนว่า ควรมีจริยธรรมหรือคุณธรรม มากกว่าปัจเจกชนทั่วไป ซึ่งถือเป็น “ความชอบธรรม” ขั้นพื้นฐานของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยลักษณะดังกล่าวมีระดับความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม แต่อาจถือเป็นลักษณะทั่วไปที่เป็นเป้าหมายของทุกสังคมที่ต้องการให้ปรากฏ ขึ้นจริง เพราะคุณลักษณะเช่นนี้ คือจุดเริ่มต้นของที่มาของความไว้วางใจจากประชาชน ดังนี้

      ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวของเวเบอร์สอดคล้องกับหลักจริยธรรมในการบริหารกิจการบ้าน เมืองที่ดีของไทย (Good Governance) ซึ่งพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวถึง ความจำเป็นที่ต้องใช้หลักจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณความดีที่พึงยึดเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ทั้งนี้ หลักจริยธรรมตามแนวคิดนี้สามารถจำแนกเป็น 2 มุมมองคือ