Tag Archive: การร่วมงานกับผู้อื่น

Wildlife reserve

Wedge or soft.
(Manis javanica).
Body covered with a bit of hard IP is a small hole with a long tongue inhabited by sparse out at night and feed on the ground. To sleep the sleep timer is a hollow coil round food like ants and termites are seen. In all of Thailand.
02.jpg (6141 bytes) buffalo or bear, black bear.
(Selenarctos Buffalo).
Thailand is a huge bear hirsute torso black neck feathers are white V-shaped snout rather Black mouth and big ears, long tail, short out nocturnal eating both plants and animals for food. Such as insects, leaves and lace are only 2-3.
Live in the nest on flat low evergreen clump clump broken wicker like Enter the month and he is the -. Indigo with some Krabi expected to remain less than 100 now.
Sumatran rhinoceros
(Didemocerus sumatraensis).
Is the smallest rhino species in the world, there are two species of rhino 5 North like twigs, leaves and fruit is a very rare animal that is currently found in Forest area along the border Thailand – Burma border Thailand – Malaysia.
(Pardofelis marmorata).
A medium-sized wild cat living in the jungles and rainforests like living in a tree at night snakes eat mice, birds, insects. Today is a very rare animal.
Goral.
(Naemorhedus griseus).
Resemble goats found in the high peaks of over 1,000 meters above sea level and is cold all year round. The current outstanding amount found in the Mae Tuen wildlife sanctuaries. Tak.
05.jpg (6066 bytes) เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร birds.
(Pseudochelidon sirintarae).
Thailand is found on the 2511 wetland area and boating services. Sawan islands lying in the grass like a hovering insect is currently believed extinct.
03.jpg (7034 bytes).
Tiger
(Panthera tigris).
The yellow-orange stripes across a black stripe black striped tail jointed. Habitat of tiger, found in Siberia, the Caspian Lake, India, China, Malaysia, etc., and are found in all regions of Thailand.
04.jpg (5973 bytes) Sambar.
(Cervus unicolar).
Living wild grass and bamboo lace at night. Pregnant ewes for about eight months, the first time a deer stand about 15 to 20 years old found in almost all sectors.

05.jpg (7498 bytes).
The glasses.
(Presbytis phayrei).
Pages are black or gray eyes are green, blue, white hind legs and tail are the same color as the back. The glasses are very common in Asia, including China, Indonesia, Myanmar and Thailand.
06.jpg (8399 bytes) Leopard.
(Panthera pardus).
Animals with a nervous eye agility and stealth like leopard skin is yellow brown. The black dots are floating Kiugmtinhma Figure leopards living in jungle tree hollow. Thick on the rocks or hiding it three times, it will produce a 2-3 or more to 5.

Gazelles.
(Cervus porcinus).
As small as deer, barking deer Gazelle gregarious little birds living along the pasture in the morning and evening in Thailand to extinction. Sri Lanka, southern China, Laos, Burma etc..

ทฤษฎีการเข้าสังคม

ทฤษฎีการแปลที่พูดกันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลจริงๆ เสียทีเดียว เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแปลว่าการแปลควรจะเป็นยังไง ซึ่งทฤษฎีการแปลจะมีการแบ่งยุค แต่การแบ่งยุคมันก็ไม่ได้แบ่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือว่าถ้าบอกว่ายุคนี้ แล้วหมายความว่ามันจบแค่ยุคนั้น ที่ทำแล้วมันไม่มีต่อมาถึงคนอื่น ก็ไม่ใช่ ก็มีการเหลื่อมล้ำกัน อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลที่ทำจริงๆ เท่าไหร่ แต่มันเป็นแนวคิดของนักคิดหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการแปล เขาแบ่งยุคทฤษฎีการแปลออกเป็น ๔ ยุคด้วยกัน

ยุคแรก

ยุคเริ่มต้นเป็นยุคที่ยาวนานมาก คือ เริ่มมาจากซิเซโร ตั้งกฎที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง คือพูดว่า “จงอย่าแปลคำต่อคำ” หลังจากนั้น ๒๐ ปีต่อมา ฮอเรสซึ่งก็เป็นนักคิดโรมัน เขาก็พูดคล้ายๆ กัน ยุคนี้ยาวนานมากที่มีทฤษฎีการแปลว่า จงอย่าแปลคำต่อคำ คนที่ดังมากที่เขียนเรื่องนี้เกี่ยวกับทฤษฎีการแปลว่าจงอย่าแปลคำต่อคำคือ จอห์น ไดเดน

ไดเดนเป็นกวีชาวอังกฤษเป็นนักแปลด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะแปลงานของฮอเรส ลักษณะของทฤษฎีการแปลในยุคนี้เขาจะบอกว่า “อย่าแปลคำต่อคำ” แต่ให้”แปลโดยการถ่ายทอดความหมาย” ลักษณะเด่นก็คือว่า มันเป็นทฤษฎีการแปลที่เกิดมาจากคนที่ทำงานแปลจริงๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาพูด คำพูดที่ดังมากของไดเดนก็คือคำพูดที่ว่า คนเราควรจะแปล, สมมติแปลฮอเรสก็ควรจะแปลให้เปรียบเสมือนฮอเรสพูดภาษาอังกฤษในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่ไดเดนไม่ได้เขียนบทความแต่จะเขียนคำนำ ในคำนำเขาจะเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลเอาไว้ เขาบอกว่าในการแปลมันมี ๓ อย่าง คือ

๑. แปลคำต่อคำ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการแปลที่แย่มาก

๒. การแปลง มีการแปลอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า “การแปลง” การแปลงคือ คล้ายๆ การเขียนเลียนแบบขึ้นมาใหม่ เช่นที่เราเห็นชัดที่สุดที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่อง”ไผ่แดง” กับเรื่อง”กาเหว่าที่บางเพลง” เป็นการแปลง โดยทั่วไปการแปลง ประเทศที่มีชื่อเสียงมากในเรื่องการแปลง คือฝรั่งเศส

การแปลงนั้นไดเดนบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่เสียหายในยุคหนึ่ง การแปลงมีประโยชน์มากถ้าหากว่าเป็นยุคที่สองชนชาติเพิ่งติดต่อกันใหม่ๆ แล้วในชนชาติที่จะแปลไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือความคิดประเพณีของอีกชนชาติเลย การแปลตรงๆ มันจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจ ยกตัวอย่าง สมมติว่าย้อนไป ๒๐๐ ปี เราจะแปลนิยายของตะวันตกมาเป็นไทยแล้วเราแปลตรงๆ เช่น ฝรั่งทักทายกันด้วยการจูบ ถ้าเราแปลตรงๆ นักอ่านไทยในยุคโบราณไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมประเภทนี้ได้ว่า เอ๊ะ ทำไมนางเอกในเรื่องนี้ไปจูบกับตัวร้าย แปลว่าอะไร? ความเข้าใจมันจะไม่เกิด ในยุคแบบนี้ การเขียนแปลงขึ้นมาใหม่อาจจะเป็นประโยชน์เพื่อเป็นการเตรียมให้คนในชนชาติ เริ่มทำความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมหรือประเพณีที่แตกต่างออกไป แต่ว่าการแปลงประเภทนี้ เมื่อชนชาตินั้นๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอีกชนชาติหนึ่งมากพอแล้ว การแปลงเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำอีก ไดเดนให้เหตุผลว่ามันไม่มีรสนิยม ไม่สมควรทำ คือ มันควรจะก้าวไปอีกขั้น คือมีการแปลที่แท้จริง

๓. การแปลที่แท้จริง คือการแปลแบบที่รักษาต้นฉบับเอาไว้ ไดเดนเขาเปรียบเปรยว่า การแปลคำต่อคำ (เขาใช้คำเปรียบเทียบ ไดเดนเขาจะภาษาสวยมาก ดิฉันแปลมาอาจจะไม่สวยเหมือนเขา) เขาเปรียบเทียบว่า “การแปลคำต่อคำ เปรียบเสมือนการเต้นรำ บนเส้นเชือก ด้วยขาที่ผูกมัดไว้ นักเต้นรำ อาจประคองตัวไม่ให้ตกลงไปด้วยความระมัดระวัง แต่อย่างคาดหวังเลยว่า จะมีความสง่างามของท่วงท่า และหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว นี่เป็นภารกิจที่โง่เขลา เพราะไม่มีคนสติดีคนไหน จะเสี่ยงชีวิตเพียงเพื่อเสียงปรบมือ ที่ปรบมือให้เขาเพราะเขาเอาตัวรอดได้ โดยที่เขาไม่ตกลงมาคอหักตาย” นี่คือเขาวิจารณ์การแปลคำต่อคำอย่างแบบว่าเถรตรง ในขณะที่ไดเดนบอกว่าการแปลที่ดี คือ”การแปลอย่างอิสระในขอบเขตจำกัด” โดยที่นักแปลต้องคำนึงถึงผู้ประพันธ์อยู่เสมอคือ เหมือนกับว่าแปลไป ตามองผู้ประพันธ์อย่างไม่ให้คลาดสายตา กล่าวคือ นักแปลไม่ได้แปลจากถ้อยคำแบบตายตัว แต่แปลตามความหมายมากกว่า และความหมายนั้นอาจจะมีการขยายความได้บ้าง แต่ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ. แล้วเขาก็สรุปว่า อย่างที่เขาแปล”เวอร์จิน” ตัวไดเดนบอกว่า “ผมพยายามทำให้เวอร์จิน พูดภาษาอังกฤษอย่างที่เวอร์จินน่าจะพูด หากว่าเขาเกิดในอังกฤษและอยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน ก็คือในสมัยของไดเดนเอง” นี่เป็นวิธีคิดของทฤษฎีการแปลในยุคนี้ ในภาษาไทย วิธีคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลแบบนี้มีเป็นภาษาไทยออกมา เป็นของอาจารย์นพพร ประชากุล เล่มบางๆ ขายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นชื่อ”ทฤษฎีการแปล” อาจารย์นพพรแปลมาจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เป็นทฤษฎีในยุคปัจจุบัน เป็นลักษณะแนวคิดเดียวกับไดเดน ในยุคแรก

ยุคที่สอง

ขึ้นมายุคนี้จะเกี่ยวข้องกับยุคทฤษฎีความหมายของการแปล เริ่มต้นมาในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ – ๑๙ โดยเฉพาะบทความที่สำคัญมาก และก็คนได้อ้างถึงเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลนี้ก็คือ บทความของชไลเออร์มาเคอร์ ที่จริงเขาเป็นนักชีววิทยาชาวเยอรมัน เป็นนักคิดทางด้านการตีความ เขาเขียนบทความนี้ ถ้าเราไปอ่านทฤษฎีการแปลต่างประเทศ เกือบทุกเล่มยังไงๆ ก็ต้องพูดถึง ชไลเออร์มาเคอร์ ในยุคนี้มีนักคิดอยู่หลายคน นอกจากชไลเออร์มาเคอร์ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็จะมี เกอเต้, โชเปนฮาวเออร์, วอเตอร์ เบนจามิน…

แต่ชไลเออร์มาเคอร์มีคนอ้างถึงมากที่สุด เนื่องจากว่ายุคนี้มีการศึกษาค้นคว้า มีแนวคิดทฤษฎีทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ทฤษฎีการแปลก็ได้รับอิทธิพลมาจากทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีความหมายหรือการตีความ สมัยก่อนในยุคแรก ทฤษฎีการแปลจะเกิดมาจากนักแปลจริงๆ พูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง แต่พอมาถึงยุคนี้ทฤษฎีการแปล บางทีไม่ได้เกี่ยวกับการแปลจริงๆ จะเป็นนักคิดหรือนักปรัชญามองเรื่องการแปลโดยเชื่อมโยงเกี่ยวกับทฤษฎีทาง ด้านภาษา ปรัชญา และความคิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทฤษฎีการแปล เริ่มปรับเปลี่ยนและมีระเบียบวิธีคิดเป็นของตัวเอง โดยที่อาจจะไม่ขึ้นอยู่กับการแปลจริงๆ หรือว่าต้นฉบับเฉพาะชิ้นไหนหรือว่านักแปลคนไหน แต่ว่าส่วนใหญ่ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ จะเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่า คำว่าเข้าใจหมายถึงอะไร มันทำให้การแปลมีแง่มุมทางปรัชญาขึ้นมามาก

ชาวเยอรมันถือว่ามีบทบาทมากในเรื่องทฤษฎีการแปล กล่าวกันว่าชาวเยอรมันให้ความสนใจมากกับเรื่องการแปล ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “การแปลเป็นชะตากรรมของภาษาเยอรมัน” วิวัฒนาการของภาษาเยอรมันสมัยใหม่ มีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับการแปล โดยเฉพาะการแปลที่ลูเธอร์แปลพระคัมภีร์ไบเบิล แล้วก็มีการแปลงานของโฮเมอร์ และเชคสเปียร์ มาเป็นภาษาเยอรมัน ทำให้ภาษาเยอรมันเกิดวิวัฒนาการ และกลายมาเป็นภาษาเยอรมันในปัจจุบัน ทำให้นักคิดทางด้านเยอรมันสนใจทฤษฎีการแปลมากพอสมควร คือชไลเออร์มาเคอร์ ในบทความนี้ถ้าจะพูดถึงก็คือ พูดแบบสรุปๆ เลยคือวา การแปลมี ๒ วิธี คือ

๑. ดึงผู้อ่านไปหานักเขียน
๒. ดึงนักเขียนไปหาผู้อ่าน

วิธีหลังที่ว่าดึงนักเขียนไปหาผู้อ่านคือ หมายถึงว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่านได้อ่านงานของนักเขียนคนนั้นอย่างราบรื่น ไม่รู้สึกติดขัด ไม่รู้สึกว่าแปลกแยกจากงานแปล เหมือนวิธีการที่ไดเดนพูดในตอนแรกว่า เหมือนทำให้เวอร์จินพูดภาษาอังกฤษในยุคนั้นๆ แต่ ชไลเออร์มาเคอร์บอกว่า การคิดแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าภาษาความคิด หรือความหมายทุกอย่างในโลกมันก่อรูปในภาษาและผ่านภาษา แล้วในเมื่อภาษามันมีประวัติศาสตร์ มีรากศัพท์ มีวัฒนธรรม มีบริบทที่แตกต่างกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไปถอดงานเขียนชิ้นหนึ่ง ออกจากภาษาดั้งเดิม แล้วเอาแต่ความหมายแก่นแท้ที่เป็นสากล แล้วมาเปลี่ยนให้เป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยที่เหมือนกับจับแต่งตัวเข้าไปใหม่ เขาบอกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมันเท่ากับว่า (โดยที่เขาเชื่อว่า) ความคิดที่เป็นแก่นแท้ที่ไม่ผูกติดอยู่กับภาษาเลย มันไม่มี เพราะความคิดทุกอย่างมันก่อรูปในภาษา เพราะฉะนั้นเขาเลยมองว่า อันนั้นไม่ใช่การแปลที่แท้จริง

การแปลที่แท้จริงในความคิดชไลเออร์มาเคอร์ก็คือว่า คุณจะต้องดึงผู้อ่านเข้าไปหาผู้เขียน พูดง่ายๆ ก็คือว่าทำให้ภาษาในการแปลที่ดี มันอาจจะไม่ได้ราบรื่นหรือว่า เป็นเสมือนภาษาต้นฉบับ คือไม่มีความสละสลวย ความสละสลวยอาจจะหายไป แต่ในขณะเดียวกันมันจะรักษาความคิดที่แตกต่างกันของคนละวัฒนธรรมเอาไว้ได้ คือนักแปลอาจจะต้องทำในที่สิ่งที่ผู้อ่านไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความซื่อสัตย์ต่อความหมายดั้งเดิมที่แปลกแยกออกไปจาก สังคมของตัวเองมากกว่า

ยุคที่สาม

หลังยุคที่ ๒ เข้าสู่ยุคที่ ๓ นับเป็นยุคที่มีเวลาอยู่สั้นมากเลย มันเป็นยุคที่เกิดมาจากอิทธิพลแนวคิดที่เขาเรียกว่า “formalism” ของพวกรัสเซียและเชค ที่เขาเรียกว่าพวกโครงสร้างนิยม การเกิดขึ้นของทฤษฎีภาษาศาสตร์แบบพฤติกรรมศาสตร์และความเฟื่องฟูของแนวคิด ทางด้านสถิติ นักคิดคนสำคัญของกลุ่มนี้ที่เขียนทฤษฎีการแปลที่คนจะอ้างถึงมากมาย คือ โรมัน ยาคอร์ปสัน จริงๆ พยายามแปลยาคอร์ปสัน แล้วแต่ติดปัญหาเรื่องภาษาศาสตร์ เขาจะใช้ศัพท์ภาษาศาสตร์มาก เราไม่แม่นก็เลยหยุดไปไม่ได้แปลต่อ ยุคนี้มีเวลาค่อนข้างสั้นมาก เขามองว่ายุคนี้มันมาจากแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยคือ มีความเชื่อว่า มันน่าจะมีการทำตารางแผนผังของการเทียบเคียงของภาษา ๒ ภาษาได้ โดยที่เขาจะพยายามใช้ศัพท์วิทยาสัญลักษณ์เข้ามาเปรียบเทียบกับการถอดความ หมายทางด้านภาษาศาสตร์ พยายามใช้ความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง กับทฤษฎีข้อมูลมาใช้ในการแปลระหว่างภาษา

อิทธิพลที่ยุคนี้ทำให้เกิดวารสารทางวิชาการเกี่ยวกับนักแปลอาชีพ และการแปลเป็นประเด็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นวารสารโดยเฉพาะในทางวิชาการขึ้นมา แต่ว่ายุคนี้มันอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าส่วนหนึ่งมันถูกล้มไป เพระว่าแนวคิดภาษาศาสตร์ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มันล้มไป เพราะการเกิดขึ้นของภาษาศาสตร์สำนักนอม ชอมสกี้

ภาษาศาสตร์ในพฤติกรรมศาสตร์ เขาจะมองว่าคนเหมือนผ้า ความรู้ทางภาษาเกิดจากการสอนแต่ชอมสกี้ เขาปฏิวัติแนวความคิดของภาษาศาสตร์ของพวกพฤติกรรมศาสตร์ โดยเขาเขาเรียกว่า “generative grammar” เขาบอกว่า ในมนุษย์ทุกคนมันจะต้องมีกลไกอันหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษในตัวเองอยู่แล้ว อันนี้ชอมสกี้สังเกตจากเด็ก ดูถึงเรื่องของการเรียนรู้ทางภาษาของเด็กซึ่งสามารถก้าวกระโดดไปได้ และจากการสอนภาษา ถ้ามนุษย์มีลักษณะเป็นเด็กแบบที่พฤติกรรมศาสตร์พูดว่าเป็นเหมือนผ้าขาว แล้วทุกอย่างเกิดจากการสอน เหตุใด? ทำไม? ความรู้ที่จำกัดในเรื่องไวยากรณ์ของมนุษย์ แต่ทำไมทำให้มนุษย์ใช้ไวยากรณ์ที่จำกัด สามารถสร้างการแสดงออกของภาษาได้อย่างไม่จำกัด จริงๆ ชอมสกี้มองและ มีทฤษฎีว่า มันจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวมนุษย์ที่พูดง่ายๆ ว่า ความสามารถในการใช้ภาษาเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด ไม่ได้เกิดจากการสอน เขาบอกว่าเด็กไปอยู่ในสังคมไหนๆ ก็สามารถเรียนรู้ภาษาได้ทันที แสดงว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเด็กที่พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่แล้ว แนวคิดแบบนี้มันทำให้วิธีคิดแบบกลไกในเรื่องภาษาศาสตร์ตกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ มันอยู่ได้ไม่นานและหมดไป คือไม่มีอิทธิพลต่อมาอีก

ยุคที่สี่

ปัจจุบันนี้คือ ต้องเรียกว่าเป็นยุคของสัญญวิทยา คนที่มีอิทธิพลในทฤษฎีการแปลยุคนี้ ก็คือ อูมเบอร์โต้ เอโก้ เขาเขียนหนังสือเป็นทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งชื่อ “mouse or rat” และคนที่เขียนที่เป็นพวก postmodern ส่วนใหญ่แนวคิดในด้านทฤษฎีการแปลของกลุ่มนี้ ก็คือ เน้นไปทางด้านสหสัมพันธบท (intertextuality) ความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อม แล้วก็เอโก้เขียนหนังสือทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งพูดว่า ” การแปลคือการต่อรอง” การต่อรองระหว่างนักแปลกับต้นฉบับ มันจะเป็นการต่อรองประโยคต่อประโยคและคำต่อคำ หรือความหมายต่อความหมาย แต่ว่าโดยส่วนตัว คิดว่ามีคนหนึ่งที่นิยามเรื่องการแปลได้ดีคือวิกเก็นสไตล์ เป็นนักปรัชญา เขาบอกว่า การแปลเป็นเสมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ มันแก้ได้ แต่มันไม่มีระเบียบวิธีอย่างเป็นระบบในการแก้ นี่เป็นคำพูดของวิกเก็นสไตล์

งานวิจัยโบราณ

จรรยาบรรณในการวิจัย จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระเบียบวิธีวิจัย เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจัย นักวิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต การวิจัยจึงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาได้ หากผู้วิจัยขาดความรอบคอบระมัดระวัง การวิจัยเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผน และกำหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของนักวิจัยในเรื่องที่ จะศึกษา และขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของนักวิจัยในการทำงานวิจัยด้วย ผลงานวิจัยที่ด้อยคุณภาพด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากเผยแพร่ออกไปอาจเป็นผลเสียต่อวงวิชาการและประเทศชาติได้

นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบอาชีพที่กลุ่มบุคคลและแต่ละสาขา วิชาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ยึดถือปฏิบัติ เพื่อรักษาชื่อเสียงและส่งเสริมเกียรติคุณของสาขาวิชาชีพของตน


ด้วยเหตุนี้ สภาวิจัยแห่งชาติจึงกำหนด จรรยาบรรณนักวิจัย ไว้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยยึดถือปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้ง อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและ เกียรติภูมิของนักวิจัยไว้ 9 ประการ ดังนี้

  1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
    นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติและอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
  2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
    นักวิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ผู้เกี่ยวข้องทุก ฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัยให้ได้ผลดีที่สุดและเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
  3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
    นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำการวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญหรือมีประสบการณ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพและเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
  4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย
    ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต นักวิจัยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืชศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
  5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
    นักวิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพใน ศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของ การวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยไม่หลอกลวงหรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
    นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตนหรือความลำเอียงทางวิชาการอาจส่งผลให้มีการบิด เบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
  7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
    นักวิจัยพึงเผยแพร่งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลต่อข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
  8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
    นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
  9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
    นักวิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังสติปัญญาในการทำวิจัยเพื่อความ ก้าวหน้าทางวิชาการเพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ

การทำช็อกโกแลต

ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสเท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเมล็ดโกโก้ กลับสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของ น้ำช็อกโกแลต ก็ได้รับอิทธิพลของสเปน คือ …… มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลลา กลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจคนทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงสร้างไร่โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ จากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี

พระชาวสเปนได้เก็บการทำน้ำ ช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ แต่ในที่สุดก็รั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วยุโรป ก็ติดอกติดใจน้ำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นอาหาร อร่อยที่เสริมสุขภาพ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศส น้ำช็อกโกแลตกระจายข้ามน้ำข้ามทะเล ไปยังอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแลตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การ ดื่มน้ำช็อกโกแลตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัย แสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิลิ้มรส เมื่อเรือกลไฟถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแลตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปมีโอกาสได้ลิ้มลอง ในปี 1828 มีการประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ยิ่งทำให้น้ำช็อกโกแลตราคาถูกลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นมาการดื่ม น้ำช็อกโกแลตก็แพร่หลายมาจนทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่างอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทในอังกฤษได้ผลิต “ช็อกโกแลตแท่ง” ที่กินได้ และอย่างที่สองคือ แดเนียล พีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปใน ช็อกโกแลต กลายเป็นช็อกโกแลตนม ที่เราแทะกินกันอย่างเมามันมาจนทุกวันนี้

ในอเมริกา มีการผลิตช็อกโกแลตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหน ๆ ในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแลตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใคร ๆ ต่างหลงใหลช็อกโกแลต เสียจนหากขาดตลาด ชาวประชาคงหมดกำลังใจที่จะอยู่ดูโลกต่อไปแน่

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรป คนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสเมล็ดโกโก้ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในแถบยุโรปรู้จักช็อกโกแลตที่แสนอร่อย จนกระทั่ง ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นปีที่โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา ลูกชายของโคลัมบัสซึ่งติดตามไปอเมริกาด้วย ได้พบเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ของชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า “พวกชนพื้นเมือง อเมริกันถือว่าเมล็ดถั่ว (หมายถึงเมล็ดโกโก้) มีค่ามาก พอเมล็ดถั่วตก พวกเขาทุกคน จะหยุดแล้วเก็บมันขึ้นมา ราวกับทำลูกตา ตกหล่นอย่างนั้นแหละ”

โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่ใช้แทนเงิน เมื่อกลับยุโรป ในบรรดาสิ่งของน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ที่โคลัมบัสนำมาถวายกษัตริย์และราชินีของสเปนนั้น มีเมล็ดดำ ๆ เล็ก ๆ คล้ายถั่วปะปนอยู่ ดูแล้วไม่รู้จะเก็บ มาให้หนักทำไม ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดโกโก้ เหล่านี้แหละจะกลายเป็นช็อกโกแลต ที่ทำให้มนุษย์ ทั่วโลกหลงใหลในเวลาต่อมา

กษัตริย์เฟอร์ดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น “สมบัติล้ำค่า” ขึ้นมาก็อีก 20 ปีให้หลัง เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสเท็ค

ในช่วงที่คอร์เทส รุกรานแดนเม็กซิโก เขาเห็นชาวแอสเท็คใช้เมล็ดโกโก้ ในการเตรียมเครื่องดื่มถวายกษัตริย์ นินทากันว่าจักรพรรดิ มอนเทซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทส และกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลตที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับมันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์

คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่า กษัตริย์ มอนเทซูมา ดื่มซอคาแลทัล “…ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลัง และขับไล่ ความเหนื่อยอ่อน ดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงเดินได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกินอาหาร” แต่ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิทำเอา คอร์เทสแทบสำลักเพราะ มีรสขมมาก ทหารบางคนบอกว่า “น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา”

ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญมนุษย์ จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อ กระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา (เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย) มีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย

ตามตำนานเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกเพราะถูกสวรรค์ลงโทษ ที่นำช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จาก แดนสวรรค์มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เทพแห่งต้นโกโก้

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐ ฯ ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของช็อกโกแลต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ ไปให้กองทัพทหาร เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับช็อกโกแลตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ยังนำช็อกโกแลตออกไปกินนอกโลกด้วย

ที่มาของอินเทอร์เน็ต

การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2534 (30คน) ปี 2535 (200 คน) ปี 2536 (8,000 คน) ปี 2537 (23,000 คน)

ใน ปี 2550 จากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.04 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 26.8 และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 9.32 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15.5 เมื่อพิจารณาตามภาคพบว่า กรุงเทพฯ มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 40.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 29.9 รองลงมาคือ ภาคกลางมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 27.5 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.7 ภาคเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 26.0 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.9 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 11.9 ภาคใต้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 25.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 12.7

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต

1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (e-Mail)
2. สนทนา (Chat)
3. อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด
4. การติดตามข่าวสาร
5. การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล
6. การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์
7. การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ
8. การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์
9. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์
10. การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning)
11. การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference)
12. โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)
13. การอับโหลดข้อมูล
14. อื่นๆ

ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 1.463 พันล้านคน (ข้อมูล ณ เดือน มิถุนายน 2551) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่างๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ทวีปเอเชีย คิดเป็นร้อยละ 39.5 รองลงมาได้แก่ ทวีปยุโรป ร้อยละ 26.3 และอเมริกาเหนือ ร้อยละ 17.0 แต่หากจัดลำดับจำนวนผู้ใช้ตามประเทศ ประเทศที่มีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำนวน 253 ล้านคน

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า “เครือข่ายไทยสาร”

 

สื่อการสอนคือ

 

สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง สื่อชนิดใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางสำหรับผู้สอนส่งไปถึงผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ผู้สอนวาง ไว้ได้เป็นอย่างดี

เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ โสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ Bruner ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา นำมาสร้างเป็น “กรวยประสบการณ์” (Cone of Experiencess) โดยแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. ประสบการณ์ตรง โดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากของจริง เช่น การจับต้อง และการเห็น เป็นต้น
  2. ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ซึ่งอาจเป็นการจำลองก็ได้
  3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร เนื่องจากข้อจำกัดด้วยยุคสมัยเวลา และสถานที่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
  4. การสาธิต เป็นการแสดงหรือการทำเพื่อประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น
  5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เป็นต้น
  6. นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้สาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด
  7. โทรทัศน์ โดยใช้ทั้งโทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์การสอนเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน
  8. ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู
  9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง อาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ รูปภาพ สไลด์ ข้อมูลที่อยู่ในขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือ ไม่ออกแต่ก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้
  10. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของต่าง ๆ
  11. วจนสัญลักษณ์ ได้แก่ตัวหนังสือในภาษาเขียน และเสียงพูดของคนในภาษาพูด

ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์

“สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด” หมายความว่า สัตว์ใดที่อยู่ร่วมฝูงหรือเคยอยู่ร่วมฝูงกับสัตว์ที่เป็นโรคระบาด อันอาจติดเชื้อโรค หรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่ามีการแพร่ของเชื้อโรคระบาดไปยังบริเวณที่สัตว์นั้น อยู่และสัตว์นั้นสามารถแพร่เชื้อโรคระบาดและระบาดไปยังสัตว์อื่นได้ /”ซากสัตว์…

“ซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด” หมายความว่า ซากสัตว์ที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดหรือ ซากสัตว์ที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่าผ่านการสัมผัสกับซากสัตว์ที่เป็นพาหะของ โรคระบาด
“สัตวแพทย์” หมายความว่า สัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้ง

ข้อ 5 ในการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาด หรือการทำลายสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ตามระเบียบนี้ ให้ผู้สั่งทำลายสัตว์ดำเนินการเพื่อให้เจ้าของสัตว์ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณีที่เจ้าของสัตว์ได้จงใจกระทำความผิดต่อบทแห่งกฎหมายว่าด้วย โรคระบาดสัตว์ เจ้าของสัตว์จะไม่ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ ที่ถูกสั่งทำลายและในกรณีเช่นนี้ผู้สั่งทำลายสัตว์ไม่ต้องดำเนินการเพื่อให้ เจ้าของสัตว์ได้รับค่าชดใช้ราคาสัตว์ตามวรรคหนึ่งแต่อย่างใด

ข้อ 6 ให้ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์รักษาการตามระเบียบนี้

หมวด 1
การทำลายสัตว์

ข้อ 7 ภายใต้บังคับข้อ 5 และข้อ 8 ของระเบียบนี้ เมื่อได้มีการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาการสัตวแพทยศาสตร์แล้ว ปรากฎผลเป็นที่แน่ชัดว่า สัตว์ใดเป็นสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือเป็นสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดแล้ว แต่กรณี ให้สัตวแพทย์ หรือผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามข้อ 8 ที่เป็นสัตวแพทย์แห่งท้องที่ที่พบสัตว์นั้น มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ทำลายสัตว์ และให้ดำเนินการทำลายสัตว์ ณ จุดที่พบโรคระบาดสัตว์ หรือสถานที่อื่นใดที่สัตวแพทย์เห็นสมควร

ข้อ 8 ให้สัตวแพทย์ ในตำแหน่งต่อไปนี้ มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดและสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดใน พื้นที่ที่รับผิดชอบ ตามชนิดของสัตว์ในรายหนึ่ง ๆ ได้ไม่เกินจำนวนดังนี้

(1) ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ทั่วราชอาณาจักร (ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 1,000 ตัว หรือ
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 1,000,000 ตัว หรือ
(ค) สุนัข ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 500 ตัว หรือ

(2) ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย มีอำนาจสั่งทำลายสัตว์ในพื้นที่สุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 500 ตัว
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน500,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 200 ตัว

(3) ปศุสัตว์จังหวัด มีอำนาจทำลายสัตว์ในพื้นที่จังหวัดที่รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 100 ตัว หรือ

(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 200,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 100 ตัว

(4) หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ มีอำนาจ ทำลายสัตว์ในด่านกักกันสัตว์หรือสถานที่กักกันสัตว์ที่ ด่านกักกันสัตว์รับผิดชอบ

(ก) โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ม้า ลา ล่อ ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 50 ตัว
(ข) ไก่ เป็ด ห่าน ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 10,000 ตัว
(ค) สุนัข แมว ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือรวมกันรายละไม่เกิน 20 ตัว หรือ

การสั่งทำลายสัตว์จำนวนที่เกินกว่าอำนาจของปศุสัตว์จังหวัด ให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัย
การสั่งทำลายสัตว์จำนวนที่เกินกว่าอำนาจของหัวหน้าด่านกักกันสัตว์และ ผู้อำนวยการสำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์
การสั่งทำลายสัตว์ชนิดอื่นตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ และหรือจำนวนที่เกินกว่าอำนาจของผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ให้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมปศุสัตว์

ข้อ ในการทำลายสัตว์ที่เป็นโรคระบาดหรือสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ให้ใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ใช้สารเคมีให้สัตว์กินหรือฉีดหรือสูดดมเข้าร่างกายสัตว์เพื่อให้สัตว์นั้นตายโดยไม่ทรมาน
(2) ทำลายสัตว์ด้วยปืนชนิดยิงสัตว์โดยเฉพาะ ยิงสัตว์นั้นให้ตาย
(3) ทำลายสัตว์ด้วยอาวุธปืนตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งเทียมอาวุธปืน
(4) ทำลายสัตว์ด้วยวิธีอื่นตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนด

ข้อ 11 ซากสัตว์ซึ่งได้จากการทำลายในข้อ 9 ให้ผู้ทำลายสัตว์ดำเนินการทำลายซากสัตว์นั้น ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อ 12

หมวด 2
การทำลายซากสัตว์

ข้อ 11 ซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ให้สัตวแพทย์ หรือผู้รักษาการแทน หรือผู้รักษาการในตำแหน่งตามข้อ 8 ที่เป็นสัตวแพทย์แห่งท้องที่ที่พบซากสัตว์นั้น มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ทำลายซากสัตว์นั้น
ข้อ 12 ให้ทำลายซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด ตามลักษณะของซากสัตว์นั้น คือ

(1) ซากสัตว์ซึ่งมีลักษณะยังเป็นตัวสัตว์ทั้งตัวอยู่

(ก) ให้ผู้สั่งทำลายซากสัตว์มีคำสั่งให้ฝังซากสัตว์ใต้ระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าเป็นซากสัตว์ใหญ่ให้พูนดินกลบหลุมเหนือระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตรอีกด้วย
(ข) ใช้สารเคมีที่สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ทำการแช่ ราด หรือโรยที่ส่วนต่าง ๆ ของซากสัตว์นั้นจนทั่ว หรือ
(ค) ใช้ไฟเผาซากสัตว์นั้นให้ไหม้จนหมดสิ้น
(ง) ใช้วิธีการทำลายซากสัตว์ด้วยวิธีอื่นตามที่อธิบดีกรมปศุสัตว์กำหนด

(2) ซากสัตว์ซี่งไม่มีลักษณะเป็นซากสัตว์ ทั้งตัว หรือเป็นซากสัตว์บางส่วนที่ไม่ใช่ซากสัตว์บางส่วนซึ่งตัดออกจากสัตว์ขณะยัง มีชีวิต ให้ทำลายตามวิธีการที่กำหนดใน (1) โดยอนุโลม

กรณีซากสัตว์ที่ตัดออกจากสัตว์ขณะที่สัตว์ยังมีชีวิต เช่น งา เขา ขน และสัตวแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่าซากสัตว์นั้นยังใช้เป็นประโยชน์ได้ ให้จัดการทำลายเชื้อโรคระบาดด้วยวิธีพ่น แช่ ราด หรืออบด้วยสารเคมีหรือความร้อนที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ จนกว่าซากสัตว์นั้นปลอดจากเชื้อโรคระบาดตามหลักวิชาการสัตวแพทย์

จิตเพศ คืออะไร

ขั้นพัฒนาการทางจิต-เพศ

ฟรอยด์อธิบายว่า แรงขับทางเพศ เป็นพลังที่เรียกว่า“ลิบิโด (Libido)” ซึ่งจะไปกระตุ้นร่างกายของบุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ตามช่วงอายุ เมื่อลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณใด บริเวณนั้นจะเกิดภาวะเครียด (Tension) บุคคลจำต้องหาวิธีการลดภาวะเครียดหากลดภาวะเครียดได้ก็เป็นปรกติ แต่ถ้าลดภาวะเครียดไม่สำเร็จจะเกิดภาวะติดค้าง (Fixation) นั่นคือ บุคคลนั้นจะเก็บซ่อนความต้องการที่จะแสดงพฤติกรรมลดภาวะเครียดนั้นๆ เอาไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อที่จะนำมาแสดงออกในภายหลังเมื่อมีโอกาส พัฒนาการทางจิต-เพศ 5 ขั้นตอน มีดังนี้

  1. ขั้นปาก (Oral Stage) (แรกเกิด-1 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณปาก การดูดจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่เด็กบางคนอาจเกิดภาวะติดค้างได้ ซึ่งอาจเนื่องจากการหย่านมด้วยวิธีการรุนแรง การมีน้องเร็ว การที่มารดามีภารกิจมาก เป็นต้น เมื่อบุคคลนี้เติบโตขึ้นก็อาจมีพฤติกรรมชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ กินจุบจิบ จู้จี้ขี้บ่น เป็นต้น
  2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) (อายุ 1-2 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นที่ทวารหนัก การกัก และการปล่อยอุจจาระจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่ถ้าผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูใช้วิธีการเข้มงวดในการฝึกวินัยในการขับถ่าย เด็กจะเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้น อาจมีนิสัยเผด็จการหรือไม่มีความพอดีในเรื่องความสะอาดและการใช้จ่าย
  3. ขั้น อวัยวะเพศ (Phallic Stage) (อายุ 3-5 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเด็กเริ่มสนใจความแตกต่างระหว่างเพศ จึงทำให้ชอบจับต้องอวัยวะเพศเล่น เป็นการลดภาวะเครียด แต่ผู้ใหญ่มักใช้ค่านิยมของตนไปตัดสินพฤติกรรมของเด็กว่าไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดขวางการลดภาวะเครียดของเด็ก ทำให้เด็กเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้นเด็กก็อาจจะชอบแสดงออกในเรื่องเพศ ชอบพูดจาสองแง่สองง่าม หรือให้ความสนใจต่อเรื่องเพศมากเป็นพิเศษในขั้นนี้มีสิ่งสำคัญเกิด ขึ้นคือ เด็กชายเกิดปมโอดิปุส (Oedipus Complex)และเด็กหญิงจะเกิดปมอีเลคตร้า (Electra Complex) ซึ่งหมายถึงความรู้สึกของเด็กชายที่รักและติดแม่ เด็กหญิงจะรักและติดพ่อ และเด็กชายจะเลียนแบบพ่อเพื่อให้เป็นที่รักของแม่ ส่วนเด็กหญิงจะเลียนแบบแม่เพื่อให้เป็นที่รักของพ่อ อันส่งผลให้เริ่มมีบุคลิกภาพสอดคล้องกับเพศของตน
  4. ขั้นพัก (Latency Stage) (อายุ 6-12 ปี) ขั้นนี้ถือได้ว่าเป็นการพัก แต่มิใช่ว่าไม่มีการกระตุ้นของลิบิโดแต่พฤติกรรมทางเพศเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่อยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะจึงไม่มีภาวะติดค้าง
  5. ขั้น เพศ (Genital Stage) (อายุ 13-20 ปี) เป็นช่วงวัยรุ่น ลิบิโดจะไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ และเป็นไปอย่างมี “วุฒิภาวะทางเพศ” กล่าวคือ พร้อมต่อการสืบพันธุ์ การลดภาวะเครียดจึงเป็นการบำบัดความใคร่ด้วยตนเอง (Masturbation) ทั้งนี้เนื่องจากสภาพทางสังคมยังไม่เอื้อต่อการให้บุคคลในวัยนี้มีคู่ครอง ทั้งๆ ที่มีความต้องการทางการสืบพันธุ์สูงมาก

ระดับของจิต เป็นการจำแนกระดับความรู้ตัวของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ โดยจำแนกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. จิตรู้สำนึก (Conscious) เป็นความรู้ตัวขณะแสดงพฤติกรรม เช่น การเริ่มหัดขับขี่รถยนต์ การตอบโต้กับบุคคลอื่นในเรื่องที่มีความสำคัญสูง เป็นต้น
  2. จิตกึ่งรู้สำนึก (Subconscious) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ก้ำกึ่งระหว่างความรู้ตัวสับเปลี่ยนกับความไม่รู้ตัว เช่น การทำพฤติกรรมตามความเคยชิน ทำพฤติกรรมตามขั้นตอน ฝึกฝนจนมีความชำนาญ เป็นต้น
  3. จิตใต้สำนึก (Unconscious) เป็นความไม่รู้ตัว แต่เป็นรากฐานผลักดันพฤติกรรม ในบางครั้งจิตระดับนี้อาจปรากฏเป็นความฝันทั้งๆ ที่เรื่องนั้น ๆ บุคคลนั้นไม่ได้คิดคำนึงถึงตามปรกติ บางกรณีบุคคลอาจได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมบางอย่างแล้วนึกขึ้นได้ก็มี ฟรอยด์เปรียบเทียบระดับของจิตกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำซึ่งทำให้เข้าใจได้ ง่ายขึ้น กล่าวคือ ก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำ จะมีส่วนที่อยู่เหนือน้ำ ส่วนที่ปริ่มผิวน้ำ และส่วนที่อยู่ใต้น้ำอันเปรียบเสมือนจิต 3 ระดับ โดยจิตระดับที่สามนั้นจะโผล่พ้นผิวน้ำได้ ก็ต่อเมื่อมีลมหรือมีคลื่นที่รุนแรงเท่านั้น ฟรอยด์เชื่อว่าจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตของบุคคลในแต่ละวัน มากและแรงขับทางเพศก็อยู่เบื้องหลังของอิทธิพลนี้ด้วย

สัญชาตญาณ (Instinct) เป็นพฤติกรรมที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติของแต่ละชนิดของอินทรีย์ไม่จำเป็นต้อง มีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาหลายคนอธิบายสิ่งนี้ไว้ในรูปของปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexive Action) พฤติกรรมที่เป็นสัญชาตญาณมีมากมาย แต่มีบางพฤติกรรมที่เราคิดว่าเป็นการเรียนรู้ เช่น การว่ายน้ำซึ่งเป็นสัญชาตญาณ เพียงแต่ที่บางคนว่ายน้ำไม่เป็นเพราะเลย “ระยะวิกฤต (Critical Period)” สำหรับการว่ายน้ำไป (คือช่วงที่ควรจะได้ว่ายน้ำกลับไม่มีโอกาส จนเวลาผ่านพ้นระยะวิกฤติไป สัญชาตญาณนี้จึงหายไปด้วย) ฟรอยด์แบ่งสัญชาตญาณไว้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Live Instinct) เป็นพฤติกรรมการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต เช่น การหาปัจจัยเพื่อยังชีพ การหนีห่างจากภัยอันตราย เป็นต้น
  2. สัญชาตญาณแห่งความตาย (Dead Instinct) เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อหายนะของชีวิต เช่น การฆ่าตัวตาย (เพียงแค่คิดก็มีพฤติกรรมนี้แล้ว) การมุ่งร้ายต่อศัตรู หรือความอยากรู้อยากเห็นต่อความพินาศย่อยยับ เป็นต้น

สัญชาตญาณทั้งสองกลุ่มนี้มีอิทธิพลผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และมีโอกาสสับเปลี่ยนไปจากกลุ่มหนึ่งไปเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในทันทีทันใด

โครงสร้างแห่งบุคลิกภาพ (Personality Structure) หรือบางครั้งเรียกโครงสร้างแห่งจิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าเน้นพฤติกรรมภายนอกหรือภายใน คำว่า “บุคลิกภาพ”หมายถึง ผลรวมของพฤติกรรมที่ปรากฏต่อการรับรู้ของผู้อื่น และมีลักษณะค่อนข้างถาวร ฟรอยด์เชื่อว่าบุคลิกภาพมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  1. อิด (Id) เป็นส่วนที่กระตุ้นความต้องการของบุคคลและบงการการตอบสนองความต้องการตาม หลักแห่งความพึงพอใจ (Pleasure Principle) คือคำนึงความพึงพอใจของตนเองเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าเป็นคนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเพราะสัตว์ อื่นๆ ก็ล้วนกระทำแบบนี้ โดยมิต้องพึ่งพาการอบรมสั่งสอน
  2. อีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่กระตุ้นให้บุคคลตอบสนองความต้องการที่เกิดจากอิด โดยไม่ให้อิดบงการการตอบสนอง อีโก้จะตอบสนองตามหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle) คือคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างตนเองกับผู้อื่น การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าอยู่ในระดับเกณฑ์ปรกติของคนทั่วไป เพราะคนเราอาจจะต้องสูญเสียความพอใจไปบ้างเพื่อผู้อื่นจะได้ไม่เดือดร้อน
  3. ซูเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนที่บงการการตอบสนองความต้องการของอิด โดยคำนึงถึงหลักแห่งมโนธรรม (Moral Principle) คือคำนึงถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น แต่ตนเองอาจทุกข์ก็ได้ ถือว่าเป็นการตอบสนองความต้องการในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปกติของคนทั่วไป

โดยทั่วไปความต้องการของบุคคลเกิดจากอิดเท่านั้น โดยมีแรงขับทางเพศและสัญชาตญาณปะปนอยู่ด้วย ส่วนการตอบสนองความต้องการนั้นอีโก้จะเป็นส่วนปฏิบัติการในสภาพการณ์ที่เกิด ขึ้น แต่จะได้รับอิทธิพลจากอิด ซูเปอร์อีโก้ หรืออีโก้เอง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความคิดของบุคคลในขณะนั้น

ฟรอยด์อธิบายว่า ช่วงแรกเกิด-5 ปี เป็นระยะวิกฤต (Critical Original Period) ของชีวิตมนุษย์ เป็นระยะปูพื้นฐานของบุคคลในทุกๆ ด้าน ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ถึงแม้จะชดเชยมากเพียงใดก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ และหากเกิดประสบการณ์รุนแรงฝังใจ (Traumatic Experience) ในช่วงนี้ก็จะส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของบุคคลนั้นตลอดไปเช่นกัน เช่น หากเคยตกจากที่สูงในช่วงนี้ก็อาจทำให้กลัวความสูงมากกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-เพศนี้ทำให้พ่อแม่หรือครูรู้ว่าควรจะปฏิบัติ กับเด็กแต่ละวัยอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดภาวะติดค้าง และตระหนักถึงความสำคัญกับช่วงชีวิต 5 ปีแรกของเด็กให้มาก

 

โลกาภิวัตน์ เกิดจากอะไร

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการพยายามใช้ระบบเบรตตันวู้ด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตลาดการค้าเสรีและความรับผิดชอบของรัฐเพื่อดูแลสวัสดิการภายในประเทศ รัฐต้องอยู่ในกรอบขององค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น องค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และข้อตกลงว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าระหว่างประเทศ (GATT) ในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้า เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและระบบอัตราแลกเปลี่ยน องค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ให้บริการด้านการเงิน และให้เวลาประเทศต่าง ๆ ปรับเศรษฐกิจภายในแต่ละประเทศ เพื่อมิให้ต้องลดทอนสวัสดิการของสังคมภายในประเทศ

กล่าวโดยย่อภายใต้ระบบเบรตตันวู้ดประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินนโยบายภายในเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะของตน พร้อม ๆ กับที่มีความพยายาม ณ ระดับนานาชาติที่จะสร้างระบบการค้าเสรีขึ้นในโลก ภาวการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าด้านสังคมเป็นเวลา 3 ทศวรรษ แต่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1968-1975 จากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน สภาพรอมชอมที่ยอมให้เศรษฐกิจภายในประเทศเป็นตัวกำหนดนโยบายรัฐ เปลี่ยนแปลงไป คือรัฐถูกจำกัดบทบาทวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสวัสดิการสังคมภายในประเทศ และอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เพิ่มความสำคัญกับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนเพิ่มขึ้น พร้อม ๆ กับที่มาตรการด้านการประกันสังคมและสวัสดิการสังคมที่นำมาใช้ช่วงทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกยกเลิกหรือค่อย ๆ ลดความสำคัญลง รัฐถูกกดดันให้ละทิ้งบทบาทเดิมที่ต้องรับผิดชอบกับสังคมของตนเอง โดยต้องทำตามการชี้นำของเศรษฐกิจโลก ภายใต้การชี้นำของศัพท์แสงใหม่ ๆ เรื่องโลกาภิวัตน์ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และการแข่งขันระดับโลก (globalization, interdependence, competitiveness)

ภาวการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร? และเหตุใดจึงเกิดขึ้น? คงจะมีการถกเถียงเพื่อแสวงหาคำตอบกันอีกนานทีเดียว แต่ในขั้นนี้กล่าวได้ว่า เรากำลังถึงช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนจริง ๆ กล่าวคือเรากำลังอยู่ ณ จุดที่โครงสร้างเก่านั้นอ่อนกำลังลง และโครงสร้างใหม่ได้ก่อตัวขึ้นแล้ว จะขอแจกแจงองค์ประกอบหลัก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงในตอนต่อไป

Preah Vihear Temple

Preah Vihear Temple or Prasat Preah Vihear. The ancient beauty. Dominant over the Phanom Dong Rak mountain range. The boundary. Between Thailand and Cambodia has an elevation of sea level 657 m Preah Vihear as it firmly on the mountain or “Si Si B Red Arrow” is the “crown jewel” of Lord Shiva (Shiva) is outstanding. on top of Phanom Dong Rak mountain range in length from north to south by 800 meters. Most of the entrance and stairs up to the top of the hill. The President of the castle. Situated at the southern end of Castle Peak (elevation 120 m from the north end of the castle, 525 meters and 657 meters above ground level in Cambodia).
National Park near the Preah Vihear temple as a holy place of the former inhabitants. King Jayavarman the second set and called this area “Security wa s” after the name in Sanskrit inscription that. “Sri Sikri Ice Princess” means “the mountain of the Gospel” is located on a hilltop in Phanom Dong Rak mountain range. Along the boundaries between Thailand and Cambodia.

Of evidence. Expected to generate in a year. Year 1432-1443. In the romanization of the first to use it as a place of worship, religious beliefs, Brahman. We assume it is like. “Mount Meru” (center of the universe) by making it realistic to capture the power and faith of the people in the neighborhood together. Because in the past the people of mixed race lived together. Romanization is the one he is sure to make up the temple. To a point and anchor of the soul. The house, which would make the rule easier.

Preah Vihear is among many Thewalai and Castle Rock. All built to honor Lord Shiva. Thewalai or Castle Rock, which first created. At the beginning of the 9th century ruins of Thewalai remaining. Age from the Kerguelen Islands. In the early 10th century when Preah Vihear and the architecture is stunning. Cultural heritage of their ancestors. “Kha Mer Cambodia” (Khmer) traditional living in Cambodia today. And in the east of us.

Kha Mer Cambodia. The people who have the ability to create a “castle” with sandstone and laterite. The construction of the castle on the hill Kha Mer Cambodia temple row the long reign of over 300 years since King’s “I Wanna assuming that 1″ to “Romanization 1″ so that the “Jayavarman 5-6″. until the very end. “Romanization 2″ and “The Jayavarman 7″ from the late 9th century until the middle of the 12th century (or from the 15th to the 18th century or the Sukhothai period 300 years before that).

Entrance to the castle, President, Vesta, Kanpur (arches) bookmarks are five layers (Co Kanpur 5th is the visitor will find the first part) Co. Jaipur each layer before reaching the front yard to the stairs. several stages. Jaipur is the Co layers at the altitudes. In addition, the model also shield them from patching Coast viewers see the next section of the castle. Until it passes through the different stages of it. The structure can not be seen from one corner to the castle.

Preah Vihear temple was originally located in the area of Thailand. The landscape of home Chai District C Pillar Coral Kantharalak district. Sisaket Province (1899, Rs -118) and 2442 HRH on her family. His celebration assembly. The Royal Sappasitthiprasong. Went to the castle. He called. “Castle virtues” which are referred to as. “Temple” in which he mentions the name of the era and the ridge that packs 118 stores right eye.
Whether the 2447 treaty, or by geography. The land of Thailand is clearly the date October 6, 2502 the Government of Prince Norodom Sihanouk of Cambodia. The backing of France. Be filed with the Court. Thailand to withdraw troops from Preah Vihear. And asked the court to award sovereignty over Preah Vihear temple that night. (All filed 73 times) later on June 15, 2505 the ICJ ruled that sovereignty over the Preah Vihear temple belonged to Cambodia, with a score of 9 to 3, characterized by the area, with an area of about 150 acres.

2450 years later, the French imperialists. (Khmer Rouge regime at the time) forced the military government of Siam (Thailand) to a map given to him in the temple, in the territory of Cambodia. In making the treaty more. Thai government has recognized the French map made well but did not protest. (Which was originally the Phanom Dong Rak mountain range divided by watershed. His temple is in Thailand, but the new year is planned. In 1907 the Cambodian side), possibly because France is a great power at that time. I can go to Thailand and Preah Vihear easily.