Tag Archive: ความเครียด

Wildlife reserve

Wedge or soft.
(Manis javanica).
Body covered with a bit of hard IP is a small hole with a long tongue inhabited by sparse out at night and feed on the ground. To sleep the sleep timer is a hollow coil round food like ants and termites are seen. In all of Thailand.
02.jpg (6141 bytes) buffalo or bear, black bear.
(Selenarctos Buffalo).
Thailand is a huge bear hirsute torso black neck feathers are white V-shaped snout rather Black mouth and big ears, long tail, short out nocturnal eating both plants and animals for food. Such as insects, leaves and lace are only 2-3.
Live in the nest on flat low evergreen clump clump broken wicker like Enter the month and he is the -. Indigo with some Krabi expected to remain less than 100 now.
Sumatran rhinoceros
(Didemocerus sumatraensis).
Is the smallest rhino species in the world, there are two species of rhino 5 North like twigs, leaves and fruit is a very rare animal that is currently found in Forest area along the border Thailand – Burma border Thailand – Malaysia.
(Pardofelis marmorata).
A medium-sized wild cat living in the jungles and rainforests like living in a tree at night snakes eat mice, birds, insects. Today is a very rare animal.
Goral.
(Naemorhedus griseus).
Resemble goats found in the high peaks of over 1,000 meters above sea level and is cold all year round. The current outstanding amount found in the Mae Tuen wildlife sanctuaries. Tak.
05.jpg (6066 bytes) เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร birds.
(Pseudochelidon sirintarae).
Thailand is found on the 2511 wetland area and boating services. Sawan islands lying in the grass like a hovering insect is currently believed extinct.
03.jpg (7034 bytes).
Tiger
(Panthera tigris).
The yellow-orange stripes across a black stripe black striped tail jointed. Habitat of tiger, found in Siberia, the Caspian Lake, India, China, Malaysia, etc., and are found in all regions of Thailand.
04.jpg (5973 bytes) Sambar.
(Cervus unicolar).
Living wild grass and bamboo lace at night. Pregnant ewes for about eight months, the first time a deer stand about 15 to 20 years old found in almost all sectors.

05.jpg (7498 bytes).
The glasses.
(Presbytis phayrei).
Pages are black or gray eyes are green, blue, white hind legs and tail are the same color as the back. The glasses are very common in Asia, including China, Indonesia, Myanmar and Thailand.
06.jpg (8399 bytes) Leopard.
(Panthera pardus).
Animals with a nervous eye agility and stealth like leopard skin is yellow brown. The black dots are floating Kiugmtinhma Figure leopards living in jungle tree hollow. Thick on the rocks or hiding it three times, it will produce a 2-3 or more to 5.

Gazelles.
(Cervus porcinus).
As small as deer, barking deer Gazelle gregarious little birds living along the pasture in the morning and evening in Thailand to extinction. Sri Lanka, southern China, Laos, Burma etc..

การทำช็อกโกแลต

ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสเท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเมล็ดโกโก้ กลับสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของ น้ำช็อกโกแลต ก็ได้รับอิทธิพลของสเปน คือ …… มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลลา กลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจคนทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงสร้างไร่โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ จากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี

พระชาวสเปนได้เก็บการทำน้ำ ช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ แต่ในที่สุดก็รั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วยุโรป ก็ติดอกติดใจน้ำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นอาหาร อร่อยที่เสริมสุขภาพ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศส น้ำช็อกโกแลตกระจายข้ามน้ำข้ามทะเล ไปยังอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแลตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การ ดื่มน้ำช็อกโกแลตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัย แสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิลิ้มรส เมื่อเรือกลไฟถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแลตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปมีโอกาสได้ลิ้มลอง ในปี 1828 มีการประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ยิ่งทำให้น้ำช็อกโกแลตราคาถูกลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นมาการดื่ม น้ำช็อกโกแลตก็แพร่หลายมาจนทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่างอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทในอังกฤษได้ผลิต “ช็อกโกแลตแท่ง” ที่กินได้ และอย่างที่สองคือ แดเนียล พีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปใน ช็อกโกแลต กลายเป็นช็อกโกแลตนม ที่เราแทะกินกันอย่างเมามันมาจนทุกวันนี้

ในอเมริกา มีการผลิตช็อกโกแลตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหน ๆ ในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแลตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใคร ๆ ต่างหลงใหลช็อกโกแลต เสียจนหากขาดตลาด ชาวประชาคงหมดกำลังใจที่จะอยู่ดูโลกต่อไปแน่

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรป คนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสเมล็ดโกโก้ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในแถบยุโรปรู้จักช็อกโกแลตที่แสนอร่อย จนกระทั่ง ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นปีที่โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา ลูกชายของโคลัมบัสซึ่งติดตามไปอเมริกาด้วย ได้พบเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ของชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า “พวกชนพื้นเมือง อเมริกันถือว่าเมล็ดถั่ว (หมายถึงเมล็ดโกโก้) มีค่ามาก พอเมล็ดถั่วตก พวกเขาทุกคน จะหยุดแล้วเก็บมันขึ้นมา ราวกับทำลูกตา ตกหล่นอย่างนั้นแหละ”

โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่ใช้แทนเงิน เมื่อกลับยุโรป ในบรรดาสิ่งของน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ที่โคลัมบัสนำมาถวายกษัตริย์และราชินีของสเปนนั้น มีเมล็ดดำ ๆ เล็ก ๆ คล้ายถั่วปะปนอยู่ ดูแล้วไม่รู้จะเก็บ มาให้หนักทำไม ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดโกโก้ เหล่านี้แหละจะกลายเป็นช็อกโกแลต ที่ทำให้มนุษย์ ทั่วโลกหลงใหลในเวลาต่อมา

กษัตริย์เฟอร์ดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น “สมบัติล้ำค่า” ขึ้นมาก็อีก 20 ปีให้หลัง เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสเท็ค

ในช่วงที่คอร์เทส รุกรานแดนเม็กซิโก เขาเห็นชาวแอสเท็คใช้เมล็ดโกโก้ ในการเตรียมเครื่องดื่มถวายกษัตริย์ นินทากันว่าจักรพรรดิ มอนเทซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทส และกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลตที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับมันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์

คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่า กษัตริย์ มอนเทซูมา ดื่มซอคาแลทัล “…ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลัง และขับไล่ ความเหนื่อยอ่อน ดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงเดินได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกินอาหาร” แต่ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิทำเอา คอร์เทสแทบสำลักเพราะ มีรสขมมาก ทหารบางคนบอกว่า “น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา”

ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญมนุษย์ จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อ กระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา (เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย) มีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย

ตามตำนานเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกเพราะถูกสวรรค์ลงโทษ ที่นำช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จาก แดนสวรรค์มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เทพแห่งต้นโกโก้

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐ ฯ ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของช็อกโกแลต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ ไปให้กองทัพทหาร เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับช็อกโกแลตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ยังนำช็อกโกแลตออกไปกินนอกโลกด้วย

ระบบจักวาล

“ดาว 12 นักษัตร” เป็นกลุ่มดาวฤกษ์จำนวน 12 กลุ่ม แต่ละกลุ่มตั้งอยู่ในระยะทางห่างกันประมาณ 1 ปีนักษัตร หรือ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที ด้วยความเร็วของดวงอาทิตย์ที่โคจรไปรอบศูนย์กลางของ ดาราจักรทางช้างเผือก ในอัตราเฉลี่ย ประมาณ 220 กิโลเมตร ต่อ 1 วินาที หรือในราว 13,200 กิโลเมตร ต่อ 1 ชั่วโมง เท่ากับความเร็วของโลกโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ กลุ่มดาว 12 นักษัตรแต่ละกลุ่มโหราจารย์ในอดีตจินตนาการมองเห็นเป็นรูปสัตว์ 12 ชนิด คล้ายกับสัตว์ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับกลุ่มดาวฤกษ์จำนวน 27 กลุ่ม ที่เรียงรายติดต่อกันไปในจักรราศี ซึ่งนักโหราศาสตร์ เรียกว่า “ฤกษ์บน” หรือ “นภดลฤกษ์” จินตนาการมองเห็นเป็น คน รูปสัตว์ รูปเครื่องมือ เครื่องใช้ของมนุษย์ ถือว่าเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ประจำอยู่ในราศีต่างๆ 12 ราศี มองเห็นเหมือนดังว่าไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย นักดาราศาสตร์เรียกว่า “ดาวฤกษ์ประจำที่” (Fix Star) แต่ตามความเป็นจริงกลุ่มดาวฤกษ์ดังกล่าวนี้ เคลื่อนที่ไปตลอดเวลาอย่างเชื่องช้ามาก เพราะอยู่ห่างไกลจากโลกของเราเหลือเกิน จึงกำหนดให้เป็น “ดาวประจำเดือน” โดยขนานนามไปตามรูปสัญลักษณ์ของดาวฤกษ์นั้น เช่น กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนปู เรียกว่า เดือนกรกฏาคม กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายแมงป่อง เรียกว่า เดือนพฤศจิกายน กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายมังกร เรียกว่า เดือนมกราคม ดังนี้เป็นต้น

การโคจรของ “ดาว 12 นักษัตร” และ “ดาวพระเคราะห์” เคลื่อนที่ไปในจักรราศีผ่านกลุ่ม “ดาวฤกษ์ประจำที่” ในราศีต่างๆ 12 ราศี แตกต่างกัน คือ “ดาว 12 นักษัตร” โคจรไปแบบตามเข็มนาฬิกา หรือโคจรเวียนจากทางขวามือไปทางซ้ายมือ แต่ดาวพระเคราะห์โคจรไปในแบบทวนเข็มนาฬิกา คือโคจรจากทางซ้ายมือไปทางขวามือในแบบสวนทางกัน โหราจารย์จึงกำหนดให้ “ดาว 12 นักษัตร” สถิตในรูปวงกลมของจักรราศีซ้อนทับกัน “กลุ่มดาวฤกษ์ประจำเดือน” และ “ดาวพระเคราะห์ ดังนี้

1.      “นักษัตรชวด” เป็นรูปหนู สถิตใน “ราศีกรกฏ” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวจันทร์ เป็นรูปปู

2.    “นักษัตรฉลู” เป็นรูปวัว สถิตใน “ราศีมิถุนา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวพุธ เป็นรูปคนคู่ชายหญิง

3.     “นักษัตรขาล” เป็นรูปเสือ สถิตใน “ราศีพฤษภา” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวศุกร์ เป็นรูปวัว

4.     “นักษัตรเถาะ” เป็นรูปกระต่าย สถิตใน “ราศีเมษา” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวอังคาร เป็นรูปแพะแกะ

5.     “นักษัตรมะโรง” เป็นรูปพระยานาค สถิตใน “ราศีมีนา” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวพฤหัสบดี เป็นรูปปลา

6.      “นักษัตรมะเส็ง” เป็นรูปงูเล็ก สถิตใน “ราศีกุมภา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวราหู เป็นรูปคนโทน้ำทิพย์

7.     “นักษัตรมะเมีย” เป็นรูปม้า สถิตใน “ราศีมังกร” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวเสาร์ เป็นรูปมังกร

8.     “นักษัตรมะแม” เป็นรูปแพะ สถิตใน “ราศีธนู” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวพฤหัสบดี เป็นรูปคนยิงธนู

9.      “นักษัตรวอก” เป็นรูปลิง สถิตใน “ราศีพิจิก” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวอังคาร เป็นรูปลิง

10.  “นักษัตรระกา” เป็นรูปไก่ สถิตใน “ราศีตุลา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวศุกร์ เป็นรูปคันชั่ง

11.  “นักษัตรจอ” เป็นรูปสุนัข สถิตใน “ราศีกันยา” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวพุธ เป็นรูปหญิงงาม

12.“นักษัตรกุน” เป็นรูปสุกร สถิตใน “ราศีสิงหา” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวอาทิตย์ เป็นรูปสิงโต

สาเหตุที่โหราจารย์ชาวอารยันค้นพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มดาวฤกษ์ “ดาว 12 นักษัตร” ซึ่งเป็น “ดาวประจำปี” และ “ดาวฤกษ์ประจำราศี” ซึ่งเป็น “ดาวประจำเดือน” สันนิษฐานว่ามาจาก ความพยายามเฝ้าติดตามศึกษาความเคลื่อนไหวของดวงดาวที่โคจรไปในท้องฟ้า ซึ่งเป็นรูปทรงกลม เรียกว่า “รูปทรงกลมฟ้า” หรือ “จักรราศี” โดยสังเกตจากการโคจรของ ดวงอาทิตย์ เคลื่อนที่ไปประมาณวันละ 1 องศา คิดคำนวณเวลากลางวันได้ในราว 12 ชั่วโมง เวลากลางคืน 12 ชั่วโมง รวมเวลา 1 วันเป็น 24 ชั่วโมง จึงแบ่งวงกลมแห่งจักรราศีออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า “ราศี” โดยตั้งชื่อราศีไปตามลักษณะของรูปกลุ่มดาวฤกษ์ที่ปรากฏให้เห็นตามจินตนาการเป็น “กลุ่มดาวฤกษ์ประจำราศี” หรือ “ดาวฤกษ์ประจำเดือน” จำนวน 12 เดือน แต่เมื่อ ดวงอาทิตย์ โคจรไปได้ 360 องศา หรือ 1 รอบวงกลมแห่งจักรราศีแล้ว ปรากฏว่าเวลากลางวันและเวลากลางคืนยังไม่เท่ากัน คือเวลากลางวันอาจยาวเกินไป หรือเวลากลางคืนยังยาวเกินไป ต้องรอคอยให้วันเวลาล่วงไปกว่า 365 วันคือ ดวงอาทิตย์โคจรไปใน ราศีเมษายน ได้ประมาณ 13 องศา เวลากลางวันและเวลากลางคืนจะเท่ากันพอดี นับจากจุดที่วันเวลาในโลกเท่ากันพอดี “ฤดูกาล” ในโลกจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง เช่น จากจุด 0 องศาในราศีเมษ เป็นช่วงเริ่มต้น “ฤดูฝน” เวลากลางวันจะเริ่มสั้นลงไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เวลากลางคืนจะยาวมากขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 15 องศา ในราศีตุลาคม เวลากลางวันและเวลากลางคืนจะเท่ากันพอดีอีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ “ฤดูหนาว” เมื่อลากเส้นจากกึ่งกลางราศีเมษายนตรงไปยังกึ่งกลางราศีตุลาคม เป็นเส้นแบ่งครึ่งวงกลมในรูปแนวตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางนั้นจึงเป็นแกนกลางของวงกลมแห่งจักรราศี

 

นักดาราศาสตร์ในอดีตเกือบทุกชาติทุกภาษา แม้แต่นักปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกที่โลกยกย่อง มีชื่อเสียงอยู่ในพุทธกาล เช่น ไพธากอรัส, อริสตาคัสแห่งซามอส, เอราโทสธีนีส, ฮิบปาร์คัส, อริสโตเติล จนกระทั่งถึงนักดาราศาสตร์ยุคสุดท้ายของกรีกได้แก่ คลอดิอุส ปโตเลมี ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ใน พ.ศ.687 เป็นผู้เขียนแผนที่การเดินเรือระหว่าง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มายังเมืองท่าอเล็กซานเดรีย ทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ ข้ามทะเลทรายซีไนลงสู่ทะเลแดง ผ่านประเทศอาหรับ อินเดีย แหลมทอง ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศจีน ที่เรียกกันว่า เส้นทางสายไหมทางทะเล หรือว่าเป็นแผนที่โลกฉบับเก่าแก่ที่สุด นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกคนนี้ ได้รวบรวมวิชาความรู้ทางดาราศาสตร์ในอดีตไว้ ตำราดาราศาสตร์ชุดใหญ่มีจำนวน 13 เล่ม รวมเรียกชื่อว่าคัมภีร์ แอลมาเกสท์ (Almagest) รวมทั้งนักดาราศาสตร์ชาติอื่นอีกมากมาย ก็ไม่เคยมีใครมีความรู้ในเรื่อง ดาราจักรทางช้างเผือก และ ดาว 12 นักษัตร มาก่อนเลย คงมีแต่โหราจารย์ชาวอินเดียใน ยุคพระเวท เท่านั้นที่กล่าวถึง ระบบดาราจักรทางช้างเผือก ที่ทอแสงระยิบระยับวับวาวยาวเหยียดไปในท้องฟ้า จนนักกวีโบราณกล่าวเปรียบเปรยอุปมาว่าดุจดัง เชือกดาว ที่ขึงพาดผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืน เฝ้าศึกษาสังเกตติดตามเรียนรู้จนกระทั่งค้นพบความลับแห่งห้วงเวหาว่า ดาว 12 นักษัตร เป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งนักดาราศาสตร์ยุคใหม่เรียกว่า กระจุกดาราจักร (Cluster) ตั้งอยู่ในห่างไกลกัน แต่อยู่รวมกันเป็น กระจุกดาราจักรยวดยิ่ง (Super Cluster) ซึ่งรวมอยู่ในโครงข่ายแห่งหนึ่งของ ดาราจักรทางช้างเผือก

ระบบสุริยจักรวาล อันประกอบด้วยโลกของเราและดาวพระเคราะห์ทั้งหลาย ต้องโคจรจากกลุ่มดาวนักษัตรหนึ่งไปยังอีกกลุ่มดาวนักษัตรหนึ่ง ใช้เวลาเท่ากับโลกของเราโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบพอดี เรียกว่า 1 ปีนักษัตร เท่ากับ 365.25636042 วัน หรือในราว 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที นักโหราศาสตร์เห็นว่า เวลาของปีนักษัตรจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตรา 0.01 วินาที และเชื่อว่า ดาว 12 นักษัตร มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อ โลก ธรรมชาติ และมวลชีวิตทั้งหลายในโลก จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ สำหรับใช้ในการคิดคำนวณไว้ใน คัมภีร์โชติยศาสตร์ และ คัมภีร์สุริยาตร ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้ ดาวนักษัตร เป็นดาวประจำปี ปีนักษัตร

            ประวัติพุทธศาสนาของจีนจดบันทึกว่า ภิกษุต่างชาติรูปหนึ่งมีชื่อว่า พระกุมารชีพ ได้นำพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 ชาวจีนส่วนใหญ่ได้หันไปนับถือพุทธศาสนามากขึ้น ภิกษุนักจาริกชาวจีนในยุคต่อมา เช่น หลวงจีนฟาเหียน, หลวงจีนถังซำจั๋ง, หลวงจีนอี้จิง ได้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา ในประเทศอินเดีย จากบันทึกของ หลวงจีนอี้จิง ทำให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยนาลันทามีการสั่งสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยสร้างท้องฟ้าจำลองเหมือนดังโครงการที่แท้จริงของจักรวาล เพื่อให้นักศึกษาค้นคว้าจนสามารถคิดคำนวณการโคจรของดวงดาวได้ถูกต้องแม่นยำ สามารถสร้างปฏิทินทั้งในทาง สุริยคติ และ จันทรคติ ได้อย่างสมบูรณ์ หลวงจีนอี้จิง ได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระจักรพรรดิถังไทจง พระองค์ทรงโปรดให้ยึดถือเป็นปฏิทินของทางราชสำนัก มีหลักฐานว่า หลวงจีนอี้จิง ได้นำความรู้วิชาดาราศาสตร์เกี่ยวกับ ดาว 12 นักษัตร จากมหาวิทยาลัยนานลันทาไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาตั้งแต่พุทธศักราชที่ 12 ทำให้ชาวจีนมีความรู้เกี่ยวกับ ดาว 12 นักษัตร นำไปใช้ในการพยากรณ์สืบมาจนถึงทุกวันนี้

จึงทำให้รู้แน่นอนว่าดวงอาทิตย์โคจรไปในรูปวงรีเกินรัศมี 360 องศา จำต้องเป็น ขยาย รูปวงกลมแห่งจักรราศี ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงสอดคล้องกับการโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้น ณ. 0 องศา ในราศีเมษายน ไปสิ้นสุด 360 องศา ณ. 0 องศา ในราศีเมษายนดังเดิม โดยเพิ่มวันเวลาในบางราศีให้มากขึ้นเป็น 31 วันบ้าง ลดวันเวลาในบางราศีลงให้เหลือ 27 วันบ้าง 29 วันบ้าง เมื่อดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 365.25636042 วัน ถือว่าเป็นวันที่ ดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 1 รอบจักรราศี เรียกว่า 1 ปีสุริยาตร จึงกำหนดให้จุดบรรจบที่ 0 องศาในราศีเมษายน ซึ่งเป็นวันครบรอบปีสุริยาตร เป็นจุดสำคัญในวันสิ้นสุดปีเก่าและเป็นจุดเริ่มต้นปีใหม่ โหราจารย์เรียกจุดสำคัญนั้นว่า สงกรานต์ แปลว่า เวลาที่พระอาทิตย์ทอแสงขึ้นที่จุด 0 องศาในราศีเมษายน และกำลังจะโคจรผ่านจุดนั้นไป

ตรงจุดบรรจบที่ 0 องศาในราศีเมษายนของทุกวันครบรอบปี คิดคำนวณการโคจรของดวงอาทิตย์นับได้ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที นอกจาเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของธรรมชาติหลายประการดังกล่าวแล้ว ยังบังเกิดปรากฏการณ์อันน่าพิศวงขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่เป็นวันเวลาสิ้นสุดปีเก่ากำลังจะเริ่มต้นปีใหม่นั้น ตรงกับการเปลี่ยนแปลงของ ดาว 12 นักษัตร จากดาวนักษัตรหนึ่งไปยังอีกดาวนักษัตรหนึ่งอย่างบังเอิญที่สุดทุกครั้ง โหราจารย์จึงกำหนดให้นับการโคจรของดวงอาทิตย์ที่โคจรครบรอบจักรราศี หรือ 1 ปีสุริยาตร ว่าเป็น 1 ปีนักษัตร ด้วยเหตุนี้ ดาว 12 นักษัตร จึงกลายเป็น นามปี ซึ่งมีอยู่แต่เฉพาะในวิชาโหราศาสตร์ไทยเรียกกันว่า ปีนักษัตร

ประวัติทศกรรฐ์

กำเนิดพาลี สุครีพ

ฤาษีโคดม เดิมเป็นกษัตริย์ครองเมืองสาเกต ไม่มีโอรสธิดา ได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะในป่าถึงสองพันปี จนหนวดเครายาวรุงรัง จนมีนกกระจาบมาทำรัง นกกระจาบได้พูดว่า พระฤาษีโคดมเป็นคนบาป ด้วยเป็นกษัตริย์ก็ไม่มีบุตรธิดา ยังหนีมาออกบวชจนทำให้เสียวงศ์กษัตริย์ พระฤาษีได้ฟังจึงคิดได้ จึงบำเพ็ญตบะตั้งพิธีขอผู้หญิงขึ้น คือนางกาลอจนา และอยู่กินกันจนมีธิดาคือนางสวาหะ ต่อมาพระอินทร์ และพระอาทิตย์ต้องการจะแบ่งฤทธิ์ไปช่วยพระนารายณ์ปราบยักษ์ จึงไปทำให้นางตั้งครรภ์และคลอดโอรส ออกมาเป็นพระยากากาศและสุครีพ ต่อมานางสวาหะ จึงเล่าเรื่องให้พระฤาษีฟัง พระฤาษีจึงอธิษฐานว่า จะปล่อยลูกลงน้ำ ถ้าใครเป็นลูกให้ว่ายน้ำกลับมาหาตน ถ้าไม่ใช่ให้กลายเป็นลิงเข้าป่าไป หลังจากปล่อยลูกทั้ง 3 ลงน้ำ คงมีแต่นางสวาหะคนเดียวว่ายกลับมา ส่วนพระยากากาศและ สุครีพกลายเป็นลิงเข้าป่าไป พระฤาษีโกรธมากจึงกลับมาสาปนางกาลอัจนาเป็นหิน นางกาลอัจนาจึงสาปนางสวาหะ ให้ยืนขาเดียวกินลมอยู่ในป่าเชิงเขาจักรวาล จะพ้นคำสาปเมื่อมีลูกเป็นลิงมีฤทธิ์เลิศกว่าลิงอื่น ๆ

 

มียักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ นนทก มีหน้าที่ล้างเท้าเทวดาที่มาเฝ้าพระอิศวร ณ เชิงเขาไกรลาสถูกเหล่าเทวดาลูบหัวทุกวันจนหัวล้าน มีความเสียใจและแค้นใจ จึงไปเฝ้าพระอิศวรทูลขอนิ้วเพชร ชี้ไปที่ใครต้องตาย เมื่อพระอิศวรให้พรแล้ว จึงกลับไปล้างเท้าเทวดาตามเดิม เมื่อถูกเหล่าเทวดาลูบหัวอีก จึงเอานิ้วเพชรชี้เทวดาล้มตายไปเป็นอันมาก เหล่าเทวดาจึงไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์ได้แปลงกายเป็นนางอัปสรไปร่ายรำยั่วยวนจนนนทกหลงกลรำตาม เอานิ้วเพชรชี้ไปที่ต้นขาตนเองล้มลง พระนารายณ์จึงกลับร่างเดิมเหยียบอกนนทกไว้ นนทกจึงว่าพระนารายณ์กลัวตนจึงต้องแปลงร่างมา พระนารายณ์จึงสาปให้นนทกไปเกิดใหม่ มีสิบหัวสิบหน้าและยี่สิบมือ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีคทาและธนูเป็นอาวุธ ส่วนพระองค์จะเกิดเป็นมนุษย์มี 2 มือ ตามไปฆ่า แล้วจึงฆ่านนทกตาย

เมื่อนนทกตายแล้วจึงไปเกิดเป็นโอรสของท้าวลัสเตียนและ พระนางรัชดาเทวี ชื่อว่าทศกรรฐ์ แปลว่าผู้มีสิบหู มีน้องชาย 2 คน ชื่อ พิเภกและกุมภกรรณ และมีน้องสาวชื่อนางสำมนักขา ต่อมาทศกรรฐ์ได้ไปศึกษาพระเวทย์กับฤาษีโคบุตร

กำเนิดพิเภก

ฝ่ายพระอิศวร เมื่อรู้ว่านนทกไปเกิดเป็นทศกรรฐ์ที่กรุงลงกา เป็นยักษ์ที่ร้ายกาจและมีฤทธิ์มาก และเห็นว่าแม้พระนารายณ์จะอวตารไปปราบ ก็เห็นจะยาก จึงสั่งให้เวศญาณเทพบุตร ลงไปเกิดเป็นโอรสท้าวลัสเตียนกับพระนางรัชดาเทวี โดยประทานแว่นวิเศษใช้เรียนวิชาโหราศาสตร์ เพื่อเป็นไส้ศึกให้กับพระนารายณ์ และได้ชื่อว่าพิเภก

 

ประวัติศาสตร์ คือ อะไร?

ประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นได้ด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ สังคมมนุษย์ หลักฐาน มิติของเวลา และวิธีการทางประวัติศาสตร์ โดยขั้นแรกต้องมีเหตุการณ์หรือพฤติกรรมในสังคมมนุษย์เกิดขึ้น แต่เนื่องจากสังคมมนุษย์เกิดขึ้นมากว่า 500,000 ปีมาแล้ว ความจริงในอดีตจึงต้องอาศัยร่องรอยหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจเกิดจากธรรมชาติหรืออาจเกิดจากสิ่งที่มนุษย์ตั้งใจหรืออาจไม่ตั้งใจ จะสร้างหลักฐานขึ้น และเมื่อเกิดหลักฐานขึ้นแล้วต้องอาศัยนักประวัติศาสตร์ หรือผู้ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ทำหน้าที่รวบรวม ตรวจสอบ พิจารณา ไตร่ตรอง วิเคราะห์ ตีความ วินิจฉัย และเรียบเรียงข้อเท็จจริงที่ค้นพบ เพื่ออธิบายเรื่องราวในสังคมนั้น ๆ ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และผลของเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามไม่มีผู้ใดสามารถ จำลองอดีตได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เรียบเรียงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์นี้ จึงเป็นเรื่องราวเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมมนุษย์ในอดีตเท่านั้น โดยผู้ศึกษาเห็นว่าเหตุการณ์นั้นมีความสำคัญต่อสังคม และควรเรียนรู้ ถือเป็นบทเรียนของอดีตที่มีผลถึงปัจจุบันและอนาคต การสืบค้นอดีต เพื่อเข้าใจสังคมปัจจุบันและเห็นแนวทางปฏิบัติในอนาคตคือ คุณค่าสำคัญของประวัติศาสตร์

History มาจากคำภาษากรีกว่า Historia ซึ่งแปลว่า การไต่สวน สืบสวน ค้นคว้า ตรวจสอบ วินิจฉัยเรื่องราวต่าง ๆ นักประวัติศาสตร์และผู้รู้หลายท่านให้คำนิยาม ความหมายของประวัติศาสตร์ ไว้ต่าง ๆ กันมากมายหลายความหมาย แต่ก็ยังไม่มีคำจำกัดความที่ตายตัวแน่นอนมาจน ทุกวันนี้

  • ลิโอ ตอลสตอย กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของชีวิต ของประเทศชาติและมนุษยชาติ….”
  • ดร.สมศักดิ์ ชูโต อธิบายว่า “วิชาประวัติศาสตร์พยายามที่จะบันทึกและทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกอันเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทุกด้าน……”
  • พล.ท.ดำเนิร เลขะกุล ได้สรุปความคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ว่า “คือ บันทึกที่บรรยายเรื่องราวทุก ๆ ด้านในอดีตของมนุษย์ และบันทึกนั้นเป็น ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ซึ่งอาจจะเป็นการเรียบเรียงต่อเนื่องกันมาโดย ตลอด หรือเรียบเรียงเฉพาะตอนหนึ่งตอนใดของเรื่องทั้งหมดก็ได้……”
  • ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ ให้ทรรศนะว่า “ประวัติศาสตร์คือ การไต่สวนเข้าไปให้รู้ถึงความจริงที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของ มนุษยชาติที่เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของอดีต…”
  • ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึง ลักษณะสำคัญของคำว่า ประวัติศาสตร์ว่า “วิชาประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาความเป็นมาของมนุษย์ในอดีต ตั้งแต่เมื่อเริ่มมี การจดบันทึกกันด้วยลายลักษณ์อักษร..….”
    เรื่องราวที่บันทึกในประวัติศาสตร์นั้น ต้องเป็นเหตุการณ์อันสำคัญที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น เพราะในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ นั้น มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย นักประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องสนใจทั้งหมด แต่เหตุการณ์อันสำคัญนั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสังคมของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่……”
  • ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ให้ทรรศนะว่า “หัวใจสำคัญ ของประวัติศาสตร์ คือ เรื่องราวของอดีต ซึ่งนักประวัติศาสตร์ค้นคิดขึ้นมาอย่างมีหลักฐาน แล้วก็นำมาถกเถียงถึงความหมายของมันในปัจจุบัน  ซึ่งก็หมายความว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องอดีตที่ถกเถียงกัน มิใช่เรื่องของอดีต เฉย ๆ …..”
  • อีเอช คาร์ กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือ ขบวนการอันต่อเนื่องของกริยาตอบโต้ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับข้อเท็จจริง เป็นบทสนทนาที่ไม่รู้จบระหว่างอดีตกับ ปัจจุบัน….”
  • อ.จ.เจริญ ไชยชนะ กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์นับเป็นสาขาของวิทยาการอันหนึ่งที่บันทึก และอธิบายถึงเหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้วในอดีต……”
  • อ.จ.ธิติมา พิทักษ์ไพรวัน กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งอาจหมายถึง เมื่อไม่นานมานี้ก็ได้…..”
  • จิตร ภูมิศักดิ์ กล่าวว่า “วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความชัดเจนในการต่อสู้ทางสังคมมนุษย์ ซึ่งวิชานี้เสมือนตัวอย่างของการต่อสู้ทางสังคมแห่งชีวิตของชนรุ่นหลัง…..”
  • พล.ต.โอภาส วงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือ “การศึกษาการกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต”
  • พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้คำจำกัดความว่า “ประวัติศาสตร์เป็นวิชาว่าด้วยเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเรื่องราวของประเทศชาติ เป็นต้น ตามที่บันทึกไว้ในหลักฐาน”

ประวัติศาสตร์หมายถึง การศึกษาอดีตของสังคมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ความคิดและความเชื่อ ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ในสังคมมนุษย์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

ประวัติศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมหรือเรื่องราวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในอดีต ร่องรอยที่คน ในอดีตสร้างเอาไว้ เป้าหมายของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ คือ การเข้าใจสังคมในอดีตให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อนำมาเสริมสร้างความเข้าใจในสังคมปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของสังคมมนุษย์ที่เชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สังคมมนุษย์ในปัจจุบันล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ในอดีต และอาจส่งผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น การศึกษาอดีตของสังคมมนุษย์ คือ ความพยายามเข้าใจปัจจุบันโดยอาศัยวิธีการสืบค้นเรื่องราวอย่างเป็นระบบจาก ร่องรอยหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งเรียกว่า วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical method)

ประวัติศาสตร์ คือ เรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ และมีผลมาถึงสังคมมนุษย์โดยส่วนรวม ภายใต้สภาวะแวดล้อมของกาลเวลาต่าง ๆ กัน ตามที่ปรากฏหลักฐานหรือมีการบันทึกไว้

ความสำคัญของประวัติศาสตร์ สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ประวัติศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักตัวเอง ทำให้รู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับขอบเขตของตน ขณะเดียวกันก็รู้เกี่ยงกับขอบเขตของคนอื่น กล่าวคือช่วยให้มนุษย์รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจสังคมของมนุษย์โดยส่วนรวม
  • ประวัติศาสตร์ช่วยให้เกิดความเข้าใจในมรดก วัฒนธรรมของมนุษยชาติ ความรู้ ความคิดอ่านกว้างขวาง ทันเหตุการณ์ ทันสมัย ทันคน และสามารถเข้าใจคุณค่าสิ่งต่างๆในสมัยของตนได้
  • ประวัติศาสตร์ช่วยเสริมสร้างให้เกิดความระมัดระวัง ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฝึกฝนความอดทน ความสุขุมรอบคอบ ความสามารถในการวินิจฉัย และมีความละเอียดเพียงพอที่จะเข้าใจปัญหาสลับซับซ้อน
  • ประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มนุษย์สามารถนำมาเป็นบทเรียน ให้แก่ปัจจุบัน โดยบทเรียนประวัติศาสตร์ อาจใช้เป็นประสบการณ์พื้นฐานการตัดสินใจ เหตุการณ์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรืออนาคต และประยุกต์ใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหา และวิกฤตการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามหลักจริยธรรม คุณธรรม ทั้งนี้เพื่อสันติสุขและพัฒนาการของสังคมมนุษย์เอง
  • ประวัติศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิดเป็น ไม่หลงเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ โดยมิได้ไตร่ตรองพิจารณาให้ ถี่ถ้วนเสียก่อน
  • ประวัติศาสตร์ของชาติย่อมทำให้เกิดความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ ในตระกูล และในความ เป็นชาติประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดความรักชาติและช่วยกันรักษาชาติบ้านเมืองให้คงอยู่ ทั้งก้าวไปสู่ความเจริญ

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ยังช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจ ความรัก และความภูมิใจในชาติของตน เข้าใจลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของสังคมมนุษย์ที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ กัน และที่สำคัญผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะได้รับการฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ การแยกแยะข้อเท็จจริงจากข้อมูลหลักฐานที่หลากหลาย ได้ฝึกฝนการอ่าน การเขียน การเล่าเรื่อง และการนำเสนออย่างมีเหตุผล อันเป็นกระบวนการสร้างภูมิปัญญาอย่างแท้จริง

งูพิษ

งูเห่า (Naja kaouthia)

เป็นงูที่มีพิษมาก รุนแรงถึงชีวิต มีความยาวประมาณตั้งแต่ 1 – 2.24 เมตร และมีอยู่ชุกชุมทั่วทุกภาคของประเทศไทย เมื่อตกใจจะเผ่นหนี และพ่นลมออกมาดังฟู่ฟู่ คล้ายเสียงขู่จึงเรียกว่า งูเห่า กินหนู กบ เขียด นก ลูกเป็ด ลูกไก่ เป็นอาหาร

งูแมวเซา (Daboia ruamensis)

เป็นงูที่มีอำนาจพิษรุนแรง กัดแล้วทำให้มีเลือดออกในอวัยวะภายใน ต่างๆ  ลักษณะตัวอ้วนสั้น ลำตัวประมาณ 0.9-1.5 เมตร หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ลำตัวพื้นสีน้ำตาลอ่อน และมีวงสีน้ำตาลเข้ม เมื่อถูกรบกวนจะพ่นลมออกมาทางจมูก งูชนิดนี้ฉกได้ว่องไวมาก กินหนูและนกเป็นอาหาร

งูเขียวหางไหม้ (Trameresurus)

เป็น งูที่มีพิษ ลำตัวสีเขียวและหางแดง ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ชอบอาศัยและหากินอยู่บนต้นไม้ ชอบเลื้อยปีนป่ายตามต้นไม้ กิ่งไม้ หางซึ่งพัฒนาเป็นพิเศษ ใช้เกาะยึดและเหนี่ยวตัวได้อย่างเหนียวแน่น กินหนู กบ เขียด ลูกนกเป็นอาหาร

งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus)

เป็นงูที่มีอำนาจพิษรุนแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต ขนาดความยาวของลำตัวอยู่ช่วง 1-1.8 เมตร มัแนวกระดูกสันหลังยกเป็นสันสูงคล้ายสามเหลี่ยม สีลำตัวเป็นปล้องดำสลับเหลืองปลายหางกุด ปราดเปรียวในเวลากลางคืนเมื่อออกหากิน กินงูขนาดเล็ก กบ เขียด เป็นอาหาร

งูจงอาง (Ophiophagus hannah)

เป็นงูที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก ที่เคยพบยาวเกือบ 6 เมตร ลักษณะคล้ายงูเห่า แต่โตกว่ามาก เป็นงูพิษที่มีนิสัยค่อนข้างดุ สามารถแผ่แม่เบี้ยได้เช่นเดียวกับงูเห่า งูจงอางเป็นงูที่กินงูด้วยกัน และสัตว์จำพวกตะกวด กิ้งก่า ตุ๊กแก เป็นอาหาร

งูกะปะ (Calloselasma rhodostoma)

เป็นงูพิษขนาดเล็ก ความยาวลำตัวสูงสุดประมาณ 84 เซนติเมตร หัวเป็นรูปสานเหลี่ยมคอคอดเล็ก ตัวสีน้ำตาลแดง ลายรูปสามเหลี่ยมเปียกปูนสีน้ำตาลเข้มปนดำ เวลาถูกรบกวนจะแผ่ลำตัวแบนราบกับพื้น ฉกกัดได้รวดเร็ว กินหนู กินกบ เขียด เป็นอาหาร

ความรักชนะความเครียด

คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” เป็นความจริงในทุกยุคทุกสมัย เมตตาหรือความปรารถนาดีนั้นไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับคนที่เรารักเท่านั้น หากยังควรใช้กับคู่กรณีหรือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีกับเราด้วย แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมก็ตาม

นักธุรกิจท่านหนึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์ครั้งไปเรียนต่างประเทศว่า มีคราวหนึ่งเธอถูคนผิวดำล็อคคอและเอามีดจี้ขณะรอสัญญาณไฟเขียวบนเกาะหน้า มหาวิทยาลัยในเมืองบอสตัน โจรผิวดำสั่งให้เธอยื่นกระเป๋าเงินให้ แต่เมื่อพบว่าในนั้นมีเงินแค่ 20 ดอลลาร์ ก็โวยวาย เขาสั่งให้เธอถอดนาฬิกา แหวน และกำไล เธอก็ไม่มีให้สักอย่าง เขาถามถามเธอว่า “เป็นคนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้ก็ต้องรวย” เธอตอบว่า “สำหรับฉันน่ะไม่ใช่ เพราะได้ทุนมา” แล้วโจรก็ย้อนกลับมาถามถึงเงิน 20 ดอลลาร์ว่าจะเอาไปทำอะไร เธอตอบว่า เอาไปซื้อไข่ “เอาไข่ไปทำอะไร ?” เขาถาม “เอาไปต้มกินได้ทั้งอาทิตย์ ” เธอตอบตามความจริงเพราะตอนนั้นมีปัญหาการเงิน

ระหว่างที่ถามตอบกันอยู่นั้น ยามหน้ามหาวิทยาลัยเห็นผิดสังเกต จึงยกหูโทรศัพท์เรียกตำรวจ เธอเห็นเช่นนั้น ก็โบกมือว่า “ไม่ต้อง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน” โจรได้ยินเช่นนั้นก็งง ถามว่า “คุณรู้จักกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ” “ก็เมื่อกี้ไง” เธอตอบ

โจรเปลี่ยนท่าทีไปทันที สุดท้ายแทนที่เขาจะเอาเงินของเธอไป กลับพาเธอไปซื้อไข่ และซื้ออาหารเต็ม 3 ถุงใหญ่ พร้อมทั้งหิ้วมาส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัย เท่านั้นไม่พอ ยังแถมเงินให้อีก 50 ดอลลาร์

เรื่องนี้ยังไม่จบเพราะวันรุ่งขึ้นเธอนำเงิน 50 ดอลลาร์นั้นไปซื้อเครื่องปรุงอาหารไทย แล้วนั่งรถไปบ้านเขาเพื่อทำต้มยำกุ้งให้กินกันทั้งครอบครัว นับแต่นั้นทั้งสองฝ่ายก็ไปมาหาสู่กัน เธอเล่าว่าทุกวันนี้หากมีธุระไปบอสตันก็จะไปแวะเยี่ยมครอบครัวนี้ทุกครั้ง

หญิงไทยผู้นี้ใช้ความดีเอาชนะใจโจรจนเปลี่ยนมาเป็นมิตรกับเธอได้ โจรนั้นมีความดีอยู่ในตัว แต่ความดีนั้นถูกเก็บงำเอาไว้ จนเมื่อเธอเป็นฝ่ายแสดงความปรารถนาดีก่อน ความดีของเขาจึงถูกเรียกร้องให้แสดงตัวออกมา และสานสัมพันธภาพของทั้งสองให้แน่นแฟ้น

ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิธีกำจัดศัตรูที่ดีที่สุด ก็คือการเปลี่ยนเขามาเป็นมิตร ความรุนแรงนั้นไม่สามารถกำจัดศัตรูได้อย่างยั่งยืน เมตตาต่างหากที่กำจัดศัตรุได้อย่างชะงัด เมตตานั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่ที่เราควรน้อมมาไว้ในใจ

นานเพียงใดแล้วที่เราปล่อยให้ความโกรธขับเคลื่อนชีวิตและปรุแต่งการกระทำของ เรา เพราะคิดว่าความรุนแรงนั้นสามารถแก้ปัญหาหรือทำลายล้างปรปักษ์ของเราได้ แต่แท้จริงมันกลับวกมาทำร้ายเราเอง และสร้างปัญหาให้แก่เรามากขึ้น

อย่าปล่อยให้มันบั่นทอนชีวิตของเรามากไปกว่านี้ หันมาบ่มเพาะเมตตาเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตให้เป็นไปในทางสันติเสียแต่ วันนี้ จะไม่ดีกว่าหรือ

ความรู้สึกหงุดหงิดค่อยๆ สะสมมากขึ้น จนดูภาพยนตร์ไม่รู้เรื่อง ในใจของเขาเต็มไปด้วยเสียงบ่นก่นด่าหนุ่มสาวคู่นั้น “มันมาดูหนังหรือมาพูดกันวะ ถ้าไม่ดูก็ออกไปคุยกันข้างนอกสิโว้ย” แต่ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เสียงคุยข้างหลังดังขึ้นเรื่อยๆ ในความรู้สึกของเขา เสียงยิ่งดัง ใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม แล้วในที่สุดความอดทนของเขาก็ถึงขีดสุด เขาผุดลุกขึ้นและหันไปพูดกับทั้งสองคนว่า “รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างสิ รู้ไหมว่าเสียงของคุณมันดังรบกวนคนอื่นเขา จนดูหนังไม่รู้เรื่องแล้ว ”

เสียงของเขาดังลั่นทั้งโรงภาพยนตร์ คนทั้งโรงตกใจ สายตาทั้งหมดมาจดจ้องอยู่ที่เขาคนเดียว สักพักเขาถึงพบว่าตนเองต่างหากที่ส่งเสียงดังรบกวนคนทั้งโรง เขาตั้งใจจะต่อว่าสองหนุ่มสาว แต่เขาก็กลับทำสิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคนทั้งสองเสียอีก

ความโกรธทำให้เราเผลอตัวได้ง่าย ถ้อยคำรุนแรงที่หลุดออกไป แม้ตั้งใจจะเล่นงานผู้อื่น แต่กลับกลายเป็นการประจานตัวเองโดยไม่รู้ตัว อันที่จริงความโกรธเล่นงานเราก่อนหน้านั้นแล้ว เพียงแค่คิดอยากจะด่าว่าและทำร้ายเขาเท่านั้น คนที่ถูกทำร้ายเป็นคนแรกก็คือเรา เพราะเมื่อปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้น ใจเราย่อมถูกเผาลนจนทำอะไรไม่ถูก หรือถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อเราเกิด คนที่ทุกข์คือเรา และเมื่อด่าว่าหรือทำร้ายเขา คนหนึ่งที่เดือดร้อน ก็คือเราอีกนั่นแหละ การเผลอประจานตัวเองนั้นยังนับว่าเบาเมื่อเทียบกับผลร้ายต่างๆ ที่สะท้อนกลับมา เช่น เสียมิตร เพิ่มศัตรู ถูกปองร้าย หรือถูกตำรวจดำเนินคดี ยังไม่นับโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน ที่อาจรังควานตลอดชีวิต

ดังนั้นเมื่อโกรธใครก็ตาม ก่อนจะโกรธไปมากกว่านั้น ควรนึกถึงตัวเองและสงสารตัวเองให้มาก แน่นอนว่าขณะที่โกรธนั้น อาจมีเสียงตะโกนออกมาจากข้างในว่า “ด่ามันไปเลย ถ้าได้ด่ามันแล้ว จะตายก็ไม่ว่า “ แต่ขอให้ระลึกว่าเป็นตัวโกรธต่างหากที่ตะโกนออกมา ถ้าเราเผลอใจทำตามมัน คนที่เดือดร้อนคือเรา ขณะที่ตัวโกรธกลับยินดีและกำเริบเสิบสานมากขึ้นจนสามารถครองใจเราได้ในที่ สุด หากยังไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นมาจากไหน ให้ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก 10 ครั้งพร้อมกับกำหนดใจนับตามลมหายใจด้วย ถ้าระหว่างทางเกิดลืมนับขึ้นมา ก็ขอให้นับใหม่จนกว่าจะครบสิบ จากนั้นก็ให้ถามตัวเองว่า แน่ใจแล้วหรือว่าจะยอมตาย เพียงเพื่อขอให้ได้ด่าเขา ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น ถามต่อไปว่า ระหว่างเราตายกับความโกรธตาย อะไรที่น่าเลือกกว่ากัน

มีหลายวิธีที่ช่วยให้เกิดเมตตาจิตหรือให้อภัยต่อผู้ที่เราโกรธ วิธีที่นิยมใช้คือ กล่าวคำแผ่เมตตา

วิธีนี้เป็นการน้อมจิตแผ่เมตตาแบบไม่จำเพาะเจาะจง แต่ถ้าจะให้มีผลต่อจิตใจมากกว่านั้น ควรเจาะจงลงไปยังผู้ที่เราโกรธ วิธีหนึ่งก็คือ เชิญเขามาเป็นอาคันตุกะในใจของเรา และลองทำกับเขาอย่างที่เราไม่นึกจะทำมาก่อน

ลองหามุมสงบ นั่งขัดสมาธิ ผ่อนคลายทั้งกายและใจ แล้วน้อมจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกสักพักใหญ่ จากนั้นให้จินตนาการว่าคน ๆ นั้นได้มาหาเราและนั่งอยู่ข้างหน้าเรา เขาอยู่ใกล้จนเราสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสได้ ในจินตนาการนั้นเราเห็นเขาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใบหน้าของเขา

ขณะนั้นเรารู้สึกอย่างไร อึดอัดกระสับกระส่ายหรือไม่ กำลังคิดอะไรอยู่ สำรวจว่าหัวใจของเราเต้นเป็นปกติหรือไม่ ลมหายใจเข้าออกเป็นอย่างไร ทีนี้ขอให้มองใบหน้าของเขา จินตนาการว่าเรายิ้มให้เขา ทักทายเขา ไต่ถามทุกข์สุข พร้อมกับหาของมาต้อนรับเขา นึกต่อไปว่า เขายิ้มตอบ และยื่นของฝากมาให้เรา เป็นของที่เราโปรดปรานเสียด้วย เขาเองก็ไต่ถามทุกข์สุขของเราเช่นกัน

ลองยิ้มให้เขาอีกครั้ง สังเกตดูว่าตอนนี้เรายิ้มให้เขาได้ง่ายกว่าเดิมหรือไม่ หรือว่ายังฝืนยิ้มเหมือนครั้งแรก ความอึดอัดกระสับกระส่ายลดน้อยลงหรือไม่ และพูดกับเขาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งกว่าเดิมไหม

จากนั้นให้สบตาเขา มองลึกเข้าไปจนสามารถเห็นถึงแง่ดีหรือความดีที่เขามี เช่นความดีที่เขาเคยกระทำต่อเรา หรือความดีที่เขามีต่อผู้อื่น ต่อพ่อแม่ ต่อลูกหลาน หรือมิตรสหาย เป็นความดีที่เราชื่นชมหรืออาจทำไม่ได้เหมือนเขาด้วยซ้ำ

ขั้นต่อมาให้นึกถึงความทุกข์ของเขาในอดีต เขาอาจเป็นคนสู้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบมาตลอด ขาดความรักจากพ่อแม่ งานการล้มเหลว หรือความทุกข์ในปัจจุบัน เช่น มีปัญหาครอบครัว ป่วยหนัก หรือเป็นหนี้สิน นึกไปถึงความทุกข์ที่กำลังรอเขาอยู่ข้างหน้าอันเนื่องจากพฤติกรรมบางอย่าง ของเขา เช่น เพื่อนฝูงตีจาก

นึกต่อไปอีกว่าเรากับเขาล้วนอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว อีกไม่นานก็ต้องตายจากกัน กลายเป็นเถ้าถ่านทั้งคู่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะโกรธกันไปทำไม นึกถึงวันที่เราทั้งคู่จะต้องจากโลกนี้ไป เราอยากจะโกรธกันไปถึงภพหน้าชาติหน้าหรือไม่

กลับมาตามลมหายใจและน้อมจิตอยู่ในความสงบสักพัก จากนั้นให้จินตนาการจนเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เราค่อย ๆ เอื้อมมือไปสัมผัสไหล่หรือแขนของเขาอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม และแล้วเราก็โผเข้าไปกอดเขาไว้ กอดแน่น ๆ เขาเองก็กอดเราเช่นกัน

ทุกคนมักพูดว่ารักตน เอง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ค่อยรักตนเองเท่าใดเพราะชอบปล่อยให้ความโกรธเผาผลาญ ใจ เท่านั้นไม่พอ ยังชอบเติมเชื้อไฟเพื่อให้ความโกรธพลุ่งพล่านรุนแรงมากขึ้น เราเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องราวที่ทำให้ เราโกรธ หรือปักใจจดจ่ออยู่กับคนที่ทำความเจ็บแค้นให้เรา ใครจะมาชวนให้ไปเที่ยวก็ไม่สนใจ เพราะอยากจะครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนั้น จะกินก็ยังคิด จะนอนก็ยังคิด ไม่ยอมปล่อยวางเสียที เมท่อความโกรธอัดแน่นถึงที่ก็ระเบิดออกมา ถ้าไม่ทำร้ายคนอื่น ก็ทำร้ายตนเอง หรือทำทั้งสองอย่าง

ไฟนั้นย่อมเป็นปฏิปักษ์กับน้ำ ฉันใด ถ้าตระหนักว่าเพลิงโกรธเพลิงแค้นนั้นไม่ดีอยากระงับดับมัน ก็ต้องใช้น้ำวิเศษ โดยเริ่มจากเมตตาต่อตนเอง โกรธทีไรก็ขอนึกถึงตนเอง อย่าทุ่มใจไปข้างนอก หรือพุ่งจิตไปยังคนที่เราโกรธจนหมดตัว ขอให้เผื่อใจไว้สงสารตนเองด้วย จากนั้นก็ลองน้อมจิตไปอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่องดังกล่าวข้าง ต้น

นอกจากเมตตาต่อตนเองแล้ว ควรฝึกใจให้แผ่เมตตาให้แก่ผู้ที่เราโกรธหรือทำความเจ็บแค้นให้เรา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็อย่าลืมว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการแผ่เมตตานี้เป้นคนแรกก็คือเรา หากเพลิงโกรธดับลง คนที่สัมผัสกับความเย็นเป็นคนแรกก็คือเรา ดังนั้นถ้าเรารักตนเองก็ควรน้อมใจให้เกิดเมตตาต่อผู้ที่เราโกรธด้วย หากยังทำใจเมตตาไม่ได้อย่างน้อยก็พยาพามให้อภัยเขา เพราะถ้าไม่รู้จักให้อภัย บาดแผลในใจของเราก็ไม่มีวันหาย การให้อภัยเปรียบเสมือนยาสามัญที่ควรมีประจำใจ เพราะชีวิตนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันได้ การให้อภัยนั้น ไม่ได้หมายถึงการลืมสิ่งที่เขาทำกับเราหรือแกล้งคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย เราควรจำไว้เพื่อเป็นบทเรียน แต่บทเรียนนั้นควรมีไว้เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มิใช่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวข้างหลังด้วยความเจ็บปวด

สำรวจความรู้สึกของเราตอนนี้เป็นอย่างไร เรากอดอย่างเกร็ง ๆ หรือว่าขัดขืนที่จะเข้าไปสัมผัสตัวเขา

จากนั้นก็นึกต่อไปว่าเขาขอตัวกลับ เราลุกไปส่งเขาที่ประตู และมองเขาจนลับสายตา

วิธีนี้ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะดีกับเราอย่างที่จินตนาการ แต่ประโยชน์ที่ได้ก็คือช่วยลดความโกรธเกลียดในใจเรา และช่วยให้ภาพของเขาในใจเรานั้นคลายพิษสงลง และสร้างความทุกข์แก่เราน้อยลง อย่าลืมว่าไม่ใช่ตัวเขาเท่านั้นที่ทำให้เราทุกข์ หากแต่ใจที่รู้สึกโกรธเกลียดเขาก็ทำให้เราทุกข์ด้วย เพราะนึกถึงเขาเมื่อไร ก็รุ่มร้อนเมื่อนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาอยู่ไกลจากเราหลายพันโยชน์ ยิ่งเห็นเขาเป็นปีศาจหรือยักษ์มารเท่าไร เรานั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายทุกข์เอง ดังนั้นถ้าไม่อยากทุกข์มากไปกว่านี้ ก็ควรเพลาความโกรธเกลียดลง หรือถอนปีศาจหรือยักษ์มารออกไปจากใจของเรา

การลดความโกรธเกลียดด้วยวิธีจินตนาการดังกล่าว ไม่ใช่การหลอกตัวเอง หากแต่เป็นการพยายามมองเขาให้ครบทุกด้านตามความเป็นจริง เขาเป็นปีศาจหรือยักษ์มารในสายตาของเราก็เพราะเรามองเห็นแต่ส่วนไม่ดีของเขา แม้นั่นจะเป็นความจริง แต่เขาก็มีส่วนอื่น ๆ ที่เป็นความจริงซึ่งเราควรรับรู้ด้วย เช่น ความดี ความทุกข์ และความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ และตาย การมองแต่ความไม่ดีของเขาเป็นการมองที่ไม่ครบถ้วน ดังนั้นจึงทำให้เกิดอคติได้ง่าย ในทางตรงข้ามหากเรามองเขาครบทุกด้าน เราจะมองเขาเป็นมนุษย์มากขึ้น จนสามารถรักเขาได้

การน้อมจิตด้วยวิธีดังกล่าวหากทำบ่อย ๆ ไม่เพียงช่วยลดเพลิงโทสะในใจเราเท่านั้น หากยังช่วยบ่มเพาะเมตตาในใจเราให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราสามารถรักผู้อื่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่นได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือความสุขและความสงบเย็น ผู้ที่มีเมตตาน้อย หรือไม่สามารถน้อมจิตให้เกิดเมตตาได้อย่างรวดเร็วทันการ ย่อมถูกเพลิงโทสะเผาผลาญอยู่ร่ำไป เหมือนบ้านที่ถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เคยเตรียมน้ำไว้ดับไฟเลย

เมื่อเรามีเมตตาต่อผู้อื่นเราจะพบว่านอกจากจะพบกับความสุขสงบเย็นแล้ว ปัญหาความขัดแย้งอาจคลี่คลายไปได้ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่ว่าความวิวาทบาดหมางเกิดขึ้นและลุกลามก็เพราะต่างฝ่ายต่างตอบโต้ กันด้วยความโกรธ ต่างฝ่ายต่างสาดน้ำมันเข้าใส่กองเพลิง ด้วยถ้อยคำเผ็ดแสบและการทำร้ายกัน แต่หากฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำที่สุภาพนิ่มนวล หรือหยิบยื่นไมตรีให้ อีกฝ่ายอาจชะงัก สับสน และหันมามองเราในแง่ดีขึ้น หรือเลวร้ายน้อยลง แม้ยังโกรธหรือระแวงอยู่ แต่ก็ไม่สามารถใช้วิธีรุนแรงได้ถนัดเหมือนเคย เพราะไม่อยากเป็น “ ผู้ร้าย” ในสายตาของคนที่เห็นเหตุการณ์ บ่อยครั้งมิตรภาพเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการชนะใจอีกฝ่ายด้วยเมตตาหรือความปรารถนา ดี

สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับหนังชื่อก้องโลกเล่าว่า เมื่อยังเป็นเด็กอายุ 13 ปี เขาถูกอันธพาลวัยรุ่นที่โรงเรียนแกล้งเป็นประจำ บางครั้งก็ปาระเบิดกลิ่นเข้าใส่เขา ชีวิตเขาเหมือนตกนรก แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้เดินเข้าไปหาอันธพาลคนนั้นและบอกว่า “ฉันกำลังถ่ายทำวีดีโอเรื่องตามล่านาซี เธออยากเล่นบทพระเอกไหม” อันธพาลหัวเราะ แต่ 2 – 3 วันหลังจากนั้นก็กลับมาและตอบรับอย่างไม่เต็มใจ หลังจากถ่ายทำเสร็จ ปรากฎว่าอันธพาลคนนั้นเลิกกลั่นแกล้งเขา และกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขาในเวลาต่อมา

การสอนลูกน้อยด้วยดนตรีบำบัด

แม่และลูกน้อย

ดนตรีบำบัด คือ การนำดนตรี และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีมาใช้ประกอบ เพื่อการสร้างแรงจูงใจให้เกิดผลในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างทักษะ และการเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ กายภาพ การสื่อสาร สังคม และอารมณ์ของผู้ที่เข้ารับการบำบัด

ในปัจจุบันมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีผลดียิ่งทั้งโรคทางกายและทางจิตเวช (กรีกเป็นชาติแรกใช้พิณดีดรักษาโรคซึมเศร้า) มีการค้นพบว่าดนตรีใช้ลดอาการเจ็บปวดจากการคลอดจากการถอนฟัน รักษาคนที่มีความเครียดกังวล แยกตัวจากสังคม หรือคนพิการซ้ำซ้อนได้ดีตลอดจนผู้ป่วยจิตเภท ผู้มีพฤติกรรมถดถอย เหงาเศร้าได้ อีกทั้งยังได้นำดนตรีบำบัดมาใช้กับผู้ป่วยจิตเวชพบว่าผู้ป่วยมีอาการ เรื้อรัง พฤติกรรมถดถอย แยกตัว จะกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างรวดเร็ว ผู้เหงาเศร้าจะยิ้มแย้มได้ หลังจากไม่เคยยิ้มมานานแล้ว น่าแปลกใจที่เสียงเพลงสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้

ดนตรีบำบัด สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวางในคนทุกเพศทุกวัยและดนตรียังช่วยกระตุ้นพัฒนาการ ในเด็กปกติได้โดยการผ่อนคลายความตึงเครียด เพิ่มความสุขและความมั่นใจ เตรียมเด็กให้พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยการฝึกประสาทหูให้รับฟังเสียงที่สูงต่ำ เรียนรู้การสร้างจินตนาการตามเสียงและจังหวะเพลง เรียนรู้การฟัง และการฝึกการทำความเข้าใจจากการสื่อสารกับครู ฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลง การแสดงออกทางสีหน้าร่วมไปกับการเรียนรู้การเข้าสังคมและการทำงานร่วมกันกับ เพื่อนร่วมชั้น เรียนรู้การฝึกความอดทนและรอคอยคิวของตนเอง รู้จักการควบคุมอารมณ์ที่เหมาะสมและรู้จักการปลดปล่อย และระบายอารมณ์ เพื่อช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากเด็กแล้วดนตรีบำบัดยังสามารถใช้รักษาภาวะเจ็บป่วยทางกาย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความจำเสื่อม ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ติดยาเสพติด ผู้ที่มีปัญหาทางจิต ผู้มีความเครียด คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้เจ็บป่วยในระยะสุดดนตรีบำบัดได้ถูกนำมาศึกษาวิจัยเพื่อใช้ในสถานการณ์ ต่างๆ ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ แม้แต่การคลอดบุตรก็มีการใช้เป็นที่ได้ผลเป็นอย่างดี ทำให้ทารกดูดนมและนอนหลับได้มากขึ้น ช่วยในการพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่อง หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กพิการ เด็กที่มีสติปัญญาบกพร่อง เด็กออทิสติก

คุณพ่อคุณแม่สามารถหากิจกรรมดนตรีบำบัดให้กับลูกได้นะคะ โดยหาเพลงให้ลูกฟังไม่ว่า จะเป็นเพลงคลาสสิค เพลงป๊อป หรือ เพลงอะไรก็ได้ที่ลูกชอบ โดยไม่ต้องบังคับลูก เด็กควรจะรู้สึกชอบด้วยตัวเองและเขาก็จะฟังอย่างมีความสุข ซึ่งสามารถเริ่มให้ลูกฟังดนตรีได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง โดยการเปิดเพลงแล้วใช้หูฟังแนบที่ท้อง เมื่อลูกโตขึ้นก็ให้เรียนดนตรี ร้องเพลง หรือเต้นรำก็ได้ ซึ่งการเรียนดนตรีนั้นนอกจากความเพลิดเพลิน แล้วเด็กก็ยังได้ฝึกทักษะอย่างอื่น เช่น การประสานสัมพันธ์ระหว่างตากับสมอง ทั้งยังสามารถรู้จักตัวโน้ต ฝึกความพากเพียรและรับผิดชอบด้วย เพราะต้องคอยซ้อมบ่อยๆ เพราะฉะนั้นนอกจากจะช่วยบำบัดอารมณ์แล้ว ยังสามารถส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีด้านอื่นๆ ได้อีก การให้ลูกน้อยฟังเพลงตั้งแต่ในครรภ์เป็นประโยชน์มากนะคะ เพราะมีรายงานการวิจัยว่าทารกสามารถได้ยินเสียงทางหน้าท้องแม่ สามารถแยกความแตกต่างของระดับเสียงได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเพลงคลาสสิค ทารกจะชอบมาก โดยดูจากการเต้นของหัวใจที่จะเต้นเพิ่มขึ้นในขณะที่ได้ฟังเพลง

จากการวิจัยพบว่าดนตรีบำบัดสามารถใช้กับเด็กทั่วไปได้ เพราะจะช่วยพัฒนา IQ และ EQ โดยเฉพาะในช่วงวัยแรกของชีวิต ประมาณ 0-3 ปี เป็นช่วงที่เหมาะสมมากที่จะพัฒนารากสมองให้เจริญเติบโตขึ้น พ่อแม่สามารถสร้างกิจกรรมดนตรีบำบัดให้ลูกได้ เช่น การร้องเพลงให้ฟัง จับลูกโยนตัวไปมา หาเพลงให้ลูกฟัง ซึ่งจะเป็นเพลงคลาสสิค หรือเพลงสมัยใหม่ก็ได้ สามารถใช้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อลูกยังเล็กๆ การใช้เพลงกล่อมเด็กเป็นสิ่งที่ดีมากนะครับ เพราะเพลงกล่อมเด็กเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาสำหรับเด็ก ทั้งท่วงทำนองนุ่มนวลและเนื้อเพลงที่มีความหมายดี ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น ทั้งยังทำให้ลูกได้ใกล้ชิดกับแม่ แม้กระทั่งการไกวเปลในขณะร้องเพลงให้ลูกฟัง ก็ยังเป็นการสร้างความรักความอบอุ่นให้ลูกได้ เพราะว่าเด็กสามารถสัมผัสถึงจังหวะในการไกวเปลได้อีกด้วย

การที่พ่อแม่จะสนับสนุนให้ลูกน้อยเล่นดนตรีไม่ได้หมายถึงการเล่นเครื่องดนตรีที่จริงจังหรอกนะคะ จึงไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกโตแล้วพาไปเรียนดนตรีอย่างเดียว การเล่นของเล่นที่ให้เสียงก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน ของเล่นชิ้นเล็กที่เขย่าแล้วเกิดเสียงนำมาให้ลูกเล่นได้ค่ะ ลูกอาจโยกตัวตามเสียงที่เคาะเป็นจังหวะ นั่นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งของเขาแล้วค่ะ ทั้งยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือด้วย นอกจากการเล่นดนตรีของลูกน้อยแล้ว การที่ให้ลูกมีประสบการการฟังดนตรีหลายชนิด จะทำให้เขารู้จักดนตรีเยอะขึ้น และเลือกดนตรีที่เขาชอบได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกวดร้องเพลง การแข่งขัน หรือ การพาลูกน้อยไปฟังเพลง ชมคอนเสิร์ตสามารถช่วยพัฒนาการของลูกได้มากทีเดียว การทำกิจกรรมดนตรีด้วยกันเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวด้วยนะคะ การที่ให้ลูกน้อยเรียนดนตรี ไม่ใช่ทำให้รู้จักตัวโน้ตหรือเล่นดนตรีเป็นอย่างเดียว แต่ดนตรียังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกด้วย การจำตัวโน้ตช่วยฝึกความจำ การประสานสัมผัสมือ ตา และสมอง การเข้าสังคม และอารมณ์ที่เป็นสุข เดี๋ยวนี้มีหลักสูตรดนตรีที่ให้ผู้ปกครอง เข้าไปเรียนกับลูกด้วยนะคะ นอกจากจะช่วยให้ลูกเรียนได้ดีขึ้นเพราะมีพ่อแม่ช่วยทบทวนแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว

ตามที่กล่าวไว้ในตอนแรกนะคะลักษณะทางอารมณ์ของแต่ละคน ทุกคนก็จะมีความแตกต่างกันไปในการรับฟังเพลงก็เช่นเดียวกันค่ะการรับฟังเพลง นั้นก็จะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลการเลือกรับฟังเพลงที่มี ความเหมาะสมกับสภาวะทางจิตใจนั้นจะก่อให้เกิดผลในด้านการบำบัดตามความหมาย ของดนตรีบำบัดค่ะ ครั้งหน้าเราจะมาดูกันว่าการฟังเพลงในลักษณะใดที่จะเหมาะสมในการบำบัดอารมณ์ สำหรับลูกน้อย

ในการจะใช้ดนตรีบำบัดสำหรับลูกน้อยนั้นเราต้องเลือก ให้เหมาะสมตามสภาวะทางอารมณ์ของลูกในแต่ละคนซึ่งจะแสดงออกมาทางพฤติกรรที่ แตกต่างกับออกไป การเลือกดนตรีให้เหมาะกับภาวะทางอารมณ์ของลูกมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการ ช่วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการแสดงอารมณ์ของลูกน้อย

มีคำกล่าวว่า คนเรียนดนตรีคลาสสิค บอกถึงความเป็นคนละเอียดใจเย็น แต่คนที่คล่องแคล่วเคลื่อนไหวรวดเร็วก็น่าจะชอบแบบร็อค ซึ่งดนตรีแต่ละอย่างก็สามารถทำให้ผู้เรียนไปถึงจุดหมายได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครจะชอบแบบไหนมากกว่า เพราะฉะนั้นการเลือกดนตรีให้กับลูกน้อยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องคำนึงถึงความชอบของลูกน้อยด้วย ล

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ ลูก…อารมณ์ร้อน ถ้าลูกหงุดหงิดฉุนเฉียวง่ายก็อาจจะเลือกเพลงที่เย็นๆ นุ่มๆ ฟังสบายๆ เปิดไว้ทั้งวัน จะช่วยทำให้อารมณ์เย็นขึ้นได้ ซึ่งโดยมากน่าจะเป็นเพลงบรรเลงที่มีความช้าของจังหวะ มีความเรียบของทำนอง หรือ เพลงคลาสสิค เช่น เพลงของ Beethoven ถ้าเป็นเพลงไทยก็อาจจะเป็นช้าๆ เช่น เพลงบัวขาว ก็จะช่วยให้รู้สึกดื่มด่ำกับดนตรีและเนื้อเพลงด้วย

สำหรับพ่อแม่ที่ลูกมีภาวะซึมเศร้า ก่อนอื่นเราลองมาสังเกตุอาการซึมเศร้าในเด็กกันก่อนดีกว่าค่ะโดยเด็กที่อยู่ ในภาวะนี้จะมีอาการซึมๆ ไม่ร่าเริงไม่เบิกบาน ร้องไห้บ่อย ไม่สนุกกับสิ่งแวดล้อม นอนไม่หลับหรือหลับมากผิดปกติ ความคิดช้า เคลื่อนไหวช้า หรือหงุดหงิดกระวนกระวาย รู้สึกอ่อนเพลียหากเจ้าตัวเล็กของคุณมีอาการดังที่กล่าวมานี้ ลองเปิดเพลงที่ดูครื้นเครงดูสิคะ เช่น เพลงที่มีจังหวะสั้น หรือเร็ว เช่น เพลงยุคคลาสสิคของโมสาร์ท เพลงสมัยใหม่ก็เป็นเพลงที่เต้นแล้วสนุก เช่น เพลงแร็พ ซึ่งจะช่วยทำให้อารมณ์ซึมเศร้าคลายลงและรู้สึกสนุกสนานขึ้นค่ะ คุณพ่อคุณแม่อาจลองนำไปใช้กับลูกน้อยดูนะคะ บางทีอาจจะพบว่า เสียงดนตรีที่ไพเราะ จังหวะที่เหมาะสม ช่วยบำบัดอารมณ์ให้สงบเย็นและเป็นสุขได้ ผลของการบำบัดด้วยดนตรีในเด็กพบว่าดนตรีบำบัดจะช่วยให้โลกของเด็กจะเปิด กว้างขึ้น โดยมีดนตรีเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก เสียงดนตรีจะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย ลดความหวาดระแวง และวางใจในสัมพันธภาพกับผู้อื่น อีกทั้งยังทำให้เด็กจะรู้จักตัวเองมากขึ้นโดยผ่านการใช้เสียงดนตรีที่ กระตุ้นให้เขาแสดงความรู้สึกต่างๆ ออกมา

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกมีสมาธิสั้น หรือ เป็นเด็กที่มีความสนใจสั้น ความหมายของเด็กสมาธิสั้น ก็คือ เด็กที่ซนหรือว่าดื้อมาก ไม่ชอบอยู่นิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่นั้น จะมีการถ่ายทอด ทางพันธุกรรม ในเรื่องของ ระบบประสาท และสารเคมีในสมอง หรือเกิดจาก สภาพของสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เหมาะสม เด็กที่มีระดับสติปัญญาปกติ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภท ดังนี้

เด็กสมาธิสั้นประเภทแรกจะเกิดความบกพร่อง ทางสมอง ซึ่งเด็กพวกนี้จะ ขี้หลงขี้ลืม เหม่อลอย มีความช่างฝัน ประมาณว่าชอบทำของหายบ่อยๆ ให้ความสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่คนปรกติไม่ให้ความสำคัญ ไม่สามารถที่จะเข้าใจ ในประโยคคำสั่งที่ยาวๆ มีความลำบากในการร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้สมองความคิดเป็นเวลานานๆ

ส่วนประเภทที่สองเด็กจะมีลักษณะไม่ชอบอยู่นิ่ง นึกอยากทำอะไรก็ทำ คือเด็กที่มีอาการ หุนหันพลันแล่น ประมาณว่า ชอบพูดคุยจนมากเกินไป ลุกนั่งเดินวิ่งบ่อยๆ มีอาการลุกลี้ลุกลน ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่รู้จักระมัดระวังอันตราย มีอารมณ์แปรปรวน ไม่มีความอดทน ขี้ฟ้อง ชอบพูดขัดจังหวะผู้อื่น

พ่อแม่และครูจะมีความเห็นตรงกันว่าเป็นคนฉลาด แต่เด็กเรียนหนังสือไม่ได้ สอบตกหลายวิชา ต้องซ่อมเทอมละ 4-5 วิชา ผู้ใหญ่จะเข้าใจว่าเด็กนั้นไม่สนใจเรียน ไม่ตั้งใจเรียนเวลาอยู่ในห้อง ชอบพูดชอบคุย นั่งไม่นิ่ง บางคนจะเหม่อลอยไม่ฟังครู งานในห้องมักทำไม่เสร็จ การบ้านไม่ทำและไม่ส่งหรือทำไม่เสร็จ เด็กมักลืมทำในสิ่งต่างๆ ที่ถูกมอบหมายให้ทำ พ่อแม่จะรู้สึกเครียดมาก ควรใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ลูกกลับใช้เวลาถึง 3-4 ชั่วโมง เป็นต้น เด็กเหล่านี้มีความผิดปกติที่ทางการแพทย์ บางครั้งจะเรียกเด็กกลุ่มนี้ได้อีกอย่างหนึ่งว่า เด็กไฮเปอแอคทีฟ

เราสามารถฝึกความสนใจและสมาธิให้ยาวขึ้นด้วยการเปิดเพลงให้ฟังวีดีโอ ร้องเพลง หรือเรียนดนตรีก็ได้วันละประมาณ 10-20 นาที เช่น ถ้าเขาชอบเพลงของศิลปินคนไหนก็อาจให้เขาได้ร้องเพลงนั้นก็ได้ตามที่เขาชอบ คุณแม่ก็จะเห็นพัฒนาการของคุณลูกที่มีความสนใจนานขึ้น มีสมาธิมากขึ้น แต่ต้องทำบ่อยๆ นะคะ เพียงแค่ครั้งสองครั้งยังไม่เห็นผล ต้องใช้เวลาค่ะ นอกจากนี้ผลจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ในเรื่อง เพลงเด็ก พบว่า การให้เด็กที่มีสมาธิสั้น หัดเล่นดนตรี จะเป็นการกระตุ้น ให้เด็กเกิดความสนใจในดนตรี และได้มีการระบายอารมณ์ออกมา ทำให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย เด็กจึงมีสภาพของอารมณ์ที่ดีขึ้น สามารถจดจำเนื้อร้องต่างๆ ได้ และสามารถที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเด็กทั่วไปได้ดีอีกด้วย ในครั้งหน้าเราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องของการใช้ดนตรีในการบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็ง

การดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยดนตรีบำบัด ด้วยวิธีการเบี่ยงเบนความสนใจจะช่วยลดการกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ส่งเสริมการผ่อนคลายทางร่างกาย และทำให้เกิดความสุข ความงดงามทางจิตใจด้วย จุดประสงค์ของการนำดนตรีมาใช้ ก็เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวด ไปสู่ความสุขสบายเพลิดเพลิน และดนตรียังเพิ่มแรงจูงใจทำให้อยากเคลื่อนไหว มีบางครั้งที่พบว่าในยามปกติ เราอาจเป็นคนรักเสียงเพลงและร่วมกิจกรรมด้านดนตรี แต่เมื่อมีความเจ็บป่วยกลับปฏิเสธที่จะฟังดนตรี จึงควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้ในกรณีที่ไม่ชอบ

ในการบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็งก่อนอื่นเราต้องคำนึงถึงความต้องการ ความพร้อมที่จะใช้วิธีดนตรีบำบัดต่อมาก็สำรวจในเรื่องประสบการณ์ด้านดนตรี ความสามารถด้านดนตรี ประเภทเพลงที่ชอบ เครื่องดนตรีหรือเพลงที่คุ้นเคยซึ่งจะช่วยให้การจัดกิจกรรมดนตรีง่ายขึ้น และเป็นการสร้างความรู้สึกอบอุ่นประทับใจ หลังจากนั้นในการบำบัดต้องมีการจัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด เจ็บปวดน้อยที่สุด โดยแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ใส่สบายไม่อึดอัด ใช้หมอน ผ้าห่ม ในการช่วยพยุงปรับให้อยู่ในท่าที่พอดี และควรอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิเย็นสบาย ไม่มีเสียงรบกวน ปรับแสงสีในห้องให้เย็นตา สะอาด เรียบร้อย สวยงามควรเลือกใช้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพ ที่จะสามารถใช้ได้เองด้วยตนเองตามสะดวกและปลอดภัย ที่สำคัญและขาดไม่ได้เลยคือควรมีการประเมิน ความเจ็บปวด ความวิตกกังวลของผู้ป่วยทั้งก่อน-หลังทำค่ะ ในการจัดให้ผู้ป่วยฟังดนตรีควรจัดให้ฟังในเวลาที่ยาลดความเจ็บปวดกำลังออก ฤทธิ์ และใช้เทคนิคการผ่อนคลายร่วมด้วย เวลาที่ใช้ในการฟัง หรือจำนวนครั้งที่ฟังในแต่ละวันก็มีผลในการลดความเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม ดนตรีสามารถช่วยลดความเจ็บปวดได้ถึงจุดหนึ่ง และเป็นเวลาชั่วคราว จึงจำเป็นต้องฟังตามอาการเป็นประจำ ดนตรีที่ใช้ในการบำบัดความเจ็บปวด ควรเป็นเพลงบรรเลงไม่มีเนื้อร้อง, มีเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตกร่วมด้วย ควรมีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอ ดนตรีที่ใช้ควรมีทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ผ่อนคลายสดชื่นระดับเสียงควรจะปานกลาง – ต่ำ ไม่ควรเปิดดังมากเพราะความดังของของเสียงอาจไปกระตุ้นความเจ็บปวดให้เพิ่ม มากขึ้นด้วย ดนตรีที่นิยมใช้ เช่น พิณ เปียโน กีต้าร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า นุ่มนวล ป๊อปและเพลงคลาสสิก เป็นต้น

มีหลักฐานทางการวิจัยหลายชิ้นระบุถึงประโยชน์ของดนตรีที่มีต่อสุขภาพของ กลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง พบว่าช่วยลดความเจ็บปวด สามารถจัดการกับความเครียด ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวล นอนไม่หลับ และการไม่อยากอาหาร สามรถช่วยควบคุมการหายใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจให้กับผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและยัง ช่วยทารกที่ต้องคลอดก่อนกำหนดให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดจำนวนวันที่อยู่ในตู้อบ และเพิ่มน้ำหนักตัว คนไข้ที่ผ่านการผ่าตัด เมื่อได้ฟังดนตรีจะช่วยลดการปวดและลดความต้องการใช้ยาแก้ปวด นอกจากนั้นดนตรียังช่วยลดความวิตกกังวล ซึมเศร้า โดดเดี่ยวในผู้ป่วยสูงอายุ ช่วยผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ให้มีอาการดีขึ้นได้อีกต้วย

การนำดนตรีมาใช้บำบัดด้วยเทคนิคที่เรียกว่า วันทูไฟว์ ซึ่งพบว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองในหลายด้าน ทั้งด้านความตึงตัวของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของโลหิต ความดันโลหิต การเต้นของชีพจรและการตอบสนองของม่านตา และผลของดนตรียังมีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงของสมอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ สติสัมปชัญญะและจินตนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ดนตรีบำบัด เปิดเผยถึงการคิดค้นเทคนิควันทูไฟว์ว่า จุดเริ่มต้นของการคิดค้นเทคนิคนี้ มาจากการสอนเปียโนที่มักทำให้เกิดความเครียดกับทั้งผู้เรียนและผู้สอน ซึ่งหลักการที่จะทำให้ผู้เรียนเล่นเปียโนได้ดี โดยไม่กดดัน ก็คือห้ามดุด่า และให้ผู้เรียนเลือกเพลงที่จะเล่นเอง โดยได้คิดค้นเทคนิคใหม่ คือ ใช้ตัวเลข หนึ่งถึงห้าแทนตัวโน้ต ทำให้ผู้ที่เข้ารับการบำบัดสามารถเรียนรู้หรือเข้าถึงได้โดยง่าย โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านคนตรีมาก่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ดนตรีบำบัดได้นำเทคนิคนี้มาทดลองใช้กับผู้ป่วยที่มี ปัญหาทางจิตที่โรงพยาบาลศรีธัญญา พบว่าได้ผลดี ทางโรงพยาบาลจึงใช้เป็นแนวทางการบำบัดด้วยดนตรีและได้จดลิขสิทธิ์ไว้กับกรม ทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว สำหรับเทคนิควันทูไฟว์สามารถใช้ได้ผลกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิตหลายประเภท ด้วยกัน เช่น ผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า เด็กออทิสติก เด็กดาวซินโดรม เป็นต้น.

จะเห็นได้ว่าดนตรีนั้นสามารถทำอะไรได้มากกว่าการที่เราจะฟังเพื่อ การแก้เหงาแต่ดนตรีได้ให้ประโยชน์กับเราอย่างมากมายถ้าเรารู้จักเลือกที่จะ ฟัง การฟังก็มีได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และสภาวะทางอารมณ์ในขณะนั้นร่วมด้วยแต่ที่สำคัญการฟังให้เหมาะสมกับสภาวะ ความเจ็บป่วยของร่างกายจึงเป็นการใช้ดนตรีบำบัดที่เกิดประโยชน์ คงไม่มีใครคัดค้านความคิดที่ว่า

“ดนตรีสามารถเบี่ยงเบนความสนใจหรือความหมกมุ่นในใจของคนเรา ให้หันเหออกไปจากจุดเดิมที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความเจ็บปวด…”

แนวคิดในการทำบทความเรื่อง ดนตรีบำบัด

เนื่องจากการฟังดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกับประชาชน เป็นอย่างมาก ซึ่งการฟังดนตรีนั้นสามารถช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลินใจได้ แต่ประโยชน์ของการฟังดนตรีไม่ได้มีเท่านั้น ยังมีคนส่วยมากที่ยังไม่ทราบว่าการฟังดนตรีนั้นสามารถบำบัดโรคที่เป็นปัญหา ทางสุขภาพได้ เช่น การฟังดนตรีเพื่อการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดและทรมานของร่างกาย การใช้ดนตรีบำบัดสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง รวมทั้งการใช้ดนตรีบำบัดในการแก้ไขปัญหาของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึง วัยเด็ก เพื่อช่วยในการสร้างเสริมพัฒนาการที่ดีให้แก่เด็กได้อีกด้วย ผู้จัดทำจึงได้เล็งเห็นความสำคัญของการฟังดนตรีเพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้าน การบำบัดโรค จึงได้นำบทความที่สาระสำคัญในเรื่องนี้มานำเสนอเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ ประชาชนและผู้ที่สนใจเพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตนได้ และมีความมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะมีหลักการที่ถุกต้องในการเลือก ฟังดนตรีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด