Tag Archive: คัมภีร์

วรรณคดีอังกฤษ

ด้วย อารมณ์ขัน ที่ดี เกรซ อธิบาย พลเมือง ที่หลากหลายของ ชาร์ลสตัน เช่น ดันแคน แกรนท์ ลิเดีย Lopokova โรเจอร์ ทอด EM Forster และแน่นอน , เวอร์จิเนียวูล์ฟ : ‘ ผมได้พบกับ นาย และนาง ลีโอนาร์ ดวูล์ฟ , ขี่ จักรยาน ของพวกเขา ไปชาร์ลสตัน พวกเขามอง ตัวประหลาด แน่นอน . มี การย้าย รายการที่ เกี่ยวกับการตาย ของ วาเนสซ่า เบลล์ในปี 1961 และ ปีสุดท้าย ของเกรซ ที่ ชาร์ลสตัน มองตามหลังผู้สูงอายุ ดันแคน แกรนท์

เกี่ยวกับผู้เขียน
สจ๊วต แมคเคย์ เป็น นักเขียน ประวัติศาสตร์ เก็บเอกสาร และ วัฒนธรรม เขา เรียนที่ มหาวิทยาลัย เซนต์แอนด , เมือง มหาวิทยาลัยลอนดอน และ มหาวิทยาลัยไล ในประเทศเนเธอร์แลนด์ก่อนที่จะ ฝึกเป็น ผู้เก็บเอกสาร ที่ กลาสโกว์ มหาวิทยาลัย เขา สอน ประวัติศาสตร์ศิลปะ ทั่วประเทศอิตาลี สำหรับที่ผ่านมา เจ็ดปี ผู้เข้าพัก บรรยาย ใน วรรณคดีอังกฤษ ที่ มหาวิทยาลัยอเมริกัน หลายคนและ ได้ทำงานเป็น ผู้เก็บเอกสารที่ หอสมุดแห่งชาติอังกฤษมาถึงกอร์ดอน สแควร์ ที่บ้านของ วาเนสซ่า เบลล์ ใน มิถุนายน 1920 เธอ เป็นคน ที่จะอยู่กับ ครอบครัว50 ปี เป็น แม่บ้าน พยาบาล พ่อครัว และ แม่บ้าน ในที่สุด ที่ ชาร์ลสตัน, บ้านชนบทในซัสเซ็กซ์ ที่ครอบครัว เบลล์ ใช้เวลา วันหยุด ของพวกเขา ในช่วงระยะเวลา interwarและจากนั้น อาศัยอยู่ อย่างถาวร จนกว่าจะถึง ปี 1970

หนังสือเล่มนี้ บอกเล่าเรื่องราว ของเกรซ เป็นครั้งแรกและ จะขึ้นอยู่กับ สมุดบันทึก และ จดหมาย ของเธอ เก รซ เป็น คะนอง ด้วยความรู้สึก ที่แข็งแกร่งของความสนุก ; เธอ อ่าน ทุกอย่างที่เธอ สามารถทำได้ และมักจะ นั่ง สำหรับนายจ้าง จิตรกร ของเธอ ที่ ชื่นชม ของเธอดู ไดอารี่ ของเธอ หลาย ปี เล่าขาน เธอใน กอร์ดอน สแควร์ , ชาร์ลสตัน และ ตอนใต้ของฝรั่งเศส และ ภาพที่ สดใส ชีวิตของพวกเขา ด้วย ระฆังและ เพื่อนของพวกเขา เติมเต็ม สิ่งที่เรารู้ จาก ข้างต้น บันได ‘ โลกของชุด Bloomsbury

ทำความรู้จักกับชนเผ่ามองโกล

มีประชากรกว่า 5 ล้าน 8 แสนคน ที่สำคัญอยู่รวม ๆ กัน ที่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในตลอดจนจังหวัดและอำเภอปกครองตนเองในมณฑลหรือ เขตปกครองตนเองต่าง ๆ เช่น เขตซินเกียง มณฑลชิงไห่ กันซู่ เฮยหลงเจียง จี๋หลินและเหลียวหนิง เป็นต้น ชนชาติมองโกลใช้ภาษามองโกลที่สังกัดตระกูลภาษา อัลไต คำว่า มองโกลมีขึ้นก่อนที่สุดเมื่อสมัยราชวงศ์ถาง เวลานั้นเป็นเพียงชื่อเผ่าชนหนึ่งในบรรดาเผ่าชนต่าง ๆ จำนวนมากของชาวมองโกลแหล่งเกิดของเผ่าชนนี้อยู่ที่เขตฝั่งตะวันออกแม่น้ำ เออร์กูนา ต่อมาค่อย ๆ ย้ายไปสู่ทางตะวันตกระหว่างเผ่าชนต่าง ๆ พากันปล้นสะดมประชากร สัตว์เลี้ยงและสินทรัพย์จนได้เกิดสงครามระหว่างเผ่าชนต่าง ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อปี 1206 เถี่ยมู่เจินได้รับการสนับสนุนเป็นมหาราชชาวมองโกล ชื่อเจงกิสข่านและได้สถาปนาประเทศมองโกเลียขึ้น หลังจากนั้นที่ภาคเหนือของจีน ก็มีชนชาติหนึ่งอันเข้มแข็งเกรียงไกร มีความมั่นคงและได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกนั่นก็คือชนชาติมองโกล ต่อมาเจงกิสข่านได้รวมเผ่าชนต่าง ๆ ตลอดจนทั่วประเทศจีนเข้าเป็นเอกภาพและได้สถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้น ชาวมองโกล ส่วนมากนับถือศาสนาลามะ ชนชาติมองโกลเคยสร้างคุณูปการอันสำคัญในด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ปฏิทินและดาราศาสตร์ แพทยศาสตร์ตลอดจนด้านอื่น ๆ ของจีน

วันสิ้นโลกมีจริง

 

นักบุญอันนา มารีอา ไทจิ เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ.1837 เธอพยากรณ์ว่า ในศตวรรษของเราจะเกิดสงคราม 2 ครั้ง อีกครั้งมาราวใกล้อวสานโลก เธอว่าฟ้าจะลงโทษมนุษย์ ให้โลกมืดไป 3 วัน 3 คืน
บุญราศีภคินีแอมเมอริก เป็นแม่ชีคณะออกัสตีเนียน เกิดในประเทศเยอรมันนี ปี ค.ศ. 1774 ตายในปี ค.ศ. 1824 กล่าวว่า เธอเห็นองค์การลับวางแผนทำลายพระวิหารนักบุญเปรโตร ขณะพายุโหมพัดเอาพังพินาศ เมื่อทุกขภัยถึงขีดสุดแล้ว เธอยังเห็นความช่วยเหลือตามมาด้วย เธอเห็นพระแม่มารีพรหมจารีย์ ประจักษ์มา ณ วิหาร กางเสื้อของท่านคลุมมันไว้ และได้เห็นโป๊ปองค์หนึ่ง สุภาพ หนักแน่นมาก มีการสร้างวิหารขึ้นใหม่สูงเทียมฟ้า.
นักบุญโทมัส เด อากวีโน นักปรัชญาของศาสนจักร อธิบายอรรถรสในจดหมายฉบับที่ 2 ของเปาโลถึงชาวเทสซาโลนิก ทำนายถึงสาเหตุของการทิ้งศาสนา ว่าจะเป็นการปฎิวัติทั่วๆไป เพื่อค้านการเมืองและศาสนา จะมีขึ้นก่อนปรปักษ์พระคริสต์มาเล็กน้อย.
นักบุญเมโธดิอุส (ค.ศ.885)โบสถ์วิหารจะถูกแปรเป็นซ่องโจร คอกสัตว์ ชี สงฆ์ นักบวชจะถูกข่มขื่น ละเมิดวินัย ทรมาน สังหารโหด พระแท่นจะถูกทุบวินาศ พระธาตุจะสูญหาย สังฆาภรณ์จะถูกรื้อออกใช้เต้นงิ้ว เล่นละคร ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก่อนแอนตี้ไคร์สต์จะมา.
นักบุญบีโอที่10 (ค.ศ.1903-1914) เราเห็นผู้สืบธรรมาสน์ของเราเดินข้ามศพพี่น้องหนีไป พระองค์จะหลบซ่อนตัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง พอได้พักผ่อนชั่วเวลาเล็กน้อยแล้ว ต่อมาจะถูกทารุณจนสิ้นพระชนม์ ความชั่วในโลกเริ่มฟักตัว มันจะนำทุกข์ระทมมาให้ ก่อนที่จะสิ้นโลก.
โป๊ปบีโอที่12 (ค.ศ.1939-1958) เราเห็นว่าเวลานี้โลกกำลังเดินเข้าสู่เหตุการณ์ที่น่ากลัวหลายอย่าง ตามพระคริสต์เจ้าทำนายไว้ ดูเหมือนความมืดกำลังมาเยือน มนุษย์ชาติจะต้องตกอยู่ในวิกฤติการณ์ชั้นสุดยอด.
ผู้เข้าทางในของทูรศ์ ศตวรรษที่19 เป็นแม่ชีอยู่ในเมืองทูรศ์ ในปี ค.ศ.1882 ผู้แนะนำชีวิตทางวิญญาณของเธอ ได้นำการเผยนี้ออกมาตีพิมพ์ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “วันก่อนชัยชนะของพระคริสตเจ้า” โดยใช้นามปากกาว่า ผู้เข้าทางในของทูรศ์ เป็นคำทำนายจากปี 1872 และ 1873 .
มุนี ฮีลารีออน ศตวรรษที่15 ก่อนที่คริสตชนนิกายต่างๆ จะมารวมกันและปรับปรุงใหม่ พระเจ้าจะใช้นกอินทรีบินเข้ายุโรป นำความดี ความผาสุกยิ่งใหญ่มาให้ บุรุษวิเศษจะแผ่สันติ ระหว่างพวกเถระกับนกอินทรี และอาณาจักรของพระองค์จะยืนยง 4 ปี หลังมรณกรรม พระเจ้าจะส่งบุรุษทรงปรีชาวุฒิ และเพียบพร้อมกุศล 3 ท่านมาแทน พวกเขาจะแผ่พระธรรมไปทุกมุมโลก เวลานั้นจะมีแกะฝูงเดียว ชุมภาบาลผู้เดียว ความเชื่อ กฎหมาย ชีวิตและศีลล้างบาปเดียวกัน.
มารีอา สไตเนอร์ ศตวรรษที่19 ฉันเห็นพระเจ้าเวลาที่พระองค์กำลังลงโทษล้างโลกด้วยวิธีน่ากลัวจนว่า มีชายหญิงเหลืออยู่น้อย พวกฤาษี นักพรต จะต้องออกจากอาศรมและพวกชีถูกไล่ออกจากอาราม เป็นต้น ในอิตาลี พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์จะถูกเบียดเบียน และโรมจะขาดนายชุมภา.
แวร์แดง โอ ตรังต์ ศตวรรษที่13 มหาราชและอัจฉริยะโป๊ปจะมาก่อนแอนตี้พระคริสต์ ประเทศทั้งหลาย จะอยู่ในสงคราม 4 ปี โลกส่วนใหญ่จะถูกทำลาย โป๊ปจะข้ามน้ำข้านทะเล แบกเครื่องหมายการไถ่บาปที่หน้าผาก มหาราชจะจรรโลงสันติภาพ พระสันตะปาปาจะมีส่วนในชัยชนะ สันติภาพจะครองโลก.
บุญราศี ยวง อามาเดโอ เคซิลวา ศตวรรษที่15 วันท้ายๆจะเกิดการนองเลือด น่ากลัว แผ่นดินจะถูกฉกชิง ทอดทิ้ง บ้านเมืองจะรกร้างว่างเปล่า ขุนนางจะถูกสังหาร และคนที่มีอิทธิพลจะถูกทำลาย เพราะเปลี่ยนกษัตริย์และจักรภพกันบ่อย เยอรมันและสเปนจะรวมอยู่ใต้เจ้านายใหญ่ที่พระทรงเลือกให้ แต่เพราะเยอรมันไม่เชื่อ สงครามจะยืดเยื้อไปจนกว่า ผู้ยิ่งใหญ่จะได้มารวมทุกประเทศไว้ หลังเหตุการณ์นี้ แทนที่พระบังคับ จะมีการกลับใจหมู่ สันติภาพและความก้าวหน้าจะตามมา.
มารีย์ เดอ ลา โฟแดส์ ศตวรรษที่19 โลกจะมืดสนิท 3 วัน เทียนที่เสกด้วยขี้ผึ้งเท่านั้นจะจุดไฟติด ระหว่างความมืดน่าสพึงกลัวนี้เทียนเล่มเดียวจุดได้ 3 วัน แต่มันจะไม่ให้แสงในบ้านของคนขาดพระ ถึงฟ้าผ่า ลมพัด พายุจัด แผ่นดินไหว ก็ไม่สามารถดับเทียนเสกนั้นได้ เมฆสีเลือดจะลอยตามอากาศ ฟ้าร้องฟ้าคำราม หวาดเสียว น้ำทะเลขึ้น คลื่นซัดกลบแผ่นดิน ทั้งโลกาจะกลายเป็นป่าช้า คนดีคนชั่วตายกันเกลื่อน ความอดอยากที่ตามมาจะร้ายแรงกว่าอีก พ์ชพันธุ์จะเสียหาย 3 ใน 4   เช่นเดียวกับชาติมนุษย์ วิกฤติการณ์นี้จะมาอย่างไม่รู้ตัว และทั้งโลกจะได้รับโทษนี้.
เคาน์เตส ฟรังซิสกา เดอ บิลญันต์ ศตวรรษที่ 20 ฉันเห็นนักรบ ทั้งเหลืองและแดง รุกเข้ายุโรป ยุโรปเต็มไปด้วยควันสีเหลือง สังหารสัตว์ในนาเกลี้ยง ประเทศที่ทรยศต่อพระบัญญัติของพระเจ้าจะหายไปในไฟ ยุโรปจะกว้างใหญ่เกินไปสำหรับคนที่อยู่   .
คำทำนาย อเมริกัน ศตวรรษที่20 กองทัพเหลืองของอาทิตย์อุทัย และของอาณาจักรกลาง จะทุ่มความเคียดแค้นต่อประเทศชาติของประเทศเกาะ ซึ่งมีแต่สร้าง
ค.ศ. 469-542 นักบุญซีซาร์เมืองอาร์เลส เมื่อทั้งโลกโดยเฉพาะฝรั่งเศสทางภาคเหนือ ตะวันออก ที่หนักกว่าเพื่อนก็ที่ลอร์เรนกับชัมปัน จะต้องอดอยากทุกข์ระทม แล้วเจ้าชายองค์ที่หนึ่ง ซึ่งถูกเนรเทศตั้งแต่สมัยยังเด็กจะยื่นมือมาช่วย และกู้มงกุฎดอกลิลีไว้ เจ้าชายนี้จะขยายอาณาเขตไปทั่วแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็จะมีโป๊ปอัจฉริยะเยี่ยมยอด และสมบรูณ์ทุกด้าน โป๊ปนี้จะได้มหาราชบุรุษศรัทธาแตกหน่อจากกษัตริย์ฝรั่งเศส เชื้อพระวงศ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่ติดปฎิรูปโลก ร่วมกันกับเจ้าชายจำนวนมาก และประเทศที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ทารุณโหดเหี้ยมจะกลับใจ สันติภาพจะครองมนุษย์ได้อยู่หลายปี พระเจ้าทรงระงับพิโรธเพราะการสำนึกผิด ประพฤติชอบ ประกอบความดี หลายประเทศจะออกกฎหมายร่วม มีความเชื่อเดียว ศาสนาเดียว ทุกประเทศจะรับรู้สันตะสำนักในโรม และนับถือพระสันตะปาปา แต่จากนั้นชั่วเวลาไม่เท่าไร คนจะถอยศรัทธา  ใจคอโหดร้าย ศีลธรรมเสื่อม รุนแรงกว่าเก่า ปรปักษ์พระคริสต์จะกดขี่ข่มเหงมนุษย์ อย่างทารุณ ในที่สุดก็สิ้นโลก.
ค.ศ. 856 บุญราศี ราบานุส เมารุส บรรดาปราชญ์ชั้นยอดลงความเห็นประกาศว่า ตอนปลายอายุขัยของโลก หน่อกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์หนึ่งจะครองอาณาจักรโรมัน และบอกว่าจะเป็นองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส.
ค.ศ. 992 มุนี อัดโซ อาจารย์บางท่านสอนว่ากษัตริย์ชาติแฟรงค์จะครองอาณาจักรโรมัน ผู้นี้จะเป็นคนสำคัญและคนสุดท้าย หลังจากครองอาณาจักรรุ่งเรืองมาแล้ว จะไปจบชีวิตที่เยรูซาเลม พระองค์จะวางคทา ถอดมงกุฎไว้บนยอดเขามะกอก นั่นคืออวสานของอาณาจักรโรมัน จากนั้นปรปักษ์พระคริสต์จะมาทันที.
ค.ศ. 869 นักบุญ ซีริลโล ว่าก่อนที่พระศาสนาจักรจะได้รับการฟื้นฟู พระเป็นเจ้าจะยอมให้ตำแหน่งของพระสันตะปาปาว่างลง และจักรพรรดิองค์หนึ่งของเยอรมันจะนำพระสันตะปาปาองค์หนึ่งมานั่งในตำแหน่ง และหลังจากที่กลุ่มคนชั่วร้ายถูกถอดเขี้ยวเล็บแล้ว ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งจะเกิดขึ้นเพื่อสงบศึก ระหว่างนกอินทรีกับพระศาสนจักร.
ค.ศ. 1013 นักบุญ เซซาเร ได้ทำนายไว้ว่าวันหนึ่งจะเกิดสงครามใหญ่ กรุงปารีส เมืองบอร์โด เมืองมาเซย์ จะถูกทำลายอย่างแหลกลาญ แล้วจะมีมหาราชผู้หนึ่ง กับพระสันตะปาปา จะร่วมกันปฎิรูปศาสนา และบ้านเมือง ให้คงสภาพเดิม.
เมอร์ลีน โหราจารย์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้ทำนายไว้ว่า จะมีมหาราชชาวแฟรงค์ จะทรงนำองค์พระสันตะปาปากลับสู่อำนาจ และยังทำนายต่อไปว่า หลังสงครามใหญ่ประเทศฝรั่งเศสจะเปลี่ยนการปกครอง ไปเป็นระบบกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 จดหมายเหตุ มัคเดบรูค เลือดของชาร์ลส์มหาราช จะเถลิงราชย์เป็นจักรพรรดิชื่อชาร์ลส์ ครองทั่งยุโรป ทรัพย์สินพระศาสนาจักรสูญเสียไปจะได้กลับคืนมาหมด ราศรีของอาณาจักรโบราณจะรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 เอสทิงเกอร์ เยอรมัน ในวาระสุดท้าย เจ้าชายพระองค์หนึ่งจากหน่อจักรพรรดิชาร์ลส์ จะกู้แผ่นดินสัญญาคืนมา และปฎิรูปพระศาสนจักร พระองค์จะเป็นจักรพรรดิของยุโรป.
ศตวรรษที่ 12 สังฆราชคริสตีอานอส อาเจดา ในศตวรรษที่ 20 สงครามจะเกิด รุนแรงและยืดเยื้อ หลายเมืองไม่มีผู้คนอาศัย ประเทศต่างๆตกอยู่ในความสับสนอลเวง ผืนแผ่นดินรกร้างว่างเปล่า ชั้นชนสูงจะถูกสังหาร มือขวาของโลกจะกลัวมือซ้าย เหนือชนะใต้.
ศตวรรษที่ 14 นักบุญจอห์นแห่งเคลฟต์ร็อค ท่านว่า 20 ศตวรรษหลังจากพระเยซูประสูติ ถึงเวรของอ้ายสัตว์ร้ายมาเกิดเป็นคน ราวปีคริสตศักราช 2000 แอนตี้ไคร์สต์ จะประกาศตัวให้โลกรู้.
ศตวรรษที่ 19 ซิสเตอร์บูกียอง อวสานของโลกไม่สิ้นในศตวรรษ 19 แต่จะจบลงในศตวรรษที่ 20 แน่.
บุญราศี คัสปาร์ เดล บุฟาโล ศตวรรษที่19 คนข่มเหงพระศาสนา ไม่ยอมกลับใจ จะตายระหว่างมืด 3 วัน ใครที่รอดชีวิตจากความมืดและความกลัวมาได้ จะอยู่โดดเดี่ยวในโลก มองไปทางไหน เจอแต่ซากศพเกลื่อนไปหมด.
ยาชินทา แห่งฟาติมา ค.ศ. 1920 ฉันพระสันตะปาปาในบ้านใหญ่จะคุกเข่า เอามือปิดหน้าร้องไห้ที่หน้าโต๊ะ ข้างนอกมีคนเยอะ บ้างขว้างหินใส่บ้างสบประมาท ใช้คำหยาบคายจนแทบฟังไม่ได้.
ภคินี เฟาสตีนา โกวัลส์กา แห่งคาโคฟ โปแลนด์ อ้างคำของพระเยซูเจ้าตรัสแก่เธอ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1931 ว่า ก่อนที่ข้าจะมาอย่างมหาตุลาการผู้ทรงยุติธรรม ข้าจะให้สัญญาณในท้องฟ้าและบนแผ่นดินคือ กางเขน แสงจะพุ่งจากรอยแผลที่มือ และที่เท้าของข้าลงมายังโลก สว่างไหวอยู่สองสามนาที.

สมบัติไว้จากการค้า.

เฮเลน วอลรัฟ ศตวรรษที่19 สักวันหนึ่งโป๊ปจะออกจากโรม กับพระคาร์ดินัล 4 องค์ จะไปที่เมืองโคลอญ เยอรมัน.
พระสังฆราช ยอร์ช ม. วิทแมน ศตวรรษที่19 เวลลาเศร้าสลดยิ่งแห่งพระศาสนาของพระเยซูเจ้ากำลังมา พระจะถูกทรมานอีกหนอย่างแสนเจ็บปวดในพระศาสนจักร และในองค์ผู้นำสูงสุดของพระองค์ มือสกปรกจะวางลงบนองค์สันตะปาปา บรรดาสมาคมลับจะเที่ยวทำลาย และกุมอำนาจการเงินไว้หมด.
ไอดา เปียรเดอร์มัน ศตวรรษที่20 ฉันเห็นแผ่นดินอิตาลีข้างหน้า มันเหมือนมรสุมร้ายแรงกำลังระเบิด ฉันถูกบังคับให้ฟัง และได้ยินตำว่า เนรเทศ.

วรรณคดีของประเทศรัสเซีย

 

 1533-1584) ได้มีการประพันธ์หนังสือ “การจัดการครอบครัว” (Домо-строй) ขึ้นโดย ซีลเวสเตอร์ (Сильвестр) นักบวชที่มีบทบาท และอิทธิพลสูงสุดในขณะนั้น (มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของซาร์) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการครอบครัวในสังคมที่เพศชายมีอำนาจสูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมและวัฒนธรรมของรัสเซียในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี

                หลังจากที่วรรณกรรมรัสเซีย ได้อาศัยรูปแบบและแนวทางวรรณกรรมของยุโรปตะวันตกมากว่าศตวรรษแล้ว จึงได้ค้นพบรูปแบบของตนเองในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักประพันธ์ผู้ที่ได้ชื่อว่า “มหากวีเอก” ผู้เปิดยุคทองแห่งวรรณศิลป์รัสเซีย ได้แก่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น (Александр Пушкин 1799-1837) ผลงานในช่วงแรกของเขาได้แนวทางมาจาก neoclassical ของฝรั่งเศส และต่อมาได้เปลี่ยนแนวทางการประพันธ์ไปเป็นแบบ romantic ของ George Dyron และในที่สุดก็ได้ค้นพบแนวทางของตนเอง คือ classical แบบรัสเซีย ผลงานวรรณกรรมในรูปร้อยกรองเรื่องแรกของเขา ได้แก่ “รูสลาน และลูดมีล่า” (Руслан и Людмила 1818-1820) ต่อจากนั้นได้ประพันธ์วรรณกรรมไว้เป็นมรดกทางวรรณศิลป์ของรัสเซียอีกหลายเรื่อง เช่น Кавказский пленик 1820-1821, Бахчисарайский фонтан 1823, Цыганы 1823-1824, Борис годунов 1825, Евгений Онегин 1823-1831, Медный всадник 1833 นอกจากนี้ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ยังได้ประพันธ์นวนิยาย และบทละครไว้อีกหลายเรื่องก่อนที่จะเสียชีวิตจากการดวลปืนในวัย ๓๗ ปี อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ได้รับการยกย่องจากชาวรัสเซียให้เป็น “ผู้ให้กำเนิดภาษารัสเซียยุคใหม่” เนื่องจากภาษาเขียนของรัสเซียในปัจจุบันได้รับเอาแบบฉบับของภาษาที่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ใช้ในงานประพันธ์มาเป็นหลัก

                ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ได้รับการยกย่องให้เป็น “กวีเอกของรัสเซีย อีวาน ครีลอฟ (Иван Крылов) ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาของนิทานรัสเซีย” อีวาน ครีลอฟ ได้เขียนทั้งนิทานสำหรับเด็ก และนิทานเสียดสี ล้อเลียน และเปรียบเปรยสำหรับผู้ใหญ่

                หลังจากอสัญกรรมของกวีเอกรัสเซีย อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น กวีนายทหารผู้มีพรสวรรค์สูง มิคาอิล เลียรมันตอฟ (Михаил Лермонтов 1814-1841) ผู้ซึ่งอุทิศตกให้กับแนวการประพันธ์หลักการ แม้กระทั่งความตายแบบปูชกิ้น ก็ได้ประกาศตนเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของปูชกิ้นในทันที ในการนี้เขาได้ประพันธ์บทกวีสดุดีให้กับปูชกิ้น จนเป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกย้ายไปประจำการในเอเชียกลาง แถบเทือกเขาคอเคซัส และจบชีวิตลงด้วยการดวลปืน ณ ที่นั้น ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ มิคาอิล เลียรมันตอฟ คือ “Демон” และ “Герой нашего времени

วรรณกรรมที่โดดเด่นของรัสเซียในยุคต่อมาเริ่มขึ้นในรัชสมัยของคัทรีนมหา ราชินี ในยุคดังกล่าววรรณกรรมรัสเซียได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมของเยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศส เนื่องจากกระแสอารยธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในช่วงตอนต้นศตวรรษ ได้ไหลบ่าเข้าท่วมกระแสอารยธรรมรัสเซียดังเดิมในสังคมชั้นสูงจบแทบหมดสิ้น ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากนโยบายเปิดประเทศรับชาวตะวันตกของพระนางคัทรีน และพระนางก็เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด นิโคลัย โนวิกอฟ (Николай Новиков) ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสารแนวเสียดสีสังคมโดยทั่วไป ในขณะนั้น ได้วิพากษ์วิจารณ์ และเสียดสีระบบการปกครองและนโยบายของพระนางคัทรีน จนวารสารถูกสั่งปิด (ค.ศ.๑๗๗๓) และถูกจองจำ หลังจากนั้นคัทรีนมหาราชินี ยังได้สั่งเนรเทศ อาเล็กซานเดอร์ ราดีเชฟ เจ้าของบทประพันธ์ที่ตำหนิระบบการปกครองของพระนาง ที่มีนโยบายที่ดีกับต่างชาติและชนชั้นสูง โดยไม่ได้ใส่ใจกับชาวนาผู้ยากจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีชื่อเรื่องว่า “การเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงมอสโก” (Путешествия из Санкт-Петербурга в Москву) จากการกระทำดังกล่าวของพระนางได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของ ปัญญาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับระบบและการกระทำของพระนาง ก่อตั้งกลุ่มที่มีแนวความคิดที่จะปฏิวัติล้มล้างสถาบันและระบบการปกครอง นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในรัช สมัยของพระนางเจ้าคัทรีนมหาราชินี คือ นิโคลัย คารามซีน (Николай Карамзин 1766-1826) ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ ที่มากล้นไปด้วยความสามารถ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด คือ การเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของรัฐและราชวงศ์ต่างๆ ของรัสเซีย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ โดยเขาได้ใช้เวลาศึกษาและเรียบเรียงถึง ๑๒ ปี ตีพิมพ์เป็นหนังสือได้ถึง ๑๒ เล่ม คือ “ประวัติศาสตร์รัฐบาลรัสเซีย” (๑๘๑๖-๑๘๒๙) (История государства российского) แนวความคิดในการเรียบเรียงเรื่องดังกล่าว นิโคลัย คารามซีน ได้รับมาจากการได้ศึกษาผลงานของ Jean Jacques Rousseau นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส และ Samuel Richardson และ Laurence Sterne นักประพันธ์ชาวอังกฤษ นอกนั้น นิโคลัย คารามซีน ยังได้ประพันธ์วรรณกรรมที่สามารถจัดได้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกของรัสเซีย ซึ่งได้เขียนขึ้นตามแนว Sentimental อันเป็นแนวที่กำลังนิยมอยู่ในยุโรปตะวันตกในขณะนั้น คือ “จดหมายของนักเดินทางรัสเซีย” (Письма русского путешественника) และต่อมาได้ประพันธ์นวนิยาย “ล๊ซ่าผู้น่าสงสาร” (Бедная Лиза) ซึ่งได้ใช้แนวการประพันธ์แนวเดิม คือ sentimental ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ผู้ให้กำเนิดเซนทะเมนทัลลิสซึ่มในรัสเซีย”

นักประพันธ์ที่มากด้วยพรสวรรค์ของรัสเซีย ต่อจากนิโคลัย คารามซีน มีอยู่ 2 คน คือ วาสิลี จูกอฟสกี้ (Басилий Жуковский 1783-1852) และคันสตันติน บาติอูชกอฟ (Константин Батюшков 1787-1855) ทั้งคู่จัดได้ว่าเป็นกวีเรืองนามของรัสเซียในยุคนั้น บทกวีของพวกเขาโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแนว sentimental จะมีก็แต่บทกวีของ คันสตันติน บาติอูชกอฟ ในช่วงหลังๆ เท่านั้นที่เปลี่ยนแนวไปเป็น classical และ romantic ใน บางครั้ง ผลงานของทั้งสอง นอกจากจะเป็นบทกวีแล้วยังมีงานแปลวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมจนได้รับคำชมว่า “แปลได้ดีกว่าต้นฉบับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปลบทร้อยกรองจากภาษาอังกฤษ สันสกฤต เปอร์เชียน และกรีก อีกทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นราชบัณฑิต และเป็นอาจารย์สอนเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานของขุนนางในโรงเรียนของราชสำนัก

                นักประพันธ์เอกรัสเซียที่มีผลงานเป็นที่ประทับใจนักอ่านชาวรัสเซียในยุคต่อจากเลียรมันตอฟได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ซึ่งสามารถกล่าวถึงตามลำดับของผลงานที่ออกมาสู่ประชาชนได้ ดังนี้

                นิโคลัย โกกอล (Николай Гоголь 1809-1852) เป็นนักประพันธ์ผู้ร่วมแนวการประพันธ์ romantic และ realistic เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นลักษณะพิเศษของเขาที่นักประพันธ์รุ่นต่อมาหลายคนได้ยึดถือเป็นแนวทาง บทประพันธ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ได้แก่ “Миргород” 1835, “Шинель” 1842, “Ревизор” 1836, “Мёртвые души” 1842 เป็นต้น

                อีวาน กันชารอฟ (Иван Гончаров 1812-1891) ได้ประพันธ์งานแนว realistic ที่ตีแผ่สังคมรัสเซียออกมาให้เห็นในผลงานทุกเรื่องของเขาไม่ว่าจะเป็น “Обыкновенная история” 1847, “Обломов” 1859, “Обрыв” 1869 ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของชาวรัสเซียในยุคดังกล่าว

                อีวาน ตูรเกนีฟ (Иван Тургенев 1818-1883) เป็นหนึ่งใน ๓ นักประพันธ์แนว realistic ที่ยึดถือเอาทั้งแนวและแบบมาจากตะวันตก ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา คือ “Записки охотника” 1847-1852, “Рудин” 1856, “Дворянское гнездо” 1859, “Накануне” 1860, “Отцыи дети” 1862 บทประพันธ์ของ อีวาน ตูรเกนีฟ โดยส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนบทบาทของตัวละครที่มีฐานะทางสังคมต่างกัน ซึ่งผูกพันกับสังคมชั้นสูงของรัสเซียในขณะนั้น


                วลาดีมีร์ คาราเลนโก (Владимир Короленко 1853-1921) ระหว่างปี ค.ศ.๑๘๗๙-๑๘๘๖ ถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย ในข้อหาสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักปฏิวัติ ระหว่างที่ถูกเนรเทศได้ประพันธ์งานชิ้นเอกไว้ ๒ เรื่อง คือ “Сон Макара” 1883, และ “Слепой музыкант” 1886 ซึ่งเป็นงานประพันธ์แนว radical idealism หลังจากกลับมาจากการถูกเนรเทศได้ประพันธ์นิยายแนวดังกล่าวไว้อีกหลายเรื่อง

                อันโตน เชียคอฟ (Антон Чехов 1860-1904) เริ่มการเป็นนักประพันธ์ด้วยการเขียนเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในวารสาร ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่มาของรายได้หลักที่ช่วยจุนเจือครอบครัว และชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ในนามของราชาเรื่องสั้นแนวตลกในช่วงแรกที่ผลิตผลงาน และกลายเป็นเรื่องตลกที่อ่านจบแล้วไม่ตลก แต่กลับต้องสลดใจในผลงานช่วงต่อมาหลังจากที่เขาเป็นนายแพทย์ และไม่ได้เขียนเรื่องสั้นเพื่อขายอีกต่อไปแล้ว เรื่องสั้นของอันโตน เชียคอฟ มีมากกว่า ๗๐๐ เรื่อง แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ เรื่องสั้นขนาดยาว ที่เขาได้เขียนขึ้นหลังจากที่ได้เป็นนายแพทย์แล้ว ได้แก่ “Скучная история” 1889, Дузль” 1891, “Дом с мезонином” 1896, Ионыч” 1898, Дама с собачкой” 1899, Бабье царство” 1894, “Мужики” 1897, “В овраге” 1900, “Палата 6” 1892, “Человек в Футляре” 1898, นอกจากนั้น อันโตน เชียคอฟ ยังได้เขียนบทละครอีก ๔ เรื่อง คือ “Чайка” 1896, “Дядя Ваня” 1897, “Три сёсстры” 1901 “Вишнёвый сад” 1904

                มัคซีม โกรกีย์ (Максим Горький 1868-1936) เป็นนามปากกาที่นักอ่านทั่วไปรู้จัก ซึ่งชื่อจริงของเขา คือ อาเล็กเซย์ เปียชกอฟ นักประพันธ์ผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชีวิตมาแล้วหลายมหาวิทยาลัย มัคซึม โกรกีย์ เป็นนักประพันธ์คนแรกของโลกที่ให้กำเนิดนวนิยายแนว “สัจจะนิยมแบบสังคมนิยม” (socialist realism) และเป็นผู้ที่ก่อตั้งสหภาพนักประพันธ์แห่งสหภาพโซเวียต ผลงานที่สะท้อนให้เห็นแนวทางของเขาอย่างเด่นชัดที่สุด คือ “Мать” 1906-1907, “Враги” 1906, “Мещане” 1901, “На дне” 1902, “Дачники” 1904, “Варвары” 1905, “Последние” 1908 หลังจากนั้นได้ประพันธ์อัตชีวประวัติสามตอน คือ “Детство” 1913-1914, “В людях” 1915-1916, “Мои университеты” 1922 และในบั้นปลายของชีวิต  มัคซีม โกรกีย์ ได้ประพันธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่เปิดเผยการต่อสู้ทางแนวความคิดที่มีต่อสังคมของชาวรัสเซีย ในช่วงก่อนเกิดมหาปฏิวัติ “Жизнь Клима Самгина” 1925-1936

ฟีโอดาร ดัสตาเยียฟสกี (Фёдор Достоевский 1821-1881) ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และรัสเซีย ด้วยนวนิยายแนว russian realistic จิต วิเคราะห์ที่ได้พื้นฐานมาจากนวนิยายของ นิโคลัย โกกอล แต่หลักการวิเคราะห์และการเดินเรื่องของทั้งสองจะแตกต่างกันตรงที่ โกกอลวิเคราะห์ตัวละครของตนจากภายนอก แต่ตัสตาเยียฟสกี้วิเคราะห์จากภายใน ซึ่งตัวเขาเองได้ประสบมาแล้วจากชีวิตจริง ประกอบกับพรสวรรค์ทางด้านการถ่ายทอดออกมาทางตัวอักษรที่ทำให้ผู้อ่านได้มอง เห็นภาพที่ชัดเจน ทำให้นวนิยายของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง บทประพันธ์ของดัสตาเยียฟสกีที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ “Бедные люди” 1846, “Белые ночи” 1848, “Записки из Мёртвого дома” 1861-1862, “Преступление и наказание” 1866, “Идиот” 1868, “Бесы” 1871-1872, “Подросток” 1875, “Братья Карамазовы” 1879-1880

เลียฟ ตอลสตอย (Лев толстой 1828-1910) เป็นนักประพันธ์เอกรัสเซีย ที่สามารถประพันธ์นวนิยายที่ตีแผ่สถาบันต่างๆ ของรัสเซียได้อย่างเป็นทางการ และกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องแนวความคิดของตนเอง ถึงจะขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแนวทางการปฏิบัติของศาสนาในขณะนั้นก็ตาม เลียฟ ตอลสตอย เริ่มต้นการเป็นนักประพันธ์ด้วยการเขียนอัตชีวประวัติสามตอนจบ (Trilogy) ระหว่างปี ค.ศ.๑๘๕๒-๑๘๕๗ “Детство”, “Отрочество”, “Юность” ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่มีลักษณะวิเคราะห์ตนเองตามหลักธรรมชาติ จากนั้นเขาได้สมัครเป็นทหารไปรบในสงครามระหว่างรัสเซียกับกองทหารคอแซ็ค ในแถบเทือกเขาคอเคซัส ณ ที่นั้นเลียฟ ตอลสตอล ได้ประพันธ์ผลงานชิ้นต่อมาของเขา “Казаки” 1863 แล้วจึงตามด้วย “Война и мир” 1863-1869 นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ยกย่องวีรกรรมของชาวรัสเซียในสงครามปกป้อง มาตุภูมิ ให้รอดพ้นจากการรุกรานของกองทัพนโปเลียนมหาราชในปี ค.ศ.๑๘๗๓-๑๘๗๗ เลียฟ ตอลสตอย ได้ประพันธ์นวนิยายที่ตีแผ่สังคมรัสเซียในช่วงเวลาดังกล่าว “Анна Каренина” ในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เลียฟ ตอลสตอย ได้เปลี่ยนแนวการเขียนของตน เนื่องจากเขาได้ค้นพบความจริงสูงสุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และต้องการเผยแพร่แนวทางนั้น นวนิยายของเขาในช่วงนั้น ได้แก่ “Воскресение” 1889-1899, “Смерть Ивана Ильича” 1884-1886, “Крейцерова соната” 1877-1889, “Хаджи-Мурат” 1896-1904 และบทละคร “Власть тьмы” 1886, “Живой Труп” 1900

                อีวาน บูนิน (Иван Бунин 1870-1953) เป็นนักประพันธ์ที่มีวิถีชีวิตและแนวความคิดตรงกันข้ามกับระบอบสังคมนิยมในรัสเซียอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งและใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับการท่องเที่ยวรอบโลกและหาความสุขให้กับชีวิต ทำให้เขาต้องอพยพไปอยู่ฝรั่งเศสเมื่อเกิดการปฏิวัติ และยังคงเดินทางท่องเที่ยวเป็นเศรษฐีเจ้าสำราญจนวาระสุดท้ายของชีวิต อีวาน บูนิน จัดว่าเป็นนักประพันธ์รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนแรกของรัสเซีย โดยได้รับในปี ค.ศ.๑๙๓๓ จากนวนิยายเชิงอัตชีวประวัติแนว classic เรื่อง “Жизнь Арсеньева” 1927 นอกจากนี้ยังได้ประพันธ์นวนิยายแนวเดียวกันอีกหลายเรื่องเช่น “Деревня” 1910, “Суходол” 1911, “Господин из Санфранциско” 1915, “Тёмные аллеи” 1943

มิคาอิล โชลาคอฟ (Михаил Шолохов 1905-1984) นักประพันธ์ผู้มีความเป็นคอมมิวนิสต์อยู่อย่างเต็มตัว และเป็นนักประพันธ์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งของรัสเซียและของโลก เนื่องจากการทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่อย่างจริงจังของเขา ทำให้เขาได้เป็นทั้งสมาชิกพรรคฯ ผู้แทนพรรคฯ ได้รับรางวัลเลนิน รางวัลของรัฐบาลฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้อุทิศตนเพื่องานสังคมนิยม ถึงสองสมัย และได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมจากนวนิยายเรื่อง “Тихий Дон” 1928-1940 ในปี ค.ศ.๑๙๖๕ ผลงานของเขาทุกเรื่องเป็นบทประพันธ์แนวสัจนิยมแบบสังคมนิยมที่มัคซีม โกรกีย์เป็นต้นแบบ งานประพันธ์ของมิคาอิล โชลคอฟ ที่เป็นที่รู้จักของนักอ่านโดยทั่วไป คือ “Поднятая целина” 1932-1960, “Судьба человека” 1956-1957, “Донские рассказы” 1926

วาเลนติน รัสปูติน (Валентин Распутин 1937) เป็นนักประพันธ์ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในปัจจุบัน บทประพันธ์ของวาเลนติน รัสปูติน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องอิทธิพลของสังคมเมืองที่เข้ามามีบทบาทต่อชนบท ความเจริญทางด้านวัตถุที่เข้ามาทำลายวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนท้องถิ่น ในปัจจุบันเขายังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ของรัสเซีย วาเลนติน รัสปูติน ได้รับรางวัลนักประพันธ์แห่งชาติประจำปี ค.ศ.๑๙๗๗ จากบทประพันธ์เรื่อง “Прощание с Матёрой” ผลงานของวาเลนติน รัสปูติน ที่เป็นนวนิยาย (ไม่รวมเรื่องสั้น) ที่ตีพิมพ์ไปมีดังนี้ 1976 “Деньги для Марии” 1967, “Последний срок” 1970, “Живи и помни” 1974, “Век живи-век люби” 1982, “Пожор” 1985

                วลาดีมีร มายาโคฟสกี (Владимир Маяковский 1893-1930) เป็นกวีแนว futurism ที่มีบทบาทสูงสุดภายหลังการปฏิวัติ บทกวีของเขาล้วนแล้วมีเนื้อหาที่ต่อต้านระบบทุนนิยม และหนุนการปฏิบัติของชนชั้นกรรมมาชีพ “Облако в штанах” 1915, “Флейта-позвоночник” 1916, “Мистерия-буфф” 1918, “Люблю” 1922, “Про это” 1923, “Хорошо” 1927, “Владимир Ильич Ленин” 1924

                บารีส ปาสเตอร์นาค (Барис пастернак 1890-1960) เริ่มต้นการเป็นนักประพันธ์ด้วยการแปลนวนิยายของ Shakespeare และ Goethe และหลังจากนั้นได้ประพันธ์บทกวี Iyric Сестра моя жизнь” 1922, “Девятьсот птый год” 1925-1926, “Лейтенант Шмидт” 1926 และในปี ค.ศ.๑๘๕๕ ได้ประพันธ์นวนิยาย “Доктор Живаго” และถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ในรัสเซีย จึงได้ส่งไปตีพิมพ์ที่อิตาลี และอังกฤษตามลำดับ ในปี ค.ศ.๑๘๕๘ ได้รับรางวัลโนเบลแต่ถูกรัฐบาลบีบบังคับให้ปฏิเสธรางวัลดังกล่าว


 

 

แนวคิดของ มหาตม คานธี

 

ข้าพเจ้า นั้นไม่มีทางที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อโลก หรือประเทศอื่นใดโดยเด็ดขาด   เราต้องการให้ประเทศของเราเป็นอิสสระ แต่ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดผู้อื่นหรือด้วยการสร้างความเสียหาย ให้แก่ประเทศอื่น ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้อินเดียเป็นอิสระ หากความเป็นอิสสระของอินเดียหมายถึงอังกฤษและชาวอังกฤษหายสาปสูญไปจากโลก ข้าพเจ้าต้องการให้อินเดียเป็นอิสสระ เพื่อประเทศอื่นจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากประเทศของข้าพเจ้า และเพื่อทรัพยากรของอินเดียจะได้เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ลัทธิชาตินิยมในปัจจุบันสอนเราว่า บุคคลจะต้องตายเพื่อครอบครัว ครอบครัวจะต้องตายเพื่อหมู่บ้าน หมู่บ้านจะต้องตายเพื่ออำเภอ อำเภอเพื่อจังหวัด และจังหวัดเพื่อประเทศ นี้ฉันใดประเทศจะต้องเป็นอิสสระ และหากจำเป็น ก็จะต้องตายเพื่อประโยชน์ของโลก ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ความรักชาติหรือความเข้าใจในเรื่องความรักชาติของข้าพเจ้า จึงมีความหมายว่า ประเทศชาติควรจะเป็นอิสสระ และหากจำเป็นก็ควรจะตายได้เพื่อมนุษย์ชาติจะได้มีชีวิตอยู่ ความรักชาติของข้าพจ้าไม่มีที่ว่างที่จะให้ความรังเกียจเชื้อชาติปะปนอยู่ ด้วยได้ ขอให้ความรักชาติของเราเป็นดั่งที่ว่ามานี้ไม่มีขอบเขตจำกัดในการให้บริการ แก่เพื่อนบ้านของเรา ซึ่งอยู่นอกพรมแดนที่ทางการของรัฐได้กำหนดกันไว้ พระผู้เป็นเจ้ามิได้เคยทรงร้างพรมแดนเหล่านี้

 

สำหรับ ข้าพเจ้าแล้ว ความรักชาติมีความหมายเช่นเดียวกับความมีมนุษยธรรม ข้าพเจ้ามีความรักชาติเพราะข้าพเจ้าเป็นมนุษย์และมีความเป็นมนุษย์ แต่ความรักชาติของข้าพเจ้าไม่มีความจำกัดจำเพาะ ข้าพเจ้าจะไม่ก่อความเสียหายแก่อังกฤษ หรือเยอรมันเพื่อประโยชน์ของอินเดีย ลัทธิจักรวรรดินิยมไม่มีที่พักพิงใน โครงการชีวิตของข้าพเจ้า กฎของผู้รักชาติไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎของสังฆราช ผู้รักชาติจะไม่ใช่ผู้รักชาติอย่างสมบูรณ์หากขาดมนุษยธรรม กฏของการเมืองไม่มีอะไรขัดแย้งกับกฏของบุคคลการไม่ร่วมมือของเรานั้นมิใช่ เราไม่ร่วมมือกับชาวอังกฤษ หรือชาวตะวันตก หากแต่เราไม่ร่วมมือกับระบอบของชาวอังกฤษ เราไม่ร่วมมือกับอารยธรรมวัตถุนิยม เราไม่ร่วมมือกับความโลภ และการเอารัดเอาเปรียบการไม่ร่วมมือของเราเป็นการ ปฏิเสธที่จะทำงานกับนักปกครองอังกฤษ  ตามเงื่อนไขที่เขาได้สร้างขึ้นไว้ เราบอกกับนักปกครองของอังกฤษว่ามา มาร่วมงานกับเราตามเงื่อนไขของเราเถิดแล้วผลดีจะเกิดแก่เราแก่ท่านและแก่โลก เป็นส่วนรวม เราจะไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจของเรา คนที่กำลังจะจมน้าตายจะไปช่วยผู้อื่นได้อย่างไร เราต้องช่วยตัวเราเองก่อนถึงจะช่วยผู้อื่นได้ ชาตินิยมของอินเดียไม่ใช่ชาตินิยมที่คับแคบ จำกัดจำเพาะ และต้องไม่ใช่ชาตินิยมที่รุกรานหรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ชาตินิยมของอินเดียต้อง เป็นไปในลักษณะที่สร้างพลานามัย มีคุณธรรมของศาสนา และโดยเหตุที่มีศาสนาจึงมีมนุษยธรรม อินเดียจะต้องเรียนเพื่อมีชีวิตอยู่ ก่อนที่อินเดียจะตายเพื่อมนุษยชาติได้


แม้ ธรรมชาติจะมีการขจัดออกไปอยู่อย่างไม่น้อย  แต่ธรรมชาติก็มีอยู่ได้ด้วยการดึงดุดเข้ามา ความรักใคร่ซึ่งมีต่อกันช่วยให้ ธรรมชาติมีชีวิตสืบเนื่องกัน ความรักตนเองบังคับให้ต้องรักและคิดถึงผู้อื่น ชาติต่างๆอยู่ร่วมกันได้เพราะคนซึ่งประกอบกันเป็นแต่ละชาติ มีความรักใคร่นับถือกัน วันหนึ่งเราจะต้องขยายกฎแห่งครอบครัวให้เป็นกฎประจำสากลจักรวาล เช่นเดียวกับที่เราขยายกฎแห่งครอบครัวให้เป็นกฏแห่งชาติ เพราะชาติก็คือครอบครัวใหญ่มนุษยชาติเป็นเอกะ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมนุษยชาติมีกฏแห่งศีลธรรมปกครองอยู่อย่างเท่าเทียมกัน มนุษย์ทั้งมวลมีความเสมอภาคกันในสายตาของพระผู้เป็นเจ้า จริงอยู่มนุษย์แบ่งออกเป็นเชื้อชาติ ฐานะ และอื่นๆ แต่ยิ่งมีฐานะสูงเท่าใด ความรับผิดชอบของมนุษย์ก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้นภาระหน้าที่ของข้าพเจ้า นั้นมิได้มีเพียงเพื่อภราดรภาพของชาวอินเดียหรือเพียงเพื่อเสรีภาพของ อินเดีย แม้ว่าทุกวันนี้ภาระหน้าที่สองประการนี้จะดึงดูดกำลังใจกำลังกายของข้าพเจ้า ไปแทบจะหมดก็ตาม ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้ว่า ด้วยการปฎิบัติภาระหน้าที่ที่จะให้อินเดียมีความเป็นไทแก่ตัวเองเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะสามารถปฎิบัติหน้าที่อันเกี่ยวกับภราดรภาพของ มนุษย์ได้ความรักชาติของข้าพเจ้ามิได้มีขอบเขตอยู่ในวงอันจำกัดข้าพเจ้ารัก มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาข้าพเจ้าชิงชังความรักชาติชนิดที่เอาเปรียบหรือสร้างความทุกข์ยากให้ แก่ชาติอื่น ความรักชาติตามความเข้าใจของข้าพเจ้านั้นจะต้องสอดคล้องกับสวัส ดิภาพ ของมนุษย์เสมอและไม่มีข้อยกเว้นไม่เต่เท่านี้เท่านั้นศาสนาที่ข้าพเจ้า นับถือซึ่งเป็นที่มาแห่งความรักชาติของข้าพเจ้า ยังครอบคลุมวิถีทางอันประเสริฐนั้นได้แก่การเป็นมิตรกับโลกและถือว่ามนุษย์ ทั้งผองเป็นพี่น้องกันผู้ใดที่แบ่งแยกในเรื่องการนับถือศาสนาผู้นั้นเป็นผู้ ที่ให้การศึกษาที่ผิดแก่สมาชิกในครอบครัว และเป็นผู้ที่สร้างความร้าวฉานและความไม่มีศาสนาให้เกิดขึ้น ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่และขอตายเพื่อเสรีภาพของอินเดีย เพราะนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสัตย์ อินเดียที่เป็นอิสสระเสรีเท่านั้นที่จะบูชากราบไหว้พระเจ้าที่แท้จริงได้ ข้าพเจ้าทำงานเพื่อเสรีภาพของอินเดีย เพราะสัญชาติญาณสอนข้าพเจ้าว่าในฐานะที่เกิดในอินเดียและมีวัฒนธรรม เป็นอินเดีย ข้าพเจ้าเหมาะสมที่สุดที่จะรับใช้อินเดีย และอินเดียก็มีสิทธิเรียกร้องการรับใช้จากข้าพเจ้าก่อนประเทศอื่น แต่ความรักชาติของข้าพเจ้าไม่แต่ไม่มุ่งร้ายต่อประเทศอื่นเท่านั้น หากยังมุ่งดีต่อทุกประเทศ ในความหมายอันแท้จริงอีกด้วย เสรีภาพของอินเดียในทัศนะของ

 

ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้อังกฤษเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หรือถูกหลู่เกียรติ ข้าพเจ้าจะรู้สึกเสียใจที่จะได้เห็นโบสถ์ เซ็นต์ปอล ได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับที่จะได้เห็นโบสถ์ กาศี วิศวนาถ และสุเหร่า ยุมา ได้รับความเสียหาย ข้าพเจ้าพร้อมที่จะปกป้องโบสถ์ กาศี วิสวนาถ สุเหร่า ยุมา และโบสถ์ เซนต์ปอล ด้วยชีวิตของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมทำลายชีวิตใดชีวิตหนึ่ง เพื่อปกป้องศาสนสถานเหล่านี้ นี่คือความแตกต่างขั้นมูลฐานระ หว่างข้าพเจ้ากับชาวอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จิตใจข้าพเจ้าอยู่ข้างชาวอังกฤษ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขอชาวอังกฤษชาเมริกัน และใครก็ตามที่ได้ยินเสียงข้าพเจ้า โปรดอย่าได้มีความแคลงใจเลย ทั้งนี้มิใช่เป็นเพราะาพเจ้ารักชาวอังกฤษ และเกลียดชาวเยอรมัน ข้าพเจ้าไม่คิดว่าในฐานะที่เป็นประชาชาติหนึ่งชาวเยอรมันหรือชาวอิตาลีจะเลวไปกว่าชาวอังกฤษ เราทั้งหลายต่างก็เป็นปถุชนคนธรรมดาหมือนๆกัน และเราทั้งต่างก็เป็นสมาชิกของครอบครัวมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ข้าพเจ้าจะไม่ขอแบ่งแยก ข้าพเจ้าไม่เคยอวดอ้างคุณวิเศษของชาวอินเดีย ซึ่งก็มีทั้งคุณธรรมและความเลวาย เหมือนมนุษย์ชาติอื่นๆ ทั่วไป มนุษยชาติมิได้แบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกันษย์อาจจะอยู่ในเคหสถานบ้านเรือนห่างไกลกัน แต่มนุษย์ก็มีความสัมพันธ์กันข้าพเจ้าไม่ได้พูดว่า

” ขอให้อินเดียเป็นสุข ๆเถิด โลกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง !”
ข้าพเจ้าจะไม่พูดเช่นนี้เป็นอันขาด หากจะขอพูดว่า
“ขอให้อินเดียเป็นสุขๆ เถิด และขอให้โลกเป็นสุขด้วย” 

อินเดียจะยืนยงและมีความเป็นไทอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ อินเดียมีความรักใคร่และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งนี้มิใช่เฉพาะเพื่อนมนุษย์ที่อาศัยอยู่ ณ จุดเล็กๆ บนพื้นโลกที่มีชื่อเรียกว่านเดีย อินเดียอาจจะเป็นประเทศที่ใหญ่ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เล็กกว่า แต่ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล หรือในสากลจักรวาล อินเดียเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียวเท่านั้นการไม่เชื่อว่าโลกจะมีสันติภาพถาวรได้ คือการไม่เชื่อว่ามนุษย์มีคุณธรรม ความดีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เอง ตราบจนเท่าทุกวันนี้การที่โลกยังไม่สามารถมีสันติภาพถาวรได้นั้น เป็นเพราะมนุษย์ผู้พยายามสร้างสันติภาพทั้งหลายขาดความจริงใจต่อกัน มนุษย์ยังไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ การผสมทางเคมีโดยขาดความสมบูรณ์ทางสูตรจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพฉันใด การสร้างสันติภาพโดนขาดเงื่อนไขอันสมบูรณ์ก็จะไม่ประสบความสำเร็จฉันนั้น หากผู้นำของประเทศมหาอำนาจผู้กุมกลไกแห่งการทำลายล้าง จะตระหนักถึงอำนาจอันประลัยของกลไกเหล่านั้น  แล้วเลิกใช้มันโดยเด็ดขาด สันติภาพอันถาวรก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ แต่สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตราบใดที่ประเทศมหาอำนาจไม่ยอมละทิ้ง แผนการกวรรดินิยม และไม่ยอมเลิกแข่งขันการทำลายวิญญาณของตนเอง ด้วยการสร้างความต้องการให้ากขึ้น แล้วพยายามหาวัตถุตอบสนองความต้องการนั้นๆ ให้มากขึ้นเรื่อยๆข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ลัทธิอหิงสาสามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ข้าพเจ้าทราบดีว่า อาจจะเป็นการหมิ่นเหม่สักหน่อยที่จะอ้างถึงสงครามที่ผ่านมา แต่ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่หลีกเลื่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ในทัศนะของข้าพเจ้าสงครามโลกที่ผ่านมา เป็นการขยายอำนาจบาตรใหญ่ของคู่สงคราม ทั้งสองฝ่ายทำสงครามเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์อันจะได้จากประเทศที่อ่อนแอ การช่วงชิงผลประโยชน์นี้มีชื่อเรียกกันโก้ๆ ว่าการค้าสากล ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า หากโลกไม่ด้องการฆ่าตนเอง โลกจะต้องตกลงรื่องการลดกำลังรบกันให้ได้ และในการนี้ จะต้องไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง ยอมเสี่ยงอันตรายด้วยการลดกำลังรบของตนเองก่อน หากโชคดีเป็นไปได้ดังกล่าว การกระทำเพื่อก่อให้เกิดนติ

ภาพของประเทศนั้น จะเป็นเครื่องทำลายความกินแหนงแคลงใจของประเทศตรงกันข้าม และจะช่วยกระตุ้นให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม สันติภาพซึ่งโลกใฝ่ฝันปราถนาจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีนี้ระเทศที่ปฏิบัติได้เช่นนี้ย่อมได้ชื่อว่า ได้กระทำสิ่งที่ถูกต้อง และได้เสียสละเป็นอย่างสูง ทั้งนี้พื่อสันติสุขของประเทศนั้นเองและของประเทศอื่นเป็นการแน่นอนที่สุดว่า หากโลกไม่ยุติการแข่งขันสร้างอาวุธ ซึ่งกำลังกระทำอยู่อย่างบ้าคลั่งในทุกวันนี้แล้วไซร้ ความพินาศหายนะชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนเลย จะต้องอุบัติขึ้นในโลกอย่างแน่แท้ ผู้ที่มีชีวิตรอดมาได้ในฐานะฝ่ายชนะ จะมีชีวิตอยู่อย่างซังกะตาย ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า นอกจากอหิงสาอันได้แก่วิธีแห่งสันติเท่านั้นที่จะนำมนุษยชาติไปสู่สันติได้หากไม่มีความโลภ การสร้างอาวุธก็จะไม่มี หลักการของอหิงสา ไม่ยอมให้มีการเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดใดๆทั้งสิ้น เมื่อใดที่การขูดรีด เมื่อนั้นจะเกิดความรู้สึกว่าอาวุธยุทธสัมภาระเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น การลดอาวุธอันแท้จริงจะไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่ประเทศชาติไม่เลิกการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบกัน

ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ หากโลกนี้ปราศจากความรักใคร่ และความเมตตาเหมือนครอบครัวเดียวกัน

ประวัติของพระ

สมัยหลังพุทธปรินิพพานในชมพูทวีป(อินเดีย)

พระเถระหรือพระอาจารย์ ในเถรวาทหรืออาจริยวาทในสำนักนั้นๆ เนื่องมาจากเป็นพระอุปัชฌายะอาจารย์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่เคารพนับถือยกย่องกันขึ้นเอง เช่น ในสมัยสังคายนา ครั้งที่  ๑

                พระกัสสปเถระ เป็นพระสังฆปรินายก ในฝ่ายเถรวาท(ที่ถือไม่ถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามพระพุทธานุญาตใกล้ปรินิพพาน)

                พระปุราณะ เป็นพระสังฆปรินายกอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ท่านได้รับการชักชวนให้ปฏิบัติตามฝ่ายเถรวาท แต่ท่านตอบว่า พระเถระทั้งหลายก็สังคายนาพระธรรมวินัยกันดีแล้ว แต่ท่านจักทรงไว้ตามที่ท่านได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงว่าท่านไม่ยอมรับปฏิบัติ เป็นการเริ่มต้นแห่งการแยกออกเป็นฝ่ายอาจริยวาท(ที่ถือถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ตามพระพุทธานุญาต) วิ.ปัญจสติก. ๗/๓๘๙

                การปกครองคณะสงฆ์กระจายกันอยู่ในสำนักในวาทะหรือนิกายนั้นๆ ทางรัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้องภายในคณะสงฆ์ แต่ก็ให้อุปถัมภ์ในบางคราว ในวาทะหรือนิกายที่พระราชาผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐนั้นๆ นับถือ เช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายเถรวาท มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นหัวหน้า ในสมัยสังคายนาของฝ่ายเถรวาท ครั้งที่ ๓ ส่วนพระเจ้ากนิษฐกะ ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายอาจริยวาท ในสมัยสังคายนาฝ่ายนั้น

 

การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทย

 

สมัยสุโขทัย

                ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์และประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาสายเถรวาท จึงเท่ากับเป็นศาสนาประจำชาติ  มีการปกครองคณะสงฆ์ภายใน คือ

๑.       มีสังฆปริณายก มีพระอุปัชฌายะ อาจารย์ ตามข้อ ๑-๒ สมัยพุทธกาล

๒.     พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสมณศักดิ์ พระราชทินนาม

๓.     มีสังฆนายกแห่งวาสะ หรือฝ่าย และมีเจ้าคณะประจำเมืองต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ทางตั้ง ตามข้อ ๓-๖ สมัยพุทธกาล

๔.     ชื่อสูงสุดแห่งพระสังฆนายกปริณายกว่า พระสังฆราช  รองลงมาเรียกว่า ปู่ครู

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว

                นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว เพราะวิธีปกครองในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานี เป็นเมืองประเทศราช โดยมากเมืองใหญ่ เมืองหนึ่งน่าจะมีพระสังฆราชองค์หนึ่ง  ส่วนเมืองน้อยจึงมีเพียงปู่ครู เป็นพระสังฆปริณายก คำนี้เปลี่ยนเรียกพระครู แต่ในครั้งสุโขทัย

๕.     ในหนังสือพงศาวดารเหนืออีกแห่งหนึ่งว่า จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยสุโขทัยเป็น

ฝ่ายขวา                            -               คามวาสี                      -                     คันถธุระ

ฝ่ายซ้าย                            -               อรัญวาสี                     -                     วิปัสสนาธุระ

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า จะเรียกจะจดว่า คามวาสี- อรัญวาสี ก็ยาก จึงเรียกอย่างง่ายๆว่า ขวา ซ้าย อนุโลมตามชื่อที่จัดหมวดกรมในราชการ ซึ่งง่ายแก่การเรียกการจด

๖.      ทำเนียบคณะสงฆ์สมัยสุโขทัยในพงศาวดารเหนือว่าดังนี้

ฝ่ายขวา

พระสังฆราชา                                                                      อยู่วัดมหาธาตุ

พระครูธรรมไตรโลก                                                          อยู่วัดเขาอินทรแก้ว

พระครูยาโชค                                                                      อยู่วัดอุทยานใหญ่

พระครูธรรมเสนา                                                               อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                                                ฝ่ายซ้าย

พระครูธรรมราชา                                                               อยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว

พระครูญาณไตรโลก                                                          อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

พระครูญาณสิทธิ์                                                 อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                               

สมัยกรุงศรีอยุธยา

๑.       ในชั้นต้นแห่งกรุงเก่า คณะและเจ้าคณะใหญ่

ฝ่ายคามวาสี          สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ฝ่ายอรัญวาสี         สมเด็จพระวันรัต

องค์ไหนมีพรรษายุกาลมาก ก็เป็นสมเด็จพระสังฆราช

๒.     ต่อมา เมื่อคณะป่าแก้วจากลังกามีมากขึ้นในกรุงเก่า และหัวเมืองปักษ์ใต้ชั้นหลัง ต้องแยกคณะคามวาสีเป็น ๒ คณะ จึงเอาตำแหน่งพระวันรัต ไปเป็นเจ้าคณะใหญ่คามวาสีฝ่ายใต้ ตั้งนามเจ้าคณะใหญ่อรัญวาสีขึ้นใหม่ว่า พระพุทธจารย์ (เปลี่ยนเป็น พุฒาจารย์ ในรัชกาลที่ ๔ )

๓.     ต่อมาสมัยพระมหาธรรมราชา (พระราชบิดาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แบ่งออกเป็น

คณะเหนือ            ขึ้นในสมเด็จพระอริยวงศญาณ

คณะใต้                  ขึ้นในสมเด็จพระวันรัต(ป่าแก้ว)

๔.     คำว่า สมเด็จ นำมาจากเขมรสมัยอยุธยา เดิมคำว่า  พระสังฆราช มีมากองค์ คือราชธานีและหัวเมืองใหญ่ทั้งหลายจึง

ก.       สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นองค์หนึ่งใหญ่กว่าพระสังฆราช หรือสังฆราชาทุกองค์

ข.       ตั้งพระครูในราชธานีขึ้นเป็นพระสังฆราชาคณะให้พิเศษกว่าพระครูทั่วไปแต่เดิม แต่มาเรียกสั้นๆ ว่า พระราชาคณะ

ครั้งกรุงเก่าจึงมีสังฆปริณายกเป็น ๓ ชั้น :

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช

(๒) พระสังฆราชา

(๓)  พระครู

๕.     สรุปพระเถระผู้ทรงสมณศักดิ์

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช ซ้าย ขวา ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศ์ และสมเด็จพระวันรัต

(๒)  พระพุทธาจารย์ พระพุทธโฆษาจารย์ พระพิมลธรรม พระธรรมโคดม

(๓)  พระพรหมมุณี พระธรรมเจดีย์ พระธรรมไตรโลก

(๔)  พระเทพกวี พระเทพมุณี พระญาณไตรโลก

(๕)  พระราชาคณะสามัญ มีราชทินนามต่างๆ

จึงได้คณะและเจ้าคณะใหญ่ ดังนี้

(๑)   คณะคามวาสี ฝ่ายซ้าย (เหนือ)  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

(๒) คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุทธาจารย์

(๓)  คณะคามวาสี ฝ่ายขวา (ใต้) สมเด็จพระวันรัต

 

สมัยกรุงธนบุรี

                พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทรงแสวงหาเลือกสรรพระจากเมืองต่างๆ มาทรงสถาปนาและตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นต้น เพื่อให้พระพุทธศาสนาทั้งด้านปริยัติ ด้านปฏิบัติ และด้านคณะสงฆ์ คืนดีเหมือนอย่างสมัยก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาแต่ยังไม่ทันเรียบร้อย

                รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ก็คงทรงจัดขึ้นเค้าเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา โดยจัดคณะคามวาสี เป็นฝ่ายซ้าย สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เป็นเจ้าคณะ จัดคณะอรัญวาสีเป็นฝ่ายขวา พระพนรัตเป็นเจ้าคณะ โดยจัดตั้งคณะเหนือ คณะใต้ ขึ้นแทน สองคณะนี้ยอมรวมเอาคณะอรัญวาสีเข้าไว้ในเขตของตน คือคณะหนึ่งๆ อาจแยกออกเป็น ๒ คณะย่อย คือฝ่ายคามวาสี และฝ่ายอรัญวาสี ฝ่ายอรัญวาสีก่อนหน้านั้นเป็นคณะหนึ่งต่างหากมาก่อนและยังมิได้เลิกตำแหน่งเจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี  จึงยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คระอรัญวาสี

                                                               

 

 

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                                                                สมัยรัชการที่ ๑

                รัชกาลที่ ๑ ทรงฟื้นฟูปรับปรุงพระพุทธศาสนาทุกด้าน ทรงสถาปนาพระอารามใหญ่น้อย รวบรวมทำสังคายนาพระไตรปิฏก ทรงปรับปรุงการคณะสงฆ์ ทรงแสวงหาเลือกสรรพระสงฆ์ ทรงสถาปนาแต่งตั้งพระสังฆราช พระราชาคณะทั้งปวง

                การปกครองคณะสงฆ์ ก็คงแบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วยคามวาสี อรัญวาสี มีการเปลี่ยนแปลงนามพระราชาคณะบ้าง แต่ก็ยังมีเค้าเป็น ๓ คณะ  คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๒

                ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปกครองคณะสงฆ์แบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วย คามวาสี อรัญวาสี แต่ยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๓

                โปรดให้รวมพระอารามหลวงและวัดราษฎร์ในจังหวัดกรุงเทพฯ โดยมากเข้าเป็นคณะหนึ่งต่างหาก เรียกว่าคณะกลาง ขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังทรงเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพน คณะใหญ่จึงเป็น ๔ คณะมาแต่นั้น คือคณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะอรัญวาสี

                ในรัชกาลนี้มีวัดหลวง วัดราษฎร์ สร้างขึ้นใหม่มาก โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดเก่าก็มาก การศึกษาพระปริยัติธรรม ทรงบำรุงขึ้นมาก และทรงมอบหมายให้เป็นพระราชธุระของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงผนวชอยู่ การเล่าเรียนจึงเจริญมาก

                คณะธรรมยุตได้เริ่มขึ้นในรัชกาลนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงผนวชมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๒ และได้ทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๓ มีพระนามฉายาว่า วชิรญาโณ แต่ยังขึ้นอยู่ในคณะกลาง ซึ่งมีกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นเจ้าคณะ เดิมเรียกว่า บวรนิเวศาทิคณะ

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๔

                คณะใหญ่ก็คงแบ่งเป็น ๔ เหมือนรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนากรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นประธานแห่งสงฆ์บริษัททั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๓๙๔

                คณะใหญ่ทั้ง ๔ คณะ และเจ้าคณะใหญ่ที่ทรงสถาปนาในต้นรัชกาล คือ

(๑)   คณะเหนือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) วัดสุทัศน์

(๒) คณะใต้ สมเด็จพระวันรัตน์(เซ่ง) วัดอรุณราชวราราม

(๓)  คณะกลาง สมเด็๗พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลก

(๔)  คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ

คณะกลางที่โปรดให้ตั้งขึ้นและขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิต ในรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลที่ ๔ การบังคับบัญชาว่ากล่าว ก็เห็นจะอยู่ที่วัดพระเชตุพน แม้เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตสิ้นพระชนม์แล้ว(พ.ศ. ๒๓๙๖) คณะกลางก็ยังขึ้นในพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระฐานานุกรมพระอัฐิบังคับบัญชาว่ากล่าวมา จนถึงรัชกาลที่ ๕

ได้ทรงสถาปนาพระองค์ฤกษ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ พ.ศ. ๒๓๙๔ ตำแหน่งอนุนายกรองแด่ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติการซึ่งเพิ่มสถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แม้ได้โปรดให้เป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติกามาแต่แรก ก็ยังคงขึ้นอยู่ในคณะกลาง ไม่ได้แยกออกเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ตลอดรัชกาลที่ ๔

                                                สมัยรัชกาลที่ ๕

                                        ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๑๑

ทรงสถาปนากรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เทียบที่มหาสังฆปริณายก เพราะไม่ได้ทรงตั้งสมเด็จพระอริยวงศาตญาณ

การคณะสงฆ์คงเป็นอย่างเดิม คือ มีคณะใหญ่ ๔ ได้แก่

๑.คณะเหนือ

๒.คณะใต้

๓.คณะกลาง

๔.คณะอรัญวาสี

                                                ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๒๔

ทรงสถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ เป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรศโปรดให้มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าคณะรองคณะธรรมยุติกา มีสมณศักดิ์ตำแหน่งนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกจึงเข้าใจว่า ยกคณะธรรมยุติกาขึ้นเป็นคณะใหญ่เป็นครั้งแรกโดยมีกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์เป็นเจ้าคณะใหญ่ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นเจ้าคณะรอง จึงมีคณะใหญ่เป็น ๕ คณะ

๑.       คณะเหนือ

๒.     คณะใต้

๓.     คณะกลาง

๔.     คณะอรัญวาสี

๕.     คณะธรรมยุติกา

โปรดให้จัดระเบียบคณะสงฆ์คราวหนึ่ง คือ ให้แยกคณะกลางซึ่งขึ้นพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสออกมาเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ให้หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์(ทัต) วัดพระเชตุพน เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะกลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสและคณะสงฆ์ธรรมยุติกาตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖

ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙

ยุคที่ ๓ แต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๕

                โปรดให้ตั้งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.  ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) มีรูปแบบการปกครองดังนี้

๑.                   พระมหาเถระที่ทรงปรึกษาในการพระศาสนาและการปกครอง       บำรุงสังฆมณฑลทั่วไป ได้แก่สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง ๑ และพระราชาคณะเจ้าคณะรอง คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา คณะกลางทั้ง ๔ ตำแหน่งนั้น ข้อภารธุระในพระศาสนา หนือในสังฆมณฑล ซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถระสมาคม ตั้งแต่ ๕ พระองค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถระสมาคมนั้นให้เป็นสิทธิขาด ผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปอีกไม่ได้

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมือง

๔.     เจ้าคณะแขวง เฉพาะในจังหวัดกรุงเทพฯ มีพระราชาคณะเป็นผู้กำกับคณะแขวงละรูป

๕.     เจ้าอาวาส

พระราชบัญญัตินี้ไม่เกี่ยวด้วยนิกายสงฆ์ กิจและลัทธิเฉพาะในนิกายนั้น ๆ ซึ่งเจ้าคณะหรือสังฆนายกในนิกายนั้นได้เคยมีอำนาจว่ากล่าวบังคับมาแต่ก่อนประการใดก็ให้คงเป็นไปตามเคยทุกประการ แต่การปกครองอันเป็นสามัญทั่วไปในนิกาย ทั้งปวงให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

ข้อยกเว้นนี้ หมายเอาคณะธรรมยุติกา ที่เคยได้พระบรมราชานุญาต ให้ปกครองกันตามลำพังและวัดในกรุงอันยังแยกขึ้นก้าวก่ายในคณะนั้นๆ การปกครองสามัญทั่วไปในนิกายทั้งปวงนั้น เช่นหน้าที่และอำนาจเจ้าอาวาสเป็นตัวอย่าง

                                ก่อนแต่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ได้มีประกาศพระบรมราชโองการบ้าง ออกกฎหมายพระสงฆ์บ้าง อุดหนุนพระพุทธบัญญัติ ให้ผู้ละเมิดต้องโทษทางบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วย และต้องทรงตั้งคฤหัสถ์ให้มีหน้าที่ปกครองสงฆ์ทั้งชำระอธิกรณ์ ทั้งตั้งพระอุปัชฌายะ ทั้งถอดถอนมีขุนนางเจ้าหน้าที่ชำระอธิกรณ์ มีชื่อว่า ขุนวินิจฉัยชาญคดี ขุนเมธาวินิจฉัย ส่วนใหญ่รวมอยู่ในกองสังฆการี กรมธรรมการ ซึ่งต่อมาเป็นกระทรวงในรัชกาลที่ ๕  เจ้ากระทรวงปฎิบัติหน้าที่อย่างเจ้าคณะใหญ่โดยพฤตินัย พระเจ้าคณะตามทำเนียบสมณศักดิ์อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพนับถือ และปกครองกันภายใน ตลอดถึงเจ้าคณะใหญ่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ปกครองเป็นต้นดังกล่าวในส่วนกลางเอง

                                ต่อมาเมื่อประเทศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นี้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงทรงเริ่มปฎิบัติหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมเป็นอันเริ่มสมัยพระปกครองพระโดยตรง

                                พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นกรมหลวงวชิรญาณวโรรส

สมัยรัชกาลที่ ๖

ยุคที่ ๑ แต่พ.ศ. ๒๔๕๓

                                โปรดให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตตมาภิเษก ทรงเลื่อนพระเกียรติยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และเลื่อนสถาปนา พระสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระสังฆราช) ทั่วพระราชอาณาเขต พ.ศ. ๒๔๕๓

                                อนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ได้ทั่วไป

                                การปกครองคณะสงฆ์ยังคงใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นั้น แต่เป็นอันงดใช้อำนาจจากมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ยังคงทรงเรียกประชุมและบัญชากิจการอันจะพึงทำเป็นการสงฆ์ในที่ประชุมนั้น

                                รูปแบบการปกครองจึงเป็นดังนี้

๑.             สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมโดยปกติ หรือในที่ประชุมพิเศษ หรือโดยพระองค์เอง ยกตัวอย่าง ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ในยุคนี้จึงใช้ว่า พระมหาสมณวินิจฉัย

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

๔.     เจ้าคณะแขวง

๕.     เจ้าอาวาส

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๖๔

        สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ ๒ สิงหาคม ๒๔๖๔

โปรดสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (สมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระพุฒาจารย์) เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ๒๐ สิงหาคม ๒๔๖๔

การปกครองคณะสงฆ์ กลับมาใช้อำนาจมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มีรูปแบบการปกครองดังนี้

        ๑.มหาเถรสมาคม

        ๒. เจ้าคณะมณฑล

        ๓.เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

        ๔.เจ้าคณะแขวง

        ๕. เจ้าอาวาส

สมัยรัชกาลที่ ๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

สมัยรัชกาลที่ ๘

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๗๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงขชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชสสิ้นพระชนม์ โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๑

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๔

        ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ จัดการปกครองคณะสงฆ์แบบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช

      ทรงบัญญัติสังฆาณัติ โดยคำแนะนำของ

๒. สังฆสภา

        ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทาง

๓. คณะสังฆมนตรี

        ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทาง

๔.คณะวินัยธร

        สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน ๔๕ รูป ที่เป็น ๑. พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป ๒. พระคณะจารย์เอก ๓. พระเปรียญเอก

คณะสังฆมนตรี ประกอบด้วยสังฆนายกรูปหนึ่ง และสังฆมนตรีไม่เกิน ๙ รูป จัดระเบียบการบริหารคณะสงฆ์

ก.       ส่วนกลาง ๔ องค์การ

(๑)   องค์การปกครอง

(๒) องค์การศึกษา

(๓)  องค์การเผยแผ่

(๔)  องค์การสาธารณูปการ

องค์การหนึ่ง มีสังฆมนตรีว่าการรูปหนึ่ง จะมีสังฆมนตรีช่วยว่าการก็ได้

ข.       ส่วนภูมิภาค ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ และมีเจ้าคณะตรวจการในภาคต่างๆ ตามที่กำหนดในสังฆาณัติ

จึงมีเจ้าคณะเป็นลำดับลงไปจนถึงเจ้าอาวาส นับต่อจากคณะสังฆมนตรี ดังนี้

(๕)  เจ้าคณะตรวจการภาค

(๖)   เจ้าคณะจังหวัด

(๗)  เจ้าคณะอำเภอ

(๘)  เจ้าคณะตำบล

(๙)   เจ้าอาวาส

ส่วนคณะวินัยธร เป็นไปตามสังฆาณัติ (ซึ่งแบ่งเป็นคณะวินัยธรชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฏีกา)

ตามระบอบนี้ มีพระสังฆปริณายก ๔ รูป คือ

๑.       สมเด็จพระสังฆราช

๒.     ประธานสังฆสภา

๓.     สังฆนายก

๔.     ประธานคณะวินัยธรชั้นฎีกา

ระเบียบบริหารตามที่กำหนดไว้ในส่วนภูมิภาค มีคณะกรรมการสงฆ์จังหวัด คณะกรรมการสงฆ์อำเภอ(เทียบกับกรมการจังหวัด กรมการอำเภอ) มีคณะวินัยธรชั้นฏีกา ๑ คณะ อุทธรณ์ ๑ คณะ ส่วนคณะวินัยธรณ์จังหวัดมีทุกจังหวัด

มีวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่ง คือ เพื่อรวมนิกายสงฆ์ (มหานิกาย ธรรมยุต ) ตามแถลงการณ์เรื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ด้วยวิธี

ก.โดยตรง คือ บังคับรวมตามบทเฉพาะกาลว่า ภายหลังทำสังคายนา แต่อย่างช้าไม่เกินแปดปี

ข.โดยอ้อม คือ โดยสังฆสภา ซึ่งตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ สมาชิกฝ่ายมหานิกายมีมากกว่า จึงออกสังฆาณัติบังคับทางการปกครองให้ร่วมกันเลิกล้มอำนาจการปกครองของฝ่ายธรรมยุตเองที่ได้มีมาแต่เดิม ดังที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ผลการปฏิบัติ คือ ฝ่ายธรรมยุตเป็นฝ่ายค้านในสังฆสภา เรื่อยมาตั้งแต่ต้นต่อการออกสังฆาณัติ

บังคับรวมทางการปกครอง (ทั้งทางบริหารรวมถึงการตั้งอุปัชฌาย์ทั้งทางคณะวินัยธร) แต่ไม่สำเร็จทุกคราวเพราะถือว่าออกมาขัดพระธรรมวินัย จึงผิดมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ นั้น คณะธรรมยุตคงนับถือปฏิบัติอยู่ในปกครองของเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตที่มีมาแต่เดิม

ได้มีการตั้งกรรมการสังคายนาขึ้นคณะหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๖๐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อดำเนินการปรับปรุงรวม ๒ นิกาย ให้เป็นอันเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ปรากฏว่ากรรมการแต่ละนิกายได้มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างมาก ไม่อาจตกลงกันได้

สมเด็จพระสังฆราช(แพ) สิ้นพระชนม์ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช ๓๑ มกราคม ๒๔๘๘

สมัยรัชกาลปัจจุบัน

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๙

ก.       ยังคงใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่ความเห็นแตกต่างกันเป็นเหตุให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเรียกประชุมพระเถระทั้งสองนิกาย มาประชุมหารือทำความตกลงกันที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๔ พระเถระทั้งสองฝ่ายได้ประชุมทำความตกลงกัน ๓ ข้อ ดังนี้

(๑)   การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารร่วมกัน แต่การปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย

(๒) การปกครองส่วนภูมิภาค ให้แยกตามนิกาย

(๓)  ส่วนระเบียบปลีกย่อยอื่นๆ จะได้ปรึกษาภายหลัง

เป็นอันว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ไม่อาจใช้ปฏิบัติให้เป็นไปตามความมุ่งหมายได้ ทั้งไม่เหมาะต่อหลักการปกครองคณะสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องการให้เคารพเชื่อฟังพระเถระผู้เป็นสังฆบิดร สังฆปริณายก และเป็นธรรมาธิปไตย กิจการที่โปรดให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ตามพระวินัยก็ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ภิกษุผู้เข้าประชุมค้านขึ้นแต่เพียงรูปเดียวก็ใช้ไม่ได้ และภิกษุทุกรูปผู้เข้าประชุมเป็นสมานสังวาสกะกัน

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวช ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ ทรงลาผนวช ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

        ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว. ชื่น นพวงษ์ สุจิตโต) ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๙๙

        สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สิ้นพระชนม์ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๑

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (กิตติโสภโณ ปลด วัดเบญจมบพิตร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๓

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๕

ตั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๕ ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔

เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่เป็นกิจการอันพึงแบ่งแยกอำนาจ ดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลย์แห่งอำนาจเช่นที่เป็นอยู่ตามกฎหมายในปัจจุบัน (ฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๔ ) และโดยระบบที่ว่านั้นเป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการจึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนานกฎหมายและพระธรรมวินัยเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา

                การบริหารคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ๒๕๐๕ และตามกฎมหาเถรสมาคมที่ออกตามกฎหมายคณะสงฆ์นี้ ประกอบด้วย

                ๑ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และตราพระบัญชา โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ทางดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

                ๒. มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย

                                ๒.๑ สมเด็จพระสังฆราช ประธานโดยตำแหน่ง

                                ๒.๒ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป กรรมการฯ โดยตำแหน่ง

                                ๒.๓ พระราชาคณะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๔ รูป ไม่เกิน ๘ รูป เป็นกรรมการ โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง

                มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยเพื่อการนี้ ให้มีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมออกบังคับ วางระเบียบหรือออกคำสั่งโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้

                ๓. คณะใหญ่ทั้ง ๕ และเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๕ คือ

                                ๓.๑ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง (ในเขตภาค ๑,๒,๓,๑๓,๑๔,๑๕)

                                ๓.๒ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ(ในเขตภาค ๔,๕,๖,๗)

                                ๓.๓ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก(ในเขตภาค ๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒)

                                ๓.๔ เจ้าคณะใหญ่หนใต้(ในเขตภาค ๑๖,๑๗,๑๘)

                                ๓.๕ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต(เขตปกครองธรรมยุตทุกภาค)

                เจ้าคณะใหญ่หนทั้ง ๔ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์มหานิกาย เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตเฉพาะคณะสงฆ์ธรรมยุต เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ที่บัญญัติให้มีเจ้าคณะสงฆ์ทั้งสองนิกาย ปกครองบังคับบัญชาวัดและพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้นๆทุกส่วนทุกชั้น และเพื่อแบ่งเบาภาระของมหาเถรสมาคม คณะใหญ่ทั้ง ๕ นี้นับเข้าในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องด้วยมหาเถรสมาคม(ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์

๔.ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย

       ๔.๑ ภาค เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค

                                ๔.๒ จังหวัด เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด

                                ๔.๓ อำเภอ เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ

                                ๔.๔ ตำบล เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล

  ๕. วัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

สาระจากพระคัมภีร์ ตอนที่2

คัมภีร์พระเวทเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งของโลก คำว่าเวท มาจากรากศัพท์ในภาษาสันสกฤตว่า วิทฺ แปลว่า รู้ หมายถึงความรู้ที่รวบรวมไว้ในบรรดาหนังสืออันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด หนังสือเหล่านี้เรียกคัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทางวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก คัมภีร์พระเวทได้รับการสอนหรือสืบทอดต่อกันมาตลอดยุคอันยาวนานของชนชาติ อารยัน
อุปมาพระราชา

1) เทพอัศวินบำรุงเลี้ยงผู้ที่บูชาตนประดุจพระราชา 2 พระองค์ทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ (106.4)
2) หัวหน้าหมู่บ้านผู้ให้เครื่องทักษิณาทานย่อมได้รับการยกย่องประดุจพระราชาในท่ามกลางหมู่ชน (107.5)
3) เทพอัศวินเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ประดุจพระราชา 2 พระองค์ผู้ทรงมีความสุข (143.6)

อุปมาวีรบุรุษนักรบ

1) เทพอัศวินเปรียบประดุจวีรบุรุษนักรบผู้แข็งแกร่งสองคน (106.7)
2) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้ที่สวดสรรเสริญประดุจวีรบุรุษนักรบไปยังม้าศึกเพื่อออกสู้รบ (149.4)
3) บทสวดได้ปลุกเร้าพระอัคนีประดุจวีรบุรุษนักรบปลุกเร้าม้าศึกที่ประเปรียวในสมรภูมิ (156.1)

อุปมาแม่โค

1) ดวงหทัยของเทพเจ้าได้รับการอ้อนวอนให้ประทานสิ่งที่น่าปรารถนามาให้ประดุจแม่โคตัวใหญ่ที่มีน้ำนมเป็นอันมากให้นมอยู่ (101.9)
2) คำสวดสรรเสริญของผู้ประกอบยัชญพิธีดังไปถึงพระอินทร์ประดุจแม่โคที่ส่งเสียงร้องไปยังลูกโค(119.4)
3) ใจของสามีได้รับการเรียกร้องให้แล่นไปตามภรรยาของตนประดุจแม่โคกำลังแล่นไปตามลูกโค (145.6)
4) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้ประกอบยัชญพิธีประดุจแม่โคที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในป่าเดินไปยังหมู่บ้านโดยเร็ว (149.4)
5) เทพอัศวินได้รับการอ้อนวอนให้มารับเครื่องสังเวยในยัชญพิธีประดุจแม่โคที่หิวกำลังกินหญ้าจากทุ่งหญ้า (149.4)
6) ผู้สวดสรรเสริญได้สร้างบทสวดสรรเสริญแด่เทพีราตรีประดุจให้แก่แม่โคที่ให้นมมาก (127.8)
7) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้สวดสรรเสริญประดุจแม่โคนมพันธุ์ดีที่พร้อมจะให้นมกำลังร้องและไปยังลูกโค (149.4)

อุปมาโคถึกและโคจ่าฝูง

1) พระอินทร์เป็นที่น่าสะพรึงกลัวแก่ศัตรูทั้งหลายประดุจโคจ่าฝูง (103.1)
2) เทพอัศวินมายังผู้ประกอบยัชญพิธีประดุจโคถึกไปยังทุ่งหญ้า (106.2)
3) พระอัคนีผู้ประกอบยัชญพิธีอันดีเคลื่อนเข้าหาเครื่องสังเวย ประดุจโคจ่าฝูงที่สุขภาพดีและมีพละกำลัง กำลังเคลื่อนที่เข้าสู่ทุ่งหญ้า (115.2)
4) เทพอัศวินมีอวัยวะอันแข็งแกร่งประดุจโคจ่าฝูง 2 ตัว ที่มีพละกำลังที่เคลื่อนที่ไปมาด้วยความร่าเริง (106.5)
5) พระอินทร์เป็นผู้กำจัดการกระทำของเหล่าศัตรูประดุจโคจ่าฝูงที่เผชิญหน้าศัตรู (116.4)

อุปมาม้า

1) เทพอัศวินมายังที่สวดสรรเสริญประดุจม้าศึก 2 ตัวกำลังไปเพื่อชัยชนะต่อข้าศึก (106.2)
2) เทพอัศวินทรงพลังเพราะได้รับเครื่องสังเวยประดุจม้า 2 ตัวมีพละกำลังเพราะได้กินหญ้า (106.5)
3) น้ำโสมที่พระอินทร์ทรงดื่มทำให้พระองค์ทรงพลังขึ้นไปประดุจม้าประเปรียวลากรถศึกไป (119.3)
4) ปิศาจผู้ทรงพลังครั้นจับฤษีอตริผูกมัดไว้แล้วก็ลากไปประดุจม้าตัวประเปรียว
5) เทพอัศวินช่วยฤษีอตริให้รอดพ้น (จากการถูกปิศาจจับ) และให้ไปตามปรารถนาของตนประดุจม้า (143.1)
6) น้ำโสมอันเป็นอมฤตไปสู่พระอินทร์ประดุจม้า (144.1)
7) พระสวิตฤรีดนมจากแม่โคที่ถูกล่ามไปบนสวรรค์ประดุจม้าที่กำลังสั้นเทิ้ม (149.1)

อุปมารถศึก

1) รถศึกอันว่องไวของเทพอัศวินเข้ามาใกล้เทพอัศวิน ประดุจรถศึกของผู้ฉลาดเข้ามาใกล้เจ้าของ (106.7)
2) สายแห่งเปลวเพลิงจากพระอัคนีมองเห็นได้ประดุจแถวรถศึกจำนวนมาก (142.8)
3) เทพอัศวินได้ทำให้ฤษีกักษีวานกลายเป็นคนใหม่ประดุจรถศึกที่ได้รับการซ่อมแซมดีแล้ว (143.1)
4) พระอัศวินส่องสว่างดุจรถศึก (ของพระอาทิตย์) (176.3)

อุปมา อื่น ๆ แม้จะมีการใช้ไม่ถึง 3 ครั้ง ในมณฑลที่ 10 แต่อาจจะมีใช้หรือปรากฏในมณฑลอื่น ๆ และเป็นอุปมาที่น่าสนใจยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

อุปมาสามี
พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้สวดสรรเสริญ ประดุจสามีไปหาภรรยาของตน (149.4)

อุปมาสตรี
1) ภรรยาของฤษีมุทคละมีความเพลิดเพลินประดุจสตรีถูกสามีทอดทิ้งแล้วได้สามีกลับมาสมปรารถนา (102.11)
2) เทพประจำทวารได้รับการอ้อนวอนให้เปิดทางประดุจสตรีเปิดทางให้แก่สามีของนาง (110.5)

อุปมาคนปลูกข้าวบาร์เลย์
พระ อินทร์ได้รับคำอ้อนวอนให้ประทานทรัพย์สมบัติให้ผู้อุปถัมภ์ยัชญพิธีแต่ละคน ประดุจคนปลูกข้าวบาร์เลย์เก็บเกี่ยวต้นข้าวบาร์เลย์ทีละต้น (131.2)

อุปมาช้าง
เทพอัศวินเป็นผู้สังหารศัตรูประดุจช้างเมามันที่ทรงพลังกำลังโน้มอวัยวะลง (106.6)

อุปมาลูกศร
ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบความเร็วของม้าตารกษยะประดุจไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบความเร็วของลูกศรที่แล่นมาถูกเป้าหมาย (178.3)

อุปมาหนี้
อุษาเทพีได้รับคำอ้อนวอนให้ขจัดความมืด ประดุจคนใช้ทรัพย์ขจัดหนี้สิน (127.7)

อุปมาสตรีผู้มีความกำหนัด
น้ำทั้งหลายไหลไปสู่มหาสมุทรประดุจสตรีผู้มีความกำหนัดไปสู่สามีของนาง (111.10)

อุปมาผู้ปกป้องตระกูล
พราหมณ์ผู้สวดนั่งล้อมรอบพระอินทร์ ประดุจผู้ปกป้องตระกูลนั่งล้อมรอบหัวหน้าตระกูลในเวลาที่หัวหน้าพร้อมจะออกไป (179.2)

อุปมาสุนัขป่า
พระอินทร์ได้รับการสวดอ้อนวอนให้บังคับบุรุษที่ประพฤติตนเยี่ยงสุนัขป่าให้มาอยู่ใต้อุ้งเท้าของผู้สวดอ้อนวอน (133.4)

ฉะนั้น สรุป อุปมาโวหารในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีอยู่หลากหลาย เนื่องจากคัมภีร์ดังกล่าวมีจุดประสงค์เป็นบทสวดอ้อนวอนเทพของชาวอารยันและใน อุปมาโวหารซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นอุปมาและอุปไมย ส่วนใหญ่อุปไมยจึงเป็นเทพองค์ต่างๆ ที่ปรากฏในบทสวด ส่วนที่เป็นอุปมานั้นผู้แต่งได้ยกมาจากที่อื่นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เทพ บุคคล สัตว์ สถานที่ สิ่งของ เหตุการณ์ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดที่ชาวอารยันโบราณมองเห็นและนึกได้หรือเคารพบูชา อยู่ในชีวิตประจำวัน อุปมาบางอย่างที่พบได้ในสมัยนั้นอาจจะไม่มีหรือไม่นิยมในสมัยหลัง เช่นอุปมาเรื่องหนี้สิน อุปมากระสวยทอผ้า เป็นต้น แต่อุปมาบางส่วนพบบ่อยในสมัยหลังแต่ไม่พบในสมัยพระเวท เช่น อุปมาราชสีห์ หรืออุปมากา เป็นต้น

สาระจากพระคัมภีร์ ตอนที่1

ตำนานเรื่องการแบ่งคัมภีร์พระเวท
มีความเชื่อสืบกันมาว่าเดิมพระเวทรวม กันอยู่เป็นคัมภีร์เดียว ครั้นล่วงมาถึงยุคที่สองของโลก คือ ทวาปรยุค ซึ่งเชื่อกันมาว่าเป็นยุคที่มีคนดีและคนไม่ดีจำนวนเท่ากัน คือ คนดีมี 2 ส่วน และคนไม่ดีมี 2 ส่วน ได้มีมหาฤษีชื่อ วยาสะ แบ่งคัมภีร์พระเวทเป็น 4 คัมภีร์คือ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวท และคัมภีร์อถรรวเวท แล้วนำไปสอนศิษย์ซึ่งเป็นฤษีจำนวน 4 ตน ดังนี้ สอนคัมภีร์ฤคเวทให้แก่ฤษีไปละ (Paila) สอนคัมภีร์ยชุรเวทให้แก่ฤษีไวศัมปายนะ (Vaiśampāyana) สอนคัมภีร์สามเวทให้แก่ฤษีไชมินิ (Jainini) และสอนคัมภีร์อถรรวเวทให้แก่ฤษีสุมันตุ (Sumantu)
ในฐานะที่เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุด คัมภีร์พระเวทยังคงครองความโดดเด่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของโลก ชาวอารยันนับล้านคนนับถือคัมภีร์พระเวทว่าเป็นงานของพระเจ้าและนับถือว่าเป็นทิพยวิชาที่ฤษียุคโบราณได้ค้นพบ ฤษีผู้ค้นพบความรู้เหล่านั้น เรียกว่า ฤษีแห่งพระเวท (Seers of the Vedas)

คัมภีร์พระเวทประกอบด้วยวิชาการทุกประเภทของฮินดู เช่น แนวคิดทางศาสนา แนวคิดทางสังคมและแนวคิดทางปรัชญา เป็นต้น วิถีชีวิตของชาวอินเดียมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์พระเวท การศึกษาวัฒนธรรมอินเดียจึงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพระเวท

คัมภีร์พระเวทในฐานะวรรณคดี
เมื่อกล่าวถึงวรรณคดีโบราณของอินเดีย รู้กันโดยทั่วไปว่าวรรณคดีแบ่งเป็นหมวดใหญ่จำนวน 2 หมวด คือ วรรณคดีพระเวท (Vedic Literature) และวรรณคดีหลังยุคพระเวท (Post-Vedic Literature)

วรรณคดีพระเวทประกอบด้วยสังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ อุปนิษัท เวทางคะและอนุกรมณี ส่วนวรรณคดีหลังยุคพระเวทประกอบด้วยวรรณคดีนักแต่งในสมัยหลังยุคพระเวท วรรณคดีของพระพุทธศาสนา และวรรณคดีของศาสนาเชน

วรรณคดีพระเวทจริง ๆ คือ สังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท แต่ส่วนที่เป็นเวทางคะและอนุกรมณี นั้นเป็นเครื่องมือในการศึกษาพระเวท ในที่นี้จะเสนอไว้เฉพาะสังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท พอเป็นที่เข้าใจเท่านั้น

สังหิตาเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณคดีอินเดียและเป็นที่มาของคัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารัณยกะ และคัมภีร์อุปนิษัท สังหิตาแบ่งเป็น 4 คัมภีร์ดังนี้

1. ฤคเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นการรวบรวมบทสวด(Hymns) เอาไว้จำนวน 1,028 บท เพื่อใช้สำหรับสวดสรรเสริญเทพเจ้าในยัชญพิธี บทสวดเหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของชาวอารยัน เช่น ชีวิตประจำวัน ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อ เป็นต้น ภาษาที่ใช้ในการประพันธ์เป็นภาษาสันสกฤตสมัยพระเวท (Vedic Sanskrit) ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าภาษาสันสกฤตมาตรฐาน (Classical Sanskrit) คัมภีร์ฤคเวทสังหิตาแต่งเป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง คำประพันธ์ที่ใช้เป็นฉันท์ยุคโบราณหลายชนิด คัมภีร์ฤคเวทสังหิตาแบ่งเป็นเล่ม แต่ละเล่มเรียกว่า มณฑล (Mandala) มีทั้งหมดจำนวน 10 มณฑล

2. ยชุรเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องระเบียบพิธีบูชายัญ แต่งเป็นร้อยแก้ว แบ่งเป็น 2 คัมภีร์คือ กฤษณยชุรเวทสังหิตา (ยชุรเวทดำ) และศุกลยชุรเวทสังหิตา (ยชุรเวทขาว) มีตำนานอยู่หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของยชุรเวทสังหิตาทั้งสอง แต่ความหมายของคำว่าดำ และขาว ในทางปฏิบัติหมายถึงปักษ์ข้างแรมและปักษ์ข้างขึ้น กล่าวคือคัมภีร์ยชุรเวทดำใช้สำหรับสวดในพิธีในวันสุดท้ายของปักษ์ข้างแรม ส่วนคัมภีร์ยชุรเวทขาวใช้สวดในพิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวง

3. สามเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์แห่งบทเพลง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกเสียงเป็นทำนองที่ใช้ในการสวดแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปูรวจิกะ (ตอนต้น) และอุตตรจิกะ (ตอนปลาย) บทสวดบางส่วนในคัมภีร์นี้คัดลอกมาจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

4. อถรรวเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำอำนวยพรแก่ญาติมิตร และคำสาปแช่งคนที่เป็นศัตรู แต่งเป็นร้อยกรอง ประกอบด้วยฉันท์จำนวน 6,015 บท และฉันท์ประมาณร้อยละ 50 คัดลอกมาจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

ความสำคัญของคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

คัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความสำคัญพอสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาคัมภีร์สังหิตาทั้งหมด
2. ได้รับการเอ่ยถึงก่อนคัมภีร์อื่นเสมอเมื่อกล่าวถึงคัมภีร์พระเวท
3. คัมภีร์สังหิตาอื่นๆ ได้คัดลอกบทประพันธ์จากฤคเวทสังหิตาไม่มากก็น้อย
4. วรรณคดีที่เกี่ยวเนื่องด้วยคัมภีร์พระเวทมักจะอ้างหลักฐานจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาเสมอ
5. นักวิชาการยุคใหม่ที่ศึกษาคัมภีร์พระเวทถือว่าคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักฐานข้อมูลที่สำคัญของเรื่องราวต่างๆ เช่น เทพปกรณัมของอินเดีย เป็นต้น

ลักษณะบทสวดในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

จากการศึกษาเนื้อหาในคัมภีร์ฤคเวทพบว่า บทสวดในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาสามารถแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. บทสวดที่เกี่ยวกับศาสนา (Religious Hymns) มีเนื้อหาเป็นการสรรเสริญเทพองค์ต่างๆ ของชาวอารยันซึ่งมีอยู่ทั่วไปในทุกมณฑล

2. บทสวดที่เกี่ยวกับปรัชญา (Philosophical Hymns) เป็นบทสวดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความคิดเรื่องจักรวาล การสร้าง การดำรงอยู่ และการสิ้นโลกและจักรวาล ความคิดเกี่ยวกับเรื่องพระเป็นเจ้าตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นต้น บทสวดประเภทนี้ส่วนมากจะอยู่ในมณฑลที่ 10 ซึ่งเชื่อกันว่าแต่งขึ้นภายหลังมณฑลอื่นๆ

3. บทสวดที่เกี่ยวกับสังคมทั่วไป (Secular Hymns) มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของคนทั่วไปในสังคมของชาวอารยัน เช่น การมีครรภ์ การเกิด การแต่งงาน การรักษาโรค การพนัน การป้องกันลางร้าย รวมไปถึงการกำจัดผู้ที่เป็นศัตรูคู่แข่ง เป็นต้น บทสวดประเภทนี้ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในมณฑลที่ 10

เทพและเทวีในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

เทพและเทวีองค์ต่างๆ ที่ชาวอารยันบูชาและสวดสรรเสริญในยุคพระเวทนั้นปรากฏอยู่ในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาทุกมณฑล ได้แก่ พระอินทร์ พระอัคนี พระวรุณ พระอัศวิน พระสวิตฤ พระสูรยะ พระวายุ พระยม พระพฤหัสบดี กลุ่มเทพอาทิตยะ พระเวนะ เทพีราตรี เทพีอุษา เทพีศจี เทพีศรัทธา เทพีอรัณยานี และกลุ่มเทพวิศเวเทวา เป็นต้น

อุปมาพระอาทิตย์และพระจันทร์

1) เทพอัศวินประทานอาหาร (ให้มนุษย์) ประดุจพระอาทิตย์และพระจันทร์ (106.1)
2) เทพอัศวินทรงความงามดุจพระจันทร์ (106.8)
3) พระอินทร์ได้ยึดเอาสมบัติของพวกอสูรไปประดุจพระอาทิตย์ใช้ให้เดือนฤดูร้อนยึดเอาความร้อนไปจากโลก (138.4)
4) ม้าตารกษยะปล่อยน้ำให้กระจายไปแก่ผู้คนในโคตรตระกูลทั้งห้าประดุจพระอาทิตย์ใช้ความร้อนปล่อยน้ำให้กระจายไปในฤดูฝน (178.3)

 

อุปมาโวหารในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

เนื่องจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความยาวมาก (10 มณฑล) ในการศึกษาเนื้อหาด้านต่างๆ ของคัมภีร์นี้จะต้องใช้เวลานาน แม้จะศึกษาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียวก็ต้องใช้เวลานาน เรื่องอุปมาโวหารก็เช่นเดียวกัน หากจะศึกษาให้ครบทั้ง 10 มณฑลก็ต้องใช้เวลานาน ผู้เขียนจึงขอเสนอเฉพาะอุปมาโวหารในมณฑลที่สิบเท่านั้น ส่วนในมณฑลอื่นๆ หากมีโอกาสจะได้นำมาเสนอภายหลัง

อุปมาโวหารเป็นวิธีการพูดหรือเขียนที่ผู้ส่งสารใช้โดยการยกเอาบุคคล สถานที่ หรือสิ่งของ เป็นต้น มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่กำลังกล่าวถึงอยู่ สิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบเรียกว่าอุปมา

บทความนี้มีจุดประสงค์ให้ผู้อ่านได้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียสมัยโบราณเมื่อ2,000 – 3,000 ปีล่วงมาแล้วมีวิธีการใช้อุปมาโวหารอย่างไร เมื่อต้องการให้ผู้รับสารเข้าใจเรื่องที่ส่งสารอยู่ได้ชัดเจนเขาจะนึกถึงสิ่งใดแล้วยกมาเป็นอุปมา

จะเห็นว่าอุปมาในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตานั้นมีหลากหลาย แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียในสมัยพระเวทเป็นคนช่างเปรียบเทียบเพื่อให้การสื่อสารของตนมีความชัดเจน อุปมาที่พบมีทั้งเทพเจ้า ธรรมชาติ บุคคลฐานะต่างๆ อาชีพต่างๆ สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์ปีก แมลง อุปกรสิ่งทอ ยานพาหนะทั้งทางบกและทางน้ำ

ตัวอย่างการใช้อุปมาโวหาร
เนื่องจากอุปมาโวหารจากมณฑลที่10 ในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีอยู่เป็นจำนวนมาก อุปมาเหล่านี้มีการใช้ไม่เท่ากัน อุปมาบางอย่างมีการใช้เปรียบเทียบหลายครั้งแต่บางอย่างมีการใช้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นผู้เขียนจะยกตัวอย่างอุปมาที่มีการใช้เปรียบเทียบตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปมานำเสนอเป็นข้อๆ โดยอ้างหมายเลขบทสวดหรือ สูกตะ (Hymn) และหมายเลขของบทประพันธ์หรือบทมนตร์ (Metre) ในบทสวดนั้นๆ กำกับไว้ในวงเล็บ ตัวอย่างเช่น (106.5) หมายถึงอุปมาโวหารมาจากบทสวดบทที่ 106 ซึ่งปรากฏในบทมนตร์บทที่ 5 ในบทสวดนั้น ดังต่อไปนี้

อุปมาพระอินทร์

1) เหล่าวีรบุรุษนักรบได้รับการขอร้องให้แสดงวีรกรรมประดุจพระอินทร์ (103.6)
2) พระสวิตฤดำรงอยู่ในสมรภูมิประดุจพระอินทร์ (139.3)
3) พระราชาได้รับการถวายพระพรให้ดำรงในราชสมบัติอย่างมั่นคงประดุจพระอินทร์ (173.2)