Tag Archive: นานาสาระ

วิวัฒนาการของคน

หลักคำสอนทางเศรษฐศาสตร์ที่เราได้เผชิญ และพิสูจน์หักล้างมาแล้วตั้งแต่เริ่ม ต้นการสอบสวนนี้สอดคล้องกับความคิดเห็นโดยสามัญของมนุษย์ ที่แลเห็นนายทุนเป็นผู้จ่ายค่า แรงและการแข่งขันทำให้ค่าแรงลดลง ฉันใด ทฤษฎีของแมลธัสสอดคล้องกับอุปาทานที่มีอยู่ทั้งของคนรวยและคนจน ฉันใด คำอธิบายถึงความก้าวหน้าในฐานะการปรับปรุงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ทีละเล็กละ น้อยก็สอดคล้องกับความคิดเห็นสามัญ ซึ่งถือว่าความแตกต่างในด้านอารยธรรมเป็นเพราะความแตกต่างกันในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ฉันนั้น มันทำให้เกิดความกลมกลืนและสูตรอันดูเหมือนจะถูกหลักเกณฑ์สำหรับความคิดเห็น ซึ่งปรากฏแพร่หลายอยู่แล้ว การแผ่ขยายอย่างน่าประหลาดของมันนับแต่สมัยที่ดาร์วินทำความตื่นเต้นให้แก่ โลกเป็นครั้งแรก ด้วยหนังสือ “Origin of Species” ของเขานั้นมิได้เป็นการพิชิตเท่ากับที่เป็นการผสมกลมกลืน (assimilation) เลย
มนุษย์เราจะมีกำเนิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเท่าที่เรารู้เกี่ยวกับเขาก็มีเพียงว่าเขาเป็นมนุษย์ – ดังเช่นที่จะพบได้ในขณะนี้ ไม่มีบันทึกหรือร่องรอยของเขาในสภาพที่ต่ำไปกว่าสภาพที่ยังจะพบได้ในพวกคน ป่า จะด้วยสะพานอะไรก็ตามที่เขาใช้ข้ามผ่านช่องว่างอันกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ ยังคงไม่ปรากฏร่องรอยอยู่ดี ระหว่างคนป่าชั้นต่ำสุดเท่าที่เรารู้จักกับสัตว์ชั้นสูงที่สุด ปรากฏว่ามีความแตกต่างอย่างที่จะปรองดองกันมิได้เลย – เป็นความแตกต่างซึ่งมิใช่เพียงในขนาดหรือระดับ (Degree) เท่านั้น แต่ยังเป็นในด้านชนิด (Kind) อีกด้วย มีลักษณะนิสัย กิริยาและอารมณ์ของมนุษย์หลายประการที่สัตว์ชั้นต่ำก็แสดงออก แต่ไม่ว่ามนุษย์จะมีระดับมนุษยธรรมต่ำเพียงไร ก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาจะขาดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยอยู่ในสัตว์แม้เพียงเล็ก น้อย มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตระหนักกันได้ชัดเจน แต่แทบจะไม่สามารถนิยามกันได้ มันทำให้มนุษย์มีความสามารถในการปรับปรุง – ซึ่งทำให้เขาเป็นสัตว์ที่ก้าวหน้า

ตัวบีเวอร์สร้างทำนบ นกสร้างรังและผึ้งสร้างรวง แต่ในขณะที่ทำนบของตัวบีเวอร์ รังของนก และรวงของผึ้งสร้างขึ้นตามแบบเดียวกันเสมอนั้น บ้านของมนุษย์ก็เปลี่ยนจากกระท่อมหยาบ ๆ ทำด้วยใบไม้และกิ่งไม้มาเป็นอาคารอันโอ่อ่าเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งบำรุงความ สุขทันสมัย สุนัขสามารถจะเชื่อมต่อเหตุกับผลเข้าด้วยกันได้บ้าง และอาจจะรับการฝึกสอนกลเม็ดบางประการได้ แต่ความสามารถของมันดังกล่าวก็มิได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยตลอดมานับแต่ได้ เป็นมิตรกับมนุษย์ซึ่งปรับปรุงดีขึ้นเรื่อย ๆ และสุนัขของอารยชนก็มิได้มีความสามารถหรือสติปัญญามากกว่าสุนัขของคนป่าที่ ที่เดินทางไปเรื่อย ๆ แม้แต่น้อย เราไม่รู้จักสัตว์ที่ใช้เสื้อผ้า ที่ประกอบอาหาร ที่ประดิษฐ์เครื่องมือหรืออาวุธสำหรับตนเอง ที่บำรุงเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ซึ่งตนต้องการจะกิน หรือที่มีภาษาพูด แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้พบหรือได้ยินเกี่ยวกับมนุษย์ที่มิได้กระทำเช่นนั้น นอกจากในนิยาย นั่นคือ มนุษย์ไม่ว่าที่ใดที่เรารู้จัก ย่อมแสดงให้เห็น

ความสามารถนี้ – ในการเติมต่อสิ่งที่ธรรมชาติได้กระทำเพื่อเขา ด้วยสิ่งที่เขากระทำเพื่อตนเอง และที่จริงแล้วทายสมบัติทางกาย (physical endowment) ของมนุษย์ก็ด้อยอย่างยิ่ง จนไม่มีส่วนใดในโลกที่ เขาจะยังดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าปราศจากความสามารถเช่นนี้ อาจจะมียกเว้นบ้างก็เกาะเล็ก ๆ บางเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

นี่เป็นคำถามซึ่งถ้าปราศจากเรื่องที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว ข้าพเจ้าก็จะเกิดความลังเลในการที่จะตรวจสอบในพื้นที่เล็กน้อยเท่าที่จะ เหลืออุทิศให้ได้นี้ ทั้งนี้เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สูงที่สุดบางประการเท่าที่จิตของ มนุษย์จะขบคิดได้ จะโดยตรงหรือโดยปริยายก็ตาม แต่มันเป็นคำถามซึ่งปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ ข้อยุติที่เราได้มาถึงนี้จะสอดคล้องหรือไม่กับกฎอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์ดำเนินไปภายใต้กฎนั้น?

กฎนั้นคืออะไร? เราจะต้องหาคำตอบต่อคำถามนี้ เพราะว่าถึงแม้ปรัชญาปัจจุบันจะรับรองอย่างแจ่มแจ้งว่ามีกฎเช่นนี้อยู่ แต่ก็มิได้อธิบายกฎดังกล่าวให้เป็นที่น่าพอใจมากไปกว่าการอธิบายของวิชา เศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันในปัญหาที่ว่าทำไมจึงยังคงมีความขาดแคลนอยู่ในท่าม กลางเศรษฐทรัพย์ที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ขอให้เรายึดพื้นฐานอันมั่นคง แห่งข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องสอบสวนว่ามนุษย์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจากสัตว์ใช่หรือไม่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เท่าที่เรารู้จักเขากับปัญหาที่เกี่ยวกับกำเนิด ของเขาจะอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเพียงใดก็ตาม ปัญหาประการหลังจะกระจ่างแจ้งได้ก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากปัญหาประการแรกเสมอ เราไม่สามารถจะทำการอนุมานจากสิ่งที่ไม่รู้ไปหาสิ่งที่รู้แล้วได้ จากข้อเท็จจริงที่เราทราบแล้ว เท่านั้นที่เราจะสามารถอนุมานได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อนสิ่งที่เราทราบนั้น

ทุกแห่ง และตลอดเวลา มนุษย์ได้แสดงให้เห็นความสามารถนี้ – ทุกแห่งและตลอดเวลาที่เราได้ทราบ มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์บางประการจากความสามารถนี้ แต่ระดับที่เขาใช้ความสามารถนี้แตกต่างกันไปอย่างมาก ระหว่างเรือคานูหยาบ ๆ กับเรือเครื่องไอน้ำ ระหว่างบูเมอแรงกับปืนที่ยิงซ้ำได้ ระหว่างรูปไม้ที่สลักอย่างหยาบ ๆ กับรูปหินอ่อนที่ดลใจตามศิลปะแบบกรีก ระหว่างความรู้ของคนป่ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่างชาวอินเดียนแดงกับชนผิวขาวผู้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ระหว่างหญิงเผ่าฮอตเตนตอตกับสาวสวยแห่งสังคมที่ขัดเกลาแล้ว เหล่านี้ ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ระดับที่แตกต่างกันในการใช้ความสามารถนี้ เราย่อมไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสมรรถภาพตั้งแต่ดั้ง เดิม – ประชาชาติที่เจริญสูงสุดในยุคปัจจุบันเคยเป็นคนป่ามาในระยะประวัติศาสตร์นี่ เอง และเราจะพบความแตกต่างกันอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาพลเมืองของเผ่าพันธุ์ เดียวกัน ทั้งเราก็ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสภาพแวดล้อมตาม ธรรมชาติแต่ประการเดียว – แหล่งแห่งการศึกษาและศิลปะวิทยาการหลายแห่งในขณะนี้ ได้เคยถูกคนชาติป่าเถื่อนยึดครองอยู่ และภายในระยะไม่กี่ปี เมืองใหญ่ ๆ ก็เกิดขึ้นบนผืนดินถิ่นไล่ล่าของเผ่าคนป่า ย่อมเห็นได้ชัดว่าความแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งสิ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางสังคม บางทีอาจจะเป็นตั้งแต่พ้นขั้นต่ำสุด ที่มนุษย์เราจะเจริญดีขึ้นได้ก็เฉพาะต่อเมื่อเขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงสรุปรวมความเจริญดีขึ้นในความสามารถและสภาพของมนุษย์เช่นนี้ทั้งสิ้น เข้าไว้ในคำว่าอารยธรรม (civilization) มนุษย์ปรับปรุงดีขึ้นเมื่อเขามีอารยธรรมสูงขึ้น หรือรู้จักร่วมมือกันในสังคม

กฎแห่งความเจริญนี้คืออะไร? เราจะอธิบายขั้นของอารยธรรมที่แตกต่างกัน ของประชาคมต่าง ๆ ได้ด้วยหลักสามัญอะไร? ความก้าวหน้าของอารยธรรมมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไรโดยแท้จริง เราจึงจะกล่าวถึงการปรุงปรับของสังคมที่แตกต่างกันได้ว่าสิ่งนี้สนับสนุน อารยธรรม สิ่งนั้นไม่สนับสนุน หรือจะได้อธิบายได้ว่าทำไมสถาบันหรือสภาพอันหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งอาจจะทำให้อารยธรรมก้าวหน้านั้น อีกครั้งหนึ่งกลับถ่วงรั้งความก้าวหน้า?

ความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าความก้าวหน้าของอารยธรรมคือ พัฒนาการหรือวิวัฒนาการ ซึ่งในระหว่างนี้ความสามารถของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นและคุณสมบัติของเขาจะสูง ขึ้นด้วยผลแห่งสาเหตุทำนองเดียวกันกับที่ได้ใช้เป็นเครื่องอธิบายกำเนิดของ ชนิดหรือพรรณต่าง ๆ (species) ของสัตว์และพืช – นั่นคือการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด และการถ่ายทอดคุณสมบัติที่ได้มาทางพันธุกรรม

ในข้อที่ว่าอารยธรรมคือวิวัฒนาการอันหนึ่ง – ซึ่งถ้าใช้ภาษาของ Herbert Spencer ก็คือความก้าวหน้าจากความเป็นแบบเดียวกันที่ไม่เจาะจงไม่สอดคล้องกันมาเป็น ความต่างแบบกันที่เจาะจงสอดคล้องกัน (from an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) – ย่อมไม่มีข้อน่าสงสัย แต่การกล่าวเช่นนี้มิได้อธิบายหรือบ่งชี้สาเหตุซึ่งสนับสนุนหรือถ่วงรั้ง วิวัฒนาการนั้น คำกล่าวกวาดรวมของ Spencer ซึ่งมุ่งจะอธิบายปรากฏ-การณ์ทั้งปวงไว้ภายใต้คำว่าสสารและพลังงาน จะรวมถึงสาเหตุเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยเพียงไหนนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวได้ แต่เท่าที่อธิบายมาตามหลักเกณฑ์นั้น ปรัชญาแห่งพัฒนาการยังมิได้ตอบปัญหานี้อย่างเจาะจง และได้ทำให้เกิดความคิดเห็น หรือที่ถูกคือความกลมกลืนกันในความคิดเห็น ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงขึ้น

คำอธิบายถึงความก้าวหน้าอย่างสามัญนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าคล้ายคลึงกันมากกับทรรศนะตามธรรมดาของผู้หาเงิน ในเรื่องสาเหตุแห่งการวิภาคเศรษฐทรัพย์โดยไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเขามีทฤษฎี โดยปกติทฤษฎีนั้นจะเป็นว่ามีเงินตราอยู่มากมายที่จะหาได้สำหรับผู้ที่มีความ ตั้งใจและมีความสามารถ และความโง่เขลา ความเกียจคร้าน หรือความสุรุ่ยสุร่ายเป็นตัวทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน และดังนั้นคำอธิบายสามัญในเรื่องความแตกต่าง กันของอารยธรรมจึงเป็นความแตกต่างกันในเรื่องความสามารถไป ชนชาติอารยะคือเชื้อชาติที่ ประเสริฐกว่าและความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมจึงเป็นเพราะความประเสริฐ กว่านี้ – เช่นเดียวกับ ที่คนอังกฤษมีความเห็นโดยทั่วไปว่าชัยชนะของตนเป็นเพราะคนอังกฤษมีคุณสมบัติ ตามธรรม-ชาติประเสริฐกว่าชาวฝรั่งเศสผู้กินกบ และชาวอเมริกันโดยทั่วไปก็คิดว่าการปกครองโดยประชาชน การค้นคิดประดิษฐ์อย่างแข็งขัน และความสุขสบายโดยเฉลี่ยซึ่งสูงกว่าชนชาติอื่น เป็นเพราะ “ความเก่งของชาติแยงกี้” ที่เหนือกว่า

ทรรศนะซึ่งครอบงำโลกแห่งความคิดอยู่ในขณะนี้เป็นดังนี้คือ: การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความคงอยู่ได้กระตุ้นให้มนุษย์ใช้ความพยายามใหม่ ๆ และค้นคิดประดิษฐ์มากขึ้นตามส่วนกับที่การดิ้นรนนั้นรุนแรงขึ้น ความเจริญดีขึ้นและความสามารถในการที่จะทำให้เกิดความเจริญขึ้นนี้ถูกกำหนด ด้วยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และได้รับการขยายออกด้วยแนวโน้มของบุคคลผู้ที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุด หรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะอยู่รอดและแผ่ขยายออกไปในบรรดาบุคคลต่าง ๆ และด้วยแนวโน้มของเผ่าชน ชาติ หรือเชื้อชาติที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุดหรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะ อยู่รอดในการต่อสู้ระหว่างกลุ่มสังคมต่าง ๆ ทฤษฎีนี้ได้เป็นเครื่องอธิบายความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และความแตกต่างในความก้าวหน้าระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยความมั่นใจแต่มิได้เป็นการทั่วไปอยู่ในขณะนี้ เหมือนเมื่อไม่นานมานี้ที่มีการอธิบายความแตกต่างดังกล่าวโดยอาศัยทฤษฎีแห่ง การสร้างสรรค์เป็นพิเศษและการแทรกแซงของพระผู้เป็นเจ้า

ผลทางปฏิบัติของทฤษฎีนี้คือลัทธิชะตานิยม (fatalism) ที่มีความหวังชนิดหนึ่ง ซึ่งปรากฏแพร่หลายในวรรณกรรมปัจจุบัน* ตามทรรศนะนี้ ความก้าวหน้าคือผลแห่งพลังทั้ง หลายซึ่งกระทำอย่างช้า ๆ มั่นคงและไร้ความเมตตา เพื่อยกมนุษย์ให้สูงส่งขึ้น สงคราม ระบบทาส การกดขี่ ความเชื่องมงาย ฉาตกภัย และโรคระบาด ความขาดแคลนและความทุกข์ยาก ซึ่งปรากฏอยู่ในอารยธรรมสมัยใหม่ คือสาเหตุที่ขับดันมนุษย์ต่อไปโดยการกำจัดประเภทที่ด้อยกว่าและขยายประเภท ที่สูงกว่า และการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือพลังที่เป็นตัวกำหนดความก้าว หน้า และความก้าวหน้าในอดีตคือฐานสำหรับความก้าวหน้าใหม่ ๆ ดังนี้ บุคคลจึงเป็นผลแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งกระทำต่อบรรดาบุคคลในอดีตมาเป็นลำดับ ยาวนานไม่สิ้นสุด และการจัดสังคมก็ได้แบบมาจากบุคคลต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสังคมนั้น ดังนั้น แม้ทฤษฎีนี้ ตามคำของ Herbert Spencer ** – เป็น “แบบที่นิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (radical) เกินกว่าที่ลัทธินิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง”โดยเหตุที่มันมุ่งจะให้มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของ มนุษย์เอง ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีนี้ก็เป็น “อนุรักษ์นิยมเกินกว่าที่ลัทธิอนุรักษ์นิยมใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง” ด้วย เพราะทฤษฎีนี้ถือว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในลักษณะของมนุษย์ ปราชญ์อาจจะสั่งสอนว่าข้อนี้มิได้ลดหน้าที่ที่จะพยายามปฏิรูปการกระทำอันมิ ชอบ เช่นเดียวกับนักธรรมผู้สั่ง สอนลัทธิที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว ที่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะดิ้นรนเพื่อความรอดพ้น แต่ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ผลก็คือลัทธิชะตานิยม – “ถึงแม้จะทำเท่าที่เราอาจทำได้ เครื่องบดของพระผู้เป็นเจ้าก็จะบดต่อไปโดยไม่คำนึงถึงการช่วยเหลือหรือการ หน่วงเหนี่ยวของเรา” ข้าพเจ้ากล่าวพาดพิงถึงข้อนี้เพียงเพื่อที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่ข้าพเจ้าถือ ว่าเป็นความคิดเห็นที่กำลังแผ่ขยายและแทรกซึมเข้าไปในความคิดโดยทั่วไปอย่าง รวดเร็ว ในการค้นคว้าหาสัจธรรม เราไม่ควรจะยอมให้ข้อพิจารณาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของมันมาทำให้ความคิดของเราบิด เบือนไป แต่ข้าพเจ้าถือว่าทรรศนะปัจจุบันเกี่ยวกับอารยธรรมเป็นดังนี้: อารยธรรมคือผลแห่งพลังทั้งหลายซึ่งกระทำตามวิธีที่บ่งไว้ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนลักษณะของมนุษย์และปรับปรุงและยกระดับความสามารถของมนุษย์ขึ้นอย่าง ช้า ๆ ความแตกต่างระหว่างอารยชนกับคนป่าคือความแตกต่างในการศึกษาอบรมของเผ่า พันธุ์เป็นเวลานานซึ่งได้เข้าไปเกาะอยู่อย่างถาวรในจิตใจ และการปรับปรุงดีขึ้นนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่อารย-ธรรมที่สูงขึ้น ๆ เราได้มาถึงจุดที่ความก้าวหน้าดูเหมือนจะเป็นธรรมดาสำหรับเราแล้วและเรามอง ไปข้างหน้าอย่างเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่กว่าของมนุษยชาติที่จะเกิด มาภายหลัง – บางคนถึงกับเชื่อว่าในที่สุดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ไม่ รู้จักตายและทำให้เขาสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังมิใช่แค่ดาวพระเคราะห์ เท่านั้น แต่รวมถึงดาวฤกษ์ด้วย และจะทำให้เขาสามารถสร้างดวงอาทิตย์และจักรวาลให้แก่ตนเองได้ ***

แต่โดยมิต้องพุ่งขึ้นไปถึงดวงดาว ในทันทีที่ทฤษฎีความก้าวหน้าซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรมดาเหลือเกินสำหรับเราใน ท่ามกลางอารยธรรมที่กำลังก้าวหน้านี้มองออกไปรอบ ๆ โลกเท่านั้น มันก็จะได้เผชิญกับข้อเท็จจริงอันใหญ่ยิ่ง – นั่นคืออารยธรรมทั้งหลายที่หยุดชะงักแข็งทื่อ มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันมิได้มีความคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้า มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันถือ (เช่นที่บรรพบุรุษของเราเองได้ถือมาจนกระทั่งระยะชั่ว 2 – 3 อายุคนนี้) ว่าครั้งอดีตเป็นสมัยแห่งความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ อาจจะมีผู้อธิบายความแตกต่างระหว่างคนป่ากับอารยชนได้ด้วยทฤษฎีที่ว่า คนป่ายังพัฒนามาอย่างบกพร่องเต็มที ซึ่งทำให้ไม่ค่อย

ปรากฏความ ก้าวหน้าของเขา แต่โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าของมนุษย์เป็นผลจากสาเหตุโดยทั่วไปอัน ต่อเนื่องนั้น เราจะอธิบายถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้าไปไกลแต่แล้วก็หยุดชะงักได้อย่างไร? เราไม่สามารถจะกล่าวถึงชนเผ่าฮินดูและชาวจีนได้เช่นเดียวกับที่อาจจะกล่าว ได้ถึงคนป่าว่าความเหนือกว่าของเราเป็นผลจากการศึกษาอบรมที่นานกว่า หรือเราเป็นประดุจผู้ใหญ่แล้วสำหรับธรรมชาติ ในขณะที่พวกเขายังเป็นเด็กอยู่ ชาวฮินดูและชาวจีนเคยเป็นอารยะเมื่อเรายังเป็นคนป่าอยู่ พวกเขามีเมืองใหญ่ ๆ มีการปกครองที่จัดระบบอย่างดีและเข้มแข็ง มีวรรณกรรม ปรัชญา มารยาทที่ขัดเกลา มีการแบ่งงาน (division of labor) มากพอควร มีการพาณิชย์ขนาดใหญ่ และศิลปะอันประณีตบรรจงในขณะที่บรรพบุรุษของเรายังเป็นคนป่าเถื่อนพเนจร อาศัยในกระท่อมและกระโจมหนังสัตว์ มิได้เจริญไปกว่าอินเดียนแดงเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เราก้าวหน้าจากสภาพป่าเถื่อนนี้มาสู่อารยธรรมสมัยศตวรรษที่ 19 ชาวฮินดูและจีนกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ถ้าความก้าวหน้าเป็นผลแห่งบรรดากฎอันแน่นอน หลีกเลี่ยงมิได้ และเป็นนิรันดร์ ซึ่งขับดันมนุษย์ให้ก้าวหน้าไป แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ผู้อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการที่มีผู้นิยมกันมากที่สุดผู้หนึ่ง คือ Walter Bagehot (“Physics and Politics”) ได้ยอมรับพลังแห่งการคัดค้านนี้ และพยายามที่จะอธิบายด้วยวิธีนี้: สิ่งแรกที่จำเป็นในการทำให้มนุษย์เป็นอารยะก็คือทำให้เขาเชื่อง ชักนำให้เขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์โดยอยู่ภายใต้กฎ แล้วบรรดากฎหมายและขนบประเพณีทั้งหลายก็จะเพิ่มมากขึ้น รุนแรงขึ้นและขยายออกไปด้วยวิธีการเลือกตามธรรมชาติ เผ่าชนหรือชาติที่รวมกันด้วยวิธีนี้จึงได้เปรียบกว่าเผ่าชนหรือชาติที่มิได้ รวมกัน กลุ่มประเพณีและกฎหมายนี้ในที่สุดก็เข้มข้นและแข็งตัวเกินกว่าที่จะทำให้มี ความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ความก้าวหน้านี้จะดำเนินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้เกิดสถานการณ์ที่ชักนำให้มี การอภิปรายและยินยอมให้มีเสรีภาพและความคล่องตัวอันจำเป็นสำหรับการปรับปรุง เจริญขึ้น

คำอธิบายซึ่ง Bagehot ให้ไว้ด้วยความสงสัยบางประการ ตามที่เขากล่าวเองนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าทำให้ทฤษฎีทั่วไปหมดความน่าเชื่อถือลงไป แต่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะกล่าวถึงข้อนั้นเพราะเราย่อมเห็นได้ชัดว่ามันมิ ได้อธิบายข้อเท็จจริง

จาก การรวมตัวกันของปรมาณูซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งในที่สุดก็หยุดลงเมื่อปรมาณูเข้าสู่ดุลยภาพและเกิดสภาพอยู่นิ่งต่อมา ซึ่งจะเคลื่อนไหวใหม่อีกก็ต่อเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทบ อันจะทำให้ย้อนกรรมวิธีของวิวัฒนาการ ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวมากขึ้นและสลายสสารออกไปเป็นแก๊ส ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งด้วยการรวมตัวกันของแก๊ส เช่นเดียวกัน เราก็อาจกล่าวได้ว่าการรวมกันของแต่ละบุคคลในประชาคมจะทำให้เกิดพลังอันก่อ ให้เกิดแสงสว่างและความอบอุ่นแห่งอารยธรรม แต่เมื่อกรรมวิธีนี้หยุดลงและแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ประกอบเข้าสู่ดุลยภาพ อยู่ ณ ที่ประจำของตน ความชะงักงันก็เกิดตามมา และการกระจัดกระจายเนื่องจากการบุกรุกของคนป่าเถื่อนนับเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเริ่มต้นกรรมวิธีและความเจริญเติบโตของอารยธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง

แต่ การเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันนับเป็นวิธีการคิดที่มีอันตราย ที่สุด มันอาจจะเชื่อมต่อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังซ่อนพรางหรือปิดบังความจริงเสีย และความคล้ายคลึงกันที่กล่าวแล้วทั้งสิ้นก็เป็นแต่เพียงผิวเผิน เมื่อสมาชิกของประชาคมเกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในสภาพเด็กที่มีพลังใหม่ ประชาคมย่อมไม่แก่ลงด้วยความเสื่อมพลังความสามารถดังเช่นมนุษย์ เมื่อพลังของส่วนรวมจะต้องเท่ากับผลรวมของพลังของแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ ประกอบ ประชาคมย่อม จะไม่สูญเสียพลังอันสำคัญยิ่งไป นอกจากพลังอันสำคัญยิ่งขององค์ประกอบของมันจะลดลง

แต่ ทั้งในการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันอย่างสามัญระหว่างพลังชีวิตของชาติกับ ของแต่ละบุคคล และในการเปรียบเทียบตามที่ข้าพเจ้าเสนอ ย่อมมีการตระหนักถึงความจริงอันเด่นชัดข้อหนึ่งแฝงอยู่ – นั่นคือความจริงที่ว่าอุปสรรคที่ทำให้ความก้าวหน้าหยุดลงในที่สุดนั้นเกิด ขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้านั้นเอง และสิ่งที่ได้ทำลายอารยธรรมทั้งสิ้นที่แล้วมาก็คือเงื่อนไขที่เกิดขึ้น เนื่องจากความเจริญเติบโตของอารยธรรมนั้นเอง

นี่เป็นสัจธรรมซึ่งปรัชญาในปัจจุบันได้ละเลยเสีย แต่มันเป็นสัจธรรมที่มีความหมายสำคัญที่สุด ทฤษฎีว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติจะมีเหตุผลฟังขึ้นก็ต้องอธิบายสัจธรรม ข้อนี้ด้วย

แนวโน้มที่ทำให้เกิดการแข็งตัวซึ่ง Bagehot กล่าวถึง จะแสดงตัวเองออกตั้งแต่ระยะต้น ของพัฒนาการ และตัวอย่างของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทั้งสิ้นได้มาจากชีวิตคนป่าหรือกึ่ง คนป่า แต่อารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้ได้ก้าวไปไกลก่อนที่จะหยุดลง จะต้องมีระยะหนึ่งที่อารยธรรมเหล่านี้เจริญไปไกลมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพ ที่ป่าเถื่อน แต่ก็ยังคงมีความอ่อนตัว เสรี และก้าวหน้า อารยธรรมที่ชะงักเหล่านี้หยุดลง ณ จุดซึ่งแทบไม่มีอะไรด้อยกว่าและมีหลายด้านที่เหนือกว่าอารยธรรมของยุโรปสมัย ราวศตวรรษที่ 16 หรืออย่างเลวที่สุดก็ศตวรรษที่ 15 ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดนั้นย่อมจะต้องมีการอภิปราย การต้อนรับสิ่งใหม่ ๆ และกิจกรรมทางสมองทุกชนิด พวกเขามีสถาปนิกผู้ทำให้ศิลปะวิทยาการก่อสร้างเจริญขึ้นจนถึงระดับที่สูงมาก ด้วย นวัตกรรมหรือการปรับปรุงเป็นลำดับมา มีนักต่อเรือผู้ได้ต่อเรือที่ดีเช่นเรือรบของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ในที่สุดโดยนวัตกรรมมากมายโดยวิธีเดียวกัน มีนักค้นคิดประดิษฐ์ผู้ได้หยุดลงใกล้เคียงกับสิ่งปรับปรุงที่สำคัญที่สุดของ เรา และเรายังสามารถจะเรียนรู้จากพวกเขาบางคนด้วยซ้ำไป มีวิศวกรผู้ก่อสร้างข่ายชลประทานใหญ่และคลองเพื่อการเดินเรือ มีสำนักปรัชญาที่แข่งขันชิงดีกันและมีความคิดที่ขัดแย้งกันในทางศาสนา ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ศาสนาหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ในหลายประการได้เกิด ขึ้นในอินเดีย เข้าแทนที่ศาสนาเก่า ผ่านไปสู่จีน แผ่ออกกว้างขวางทั่วประเทศนั้น แต่แล้วก็ถูกศาสนาอื่นเข้าแทนที่ ณ แหล่งเดิม ๆ ของตนเช่นเดียวกับที่ศาสนาคริสต์ถูกแทนที่ ณ แหล่งแรก ๆ ของตน นับเป็นเวลานานหลังจากที่มนุษย์ได้รู้จักที่จะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ที่มีชีวิต และชีวิตที่แข็งขัน มีนวัตกรรมซึ่งทำให้เกิดการปรับปรุงก้าวหน้า และยิ่งกว่านั้น ทั้งอินเดียและจีนต่างได้ซึมซับชีวิตใหม่จากชาติผู้พิชิตผู้มีขนบประเพณีและ แบบอย่างความคิดแตกต่างออกไปด้วย

อารยธรรมที่หยุดชะงักอย่างมากที่สุด ในบรรดาอารยธรรมที่เรารู้จักกัน ก็คือ อารยธรรมของอียิปต์ ซึ่งแม้แต่ศิลปะก็กลับมาเป็นรูปธรรมดาและแข็งตัวในที่สุด แต่เรารู้ว่าเบื้องหลังระยะนี้จะต้องมีสมัยที่มีชีวิตชีวาและความกระปรี้ กระเปร่า – มีอารยธรรมที่พัฒนาใหม่และขยายออกไปเช่นเดียวกับที่อารยธรรมของเราเป็นอยู่ ในขณะนี้ – มิฉะนั้นแล้วศิลปะและศาสตร์จะไม่ขึ้นได้สูงถึงเพียงนั้นเลย และการขุดค้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ฉายแสงให้เห็นอียิปต์ที่โบราณกว่าจากเบื้องใต้สิ่งที่เรารู้กันมาแต่ เดิมเกี่ยวกับอียิปต์ – จากรูปปั้นและรูปแกะสลักซึ่งแทนที่จะเป็นแบบแข็งกระด้างและเป็นพิธีการ กลับเปล่งปลั่งไปด้วยชีวิตชีวาและความหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นศิลปะอันทรงพลัง เป็นธรรมชาติ และเสรี อันเป็นเครื่องบ่งชี้แน่นอนถึงชีวิตที่แข็งขันและขยายออกไป สำหรับอารยธรรมทั้งสิ้นซึ่งบัดนี้ไม่ก้าวหน้าแล้วก็จะต้องเคยเป็นเช่นเดียว กัน

แต่ไม่แต่เพียงอารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้เท่านั้นที่ทฤษฎี ปัจจุบันว่าด้วยพัฒนาการอธิบายมิได้ มิใช่เป็นเพียงว่ามนุษย์ได้เดินไปตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าถึงแค่นั้นแล้ว ก็หยุดลงเท่านั้น แต่มนุษย์ได้เดินไปไกลตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าแล้วก็ถอยหลังกลับด้วยซ้ำ สิ่งที่เผชิญกับทฤษฎีนี้ดังกล่าวมิได้มีเพียงกรณีเดียวโดด ๆ เท่านั้น – มันเป็นกฎสากลเลยทีเดียว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่โลกได้เคยเห็นมาย่อมมีระยะที่เจริญเติบโตอย่างเข้ม แข็ง ระยะชะงักงัน ระยะเสื่อมโทรมและตกต่ำลง ในบรรดาอารยธรรมทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ยังคงเหลือแต่อารยธรรมที่ชะงักงันไปและอารยธรรมของเราเองซึ่งยังไม่มี อายุมากเท่าพีระมิดในขณะที่อับราฮัมมองดู – เบื้องหลังพีระมิดนั้นคือระยะ 20 ศตวรรษแห่งประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก

เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ที่ว่าอารยธรรมของเรามีฐานกว้างขวางกว่า เป็นแบบที่ก้าวหน้ามากกว่า เคลื่อนตัวรวดเร็วกว่า และพุ่งขึ้นสูงกว่าอารยธรรมทั้งสิ้นที่มีมาแล้ว แต่ในแง่เหล่านี้ ก็ดูมันจะไม่ก้าวหน้าไปกว่าอารยธรรมกรีก-โรมัน มากกว่าที่อารยธรรมกรีก-โรมันจะก้าวหน้าเกินกว่าอารยธรรมของเอเชีย และถ้าหากว่ามันก้าวหน้ามากกว่า นั่นก็มิได้พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับความถาวรและความก้าวหน้าในอนาคตของมัน เว้นเสียแต่จะแสดงให้เห็น ได้ว่า มันเหนือกว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุแห่งความล้มเหลวสิ้นเชิง ของอารยธรรมรุ่นก่อน ๆ ทฤษฎีปัจจุบันมิได้แสดงข้อนี้

อันที่จริงแล้ว ถ้านับจากการอธิบายข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์สากล ไม่มีทฤษฎีใดที่จะไปได้ไกลกว่าทฤษฎีนี้ ที่ว่าอารยธรรมเป็นผลแห่งวิธีการเลือกของธรรมชาติซึ่งกระทำเพื่อปรับปรุงและ ยกความสามารถของมนุษย์ การที่อารยธรรมได้เกิดขึ้นในเวลาต่าง ๆ กัน สถานที่ต่าง ๆ กันออกไป และก้าวหน้าไปด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันนั้น มิใช่ว่าจะไม่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้ เพราะนั่นอาจจะเป็นผลจากการถ่วงดุลไม่เท่าเทียมกันระหว่างพลังที่ผลักดันและ ที่ต่อต้านก็ได้ แต่การที่ความก้าวหน้าได้เริ่มต้นขึ้นทุกแห่ง (เพราะแม้แต่ในบรรดาเผ่าชนที่ต่ำที่สุด เราก็ยังถือว่ามีความก้าวหน้าบางประการ) โดยไม่มีแห่งใดเลยที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่กลับหยุดหรือถอยหลังเสียทุกแห่งนั้น ย่อมเป็นการไม่สอดคล้องอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ทั้งนี้เพราะถ้าความก้าวหน้ากระทำเพื่อนำการปรับปรุงเข้ามาติดไว้ในธรรมชาติ ของมนุษย์ และก่อให้เกิดความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว ถึงแม้จะมีการสะดุดหยุดลงบ้างเป็นครั้งคราว กฎทั่วไปก็จะเป็นว่าความก้าวหน้าจะต้องต่อเนื่อง – ความก้าวหน้าจะต้องนำไปสู่ความก้าวหน้า และอารยธรรมจะพัฒนาไปสู่อารยธรรมที่สูงส่งยิ่งขึ้น

มิใช่เพียงกฎทั่วไปเท่านั้น หาก กฎสากล ด้วย ที่เป็นตรงกันข้ามกับข้อนี้ โลกคือหลุมฝังศพของจักรวรรดิที่ตายไปแล้วไม่น้อยไปกว่าที่เป็นหลุมฝังศพของ คนตาย แทนที่ความก้าวหน้าจะทำให้มนุษย์มีความเหมาะสมสำหรับความก้าวหน้ามากขึ้น อารยธรรมทุกอารยธรรมที่เข้มแข็งและก้าวหน้าในสมัยของตนเองพอ ๆ กับอารยธรรมของเราในสมัยนี้กลับหยุดลงด้วยตนเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ศิลปะได้เสื่อมโทรมลง วิทยาการจมดิ่ง ความสามารถลดถอย ประชากรเบาบางลง จนกระทั่งประชาชนที่ได้สร้างวิหารใหญ่ ๆ และเมืองอันทรงอำนาจ เปลี่ยนทางแม่น้ำและเจาะภูเขา บำรุงพื้นโลกเหมือนเป็นสวน และนำเอาความละเอียดประณีตอย่างที่สุดเข้ามาสู่กิจการย่อยที่สุดของชีวิต นั้น กลับเหลือแต่คนป่าเถื่อนที่น่าสมเพชจำนวนเล็กน้อยผู้สูญเสียแม้กระทั่งความ ทรงจำในสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้กระทำไว้ และนับถือว่าชิ้นส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ของสิ่งที่ใหญ่โตสูงส่งนั้นเป็นผลงาน ของอัจฉริยบุคคลหรือของชนชาติที่ทรงอำนาจก่อนน้ำท่วมใหญ่ ข้อนี้นับเป็นความจริงอย่างยิ่ง จนกระทั่งเมื่อเราคิดถึงอดีตจะดู เหมือนว่ามันเป็นกฎที่ไม่รู้จักผ่อนปรนซึ่งเราไม่อาจจะหวังได้รับการยกเว้น ได้มากไปกว่าที่ชายหนุ่มผู้ “รู้สึกถึงชีวิตของเขาไปทั่วทุกแขนขา” จะพึงหวังได้รับการยกเว้นจากการแตกดับอันเป็นชะตาร่วมกันของทุกคน Scipio คร่ำครวญกับซากปรักหักพังแห่งนครคาร์เธจว่า “แม้เช่นนี้ โอ้กรุงโรม วันหนึ่งก็จะต้องเป็นชะตาของเจ้า!” และภาพของ Macaulay ที่มีชาวนิวซีแลนด์พินิจพิจารณาส่วนโค้งที่หักพังของสะพานลอนดอน ก็ดึงดูดจินตนาการแม้แต่ของผู้ที่ได้เห็นเมือง ต่าง ๆ เกิดขึ้นในป่าและช่วยวางรากฐานของจักรวรรดิแห่งใหม่ เช่นเดียวกัน เมื่อเราสร้างอาคารสาธารณะ เราก็ทำโพรงเอาไว้ที่ศิลาฤกษ์และผนึกสิ่งอนุสรณ์ในสมัยของเราไว้ภายในอย่าง บรรจง เฝ้าคอยเวลาที่ผลงานของเราจะพินาศลงและตัวเราเองถูกลืม

ทั้งการขึ้นสูงสลับกับการต่ำลงของอารยธรรมนี้ การถอยหลังซึ่งเกิดขึ้นภายหลังความก้าวหน้าอยู่เสมอนี้ จะเป็นหรือไม่เป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะตามเส้นที่เฉียงขึ้นก็ตาม (และข้าพเจ้าคิด ถึงแม้จะไม่ตั้งคำถาม ว่าการที่จะพิสูจน์ว่าเป็นนั้นจะยากยิ่งกว่าที่คิดกันโดย ทั่วไปมาก) มันก็ไม่แตกต่างกันประการใด ทั้งนี้เพราะทฤษฎีปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์หักล้างแล้วในทั้งสองกรณี อารยธรรมได้ตายไปโดยมิได้มีเครื่องแสดงแต่อย่างใด และความก้าวหน้าที่ได้มาโดยยากก็สูญหายไปจากเชื้อชาตินั้นตลอดกาล แต่ถึงแม้หากจะยอมรับเสียว่าความก้าวหน้า แต่ละคลื่นทำให้เกิดคลื่นที่สูงกว่าขึ้นได้ และอารยธรรมแต่ละอารยธรรมส่งผ่านคบเพลิงไปสู่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ตาม ทฤษฎีที่ว่าอารยธรรมก้าวหน้าไปโดยการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นในธรรมชาติของ มนุษย์ก็มิได้อธิบายข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะว่าในทุกกรณี เชื้อชาติที่เริ่มอารย- ธรรมใหม่นั้น จะมิใช่เชื้อชาติที่ได้รับการศึกษาอบรมและได้รับการปรุงแต่งทางพันธุกรรมจาก อารยธรรมเดิม หากเป็นเชื้อชาติใหม่ที่มาจากระดับต่ำ คนป่าเถื่อนแห่งยุคหนึ่งกลับมาเป็นอารย- ชนแห่งยุคต่อไป แต่แล้วก็ถูกแทนที่อีกต่อหนึ่งด้วยคนป่าเถื่อนพวกใหม่ ทั้งนี้เพราะเป็นจริงตลอดมาเสมอในข้อที่ว่า มนุษย์ภายใต้อิทธิพลแห่งอารยธรรมนั้น ถึงแม้ในขั้นแรกจะเจริญ ก้าวหน้าขึ้น แต่ภายหลังก็จะต้องเสื่อมทรามลง อารยชนสมัยนี้มีลักษณะเหนือกว่าอนารยชน มาก แต่ในระยะที่มีความเข้มแข็งสูงสุดนั้น อารยชนก็มีลักษณะเหนือกว่าทุกอารยธรรมที่ตายไปแล้ว แต่มีสิ่งต่าง ๆ เช่นความชั่วร้าย คอร์รัปชั่น และการทำความอ่อนแอให้แก่อารยธรรม ซึ่งได้แสดงตัวเองออกตลอดมาเสมอเมื่อขึ้นสูงเลยจุดหนึ่งไปแล้ว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่ถูกคนป่าเถื่อนพิชิตนั้น แท้ที่จริงแล้วได้สลายตัวลงเพราะความเสื่อมภายในตัวเอง

ในทันทีที่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสากลนี้ มันก็จะลบล้างทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าดำเนินไปโดยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เมื่อพิจารณาดูตลอดประวัติศาสตร์ของโลกจะเห็นได้ว่าเส้นแนวแห่งความก้าว หน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้ซ้อนทับกับเส้นแนวพันธุ-กรรมใด ๆ เลยไม่ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาใดก็ตาม ดูเหมือนว่าความเสื่อมถอยหลังจะเกิดขึ้นติดตามความเจริญก้าวหน้าไปเสมอบนทุก เส้นแนวแห่งพันธุกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะกล่าวหรือว่ามีชีวิตแห่งชาติหรือแห่งเชื้อชาติ ดังที่มีชีวิตของแต่ละบุคคล – จะกล่าวหรือว่าสังคมส่วนรวมทุกสังคมเสมือนว่าจะมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อใช้หมดเปลืองไปก็จะทำให้เกิดความเสื่อมขึ้น? นี่เป็นความคิดที่ดั้งเดิมและแพร่หลายซึ่งยังคงมีผู้ยึดถือกันอยู่มาก และจะได้เห็นปรากฏออกมาอย่างไม่สมเหตุผลอยู่เป็นนิจในงานเขียนของบรรดาผู้ อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการ โดยแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมเราจะกล่าวถึงสังคมในฐานะสสารและอาการ เคลื่อนไหวมิได้ ทั้งนี้เพื่อให้มันเข้าอยู่ภายในกฎทั่วไปของวิวัฒนาการให้เห็นได้ชัด เพราะเมื่อคิดว่าแต่ละบุคคลในสังคมเป็นประดุจแต่ละปรมาณู ความเจริญเติบโตของสังคมก็คือ “การรวมตัวกันของสสารและการที่อาการเคลื่อนไหวลดลงไปพร้อมกัน ซึ่งในระหว่างนี้สสารจะผ่านจากฐานะความเป็นเนื้อเดียวกันอันไม่เจาะจงไม่สอด คล้องกัน มาเป็นความต่างแบบกันอันเจาะจงและสอดคล้องกัน และระหว่างนี้อาการเคลื่อนไหวที่ยังคงมีอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคู่ขนานกัน ไป” ****เช่นนี้เราก็อาจจะแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างชีวิตของสังคมกับ ชีวิตของสุริยจักรวาล ตามสมมติฐานในเรื่องกลุ่มหมอกเพลิง (nebular hypothesis) ได้ ความร้อนและแสงสว่างของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเนื่อง

กฏหมายวันละนิดจิตปลอดโปร่ง

สาระน่ารู้

คำว่า “อัยการ” หมายความว่า การของเจ้า, ตัวบทกฎหมาย

คำว่า “กฎ” หมายความว่า จดไว้เป็นหลักฐาน, ตรา, คำบังคับ,ข้อกำหนดหรือข้อบัญญัติที่บังคับให้ต้องมีการปฏิบัติตาม

และเมื่อนำความหมายของแม่คำหรือคำตั้ง แต่ละคำดังกล่าวมาพิจารณารวมกันแล้ว พอจะจำกัดความหมายโดยรวมของคำว่า “กฎอัยการศึก” ได้ว่า หมายถึง “กฎหมายในยามศึกหรือกฎหมายในภาวะสงคราม” ซึ่งมิได้บ่งชี้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะในรายละเอียด จึงอาจกล่าวได้ว่าความหมายโดยรวมดังกล่าวเป็นความหมายทั่วไปของ “กฎอัยการศึก”

“กฎอัยการศึก”(Martial law) เป็นคำประสมที่มาจากคำโดด 3 คำ ได้แก่ คำว่า “กฎ” คำว่า “อัยการ” และคำว่า “ศึก” มารวมกันเป็นคำเฉพาะ ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ระบุความหมายของคำโดดแต่ละคำไว้เป็นแม่คำหรือคำตั้ง ดังนี้

จึงอาจกล่าวได้ว่า ความหมายคำว่า “กฎอัยการศึก” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อย่างหลังนี้ที่ได้อธิบายความว่าหมายถึง “กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” เป็นความหมายเฉพาะของ “กฎอัยการศึก” ตามข้อเท็จจริงในระบบกฎหมายไทย

ส่วนคำว่า “กฎอัยการศึก” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมิได้ระบุให้ความหมายไว้โดยตรงในลักษณะเป็นคำ มูล คำสามานยนาม หรือคำวิสามานยนามที่เป็นแม่คำหรือคำตั้ง แต่ได้จัดประเภทไว้เป็นคำประสมที่เป็นอนุพจน์หรือลูกคำของแม่คำหรือคำตั้ง คำว่า “กฎ” โดยได้ให้นิยามไว้ในลักษณะอธิบายความว่า คือ“กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างประกอบการอธิบายความหมายว่า ในกรณีที่เกิดสงคราม การจลาจล ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้า หน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือ การรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่าง ที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน ความหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นอรรถาธิบาย เพื่อมุ่งชี้เฉพาะให้เข้าใจถึงความหมายในเชิงปฏิบัติหรือการใช้งานจริง ซึ่งสอดคล้องตรงกับหลักการเฉพาะของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 และกฎหมายในกลุ่ม Martial law ที่ใช้กันในนานาประเทศ

ความรู้เรื่องมนุษย์

สาระน่ารู้

หากมนุษย์เรามองให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะพบว่าแวดล้อมตัวเราก็จะมีมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงตัวเราที่สุด และมีสิ่งต่างๆที่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกรวมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ได้ นี่เป็นการมองในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ในระดับนี้ก่อนว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้หรือจะเอาถึงขั้นจักรวาลก็ได้ ก็มีเพียงตัวเรา ธรรมชาติ และเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กับเรา (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่านี้ได้กับทุกคนหรือไม่)

ในอีกมิติหนึ่งนั้น ถ้าเราจะมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย มนุษย์เราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็จะพบว่าตัวเราเองนั้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับท่าทีที่เขาจะมีต่อธรรมชาติ

ในประเด็นนี้ ขยายความต่อไปอีกหน่อยได้ดังนี้ว่า มนุษย์คนนั้นได้มองธรรมชาติด้วยสายตา และด้วยความเข้าใจอย่างใด หากเขามองเห็นว่าธรรมชาติเป็นและมีเพียงมิติ ทางกายภาพ(สสาร) และมนุษย์คนอื่นๆที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้น เขาเองก็คงจะยอมรับในลักษณะลึกๆว่า ตัวของเขาเองก็เป็นสสารด้วย แต่ถ้าเขามองว่าตัวของเขาเองนั้น นอกจากจะมีและเป็นมิติของกายภาพที่เป็นสสารแล้ว ยังมีและเป็นมิติที่เป็นอสสารด้วย ซึ่งในที่นี้ขอใช้อีกคำว่า จิตวิญญาณ(อสสาร) เขาก็คงต้องยอมรับความมีและความเป็นจิตวิญญาณของเพื่อนร่วมโลก ของบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ภายใต้คำจำกัดความว่าธรรมชาติด้วย

อนึ่ง ภายใต้ความหมายของคำว่า จิตวิญญาณนั้น ได้ครอบคลุมการยอมรับสิ่งที่เราเรียกว่า คุณค่า อันมีลักษณะของความเป็นนามธรรมด้วย

เราคงจะไม่ต้องอภิปรายกันตรงนี้ว่า ด้วยสายตาที่มองดูและเข้าใจธรรมชาติที่แตกต่างกันเช่นนี้ จะทำให้ความรู้สึกและพฤติกรรมที่จะตามมาแตกต่างกันเพียงใด เราลองนึกเอาเองดูก็ได้ ว่าหากเราหันมองไปรอบตัวแล้วเห็นแต่วัตถุ คือสสาร กับหากมองไปรอบๆเห็นความหลากหลาย คือวัตถุหรือสสารบ้าง และยังเห็นอสสารที่เป็นจิตวิญญาณบ้าง หรือแม้กระทั่งเห็นว่า ในความที่เป็นสสารนั้นเอง ก็มีมิติของจิตวิญญาณอยู่ด้วย เราจะรู้สึกต่างกันแค่ไหน

ประเด็นสุดท้ายที่ขอกล่าวถึง คือข้อเท็จจริงว่า ที่แวดล้อมตัวมนุษย์และธรรมชาติทั้งหลายอีกทีก็คือ เวลาและสถานที่ ซึ่งไม่มีใครและสิ่งใดๆที่จะปฏิเสธได้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมองหรือเชื่อว่า ความจริงของโลกหรือจักรวาลนี้อยู่ภายในกรอบของความมีและความเป็นสสาร หรือภายในกรอบของความมีและความเป็นสสารและอสสาร ก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เวลาและสถานที่ ก็มีลักษณะที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม นั่นเป็นไปในบริบทของมนุษย์เพียงคนเดียว
หากมนุษย์เรามองให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะพบว่าแวดล้อมตัวเราก็จะมีมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงตัวเราที่สุด และมีสิ่งต่างๆที่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกรวมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ได้ นี่เป็นการมองในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ในระดับนี้ก่อนว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้หรือจะเอาถึงขั้นจักรวาลก็ได้ ก็มีเพียงตัวเรา ธรรมชาติ และเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กับเรา (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่านี้ได้กับทุกคนหรือไม่)

ในอีกมิติหนึ่งนั้น ถ้าเราจะมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย มนุษย์เราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็จะพบว่าตัวเราเองนั้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับท่าทีที่เขาจะมีต่อธรรมชาติ
แต่ในความเป็นจริงของปัจจุบัน เรามนุษย์ทั้งหลายก็ได้มาพบว่าตัวเอง เมื่อเกิดมาและเติบโตมาจนรู้ความนั้น ตัวเราก็อยู่ในสังคมแล้ว ในสังคมที่เราอาจใช้คำว่า สังคมการเมือง แทนก็ได้ ในนิยามว่า การมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคลมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป มามีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายบางประการ ส่วนคำถามที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ว่า ทำไมจึงเกิดมีสังคมการเมืองขึ้นนั้น ขอที่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แม้ว่าจะเป็นคำถามสำคัญก็ตาม เพราะแต่ละคำตอบจะนำไปสู่คำอธิบายเชิงอุดมการณ์ของแต่ละสังคมได้

ภายในสังคมการเมืองนี้เอง สิ่งที่มนุษย์ทำให้ปรากฏไม่ว่าจะเป็นต่อเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขา หรือต่อเพื่อนร่วมโลก หรือต่อสิ่งรอบตัวเขาอื่นๆ คือ พฤติกรรม ก่อนเกิดมีพฤติกรรมนั้น มนุษย์ต้องผ่านการตัดสินใจ เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติที่จะคิดและเลือกได้ระหว่าง ความร้อน-ความหนาว ความสุข-ความทุกข์ ความดี-ความเลว และความอยาก-ความไม่อยาก ฯลฯ (ในระดับนี้ ก็พอที่จะเห็นว่า มนุษย์มีสภาพ ความขัดแย้ง อยู่ประจำตัวแล้ว) ประเด็นสำคัญอยู่ตรงว่า ก่อนที่มนุษย์จะตัดสินใจนั้น ต้องมีกระบวนการต่างๆเกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาก่อน อาจเริ่มนับถอยหลังไปเริ่มตั้งแต่การรับรู้โลกและสิ่งรอบตัว (หรือบางทีบางคนก็อยากจะเริ่มที่โครงสร้าง หรือองค์ประกอบทางกายภาพภายในร่างกายของตัวมนุษย์เอง) ติดตามมาด้วยการที่เราต่างก็มีภาพลักษณ์ต่อสิ่งต่างๆ ตามที่ได้รับการกล่อมเกลาและหล่อหลอมมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเราเป็นไปต่างๆนานาคือ การที่เราอยู่ในสิ่งแวดล้อม(สถานที่-ทางภูมิศาสตร์) มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์(สิ่งแวดล้อมทางเวลา) และใช้ชีวิตในบริบททางวัฒนธรรม(ซึ่งเนื้อแท้ก็คือกรอบต่างๆ รวมทั้งกรอบของการอยู่ร่วมกันที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมาเอง) แน่นอนที่ทั้งสามสิ่งนี้อาจมองได้ในระดับต่างๆกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน สังคม ประเทศ ภูมิภาค หรือในระดับโลกก็ตาม

เมื่อพฤติกรรมของมนุษย์คนหนึ่งเกิดขึ้น ก็จะส่งผลไปยังสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง อันจะทำให้เกิดการรับรู้และตีความ ตลอดจนการประเมินค่าต่างๆต่อไปจากเพื่อนมนุษย์คนอื่นที่อยู่ร่วมสังคม หรือจากสิ่งอื่นใดก็ตามที่สามารถรับรู้ได้ (ที่ต้องระบุตรงนี้ เพราะข้อเท็จจริงที่ว่า หากเขาผู้นั้นเชื่อในการมีอยู่ของมิติทางจิตวิญญาณ เขาก็จะต้องระวังต่อการรับรู้ของจิตวิญญาณนั้นด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบย้อนกับมายังตัวเขา หรือมายังสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเขา) และเมื่อมีผลกระทบเช่นนั้นเกิดขึ้น เขาก็ต้องมีการตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นในทางตอบรับ หรือในทางปฏิเสธหลีกหนีก็ตาม  และนี่ก็คือที่มาของปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งหากปรากฏการณ์นี้มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก มันก็จะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองไป

ข้อเท็จจริงข้างต้นนี่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องยอมรับก่อน กล่าวคือ มนุษย์เราอยู่ระหว่างโลกของธรรมชาติทั้งที่เป็นสสารและโลกของวิญญาณที่เป็น อสสาร หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ มนุษย์เราอยู่ระหว่างความเชื่อเรื่องการมีอยู่-ความเป็นจริงของโลกแห่งสสาร และความเชื่อเรื่องการมีอยู่-ความเป็นจริงของโลกแห่งอสสาร การที่จะเข้าใจมนุษย์และพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์ ต้องทำความเข้าใจผ่านธรรมชาติและโลกทางวิญญาณด้วย เมื่อมนุษย์ทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิตนั้น ไม่มีจะมีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมากเพียงใด ล้วนเป็นกิจกรรมฝ่ายธรรมชาติ ตามสัญชาติญาณหรือตามที่เคยเรียนรู้มา แต่เมื่อมนุษย์มีกิจกรรมอื่นๆนอกจากนั้นก็เป็นไปได้ที่จะมีความหมายทางจิต วิญญาณอยู่บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน มนุษย์ก็ต้องพบกันความหลากหลายของจิต ความหลากหลายของความต้องการ ฯลฯ บวกกับการที่ตัวเขาต้องตัดสินใจเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะให้คำตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ในรูปของสิ่งที่เราเรียกว่า พฤติกรรม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ความขัดแย้ง ทั้งในระดับภายในความรับรู้ของตนเอง และในระดับที่ต้องช่างใจในผลที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมภายนอกตัวเขาเอง

และหากลองมาดูพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม พิจารณาดูปฏิสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในกรอบของสังคมธรรมดา หรือสังคมการเมือง(ในกรณีที่เรื่องนั้นๆมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก) หรือแม้กระทั่งภายในกรอบของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(โดยผ่านตัวแสดงที่ เรียกว่ารัฐ)ก็ตาม เราจะพบว่าแท้จริง กรอบของลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นแท้จริงมีเพียง 5 ลักษณะเท่านั้น กล่าวคือ
1. ความขัดแย้ง
2. การแสวงหาพันธมิตร
3. การเข้าไปก้าวก่าย
4. การค้า และ
5 การสงคราม ซึ่งจะได้ขยายความกันต่อไป

ลำดับความคิดที่นำเสนออย่างค่อนข้างยืดยาวนี้ คงทำให้เกิดความชัดเจนได้บ้างว่า มนุษย์และความขัดแย้งเป็นสิ่งคู่กัน ไม่ต้องไปคิดกำจัดมันให้หมดไปจากโลก เป็นไปไม่ได้ ประเด็นที่เหลืออยู่ให้ต้องขบคิดต่อไป คือคำถามว่า จะจัดการอย่างไรกับความขัดแย้งที่มีอยู่เหล่านั้น ? เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันด้วยดีตามอุดมการณ์ที่สังคมต่างๆ มีร่วมกัน

เราอาจมีกรอบได้หลายลักษณะ เช่น การศึกษาบทบาทของผู้มีอำนาจตัดสินใจ (ในระดับบุคคล ต่ำกว่ารัฐ และในแนวทางจิตวิทยา) หรือศึกษาจากลักษณะของรัฐ (ศึกษาในระดับรัฐ เช่นในแง่ของปัจจัยแห่งอำนาจรัฐ จากลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ จากระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระบอบการปกครอง เป็นต้น โดยดูกายภาพของประเทศ ระบบการเมือง มิติทางจิตวิทยาและสังคม หรือปัจจัยอำนาจรัฐอื่นๆ ประกอบ) หรือศึกษาจากระบบการเมืองโลก (ทั้งในระบบหลัก และระบบรอง ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับเหนือรัฐ) …

แต่ในที่นี้ขอเสนอแนวทางพิจารณาการเมืองโลก จากระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่างๆ รัฐซึ่งมีปัจจัยอำนาจรัฐ และในมิติอื่นๆที่ต่างกัน… โดยขอให้จินตนาการว่า โลกเป็นเสมือนเกาะใหญ่ มีสมาชิกชาวเกาะประมาณกว่า 2-300 คน แต่ละคนมีรูปพรรณสัณฐาน อุปนิสัย ศักยภาพทางร่างกายและจิตใจที่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้น แต่ละคนยังครอบครองที่ดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ต่างกันอีกด้วย มีอาหารการกินเฉพาะตนมากไม่เท่ากัน ฯลฯ

ลักษณะความสัมพันธ์พื้นฐานของมนุษย์ที่เราสามารถนำมาเป็นกรอบพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ มี 5 ประการ คือ

การพูดสื่อรัก?

สาระน่ารู้

การสื่อสารมีความสำคัญกับมนุษย์มาตั้งแต่ กำเนิด เนื่องจากมนุษย์ต้องอยู่ในสังคมและใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการบอกความ ต้องการของตนเองต่อผู้อื่น การสื่อสารจึงเป็นสื่อกลางที่ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง ราบรื่น

นอกจากนี้การสื่อสารยังเป็นความสามารถหรือทักษะที่ทุกคนมีมา ตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ได้แก่ การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับ หลายรูปแบบและหลายประเภทขึ้นอยู่กับการนำเกณฑ์ใดมาจัดแบ่ง เช่น การนำจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นเกณฑ์จะสามารถแบ่งได้เป็น การสื่อสารในบุคคล เช่น การพูดกับตนเอง การสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับอาจารย์ และการสื่อสารสาธารณะ เช่น การพูดในห้องประชุมซึ่งมีผู้ฟังมากมาย การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารถึงคนพร้อมๆกันในจำนวนมาก

ดังนั้น การสื่อสารจึงเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ การใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมในทุกระดับ การสื่อสารมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น เพื่อให้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

การพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง ล้วนเป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะต้องปรับตัวเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจและจับใจความสำคัญ การเขียนโน้ตในขณะฟังบรรยาย การอ่านหนังสือและเอกสารประกอบการสอน และที่สำคัญ คือ การพูด เพื่อนำเสนอในโอกาสต่างๆ การพูดเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่ดี น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นจะช่วยให้นักศึกษามีเสน่ห์และน่าชื่นชม ทั้งในสายตาเพื่อน และอาจารย์ผู้สอน

ด้วยเหตุนี้ จึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถเลือกใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

ทักษะการพูดที่ดี

  1. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดังนั้นควรพูดในสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟัง ในเนื้อหาที่ผู้ฟังอยากฟัง
  2. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนอารมณ์ ดังนั้นควรพูดในอารมณ์ที่ดี ความรู้สึกที่ดีกับผู้ฟัง
  3. การพูดเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้นควรเลือกภาษาและอารมณ์ในการพูดเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ฟังเสมอ

องค์ประกอบการพูด

  1. วัจนภาษา คือ ภาษาพูดที่เปล่งออกมาเป็นเนื้อหา
  2. อวัจนภาษา คือ ภาษากาย กิริยา ท่าทาง สีหน้า ดวงตา น้ำเสียง การแต่งกาย

การสื่อความหมาย

  • ภาษากาย 55%
  • น้ำเสียง 38%
  • ภาษาพูด 7%

พูดอย่างไรให้สร้างมิตร

  1. พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ในอารมณ์ที่เราอยากพูด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  2. ฝึกที่จะชมผู้อื่นให้สมจริง คือ การให้สติแก่ผู้อื่น
  3. เตือนตนเองเสมอเมื่อต้องติผู้อื่นต้องติอย่างสร้างสรรค์
  4. ฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

การฟัง

  1. ฟังอย่างเต็มใจ แสดงความสนใจ
  2. พูดตอบด้วยหน้าและท่าทาง
  3. จับใจความโดยการแยกประเด็น ทัศนคติ และ ความรู้สึก

หัวใจของการสื่อสาร

ถามตนเองทุกครั้งที่พูด

  • ได้ยินเสียงตนเองหรือไม่
  • พูดในสิ่งที่ผู้อื่นอยากฟัง หรือไม่
  • ไวต่อความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ เขารู้สึกอย่างไร
  • ใช้อวัจนภาษาประกอบแล้วหรือไม่

การพูดเพื่อนำเสนอ

  1. รู้เรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดี
  2. เตรียมสื่อที่จะช่วยในการสื่อความหมายมาให้พร้อม เช่น Power point เอกสาร ภาพประกอบ อุปกรณ์สาธิตที่จำเป็น
  3. ใช้ทักษะการพูดที่ครบถ้วนเหมาะสม
  4. รักษาเวลาในการพูด
  5. ขณะนำเสนอ มีการกล่าวทักทาย กล่าวเข้าสู่เรื่องและแบ่งประเด็นการพูดชัดเจน รวมทั้งกล่าวสรุปอย่างเข้าใจ ไม่วกวน
  6. หลังนำเสนอ เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถาม แสดงความคิดเห็น ยอมรับคำติชมอย่างเต็มใจ และนำไปพิจารณาปรับปรุงอยู่เสมอ

credit baanjomyut.com