Tag Archive: ทัศนคติ

ความเป็นมาของเครื่องเรือนอังกฤษ

ปิด เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เท่านั้น ที่เราได้ มา อย่างระมัดระวัง บางส่วนของ นักออกแบบ ใหม่ที่ดีที่สุด และร้านค้าปลีก ที่จะตั้งค่า แผง ในปี เรา นำเสนอ คุณช่วง ของสินค้าที่ แน่ใจว่าจะ ตื่นเต้น และแรงบันดาลใจ ในวันคริสต์มาส

pop ใน และคุณจะพบ โฮสต์ของ ความคิด ของขวัญที่ดีทุก บิตที่แตกต่าง จาก ปกติ เสนอ ถนนสูง หรือ มา สับพาย และ ไวน์

ตลาด จะเปิด จนถึง 20.00 น. ในวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม เป็น โหมโรง กับเหตุการณ์ที่ ปลาย ของเรา ในตอนเย็นของความสุข และความบันเทิง เสื่อม ฉลอง ยุค จอร์เจีย

จาก บ้านที่ สวยงาม ตกแต่งเพื่อ การเล่นการพนัน เดนส์ เข้มงวด จอร์เจีย เปิดเผย สำรวจ การปฏิวัติในชีวิตประจำวัน ที่เกิดขึ้น ระหว่าง 1714 และ 1830 เขตเมืองและ ถูกเปลี่ยน การ ชา นิตยสาร อ่าน สวน และช้อปปิ้ง เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นเรื่องธรรมดา และ จับตาการบริโภค กลายเป็น งานอดิเรก ของชนชั้นกลาง ที่เกิดขึ้นใหม่

วัฒนธรรม ที่เป็นที่นิยม ในขณะที่เรา รู้ว่ามัน เริ่ม และด้วย การเพิ่มขึ้น ผ่านพ้น ของแฟชั่นและ มีชื่อเสียง หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์และ องค์กรการกุศลที่ ก่อตั้งขึ้น ใน ช่วงเวลาแห่ง การสร้างสรรค์นวัตกรรม อย่างไม่น่าเชื่อ นี้ ความคิดที่ ได้รับการ ถกเถียงกัน ไม่รู้จบ ใน ร้านกาแฟใหม่และ แพร่กระจาย ผ่านทาง ทางหลวงข้อมูลที่ พิมพ์ มวล

การ วาดภาพบน คอลเลกชัน ที่ไม่ซ้ำกัน และหายาก ที่อุดมไปด้วยห้องสมุด ของอังกฤษ แสดง หนังสือหนังสือพิมพ์ แผนที่และ โฆษณา รวมทั้ง งานศิลปะ และ สิ่งของที่ ยืม , จอร์เจีย เปิดเผย นำมาสู่ชีวิต การทดลองและชัยชนะ ของคนธรรมดาสามัญที่เปลี่ยน ไปตลอดกาล ของสหราชอาณาจักร

กำเนิดเทองคต

กำเนิดทรพา ทรพี

มียักษ์ตนหนึ่งชื่อนนทกาลอสูร เป็นผู้เฝ้าประตูกำแพงชั้นในเขาไกรลาสของพระอิศวร ได้ล่วงเกินนางมาลีซึ่งเป็นคนร้อยดอกไม้ นางจึงไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรโกรธสาปให้นนทกาลไปเกิดเป็นควายป่าชื่อ ทรพา และเมื่อถูกฆ่าโดยลูกชายชื่อทรพี จึงจะพ้นคำสาป เมื่อทรพาเข้ามาอยู่ในป่าได้นางควายเป็นเมียมากมาย เมื่อนางควายตัวใดมีลูกตัวผู้ก็จะถูกฆ่าตายหมด นางควายนิลาจึงหนีไปออกลูกในถ้ำสุรกานต์เป็นตัวผู้ ฝากเทวดาให้เลี้ยงดู เทวดาได้ตั้งชื่อ ลูกควายนี้ว่าทรพี

ฝ่ายท้าวศากยวงศาเจ้าเมืองบาดาล ได้ตายลง ไมยราพได้ขึ้นครองเมือง คิดถึงเรื่องที่บิดาสั่งไว้มิให้คบหากับทศกรรฐ์ แต่เนื่องด้วยทศกรรฐ์เป็นยักษ์พาล วันหน้าอาจรุกรานได้ จำเป็นต้องเรียนพระเวทให้มากขึ้น จึงขึ้นจากบาดาล มาศึกษาพระเวท ด้านการสะกดทัพ หายตัว คงกระพันชาตรีกับพระสุเมธฤาษี ที่ป่าหิมพานต์ พระฤาษีได้ทำพิธีถอดดวงใจให้ไมยราพและให้ไปเก็บไว้ที่เขาตรีกูฎ ส่วนทางเมืองมนุษย์นั้นมีกรุงไกยเกษ ท้าวไกยเกษปกครองมีมเหสีชื่อ ประไพวดี ต่อมามีธิดาชื่อ นางไกยเกษี ท้าวไกยเกษเห็นว่า ท้าวอัชบาลเป็นวงศ์พระนารายณ์และมีความสามารถ ทั้งมีโอรสชื่อท้าวทศรถ จึงถวายนางไกยเกษีให้ ต่อมาท้าวอัชบาลได้ให้ท้าวทศรถขึ้นครองราชย์ และประทานนางไกยเกษี เป็นพระมเหสี

ส่วนทศกรรฐ์แค้นใจและเศร้าโศกเสียใจมาก กุมภกรรณและพิเภก จึงไปหาพระฤาษีโคบุตร พระฤาษีโคบุตรบอกให้ไปพบพระฤาษีอังคต อาจารย์ของพระยาพาลี ให้ไปช่วยไกล่เกลี่ย จนพระยาพาลียอมคืนนางมณโฑให้ทศกรรฐ์ แต่ขณะนั้น นางมณโฑท้องได้ 6 เดือนกว่าแล้ว พระฤาษีอังคตจึงผ่าเอาทารกออกไปใส่ไว้ในท้องแพะ ส่วนนางมณโฑ ได้นำกลับไปคืนทศกรรฐ์ ต่อมาจนถึงเวลาพระฤาษีอังคตได้แหวะท้องแพะ เอาทารกออกมา ตั้งนามว่าองคต แล้วนำไปให้พระยาพาลี

ทศกรรฐ์ถอดดวงใจ

สำหรับทศกรรฐ์ แม้จะได้นางมณโฑแล้ว ก็ไม่หายแค้นพระยาพาลี เมื่อพระยาพาลี จะประกอบพิธีสรงน้ำแก่โอรสองคตในแม่น้ำยมนา ทศกรรฐ์จึงคิดฆ่าให้สิ้นความอัปยศ จึงแปลงร่างเป็นปู ลงไปอยู่ใต้น้ำที่จะทำพิธี พระยาพาลีลงไปจับปูทศกรรฐ์ได้และได้ประจานอยู่เจ็ดวัน จึงปล่อยตัวไป ทศกรรฐ์จึงไปหาพระฤาษีโคบุตร ขอให้ช่วยถอดดวงใจให้ โดยไปทำพิธีกันที่ภูเขานิลคีรีและได้นำดวงใจนั้นรักษาไว้ ณ ภูเขานี้

ส่วนหนุมานนั้นได้อยู่กับพระยาพาลีและสุครีพ ต่อมาต้องการรักษาศีลจึงลาผู้เป็นน้าแล้วเหาะไปจำศีลที่ป่ากัทลีวัน รณพักตร์ เป็นลูกทศกรรฐ์กับนางมณโฑ มีนิสัยหยาบช้าเช่นเดียวกับทศกรรฐ์ ไปศึกษาพระเวทกับ พระฤาษีโคบุตร พระฤาษีได้ให้วิชามหากาลอัคคี ใช้สำหรับบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ รณพักตร์เมื่อได้วิชาแล้ว จึงไปบำเพ็ญตบะที่เนินเขาโพกาศ เป็นเวลาเจ็ดปี ทำให้พระเป็นเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ต้องเสด็จมาถามความต้องการ รณพักตร์จึงขอศร พระอิศวรจึงประทานศรพรหมมาศ และพรแปลงกาย เป็นพระอินทร์ให้ พระพรหมให้ศรนาคบาศพร้อมกับพรว่า หากจะตายให้ตายบนอากาศหากเศียรขาดตกดิน ต้องมีพานแก้วของพระพรหมมารองรับ จึงจะไม่กลายเป็นไฟบรรลัยกัลปไหม้โลก ส่วนพระนารายณ์ให้ศรวิษณุปาณัม   ทศกรรฐ์เมื่อเห็นรณพักตร์มีฤทธิ์มากขึ้น นับจากได้ศรจากพระอิศวร พระพรหมและพระนารายณ์ จึงให้รณพักตร์ยกทัพไปปราบพระอินทร์ ได้สู้รบกันที่กลางเขาพระสุเมรุ พระอินทร์สู้ไม่ได้ทิ้งจักรแก้วไว้ แล้วหนีไปฟ้องพระอิศวร ส่วนรณพักตร์ได้จักรแก้วของพระอินทร์ จึงกลับมายังเมือง ทศกรรฐ์จึงตั้งชื่อรณพักตร์ใหม่ว่า อินทรชิต ซึ่งแปลว่าสามารถปราบพระอินทร์ได้

 

ด้านเมืองโรมพัตตัน มีท้าวโรมพัตเจ้าเมืองโรมพัตตัน เมืองนี้ฝนไม่ตกมาเป็นเวลาสามปี เกิดทุพภิกขภัย จึงให้จัดพิธีขอฝน แต่ไม่เป็นผล ต่อมาทราบว่าเพราะมีฤาษีตนหนึ่งชื่อกไลโกฎ บำเพ็ญตบะญาณแก่กล้าจนเกิดฝนแล้งขึ้น ท้าวโรมพัตจึงให้ธิดาชื่อนางอรุณวดี ไปทำลายพิธี โดยยอมเป็นเมียฤาษี

ทำวามรู้จักประเพณีผีกระจาด

ประเพณีนี้จะจัดขึ้นก็ต่อเมื่อบุตรคนแรก (ลูกคนโต) ของครอบครัวมีอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งเป็นต้นไป หรือโตจนสามารถเดินวิ่ง และจับทัพพีใส่บาตรได้ พ่อแม่จึงกำหนดงานทำบุญผีกระจาดขึ้น เมื่อพ่อแม่กำหนดวันทำบุญผีกระจาดเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะเชิญแม่ผีสามคนจากสามหมู่บ้านในตำบลบางกระบือ (คือยายหมา ดาวหาง, ยายจำรัส คุ้มหมู และยายสง่า สวยเอี่ยม) และนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูปจากวัดใกล้บ้าน จากนั้นแจ้งกำหนดงานให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทราบ บางงานอาจรวมทำบุญหลายๆ ครอบครัว ในคราวเดียวก็ได้ ก่อนวันงานต้องเตรียม

  1. “ตาเฉลว” 5 ใบ คือ กระจาดสานด้วยไม้ไผ่เป็นตาโปร่งๆ บริเวณปากกระจาดสานเป็นลายกลีบบัวปากพาน 5 กลีบ และตกแต่งด้วยกระดาษสี
  2. ธงกระดาษสี ใช้ปักที่ตาเฉลว และแต่ละธงติดสตางค์ตามศรัทธา
  3. สิ่งของที่ต้องใส่ในตาเฉลว 3 อย่าง คือ ขนมกง มะพร้าวอ่อน และกล้วย

ในวันงานเมื่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาพร้อมกัน เจ้าภาพ (พ่อแม่ของเด็ก) จุดธูปเทียนไหว้พระ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ในระหว่างนี้พ่อแม่ของเด็กจะจัดขันข้าวไว้ให้ลูกตักชาย เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ เจ้าภาพถวายภัตตาหาร หลังจากนี้พระสงฆ์ให้พรและทำพิธีกรวดน้ำ เจ้าภาพจึงนำกระจาด (ตาเฉลว) ทั้ง 5 ใบ มาวางไว้หน้าพระสงฆ์ เจ้าภาพจึงมอบกระจาดให้ศิษย์วัดต่อไป

ในระหว่างพิธีสงฆ์ แม่ผีจะทำพิธีไหว้ผีกระจาดไปพร้อมๆ กันโดยแม่ผีจะแยกมาจัดพิธีห่างจากชายคาบ้าน โดยใช้ผ้าขาวหรือเสื่อปูลาด สิ่งที่นำมาประกอบพิธีไหว้ คือ สำรับหวาน และสำรับคาว สำรับคาว ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ขวด ไก่ 1 ตัว หมูสามชั้น

สำรับหวาน ประกอบด้วย ขนมกง มะพร้าวอ่อน กล้วย 1 หวี วางคู่กันพร้อมบายศรีปากชาม และไข่ 1ฟอง พร้อมทั้งอาหารคาวหวานที่นำมาเลี้ยงพระนำมาเป็นของเคียงอีกหนึ่งชุด เพื่อเซ่นไหว้ด้วยแม่ผีจะเริ่มพิธีโดยจุดธูปเทียนจำนวนหนึ่ง บอกกล่าวเชิญผีว่า “ขอเชิญพ่อเฒ่าเจ้าของธง และแม่ของเรือนเจ้าของกระจาดมารับเครื่องสังเวยของลูก (เอ่ยชื่อของเด็กและพ่อแม่ของเด็ก) เขาได้ทำกระจาด 5 ใบให้แล้ว วงศ์วานว่านเครือผีกระจาดได้กลิ่นธูปขอเชิญแม่มารับเครื่องเซ่นไหว้ มีเหล้า มะพร้าวอ่อน กล้วยหวีงามและขนมกง ฯลฯ เชิญแม่มารับเครื่องสังเวย พร้อมกินให้อิ่มหนำสำราญมาอวยชัยให้พรแก่ลูกหลานวงศ์วานผีกระจาดอยู่เย็น เป็นสุขตลอดกาล” พร้อมกันนั้นแม่ผีจะปักธูปลงในถาดเครื่องเซ่น

เมื่อเสร็จทั้งพิธีสงฆ์และไหว้ผีกระจาดแล้ว เจ้าภาพจะเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่มาร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อได้เวลาพอสมควรแม่ผีจะทำพิธีลาผี โดยแบ่งเครื่องเซ่นผีทุกอย่างใส่กระทงใบตองนำไปไว้ทางสามแพร่งและกรวดน้ำให้ ผีกระจาด นอกจากประเพณีทำบุญผีกระจาดให้กับลูกคนโตแล้ว ยังมี “พิธีถวายธง” สำหรับลูกคนรองๆ ลงมา โดยการจัดพิธีถวายธงต่อพ่อเฒ่าเจ้าของธงให้มารับธงและปกป้องคุ้มครองลูกหลาน ของผีกระจาดให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป โดยนำธงไปปักไว้หน้าโบสถ์ หรือวิหารที่วัดใกล้บ้าน ถ้าเป็นลูกชายให้ทำธงด้วยผ้าขาวรูปสามเหลี่ยม วาดรูปม้าบนพื้นธง ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ทำธงสามชาย

โลกาภิวัตน์ เกิดจากอะไร

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการพยายามใช้ระบบเบรตตันวู้ด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตลาดการค้าเสรีและความรับผิดชอบของรัฐเพื่อดูแลสวัสดิการภายในประเทศ รัฐต้องอยู่ในกรอบขององค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และข้อตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ (GATT) ในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้า เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและระบบอัตราแลกเปลี่ยน องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ให้บริการด้านการเงิน และให้เวลาประเทศต่าง ๆ ปรับเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศ เพื่อมิให้ต้องลดทอนสวัสดิการของสังคมภายในประเทศ

กล่าวโดยย่อภายใต้ระบบเบรตตันวู้ดประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินนโยบายภายในเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะของตน พร้อม ๆ กับที่มีความพยายาม ณ ระดับนานาชาติที่จะสร้างระบบการค้าเสรีขึ้นในโลก ภาวการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าด้านสังคมเป็นเวลา 3 ทศวรรษ แต่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1968-1975 จากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน สภาพรอมชอมที่ยอมให้เศรษฐกิจภายในประเทศเป็นตัวกำหนดนโยบายรัฐ เปลี่ยนแปลงไป คือรัฐถูกจำกัดบทบาทวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสวัสดิการสังคมภายในประเทศ และอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เพิ่มความสำคัญกับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับที่มาตรการด้านการประกันสังคมและสวัสดิการสังคมที่นำมาใช้ช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกยกเลิกหรือค่อย ๆ ลดความสำคัญลง รัฐถูกกดดันให้ละทิ้งบทบาทเดิมที่ต้องรับผิดชอบกับสังคมของตนเอง โดยต้องทำตามการชี้นำของเศรษฐกิจโลก ภายใต้การชี้นำของศัพท์แสงใหม่ ๆ เรื่องโลกาภิวัตน์ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และการแข่งขันระดับโลก (globalization, interdependence, competitiveness)

ภาวการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร? และเหตุใดจึงเกิดขึ้น? คงจะมีการถกเถียงเพื่อแสวงหาคำตอบกันอีกนานทีเดียว แต่ในขั้นนี้กล่าวได้ว่า เรากำลังถึงช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนจริง ๆ กล่าวคือเรากำลังอยู่ ณ จุดที่โครงสร้างเก่านั้นอ่อนกำลังลง และโครงสร้างใหม่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว จะขอแจกแจงองค์ประกอบหลัก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงในตอนต่อไป

ประวัติของพระ

สมัยหลังพุทธปรินิพพานในชมพูทวีป(อินเดีย)

พระเถระหรือพระอาจารย์ ในเถรวาทหรืออาจริยวาทในสำนักนั้นๆ เนื่องมาจากเป็นพระอุปัชฌายะอาจารย์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่เคารพนับถือยกย่องกันขึ้นเอง เช่น ในสมัยสังคายนา ครั้งที่  ๑

                พระกัสสปเถระ เป็นพระสังฆปรินายก ในฝ่ายเถรวาท(ที่ถือไม่ถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามพระพุทธานุญาตใกล้ปรินิพพาน)

                พระปุราณะ เป็นพระสังฆปรินายกอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ท่านได้รับการชักชวนให้ปฏิบัติตามฝ่ายเถรวาท แต่ท่านตอบว่า พระเถระทั้งหลายก็สังคายนาพระธรรมวินัยกันดีแล้ว แต่ท่านจักทรงไว้ตามที่ท่านได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงว่าท่านไม่ยอมรับปฏิบัติ เป็นการเริ่มต้นแห่งการแยกออกเป็นฝ่ายอาจริยวาท(ที่ถือถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ตามพระพุทธานุญาต) วิ.ปัญจสติก. ๗/๓๘๙

                การปกครองคณะสงฆ์กระจายกันอยู่ในสำนักในวาทะหรือนิกายนั้นๆ ทางรัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้องภายในคณะสงฆ์ แต่ก็ให้อุปถัมภ์ในบางคราว ในวาทะหรือนิกายที่พระราชาผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐนั้นๆ นับถือ เช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายเถรวาท มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นหัวหน้า ในสมัยสังคายนาของฝ่ายเถรวาท ครั้งที่ ๓ ส่วนพระเจ้ากนิษฐกะ ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายอาจริยวาท ในสมัยสังคายนาฝ่ายนั้น

 

การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทย

 

สมัยสุโขทัย

                ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์และประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาสายเถรวาท จึงเท่ากับเป็นศาสนาประจำชาติ  มีการปกครองคณะสงฆ์ภายใน คือ

๑.       มีสังฆปริณายก มีพระอุปัชฌายะ อาจารย์ ตามข้อ ๑-๒ สมัยพุทธกาล

๒.     พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสมณศักดิ์ พระราชทินนาม

๓.     มีสังฆนายกแห่งวาสะ หรือฝ่าย และมีเจ้าคณะประจำเมืองต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ทางตั้ง ตามข้อ ๓-๖ สมัยพุทธกาล

๔.     ชื่อสูงสุดแห่งพระสังฆนายกปริณายกว่า พระสังฆราช  รองลงมาเรียกว่า ปู่ครู

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว

                นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว เพราะวิธีปกครองในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานี เป็นเมืองประเทศราช โดยมากเมืองใหญ่ เมืองหนึ่งน่าจะมีพระสังฆราชองค์หนึ่ง  ส่วนเมืองน้อยจึงมีเพียงปู่ครู เป็นพระสังฆปริณายก คำนี้เปลี่ยนเรียกพระครู แต่ในครั้งสุโขทัย

๕.     ในหนังสือพงศาวดารเหนืออีกแห่งหนึ่งว่า จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยสุโขทัยเป็น

ฝ่ายขวา                            -               คามวาสี                      -                     คันถธุระ

ฝ่ายซ้าย                            -               อรัญวาสี                     -                     วิปัสสนาธุระ

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า จะเรียกจะจดว่า คามวาสี- อรัญวาสี ก็ยาก จึงเรียกอย่างง่ายๆว่า ขวา ซ้าย อนุโลมตามชื่อที่จัดหมวดกรมในราชการ ซึ่งง่ายแก่การเรียกการจด

๖.      ทำเนียบคณะสงฆ์สมัยสุโขทัยในพงศาวดารเหนือว่าดังนี้

ฝ่ายขวา

พระสังฆราชา                                                                      อยู่วัดมหาธาตุ

พระครูธรรมไตรโลก                                                          อยู่วัดเขาอินทรแก้ว

พระครูยาโชค                                                                      อยู่วัดอุทยานใหญ่

พระครูธรรมเสนา                                                               อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                                                ฝ่ายซ้าย

พระครูธรรมราชา                                                               อยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว

พระครูญาณไตรโลก                                                          อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

พระครูญาณสิทธิ์                                                 อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                               

สมัยกรุงศรีอยุธยา

๑.       ในชั้นต้นแห่งกรุงเก่า คณะและเจ้าคณะใหญ่

ฝ่ายคามวาสี          สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ฝ่ายอรัญวาสี         สมเด็จพระวันรัต

องค์ไหนมีพรรษายุกาลมาก ก็เป็นสมเด็จพระสังฆราช

๒.     ต่อมา เมื่อคณะป่าแก้วจากลังกามีมากขึ้นในกรุงเก่า และหัวเมืองปักษ์ใต้ชั้นหลัง ต้องแยกคณะคามวาสีเป็น ๒ คณะ จึงเอาตำแหน่งพระวันรัต ไปเป็นเจ้าคณะใหญ่คามวาสีฝ่ายใต้ ตั้งนามเจ้าคณะใหญ่อรัญวาสีขึ้นใหม่ว่า พระพุทธจารย์ (เปลี่ยนเป็น พุฒาจารย์ ในรัชกาลที่ ๔ )

๓.     ต่อมาสมัยพระมหาธรรมราชา (พระราชบิดาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แบ่งออกเป็น

คณะเหนือ            ขึ้นในสมเด็จพระอริยวงศญาณ

คณะใต้                  ขึ้นในสมเด็จพระวันรัต(ป่าแก้ว)

๔.     คำว่า สมเด็จ นำมาจากเขมรสมัยอยุธยา เดิมคำว่า  พระสังฆราช มีมากองค์ คือราชธานีและหัวเมืองใหญ่ทั้งหลายจึง

ก.       สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นองค์หนึ่งใหญ่กว่าพระสังฆราช หรือสังฆราชาทุกองค์

ข.       ตั้งพระครูในราชธานีขึ้นเป็นพระสังฆราชาคณะให้พิเศษกว่าพระครูทั่วไปแต่เดิม แต่มาเรียกสั้นๆ ว่า พระราชาคณะ

ครั้งกรุงเก่าจึงมีสังฆปริณายกเป็น ๓ ชั้น :

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช

(๒) พระสังฆราชา

(๓)  พระครู

๕.     สรุปพระเถระผู้ทรงสมณศักดิ์

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช ซ้าย ขวา ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศ์ และสมเด็จพระวันรัต

(๒)  พระพุทธาจารย์ พระพุทธโฆษาจารย์ พระพิมลธรรม พระธรรมโคดม

(๓)  พระพรหมมุณี พระธรรมเจดีย์ พระธรรมไตรโลก

(๔)  พระเทพกวี พระเทพมุณี พระญาณไตรโลก

(๕)  พระราชาคณะสามัญ มีราชทินนามต่างๆ

จึงได้คณะและเจ้าคณะใหญ่ ดังนี้

(๑)   คณะคามวาสี ฝ่ายซ้าย (เหนือ)  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

(๒) คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุทธาจารย์

(๓)  คณะคามวาสี ฝ่ายขวา (ใต้) สมเด็จพระวันรัต

 

สมัยกรุงธนบุรี

                พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทรงแสวงหาเลือกสรรพระจากเมืองต่างๆ มาทรงสถาปนาและตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นต้น เพื่อให้พระพุทธศาสนาทั้งด้านปริยัติ ด้านปฏิบัติ และด้านคณะสงฆ์ คืนดีเหมือนอย่างสมัยก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาแต่ยังไม่ทันเรียบร้อย

                รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ก็คงทรงจัดขึ้นเค้าเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา โดยจัดคณะคามวาสี เป็นฝ่ายซ้าย สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เป็นเจ้าคณะ จัดคณะอรัญวาสีเป็นฝ่ายขวา พระพนรัตเป็นเจ้าคณะ โดยจัดตั้งคณะเหนือ คณะใต้ ขึ้นแทน สองคณะนี้ยอมรวมเอาคณะอรัญวาสีเข้าไว้ในเขตของตน คือคณะหนึ่งๆ อาจแยกออกเป็น ๒ คณะย่อย คือฝ่ายคามวาสี และฝ่ายอรัญวาสี ฝ่ายอรัญวาสีก่อนหน้านั้นเป็นคณะหนึ่งต่างหากมาก่อนและยังมิได้เลิกตำแหน่งเจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี  จึงยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คระอรัญวาสี

                                                               

 

 

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                                                                สมัยรัชการที่ ๑

                รัชกาลที่ ๑ ทรงฟื้นฟูปรับปรุงพระพุทธศาสนาทุกด้าน ทรงสถาปนาพระอารามใหญ่น้อย รวบรวมทำสังคายนาพระไตรปิฏก ทรงปรับปรุงการคณะสงฆ์ ทรงแสวงหาเลือกสรรพระสงฆ์ ทรงสถาปนาแต่งตั้งพระสังฆราช พระราชาคณะทั้งปวง

                การปกครองคณะสงฆ์ ก็คงแบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วยคามวาสี อรัญวาสี มีการเปลี่ยนแปลงนามพระราชาคณะบ้าง แต่ก็ยังมีเค้าเป็น ๓ คณะ  คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๒

                ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปกครองคณะสงฆ์แบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วย คามวาสี อรัญวาสี แต่ยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๓

                โปรดให้รวมพระอารามหลวงและวัดราษฎร์ในจังหวัดกรุงเทพฯ โดยมากเข้าเป็นคณะหนึ่งต่างหาก เรียกว่าคณะกลาง ขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังทรงเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพน คณะใหญ่จึงเป็น ๔ คณะมาแต่นั้น คือคณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะอรัญวาสี

                ในรัชกาลนี้มีวัดหลวง วัดราษฎร์ สร้างขึ้นใหม่มาก โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดเก่าก็มาก การศึกษาพระปริยัติธรรม ทรงบำรุงขึ้นมาก และทรงมอบหมายให้เป็นพระราชธุระของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงผนวชอยู่ การเล่าเรียนจึงเจริญมาก

                คณะธรรมยุตได้เริ่มขึ้นในรัชกาลนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงผนวชมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๒ และได้ทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๓ มีพระนามฉายาว่า วชิรญาโณ แต่ยังขึ้นอยู่ในคณะกลาง ซึ่งมีกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นเจ้าคณะ เดิมเรียกว่า บวรนิเวศาทิคณะ

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๔

                คณะใหญ่ก็คงแบ่งเป็น ๔ เหมือนรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนากรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นประธานแห่งสงฆ์บริษัททั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๓๙๔

                คณะใหญ่ทั้ง ๔ คณะ และเจ้าคณะใหญ่ที่ทรงสถาปนาในต้นรัชกาล คือ

(๑)   คณะเหนือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) วัดสุทัศน์

(๒) คณะใต้ สมเด็จพระวันรัตน์(เซ่ง) วัดอรุณราชวราราม

(๓)  คณะกลาง สมเด็๗พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลก

(๔)  คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ

คณะกลางที่โปรดให้ตั้งขึ้นและขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิต ในรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลที่ ๔ การบังคับบัญชาว่ากล่าว ก็เห็นจะอยู่ที่วัดพระเชตุพน แม้เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตสิ้นพระชนม์แล้ว(พ.ศ. ๒๓๙๖) คณะกลางก็ยังขึ้นในพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระฐานานุกรมพระอัฐิบังคับบัญชาว่ากล่าวมา จนถึงรัชกาลที่ ๕

ได้ทรงสถาปนาพระองค์ฤกษ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ พ.ศ. ๒๓๙๔ ตำแหน่งอนุนายกรองแด่ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติการซึ่งเพิ่มสถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แม้ได้โปรดให้เป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติกามาแต่แรก ก็ยังคงขึ้นอยู่ในคณะกลาง ไม่ได้แยกออกเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ตลอดรัชกาลที่ ๔

                                                สมัยรัชกาลที่ ๕

                                        ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๑๑

ทรงสถาปนากรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เทียบที่มหาสังฆปริณายก เพราะไม่ได้ทรงตั้งสมเด็จพระอริยวงศาตญาณ

การคณะสงฆ์คงเป็นอย่างเดิม คือ มีคณะใหญ่ ๔ ได้แก่

๑.คณะเหนือ

๒.คณะใต้

๓.คณะกลาง

๔.คณะอรัญวาสี

                                                ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๒๔

ทรงสถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ เป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรศโปรดให้มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าคณะรองคณะธรรมยุติกา มีสมณศักดิ์ตำแหน่งนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกจึงเข้าใจว่า ยกคณะธรรมยุติกาขึ้นเป็นคณะใหญ่เป็นครั้งแรกโดยมีกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์เป็นเจ้าคณะใหญ่ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นเจ้าคณะรอง จึงมีคณะใหญ่เป็น ๕ คณะ

๑.       คณะเหนือ

๒.     คณะใต้

๓.     คณะกลาง

๔.     คณะอรัญวาสี

๕.     คณะธรรมยุติกา

โปรดให้จัดระเบียบคณะสงฆ์คราวหนึ่ง คือ ให้แยกคณะกลางซึ่งขึ้นพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสออกมาเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ให้หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์(ทัต) วัดพระเชตุพน เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะกลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสและคณะสงฆ์ธรรมยุติกาตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖

ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙

ยุคที่ ๓ แต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๕

                โปรดให้ตั้งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.  ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) มีรูปแบบการปกครองดังนี้

๑.                   พระมหาเถระที่ทรงปรึกษาในการพระศาสนาและการปกครอง       บำรุงสังฆมณฑลทั่วไป ได้แก่สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง ๑ และพระราชาคณะเจ้าคณะรอง คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา คณะกลางทั้ง ๔ ตำแหน่งนั้น ข้อภารธุระในพระศาสนา หนือในสังฆมณฑล ซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถระสมาคม ตั้งแต่ ๕ พระองค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถระสมาคมนั้นให้เป็นสิทธิขาด ผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปอีกไม่ได้

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมือง

๔.     เจ้าคณะแขวง เฉพาะในจังหวัดกรุงเทพฯ มีพระราชาคณะเป็นผู้กำกับคณะแขวงละรูป

๕.     เจ้าอาวาส

พระราชบัญญัตินี้ไม่เกี่ยวด้วยนิกายสงฆ์ กิจและลัทธิเฉพาะในนิกายนั้น ๆ ซึ่งเจ้าคณะหรือสังฆนายกในนิกายนั้นได้เคยมีอำนาจว่ากล่าวบังคับมาแต่ก่อนประการใดก็ให้คงเป็นไปตามเคยทุกประการ แต่การปกครองอันเป็นสามัญทั่วไปในนิกาย ทั้งปวงให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

ข้อยกเว้นนี้ หมายเอาคณะธรรมยุติกา ที่เคยได้พระบรมราชานุญาต ให้ปกครองกันตามลำพังและวัดในกรุงอันยังแยกขึ้นก้าวก่ายในคณะนั้นๆ การปกครองสามัญทั่วไปในนิกายทั้งปวงนั้น เช่นหน้าที่และอำนาจเจ้าอาวาสเป็นตัวอย่าง

                                ก่อนแต่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ได้มีประกาศพระบรมราชโองการบ้าง ออกกฎหมายพระสงฆ์บ้าง อุดหนุนพระพุทธบัญญัติ ให้ผู้ละเมิดต้องโทษทางบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วย และต้องทรงตั้งคฤหัสถ์ให้มีหน้าที่ปกครองสงฆ์ทั้งชำระอธิกรณ์ ทั้งตั้งพระอุปัชฌายะ ทั้งถอดถอนมีขุนนางเจ้าหน้าที่ชำระอธิกรณ์ มีชื่อว่า ขุนวินิจฉัยชาญคดี ขุนเมธาวินิจฉัย ส่วนใหญ่รวมอยู่ในกองสังฆการี กรมธรรมการ ซึ่งต่อมาเป็นกระทรวงในรัชกาลที่ ๕  เจ้ากระทรวงปฎิบัติหน้าที่อย่างเจ้าคณะใหญ่โดยพฤตินัย พระเจ้าคณะตามทำเนียบสมณศักดิ์อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพนับถือ และปกครองกันภายใน ตลอดถึงเจ้าคณะใหญ่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ปกครองเป็นต้นดังกล่าวในส่วนกลางเอง

                                ต่อมาเมื่อประเทศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นี้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงทรงเริ่มปฎิบัติหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมเป็นอันเริ่มสมัยพระปกครองพระโดยตรง

                                พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นกรมหลวงวชิรญาณวโรรส

สมัยรัชกาลที่ ๖

ยุคที่ ๑ แต่พ.ศ. ๒๔๕๓

                                โปรดให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตตมาภิเษก ทรงเลื่อนพระเกียรติยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และเลื่อนสถาปนา พระสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระสังฆราช) ทั่วพระราชอาณาเขต พ.ศ. ๒๔๕๓

                                อนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ได้ทั่วไป

                                การปกครองคณะสงฆ์ยังคงใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นั้น แต่เป็นอันงดใช้อำนาจจากมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ยังคงทรงเรียกประชุมและบัญชากิจการอันจะพึงทำเป็นการสงฆ์ในที่ประชุมนั้น

                                รูปแบบการปกครองจึงเป็นดังนี้

๑.             สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมโดยปกติ หรือในที่ประชุมพิเศษ หรือโดยพระองค์เอง ยกตัวอย่าง ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ในยุคนี้จึงใช้ว่า พระมหาสมณวินิจฉัย

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

๔.     เจ้าคณะแขวง

๕.     เจ้าอาวาส

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๖๔

        สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ ๒ สิงหาคม ๒๔๖๔

โปรดสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (สมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระพุฒาจารย์) เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ๒๐ สิงหาคม ๒๔๖๔

การปกครองคณะสงฆ์ กลับมาใช้อำนาจมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มีรูปแบบการปกครองดังนี้

        ๑.มหาเถรสมาคม

        ๒. เจ้าคณะมณฑล

        ๓.เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

        ๔.เจ้าคณะแขวง

        ๕. เจ้าอาวาส

สมัยรัชกาลที่ ๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

สมัยรัชกาลที่ ๘

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๗๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงขชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชสสิ้นพระชนม์ โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๑

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๔

        ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ จัดการปกครองคณะสงฆ์แบบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช

      ทรงบัญญัติสังฆาณัติ โดยคำแนะนำของ

๒. สังฆสภา

        ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทาง

๓. คณะสังฆมนตรี

        ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทาง

๔.คณะวินัยธร

        สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน ๔๕ รูป ที่เป็น ๑. พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป ๒. พระคณะจารย์เอก ๓. พระเปรียญเอก

คณะสังฆมนตรี ประกอบด้วยสังฆนายกรูปหนึ่ง และสังฆมนตรีไม่เกิน ๙ รูป จัดระเบียบการบริหารคณะสงฆ์

ก.       ส่วนกลาง ๔ องค์การ

(๑)   องค์การปกครอง

(๒) องค์การศึกษา

(๓)  องค์การเผยแผ่

(๔)  องค์การสาธารณูปการ

องค์การหนึ่ง มีสังฆมนตรีว่าการรูปหนึ่ง จะมีสังฆมนตรีช่วยว่าการก็ได้

ข.       ส่วนภูมิภาค ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ และมีเจ้าคณะตรวจการในภาคต่างๆ ตามที่กำหนดในสังฆาณัติ

จึงมีเจ้าคณะเป็นลำดับลงไปจนถึงเจ้าอาวาส นับต่อจากคณะสังฆมนตรี ดังนี้

(๕)  เจ้าคณะตรวจการภาค

(๖)   เจ้าคณะจังหวัด

(๗)  เจ้าคณะอำเภอ

(๘)  เจ้าคณะตำบล

(๙)   เจ้าอาวาส

ส่วนคณะวินัยธร เป็นไปตามสังฆาณัติ (ซึ่งแบ่งเป็นคณะวินัยธรชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฏีกา)

ตามระบอบนี้ มีพระสังฆปริณายก ๔ รูป คือ

๑.       สมเด็จพระสังฆราช

๒.     ประธานสังฆสภา

๓.     สังฆนายก

๔.     ประธานคณะวินัยธรชั้นฎีกา

ระเบียบบริหารตามที่กำหนดไว้ในส่วนภูมิภาค มีคณะกรรมการสงฆ์จังหวัด คณะกรรมการสงฆ์อำเภอ(เทียบกับกรมการจังหวัด กรมการอำเภอ) มีคณะวินัยธรชั้นฏีกา ๑ คณะ อุทธรณ์ ๑ คณะ ส่วนคณะวินัยธรณ์จังหวัดมีทุกจังหวัด

มีวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่ง คือ เพื่อรวมนิกายสงฆ์ (มหานิกาย ธรรมยุต ) ตามแถลงการณ์เรื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ด้วยวิธี

ก.โดยตรง คือ บังคับรวมตามบทเฉพาะกาลว่า ภายหลังทำสังคายนา แต่อย่างช้าไม่เกินแปดปี

ข.โดยอ้อม คือ โดยสังฆสภา ซึ่งตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ สมาชิกฝ่ายมหานิกายมีมากกว่า จึงออกสังฆาณัติบังคับทางการปกครองให้ร่วมกันเลิกล้มอำนาจการปกครองของฝ่ายธรรมยุตเองที่ได้มีมาแต่เดิม ดังที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ผลการปฏิบัติ คือ ฝ่ายธรรมยุตเป็นฝ่ายค้านในสังฆสภา เรื่อยมาตั้งแต่ต้นต่อการออกสังฆาณัติ

บังคับรวมทางการปกครอง (ทั้งทางบริหารรวมถึงการตั้งอุปัชฌาย์ทั้งทางคณะวินัยธร) แต่ไม่สำเร็จทุกคราวเพราะถือว่าออกมาขัดพระธรรมวินัย จึงผิดมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ นั้น คณะธรรมยุตคงนับถือปฏิบัติอยู่ในปกครองของเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตที่มีมาแต่เดิม

ได้มีการตั้งกรรมการสังคายนาขึ้นคณะหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๖๐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อดำเนินการปรับปรุงรวม ๒ นิกาย ให้เป็นอันเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ปรากฏว่ากรรมการแต่ละนิกายได้มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างมาก ไม่อาจตกลงกันได้

สมเด็จพระสังฆราช(แพ) สิ้นพระชนม์ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช ๓๑ มกราคม ๒๔๘๘

สมัยรัชกาลปัจจุบัน

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๙

ก.       ยังคงใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่ความเห็นแตกต่างกันเป็นเหตุให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเรียกประชุมพระเถระทั้งสองนิกาย มาประชุมหารือทำความตกลงกันที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๔ พระเถระทั้งสองฝ่ายได้ประชุมทำความตกลงกัน ๓ ข้อ ดังนี้

(๑)   การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารร่วมกัน แต่การปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย

(๒) การปกครองส่วนภูมิภาค ให้แยกตามนิกาย

(๓)  ส่วนระเบียบปลีกย่อยอื่นๆ จะได้ปรึกษาภายหลัง

เป็นอันว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ไม่อาจใช้ปฏิบัติให้เป็นไปตามความมุ่งหมายได้ ทั้งไม่เหมาะต่อหลักการปกครองคณะสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องการให้เคารพเชื่อฟังพระเถระผู้เป็นสังฆบิดร สังฆปริณายก และเป็นธรรมาธิปไตย กิจการที่โปรดให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ตามพระวินัยก็ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ภิกษุผู้เข้าประชุมค้านขึ้นแต่เพียงรูปเดียวก็ใช้ไม่ได้ และภิกษุทุกรูปผู้เข้าประชุมเป็นสมานสังวาสกะกัน

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวช ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ ทรงลาผนวช ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

        ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว. ชื่น นพวงษ์ สุจิตโต) ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๙๙

        สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สิ้นพระชนม์ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๑

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (กิตติโสภโณ ปลด วัดเบญจมบพิตร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๓

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๕

ตั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๕ ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔

เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่เป็นกิจการอันพึงแบ่งแยกอำนาจ ดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลย์แห่งอำนาจเช่นที่เป็นอยู่ตามกฎหมายในปัจจุบัน (ฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๔ ) และโดยระบบที่ว่านั้นเป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการจึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนานกฎหมายและพระธรรมวินัยเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา

                การบริหารคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ๒๕๐๕ และตามกฎมหาเถรสมาคมที่ออกตามกฎหมายคณะสงฆ์นี้ ประกอบด้วย

                ๑ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และตราพระบัญชา โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ทางดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

                ๒. มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย

                                ๒.๑ สมเด็จพระสังฆราช ประธานโดยตำแหน่ง

                                ๒.๒ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป กรรมการฯ โดยตำแหน่ง

                                ๒.๓ พระราชาคณะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๔ รูป ไม่เกิน ๘ รูป เป็นกรรมการ โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง

                มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยเพื่อการนี้ ให้มีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมออกบังคับ วางระเบียบหรือออกคำสั่งโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้

                ๓. คณะใหญ่ทั้ง ๕ และเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๕ คือ

                                ๓.๑ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง (ในเขตภาค ๑,๒,๓,๑๓,๑๔,๑๕)

                                ๓.๒ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ(ในเขตภาค ๔,๕,๖,๗)

                                ๓.๓ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก(ในเขตภาค ๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒)

                                ๓.๔ เจ้าคณะใหญ่หนใต้(ในเขตภาค ๑๖,๑๗,๑๘)

                                ๓.๕ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต(เขตปกครองธรรมยุตทุกภาค)

                เจ้าคณะใหญ่หนทั้ง ๔ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์มหานิกาย เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตเฉพาะคณะสงฆ์ธรรมยุต เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ที่บัญญัติให้มีเจ้าคณะสงฆ์ทั้งสองนิกาย ปกครองบังคับบัญชาวัดและพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้นๆทุกส่วนทุกชั้น และเพื่อแบ่งเบาภาระของมหาเถรสมาคม คณะใหญ่ทั้ง ๕ นี้นับเข้าในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องด้วยมหาเถรสมาคม(ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์

๔.ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย

       ๔.๑ ภาค เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค

                                ๔.๒ จังหวัด เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด

                                ๔.๓ อำเภอ เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ

                                ๔.๔ ตำบล เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล

  ๕. วัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

สันติภาพคืออะไร

เรื่องของวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพในระดับนานาชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังที่เลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ, นายโคฟี อันนัน, ได้กล่าวไว้ในตอนต้นปี ค.ศ. 2000 ว่า “เจตนารมย์ ใหญ่ของสหประชาชาติก็คือปกป้องคนรุ่นต่อไปจากภัยพิบัติจากสงคราม ซึ่งในปัจจุบันยังคง เจตนารมย์นี้อยู่เช่นเดียวกับที่ได้เขียนไว้เมื่อกื่งศตวรรษที่แล้ว ทว่าสันติภาพที่แท้จริงมี ความหมายยิ่งไปกว่าการไม่มีสงคราม สันติภาพหมายรวมถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและ ความยุติธรรมทางสังคม เป็นหลักประกันถึงความปลอดภัยของโลกและการลดปริมาณ การแข่งขันกันสะสมอาวุธ สันติภาพยังหมายถึงประชาธิปไตย ความหลากหลาย ศักดิ์ศรี การเคารพในสิทธิมนุษยชนและอื่น ๆ อีกมาก

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ ความเป็นระเบียบ ความอดกลั้นและการเคารพซึ่งกันและกันเพื่อให้ประชาคมโลกได้ดำรงชีวิตอยู่ อย่างสันติ เคารพในความเป็นมนุษย์ ในเชื้อชาติ ในวัฒนธรรม และในอัตลักษณ์ทางศาสนาและการเมือง ของกันและกัน ความรู้สึกในการมีตัวตนร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการ ร่วมมือกันนั้นจะมีขึ้นได้ก็แต่ในจิตใจที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมของสันติภาพ และการเคารพ ในสิทธิมนุษยชนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมที่ว่านี้หมายรวมถึงอะไร และสันติภาพดังกล่าวประกอบด้วย อะไรบ้าง

ดังนั้นที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติจึงประกาศเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) ให้ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เป็นปีสากลแห่งวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ ในปีเดียวกัน นั้นกลุ่มผู้ได้รับรางววัลโนเบลสาขาสันติภาพได้เรียกร้องให้องค์การสหประชา ชาติกำหนดให้ทปีค.ศ. 2001 – 2010 เป็นทศวรรษแห่งวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพโลก

หลังจากที่ได้ประกาศให้ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เป็นปีสากลแห่งวัฒนธรรมเพื่อ สันติภาพแล้ว ที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติได้มอบหมายให้ยูเนสโกรับผิดชอบการ รณรงค์ในเรื่องนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงหลักการของ เสรีภาพ ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน รัฐบาลที่ดี และความอดทน

การผ่าตัดมะเร็งเต้านม

สาระน่ารู้

สมาคมโรคเต้านมฯ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการผ่าตัดมะเร็งเต้านมแนวใหม่ ลดปัญหาเรื่อง แขนบวมหลังผ่าตัด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ให้สามารถได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐานที่ดีมากขึ้นอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่จัดการรักษาได้ในทุกระยะของโรค และรักษาให้หายขาดได้ประมาณ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาตั้งแต่ระยะที่เริ่มเป็น ข้อมูลทางสถิติของโรคมะเร็งในเพศหญิงของประเทศไทย พบว่ามะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ มะเร็งเต้านม ในขณะที่ข้อมูลจากทั่วโลกพบมะเร็งเต้านมได้บ่อยสุด และมะเร็งปากมดลูกพบน้อยกว่า เนื่องจากในปัจจุบันมีข้อมูลด้านมะเร็งปากมดลูกที่มากพอและยังมีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก สำหรับมะเร็งเต้านมนั้นถึงแม้จะมีข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งชนิดนี้เพียงพอแต่ยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกัน

พันเอกพิเศษ นพ.วิชัย วาสนสิริ แพทย์ประจำกองศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า กล่าวว่า การผ่าตัดมะเร็งเต้านมแนวใหม่ที่เรียกว่า การผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (Sentinel lymph node dissection) นั้นเป็นวิธีการผ่าตัดที่ใช้ในการวินิจฉัยการกระจายของมะเร็งมายังบริเวณต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้โดยพิสูจน์ว่า ต่อมน้ำเหลืองต่อมแรกที่จะตรวจพบการแพร่กระจายของมะเร็ง ที่เรียกว่าต่อมน้ำเหลือง Sentinel นั้นมีการกระจายของเซลล์มะเร็งมาหรือไม่และหากพิสูจน์ได้ว่ายังไม่มีการกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองนี้ก็ไม่มีความจำเป็นในการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ในระดับลึกลงไป

ในอดีต การผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะเอาก้อนเนื้องอกของมะเร็งเต้านม พร้อมทั้งต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออกพร้อมๆ กันซึ่งเป็นวิธีมาตราฐาน ต่อมาในระยะหลังมีการผ่าตัดแบบเก็บเต้านมเอาไว้ แต่ก็ยังต้องผ่าต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ เนื่องจากมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองก่อนที่จะไปที่อื่น ๆ

ปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบใหม่ คือ การผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง Sentinel (Sentinel Lymph Node Biopy) โดยใช้สีหรือใช้สารกัมตภาพรังสี จากทฤษฎีที่ว่ามะเร็งที่เต้านมก่อนที่จะกระจายไปที่อื่น เชื่อว่าจะไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ก่อน ต่อมน้ำเหลืองจะเป็นตัวคอยเก็บกักเซลล์มะเร็งไว้ก่อนที่จะกระจายไปที่อื่น ถ้าสามารถจะหาต่อมน้ำเหลืองต่อมนี้ไปตรวจได้ก่อน เพื่อหาเซลล์มะเร็งว่ามีหรือไม่มีโดยการฉีดสี ก็จะทำให้สามารถทำนายได้ว่าต่อมน้ำเหลืองที่อื่นๆ จะมีการกระจายหรือไม่ ถ้าตรวจแล้วที่ต่อม Sentinel ไม่พบการกระจายของเซลล์มะเร็งก็เชื่อได้ว่าต่อมน้ำเหลืองอื่นๆ ที่รักแร้ไม่น่าจะมีเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่ามีเซลล์มะเร็ง เซลล์มะเร็งนั้นอาจจะกระจายไปต่อมน้ำเหลืองตัวอื่นๆได้ จึงต้องมีการนำต่อมน้ำเหลืองไป เพื่อวินิจฉัยว่ามีเซลล์มะเร็งกระจายไปต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ วิธีนี้สามารถบอกได้ว่าจะมีการกระจายหรือไม่

สำหรับวิธีการผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง Sentinel มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1

ศัลยแพทย์จะฉีดสีพิเศษหรือสารกัมมันตรังสีเข้าไปที่บริเวณเต้านม เพื่อศึกษาทางเดินน้ำเหลืองว่ามะเร็งจะเคลื่อนที่ไปตามทางเดินน้ำเหลืองทิศใดบ้างและ ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที

ขั้นตอนที่ 2

ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็กที่รักแร้เพื่อตัดต่อมน้ำเหลืองที่ติดสีหรือตรวจพบกัมมันตรังสี ที่เรียกว่าต่อมน้ำเหลือง Sentinel 1-2 เม็ด  ส่งให้พยาธิแพทย์ตรวจทางห้องปฏิบัติการว่ามีการกระจายของเซลล์มะเร็งมาในต่อมน้ำเหลืองที่ตัดออกมาหรือไม่ ซึ่งจะทราบผลในเวลา 30-40 นาที  (ระหว่างการผ่าตัด) ถ้าพยาธิแพทย์ตรวจไม่พบเซลล์มะเร็ง ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเลาะต่อมน้ำเหลืองที่เหลืออยู่ในระดับลึกลงไปออก

ข้อดีของการผ่าตัดลักษณะนี้ จะสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แบบเดิมเช่นอาการแขนบวม, ชาใต้ท้องแขน, ต้องค้างสายระบายน้ำเหลืองนานๆ และภาวะหัวไหล่ติดได้ และลดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดและพักฟื้นของผู้ป่วยด้วย

พันเอกพิเศษ นพ.วิชัย วาสนสิริ กล่าวว่า การกระจายของมะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองเป็นตัวบอกพยากรณ์โรคที่ดีที่สุดที่จะช่วยบอกระยะโรคว่าระยะที่เท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้ามีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้วจะเป็นระยะที่ 2 ขึ้นไป นอกจากนี้ การกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองยังใช้ในการตัดสินใจในการให้การรักษาเสริมหลังการผ่าตัด และถ้ามีการกระจายของเซลล์มะเร็งไปที่ต่อมน้ำเหลืองการผ่าตัดรอบต่อมน้ำเหลืองก็เป็นการเอามะเร็งที่รักแร้ออกไปเป็นการรักษาไปในตัว แต่วิธีนี้ก็มีผลข้างเคียง เช่น อาการชาใต้ท้องแขน อาการแขนบวม นอกจากนี้ผลข้างเคียงอื่นๆ ก็มี เช่น หัวไหล่ติด

ด้านพลตรี นพ.สุรพงษ์ สุภาภรณ์ นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการผ่าตัดมะเร็งเต้านมแนวใหม่ ที่เรียกว่าการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนล กับแพทย์ในโรงพยาบาลศูนย์ ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 8 จังหวัด อาทิ เช่น จังหวัดเชียงราย, พิษณุโลก, นครสวรรค์ ,อุดรธานี, อุบลราชธานี,นครราชสีมา, สุราษฏร์ธานีและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม สามารถได้รับการรักษาอย่างมีมาตรฐานที่ดีมากขึ้นอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

“ปัจจุบันพบว่าโรคมะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย และเป็นอันดับแรก ๆ เทียบเท่ากับมะเร็งปากมดลูก และจากข้อมูลการรักษาในปัจจุบันพบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่มาพบแพทย์และได้ผลการรักษาที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากพบภาวะมะเร็งช้าเกินไป หรือตรวจพบแต่ไม่ยอมมาปรึกษาแพทย์ ดังนั้น ทางสมาคมฯ จึงแนะนำให้หญิงไทยทั่วไป เริ่มตรวจคลำเต้านมด้วยตนเองเมื่ออายุ 20 ปีขึ้นไป และควรตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมและตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปเพื่อให้ได้รับการรักษาได้เร็วที่สุดในกรณีที่พบว่าเป็นมะเร็ง” นายแพทย์สุรพงษ์กล่าว