Tag Archive: จริยธรรม

หลักความรู้แห่งความจริง

นาน ก่อนที่จะ มีการเลือกตั้ง ของประธานาธิบดีหญิงเป็นไปได้ ที่เกิดขึ้นจริง ผมอ่าน เกี่ยวกับการ ครอบงำ อำนาจ เม็ก -ไหวพริบ ลูกสาววัยรุ่น อารมณ์ ของ แคทธารี จอห์น พลัง สหรัฐอเมริกา ประธาน ผม อยู่ใน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 9 ที่เล็ก ๆ ทุก สาว โรงเรียนมัธยม ดั้งเดิม ของชาวยิว ใน เมมฟิส , เทนเนสซี , ในขณะที่ ผู้หญิง เป็น ผู้นำชีวิต ที่แตกต่างกัน มากใน หน้าของ เอลเลน เมอร์สัน สีขาว ลูกสาวของประธานาธิบดี ผมอ่าน หนังสือ ทั้งสี่ ในซีรีส์ ที่ เปลี่ยนหน้า หลังจากที่โรงเรียน และชาวยิว วันธรรมสวนะ วัน ที่มี กฎระเบียบ มากมาย ที่เรา ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เมื่อ ทีวี เป็นสิ่งต้องห้าม และการอ่าน เป็นหนึ่งใน กิจกรรม ตามทำนองคลองธรรม ไม่กี่

เมื่อ ผมเริ่ม อ่าน แบบอนุกรม ของ ลูกสาว ของประธานาธิบดี ผมเป็น เพียงจุดเริ่มต้น ของความเข้าใจ วิธีการทั้งหมดที่มี เพื่อจุดประกาย การตัดสิน ของประชาชน การ ก่อกบฏ ที่ใหญ่ที่สุด ของฉัน ( กระโปรงเล็กน้อย สั้นเกินไป คำถาม เกี่ยวกับศาสนาชี้ น้อย เกินไป) ก็ดูเหมือนจะ แปลกตา ไป มากที่สุด นักเรียนมัธยม แต่ ผมเข้าใจ แล้วว่า เป็น ตัวตนที่แท้จริง ของคุณ สามารถวาง คุณ ในความขัดแย้งกับ คนรอบข้างคุณ เวลา อยาก จะพูด สิ่งที่ ผมคิดว่าได้ ต่อสู้กับ ความกลัว ของ สิ่งที่ผู้คน จะพูด ใด ๆ ที่ ฉันถามตัวเอง : “สิ่งที่ ผู้หญิง จะทำอะไร ” ผมใช้ ของเธอเพื่อ ปลุก การต่อต้าน ยังคง ที่พึ่ง ของฉัน ที่จะ ระงับความ อยาก ของฉัน ที่จะ หลบลี้หนีหน้า ไป อย่างเงียบ ๆ

สามทศวรรษที่ผ่าน มา ผู้หญิง ยังคง ฝังรากหยั่งลึก ในใจของฉัน แม้ ตอนนี้ เมื่อฉัน รู้สึก หงุดหงิด ตระหนักถึงสิ่งที่ คนอาจจะ พูดเกี่ยวกับ ฉันฉัน ได้ยินเสียง ที่ อยู่ในหัว ของฉัน: สิ่งที่ ผู้หญิง จะทำอะไร ว่าบทเรียน นี้มาจากหญิงสาววัยรุ่น เจ้าอารมณ์ คาร์เลตต์ โอฮาร่า บางครั้ง ทำให้ฉัน ประจบประแจง แน่นอน ฉันควรจะ มีรูปแบบ บทบาท เยอะ – และแน่นอน ฉันไม่ ควรต้อง หนุน ตัวเอง บ่อย แต่ ผู้หญิง เป็นคนแรก จากที่ ผมได้เรียนรู้ บทเรียนที่คุณสามารถ คว่ำหน้า สิ่งที่ผู้คน คิดว่าสิ่งที่ คนบอกว่า การประเมินผล และการตัดสิน จะได้ไม่ต้อง ตกราง ความรู้ ของคุณเอง ที่ คุณเป็นจริง คุณสามารถ เป็นตัวเอง อย่างภาคภูมิใจ แม้ ท้าทาย

ใน ปริมาณ ต่อมา ของซีรีส์ ขา รับมือ กับ ความพยายามลอบสังหาร แม่ของเธอ และ ถูกลักพาตัวโดยกลุ่ม หิน ของ ผู้ก่อการร้าย ลืม การต่อสู้ ที่ผม มีกับ แม่ของฉัน เกี่ยวกับ สิ่งที่ฉัน สามารถสวมใส่ ที่ ฉันจะไป นี่ เป็น บิดใหม่ใน ละคร แม่ ลูกสาวของ แม่ ที่จะไม่ เจรจาต่อรอง สำหรับการเปิดตัว ของลูกสาวของเธอ

ความยากลำบาก ที่ยากที่สุด เม็ก แม้ว่าเป็น ที่อยู่ในมือ ของ เพื่อนร่วมชั้นของ โรงเรียนมัธยม ของเธอ กระตือ รือร้นที่จะ ดูว่าไกล ลูกสาว ของประธานาธิบดีจะไป , กลุ่มเด็กวางแผน ที่จะมีหนึ่ง ของเด็กผู้ชาย ที่เจ๋งที่สุด ใน โรงเรียน ถามเธอออกไป ในโรงภาพยนตร์ที่มี หน่วยสืบราชการลับ ที่กำลังมองหา ใน วันที่ เธอ จูบ เธอแล้ว ทำงาน มือ ของเขาใน ชุดชั้นใน ของเธอ “เราไม่ได้ เห็นว่าคุณเป็น แซว” เขากล่าว เมื่อ Meg ต่อต้าน ความก้าวหน้า ของเขา

ต่อจากนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับ ผู้หญิง ที่จะไปโรงเรียน ; เธอ กังวล สิ่งที่ เพื่อนร่วมชั้น ของเธอ จะบอกว่า เธอ rouses ตัวเองด้วยการ คิด ของ คาร์เลตต์ โอฮาร่า ที่ กลัวที่จะ เผชิญหน้ากับ สังคม แอตแลนตา , ชุด และ ใน คำ เม็ก ไป ใน ” ที่กำลังมองหา ที่ดีที่สุด ของเธอ ทัศนคติ ของเธอเหี้ย ที่ ตอร์ปิโด การเรียงลำดับของ การต่อต้าน . ” Meg เกินไป สวม ชุดที่ดีที่สุด ของเธอ และถือ หัวของเธอ สูง ” เธอไม่ สนใจ อะไร ถ้า อาดัม ได้แพร่กระจาย ข่าวลือ ทั่วสถานที่ โอเค เธอ ดูแล มาก – . แต่ ไม่มีใคร จะไป รู้ว่ามัน . ”

ผม อาจจะเป็น คนแปลกหน้าไปรับประทานอาหารค่ำ ครอบครัว ให้บริการโดยพนักงาน ที่ทำเนียบขาว แน่นอนว่า ใน ทางศาสนา โรงเรียน ทั้งหมด สาว ของฉัน ฉัน เป็นคนแปลกหน้ากับวันที่ ภาพยนตร์ ที่จะ จูบ กับปัญหา ของ เด็กชาย ทั้งหมด- มี เพียงไม่กี่ของ พวกเขาในโรงเรียน แยก สิ่งมีชีวิต จากต่างประเทศ ที่ได้ มีคำสั่ง ปิดวงเงิน

แต่ผมก็ เลือดตาแทบกระเด็น คุ้นเคย กับปัญหาของ สิ่งที่ผู้คน จะพูดเกี่ยวกับ ฉัน ฉัน อาจจะไม่ได้ อาศัยอยู่กับ เลนส์ ของช่างภาพผ่านการฝึกอบรม เกี่ยวกับ ฉันเป็น ผู้หญิง ได้ แต่ ผมถูก ปลูกฝังกับการรับรู้ ทางประสาทสัมผัสพิเศษ ของวิธี การกระทำของฉัน – จริง ของตัวเอง มาก ของฉัน – จะได้รับการ ตัดสินโดย คนอื่น ๆ ใน ชุมชน ทางศาสนา ของฉัน มีขนาดเล็ก มีจำนวนมากมาย ของกฎที่ กำหนด สิ่งที่คุณ ได้รับอนุญาตให้ สวมใส่ สิ่งที่คุณ ได้รับอนุญาตให้ กิน สิ่งที่คุณ ได้รับอนุญาตให้ คิด คุณ ได้เสมอ ภายใต้การพิจารณา ไม่เพียง แต่ โดยพระเจ้า ด้วยตา ของชุมชน ที่ ทำหน้าที่ เป็นรูปแบบ ของตัวเอง ของ หน่วยสืบราชการลับ ที่ คุณ สามารถตอบสนอง การตัดสินใจ ของประชาชน ด้วย การต่อต้าน ดูเหมือน รุนแรง ไม่ต่างจาก สถานที่ตั้งของ หนังสือ ของตัวเอง แม่ที่ เป็นประธาน

การใช้สัตว์ทดลอง

การใช้สัตว์ทดลองในการวิจัยควรพิจารณาองค์ประกอบของ 3 R ด้วยได้แก่ การทดแทน (Replacement) การลดการใช้ (Reduction) และ ความละเอียดรอบคอบเมื่อต้องใช้งานสัตว์ทดลอง (Refinement) องค์กรระหว่างประเทศคือ สภาองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Council for International Organization of Medical Science หรือ CIOMS) ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างผู้ใช้สัตว์ทดลอง และกลุ่มผู้คัดค้านจากทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ พ.ศ.2528 และได้จัดทำข้อสรุปเป็นแนวทางการปฏิบัติในการใช้สัตว์เพื่อการวิจัยด้าน วิทยาศาสตร์การแพทย์ (International Guiding Principles for Biomedical Research Involving Animals) ซึ่งหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดจรรยาบรรณควบคุมการใช้สัตว์ทดลองในประเทศของ ตนอย่างได้ผล จรรยาบรรณดังกล่าวได้นำไปสู่มาตรฐานต่างๆ เช่น การพัฒนาพันธุกรรมของสัตว์ขึ้นอย่างหลากหลาย และนำไปสู่การใช้พันธุวิศวกรรมในการผลิตสัตว์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคต่างๆที่ยัง ไม่มีสัตว์เป็นตัวแบบ นอกจากนั้น จรรยาบรรณนี้ยังได้นำไปสู่การเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบและได้พัฒนาเทคนิคใน การปฏิบัติต่อสัตว์แต่ละชนิดโดยเฉพาะเพื่อลดความทรมานสัตว์ลง ขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะนำวิธีการทางด้านคณิตศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ และ In vitro biological system มาใช้แทนการใช้สัตว์ เพื่อลดจำนวนการใช้สัตว์ลง แต่วิธีการเหล่านี้ได้ผลเฉพาะบางกรณีเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้ทดแทนได้ทุกกรณี

นักวิชาการที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ต่างตระหนักดีว่า พันธุกรรมของสัตว์ สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู และเทคนิคที่ใช้ปฏิบัติต่อสัตว์ เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อผลการทดลอง คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลอง (International Committee on Laboratory Animal Science, ICLAS) ได้แนะนำให้นักวิจัยรายงานปัจจัยทั้งสามอย่างละเอียดในการรายงานผลการวิจัย และได้เรียกร้องให้วารสารที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางวิชาการตีพิมพ์เฉพาะผลงาน ที่เสนอรายละเอียดอย่างสมบูรณ์ในการใช้สัตว์เท่านั้น รวมทั้งเสนอให้แหล่งทุนอุดหนุนการวิจัยยกเลิกการให้ทุน ในกรณีที่ผู้ได้รับทุนวิจัยปฏิบัติผิดแผนงานการใช้สัตว์ที่ได้เสนอไว้ ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทั้งจากวารสารและแหล่งทุนอุดหนุน การวิจัยเป็นอย่างดี

“จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง” ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติสำหรับผู้ใช้สัตว์ ผู้เลี้ยงสัตว์เพื่องานวิจัย งานทดสอบ งานสอน และงานผลิตชีววัตถุ ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม คุณธรรม มนุษยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม อันจะทำให้ผลงานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปสัตว์หลายชนิดจำนวนมากได้ถูกนำมาใช้ ในงานวิจัย งานทดสอบ และงานสอนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ความจำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์เพื่อการนี้ยังมีอยู่ต่อไป เนื่องจากในหลายๆ กรณียังไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะนำมาใช้ทดแทนได้ดีกว่าหรือดีเท่า อย่างไรก็ตามผู้ใช้สัตว์จำนวนไม่น้อยละเลยคุณธรรมที่พึงมีต่อสัตว์ ไม่คำนึงถึงชีวิตสัตว์ที่จะต้องสูญเสียไปในการทดลองแต่ละครั้ง ไม่คำนึงว่าวิธีการที่นำมาใช้จะทำให้เกิดความทรมานและสร้างความเจ็บปวดแก่ สัตว์หรือไม่ ไม่คำนึงถึงความกดดันที่สัตว์ได้รับเนื่องจากถูกกักขังสูญเสียอิสรภาพ และไม่คำนึงถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ถูกนำออกจากป่ามาใช้โดยไม่มีการ เพาะขยายพันธุ์เพิ่ม กลุ่มผู้ใช้สัตว์และผู้รักษากฎหมายจึงกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งออกฎหมายบังคับใช้ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2419 และปรับปรุงให้รัดกุมยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2529 จนเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีการควบคุมการใช้สัตว์ใน งานวิจัยที่เข้มงวดที่สุด

ผู้ใช้สัตว์ ควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลด้านพันธุกรรมและระบบการเลี้ยงที่มีอยู่ในแหล่ง เพาะขยายพันธุ์อย่างรอบคอบก่อนการใช้สัตว์ ควรเลือกใช้ชนิด และสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมตรงกับวัตถุประสงค์และเป้า หมายของงานวิจัย และใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุดที่จะให้ผลงานถูกต้อง แม่นยำ และเป็นที่ยอมรับ ผู้ใช้สัตว์ ควรเลือกใช้สัตว์จากแหล่งเพาะขยายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมคงที่ มีข้อมูลทางด้านพันธุกรรมและระบบการเลี้ยง และพร้อมที่จะให้บริการได้ทุกรูปแบบของชนิดสายพันธุ์ เพศ อายุ น้ำหนัก และจำนวนสัตว์ ควรเลือกใช้สัตว์จากแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบใดระบบหนึ่ง ดังต่อไปนี้ Strict Hygienic Conventional Specified Pathogen Free หรือ Germ Free การนำสัตว์ป่ามาใช้ ควรกระทำเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาวิจัย โดยไม่สามารถใช้สัตว์ประเภทอื่นทดแทนได้ และการใช้สัตว์ป่านั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ใน ปัจจุบัน วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีผู้ใช้สัตว์ในงานวิจัย งานทดสอบ งานสอน และงานผลิตชีววัตถุเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวของประเทศไทย มีมาตรฐานในระดับสากล สภาวิจัยแห่งชาติ จึงเห็นควรกำหนด “จรรยาบรรณการใช้สัตว์” ขึ้น เพื่อให้นักวิจัยและนักวิชาการ ได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการใช้สัตว์อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเป็นผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ อย่างแท้จริงต่อไป แนวทางการปฏิบัติในการเลี้ยงสัตว์ทดลองที่ถูกต้อง มีคุณภาพและไม่ขัดต่อจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง สัตว์มีความรู้สึกเจ็บปวดและมีความรู้สึกตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับ มนุษย์ จึงต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอนดังนี้

  1. การขนส่งสัตว์ การขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ จะต้องให้สัตว์ได้รับความปลอด ภัยมากที่สุด โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ ระบบระบายอากาศ ระบบป้องการติดเชื้อ ภาชนะที่แข็งแรง มั่นคง ป้องกันสัตว์หลบหนีได้มีพื้นที่สำหรับให้สัตว์เคลื่อนไหวหรือวิ่งเล่นได้ตาม มาตรฐานสากล
  2. การจัดสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยงสัตว์ ระบบระบายอากาศ อุณหภูมิ แสง เสียง ความหนาแน่นและอื่นๆ
  3. วัสดุอุปกรณ์เลี้ยงสัตว์ กรง หรือคอกเลี้ยงสัตว์ ต้องแข็งแรง ป้องกันสัตว์หลบหนีได้ วัสดุรองนอน ต้องเหมาะสม ไม่มีพิษ เชื้อโรค และไม่เปื่อยยุ่ย ส่วนอาหารและน้ำต้องเพียงพอ มีสารอาหารแร่ธาตุครบถ้วน ตามแต่ละชนิดสัตว์ และปราศจากเชื้อโรค เชื้อราที่มากับอาหารที่เกิดจากความชื้น อาหารสัตว์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีอายุแค่ 3 เดือน ซึ่งถ้าพ้นวันหมดอายุแล้ว อาจเกิดเชื้อราขึ้นและเป็นอันตรายต่อสัตว์ซึ่งมีผลต่องานวิจัยทำให้ผิดพลาด ได้
  4. การจัดการ ต้องมีสัตวแพทย์ หรือนักวิชาการที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านสัตว์ทดลอง และมีพนักงานเลี้ยงสัตว์ทดลองที่ผ่านการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน มีข้อมูลแหล่งที่มาของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ การป้องกันสัตว์ติดเชื้อ พร้อมทั้งอุปกรณ์สำรอง การซ่อมบำรุง โดยได้รับงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ต้องมีการเรียนรู้เทคนิคในการจับบังคับสัตว์ การทำเครื่องหมายบนตัวสัตว์ การแยกเพศ การเก็บตัวอย่างเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ การทำให้สัตว์สงบ การทำให้สัตว์ตายอย่างสงบ ตามมาตรฐานสากล ต้องมีมาตรการกำจัดซากสัตว์ทุกชนิดด้วยวิธีการเผาเท่านั้นและต้องกำจัดสิ่ง ปฏิกูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ผู้ใช้สัตว์ ควรใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุด หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่ใช้สัตว์อย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งนี้ผู้ใช้สัตว์ต้องยอมรับและตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์และศีลธรรม ตามหลักศาสนา ก่อนการใช้สัตว์ ผู้ใช้สัตว์ต้องศึกษาข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นอย่างถี่ถ้วน และนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาพิจารณาประกอบการศึกษาทดลอง เพื่อให้การใช้สัตว์มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรตระหนักถึงความแม่นยำของผลงานโดยใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด ผู้ใช้สัตว์ต้องนำเสนอโครงการที่แสดงถึงแผนงานและขั้นตอนการใช้ พร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะมีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ มนุษย์หรือสัตว์ และ/หรือความก้าวหน้าทางวิชาการและข้อมูล หลักฐาน หรือเหตุผล ที่แสดงว่าไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ทดแทนได้ในสภาวการณ์ขณะ นั้น กรณีที่ผู้ใช้สัตว์ต้องการให้สัตว์มีชีวิตอยู่ต่อไป ผู้ใช้สัตว์ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูสัตว์เอง โดยไม่ใช้สถานที่และทรัพย์สินขององค์กร และหากมีการปล่อยสัตว์กับคืนสู่ธรรมชาติ หรือมีการเลี้ยงดูสัตว์ต่อไป ต้องพิจารณาถึงปัญหาอื่นๆ เช่น การแพร่กระจายขยายพันธุ์ การแพร่กระจายโรค และการขาดประสบการณ์ที่จะอยู่รอดตามธรรมชาติของสัตว์

จิตเพศ คืออะไร

ขั้นพัฒนาการทางจิต-เพศ

ฟรอยด์อธิบายว่า แรงขับทางเพศ เป็นพลังที่เรียกว่า“ลิบิโด (Libido)” ซึ่งจะไปกระตุ้นร่างกายของบุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ตามช่วงอายุ เมื่อลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณใด บริเวณนั้นจะเกิดภาวะเครียด (Tension) บุคคลจำต้องหาวิธีการลดภาวะเครียดหากลดภาวะเครียดได้ก็เป็นปรกติ แต่ถ้าลดภาวะเครียดไม่สำเร็จจะเกิดภาวะติดค้าง (Fixation) นั่นคือ บุคคลนั้นจะเก็บซ่อนความต้องการที่จะแสดงพฤติกรรมลดภาวะเครียดนั้นๆ เอาไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อที่จะนำมาแสดงออกในภายหลังเมื่อมีโอกาส พัฒนาการทางจิต-เพศ 5 ขั้นตอน มีดังนี้

  1. ขั้นปาก (Oral Stage) (แรกเกิด-1 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณปาก การดูดจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่เด็กบางคนอาจเกิดภาวะติดค้างได้ ซึ่งอาจเนื่องจากการหย่านมด้วยวิธีการรุนแรง การมีน้องเร็ว การที่มารดามีภารกิจมาก เป็นต้น เมื่อบุคคลนี้เติบโตขึ้นก็อาจมีพฤติกรรมชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ กินจุบจิบ จู้จี้ขี้บ่น เป็นต้น
  2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) (อายุ 1-2 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นที่ทวารหนัก การกัก และการปล่อยอุจจาระจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่ถ้าผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูใช้วิธีการเข้มงวดในการฝึกวินัยในการขับถ่าย เด็กจะเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้น อาจมีนิสัยเผด็จการหรือไม่มีความพอดีในเรื่องความสะอาดและการใช้จ่าย
  3. ขั้น อวัยวะเพศ (Phallic Stage) (อายุ 3-5 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเด็กเริ่มสนใจความแตกต่างระหว่างเพศ จึงทำให้ชอบจับต้องอวัยวะเพศเล่น เป็นการลดภาวะเครียด แต่ผู้ใหญ่มักใช้ค่านิยมของตนไปตัดสินพฤติกรรมของเด็กว่าไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดขวางการลดภาวะเครียดของเด็ก ทำให้เด็กเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้นเด็กก็อาจจะชอบแสดงออกในเรื่องเพศ ชอบพูดจาสองแง่สองง่าม หรือให้ความสนใจต่อเรื่องเพศมากเป็นพิเศษในขั้นนี้มีสิ่งสำคัญเกิด ขึ้นคือ เด็กชายเกิดปมโอดิปุส (Oedipus Complex)และเด็กหญิงจะเกิดปมอีเลคตร้า (Electra Complex) ซึ่งหมายถึงความรู้สึกของเด็กชายที่รักและติดแม่ เด็กหญิงจะรักและติดพ่อ และเด็กชายจะเลียนแบบพ่อเพื่อให้เป็นที่รักของแม่ ส่วนเด็กหญิงจะเลียนแบบแม่เพื่อให้เป็นที่รักของพ่อ อันส่งผลให้เริ่มมีบุคลิกภาพสอดคล้องกับเพศของตน
  4. ขั้นพัก (Latency Stage) (อายุ 6-12 ปี) ขั้นนี้ถือได้ว่าเป็นการพัก แต่มิใช่ว่าไม่มีการกระตุ้นของลิบิโดแต่พฤติกรรมทางเพศเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่อยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะจึงไม่มีภาวะติดค้าง
  5. ขั้น เพศ (Genital Stage) (อายุ 13-20 ปี) เป็นช่วงวัยรุ่น ลิบิโดจะไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ และเป็นไปอย่างมี “วุฒิภาวะทางเพศ” กล่าวคือ พร้อมต่อการสืบพันธุ์ การลดภาวะเครียดจึงเป็นการบำบัดความใคร่ด้วยตนเอง (Masturbation) ทั้งนี้เนื่องจากสภาพทางสังคมยังไม่เอื้อต่อการให้บุคคลในวัยนี้มีคู่ครอง ทั้งๆ ที่มีความต้องการทางการสืบพันธุ์สูงมาก

ระดับของจิต เป็นการจำแนกระดับความรู้ตัวของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ โดยจำแนกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. จิตรู้สำนึก (Conscious) เป็นความรู้ตัวขณะแสดงพฤติกรรม เช่น การเริ่มหัดขับขี่รถยนต์ การตอบโต้กับบุคคลอื่นในเรื่องที่มีความสำคัญสูง เป็นต้น
  2. จิตกึ่งรู้สำนึก (Subconscious) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ก้ำกึ่งระหว่างความรู้ตัวสับเปลี่ยนกับความไม่รู้ตัว เช่น การทำพฤติกรรมตามความเคยชิน ทำพฤติกรรมตามขั้นตอน ฝึกฝนจนมีความชำนาญ เป็นต้น
  3. จิตใต้สำนึก (Unconscious) เป็นความไม่รู้ตัว แต่เป็นรากฐานผลักดันพฤติกรรม ในบางครั้งจิตระดับนี้อาจปรากฏเป็นความฝันทั้งๆ ที่เรื่องนั้น ๆ บุคคลนั้นไม่ได้คิดคำนึงถึงตามปรกติ บางกรณีบุคคลอาจได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมบางอย่างแล้วนึกขึ้นได้ก็มี ฟรอยด์เปรียบเทียบระดับของจิตกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำซึ่งทำให้เข้าใจได้ ง่ายขึ้น กล่าวคือ ก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำ จะมีส่วนที่อยู่เหนือน้ำ ส่วนที่ปริ่มผิวน้ำ และส่วนที่อยู่ใต้น้ำอันเปรียบเสมือนจิต 3 ระดับ โดยจิตระดับที่สามนั้นจะโผล่พ้นผิวน้ำได้ ก็ต่อเมื่อมีลมหรือมีคลื่นที่รุนแรงเท่านั้น ฟรอยด์เชื่อว่าจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตของบุคคลในแต่ละวัน มากและแรงขับทางเพศก็อยู่เบื้องหลังของอิทธิพลนี้ด้วย

สัญชาตญาณ (Instinct) เป็นพฤติกรรมที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติของแต่ละชนิดของอินทรีย์ไม่จำเป็นต้อง มีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาหลายคนอธิบายสิ่งนี้ไว้ในรูปของปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexive Action) พฤติกรรมที่เป็นสัญชาตญาณมีมากมาย แต่มีบางพฤติกรรมที่เราคิดว่าเป็นการเรียนรู้ เช่น การว่ายน้ำซึ่งเป็นสัญชาตญาณ เพียงแต่ที่บางคนว่ายน้ำไม่เป็นเพราะเลย “ระยะวิกฤต (Critical Period)” สำหรับการว่ายน้ำไป (คือช่วงที่ควรจะได้ว่ายน้ำกลับไม่มีโอกาส จนเวลาผ่านพ้นระยะวิกฤติไป สัญชาตญาณนี้จึงหายไปด้วย) ฟรอยด์แบ่งสัญชาตญาณไว้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Live Instinct) เป็นพฤติกรรมการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต เช่น การหาปัจจัยเพื่อยังชีพ การหนีห่างจากภัยอันตราย เป็นต้น
  2. สัญชาตญาณแห่งความตาย (Dead Instinct) เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อหายนะของชีวิต เช่น การฆ่าตัวตาย (เพียงแค่คิดก็มีพฤติกรรมนี้แล้ว) การมุ่งร้ายต่อศัตรู หรือความอยากรู้อยากเห็นต่อความพินาศย่อยยับ เป็นต้น

สัญชาตญาณทั้งสองกลุ่มนี้มีอิทธิพลผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และมีโอกาสสับเปลี่ยนไปจากกลุ่มหนึ่งไปเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในทันทีทันใด

โครงสร้างแห่งบุคลิกภาพ (Personality Structure) หรือบางครั้งเรียกโครงสร้างแห่งจิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าเน้นพฤติกรรมภายนอกหรือภายใน คำว่า “บุคลิกภาพ”หมายถึง ผลรวมของพฤติกรรมที่ปรากฏต่อการรับรู้ของผู้อื่น และมีลักษณะค่อนข้างถาวร ฟรอยด์เชื่อว่าบุคลิกภาพมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  1. อิด (Id) เป็นส่วนที่กระตุ้นความต้องการของบุคคลและบงการการตอบสนองความต้องการตาม หลักแห่งความพึงพอใจ (Pleasure Principle) คือคำนึงความพึงพอใจของตนเองเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าเป็นคนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเพราะสัตว์ อื่นๆ ก็ล้วนกระทำแบบนี้ โดยมิต้องพึ่งพาการอบรมสั่งสอน
  2. อีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่กระตุ้นให้บุคคลตอบสนองความต้องการที่เกิดจากอิด โดยไม่ให้อิดบงการการตอบสนอง อีโก้จะตอบสนองตามหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle) คือคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างตนเองกับผู้อื่น การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าอยู่ในระดับเกณฑ์ปรกติของคนทั่วไป เพราะคนเราอาจจะต้องสูญเสียความพอใจไปบ้างเพื่อผู้อื่นจะได้ไม่เดือดร้อน
  3. ซูเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนที่บงการการตอบสนองความต้องการของอิด โดยคำนึงถึงหลักแห่งมโนธรรม (Moral Principle) คือคำนึงถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น แต่ตนเองอาจทุกข์ก็ได้ ถือว่าเป็นการตอบสนองความต้องการในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปกติของคนทั่วไป

โดยทั่วไปความต้องการของบุคคลเกิดจากอิดเท่านั้น โดยมีแรงขับทางเพศและสัญชาตญาณปะปนอยู่ด้วย ส่วนการตอบสนองความต้องการนั้นอีโก้จะเป็นส่วนปฏิบัติการในสภาพการณ์ที่เกิด ขึ้น แต่จะได้รับอิทธิพลจากอิด ซูเปอร์อีโก้ หรืออีโก้เอง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความคิดของบุคคลในขณะนั้น

ฟรอยด์อธิบายว่า ช่วงแรกเกิด-5 ปี เป็นระยะวิกฤต (Critical Original Period) ของชีวิตมนุษย์ เป็นระยะปูพื้นฐานของบุคคลในทุกๆ ด้าน ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ถึงแม้จะชดเชยมากเพียงใดก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ และหากเกิดประสบการณ์รุนแรงฝังใจ (Traumatic Experience) ในช่วงนี้ก็จะส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของบุคคลนั้นตลอดไปเช่นกัน เช่น หากเคยตกจากที่สูงในช่วงนี้ก็อาจทำให้กลัวความสูงมากกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-เพศนี้ทำให้พ่อแม่หรือครูรู้ว่าควรจะปฏิบัติ กับเด็กแต่ละวัยอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดภาวะติดค้าง และตระหนักถึงความสำคัญกับช่วงชีวิต 5 ปีแรกของเด็กให้มาก

 

โลกาภิวัตน์ เกิดจากอะไร

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการพยายามใช้ระบบเบรตตันวู้ด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตลาดการค้าเสรีและความรับผิดชอบของรัฐเพื่อดูแลสวัสดิการภายในประเทศ รัฐต้องอยู่ในกรอบขององค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และข้อตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ (GATT) ในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้า เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและระบบอัตราแลกเปลี่ยน องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ให้บริการด้านการเงิน และให้เวลาประเทศต่าง ๆ ปรับเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศ เพื่อมิให้ต้องลดทอนสวัสดิการของสังคมภายในประเทศ

กล่าวโดยย่อภายใต้ระบบเบรตตันวู้ดประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินนโยบายภายในเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะของตน พร้อม ๆ กับที่มีความพยายาม ณ ระดับนานาชาติที่จะสร้างระบบการค้าเสรีขึ้นในโลก ภาวการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าด้านสังคมเป็นเวลา 3 ทศวรรษ แต่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1968-1975 จากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน สภาพรอมชอมที่ยอมให้เศรษฐกิจภายในประเทศเป็นตัวกำหนดนโยบายรัฐ เปลี่ยนแปลงไป คือรัฐถูกจำกัดบทบาทวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสวัสดิการสังคมภายในประเทศ และอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เพิ่มความสำคัญกับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับที่มาตรการด้านการประกันสังคมและสวัสดิการสังคมที่นำมาใช้ช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกยกเลิกหรือค่อย ๆ ลดความสำคัญลง รัฐถูกกดดันให้ละทิ้งบทบาทเดิมที่ต้องรับผิดชอบกับสังคมของตนเอง โดยต้องทำตามการชี้นำของเศรษฐกิจโลก ภายใต้การชี้นำของศัพท์แสงใหม่ ๆ เรื่องโลกาภิวัตน์ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และการแข่งขันระดับโลก (globalization, interdependence, competitiveness)

ภาวการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร? และเหตุใดจึงเกิดขึ้น? คงจะมีการถกเถียงเพื่อแสวงหาคำตอบกันอีกนานทีเดียว แต่ในขั้นนี้กล่าวได้ว่า เรากำลังถึงช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนจริง ๆ กล่าวคือเรากำลังอยู่ ณ จุดที่โครงสร้างเก่านั้นอ่อนกำลังลง และโครงสร้างใหม่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว จะขอแจกแจงองค์ประกอบหลัก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงในตอนต่อไป

ประเทศหมายถึงอะไร

สังคมประเทศหมายถึงรัฐปกครองตนเองที่มีเอกราชเป็นของตนเอง รัฐที่เป็นที่ยอมรับในสังคมสากลจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลบางประการก่อน คือการสร้างสัญลักษณ์ของชาติขึ้นมา อาทิ ธงชาติ, สิทธิ์ทางการเมือง เช่น สิทธิพลเมือง

ส่วนหนึ่งของรัฐที่มีประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมเป็น ของตนเองสามารถ เรียกเป็น “ดินแดน” หรือ “ประเทศ” ได้เช่นกัน ได้แก่กรณีของอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ถือได้ว่าเป็นสามชนชาติบนเกาะบริเตนใหญ่ – ที่นับได้ว่าเป็นประเทศ แม้ว่าทั้งสามประเทศดังกล่าวจะถูกบริหารโดยรัฐบาลใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร เพียงรัฐบาลเดียว (ซึ่งแบ่งได้เป็นสี่รัฐบาลย่อยด้วยกัน) ทิเบตซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองในประเทศจีน ในทุกวันนี้ก็ถูกนับเป็นประเทศโดยโลกสากลเช่นกัน เกาะไอร์แลนด์ในบางครั้งก็ยังถือว่าเป็นประเทศหนึ่งเดียว แม้ว่ามันจะประกอบไปด้วยหนึ่งประเทศรัฐชาติ (สาธารณรัฐไอร์แลนด์) และรัฐบาลย่อยของรัฐอีกรัฐหนึ่ง (ไอร์แลนด์เหนือ)

คำว่า “รัฐ” มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า “ประเทศ” และอาจทำให้เกิดความสับสนกับพื้นที่ในประเทศที่ถูกแบ่งออกมาเป็นส่วนๆ ได้ หรือรัฐ ซึ่งก็คือสถานภาพรองมาจากชาติซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ “จังหวัด”

หลายประเทศมีรัฐชาติ (เชื้อชาติหลักของประชากรในสัญชาตินั้นๆ) ที่ชัดเจน – เช่นฝรั่งเศส หรืออิสราเอล ในประเทศเหล่านี้รัฐชาตินั้นมีอยู่เพียงหนึ่งชนชาติที่เป็นส่วนใหญ่ของ ประชากร แต่อย่างไรก็ตามในฝรั่งเศสมีชนชาติเบรตัน ซึ่งยังคงแสดงความภาคภูมิและความเป็นเอกภาพไว้อย่างชัดเจน มีประชากรและแหล่งที่อยู่ของประชากรของตนอย่างเฉพาะเจาะจง ส่วนในรัฐอื่นๆ เช่นแคนาดา จีน สเปน หรือสหราชอาณาจักร นั้นประกอบไปด้วยชนชาติต่างๆ หลายชนชาติ

ระบบองค์กรณ์ต่างๆ

สาระน่ารู้จากความหมายของระบบดังกล่าวมาแล้ว สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ระบบประกอบด้วยองค์ประกอบ
2. องค์ประกอบต้องสัมพันธ์กัน ทำงานร่วมกัน เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน
3. ระบบต้องมีจุดมุ่งหมาย
4. ระบบจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม และแยกออกจากสภาพแวดล้อมโดยขอบเขตบางอย่าง
5. ระบบจะมีข้อมูลนำเข้า และมีผลลัพธ์

องค์ประกอบ (Component) องค์ประกอบของระบบ คือส่วนย่อยต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นระบบ องค์ประกอบที่สัมพันธ์กันหมายความว่า หน้าที่ขององค์ประกอบหนึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของอีกองค์ประกอบอื่น

ระบบ (System)

ทุกระบบจะมีเส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอกระบบ เส้นแบ่งนี้เรียกว่าขอบเขต (Boundary) สิ่งที่อยู่นอกระบบคือ สภาพแวดล้อม (Environment) ระบบจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ภายในระบบจะมีระบบย่อย (Sub-system) ซึ่งทำหน้าที่ ในการควบคุมการปฏิบัติงานของระบบให้เป็นไปตามที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้

ประเภทของระบบ

ระบบสามารถแบ่งตามลักษณะต่าง ๆ ได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. ระบบเชิงกายภาพ (Physical System)
    หมายถึงระบบที่ทำงานโดยใช้ทรัพยากร เชิงกายภาพ เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร บุคลากร ระบบเชิงกายภาพเป็นระบบที่สามารถมองเห็นได้ เช่น ระบบการผลิตรถยนต์
  2. ระบบเชิงแนวคิด (Conceptual System)
    หมายถึงระบบซึ่งเกี่ยวกับหลักการ หรือทฤษฎี อยู่ในรูปแบบของคำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ
  3. ระบบเปิด (Open System)
    หมายถึงระบบที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ระบบนี้จะมีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ระบบการผลิตสินค้า จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ
  4. ระบบปิด (Closed System)
    หมายถึงระบบที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อม ระบบลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะการทดลองในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

องค์กรธุรกิจในทัศนะของระบบ

จากความหมายและลักษณะของระบบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว องค์กรทางธุรกิจ ก็สามารถมองเป็นระบบได้ ทั้งนี้เพราะมีองค์ประกอบพื้นฐานของระบบอย่างสมบูรณ์ นั่นคือมีส่วนนำเข้า เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร เงินทุน มีส่วนที่เป็นผลลัพธ์ เช่น กำไร ผลิตผลที่ได้จากการผลิต การตลาด องค์กรทางธุรกิจจะประกอบด้วยระบบย่อยที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

สารสนเทศและระบบสารสนเทศ

  • ข้อมูล (Data) คือ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งนอก หรือ ในองค์กร
  • สารสนเทศ (Information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดิบให้อยู่ในรูปที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

คุณภาพของสารสนเทศ

Martin (1994) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของสารสนเทศที่มีคุณภาพไว้ดังนี้

  1. ตรงตามความต้องการ (Relevancy) สารสนเทศสามารถตอบคำถามในลักษณะที่เจาะจงได้
  2. ความตรงต่อเวลา (Timeline) สารสนเทศที่ผลิตออกมานั้น จะผลิตออกมาทันกับความต้องการของผู้ใช้
  3. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศจะต้องไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และมีข้อผิดพลาด ลักษณะที่บ่งบอกถึงความเที่ยวตรงได้แก่
    ความสมบูรณ์ (Completeness)
    ความถูกต้อง (Correctness)
    ความปลอดภัย (Security)
  4. ประหยัด (Economy) ในการผลิตสารสนเทศจะต้องใช้ทรัพยากรที่ไม่แพงนัก
  5. มีประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง ศักยภาพในการพัฒนาสารสนเทศต่อหนึ่งหน่วยของทรัพยากรที่ใช้

ระบบสารสนเทศ (Information System)

เป็นเซตขององค์ประกอบ ที่สัมพันธ์กัน ซึ่งรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บและเผยแพร่สารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร โครงสร้างของระบบสารสนเทศจะประกอบด้วย 4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. ข้อมูลนำเข้า คือข้อมูลที่จำเป็น เพื่อนำเข้าสู่ระบบ
2. การประมวลผล คือการเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย ซึ่งอาจได้แก่การคำนวณ การสรุป การจัดหมวดหมู่ของข้อมูล การประมวลผลประกอบด้วย องค์ประกอบย่อยดังนี้

  1. บุคลากร
  2. กระบวนการ
  3. ฮาร์ดแวร์
  4. ซอฟต์แวร์
  5. แฟ้มข้อมูล

สารสนเทศ คือผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นส่วนที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของการประมวลผล เพื่อให้การประมวลผลนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ประเภทของสารสนเทศที่ใช้ในองค์กร

  1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System : TPS) ระบบนี้เป็นพื้นฐานของระบบธุรกิจ เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารระดับปฏิบัติการ ระบบจะใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกรายการประจำวันในการทำธุรกิจ เช่น ระบบการสั่งซื้อ ระบบการจองห้องพัก ระบบเงินเดือนและค่าจ้าง
  2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System : MIS) ระบบที่ผลิตสารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการเพื่อใช้ในการบริหารงานให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS) เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารเป็นไปอย่างสะดวก และผิดพลาดน้อยที่สุด ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ดี มีลักษณะดังนี้
    - ระบบต้องใช้ช่วยผู้บริหารในกระบวนการตัดสินใจ
    - สามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้ทุกระดับ
    - มีความสามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อช่วยผู้ตัดสินใจ
    - สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลขององค์กรได้
    - เป็นระบบที่ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ ใช้งานง่าย และสะดวก
  4. ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Support System : ESS) เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์กร ติดตามกิจกรรมของคู่แข่ง ชี้ให้เห็นปัญหา มองหาโอกาส และคาดคะเนแนวโน้ม ต่าง ๆ ในอนาคต
  5. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES) ระบบที่ทำหน้าที่วิเคราะห์หาคำตอบจากข้อมูลที่ป้อนเข้าไปแบบโต้ตอบ ระบบประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
    - ส่วนฐานความรู้
    - ส่วนควบคุมการวิเคราะห์ข้อมูล
    - ส่วนติดต่อกับผู้ใช้
    - ระดับการบริหารงานในองค์กรและการใช้สารสนเทศ มี 3 ระดับ คือ
    1. การบริหารงานของผู้บริหารระดับกลยุทธ์ (Strategic Management)
    เกี่ยว ข้องกับการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และทิศทางขององค์กรว่าจะมุ่งไปทางไหน ผู้บริหารกลุ่มนี้ได้แก่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ2. การบริหารของผู้บริหารระดับยุทธวิธี (Tactic Management)
    เกี่ยว ข้องกับการวางแผนและควบคุมการดำเนินการขององค์กรให้เป็นไปตามกลยุทธ์ที่ผู้ บริหารระดับสูงกำหนดไว้แล้ว ผู้บริหารกลุ่มนี้ได้แก่ ผู้จัดการ หัวหน้าฝ่าย และผู้อำนวยการ เป็นต้น

    3. การบริหารของผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operation Management)
    ผู้ บริหารระดับปฏิบัติการ ทำหน้าที่หลักในการควบคุมการดำเนินการขององค์กรให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่ ได้กำหนดไว้แล้ว เช่น การจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดส่งสินค้า เป็นต้น

จริยธรรมจากอดีตกาล

  • ควรอนุเคราะห์คนในราชสำนัก และคนภายนอก ให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย
  • ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น
  • ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์
  • ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤหบดีชน คือเกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง
  • ควรอนุเคราะห์ประชาชนในชนบท
  • ควรอนุเคราะห์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล
  • ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธุ์
  • ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักนำด้วยตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุจริต
  • ควรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริต กุศลและอกุศลต่อสังคม
  • ควรเข้าใกล้สมณพราหมณ์ เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ้งชัด
  • ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ควรเสด็จ
  • ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้
    1. จริยธรรมตามหลักนิติรัฐ ยึดหลักการว่า การบริหารงานใดได้ดำเนินการถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ถือว่าการบริหารงานนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรม แนวคิดนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจมีปัญหาเรื่องความไม่ครอบคลุม เพราะกฎหมายมักจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดปัญหา และเพื่อมิให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก จึงออกกฎหมายมาบังคับใช้ ดังนั้นกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงไม่เพียงพอในการกำกับพฤติกรรมการบริหาร งานให้อยู่ในกรอบของจริยธรรมได้ทุกกรณีนอกจากนั้น จริยธรรมตามหลักนิติรัฐยังมีจุดอ่อน กล่าวคือ ผู้มีอำนาจอาจจะละเว้นไม่ออกกฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิของกลุ่มตนเอง เช่น นักการเมืองไม่จดทะเบียนกับคู่สมรสlเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่ระบุว่าคู่ สมรส (สามี/ภรรยา) ของนักการเมืองต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงสั่งการด้วยวาจาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติในเรื่องที่ไม่ถูกต้องโดยตนเองไม่ต้องมีความรับผิดชอบ การกำหนดตำแหน่งทางการเมืองที่มีอยู่นอกกรอบกฎหมาย เช่น ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีตำแหน่งนี้มิใช่ตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมาย ผู้ดำรงตำแหน่งจึงไม่ต้องเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะ
    2. จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม ยึดหลักการการพยายามแสวงหาความดีที่ยึดถือควรเป็นอย่างไร แล้วนำมาใช้เป็นมาตรฐานจริยธรรม เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม จึงมีความครอบคลุมกว้างขวางกว่าจริยธรรมตามหลักนิติรัฐ อย่างไรก็ตาม จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมมีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ ขาดบทบังคับการลงโทษเมื่อมีการละเมิด เป็นความแตกต่างจากจริยธรรมตามหลักนิติรัฐ ความจริงแล้วจริยธรรมของการบริหารมีมาตั้งแต่โบราณกาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ มีหลักธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม นั่นคือ จริยธรรมในการปกครองราชอาณาจักร มีหลักธรรมที่เรียกว่า จักรวรรดิวัตร คือวัตรของพระจักรวรรดิ หรือพระจริยาที่พระจักรวรรดิพึงบำเพ็ญสม่ำเสมอ 12 ประการที่เป็นจริยธรรมเช่นเดียวกัน ได้แก่
    3. ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า จริยธรรมเป็นแนวคิดที่ต้องการควบคุมพฤติกรรมของคน ทั้งนี้ ในฐานะที่สมาชิกวุฒิสภาเป็นบุคคลที่ถือเป็นบุคคลสาธารณะ และมีความเกี่ยวข้องกับภารกิจ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความหมายกว้างกว่า “ข้าราชการการเมือง” โดยมีความเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายความถึง “บรรดาผู้รับผิดชอบงานด้านการเมืองทั้งหมดโดยงานการเมืองนั้นจะเป็นงานที่ เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย (Policy) เพื่อให้ฝ่ายปกครองที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานประจำรับไปบริหาร (Administration) ให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดนั้น” ดังนั้น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” จึงหมายถึง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาและผู้ดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน โดยนัยดังกล่าว สมาชิกรัฐสภา จึงรวมถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีฐานะเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ตามความเห็นของกรรมการร่างกฎหมายด้วยดังนั้น หากสมาชิกวุฒิสภามีการฝ่าฝืนจริยธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมในขอบเขต ที่กว้างขวาง ทั้งนี้ การใช้มาตรฐานทางด้านศีลธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมือในการควบคุมการกระทำ ของสมาชิกวุฒิสภาในฐานะบุคคลสาธารณะจึงมีความสำคัญ ดังนี้

      ประการแรก การที่ระบอบการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลักและปัญหาสำคัญของประเทศได้ การดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะอภิมหาโครงการ (Megaprojects) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านสาธารณูปโภคและด้าน สังคมขาดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการประหยัด มีปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้นตลอดเวลา การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมโดยการพยายามสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การประหยัดจะนำไปสู่การเรียกร้องให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Public Accountability) มากขึ้น

      ประการที่สอง การนำระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มาใช้ควบคู่กับระบบเศรษฐกิจที่ใช้การตลาดเป็นตัวกำหนด (Market Economy) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ ได้แก่

      • ด้านการเมือง มีการแยกส่วนที่เป็นส่วนตัว (Private) กับสาธารณะ (Public) ออกจากกันชัดเจนยิ่งขึ้น และความสำคัญของเนื้อหา (Substance) มีความสำคัญเท่ากับระเบียบวิธีปฏิบัติ (Procedures) ซึ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดประเด็นทางด้านจริยธรรมสำคัญหลายประการ
      • การที่นักการเมืองต้องแสวงหาความชอบธรรมในการเข้าสู่อาชีพและการดำรง ตำแหน่งโดยผ่านการเลือกตั้ง ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีเป้าหมายในการคุ้มครองอาชีพของนักการเมืองเอง ก่อให้เกิดเขตเลือกตั้งใหม่ (Constituency);ที่เรียกว่า “Campaign Funding Constituency” ขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ไว้วางใจนักการเมืองและการเมือง ซึ่งถือเป็นประเด็นทางจริยธรรมที่แก้ไขได้ยากที่สุด
      • ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมและเศรษฐกิจการตลาดที่ส่งเสริมการเติบโตของ ระบบทุนนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ธุรกิจการค้าขยายตัวและต้องอาศัยการดำเนินการทางการเมืองเพื่อช่วยผลัก ดันผู้ประกอบการที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อลดผลกระทบทางลบของนโยบาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่แยกจากกันได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักการเมืองที่มีอาชีพทางธุรกิจก่อนเข้าสู่วงการเมือง และยังต้องการรักษาอาชีพและผลประโยชน์เดิมไว้ต่อไป

      การขยายตัวของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม โดยเฉพาะการรับรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การเรียกร้องจากสื่อมวลชนและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมให้มีความโปร่งใส รวมถึงการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และพฤติกรรมนักการเมือง ทำให้กรณีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของนักการเมือง ปรากฏเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียง อย่างมาก นำไปสู่การกดดันให้มีการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการสร้างมาตรฐานทางกฎหมายและจริยธรรมทางการเมืองควบคู่กันไป เพื่อควบคุมการใช้อำนาจทางการเมืองในทางที่ผิด

      ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแมกซ์ เวเบอร์ ซึ่งได้กล่าวถึงนักการเมืองในฐานะอาชีพหนึ่ง โดยเวเบอร์แบ่งนักการเมืองอาชีพออกเป็น 2 ประเภท คือ ผู้มีชีวิตเพื่อการเมือง (Live for Politics) และผู้ที่อาศัยและหากินจากการเมือง (Live from Politics)

      การมีชีวิตเพื่อการเมือง หมายถึง นักอุดมการณ์ที่ได้รับความสุขจากการเข้าไปเล่นการเมือง เป็นความรู้สึกภายในใจ เป็นการเล่นการเมืองเพื่ออุดมคติหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของตน กลุ่มนี้มักเป็นพวกที่มีฐานะและรายได้ดีอยู่ก่อน และไม่มีความประสงค์ที่จะเล่นการเมืองเพื่อหารายได้หรือผลประโยชน์ให้แก่ตน เอง ขณะที่ผู้ที่อาศัยและหากินจากการเมือง เป็นผู้ที่ต้องการรายได้จากการทำงานการเมือง ต้องอาศัยรายได้จากเงินเดือนหรือจากสินบน หรือใช้อิทธิพลเพื่อเรียกคืนเงินที่ใช้ไปในการเลือกตั้ง

      จากการแบ่งนักการเมืองในลักษณะดังกล่าว เวเบอร์ชี้ให้เห็นว่า อาชีพนักการเมืองมีความแตกต่างจากอาชีพอื่น เพราะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนพัฒนาความสำนึกในเรื่อง เกียรติยศของวิชาชีพ (Professional Honor) ไม่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคพิเศษ ซึ่งทำให้เกิดความสำนึกว่าจะต้องสร้างจริยธรรมของวิชาชีพ (Professional Integrity) ซึ่งนำมาสู่แนวคิดว่า อาชีพนักการเมืองต้องใช้จริยธรรมในด้านใด จึงจะทำให้เกิดการยอมรับในความชอบธรรม หรือ การตั้งคำถามว่า จริยธรรมของนักการเมืองอยู่ที่ไหน

      ทั้งนี้ เวเบอร์เห็นว่า จริยธรรมที่น่าจะเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ จริยธรรมว่าด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการ (Ethics; of; Principled; Conviction);;และจริยธรรมว่าด้วยความรับผิดชอบ(Ethics of Reponsibility)

      หลักจริยธรรมทั้งสองประการมีความเกี่ยวข้องกันในลักษณะที่ว่า หากมีความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการ แต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดจากความรู้สึกเช่นนั้น คนที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการจะได้รับความเคารพ แต่จะไม่มีผู้ใดยอมให้เป็นนักการเมือง หากผู้นั้นไม่มีความรับผิดชอบ เพราะอาจใช้ความรุนแรงจากการมีอำนาจที่ชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ ที่จะติดตามมา นักการเมืองลักษณะนี้ย่อมเป็นบุคคลอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน

      ในทรรศนะของเวเบอร์ นักการเมืองจึงควรมีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการคือ

      1. มีอารมณ์ผูกพันแน่วแน่ จริงจังต่ออุดมการณ์ (Passion) หมายความว่า นักการเมืองจะต้องรู้สึกห่วง กังวล เอาใจใส่ต่อสิ่งที่เขาต้องการจะต่อสู้ คำว่า Passion ไม่ใช่อารมณ์ที่เป็นความตื่นเต้นที่ไร้ความหมาย หรือเป็นเพียงเจตคติภายใน (Inner Attitude) เท่านั้น แม้แต่การปฏิวัติที่ปราศจากความรับผิดชอบก็ไม่ถือว่าเป็น Passion
      2. มีความรับผิดชอบ (Responsibility) จริยธรรมของความรับผิดชอบเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า นักการเมืองมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่ออุดมการณ์หรือไม่
      3. มีวิจารณญาณ (Judgement) หมายถึง ความสามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งความไม่หวั่นไหวและความสงบ แต่สนองตอบต่อสภาพความเป็นจริง หรือการต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ และคนจากระยะห่าง การขาดวิจารณญาณถือเป็นความผิดประการหนึ่งของนักการเมือง เป็นสิ่งที่ทำให้ไร้ประสิทธิภาพทางการเมือง

      คุณสมบัติทั้งสามประการจะประกอบกันเป็นจริยธรรมของนักการเมือง เป็นพลังที่เสริมสร้างบุคลิกภาพของนักการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการ เมือง อันเป็นกิจกรรมของมนุษย์อย่างแท้จริง นักการเมืองจึงจำเป็นต้องมีอุดมการณ์ มีความรับผิดชอบ และมีวิจารณญาณเป็นเครื่องกำกับความหลงตัวเอง (Vanity) ถือเป็นสิ่งที่คุกคามอาชีพนักการเมือง ทำให้ขาดความเป็นกลาง ขาดความรับผิดชอบ และเป็นไปเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น

      ทั้ง นี้ หากนักการเมืองใช้อำนาจทางการเมืองบนหลักพื้นฐานของจริยธรรมเพื่อผลประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่แล้ว ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาอันชอบธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ในทางตรงข้ามหากนักการเมืองขาดจริยธรรมและคำนึงถึงการรักษาอำนาจทางการเมือง ย่อมใช้อำนาจทางการเมืองทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองหรือคนส่วน น้อย

      ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมืองจึงต้องเป็นบุคคลที่ต้องได้รับ ความไว้วางใจจากประชาชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นักการเมืองจะถูกตรวจสอบจากประชาชนในลักษณะที่เข้มงวดเป็นพิเศษกว่าบุคคล ธรรมดาทั่วไป หรือบุคลสาธารณะในวิชาชีพอื่น แม้ในวิชาชีพอื่นที่มีความจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นแก่ ประชาชน เช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ เป็นต้น และบุคคลที่ประกอบอาชีพดังกล่าว ก็มิได้ถูกตรวจสอบในทางสาธารณะในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผยทุกแง่มุมเช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองมีความสำคัญในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ จึงมีความจำเป็นต้องมีการเฝ้ามองหรือตรวจสอบจากสาธารณะ (Public Scrutiny) มากกว่าผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ

      กล่าวคือ นักการเมืองจะถูกพิจารณาจากสาธารณชนว่า ควรมีจริยธรรมหรือคุณธรรม มากกว่าปัจเจกชนทั่วไป ซึ่งถือเป็น “ความชอบธรรม” ขั้นพื้นฐานของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยลักษณะดังกล่าวมีระดับความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม แต่อาจถือเป็นลักษณะทั่วไปที่เป็นเป้าหมายของทุกสังคมที่ต้องการให้ปรากฏ ขึ้นจริง เพราะคุณลักษณะเช่นนี้ คือจุดเริ่มต้นของที่มาของความไว้วางใจจากประชาชน ดังนี้

      ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวของเวเบอร์สอดคล้องกับหลักจริยธรรมในการบริหารกิจการบ้าน เมืองที่ดีของไทย (Good Governance) ซึ่งพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวถึง ความจำเป็นที่ต้องใช้หลักจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณความดีที่พึงยึดเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ทั้งนี้ หลักจริยธรรมตามแนวคิดนี้สามารถจำแนกเป็น 2 มุมมองคือ