Tag Archive: การเมือง

ความเป็นมาของเครื่องเรือนอังกฤษ

ปิด เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เท่านั้น ที่เราได้ มา อย่างระมัดระวัง บางส่วนของ นักออกแบบ ใหม่ที่ดีที่สุด และร้านค้าปลีก ที่จะตั้งค่า แผง ในปี เรา นำเสนอ คุณช่วง ของสินค้าที่ แน่ใจว่าจะ ตื่นเต้น และแรงบันดาลใจ ในวันคริสต์มาส

pop ใน และคุณจะพบ โฮสต์ของ ความคิด ของขวัญที่ดีทุก บิตที่แตกต่าง จาก ปกติ เสนอ ถนนสูง หรือ มา สับพาย และ ไวน์

ตลาด จะเปิด จนถึง 20.00 น. ในวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม เป็น โหมโรง กับเหตุการณ์ที่ ปลาย ของเรา ในตอนเย็นของความสุข และความบันเทิง เสื่อม ฉลอง ยุค จอร์เจีย

จาก บ้านที่ สวยงาม ตกแต่งเพื่อ การเล่นการพนัน เดนส์ เข้มงวด จอร์เจีย เปิดเผย สำรวจ การปฏิวัติในชีวิตประจำวัน ที่เกิดขึ้น ระหว่าง 1714 และ 1830 เขตเมืองและ ถูกเปลี่ยน การ ชา นิตยสาร อ่าน สวน และช้อปปิ้ง เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นเรื่องธรรมดา และ จับตาการบริโภค กลายเป็น งานอดิเรก ของชนชั้นกลาง ที่เกิดขึ้นใหม่

วัฒนธรรม ที่เป็นที่นิยม ในขณะที่เรา รู้ว่ามัน เริ่ม และด้วย การเพิ่มขึ้น ผ่านพ้น ของแฟชั่นและ มีชื่อเสียง หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์และ องค์กรการกุศลที่ ก่อตั้งขึ้น ใน ช่วงเวลาแห่ง การสร้างสรรค์นวัตกรรม อย่างไม่น่าเชื่อ นี้ ความคิดที่ ได้รับการ ถกเถียงกัน ไม่รู้จบ ใน ร้านกาแฟใหม่และ แพร่กระจาย ผ่านทาง ทางหลวงข้อมูลที่ พิมพ์ มวล

การ วาดภาพบน คอลเลกชัน ที่ไม่ซ้ำกัน และหายาก ที่อุดมไปด้วยห้องสมุด ของอังกฤษ แสดง หนังสือหนังสือพิมพ์ แผนที่และ โฆษณา รวมทั้ง งานศิลปะ และ สิ่งของที่ ยืม , จอร์เจีย เปิดเผย นำมาสู่ชีวิต การทดลองและชัยชนะ ของคนธรรมดาสามัญที่เปลี่ยน ไปตลอดกาล ของสหราชอาณาจักร

การฝึกอบรมสุนัข

ความสำเร็จ 5.Reward แต่ไม่ลงโทษอุบัติเหตุ แม้ว่าคุณจะโกรธและคุณจะต้องการที่จะลงโทษสัตว์เลี้ยงของคุณสัตว์เลี้ยงของ คุณไม่เห็นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี เขาเห็นว่ามันเป็นความสนใจ เขายังสามารถลุกลามกลายเป็นเช่นเดียวกับที่ไม่ชอบที่จะอยู่รอบตัวคุณ สุนัขไม่เกี่ยวข้องความผิดพลาดเล็กน้อยของพวกเขาเพื่อการลงโทษคุณจะได้รับ พวกเขา แต่ไม่สนใจพวกเขาเมื่อพวกเขาทำบางอย่างผิดปกติ อย่าพูดกับพวกเขาหรือโต้ตอบกับพวกเขา

การ ดูแลสุนัขของคุณเป็นงานที่ยาก แต่เมื่อมันมาถึงการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งประสบความสำเร็จสามารถและจะเกิดขึ้น เมื่อคุณติดตั้งห้าเคล็ดลับเหล่านี้ลงในโปรแกรมของคุณ

การฝึกอบรมไม่เต็มเต็งสุนัขเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดที่คุณจะต้องทำ ใช้หัวใจในความเป็นจริงที่ว่าเมื่อสุนัขของคุณได้รับการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งคุณจะไม่ต้องสอนอีกครั้ง ในหลาย ๆ วิธีการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งสามารถให้รางวัลเกินไป ไม่ เพียง แต่คุณสามารถช่วยสัตว์เลี้ยงของคุณที่จะหยุดการทำยุ่งเกี่ยวกับพรมที่ชื่น ชอบของคุณ แต่คุณสามารถที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งของความไว้วางใจและความ ผูกพันกับพวกเขาเพื่อ

นี่ 5 ขั้นตอนเพื่อให้การฝึกอบรมไม่เต็มเต็งประสบความสำเร็จในบ้านของคุณ

ลัง 1.Use การฝึกอบรมลังมีประสิทธิภาพมาก ลังถูกนำมาใช้เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะมีสถานที่ที่จะนอนหลับและสอนพวกเขาในการควบคุมกระเพาะปัสสาวะของพวกเขา พวกเขาจะไม่ได้ดินเตียงของพวกเขา จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะได้รับการขึ้นและออกไปข้างนอกที่คุณสามารถทำเพียงแค่ว่า สุนัขเรียนรู้จากจุดเริ่มต้นที่คุณควบคุมเวลาไม่เต็มเต็ง

2.After อาหารให้สัตว์เลี้ยงของคุณนาที 15 และจากนั้นนำพวกเขาออก อาหารเป็นทริกเกอร์ไม่เพียง แต่จะกิน แต่ยังไป เมื่อมันมาถึงความสำเร็จการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะได้รับการผลักดันให้ออกไปข้างนอกเมื่ออยู่ใกล้ มีอะไรมากกว่าที่คุณไม่ควรปล่อยให้อาหารออก วางมันลงสำหรับพวกเขาในเวลาที่กำหนดและอนุญาตให้พวกเขากิน ๆ นาที 15 ถึง 30 นาทีและลบชาม ในไม่ช้าเขาจะได้เรียนรู้และบอกว่าอีกครั้งช่วยให้คุณสามารถควบคุมเวลาไม่เต็มเต็ง

3.Pick จุดไม่เต็มเต็ง เลือกพื้นที่ของบ้านของคุณที่คุณต้องการสัตว์เลี้ยงของคุณที่จะไปค่ะพาไปที่จุดเวลาที่จะไปทุก นี้จะช่วยให้ลูกสุนัขของคุณที่จะเรียนรู้ว่าเมื่อเขาต้องการที่จะไปเขาต้องการที่จะมาที่นี่ สิ่งที่เพิ่มเติมคือกลิ่นของปัสสาวะเป็นยังเรียกอีกครั้งเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณที่จะไป

4.Don ‘t ตอบแทนพวกเขาด้วยอาหาร โปรด จำไว้ว่าผลตอบแทนจะต้องมีอารมณ์และจึงเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นใน การให้พวกเขามีรางวัลตบและถูลงแล้วมันเป็นสำหรับคุณที่จะถึงมือพวกเขารักษา นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดเวลาไม่เต็มเต็งอีกครั้ง!

บรู๊ช ลี กับศิลปะกาต่อสู้

 

เดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 1964 บรู๊ช ลี ในวัย 24 ปี ได้ย้ายไปอยู่ที่โอ๊คแลนด์ อาชีพสอนกังฟู สร้างรายได้ให้ บรู๊ซถึง ชั่วโมงล่ะ 275 ดอลล่าร์ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้จีนหลายเล่ม เขากับคู่หูเปิดรับนักเรียนกังฟูที่ไม่ใช่เอเชียอย่างเป็นทางการในเมืองโอ๊ก แลนด์ หลังจากสองปีก่อนเขาเคยเทรนคนผิวขาวคนแรกเล่นกังฟู และก่อนหน้านั้นเล็กน้อย มีสตูดิโอสอนกังฟูไม่จำกัดสีผิวเจ้าอื่นเปิดก่อนเป็นแห่งแรกในโลกที่ไชน่า ทาวน์ ในลอสแอนเจลิส

ที่โอ๊คแลนด์นี่เองที่เป็นจุดหักเหแห่งวิถีมวยจีนของบรู๊ช ลี เพราะบรู๊ซ มีเหตุต้องประลองกับครูมวยจีนคนหนึ่งชื่อ หว่อง แจ๊คแมน โดยเมื่อบรู๊ช ลี มาเปิดสำนักมวยจีนที่โอ๊คแลนด์ โดยเปิดกว้างต่อชาวตะวันตก ทำให้ผู้อาวุโสชาวจีนโพ้นทะเลในไชน่าทาวน์ที่ซานฟรานซิสโกไม่พอใจเป็นอย่าง มาก และส่งสาส์นออกมาเตือนบรู๊ช ลี หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สนใจยังคงเปิดสำนักมวยสอนชาวต่างชาติอยู่อีก ในที่สุด ทางนั้นจึงส่ง หว่อง แจ็คแมนที่เชี่ยวชาญ หมัดกระเรียนขาว (มวยใต้ของมณฑลฮกเกี้ยน) เพื่อมาปราบ บรู๊ช ลี

ก่อนประลอง หว่อง แจ๊คแมน ได้พาลูกศิษย์และผู้เกี่ยวข้องราว ๆ 10 คนมาที่สำนักมวยของ บรู๊ช ลี โดยเรียกร้องให้เขายุติการสอนมวยจีนให้แก่คนต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องรับคำท้าประลองจากตน และถ้าหากบรู๊ช ลี แพ้เขาจะต้องปิดสำนักหรือไม่ก็ต้องเลิกสอนชาวต่างชาติเสีย โดยทางฝ่ายหว่องคงแค่คิดจะขู่ บรู๊ช ลี ให้หงอแล้วยอมทำตามความเห็นของพวกผู้ใหญ่ในไชน่าทาวน์เท่านั้น แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อ บรู๊ช ลี กลับรับคำท้าของหว่องจริง ๆ มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายเสนอให้สู้กันโดยไม่มีกติกาข้อห้ามใด ๆ ทั้งสิ้นด้วย

บรู๊ช ลี สั่งให้ลินดาภรรยาของเขาและศิษย์ในสำนักของเขาทั้งหมดออกไปข้างนอก ข้างในมีแต่เขากับหว่องและพวกเท่านั้น เมื่อการประลองเริ่มขึ้น บรู๊ช ลี เป็นฝ่ายเข้าประชิดตัวหว่องแล้วออกหมัดตรงเป็นชุดใส่หว่องราวกับพายุบุแคม หว่องพยายามถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจาก บรู๊ช ลี เอาไว้แต่ บรู๊ช ลี กลับตามติดแล้วปล่อยหมัดชกออกไปไม่หยุดหว่องทนการบุกของบรู๊ช ลีไม่ไหวถึงกับหันหลังหนีไม่คิดสู้อีก บรู๊ช ลี ต้องกระโจนไปกระชากตัวหว่อง ทุ่มลงนอนกับพื้นเงื้อหมัดหมายเผด็จศึก จนหว่องเอ่ยปากยอมแพ้ การประลองในครั้งนั้นจึงยุติลง

บรู๊ซ ลี ( Bruce Lee) เป็นดาราจีนที่โด่งดังในระดับฮอลลีวู้ด ด้วยความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้แบบจีทคุนโด้ เขาสามารถพูดอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และยังเป็นแชมเปี้ยนเต้นชะชะช่า ในปี 1997 นิตยสารเอ็มไพร์ จัดเขาเป็นหนึ่งใน 100 ดารานำตลอดกาล

บรู๊ซ ลี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1940 บรู๊ซ ลี เป็นชื่อที่นางพยาบาลตั้งให้ เพราะมันเรียกง่ายและฟังดูเป็นฝรั่ง เหมาะกับซานฟรานซิสโก เมืองที่เขาถือกำเนิดขึ้นมา ส่วนชื่อจีนคือ ลี เสี่ยวหลง หรือ ลี จุน ฟาน ซึ่งมีความหมายว่า “เจ้ามังกรน้อย” บรู๊ซ ลี ไม่เพียงเกิดในปีมะโรงซึ่งถือเป็นปีมังกรตามความเชื่อของชาวจีนเท่านั้น แต่เขายังเกิดในช่วงเวลาของมังกรระหว่าง 06.00-08.00 น. ของเช้าวันนั้นด้วย

บรู๊ซ ลี เกิดในช่วงที่ ลีฮอยฉวน พ่อของเขาซึ่งเป็นนักแสดงงิ้วที่โด่งดังมากกำลังไปตระเวนแสดงพร้อมกับคณะ งิ้วกวางตุ้งในอเมริกา พ่อของบรู๊ซ ลีเป็นชาวจีนเต็มตัว ขณะที่เกรซ แม่ของเขานั้นเป็นลูกครึ่งจีน-เยอรมัน บรู๊ซ ลี เลยได้ถือสัญชาติอเมริกันโดยปริยาย หลังจากให้บรู๊ซ ลีไปปรากฏตัวในหนังขณะอายุได้เพียงสามเดือน พ่อของเขาก็พาครอบครัวกลับฮ่องกง

เมื่อเริ่มย่างเข้าวัยรุ่น บรู๊ซ ลี เข้าก๊วนกับพวกแก๊งเด็กเกเรแถวบ้าน ออกชกต่อยตะลุมบอนกับเด็กแก๊งอื่นไปทั่ว วันหนึ่งเขาโดนอัดจนเละเพราะไม่มีพรรคพวก ความเจ็บปวดและพ่ายแพ้เร้าให้เขาหาวิธีไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ปี 2496 เส้นทางจอมยุทธ์ของลีก็เริ่มต้นขึ้น เขาฝากตัวเป็นศิษย์กับ อาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์มวยแห่งหยงชุน แรกเริ่มการศึกษาศิลปะป้องกันตัวทำให้ผยอง ไม่เกรงใคร เขาแต่งตัวแบบคนจีนโบราณไปไหนมาไหน หากใครสบตา เขาก็ไม่รอช้าที่จะท้าตีด้วยวิชามวยกังฟู

ปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1959 ที่เกาลูนแห่งเกาะฮ่องกงมีการประลองมวยจีน ระหว่างศิษย์สองสำนัก ฝ่ายหนึ่งคือ บรู๊ซ ลี ในวัย 19 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นศิษย์ของอาจารย์ยิบมันเรียนมวยหย่งชุนอยู่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่มาท้าประลองเป็นคนของสำนักหลงอี้ฝึกมวยใต้มา 4 ปีแล้ว สถานที่ประลองคือ ดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งซึ่งตามปกติใช้เป็นสนามบาสเก็ตบอลตามกติกาที่ตกลงกัน ในตอนแรก คือ ต้องหยุดหมัดก่อนชกถูกลำตัวและหากผู้ใดหลุดออกนอกเส้นสนามบาสเก็ตบอลจะถือ ว่าเป็นฝ่ายแพ้

แต่ครั้นพอ บรู๊ซ ลี เพิ่งจะถอดเสื้อออก หมัดของคู่ประลองก็ใส่เข้ามาที่ใบหน้าของบรู๊ช ลี ทันที ทำให้กติกาที่ตกลงกันไว้ยกเลิก กลายเป็นการวิวาทกันอย่างไม่มีกติกาไปเสียแล้ว แต่การวิวาทในครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายนั้นถูก บรู๊ช ลี ต่อยลงไปนอนกับพื้นแล้วยังถูก บรู๊ช ลี ตามเข้าไปแตะซ้ำที่ใบหน้าอีกสองทีจนฟันหักหลายซี่และสลบคาที่ ขณะที่ตัว บรู๊ช ลี นอกจากรอยช้ำที่ขอบตาเพราะโดนหมัดทีเผลอในตอนแรกแล้วแทบไม่โดนต่อยเลย

ต่อมา ผู้ปกครองของคู่ประลองได้เข้าแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินการกับบรู๊ช ลี ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้พ่อของบรู๊ซ ลี ต้องส่งเขาไปอยู่อเมริกา บรู๊ช ลี จึงเดินทางไปเมืองซานฟรานซิสโก ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1959 เขามาทำงานที่ร้านอาหารของญาติในซานฟรานซิสโกอยู่พักหนึ่ง แล้วย้ายไปซีแอตเทิล เป็นครูสอนเต้นรำ ซึ่งเขาเคยได้แชมป์ที่ฮ่องกงมาก่อน

จากนั้นเขาก็มาเรียนวิชาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เรียนจบแล้วย้ายไปแคลิฟอร์เนีย บรู๊ซ ลี พบกับลินดา ลี แคดเวลล์ ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียนี่เอง พร้อมทั้งตั้งสถาบันสอนศิลปะป้องกันตัว สอนมวยจีนไปด้วย

 

อนาคตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์

การศึกษาด้านอารยธรรมวิเคราะห์ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์เป็นภาพรวม มีการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับอารยธรรมช่วงครึ่งแรกของคริสศตวรรษที่ 20 แนวคิดเรื่องอารยธรรมมีความหลากหลายถูกละเลยไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการมองกันว่าเป็นสงครามที่ปกป้องอารยธรรมของมวลมนุษย์เป็นวัฒนธรรม หนึ่งเดียว แนวคิดเรื่องว่าอารยธรรมมีความหลากหลายถูกกีดกันออกไปช่วงสงครามเย็น ขณะนี้หวนกลับมาอีก แต่อยู่ในสภาวะสับสนตามสมควร

อารยธรรมคืออะไร? นักโบราณคดีซึ่งศึกษาอารยธรรมสมัยต้น ๆ ตีความว่าเกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น อารยธรรมเทคโนโลยีสมัยทองแดง (Bronze Age) เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความเป็นเมืองขนาดใหญ่ การแบ่งงานกันทำของแรงงาน มีโครงสร้างชนชั้น และโครงสร้างด้านอำนาจการควบคุมหรือรัฐ

มนุษย์กลุ่มต่าง ๆ ถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันด้วยสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้มวลสมาชิกสามารถสื่อสารเข้าใจซึ่งกันและแสวงหาความหมายแก่ชีวิต อาณาบริเวณของความรู้ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของบุคคลและปฏิสัมพันธ์ที่มี ระหว่างกัน แสดงออกผ่านสื่อหลายรูปแบบ ได้แก่ นิยายปรัมปรา ภาษา และศาสนา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นเช่นนั้นมาตราบจนสมัยต่อมาเมื่อสปิริตการวิเคราะห์และให้เหตุผลมี ความสำคัญขึ้น จึงมีการแยกรูปแบบสื่อต่าง ๆ ที่กล่าวมาออกเป็นส่วน ๆ ออกจากกัน

คำจำกัดความคำว่าอารยธรรม ในทางปฏิบัติน่าจะเป็นความคล้องจองกันระหว่างชุดของ สภาวะวัตถุวิสัย (สภาวะเศรษฐกิจ หรือ material condition) ที่กำหนดความเป็นอยู่กับชุดของการให้ความหมายที่เป็นผลจากประสบการณ์และ ปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มิติด้านวัตถุและมิติด้านจิตใจของอารยธรรมเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน อาจให้ผลเป็นอารยธรรมแบบต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากมิใช่เป็นเพียงกรณีของสภาวะวัตถุวิสัย ส่งผลให้เกิดรูปแบบจิตสำนึกได้รูปแบบเดียว ขณะที่รูปแบบอื่น ๆ เป็นความจอมปลอม รูปแบบของการหาความหมายจะต้องเหมาะเจาะกับสภาวะวัตถุวิสัย และมนุษย์อาจสู่จุดนั้นได้ด้วยหลายแนวทาง ดังนั้นอารยธรรมที่แตกต่างกัน แม้จะมีสภาวะวัตถุวิสัย อันเดียวกัน อาจมีการให้คุณค่า และเส้นทางโคจรที่ต่างกัน

 

ความสำคัญของการศึกษาอารยธรรมในแนวนี้ อยู่ตรงที่สมมติฐานพื้นฐานเกี่ยวกับระบบโลก ได้แก่ (1) มีทางเลือกต่าง ๆ สำหรับอนาคตของมนุษย์ เราไม่ต้องถูกผูกมัดอยู่กับการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งของขบวนการโลกา ภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ที่กำหนดโดยการแข่งขันกันในตลาดโลก และซึ่งจะนำไปสู่สังคมมนุษย์โลกที่ขาดความหลากหลายตามแบบอย่างสังคมอเมริกัน ร่วมสมัย อารยธรรมที่มีองค์ประกอบของคุณค่าต่าง ๆ และการจัดองค์กรสังคมรูปแบบต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งเรายังเลือกสังคมที่เราต้องการได้ (2) ถ้าอารยธรรมต่าง ๆ คงอยู่ร่วมกัน การมีความเข้าใจซึ่งกันและกันจะกลายเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของการมีระเบียบโลก นี่คือสภาพที่ต่างจากสมัยสงครามเย็นที่มีสมมติฐานแนวคิดเชิงเดี่ยวเหมือนๆ กัน

กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจโลกพหุนิยม [โลกที่มีความหลากหลายด้านอารยธรรม - ผู้แปล] คือความสามารถเข้าใจกรอบวิธีคิดของผู้คนที่มองโลกแตกต่างไปจากวิธีการที่ “เรา” คุ้นเคย (ไม่ว่า “เรา” จะเป็นใคร) คือเข้าใจผู้คนที่มีทัศนคติต่อความเป็นจริงแตกต่างจากเรา

เราไม่ควรมีภาพของอารยธรรมเสมือนเป็นตัวตนที่คงที่ และซึ่งประจัญหน้าซึ่งกันและกันอย่างไม่เป็นมิตร แต่พิจารณาว่าอารยธรรมทุกประเภทเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งจากสภาวะความ ขัดแย้งภายในและการที่ต้องเผชิญกับปัจจัยจากภายนอก กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อประกอบเข้ากับการคงอยู่ของอารยธรรมต่าง ๆ ที่ยังเป็นปริศนา อาจจะเป็นพื้นฐานของความรู้ในอนาคตเกี่ยวกับระเบียบโลก การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมในมิติต่าง ๆ น่าจะเป็นองค์ประกอบของความรู้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและการสื่อสารกัน ความสัมพันธ์ทางสังคมของขบวนการผลิตและคุณค่าที่ฝังอยู่กับสังคม แนวคิดเรื่องเวลา และพื้นที่ (time and space) ซึ่งเป็นกรอบแสดงว่ามนุษย์คิดอย่างไรกับโลกของเขา ความหมายแห่งจิตวิญญาณที่หลากหลายและผลที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์

‘ความเป็นจริง’ ถูกสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์และสังคม ดังนั้นความเป็นจริง จึงต่างกันสำหรับแต่ละอารยธรรม มิใช่เป็นสากลทั่วโลก (นี่มิใช่หมายความว่าต้องปรับเอามิติวิธีคิดของอารยธรรมอื่น ๆ มาใช้เพียงทำความเข้าใจเท่านั้น) เมื่อสามารถเข้าใจผู้อื่น (สังคมอื่นหรือ อารยธรรมอื่น)แล้ว สิ่งที่จำเป็นลำดับต่อมาคือแสวงหาส่วนร่วมหรือแนวร่วมของ ‘ความเป็นจริง’ ที่หลากหลายนี้เพื่อเป็นพื้นฐานของความเป็นสากล ภายในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลาย

อำนาจของมนุษย์

เศรษฐศาสตร์

 

สิ่งที่เสนอเป็นการท้าทายระบบการเมืองของประเทศร่ำรวยอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเป็นไปไม่ได้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จอร์จ บุช เคยกล่าวว่า ‘เราไม่อาจยอมให้ใครมาปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของเราได้’ (‘Our lifestyle is not open to negotiation’) คำกล่าวนั้น ชี้ให้เห็นความเป็นจริงทางการเมือง ซึ่งเป็นมุมมองระยะสั้นของนักการเมืองระดับนำของโลกทางการ

เมื่อหันมาวิเคราะห์โลกที่สองคือโลกใต้ดิน ข้อพิจารณาเรื่องโลกแห่งสรรพสิ่งมีชีวิต มิได้อยู่ในความใส่ใจของโลกนี้เลย โลกใต้ดินไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระยะยาว มันเป็นโลกที่สนใจแต่เรื่องการหาเงินและอำนาจการเมืองระยะสั้นเท่านั้น โลกใต้ดินสนับสนุนโครงสร้างอำนาจและสภาพปัจจุบันของโลกทางการ มันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพยายามจะปรับปรุงโลกของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งผู้คนมักมองข้าม

 

ขบวนการโลกาภิวัตน์ขัดแย้งในตัวเอง โลกาภิวัตน์ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันระดับโลก และคู่ของการแข่งขันก็คืออุปสงค์ของผู้บริโภค แบบจำลองอุปสงค์ที่ใช้กันอยู่ได้มาจากการบริโภคของสังคมฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นตัวผลักดันรูปแบบการผลิต ที่ตามมาด้วยมลภาวะและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนร่อยหรอไปเรื่อย ๆ แหล่งมลภาวะเริ่มที่ประเทศร่ำรวย เมื่อประเทศเหล่านี้แก้ปัญหามลภาวะได้มลภาวะก็จะย้ายไปเกิดที่ประเทศจนกว่า ที่เอาอย่างพฤติกรรมที่ประเทศร่ำรวยได้เลิกไปแล้ว เทคโนโลยีใหม่ ๆ บางชนิดอาจสร้างมลภาวะน้อยลง และใช้ทรัพยากรธรรมชาติประหยัดขึ้น ทำให้มีหนทางหากำไรจากการทำให้ระบบนิเวศปลอดมลภาวะ แต่ถ้าขบวนการ โลกาภิวัตน์ยังคงก้าวต่อไปเฉกเช่นปัจจุบัน วิกฤตธรรมชาติที่จะส่งผลลบต่อมนุษยชาติต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

นัยยะที่ได้จากความขัดแย้งที่กล่าวมาคือ
(1) สังคมร่ำรวยต้องเปลี่ยนแบบแผนการบริโภค และการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความอยู่รอดของโลกสิ่งมีชีวิต
(2) แบบแผนที่เปลี่ยน ไปนี้ต้องเป็นแม่แบบทางเลือกให้ประเทศอื่น ๆ ที่จนกว่าและ
(3) ประเทศร่ำรวยที่ได้จัดการกับสังคมเศรษฐกิจของตนเองตามแนวทางเลือกใหม่ได้ แล้ว จะต้องช่วยประเทศที่จนกว่าปรับเปลี่ยนไปในแนวทางใหม่นี้ด้วย

จริยธรรมจากอดีตกาล

  • ควรอนุเคราะห์คนในราชสำนัก และคนภายนอก ให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย
  • ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น
  • ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์
  • ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤหบดีชน คือเกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง
  • ควรอนุเคราะห์ประชาชนในชนบท
  • ควรอนุเคราะห์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล
  • ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธุ์
  • ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักนำด้วยตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุจริต
  • ควรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริต กุศลและอกุศลต่อสังคม
  • ควรเข้าใกล้สมณพราหมณ์ เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ้งชัด
  • ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ควรเสด็จ
  • ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้
    1. จริยธรรมตามหลักนิติรัฐ ยึดหลักการว่า การบริหารงานใดได้ดำเนินการถูกต้องตามตัวบทกฎหมาย ถือว่าการบริหารงานนั้นถูกต้องตามหลักจริยธรรม แนวคิดนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจมีปัญหาเรื่องความไม่ครอบคลุม เพราะกฎหมายมักจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดปัญหา และเพื่อมิให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก จึงออกกฎหมายมาบังคับใช้ ดังนั้นกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงไม่เพียงพอในการกำกับพฤติกรรมการบริหาร งานให้อยู่ในกรอบของจริยธรรมได้ทุกกรณีนอกจากนั้น จริยธรรมตามหลักนิติรัฐยังมีจุดอ่อน กล่าวคือ ผู้มีอำนาจอาจจะละเว้นไม่ออกกฎหมายเพื่อลิดรอนสิทธิของกลุ่มตนเอง เช่น นักการเมืองไม่จดทะเบียนกับคู่สมรสlเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่ระบุว่าคู่ สมรส (สามี/ภรรยา) ของนักการเมืองต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ นักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงสั่งการด้วยวาจาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติในเรื่องที่ไม่ถูกต้องโดยตนเองไม่ต้องมีความรับผิดชอบ การกำหนดตำแหน่งทางการเมืองที่มีอยู่นอกกรอบกฎหมาย เช่น ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีตำแหน่งนี้มิใช่ตำแหน่งทางการเมืองตามกฎหมาย ผู้ดำรงตำแหน่งจึงไม่ต้องเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะ
    2. จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม ยึดหลักการการพยายามแสวงหาความดีที่ยึดถือควรเป็นอย่างไร แล้วนำมาใช้เป็นมาตรฐานจริยธรรม เพื่อกำหนดเป็นแนวทางปฏิบัติ จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรม จึงมีความครอบคลุมกว้างขวางกว่าจริยธรรมตามหลักนิติรัฐ อย่างไรก็ตาม จริยธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมมีจุดอ่อนที่สำคัญ คือ ขาดบทบังคับการลงโทษเมื่อมีการละเมิด เป็นความแตกต่างจากจริยธรรมตามหลักนิติรัฐ ความจริงแล้วจริยธรรมของการบริหารมีมาตั้งแต่โบราณกาลในสมัยสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ มีหลักธรรมของพระเจ้าแผ่นดิน ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม นั่นคือ จริยธรรมในการปกครองราชอาณาจักร มีหลักธรรมที่เรียกว่า จักรวรรดิวัตร คือวัตรของพระจักรวรรดิ หรือพระจริยาที่พระจักรวรรดิพึงบำเพ็ญสม่ำเสมอ 12 ประการที่เป็นจริยธรรมเช่นเดียวกัน ได้แก่
    3. ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า จริยธรรมเป็นแนวคิดที่ต้องการควบคุมพฤติกรรมของคน ทั้งนี้ ในฐานะที่สมาชิกวุฒิสภาเป็นบุคคลที่ถือเป็นบุคคลสาธารณะ และมีความเกี่ยวข้องกับภารกิจ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยวินิจฉัยว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความหมายกว้างกว่า “ข้าราชการการเมือง” โดยมีความเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายความถึง “บรรดาผู้รับผิดชอบงานด้านการเมืองทั้งหมดโดยงานการเมืองนั้นจะเป็นงานที่ เกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย (Policy) เพื่อให้ฝ่ายปกครองที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานประจำรับไปบริหาร (Administration) ให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนดนั้น” ดังนั้น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” จึงหมายถึง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาและผู้ดำรงตำแหน่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน โดยนัยดังกล่าว สมาชิกรัฐสภา จึงรวมถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีฐานะเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ตามความเห็นของกรรมการร่างกฎหมายด้วยดังนั้น หากสมาชิกวุฒิสภามีการฝ่าฝืนจริยธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมในขอบเขต ที่กว้างขวาง ทั้งนี้ การใช้มาตรฐานทางด้านศีลธรรมและจริยธรรมเป็นเครื่องมือในการควบคุมการกระทำ ของสมาชิกวุฒิสภาในฐานะบุคคลสาธารณะจึงมีความสำคัญ ดังนี้

      ประการแรก การที่ระบอบการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาหลักและปัญหาสำคัญของประเทศได้ การดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะอภิมหาโครงการ (Megaprojects) ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านสาธารณูปโภคและด้าน สังคมขาดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และการประหยัด มีปัญหาการฉ้อราษฎร์บังหลวงเกิดขึ้นตลอดเวลา การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมโดยการพยายามสร้างประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การประหยัดจะนำไปสู่การเรียกร้องให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ (Public Accountability) มากขึ้น

      ประการที่สอง การนำระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม (Liberal Democracy) มาใช้ควบคู่กับระบบเศรษฐกิจที่ใช้การตลาดเป็นตัวกำหนด (Market Economy) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญ ได้แก่

      • ด้านการเมือง มีการแยกส่วนที่เป็นส่วนตัว (Private) กับสาธารณะ (Public) ออกจากกันชัดเจนยิ่งขึ้น และความสำคัญของเนื้อหา (Substance) มีความสำคัญเท่ากับระเบียบวิธีปฏิบัติ (Procedures) ซึ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดประเด็นทางด้านจริยธรรมสำคัญหลายประการ
      • การที่นักการเมืองต้องแสวงหาความชอบธรรมในการเข้าสู่อาชีพและการดำรง ตำแหน่งโดยผ่านการเลือกตั้ง ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีเป้าหมายในการคุ้มครองอาชีพของนักการเมืองเอง ก่อให้เกิดเขตเลือกตั้งใหม่ (Constituency);ที่เรียกว่า “Campaign Funding Constituency” ขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ไว้วางใจนักการเมืองและการเมือง ซึ่งถือเป็นประเด็นทางจริยธรรมที่แก้ไขได้ยากที่สุด
      • ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมและเศรษฐกิจการตลาดที่ส่งเสริมการเติบโตของ ระบบทุนนิยมอย่างกว้างขวาง ทำให้ธุรกิจการค้าขยายตัวและต้องอาศัยการดำเนินการทางการเมืองเพื่อช่วยผลัก ดันผู้ประกอบการที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อลดผลกระทบทางลบของนโยบาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่แยกจากกันได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักการเมืองที่มีอาชีพทางธุรกิจก่อนเข้าสู่วงการเมือง และยังต้องการรักษาอาชีพและผลประโยชน์เดิมไว้ต่อไป

      การขยายตัวของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม โดยเฉพาะการรับรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การเรียกร้องจากสื่อมวลชนและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมให้มีความโปร่งใส รวมถึงการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และพฤติกรรมนักการเมือง ทำให้กรณีที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของนักการเมือง ปรากฏเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียง อย่างมาก นำไปสู่การกดดันให้มีการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการสร้างมาตรฐานทางกฎหมายและจริยธรรมทางการเมืองควบคู่กันไป เพื่อควบคุมการใช้อำนาจทางการเมืองในทางที่ผิด

      ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแมกซ์ เวเบอร์ ซึ่งได้กล่าวถึงนักการเมืองในฐานะอาชีพหนึ่ง โดยเวเบอร์แบ่งนักการเมืองอาชีพออกเป็น 2 ประเภท คือ ผู้มีชีวิตเพื่อการเมือง (Live for Politics) และผู้ที่อาศัยและหากินจากการเมือง (Live from Politics)

      การมีชีวิตเพื่อการเมือง หมายถึง นักอุดมการณ์ที่ได้รับความสุขจากการเข้าไปเล่นการเมือง เป็นความรู้สึกภายในใจ เป็นการเล่นการเมืองเพื่ออุดมคติหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของตน กลุ่มนี้มักเป็นพวกที่มีฐานะและรายได้ดีอยู่ก่อน และไม่มีความประสงค์ที่จะเล่นการเมืองเพื่อหารายได้หรือผลประโยชน์ให้แก่ตน เอง ขณะที่ผู้ที่อาศัยและหากินจากการเมือง เป็นผู้ที่ต้องการรายได้จากการทำงานการเมือง ต้องอาศัยรายได้จากเงินเดือนหรือจากสินบน หรือใช้อิทธิพลเพื่อเรียกคืนเงินที่ใช้ไปในการเลือกตั้ง

      จากการแบ่งนักการเมืองในลักษณะดังกล่าว เวเบอร์ชี้ให้เห็นว่า อาชีพนักการเมืองมีความแตกต่างจากอาชีพอื่น เพราะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝนพัฒนาความสำนึกในเรื่อง เกียรติยศของวิชาชีพ (Professional Honor) ไม่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคพิเศษ ซึ่งทำให้เกิดความสำนึกว่าจะต้องสร้างจริยธรรมของวิชาชีพ (Professional Integrity) ซึ่งนำมาสู่แนวคิดว่า อาชีพนักการเมืองต้องใช้จริยธรรมในด้านใด จึงจะทำให้เกิดการยอมรับในความชอบธรรม หรือ การตั้งคำถามว่า จริยธรรมของนักการเมืองอยู่ที่ไหน

      ทั้งนี้ เวเบอร์เห็นว่า จริยธรรมที่น่าจะเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ได้แก่ จริยธรรมว่าด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการ (Ethics; of; Principled; Conviction);;และจริยธรรมว่าด้วยความรับผิดชอบ(Ethics of Reponsibility)

      หลักจริยธรรมทั้งสองประการมีความเกี่ยวข้องกันในลักษณะที่ว่า หากมีความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการ แต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดจากความรู้สึกเช่นนั้น คนที่มีความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีหลักการจะได้รับความเคารพ แต่จะไม่มีผู้ใดยอมให้เป็นนักการเมือง หากผู้นั้นไม่มีความรับผิดชอบ เพราะอาจใช้ความรุนแรงจากการมีอำนาจที่ชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ ที่จะติดตามมา นักการเมืองลักษณะนี้ย่อมเป็นบุคคลอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชน

      ในทรรศนะของเวเบอร์ นักการเมืองจึงควรมีคุณสมบัติที่สำคัญ 3 ประการคือ

      1. มีอารมณ์ผูกพันแน่วแน่ จริงจังต่ออุดมการณ์ (Passion) หมายความว่า นักการเมืองจะต้องรู้สึกห่วง กังวล เอาใจใส่ต่อสิ่งที่เขาต้องการจะต่อสู้ คำว่า Passion ไม่ใช่อารมณ์ที่เป็นความตื่นเต้นที่ไร้ความหมาย หรือเป็นเพียงเจตคติภายใน (Inner Attitude) เท่านั้น แม้แต่การปฏิวัติที่ปราศจากความรับผิดชอบก็ไม่ถือว่าเป็น Passion
      2. มีความรับผิดชอบ (Responsibility) จริยธรรมของความรับผิดชอบเป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่า นักการเมืองมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่ออุดมการณ์หรือไม่
      3. มีวิจารณญาณ (Judgement) หมายถึง ความสามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งความไม่หวั่นไหวและความสงบ แต่สนองตอบต่อสภาพความเป็นจริง หรือการต้องพิจารณาสิ่งต่างๆ และคนจากระยะห่าง การขาดวิจารณญาณถือเป็นความผิดประการหนึ่งของนักการเมือง เป็นสิ่งที่ทำให้ไร้ประสิทธิภาพทางการเมือง

      คุณสมบัติทั้งสามประการจะประกอบกันเป็นจริยธรรมของนักการเมือง เป็นพลังที่เสริมสร้างบุคลิกภาพของนักการเมืองเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการ เมือง อันเป็นกิจกรรมของมนุษย์อย่างแท้จริง นักการเมืองจึงจำเป็นต้องมีอุดมการณ์ มีความรับผิดชอบ และมีวิจารณญาณเป็นเครื่องกำกับความหลงตัวเอง (Vanity) ถือเป็นสิ่งที่คุกคามอาชีพนักการเมือง ทำให้ขาดความเป็นกลาง ขาดความรับผิดชอบ และเป็นไปเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น

      ทั้ง นี้ หากนักการเมืองใช้อำนาจทางการเมืองบนหลักพื้นฐานของจริยธรรมเพื่อผลประโยชน์ ของคนส่วนใหญ่แล้ว ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาอันชอบธรรม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ในทางตรงข้ามหากนักการเมืองขาดจริยธรรมและคำนึงถึงการรักษาอำนาจทางการเมือง ย่อมใช้อำนาจทางการเมืองทุกวิถีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองหรือคนส่วน น้อย

      ดังนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมืองจึงต้องเป็นบุคคลที่ต้องได้รับ ความไว้วางใจจากประชาชน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นักการเมืองจะถูกตรวจสอบจากประชาชนในลักษณะที่เข้มงวดเป็นพิเศษกว่าบุคคล ธรรมดาทั่วไป หรือบุคลสาธารณะในวิชาชีพอื่น แม้ในวิชาชีพอื่นที่มีความจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นแก่ ประชาชน เช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ เป็นต้น และบุคคลที่ประกอบอาชีพดังกล่าว ก็มิได้ถูกตรวจสอบในทางสาธารณะในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผยทุกแง่มุมเช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองมีความสำคัญในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ จึงมีความจำเป็นต้องมีการเฝ้ามองหรือตรวจสอบจากสาธารณะ (Public Scrutiny) มากกว่าผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ

      กล่าวคือ นักการเมืองจะถูกพิจารณาจากสาธารณชนว่า ควรมีจริยธรรมหรือคุณธรรม มากกว่าปัจเจกชนทั่วไป ซึ่งถือเป็น “ความชอบธรรม” ขั้นพื้นฐานของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยลักษณะดังกล่าวมีระดับความสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม แต่อาจถือเป็นลักษณะทั่วไปที่เป็นเป้าหมายของทุกสังคมที่ต้องการให้ปรากฏ ขึ้นจริง เพราะคุณลักษณะเช่นนี้ คือจุดเริ่มต้นของที่มาของความไว้วางใจจากประชาชน ดังนี้

      ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวของเวเบอร์สอดคล้องกับหลักจริยธรรมในการบริหารกิจการบ้าน เมืองที่ดีของไทย (Good Governance) ซึ่งพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้กล่าวถึง ความจำเป็นที่ต้องใช้หลักจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณความดีที่พึงยึดเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ทั้งนี้ หลักจริยธรรมตามแนวคิดนี้สามารถจำแนกเป็น 2 มุมมองคือ

     

กฏหมายวันละนิดจิตปลอดโปร่ง

สาระน่ารู้

คำว่า “อัยการ” หมายความว่า การของเจ้า, ตัวบทกฎหมาย

คำว่า “กฎ” หมายความว่า จดไว้เป็นหลักฐาน, ตรา, คำบังคับ,ข้อกำหนดหรือข้อบัญญัติที่บังคับให้ต้องมีการปฏิบัติตาม

และเมื่อนำความหมายของแม่คำหรือคำตั้ง แต่ละคำดังกล่าวมาพิจารณารวมกันแล้ว พอจะจำกัดความหมายโดยรวมของคำว่า “กฎอัยการศึก” ได้ว่า หมายถึง “กฎหมายในยามศึกหรือกฎหมายในภาวะสงคราม” ซึ่งมิได้บ่งชี้ถึงลักษณะพิเศษเฉพาะในรายละเอียด จึงอาจกล่าวได้ว่าความหมายโดยรวมดังกล่าวเป็นความหมายทั่วไปของ “กฎอัยการศึก”

“กฎอัยการศึก”(Martial law) เป็นคำประสมที่มาจากคำโดด 3 คำ ได้แก่ คำว่า “กฎ” คำว่า “อัยการ” และคำว่า “ศึก” มารวมกันเป็นคำเฉพาะ ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ระบุความหมายของคำโดดแต่ละคำไว้เป็นแม่คำหรือคำตั้ง ดังนี้

จึงอาจกล่าวได้ว่า ความหมายคำว่า “กฎอัยการศึก” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อย่างหลังนี้ที่ได้อธิบายความว่าหมายถึง “กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” เป็นความหมายเฉพาะของ “กฎอัยการศึก” ตามข้อเท็จจริงในระบบกฎหมายไทย

ส่วนคำว่า “กฎอัยการศึก” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมิได้ระบุให้ความหมายไว้โดยตรงในลักษณะเป็นคำ มูล คำสามานยนาม หรือคำวิสามานยนามที่เป็นแม่คำหรือคำตั้ง แต่ได้จัดประเภทไว้เป็นคำประสมที่เป็นอนุพจน์หรือลูกคำของแม่คำหรือคำตั้ง คำว่า “กฎ” โดยได้ให้นิยามไว้ในลักษณะอธิบายความว่า คือ“กฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นไว้สำหรับประกาศใช้เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างประกอบการอธิบายความหมายว่า ในกรณีที่เกิดสงคราม การจลาจล ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจหน้าที่เหนือเจ้า หน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธ์ การระงับปราบปราม หรือ การรักษาความสงบเรียบร้อย และศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาบางอย่าง ที่ประกาศระบุไว้แทนศาลพลเรือน ความหมายดังกล่าวมีลักษณะเป็นอรรถาธิบาย เพื่อมุ่งชี้เฉพาะให้เข้าใจถึงความหมายในเชิงปฏิบัติหรือการใช้งานจริง ซึ่งสอดคล้องตรงกับหลักการเฉพาะของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช 2457 และกฎหมายในกลุ่ม Martial law ที่ใช้กันในนานาประเทศ