Tag Archive: การใช้ชีวิต

หลักความรู้แห่งความจริง

นาน ก่อนที่จะ มีการเลือกตั้ง ของประธานาธิบดีหญิงเป็นไปได้ ที่เกิดขึ้นจริง ผมอ่าน เกี่ยวกับการ ครอบงำ อำนาจ เม็ก -ไหวพริบ ลูกสาววัยรุ่น อารมณ์ ของ แคทธารี จอห์น พลัง สหรัฐอเมริกา ประธาน ผม อยู่ใน ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 9 ที่เล็ก ๆ ทุก สาว โรงเรียนมัธยม ดั้งเดิม ของชาวยิว ใน เมมฟิส , เทนเนสซี , ในขณะที่ ผู้หญิง เป็น ผู้นำชีวิต ที่แตกต่างกัน มากใน หน้าของ เอลเลน เมอร์สัน สีขาว ลูกสาวของประธานาธิบดี ผมอ่าน หนังสือ ทั้งสี่ ในซีรีส์ ที่ เปลี่ยนหน้า หลังจากที่โรงเรียน และชาวยิว วันธรรมสวนะ วัน ที่มี กฎระเบียบ มากมาย ที่เรา ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เมื่อ ทีวี เป็นสิ่งต้องห้าม และการอ่าน เป็นหนึ่งใน กิจกรรม ตามทำนองคลองธรรม ไม่กี่

เมื่อ ผมเริ่ม อ่าน แบบอนุกรม ของ ลูกสาว ของประธานาธิบดี ผมเป็น เพียงจุดเริ่มต้น ของความเข้าใจ วิธีการทั้งหมดที่มี เพื่อจุดประกาย การตัดสิน ของประชาชน การ ก่อกบฏ ที่ใหญ่ที่สุด ของฉัน ( กระโปรงเล็กน้อย สั้นเกินไป คำถาม เกี่ยวกับศาสนาชี้ น้อย เกินไป) ก็ดูเหมือนจะ แปลกตา ไป มากที่สุด นักเรียนมัธยม แต่ ผมเข้าใจ แล้วว่า เป็น ตัวตนที่แท้จริง ของคุณ สามารถวาง คุณ ในความขัดแย้งกับ คนรอบข้างคุณ เวลา อยาก จะพูด สิ่งที่ ผมคิดว่าได้ ต่อสู้กับ ความกลัว ของ สิ่งที่ผู้คน จะพูด ใด ๆ ที่ ฉันถามตัวเอง : “สิ่งที่ ผู้หญิง จะทำอะไร ” ผมใช้ ของเธอเพื่อ ปลุก การต่อต้าน ยังคง ที่พึ่ง ของฉัน ที่จะ ระงับความ อยาก ของฉัน ที่จะ หลบลี้หนีหน้า ไป อย่างเงียบ ๆ

สามทศวรรษที่ผ่าน มา ผู้หญิง ยังคง ฝังรากหยั่งลึก ในใจของฉัน แม้ ตอนนี้ เมื่อฉัน รู้สึก หงุดหงิด ตระหนักถึงสิ่งที่ คนอาจจะ พูดเกี่ยวกับ ฉันฉัน ได้ยินเสียง ที่ อยู่ในหัว ของฉัน: สิ่งที่ ผู้หญิง จะทำอะไร ว่าบทเรียน นี้มาจากหญิงสาววัยรุ่น เจ้าอารมณ์ คาร์เลตต์ โอฮาร่า บางครั้ง ทำให้ฉัน ประจบประแจง แน่นอน ฉันควรจะ มีรูปแบบ บทบาท เยอะ – และแน่นอน ฉันไม่ ควรต้อง หนุน ตัวเอง บ่อย แต่ ผู้หญิง เป็นคนแรก จากที่ ผมได้เรียนรู้ บทเรียนที่คุณสามารถ คว่ำหน้า สิ่งที่ผู้คน คิดว่าสิ่งที่ คนบอกว่า การประเมินผล และการตัดสิน จะได้ไม่ต้อง ตกราง ความรู้ ของคุณเอง ที่ คุณเป็นจริง คุณสามารถ เป็นตัวเอง อย่างภาคภูมิใจ แม้ ท้าทาย

ใน ปริมาณ ต่อมา ของซีรีส์ ขา รับมือ กับ ความพยายามลอบสังหาร แม่ของเธอ และ ถูกลักพาตัวโดยกลุ่ม หิน ของ ผู้ก่อการร้าย ลืม การต่อสู้ ที่ผม มีกับ แม่ของฉัน เกี่ยวกับ สิ่งที่ฉัน สามารถสวมใส่ ที่ ฉันจะไป นี่ เป็น บิดใหม่ใน ละคร แม่ ลูกสาวของ แม่ ที่จะไม่ เจรจาต่อรอง สำหรับการเปิดตัว ของลูกสาวของเธอ

ความยากลำบาก ที่ยากที่สุด เม็ก แม้ว่าเป็น ที่อยู่ในมือ ของ เพื่อนร่วมชั้นของ โรงเรียนมัธยม ของเธอ กระตือ รือร้นที่จะ ดูว่าไกล ลูกสาว ของประธานาธิบดีจะไป , กลุ่มเด็กวางแผน ที่จะมีหนึ่ง ของเด็กผู้ชาย ที่เจ๋งที่สุด ใน โรงเรียน ถามเธอออกไป ในโรงภาพยนตร์ที่มี หน่วยสืบราชการลับ ที่กำลังมองหา ใน วันที่ เธอ จูบ เธอแล้ว ทำงาน มือ ของเขาใน ชุดชั้นใน ของเธอ “เราไม่ได้ เห็นว่าคุณเป็น แซว” เขากล่าว เมื่อ Meg ต่อต้าน ความก้าวหน้า ของเขา

ต่อจากนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับ ผู้หญิง ที่จะไปโรงเรียน ; เธอ กังวล สิ่งที่ เพื่อนร่วมชั้น ของเธอ จะบอกว่า เธอ rouses ตัวเองด้วยการ คิด ของ คาร์เลตต์ โอฮาร่า ที่ กลัวที่จะ เผชิญหน้ากับ สังคม แอตแลนตา , ชุด และ ใน คำ เม็ก ไป ใน ” ที่กำลังมองหา ที่ดีที่สุด ของเธอ ทัศนคติ ของเธอเหี้ย ที่ ตอร์ปิโด การเรียงลำดับของ การต่อต้าน . ” Meg เกินไป สวม ชุดที่ดีที่สุด ของเธอ และถือ หัวของเธอ สูง ” เธอไม่ สนใจ อะไร ถ้า อาดัม ได้แพร่กระจาย ข่าวลือ ทั่วสถานที่ โอเค เธอ ดูแล มาก – . แต่ ไม่มีใคร จะไป รู้ว่ามัน . ”

ผม อาจจะเป็น คนแปลกหน้าไปรับประทานอาหารค่ำ ครอบครัว ให้บริการโดยพนักงาน ที่ทำเนียบขาว แน่นอนว่า ใน ทางศาสนา โรงเรียน ทั้งหมด สาว ของฉัน ฉัน เป็นคนแปลกหน้ากับวันที่ ภาพยนตร์ ที่จะ จูบ กับปัญหา ของ เด็กชาย ทั้งหมด- มี เพียงไม่กี่ของ พวกเขาในโรงเรียน แยก สิ่งมีชีวิต จากต่างประเทศ ที่ได้ มีคำสั่ง ปิดวงเงิน

แต่ผมก็ เลือดตาแทบกระเด็น คุ้นเคย กับปัญหาของ สิ่งที่ผู้คน จะพูดเกี่ยวกับ ฉัน ฉัน อาจจะไม่ได้ อาศัยอยู่กับ เลนส์ ของช่างภาพผ่านการฝึกอบรม เกี่ยวกับ ฉันเป็น ผู้หญิง ได้ แต่ ผมถูก ปลูกฝังกับการรับรู้ ทางประสาทสัมผัสพิเศษ ของวิธี การกระทำของฉัน – จริง ของตัวเอง มาก ของฉัน – จะได้รับการ ตัดสินโดย คนอื่น ๆ ใน ชุมชน ทางศาสนา ของฉัน มีขนาดเล็ก มีจำนวนมากมาย ของกฎที่ กำหนด สิ่งที่คุณ ได้รับอนุญาตให้ สวมใส่ สิ่งที่คุณ ได้รับอนุญาตให้ กิน สิ่งที่คุณ ได้รับอนุญาตให้ คิด คุณ ได้เสมอ ภายใต้การพิจารณา ไม่เพียง แต่ โดยพระเจ้า ด้วยตา ของชุมชน ที่ ทำหน้าที่ เป็นรูปแบบ ของตัวเอง ของ หน่วยสืบราชการลับ ที่ คุณ สามารถตอบสนอง การตัดสินใจ ของประชาชน ด้วย การต่อต้าน ดูเหมือน รุนแรง ไม่ต่างจาก สถานที่ตั้งของ หนังสือ ของตัวเอง แม่ที่ เป็นประธาน

การนับถือศาสนาพุทธในต่างประเทศ

เจ้าพระยาและผู้อื่นในจังหวัดนี้ยังคงจำได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2436 หมอมัคกิลวารี และเรเวอเรนด์ เออร์วิน มิสชันรี ชาวอเมริกันได้เคยมาที่จังหวัดนี้ครั้งหนึ่ง เจ้าพระยามีใจดีมาก ได้เชิญให้ข้าพเจ้าพักและเทศน์สั่งสอนชาวเมือง ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือคำสอนที่เป็นภาษาไทย 300 เล่ม ซึ่งออกจะมากสักหน่อย แต่ข้าพเจ้าหาได้หยุดพักค้างคืน ณ ที่นี้ไม่ เพราะระยะทางที่จะไปต่อนั้นยังอีกไกลมาก และไม่ทราบว่าจะไกลอีกเท่าใด และจะถึงฤดูฝนเสียก่อนเดินทางตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป
แคว้นหลวงนี้ก็เหมือนกับจังหวัดของไทยอื่นๆ คือตั้งอยู่ในที่ราบ แต่ก็ได้พบหมู่บ้านชาวเขาที่ไม่ใช่ไทยหลายแห่ง พื้นที่เป็นทุ่งราบกว้างยาวประมาณ 20 ไมล์ และเป็นพื้นที่สมบูรณ์ยิ่ง สมดังที่หมอมัคกิลวารีได้กล่าวไว้ในรายงานของเขา เรามาถึงสถานอันก่อด้วยหินแห่งหนึ่งในจังหวัดนั้น และตามระยะทางที่ผ่านก็มีหมู่บ้านงามๆหลายแห่ง ชนชาติลื้อในทุ่งราบนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และสะอาดตา ข้าพเจ้าทราบว่าพวกนี้ไม่ใคร่สูบฝิ่น รูปร่างและที่อยู่ของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นสุขสบายมาก ข้าราชการในจังหวัดนั้นบอกข้าพเจ้าว่า มีหมู่บ้านลื้อในจังหวัดนี้ 70 ตำบล มีหมู่บ้านอะข่าหรือก้อ 20 ตำบลและมีหมู่บ้านสามทวน หมู่บ้านมูเซอหรือลาฮู หมู่บ้านเย้าและหมู่บ้านเมี้ยวหรือแม้ว ชาติละสามสี่แห่ง
เราพักแรมคืนในวัดของตำบลบ้านยางกวง(Ban Yang Kuang) ซึ่งแปลว่าบ้านหนองใหญ่ จนรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ วัดนี้ก่อสร้างเป็นแบบอย่างเดียวกับวัดของชนชาติลื้อที่เจริญแล้ว ณ ทุ่งราบของแคว้นหลวง เวลาเช้าข้าพเจ้าไปหาสมภารของวัดนั้นและรบเร้า ให้ท่านสมภารเอาหนังสือของวัดเป็นภาษาไทยทางเหนือจารในใบลานมาให้ข้าพเจ้า และเมื่ออ่านให้ฟังแล้วท่านสมภารรู้สึกพิศวงและดูเพิ่มความเลื่อมใสข้าพเจ้า ยิ่งขึ้นมาก ข้าพเจ้าได้ยินท่านสมภารพูดกับพระลูกวัดว่า น่าประหลาดนักชาวต่างประเทศไม่ใช่พูดแต่ภาษาลื้อได้เท่านั้น ยังอ่านหนังสือลื้อออกด้วย ไม่ช้าท่านสมภารก็ส่งภาษาลื้อถามข้าพเจ้าต่างๆ แล้วข้าพเจ้าได้ให้หนังสือไทยทางเหนือแก่สมภาร  3 เล่ม และแถมให้อีกสองสามเล่มสำหรับแจกชาวบ้าน ข้าพเจ้าขยายรูปงามๆให้ดู และเปิดหีบเสียงที่ข้าพเจ้ามีไปด้วยนั้นให้ฟัง มีสมภารพระลูกวัดและชาวบ้านมาล้อมดูกันแน่น ข้าพเจ้าเห็นได้โอกาสจึงประกาศสั่งสอนอยู่ประมาณสองชั่วโมง นอกจากนั้นก็มีหัวหน้าของตำบลมาหา และสนทนากับข้าพเจ้าบ้าง
แท้จริงชนชาติสามทวนนั้นสืบเชื้อสายมาจากชาติว้าปะลอง (Wa Palaung) ซึ่งเป็นมอญ-เขมรพวกหนึ่ง ข้าพเจ้าเองยังได้เคยพบชนชาตินี้ในแดนจีนบ่อยๆ เช่นเดียวกับที่พบในพม่า ในไทย และแคว้นลาวของฝรั่งเศส ชนเหล่านี้โดยมากไม่มีหนังสือของตัวเอง จึงไม่มีการศึกษาอย่างเดียวกับชนชาติขมุในแคว้นลาวของฝรั่งเศสและชาวว้าชาวป่าในพม่าเป็นต้น แต่ชาติว้าปะลองบางพวกมีการศึกษาอยู่บ้างก็คือรู้จักหนังสือ เช่นพวกเสนจุน (Sen Chun) สามท้าว (Sam Tao) และสามทวน ที่กล่าวนี้ แต่เดิมทีเดียวพวกเหล่านี้ป็นชาติว้าที่ป่าเถื่อน แต่เพิ่งพบพุทธศาสนา และถือศาสนาพุทธเมื่อประมาณ 600 ปี หรือกว่ามาแล้วตามที่พุทธศาสนาได้แผ่มาถึง
ชนชาติสามทวนอยู่ปะปนกับชนชาติลื้อ (Lu) ซึ่งเป็นไทยพวกหนึ่งใช้หนังสือไทยทางเหนือ และถือศาสนาพุทธแบบญวนคือเชียงใหม่ พุทธศาสนาแบบญวนมีลักษณะต่างกับพวกพม่าอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งต่างกับแบบไทย-เขมร นอกจากนี้ยังพูดภาษาลื้อได้ดี เพราะคล้ายกันภาษาว้าซึ่งเป็นภาษาของตนเอง แต่เสียงพูดภาษาลื้อต่างกันกับเสียงของชาวเชียงใหม่และลำปาง การออกเสียงสูงต่ำอย่างหนึ่งกับประเพณีที่เขาประพฤติกัยในท้องที่นั้นอย่างหนึ่ง เฉพาะสองอย่างนี้เท่านั้นที่ต่างกัน นอกนั้นไม่มีอะไรจะต่างกันเลย เพราะฉะนั้นชนชาติสามทวนจึงเหมือนกับชนญวนซึ่งถือพุทธศาสนาที่ข้าพเจ้าได้พบแทบทุกแห่ง การที่พวกเราได้เข้าไปอยู่ในตำบลบ้านลาวนี้ตลอดคืน ก็ได้รับความสะดวกเท่ากับเข้าไปพักอยู่ในระหว่างชนชาติไทยโดยกำเนิดเหมือนกัน คนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นคนแคล่วคล่องได้เอื้อเฟื้อรับรองตามสมควร ข้าพเจ้าได้สนทนากับเขาเป็นอันดีและมอบหนังสือศาสนาไว้ให้เขาสองสามเล่ม
บ้านลาวนี้ตั้งอยู่ในแขวงของแคว้นหลวง (Long Circle) ซึ่งรวมอยู่ในสิบสองพันนา (Sip Sawng Panna) บ้าน หมายความว่า ตำบลหมู่บ้าน ลาว เป็นชื่อของตำบลโดยเฉพาะ แคว้นหลวงตรงกับคำว่าเมืองหลวง (Mong Long) หรือ (Muang Luang) เมืองหลวงหรือแคว้นหลวงนี้มีเนื้อที่กว้างขวางมาก แยกเป็นจังหวัดและตำบลอีก ทั้งหมด 86 จังหวัดด้วยกัน อย่างเดียวกับแคว้นเชียงตุงซึ่งได้ผ่านมาแล้ว เมืองหลวงเป็นจังหวัดสำคัญของ 12 พันนา (สิบสองพันนาคือหมื่นสองพัน นา คือทุ่งข้าว)
เหตุใดถิ่นฐานเดิมของชาติลื้อซึ่งเป็นไทยสาขาหนึ่งของอ้ายลาว (Ai lao) อันเป็นชาติใหญ่โตนั้นจึงมีชื่อว่าสิบสองพันนาข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่มีความเห็นว่า แต่ครั้งโบราณอาณาเขตเหล่านี้คงแบ่งออกเป็น 12 มณฑล และมณฑลหนึ่งๆ มัเนื้อที่นาพันหนึ่ง
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง มีผู้ว่าราชการสิทธิ์ขาดประจำอยู่เรียกว่าเจ้าเมือง(Chao Muang) ซึ่งหมายความว่าเป็นเจ้าของของจังหวัดนั้น นอกจากตำแหล่งเจ้าเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจังหวัด ยังมีตำแหน่งสูงต่ำเป็นลำดับกันไปเรียกว่า ผู้หมื่น ผู้แสน หรือเจ้าพระยา แต่เจ้าเมืองของจังหวัดนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเจ้าพระยาเพราะเป็นจังหวัดใหญ่จึงต้องมีชื่อให้สมเกียรติของเขา ดินแดนลื้อทุกจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานสำหรับช่วยเหลือผู้เดินทางชาวต่างประเทศนอกจากไทยด้วยกันด้วย ภาษาลื้อเรียกตำแหน่งนี้ว่าพ่อเมือง (Paw Mong) เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว คนขับเกวียนซึ่งเป็นลูกจ้างของข้าพเจ้าได้นำให้หลงผิดโดยไปพักและแก้ลาออกพักที่ข้างตลาดแล้วไปเที่ยวซื้ออาหารรับประทาน แทนที่จะไปหาพ่อเมืองขอความช่วยเหลือก่อน เลยทำให้พวกเราไม่ได้รับความช่วยเหลืออันเป็นหน้าที่ของเขา ด้วยเหตุนี้จึงได้ออกเดินทางต่อไปโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือแนะนำตามสมควร จนกระทั่งมาถึงนครสิบสองพันนาอีกหลายวัน คราวนี้ข้าพเจ้าหาได้ลืมไม่ ได้ไปหาพ่อเมือง แล้วพ่อเมืองก็พาไปหาเจ้าพระยาซึ่งท่านต้องรับประทานอาหารเสียก่อนแล้วจึงออกมาต้อนรับข้าพเจ้า เจ้าพระยาผู้เป็นเจ้าเมืองนี้มีอัธยาศัยดี รับจะช่วยเหลือพวกเราตามปรารถนา

ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางมาพักที่ตำบลบ้านขังสูง (Koa Sung) ในคืนวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2452 บ้านขัวสูง หมายความว่า บ้านสะพานสูง ได้พบปะสนทนากับพวกลื้อในหมู่บ้านนั้น พอตกกลางวันก็พ้นเขตของแคว้นหลวง เข้าไปในเขตเมืองหลวงของสิบสองพันนาชื่อว่าเชียงรุ้ง แต่ตามแผ่นที่อังกฤษว่า Kenghung พวกเราต้องขอเข้าพักในวัดอีก คนชาติลื้อในตำบลขัวสูงเกือบทั้งหมดไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ ได้พากันมาฟังหีบเสียงซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน จนกระทั่งข้าพเจ้าต้องหนี ชาวบ้านแถบนี้หลายคนยังจำได้ถึงครั้งหมอมัคกิลวารีกับเรเวอเรนด์เตอเออร์วิน ได้มาที่นี่เมื่อ 7 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าพวกนี้จะมีความตื่นเต้นที่มีชาวต่างประเทศมาที่นี่ ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือตามสมควร ต่อรุ่งขึ้น วันที่ 29 มีนาคม ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงรุ้งเวลาก่อนเที่ยง คราวนี้คนขับเกวียนของข้าพเจ้าได้รู้สึกผิดมาแล้ว จึงต้องเข้าไปยังบ้านพ่อเมืองทีเดียว แต่เผอิญพ่อเมืองไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยา ในขณะนั้นภรรยาของพ่อเมืองได้แสดงตัวว่า เขาจะจัดการให้ข้าพเจ้าได้รับความสะดวกตามที่ข้าพเจ้าต้องการ
พ่อเมืองมีตำแหน่งพระยา ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสิบสองพันนานั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าฟ้าคือ เจ้าแห่งฟ้า ซึ่งเทียบกับตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าฟ้านี้นอกจากใช้ในสิบสองพันนา ยังมีในที่อื่นอีกคือสอบวางของเชียงตุง สอบวาของจังหวัดเงี้ยวเล็กๆ ทั้งหมด และในแคว้นเงี้ยวฝ่ายตะวันตกของพม่าทางแม่น้ำสาลวีนก็เรียก เจ้าฟ้า ทั้งนั้น
เจ้าพระยาพ่อเมือง ได้เรียกล่ามมาให้อ่านหนังสือเดินทางเป็นภาษาจีนให้เขาฟัง ดูเขากระตือรืนร้นรีบพาไปหาเจ้าพนักวานให้เตรียมการรับรองพวกเรา และพาข้าพเจ้าไปหาเจ้าฟ้า
เจ้าพนักงานได้ออกหนังสือเป็นภาษาไทยให้ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกับภาษาจีน ตามหนังสือนั้นบอกให้ทางราชการช่วยเหลือ และให้คนใช้ตามส่งด้วย 4 คน จนกระทั่งถึงจังหวัดสูเม้า(Szumao) และให้พักอาศัยได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าอะไร นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังอนุญาติให้ข้าพเจ้าลอกชื่อจังหวัดต่างๆ ที่จะผ่านไป 28 จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวง จังหวัดที่อยู่ในสิบสองพันนาเดี๋ยวนี้ อยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง 15 จังหวัด อยู่ทางฟากตะวันออก 13 จังหวัด แต่เดิมฟากตะวันออกนี้มี 15 จังหวัด ภายหลังฝรั่งเศสได้ตัดเอาไปเป็นของตนเสีย 2 จังหวัด แต่ชนชาติลื้อหาได้อยู่ในเฉพาะ 30 จังหวัดนี้ไม่ ในแคว้นเชียงตุงก็มีลื้ออยู่หลายจังหวัดเหมือนกัน เช่น ยอง (Yawng) ลูเอีย (Luie) ยู (Yu) เลน(Len) และอื่นๆ และในเวลานี้ฝรั่งเศสยังได้กันเอาไปเป็นอาณาเขตของตนเสียอีกหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดทั้งสองของสิบสองพันนาดังกล่าวแล้วนั้นด้วย
ในวันนั้นเจ้าฟ้าเชียงรุ้งได้มาหาข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก และร้องขอให้เปิดหีบเสียงให้ฟัง ข้าพเจ้าก็กระทำตาม ข้าพเจ้าไม่ได้เที่ยวดูบ้านเมืองเท่าไรนักจนเวลาเย็น จังหวัดเชียงรุ้งนี้จะว่าเป็นจังหวัดที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ เพราะอยู่กลางป่าและมีภูเขาล้อมเกือบรอบ ข้าพเจ้าได้เห็นบ้านใหญ่แห่งหนึ่งเป็นหลังคามุงกระเบื้อง คือเป็นวังของเจ้าฟ้า แต่ในเวลานั้นมุงด้วยจาก รั้วใช้ไม้ไผ่ล้อม วังนี้เป็นวังร้าง ซึ่งแต่เดิมก่อด้วยอิฐ และได้ถูกพวกลื้อเมืองพง (Hpong) และเมืองลา (La) เอาไฟเผาเสียโดยเกิดการต่อสู้กันขึ้น ซึ่งฝ่ายสิบสองพันนาเป็นฝ่ายมีชัย ซากสถานที่ที่เหลืออยู่จึงได้เป็นเมืองที่ต้องใช้มุงด้วยจาก จังหวัดนี้อยู่บนคุ้งใหญ่ของแม่น้ำโขง และมีลำธารไหลมาบรรจบที่ตรงนี้จากทิศเหนือและทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นภาพธรรมชาติของสถานที่นั้นจึงงดงามยิ่งนัก และเป็นแห่งหนึ่งซึ่งจะชวนให้ให้ติดใจคนที่อยู่นั้นมาก ถึงแม้นจะติดใจมากปานใดก็คงไม่ติดใจได้ยืดยาวเท่ากับฝิ่นที่ติดใจชาวเชียงรุ้งอย่างแน่นหนา มีผู้บอกข้าพเจ้าว่า ชาวเชียงรุ้งประมาณสามในสี่ตกเป็นเหยื่อของฝิ่น คนติดฝิ่นในจังหวัดนี้เมื่อเทียบตามส่วนแล้วมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในจำพวกชนชาติลื้อด้วยกัน ถึงกระนั้นชาวเมืองนี้ยังสำแดงความเป็นมิตรแก่พวกเรา และอยากฟังเรื่องราว แปลกๆ ยิ่งกว่าชนชาติลื้อแห่งอื่นๆ จังหวัดเชียงรุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติลื้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เพราะเป็นทำเลที่มีภูเขาล้อมเกือบรอบ แต่ข้าพเจ้ามีเวลาเพียงคืนเดียวที่จะพักอยู่ที่นี่ และข้าพเจ้าตั้งใจว่าเมื่อออกจากที่นี่แล้วจะไปยังตำบลที่พวกมิสชันรี่แต่ก่อนไม่เคยไป จึงได้ยกกองเดินทางต่อไปถึงจังหวัดเมิงยาง (Mong Yang) ซึ่งจะถือเอาเป็นที่หยุดพักครั้งแรก และเป็นสถานที่อีกแห่งเดียวที่มีวัดไทยและพระสงฆ์ไทยอยู่ พวกเราได้ไปขออาศัยนอนในวัด พ่อเมืองของจังหวัดนี้ได้เอาใจดูแลข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่มีเวลาไปทำความคุ้นเคยได้เท่าไร พ่อเมืองนั้นบอกข้าพเจ้าว่า ในแถบนี้เป็นหมู่บ้านชนชาติไทยเกือบทั้งหมด คือมีมากกว่าสามสิบหมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่เป็นชาวเขาเพียงแปดหมู่บ้านเท่านั้น เป็นจังหวัดที่อยู่ข้างจะสนุกและสะอาดด้วย
ในวันรุ่งขึ้นได้ออกเดินทางต่อไปจนตลอดทั้งวัน พื้นที่ในแถบนี้โดยมากไม่ใคร่มีภูเขาจึงรู้สึกว่าไปได้สบาย เพื่อประสงค์จะหลีกเลี่ยงเสียจากการเสียเวลาและความลำบากเมื่อถึงที่พัก ในเรื่องอาหารและหญ้าม้านั้น ข้าพเจ้าได้ส่งคนใช้สองคนไปกับหนังสือที่เป็นภาษาลื้อ ล่วงหน้าไปหาที่และเตรียมการที่จำเป็นไว้ก่อนที่จะไปถึง จึงได้ปลดเปลื้องการขลุกขลักต่างๆ ได้มาก ตำบลที่เราไปถึงนี้เป็นตำบลเล็กๆ ของเมืองลาขึ้นแก่จังหวัดเชียงรุ้ง คนในตำบลนี้เป็นชนชาติลื้อใจร้อน ตรงไปตรงมา และรับแขกดี แต่บางโอกาสดูไม่เอาใจใส่ต่อคนแปลกหน้าและไม่ใคร่จะอยากรู้สิ่งแปลกประหลาดต่างๆ เมื่อเราเข้าไปในวัดและได้เอารูปภาพต่างๆ มาแขวนไว้ในศาลา พวกลื้อชาวบ้านแถบนั้นพากันแตกตื่นมาดูกันเป็นอันมาก
ตำบลที่ชื่อว่าเมืองลานี้ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงรุ้ง ระยะทางสองวัน ตำบลนี้จะไม่เคยมีหมอสอนศาสนาไปถึงก็ดี แต่การสอนศาสนาก็สำเร็จได้บ้าง โดยมีคนกลับใจมาถือศาสนาคริสต์

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2453 พวกเรามาถึงจังหวัดที่สุดของชนชาติลื้อซึ่งเป็นจังหวัดที่ 28 ในสิบสองพันนา เรียกชื่อว่าเมืองหริ่ง (Mong Ring) หนทางที่มานั้นมีภูมิประเทศเป็นที่สูงและระยะไกลมากกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยเดินมาแล้วในประเทศจีน ตั้งแต่ออกจากที่พักในเมืองนั้นแล้ว ต้องปีนขึ้นเขาชันเป็นครั้งแรก แล้วจึงถึงถนนที่อยู่บนเทือกเขายืดไป และทางก็สูงๆ ต่ำๆ จนกระทั่งเย็นวันที่สองของการเดินทางจึงได้มาถึงทุ่งราบในจังหวัดเมืองหริ่ง ทุ่งราบของเมืองหริ่งนี้เป็นทุ่งราบที่อยู่บนภูเขาคล้ายป่าหญ้าอันกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บ้าง แต่สูงโดดเดี่ยวต่างกันกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ราบต่ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ได้เคยถูกหักร้างถางพงสำหรับทำการเพาะปลูกมาแล้วทิ้งร้างไว้ จึงเกิดเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีแต่พงหญ้าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ข้าพเจ้าได้เห็นหญิงจีนที่เป็นชาวเขาในที่ราบสูงนี้ใช้รัดเท้าให้เล็กอย่างหญิงจีนในเมืองใหญ่ๆ ของจีน และเห็นเขาออกไปทำงานหนักอยู่กลางแจ้งอย่างกุลี ในตำบลบ้านพวกจีนที่ข้าพเจ้าได้ผ่านไปนั้น ที่อยู่ของเขาปลูกเป็นโรงอยู่กับพื้นดิน แยกกันอยู่ห่างๆ ไม่ได้รวมหมู่ใกล้ๆ กันเหมือนพวกที่อยู่ข้างใต้ลงไป

China man

Or sterile areas of the sudden spread throughout China. In particular, Liaoning Province has the highest number. Manchu people Manchu language. The family of languages Altaic. Because it is tainted with the Han people for a long time. And a call to come to a close. Current popular ethnic Manchu Han is accustomed to using. Only a small number of villages along the border is still used in some Manchu. In addition, there are some elderly people who can not speak Manchu. Manchu people dead religion yeast with the Lord God. Manchu people, a people with a long history of racism. Traced back to 2000 years ago, the ancestors of the ethnic Manchu living in a vast marshland in the middle and at the beginning of the Heilongjiang Lung Jiang and Nile River Sioux Su Li Jiang, which is located just north of Hill County. to Santa in the northeast region of China by the 12th century, the Manchu people, those people are called “The Third Angel” was established by the Jin Dynasty. since 1583 it has included the name Lehr HA. tribal unity and establish “eight banners” and the Manchu language. On c. Since 1635. Name of their nation as a “Manchu” when. Since 1636. Wong Tai planned, including a son named Noah Lehr HA reign. Change the name to “Qing” Since 1644 the Qing Dynasty invaded the Great Wall of China. Feudal dynasty, the Qing Dynasty became the union and the federal government over the last dynasty of China. Xinghai Revolution after 1911, the name of the Manchu nation as a “dead short” official. Manchu people have made a great contribution to China’s overall unity. China to expand its territory and reaching out to economic development and culture.

จิตเพศ คืออะไร

ขั้นพัฒนาการทางจิต-เพศ

ฟรอยด์อธิบายว่า แรงขับทางเพศ เป็นพลังที่เรียกว่า“ลิบิโด (Libido)” ซึ่งจะไปกระตุ้นร่างกายของบุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ตามช่วงอายุ เมื่อลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณใด บริเวณนั้นจะเกิดภาวะเครียด (Tension) บุคคลจำต้องหาวิธีการลดภาวะเครียดหากลดภาวะเครียดได้ก็เป็นปรกติ แต่ถ้าลดภาวะเครียดไม่สำเร็จจะเกิดภาวะติดค้าง (Fixation) นั่นคือ บุคคลนั้นจะเก็บซ่อนความต้องการที่จะแสดงพฤติกรรมลดภาวะเครียดนั้นๆ เอาไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อที่จะนำมาแสดงออกในภายหลังเมื่อมีโอกาส พัฒนาการทางจิต-เพศ 5 ขั้นตอน มีดังนี้

  1. ขั้นปาก (Oral Stage) (แรกเกิด-1 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณปาก การดูดจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่เด็กบางคนอาจเกิดภาวะติดค้างได้ ซึ่งอาจเนื่องจากการหย่านมด้วยวิธีการรุนแรง การมีน้องเร็ว การที่มารดามีภารกิจมาก เป็นต้น เมื่อบุคคลนี้เติบโตขึ้นก็อาจมีพฤติกรรมชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ กินจุบจิบ จู้จี้ขี้บ่น เป็นต้น
  2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) (อายุ 1-2 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นที่ทวารหนัก การกัก และการปล่อยอุจจาระจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่ถ้าผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูใช้วิธีการเข้มงวดในการฝึกวินัยในการขับถ่าย เด็กจะเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้น อาจมีนิสัยเผด็จการหรือไม่มีความพอดีในเรื่องความสะอาดและการใช้จ่าย
  3. ขั้น อวัยวะเพศ (Phallic Stage) (อายุ 3-5 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเด็กเริ่มสนใจความแตกต่างระหว่างเพศ จึงทำให้ชอบจับต้องอวัยวะเพศเล่น เป็นการลดภาวะเครียด แต่ผู้ใหญ่มักใช้ค่านิยมของตนไปตัดสินพฤติกรรมของเด็กว่าไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดขวางการลดภาวะเครียดของเด็ก ทำให้เด็กเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้นเด็กก็อาจจะชอบแสดงออกในเรื่องเพศ ชอบพูดจาสองแง่สองง่าม หรือให้ความสนใจต่อเรื่องเพศมากเป็นพิเศษในขั้นนี้มีสิ่งสำคัญเกิด ขึ้นคือ เด็กชายเกิดปมโอดิปุส (Oedipus Complex)และเด็กหญิงจะเกิดปมอีเลคตร้า (Electra Complex) ซึ่งหมายถึงความรู้สึกของเด็กชายที่รักและติดแม่ เด็กหญิงจะรักและติดพ่อ และเด็กชายจะเลียนแบบพ่อเพื่อให้เป็นที่รักของแม่ ส่วนเด็กหญิงจะเลียนแบบแม่เพื่อให้เป็นที่รักของพ่อ อันส่งผลให้เริ่มมีบุคลิกภาพสอดคล้องกับเพศของตน
  4. ขั้นพัก (Latency Stage) (อายุ 6-12 ปี) ขั้นนี้ถือได้ว่าเป็นการพัก แต่มิใช่ว่าไม่มีการกระตุ้นของลิบิโดแต่พฤติกรรมทางเพศเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่อยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะจึงไม่มีภาวะติดค้าง
  5. ขั้น เพศ (Genital Stage) (อายุ 13-20 ปี) เป็นช่วงวัยรุ่น ลิบิโดจะไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ และเป็นไปอย่างมี “วุฒิภาวะทางเพศ” กล่าวคือ พร้อมต่อการสืบพันธุ์ การลดภาวะเครียดจึงเป็นการบำบัดความใคร่ด้วยตนเอง (Masturbation) ทั้งนี้เนื่องจากสภาพทางสังคมยังไม่เอื้อต่อการให้บุคคลในวัยนี้มีคู่ครอง ทั้งๆ ที่มีความต้องการทางการสืบพันธุ์สูงมาก

ระดับของจิต เป็นการจำแนกระดับความรู้ตัวของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ โดยจำแนกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. จิตรู้สำนึก (Conscious) เป็นความรู้ตัวขณะแสดงพฤติกรรม เช่น การเริ่มหัดขับขี่รถยนต์ การตอบโต้กับบุคคลอื่นในเรื่องที่มีความสำคัญสูง เป็นต้น
  2. จิตกึ่งรู้สำนึก (Subconscious) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ก้ำกึ่งระหว่างความรู้ตัวสับเปลี่ยนกับความไม่รู้ตัว เช่น การทำพฤติกรรมตามความเคยชิน ทำพฤติกรรมตามขั้นตอน ฝึกฝนจนมีความชำนาญ เป็นต้น
  3. จิตใต้สำนึก (Unconscious) เป็นความไม่รู้ตัว แต่เป็นรากฐานผลักดันพฤติกรรม ในบางครั้งจิตระดับนี้อาจปรากฏเป็นความฝันทั้งๆ ที่เรื่องนั้น ๆ บุคคลนั้นไม่ได้คิดคำนึงถึงตามปรกติ บางกรณีบุคคลอาจได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมบางอย่างแล้วนึกขึ้นได้ก็มี ฟรอยด์เปรียบเทียบระดับของจิตกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำซึ่งทำให้เข้าใจได้ ง่ายขึ้น กล่าวคือ ก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำ จะมีส่วนที่อยู่เหนือน้ำ ส่วนที่ปริ่มผิวน้ำ และส่วนที่อยู่ใต้น้ำอันเปรียบเสมือนจิต 3 ระดับ โดยจิตระดับที่สามนั้นจะโผล่พ้นผิวน้ำได้ ก็ต่อเมื่อมีลมหรือมีคลื่นที่รุนแรงเท่านั้น ฟรอยด์เชื่อว่าจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตของบุคคลในแต่ละวัน มากและแรงขับทางเพศก็อยู่เบื้องหลังของอิทธิพลนี้ด้วย

สัญชาตญาณ (Instinct) เป็นพฤติกรรมที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติของแต่ละชนิดของอินทรีย์ไม่จำเป็นต้อง มีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาหลายคนอธิบายสิ่งนี้ไว้ในรูปของปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexive Action) พฤติกรรมที่เป็นสัญชาตญาณมีมากมาย แต่มีบางพฤติกรรมที่เราคิดว่าเป็นการเรียนรู้ เช่น การว่ายน้ำซึ่งเป็นสัญชาตญาณ เพียงแต่ที่บางคนว่ายน้ำไม่เป็นเพราะเลย “ระยะวิกฤต (Critical Period)” สำหรับการว่ายน้ำไป (คือช่วงที่ควรจะได้ว่ายน้ำกลับไม่มีโอกาส จนเวลาผ่านพ้นระยะวิกฤติไป สัญชาตญาณนี้จึงหายไปด้วย) ฟรอยด์แบ่งสัญชาตญาณไว้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Live Instinct) เป็นพฤติกรรมการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต เช่น การหาปัจจัยเพื่อยังชีพ การหนีห่างจากภัยอันตราย เป็นต้น
  2. สัญชาตญาณแห่งความตาย (Dead Instinct) เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อหายนะของชีวิต เช่น การฆ่าตัวตาย (เพียงแค่คิดก็มีพฤติกรรมนี้แล้ว) การมุ่งร้ายต่อศัตรู หรือความอยากรู้อยากเห็นต่อความพินาศย่อยยับ เป็นต้น

สัญชาตญาณทั้งสองกลุ่มนี้มีอิทธิพลผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และมีโอกาสสับเปลี่ยนไปจากกลุ่มหนึ่งไปเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในทันทีทันใด

โครงสร้างแห่งบุคลิกภาพ (Personality Structure) หรือบางครั้งเรียกโครงสร้างแห่งจิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าเน้นพฤติกรรมภายนอกหรือภายใน คำว่า “บุคลิกภาพ”หมายถึง ผลรวมของพฤติกรรมที่ปรากฏต่อการรับรู้ของผู้อื่น และมีลักษณะค่อนข้างถาวร ฟรอยด์เชื่อว่าบุคลิกภาพมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  1. อิด (Id) เป็นส่วนที่กระตุ้นความต้องการของบุคคลและบงการการตอบสนองความต้องการตาม หลักแห่งความพึงพอใจ (Pleasure Principle) คือคำนึงความพึงพอใจของตนเองเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าเป็นคนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเพราะสัตว์ อื่นๆ ก็ล้วนกระทำแบบนี้ โดยมิต้องพึ่งพาการอบรมสั่งสอน
  2. อีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่กระตุ้นให้บุคคลตอบสนองความต้องการที่เกิดจากอิด โดยไม่ให้อิดบงการการตอบสนอง อีโก้จะตอบสนองตามหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle) คือคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างตนเองกับผู้อื่น การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าอยู่ในระดับเกณฑ์ปรกติของคนทั่วไป เพราะคนเราอาจจะต้องสูญเสียความพอใจไปบ้างเพื่อผู้อื่นจะได้ไม่เดือดร้อน
  3. ซูเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนที่บงการการตอบสนองความต้องการของอิด โดยคำนึงถึงหลักแห่งมโนธรรม (Moral Principle) คือคำนึงถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น แต่ตนเองอาจทุกข์ก็ได้ ถือว่าเป็นการตอบสนองความต้องการในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปกติของคนทั่วไป

โดยทั่วไปความต้องการของบุคคลเกิดจากอิดเท่านั้น โดยมีแรงขับทางเพศและสัญชาตญาณปะปนอยู่ด้วย ส่วนการตอบสนองความต้องการนั้นอีโก้จะเป็นส่วนปฏิบัติการในสภาพการณ์ที่เกิด ขึ้น แต่จะได้รับอิทธิพลจากอิด ซูเปอร์อีโก้ หรืออีโก้เอง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความคิดของบุคคลในขณะนั้น

ฟรอยด์อธิบายว่า ช่วงแรกเกิด-5 ปี เป็นระยะวิกฤต (Critical Original Period) ของชีวิตมนุษย์ เป็นระยะปูพื้นฐานของบุคคลในทุกๆ ด้าน ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ถึงแม้จะชดเชยมากเพียงใดก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ และหากเกิดประสบการณ์รุนแรงฝังใจ (Traumatic Experience) ในช่วงนี้ก็จะส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของบุคคลนั้นตลอดไปเช่นกัน เช่น หากเคยตกจากที่สูงในช่วงนี้ก็อาจทำให้กลัวความสูงมากกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-เพศนี้ทำให้พ่อแม่หรือครูรู้ว่าควรจะปฏิบัติ กับเด็กแต่ละวัยอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดภาวะติดค้าง และตระหนักถึงความสำคัญกับช่วงชีวิต 5 ปีแรกของเด็กให้มาก

 

กฎหมายสารสนเทศ

1.กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Transactions Law)
เพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ให้เสมอด้วยกระดาษ อันเป็นการรองรับนิติสัมพันธ์ต่าง ๆ ซึ่งแต่เดิมอาจจะจัดทำขึ้นในรูปแบบของหนังสือให้เท่า เทียมกับนิติสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่จัดทำขึ้นให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งการลงลายมือชื่อในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการรับฟังพยานหลักฐานที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเ ล็กทรอนิกส์

2. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Signatures Law)
เพื่อรับรองการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วยกระบว นการใด ๆ ทางเทคโนโลยีให้เสมอด้วยการลงลายมือชื่อธรรมดา อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดให้มีการกำกับดูแลการให้บริการ เกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตลอดจนการให้ บริการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

3.กฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศใ ห้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน
(National Information Infrastructure Law)
เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ อันได้แก่ โครงข่ายโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ สารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศสำคัญอื่น ๆ อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญในการพัฒนาสังคม และชุมชนโดยอาศัยกลไกของรัฐ ซึ่งรองรับเจตนารมณ์สำคัญประการหนึ่งของแนวนโยบายพื้ นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 78 ในการกระจายสารสนเทศให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกัน และนับเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำของสัง คมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการปกครองตนเองพัฒนาเศรษฐกิจภายในชุมชน และนำไปสู่สังคมแห่งปัญญา และการเรียนรู้

4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(Data Protection Law)
เพื่อก่อให้เกิดการรับรองสิทธิและให้ความคุ้มครองข้อ มูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกประมวลผล เปิดเผยหรือเผยถึงบุคคลจำนวนมากได้ในระยะเวลาอัน รวดเร็วโดยอาศัยพัฒนาการทางเทคโนโลยี จนอาจก่อให้เกิดการนำข้อมูลนั้นไปใช้ในทางมิชอบอันเป ็นการละเมิดต่อเจ้าของข้อมูล ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิขั้นพื้นฐานใ นความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และความมั่นคงของรัฐ

5.กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(Computer Crime Law)
เพื่อกำหนดมาตรการทางอาญาในการลงโทษผู้กระทำผิดต่อระ บบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ระบบข้อมูล และระบบเครือข่าย ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองการอยู่ร่วมกันของสังคม

6.กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Funds Transfer Law)
เพื่อกำหนดกลไกสำคัญทางกฎหมายในการรองรับระบบการโอนเงินทาง อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่เป็นการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ในรูปของเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อให้เกิดความ เชื่อมั่นต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน และการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น

การสื่อสารที่ดี

การสื่อสารยังเป็นความสามารถหรือทักษะที่ทุกคนมีมาตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ได้แก่ การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับ หลายรูปแบบและหลายประเภทขึ้นอยู่กับการนำเกณฑ์ใดมาจัดแบ่ง เช่น การนำจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นเกณฑ์จะสามารถแบ่งได้เป็น การสื่อสารในบุคคล เช่น การพูดกับตนเอง การสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับอาจารย์ และการสื่อสารสาธารณะ เช่น การพูดในห้องประชุมซึ่งมีผู้ฟังมากมาย การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารถึงคนพร้อมๆกันในจำนวนมาก

สังคมการพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง ล้วนเป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะต้องปรับตัวเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจและจับใจความสำคัญ การเขียนโน้ตในขณะฟังบรรยาย การอ่านหนังสือและเอกสารประกอบการสอน และที่สำคัญ คือ การพูด เพื่อนำเสนอในโอกาสต่างๆ การพูดเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่ดี น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นจะช่วยให้นักศึกษามีเสน่ห์และน่าชื่นชม ทั้งในสายตาเพื่อน และอาจารย์ผู้สอน
ดังนั้น การสื่อสารจึง เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ การใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมในทุกระดับ การสื่อสารมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น เพื่อให้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ จึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถเลือกใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

ประเทศหมายถึงอะไร

สังคมประเทศหมายถึงรัฐปกครองตนเองที่มีเอกราชเป็นของตนเอง รัฐที่เป็นที่ยอมรับในสังคมสากลจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสากลบางประการก่อน คือการสร้างสัญลักษณ์ของชาติขึ้นมา อาทิ ธงชาติ, สิทธิ์ทางการเมือง เช่น สิทธิพลเมือง

ส่วนหนึ่งของรัฐที่มีประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมเป็น ของตนเองสามารถ เรียกเป็น “ดินแดน” หรือ “ประเทศ” ได้เช่นกัน ได้แก่กรณีของอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ถือได้ว่าเป็นสามชนชาติบนเกาะบริเตนใหญ่ – ที่นับได้ว่าเป็นประเทศ แม้ว่าทั้งสามประเทศดังกล่าวจะถูกบริหารโดยรัฐบาลใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร เพียงรัฐบาลเดียว (ซึ่งแบ่งได้เป็นสี่รัฐบาลย่อยด้วยกัน) ทิเบตซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองในประเทศจีน ในทุกวันนี้ก็ถูกนับเป็นประเทศโดยโลกสากลเช่นกัน เกาะไอร์แลนด์ในบางครั้งก็ยังถือว่าเป็นประเทศหนึ่งเดียว แม้ว่ามันจะประกอบไปด้วยหนึ่งประเทศรัฐชาติ (สาธารณรัฐไอร์แลนด์) และรัฐบาลย่อยของรัฐอีกรัฐหนึ่ง (ไอร์แลนด์เหนือ)

คำว่า “รัฐ” มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า “ประเทศ” และอาจทำให้เกิดความสับสนกับพื้นที่ในประเทศที่ถูกแบ่งออกมาเป็นส่วนๆ ได้ หรือรัฐ ซึ่งก็คือสถานภาพรองมาจากชาติซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ “จังหวัด”

หลายประเทศมีรัฐชาติ (เชื้อชาติหลักของประชากรในสัญชาตินั้นๆ) ที่ชัดเจน – เช่นฝรั่งเศส หรืออิสราเอล ในประเทศเหล่านี้รัฐชาตินั้นมีอยู่เพียงหนึ่งชนชาติที่เป็นส่วนใหญ่ของ ประชากร แต่อย่างไรก็ตามในฝรั่งเศสมีชนชาติเบรตัน ซึ่งยังคงแสดงความภาคภูมิและความเป็นเอกภาพไว้อย่างชัดเจน มีประชากรและแหล่งที่อยู่ของประชากรของตนอย่างเฉพาะเจาะจง ส่วนในรัฐอื่นๆ เช่นแคนาดา จีน สเปน หรือสหราชอาณาจักร นั้นประกอบไปด้วยชนชาติต่างๆ หลายชนชาติ

ความรู้เรื่องมนุษย์

สาระน่ารู้

หากมนุษย์เรามองให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะพบว่าแวดล้อมตัวเราก็จะมีมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงตัวเราที่สุด และมีสิ่งต่างๆที่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกรวมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ได้ นี่เป็นการมองในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ในระดับนี้ก่อนว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้หรือจะเอาถึงขั้นจักรวาลก็ได้ ก็มีเพียงตัวเรา ธรรมชาติ และเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กับเรา (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่านี้ได้กับทุกคนหรือไม่)

ในอีกมิติหนึ่งนั้น ถ้าเราจะมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย มนุษย์เราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็จะพบว่าตัวเราเองนั้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับท่าทีที่เขาจะมีต่อธรรมชาติ

ในประเด็นนี้ ขยายความต่อไปอีกหน่อยได้ดังนี้ว่า มนุษย์คนนั้นได้มองธรรมชาติด้วยสายตา และด้วยความเข้าใจอย่างใด หากเขามองเห็นว่าธรรมชาติเป็นและมีเพียงมิติ ทางกายภาพ(สสาร) และมนุษย์คนอื่นๆที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้น เขาเองก็คงจะยอมรับในลักษณะลึกๆว่า ตัวของเขาเองก็เป็นสสารด้วย แต่ถ้าเขามองว่าตัวของเขาเองนั้น นอกจากจะมีและเป็นมิติของกายภาพที่เป็นสสารแล้ว ยังมีและเป็นมิติที่เป็นอสสารด้วย ซึ่งในที่นี้ขอใช้อีกคำว่า จิตวิญญาณ(อสสาร) เขาก็คงต้องยอมรับความมีและความเป็นจิตวิญญาณของเพื่อนร่วมโลก ของบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย และทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ภายใต้คำจำกัดความว่าธรรมชาติด้วย

อนึ่ง ภายใต้ความหมายของคำว่า จิตวิญญาณนั้น ได้ครอบคลุมการยอมรับสิ่งที่เราเรียกว่า คุณค่า อันมีลักษณะของความเป็นนามธรรมด้วย

เราคงจะไม่ต้องอภิปรายกันตรงนี้ว่า ด้วยสายตาที่มองดูและเข้าใจธรรมชาติที่แตกต่างกันเช่นนี้ จะทำให้ความรู้สึกและพฤติกรรมที่จะตามมาแตกต่างกันเพียงใด เราลองนึกเอาเองดูก็ได้ ว่าหากเราหันมองไปรอบตัวแล้วเห็นแต่วัตถุ คือสสาร กับหากมองไปรอบๆเห็นความหลากหลาย คือวัตถุหรือสสารบ้าง และยังเห็นอสสารที่เป็นจิตวิญญาณบ้าง หรือแม้กระทั่งเห็นว่า ในความที่เป็นสสารนั้นเอง ก็มีมิติของจิตวิญญาณอยู่ด้วย เราจะรู้สึกต่างกันแค่ไหน

ประเด็นสุดท้ายที่ขอกล่าวถึง คือข้อเท็จจริงว่า ที่แวดล้อมตัวมนุษย์และธรรมชาติทั้งหลายอีกทีก็คือ เวลาและสถานที่ ซึ่งไม่มีใครและสิ่งใดๆที่จะปฏิเสธได้ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมองหรือเชื่อว่า ความจริงของโลกหรือจักรวาลนี้อยู่ภายในกรอบของความมีและความเป็นสสาร หรือภายในกรอบของความมีและความเป็นสสารและอสสาร ก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เวลาและสถานที่ ก็มีลักษณะที่เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม นั่นเป็นไปในบริบทของมนุษย์เพียงคนเดียว
หากมนุษย์เรามองให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะพบว่าแวดล้อมตัวเราก็จะมีมนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงตัวเราที่สุด และมีสิ่งต่างๆที่นอกเหนือจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ซึ่งเราจะเรียกรวมว่าเป็น “ธรรมชาติ” ก็ได้ นี่เป็นการมองในมิติหนึ่ง ฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ในระดับนี้ก่อนว่า ในโลกที่เรารู้จักนี้หรือจะเอาถึงขั้นจักรวาลก็ได้ ก็มีเพียงตัวเรา ธรรมชาติ และเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์กับเรา (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่านี้ได้กับทุกคนหรือไม่)

ในอีกมิติหนึ่งนั้น ถ้าเราจะมองเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย มนุษย์เราที่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ก็จะพบว่าตัวเราเองนั้นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรอบตัวเท่านั้น ส่วนเรื่องว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับท่าทีที่เขาจะมีต่อธรรมชาติ
แต่ในความเป็นจริงของปัจจุบัน เรามนุษย์ทั้งหลายก็ได้มาพบว่าตัวเอง เมื่อเกิดมาและเติบโตมาจนรู้ความนั้น ตัวเราก็อยู่ในสังคมแล้ว ในสังคมที่เราอาจใช้คำว่า สังคมการเมือง แทนก็ได้ ในนิยามว่า การมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคลมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป มามีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายบางประการ ส่วนคำถามที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ว่า ทำไมจึงเกิดมีสังคมการเมืองขึ้นนั้น ขอที่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แม้ว่าจะเป็นคำถามสำคัญก็ตาม เพราะแต่ละคำตอบจะนำไปสู่คำอธิบายเชิงอุดมการณ์ของแต่ละสังคมได้

ภายในสังคมการเมืองนี้เอง สิ่งที่มนุษย์ทำให้ปรากฏไม่ว่าจะเป็นต่อเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขา หรือต่อเพื่อนร่วมโลก หรือต่อสิ่งรอบตัวเขาอื่นๆ คือ พฤติกรรม ก่อนเกิดมีพฤติกรรมนั้น มนุษย์ต้องผ่านการตัดสินใจ เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติที่จะคิดและเลือกได้ระหว่าง ความร้อน-ความหนาว ความสุข-ความทุกข์ ความดี-ความเลว และความอยาก-ความไม่อยาก ฯลฯ (ในระดับนี้ ก็พอที่จะเห็นว่า มนุษย์มีสภาพ ความขัดแย้ง อยู่ประจำตัวแล้ว) ประเด็นสำคัญอยู่ตรงว่า ก่อนที่มนุษย์จะตัดสินใจนั้น ต้องมีกระบวนการต่างๆเกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาก่อน อาจเริ่มนับถอยหลังไปเริ่มตั้งแต่การรับรู้โลกและสิ่งรอบตัว (หรือบางทีบางคนก็อยากจะเริ่มที่โครงสร้าง หรือองค์ประกอบทางกายภาพภายในร่างกายของตัวมนุษย์เอง) ติดตามมาด้วยการที่เราต่างก็มีภาพลักษณ์ต่อสิ่งต่างๆ ตามที่ได้รับการกล่อมเกลาและหล่อหลอมมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเราเป็นไปต่างๆนานาคือ การที่เราอยู่ในสิ่งแวดล้อม(สถานที่-ทางภูมิศาสตร์) มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์(สิ่งแวดล้อมทางเวลา) และใช้ชีวิตในบริบททางวัฒนธรรม(ซึ่งเนื้อแท้ก็คือกรอบต่างๆ รวมทั้งกรอบของการอยู่ร่วมกันที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมาเอง) แน่นอนที่ทั้งสามสิ่งนี้อาจมองได้ในระดับต่างๆกัน ไม่ว่าจะเป็นในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน สังคม ประเทศ ภูมิภาค หรือในระดับโลกก็ตาม

เมื่อพฤติกรรมของมนุษย์คนหนึ่งเกิดขึ้น ก็จะส่งผลไปยังสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาไม่ในทางใดก็ทางหนึ่ง อันจะทำให้เกิดการรับรู้และตีความ ตลอดจนการประเมินค่าต่างๆต่อไปจากเพื่อนมนุษย์คนอื่นที่อยู่ร่วมสังคม หรือจากสิ่งอื่นใดก็ตามที่สามารถรับรู้ได้ (ที่ต้องระบุตรงนี้ เพราะข้อเท็จจริงที่ว่า หากเขาผู้นั้นเชื่อในการมีอยู่ของมิติทางจิตวิญญาณ เขาก็จะต้องระวังต่อการรับรู้ของจิตวิญญาณนั้นด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบย้อนกับมายังตัวเขา หรือมายังสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเขา) และเมื่อมีผลกระทบเช่นนั้นเกิดขึ้น เขาก็ต้องมีการตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นในทางตอบรับ หรือในทางปฏิเสธหลีกหนีก็ตาม  และนี่ก็คือที่มาของปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งหากปรากฏการณ์นี้มีผลกระทบต่อคนหมู่มาก มันก็จะกลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองไป

ข้อเท็จจริงข้างต้นนี่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องยอมรับก่อน กล่าวคือ มนุษย์เราอยู่ระหว่างโลกของธรรมชาติทั้งที่เป็นสสารและโลกของวิญญาณที่เป็น อสสาร หรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ มนุษย์เราอยู่ระหว่างความเชื่อเรื่องการมีอยู่-ความเป็นจริงของโลกแห่งสสาร และความเชื่อเรื่องการมีอยู่-ความเป็นจริงของโลกแห่งอสสาร การที่จะเข้าใจมนุษย์และพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์ ต้องทำความเข้าใจผ่านธรรมชาติและโลกทางวิญญาณด้วย เมื่อมนุษย์ทำกิจกรรมเพื่อการดำรงชีวิตนั้น ไม่มีจะมีความละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนมากเพียงใด ล้วนเป็นกิจกรรมฝ่ายธรรมชาติ ตามสัญชาติญาณหรือตามที่เคยเรียนรู้มา แต่เมื่อมนุษย์มีกิจกรรมอื่นๆนอกจากนั้นก็เป็นไปได้ที่จะมีความหมายทางจิต วิญญาณอยู่บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกัน มนุษย์ก็ต้องพบกันความหลากหลายของจิต ความหลากหลายของความต้องการ ฯลฯ บวกกับการที่ตัวเขาต้องตัดสินใจเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะให้คำตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ในรูปของสิ่งที่เราเรียกว่า พฤติกรรม ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ความขัดแย้ง ทั้งในระดับภายในความรับรู้ของตนเอง และในระดับที่ต้องช่างใจในผลที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมภายนอกตัวเขาเอง

และหากลองมาดูพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม พิจารณาดูปฏิสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในกรอบของสังคมธรรมดา หรือสังคมการเมือง(ในกรณีที่เรื่องนั้นๆมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก) หรือแม้กระทั่งภายในกรอบของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ(โดยผ่านตัวแสดงที่ เรียกว่ารัฐ)ก็ตาม เราจะพบว่าแท้จริง กรอบของลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นั้นแท้จริงมีเพียง 5 ลักษณะเท่านั้น กล่าวคือ
1. ความขัดแย้ง
2. การแสวงหาพันธมิตร
3. การเข้าไปก้าวก่าย
4. การค้า และ
5 การสงคราม ซึ่งจะได้ขยายความกันต่อไป

ลำดับความคิดที่นำเสนออย่างค่อนข้างยืดยาวนี้ คงทำให้เกิดความชัดเจนได้บ้างว่า มนุษย์และความขัดแย้งเป็นสิ่งคู่กัน ไม่ต้องไปคิดกำจัดมันให้หมดไปจากโลก เป็นไปไม่ได้ ประเด็นที่เหลืออยู่ให้ต้องขบคิดต่อไป คือคำถามว่า จะจัดการอย่างไรกับความขัดแย้งที่มีอยู่เหล่านั้น ? เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันด้วยดีตามอุดมการณ์ที่สังคมต่างๆ มีร่วมกัน

เราอาจมีกรอบได้หลายลักษณะ เช่น การศึกษาบทบาทของผู้มีอำนาจตัดสินใจ (ในระดับบุคคล ต่ำกว่ารัฐ และในแนวทางจิตวิทยา) หรือศึกษาจากลักษณะของรัฐ (ศึกษาในระดับรัฐ เช่นในแง่ของปัจจัยแห่งอำนาจรัฐ จากลักษณะภูมิรัฐศาสตร์ จากระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ระบอบการปกครอง เป็นต้น โดยดูกายภาพของประเทศ ระบบการเมือง มิติทางจิตวิทยาและสังคม หรือปัจจัยอำนาจรัฐอื่นๆ ประกอบ) หรือศึกษาจากระบบการเมืองโลก (ทั้งในระบบหลัก และระบบรอง ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับเหนือรัฐ) …

แต่ในที่นี้ขอเสนอแนวทางพิจารณาการเมืองโลก จากระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบใช้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่างๆ รัฐซึ่งมีปัจจัยอำนาจรัฐ และในมิติอื่นๆที่ต่างกัน… โดยขอให้จินตนาการว่า โลกเป็นเสมือนเกาะใหญ่ มีสมาชิกชาวเกาะประมาณกว่า 2-300 คน แต่ละคนมีรูปพรรณสัณฐาน อุปนิสัย ศักยภาพทางร่างกายและจิตใจที่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้น แต่ละคนยังครอบครองที่ดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ต่างกันอีกด้วย มีอาหารการกินเฉพาะตนมากไม่เท่ากัน ฯลฯ

ลักษณะความสัมพันธ์พื้นฐานของมนุษย์ที่เราสามารถนำมาเป็นกรอบพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ มี 5 ประการ คือ