Tag Archive: การพูด

หนังสือและภาษาโบราณ

” พุทธศักราช ” ซึ่งทางราชการไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีคติตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยไทยถือตามมติของลังกาคือถือว่า ทรงปรินิพพาน๕๔๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้ว่าเราจะใช้พุทธศักราชกันมานานแล้ว แต่ทางราชการเพิ่งจะบังคับใช้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัว ตรมประกาศลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๓๑ ความว่า” ……ทรงพระราขดำริห์ว่าพระพุทธศักราชนั้นได้เคยใช้ในราชการทั่วไปไม่ถ้าจะให้ ใช้พระพุทธศักราชแทนปีรัตนโกสินทรศกแล้ว ก็จะเป็นการสะดวกแก่การอดีตในพงศาวดารของกรุงสยามมากยิ่งขึ้นฯลฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระพุทธศักราชในราชการทั้งปวงทั่วไป ฯลฯ ” หลังประกาศฉบับนี้ หนังสือไทยทุกประเภทจึงลงศักราช เป็นพุทธศักราชมาจนทุกวันนี้

” ศักราชจุฬามณี” เป็นคำระบุศักราชที่พบในตำราหนังสือไทยเก่าๆ ยังไม่มีผู้ใดสืบหลักฐานที่มาได้ เพียงแต่สอบได้ความว่าถ้าปรากฏศักราชชนิดนี้ในบานแผนกกฎหมายต้องใช้เกณฑ์เลข ๒๕๘ ลบ ผลลัพธ์ เป็นจุลศักราช

” คริสตศักราช ” เป็นศักราชที่มีต้นกำเนิดและใช้ในหนังสือต่างประเทศ หนังสือไทยโบราณทุกสมัยก่อนๆ ไม่ปรากฏว่าได้เคยใช้ศักราชแบบนี้เลย หนังสือไทยโบราณทั้งหลาย เช่น หนังสือพงศาวดาร ประกาศกฏหมายเก่า หรือ ตำราต่างๆ ฯลฯ มักลงศักราช ไว้ต่างๆ กัน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อจะลงศักราชบอกเวลาเป็นปี นิยมใช้ “จุลศักราช” หนังสือที่ตึพิมพ์ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๓๑ หรือในตอนกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น หนังสือราชการ ตำราและ แบบเรียน ฯลฯ ใช้ ” รัตนโกสินทรศก ” แทน “จุลศักราช” ทั้งสิ้น แต่การลงศักราชเป็น”รัตนโกสินทรศก” นั้น กระทำอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะปรากฏว่าตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นต้นมา หนังสือราชการและสิ่งพิมพ์ต่างๆ หันมาใช้ “พุทธศักราช” แทน “รัตนโกสินทรศก” ตราบจนทุกวันนี้ ประโยชน์ของการเปรียบเทียบศักราชเป็นสิ่งควรจำสำหรับใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าตำราเก่า

มหาศักราช มีกำหนดแรกบัญญัติ นับแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ๖๒๑ ปี เป็นศักราชที่แพร่หลายเข้ามาใช้ในเมืองไทยก่อนศักราชอื่น ประมาณว่าตั้งแต่เริ่มมีการจารึกหนังสือไทย ใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่

จุลศักราช เป็นศักราชที่ตั้งขึ้น และใช้ในเมืองพม่ามาแต่ก่อน ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาใช้ในราชการตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา (๒๑๑๒- ๒๑๓๓) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาติดต่อเกี่ยวกับเมืองหงสาวดีในฐานะเป็นเมืองประเทศราชอยู่ถึง ๑๕ ปีเนื่องจากเสียกรุงแก่พม่าครั้งแรก

ความเป็นมาของ จุลศักราช มีว่า “สังฆราชบุตุโสระหัน” เมื่อสึกจากสมณเพศได้ชิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๑๙ ในราชวงศ์สมุทฤทธิ์ในประเทศพุกาม ได้บัญญัติจุลศักราชขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๑๘๒ (กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ๑๑๘๑ ปี) และต่อมาก็เลิกใช้ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจุลศักราช ๑๒๕๐ ได้มี “ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่” ว่า :

” มีพะบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ด้วยทรงพระราชดำริห์ถึงวิธีนับวัน เดือน ที่ใช้กันอยู่ในสยามมณฑล และที่ใช้ในประเทศน้อยใหญ่เป็นอันมากในโลกนี้ เป็นวิธีต่างกันอยู่มากคือกล่าวโดยย่อก็เป็นวิธีใช้ตามจันทรคติอย่างหนึ่ง และสุริยคติอย่างหนึ่ง จึงทรงพระราชดำริห์ว่าวิธีนับวัน เดือน ปี อย่างดีที่สุดนั้น ควรจะประกอบด้วยเหตุอันควร ๓ ประการคือ (๑) ให้ถูกต้องใกล้ชิดกับฤดูกาล (๒) ให้มีประมาณอันเสมอไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันนัก กับ (๓) ให้คนทั้งปวงรู้ง่ายทั่วไปดีกว่าอย่างอื่น ทั้ง ๓ ประการนี้ จึงจะสมควรที่จะใช้ในประชุมชนทั้งปวง ….” ผลการประกาศฉบับนี้ ศักราชที่เคยใช้มาก่อนทั้งมวลเป็นอันงดใช้และให้ใช้” รัตนโกสินทรศก” เว้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา คงใช้พุทธศักราชเท่านั้น

” รัตนโกสินทรศก” เป็นศักราชที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่ปีที่ตั้งกรุงเทพพระมหานครเป็นทางราชการ คือ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เพราะฉะนั้น รัตนโกสินทรศก ๑ ก็คือปีพุทธศักราชล่วงมาแล้ว ๒๓๒๔ ปีแต่รัตนโกสินทรศก ใช้กันอยู่ไม่นานนักก็เป็นอันเลิกใช้ใน ร.ศ.๑๓๑ เป็นต้นมา สิ่งพิมพ์ต่างๆ และหนังสือราชการก็หันมาลงศักราช เป็น”พุทธศักราช” ในมาตรฐานเดียวกัน

บรู๊ช ลี กับศิลปะกาต่อสู้

 

เดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 1964 บรู๊ช ลี ในวัย 24 ปี ได้ย้ายไปอยู่ที่โอ๊คแลนด์ อาชีพสอนกังฟู สร้างรายได้ให้ บรู๊ซถึง ชั่วโมงล่ะ 275 ดอลล่าร์ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้จีนหลายเล่ม เขากับคู่หูเปิดรับนักเรียนกังฟูที่ไม่ใช่เอเชียอย่างเป็นทางการในเมืองโอ๊ก แลนด์ หลังจากสองปีก่อนเขาเคยเทรนคนผิวขาวคนแรกเล่นกังฟู และก่อนหน้านั้นเล็กน้อย มีสตูดิโอสอนกังฟูไม่จำกัดสีผิวเจ้าอื่นเปิดก่อนเป็นแห่งแรกในโลกที่ไชน่า ทาวน์ ในลอสแอนเจลิส

ที่โอ๊คแลนด์นี่เองที่เป็นจุดหักเหแห่งวิถีมวยจีนของบรู๊ช ลี เพราะบรู๊ซ มีเหตุต้องประลองกับครูมวยจีนคนหนึ่งชื่อ หว่อง แจ๊คแมน โดยเมื่อบรู๊ช ลี มาเปิดสำนักมวยจีนที่โอ๊คแลนด์ โดยเปิดกว้างต่อชาวตะวันตก ทำให้ผู้อาวุโสชาวจีนโพ้นทะเลในไชน่าทาวน์ที่ซานฟรานซิสโกไม่พอใจเป็นอย่าง มาก และส่งสาส์นออกมาเตือนบรู๊ช ลี หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สนใจยังคงเปิดสำนักมวยสอนชาวต่างชาติอยู่อีก ในที่สุด ทางนั้นจึงส่ง หว่อง แจ็คแมนที่เชี่ยวชาญ หมัดกระเรียนขาว (มวยใต้ของมณฑลฮกเกี้ยน) เพื่อมาปราบ บรู๊ช ลี

ก่อนประลอง หว่อง แจ๊คแมน ได้พาลูกศิษย์และผู้เกี่ยวข้องราว ๆ 10 คนมาที่สำนักมวยของ บรู๊ช ลี โดยเรียกร้องให้เขายุติการสอนมวยจีนให้แก่คนต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องรับคำท้าประลองจากตน และถ้าหากบรู๊ช ลี แพ้เขาจะต้องปิดสำนักหรือไม่ก็ต้องเลิกสอนชาวต่างชาติเสีย โดยทางฝ่ายหว่องคงแค่คิดจะขู่ บรู๊ช ลี ให้หงอแล้วยอมทำตามความเห็นของพวกผู้ใหญ่ในไชน่าทาวน์เท่านั้น แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อ บรู๊ช ลี กลับรับคำท้าของหว่องจริง ๆ มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายเสนอให้สู้กันโดยไม่มีกติกาข้อห้ามใด ๆ ทั้งสิ้นด้วย

บรู๊ช ลี สั่งให้ลินดาภรรยาของเขาและศิษย์ในสำนักของเขาทั้งหมดออกไปข้างนอก ข้างในมีแต่เขากับหว่องและพวกเท่านั้น เมื่อการประลองเริ่มขึ้น บรู๊ช ลี เป็นฝ่ายเข้าประชิดตัวหว่องแล้วออกหมัดตรงเป็นชุดใส่หว่องราวกับพายุบุแคม หว่องพยายามถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจาก บรู๊ช ลี เอาไว้แต่ บรู๊ช ลี กลับตามติดแล้วปล่อยหมัดชกออกไปไม่หยุดหว่องทนการบุกของบรู๊ช ลีไม่ไหวถึงกับหันหลังหนีไม่คิดสู้อีก บรู๊ช ลี ต้องกระโจนไปกระชากตัวหว่อง ทุ่มลงนอนกับพื้นเงื้อหมัดหมายเผด็จศึก จนหว่องเอ่ยปากยอมแพ้ การประลองในครั้งนั้นจึงยุติลง

บรู๊ซ ลี ( Bruce Lee) เป็นดาราจีนที่โด่งดังในระดับฮอลลีวู้ด ด้วยความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้แบบจีทคุนโด้ เขาสามารถพูดอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และยังเป็นแชมเปี้ยนเต้นชะชะช่า ในปี 1997 นิตยสารเอ็มไพร์ จัดเขาเป็นหนึ่งใน 100 ดารานำตลอดกาล

บรู๊ซ ลี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1940 บรู๊ซ ลี เป็นชื่อที่นางพยาบาลตั้งให้ เพราะมันเรียกง่ายและฟังดูเป็นฝรั่ง เหมาะกับซานฟรานซิสโก เมืองที่เขาถือกำเนิดขึ้นมา ส่วนชื่อจีนคือ ลี เสี่ยวหลง หรือ ลี จุน ฟาน ซึ่งมีความหมายว่า “เจ้ามังกรน้อย” บรู๊ซ ลี ไม่เพียงเกิดในปีมะโรงซึ่งถือเป็นปีมังกรตามความเชื่อของชาวจีนเท่านั้น แต่เขายังเกิดในช่วงเวลาของมังกรระหว่าง 06.00-08.00 น. ของเช้าวันนั้นด้วย

บรู๊ซ ลี เกิดในช่วงที่ ลีฮอยฉวน พ่อของเขาซึ่งเป็นนักแสดงงิ้วที่โด่งดังมากกำลังไปตระเวนแสดงพร้อมกับคณะ งิ้วกวางตุ้งในอเมริกา พ่อของบรู๊ซ ลีเป็นชาวจีนเต็มตัว ขณะที่เกรซ แม่ของเขานั้นเป็นลูกครึ่งจีน-เยอรมัน บรู๊ซ ลี เลยได้ถือสัญชาติอเมริกันโดยปริยาย หลังจากให้บรู๊ซ ลีไปปรากฏตัวในหนังขณะอายุได้เพียงสามเดือน พ่อของเขาก็พาครอบครัวกลับฮ่องกง

เมื่อเริ่มย่างเข้าวัยรุ่น บรู๊ซ ลี เข้าก๊วนกับพวกแก๊งเด็กเกเรแถวบ้าน ออกชกต่อยตะลุมบอนกับเด็กแก๊งอื่นไปทั่ว วันหนึ่งเขาโดนอัดจนเละเพราะไม่มีพรรคพวก ความเจ็บปวดและพ่ายแพ้เร้าให้เขาหาวิธีไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ปี 2496 เส้นทางจอมยุทธ์ของลีก็เริ่มต้นขึ้น เขาฝากตัวเป็นศิษย์กับ อาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์มวยแห่งหยงชุน แรกเริ่มการศึกษาศิลปะป้องกันตัวทำให้ผยอง ไม่เกรงใคร เขาแต่งตัวแบบคนจีนโบราณไปไหนมาไหน หากใครสบตา เขาก็ไม่รอช้าที่จะท้าตีด้วยวิชามวยกังฟู

ปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1959 ที่เกาลูนแห่งเกาะฮ่องกงมีการประลองมวยจีน ระหว่างศิษย์สองสำนัก ฝ่ายหนึ่งคือ บรู๊ซ ลี ในวัย 19 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นศิษย์ของอาจารย์ยิบมันเรียนมวยหย่งชุนอยู่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่มาท้าประลองเป็นคนของสำนักหลงอี้ฝึกมวยใต้มา 4 ปีแล้ว สถานที่ประลองคือ ดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งซึ่งตามปกติใช้เป็นสนามบาสเก็ตบอลตามกติกาที่ตกลงกัน ในตอนแรก คือ ต้องหยุดหมัดก่อนชกถูกลำตัวและหากผู้ใดหลุดออกนอกเส้นสนามบาสเก็ตบอลจะถือ ว่าเป็นฝ่ายแพ้

แต่ครั้นพอ บรู๊ซ ลี เพิ่งจะถอดเสื้อออก หมัดของคู่ประลองก็ใส่เข้ามาที่ใบหน้าของบรู๊ช ลี ทันที ทำให้กติกาที่ตกลงกันไว้ยกเลิก กลายเป็นการวิวาทกันอย่างไม่มีกติกาไปเสียแล้ว แต่การวิวาทในครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายนั้นถูก บรู๊ช ลี ต่อยลงไปนอนกับพื้นแล้วยังถูก บรู๊ช ลี ตามเข้าไปแตะซ้ำที่ใบหน้าอีกสองทีจนฟันหักหลายซี่และสลบคาที่ ขณะที่ตัว บรู๊ช ลี นอกจากรอยช้ำที่ขอบตาเพราะโดนหมัดทีเผลอในตอนแรกแล้วแทบไม่โดนต่อยเลย

ต่อมา ผู้ปกครองของคู่ประลองได้เข้าแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินการกับบรู๊ช ลี ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้พ่อของบรู๊ซ ลี ต้องส่งเขาไปอยู่อเมริกา บรู๊ช ลี จึงเดินทางไปเมืองซานฟรานซิสโก ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1959 เขามาทำงานที่ร้านอาหารของญาติในซานฟรานซิสโกอยู่พักหนึ่ง แล้วย้ายไปซีแอตเทิล เป็นครูสอนเต้นรำ ซึ่งเขาเคยได้แชมป์ที่ฮ่องกงมาก่อน

จากนั้นเขาก็มาเรียนวิชาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เรียนจบแล้วย้ายไปแคลิฟอร์เนีย บรู๊ซ ลี พบกับลินดา ลี แคดเวลล์ ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียนี่เอง พร้อมทั้งตั้งสถาบันสอนศิลปะป้องกันตัว สอนมวยจีนไปด้วย

 

การแปลภาษา

 

ไดเดนเป็นกวีชาวอังกฤษเป็นนักแปลด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะแปลงานของฮอเรส ลักษณะของทฤษฎีการแปลในยุคนี้เขาจะบอกว่า “อย่าแปลคำต่อคำ” แต่ให้”แปลโดยการถ่ายทอดความหมาย” ลักษณะเด่นก็คือว่า มันเป็นทฤษฎีการแปลที่เกิดมาจากคนที่ทำงานแปลจริงๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาพูด คำพูดที่ดังมากของไดเดนก็คือคำพูดที่ว่า คนเราควรจะแปล, สมมติแปลฮอเรสก็ควรจะแปลให้เปรียบเสมือนฮอเรสพูดภาษาอังกฤษในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่ไดเดนไม่ได้เขียนบทความแต่จะเขียนคำนำ ในคำนำเขาจะเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลเอาไว้ เขาบอกว่าในการแปลมันมี ๓ อย่าง คือ

๑. แปลคำต่อคำ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการแปลที่แย่มาก

๒. การแปลง มีการแปลอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า “การแปลง” การแปลงคือ คล้ายๆ การเขียนเลียนแบบขึ้นมาใหม่ เช่นที่เราเห็นชัดที่สุดที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่อง”ไผ่แดง” กับเรื่อง”กาเหว่าที่บางเพลง” เป็นการแปลง โดยทั่วไปการแปลง ประเทศที่มีชื่อเสียงมากในเรื่องการแปลง คือฝรั่งเศส

 

๓. การแปลที่แท้จริง คือการแปลแบบที่รักษาต้นฉบับเอาไว้ ไดเดนเขาเปรียบเปรยว่า การแปลคำต่อคำ (เขาใช้คำเปรียบเทียบ ไดเดนเขาจะภาษาสวยมาก ดิฉันแปลมาอาจจะไม่สวยเหมือนเขา) เขาเปรียบเทียบว่า “การแปลคำต่อคำ เปรียบเสมือนการเต้นรำ บนเส้นเชือก ด้วยขาที่ผูกมัดไว้ นักเต้นรำ อาจประคองตัวไม่ให้ตกลงไปด้วยความระมัดระวัง แต่อย่างคาดหวังเลยว่า จะมีความสง่างามของท่วงท่า และหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว นี่เป็นภารกิจที่โง่เขลา เพราะไม่มีคนสติดีคนไหน จะเสี่ยงชีวิตเพียงเพื่อเสียงปรบมือ ที่ปรบมือให้เขาเพราะเขาเอาตัวรอดได้ โดยที่เขาไม่ตกลงมาคอหักตาย” นี่คือเขาวิจารณ์การแปลคำต่อคำอย่างแบบว่าเถรตรง ในขณะที่ไดเดนบอกว่าการแปลที่ดี คือ”การแปลอย่างอิสระในขอบเขตจำกัด” โดยที่นักแปลต้องคำนึงถึงผู้ประพันธ์อยู่เสมอคือ เหมือนกับว่าแปลไป ตามองผู้ประพันธ์อย่างไม่ให้คลาดสายตา กล่าวคือ นักแปลไม่ได้แปลจากถ้อยคำแบบตายตัว แต่แปลตามความหมายมากกว่า และความหมายนั้นอาจจะมีการขยายความได้บ้าง แต่ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ. แล้วเขาก็สรุปว่า อย่างที่เขาแปล”เวอร์จิน” ตัวไดเดนบอกว่า “ผมพยายามทำให้เวอร์จิน พูดภาษาอังกฤษอย่างที่เวอร์จินน่าจะพูด หากว่าเขาเกิดในอังกฤษและอยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน ก็คือในสมัยของไดเดนเอง” นี่เป็นวิธีคิดของทฤษฎีการแปลในยุคนี้ ในภาษาไทย วิธีคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลแบบนี้มีเป็นภาษาไทยออกมา เป็นของอาจารย์นพพร ประชากุล เล่มบางๆ ขายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นชื่อ”ทฤษฎีการแปล” อาจารย์นพพรแปลมาจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เป็นทฤษฎีในยุคปัจจุบัน เป็นลักษณะแนวคิดเดียวกับไดเดน ในยุคแรก

ยุคที่สอง

ขึ้นมายุคนี้จะเกี่ยวข้องกับยุคทฤษฎีความหมายของการแปล เริ่มต้นมาในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ – ๑๙ โดยเฉพาะบทความที่สำคัญมาก และก็คนได้อ้างถึงเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลนี้ก็คือ บทความของชไลเออร์มาเคอร์ ที่จริงเขาเป็นนักชีววิทยาชาวเยอรมัน เป็นนักคิดทางด้านการตีความ เขาเขียนบทความนี้ ถ้าเราไปอ่านทฤษฎีการแปลต่างประเทศ เกือบทุกเล่มยังไงๆ ก็ต้องพูดถึง ชไลเออร์มาเคอร์ ในยุคนี้มีนักคิดอยู่หลายคน นอกจากชไลเออร์มาเคอร์ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็จะมี เกอเต้, โชเปนฮาวเออร์, วอเตอร์ เบนจามิน…

การแปลงนั้นไดเดนบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่เสียหายในยุคหนึ่ง การแปลงมีประโยชน์มากถ้าหากว่าเป็นยุคที่สองชนชาติเพิ่งติดต่อกันใหม่ๆ แล้วในชนชาติที่จะแปลไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือความคิดประเพณีของอีกชนชาติเลย การแปลตรงๆ มันจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจ ยกตัวอย่าง สมมติว่าย้อนไป ๒๐๐ ปี เราจะแปลนิยายของตะวันตกมาเป็นไทยแล้วเราแปลตรงๆ เช่น ฝรั่งทักทายกันด้วยการจูบ ถ้าเราแปลตรงๆ นักอ่านไทยในยุคโบราณไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมประเภทนี้ได้ว่า เอ๊ะ ทำไมนางเอกในเรื่องนี้ไปจูบกับตัวร้าย แปลว่าอะไร? ความเข้าใจมันจะไม่เกิด ในยุคแบบนี้ การเขียนแปลงขึ้นมาใหม่อาจจะเป็นประโยชน์เพื่อเป็นการเตรียมให้คนในชนชาติ เริ่มทำความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมหรือประเพณีที่แตกต่างออกไป แต่ว่าการแปลงประเภทนี้ เมื่อชนชาตินั้นๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอีกชนชาติหนึ่งมากพอแล้ว การแปลงเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำอีก ไดเดนให้เหตุผลว่ามันไม่มีรสนิยม ไม่สมควรทำ คือ มันควรจะก้าวไปอีกขั้น คือมีการแปลที่แท้จริง

แต่ชไลเออร์มาเคอร์มีคนอ้างถึงมากที่สุด เนื่องจากว่ายุคนี้มีการศึกษาค้นคว้า มีแนวคิดทฤษฎีทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ทฤษฎีการแปลก็ได้รับอิทธิพลมาจากทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีความหมายหรือการตีความ สมัยก่อนในยุคแรก ทฤษฎีการแปลจะเกิดมาจากนักแปลจริงๆ พูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง แต่พอมาถึงยุคนี้ทฤษฎีการแปล บางทีไม่ได้เกี่ยวกับการแปลจริงๆ จะเป็นนักคิดหรือนักปรัชญามองเรื่องการแปลโดยเชื่อมโยงเกี่ยวกับทฤษฎีทาง ด้านภาษา ปรัชญา และความคิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทฤษฎีการแปล เริ่มปรับเปลี่ยนและมีระเบียบวิธีคิดเป็นของตัวเอง โดยที่อาจจะไม่ขึ้นอยู่กับการแปลจริงๆ หรือว่าต้นฉบับเฉพาะชิ้นไหนหรือว่านักแปลคนไหน แต่ว่าส่วนใหญ่ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ จะเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่า คำว่าเข้าใจหมายถึงอะไร มันทำให้การแปลมีแง่มุมทางปรัชญาขึ้นมามาก

ชาวเยอรมันถือว่ามีบทบาทมากในเรื่องทฤษฎีการแปล กล่าวกันว่าชาวเยอรมันให้ความสนใจมากกับเรื่องการแปล ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “การแปลเป็นชะตากรรมของภาษาเยอรมัน” วิวัฒนาการของภาษาเยอรมันสมัยใหม่ มีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับการแปล โดยเฉพาะการแปลที่ลูเธอร์แปลพระคัมภีร์ไบเบิล แล้วก็มีการแปลงานของโฮเมอร์ และเชคสเปียร์ มาเป็นภาษาเยอรมัน ทำให้ภาษาเยอรมันเกิดวิวัฒนาการ และกลายมาเป็นภาษาเยอรมันในปัจจุบัน ทำให้นักคิดทางด้านเยอรมันสนใจทฤษฎีการแปลมากพอสมควร คือชไลเออร์มาเคอร์ ในบทความนี้ถ้าจะพูดถึงก็คือ พูดแบบสรุปๆ เลยคือวา การแปลมี ๒ วิธี คือ

๑. ดึงผู้อ่านไปหานักเขียน
๒. ดึงนักเขียนไปหาผู้อ่าน

วิธีหลังที่ว่าดึงนักเขียนไปหาผู้อ่านคือ หมายถึงว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่านได้อ่านงานของนักเขียนคนนั้นอย่างราบรื่น ไม่รู้สึกติดขัด ไม่รู้สึกว่าแปลกแยกจากงานแปล เหมือนวิธีการที่ไดเดนพูดในตอนแรกว่า เหมือนทำให้เวอร์จินพูดภาษาอังกฤษในยุคนั้นๆ แต่ ชไลเออร์มาเคอร์บอกว่า การคิดแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าภาษาความคิด หรือความหมายทุกอย่างในโลกมันก่อรูปในภาษาและผ่านภาษา แล้วในเมื่อภาษามันมีประวัติศาสตร์ มีรากศัพท์ มีวัฒนธรรม มีบริบทที่แตกต่างกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไปถอดงานเขียนชิ้นหนึ่ง ออกจากภาษาดั้งเดิม แล้วเอาแต่ความหมายแก่นแท้ที่เป็นสากล แล้วมาเปลี่ยนให้เป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยที่เหมือนกับจับแต่งตัวเข้าไปใหม่ เขาบอกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมันเท่ากับว่า (โดยที่เขาเชื่อว่า) ความคิดที่เป็นแก่นแท้ที่ไม่ผูกติดอยู่กับภาษาเลย มันไม่มี เพราะความคิดทุกอย่างมันก่อรูปในภาษา เพราะฉะนั้นเขาเลยมองว่า อันนั้นไม่ใช่การแปลที่แท้จริง

การแปลที่แท้จริงในความคิดชไลเออร์มาเคอร์ก็คือว่า คุณจะต้องดึงผู้อ่านเข้าไปหาผู้เขียน พูดง่ายๆ ก็คือว่าทำให้ภาษาในการแปลที่ดี มันอาจจะไม่ได้ราบรื่นหรือว่า เป็นเสมือนภาษาต้นฉบับ คือไม่มีความสละสลวย ความสละสลวยอาจจะหายไป แต่ในขณะเดียวกันมันจะรักษาความคิดที่แตกต่างกันของคนละวัฒนธรรมเอาไว้ได้ คือนักแปลอาจจะต้องทำในที่สิ่งที่ผู้อ่านไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความซื่อสัตย์ต่อความหมายดั้งเดิมที่แปลกแยกออกไปจาก สังคมของตัวเองมากกว่า

ยุคที่สาม

หลังยุคที่ ๒ เข้าสู่ยุคที่ ๓ นับเป็นยุคที่มีเวลาอยู่สั้นมากเลย มันเป็นยุคที่เกิดมาจากอิทธิพลแนวคิดที่เขาเรียกว่า “formalism” ของพวกรัสเซียและเชค ที่เขาเรียกว่าพวกโครงสร้างนิยม การเกิดขึ้นของทฤษฎีภาษาศาสตร์แบบพฤติกรรมศาสตร์และความเฟื่องฟูของแนวคิด ทางด้านสถิติ นักคิดคนสำคัญของกลุ่มนี้ที่เขียนทฤษฎีการแปลที่คนจะอ้างถึงมากมาย คือ โรมัน ยาคอร์ปสัน จริงๆ พยายามแปลยาคอร์ปสัน แล้วแต่ติดปัญหาเรื่องภาษาศาสตร์ เขาจะใช้ศัพท์ภาษาศาสตร์มาก เราไม่แม่นก็เลยหยุดไปไม่ได้แปลต่อ ยุคนี้มีเวลาค่อนข้างสั้นมาก เขามองว่ายุคนี้มันมาจากแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยคือ มีความเชื่อว่า มันน่าจะมีการทำตารางแผนผังของการเทียบเคียงของภาษา ๒ ภาษาได้ โดยที่เขาจะพยายามใช้ศัพท์วิทยาสัญลักษณ์เข้ามาเปรียบเทียบกับการถอดความ หมายทางด้านภาษาศาสตร์ พยายามใช้ความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง กับทฤษฎีข้อมูลมาใช้ในการแปลระหว่างภาษา

อิทธิพลที่ยุคนี้ทำให้เกิดวารสารทางวิชาการเกี่ยวกับนักแปลอาชีพ และการแปลเป็นประเด็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นวารสารโดยเฉพาะในทางวิชาการขึ้นมา แต่ว่ายุคนี้มันอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าส่วนหนึ่งมันถูกล้มไป เพระว่าแนวคิดภาษาศาสตร์ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มันล้มไป เพราะการเกิดขึ้นของภาษาศาสตร์สำนักนอม ชอมสกี้

ภาษาศาสตร์ในพฤติกรรมศาสตร์ เขาจะมองว่าคนเหมือนผ้า ความรู้ทางภาษาเกิดจากการสอนแต่ชอมสกี้ เขาปฏิวัติแนวความคิดของภาษาศาสตร์ของพวกพฤติกรรมศาสตร์ โดยเขาเขาเรียกว่า “generative grammar” เขาบอกว่า ในมนุษย์ทุกคนมันจะต้องมีกลไกอันหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษในตัวเองอยู่แล้ว อันนี้ชอมสกี้สังเกตจากเด็ก ดูถึงเรื่องของการเรียนรู้ทางภาษาของเด็กซึ่งสามารถก้าวกระโดดไปได้ และจากการสอนภาษา ถ้ามนุษย์มีลักษณะเป็นเด็กแบบที่พฤติกรรมศาสตร์พูดว่าเป็นเหมือนผ้าขาว แล้วทุกอย่างเกิดจากการสอน เหตุใด? ทำไม? ความรู้ที่จำกัดในเรื่องไวยากรณ์ของมนุษย์ แต่ทำไมทำให้มนุษย์ใช้ไวยากรณ์ที่จำกัด สามารถสร้างการแสดงออกของภาษาได้อย่างไม่จำกัด จริงๆ ชอมสกี้มองและ มีทฤษฎีว่า มันจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวมนุษย์ที่พูดง่ายๆ ว่า ความสามารถในการใช้ภาษาเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด ไม่ได้เกิดจากการสอน เขาบอกว่าเด็กไปอยู่ในสังคมไหนๆ ก็สามารถเรียนรู้ภาษาได้ทันที แสดงว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเด็กที่พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่แล้ว แนวคิดแบบนี้มันทำให้วิธีคิดแบบกลไกในเรื่องภาษาศาสตร์ตกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ มันอยู่ได้ไม่นานและหมดไป คือไม่มีอิทธิพลต่อมาอีก

ยุคที่สี่

ปัจจุบันนี้คือ ต้องเรียกว่าเป็นยุคของสัญญวิทยา คนที่มีอิทธิพลในทฤษฎีการแปลยุคนี้ ก็คือ อูมเบอร์โต้ เอโก้ เขาเขียนหนังสือเป็นทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งชื่อ “mouse or rat” และคนที่เขียนที่เป็นพวก postmodern ส่วนใหญ่แนวคิดในด้านทฤษฎีการแปลของกลุ่มนี้ ก็คือ เน้นไปทางด้านสหสัมพันธบท (intertextuality) ความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อม แล้วก็เอโก้เขียนหนังสือทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งพูดว่า ” การแปลคือการต่อรอง” การต่อรองระหว่างนักแปลกับต้นฉบับ มันจะเป็นการต่อรองประโยคต่อประโยคและคำต่อคำ หรือความหมายต่อความหมาย แต่ว่าโดยส่วนตัว คิดว่ามีคนหนึ่งที่นิยามเรื่องการแปลได้ดีคือวิกเก็นสไตล์ เป็นนักปรัชญา เขาบอกว่า การแปลเป็นเสมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ มันแก้ได้ แต่มันไม่มีระเบียบวิธีอย่างเป็นระบบในการแก้ นี่เป็นคำพูดของวิกเก็นสไตล์

การทำโองการแช่งน้ำ

สำนวนภาษาในโองการแช่งน้ำเก่า กว่าภาษาในวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ในยุคเดียวกัน เช่นยวนพ่าย ส่วนใหญ่ใช้คำไทยโบราณ เช่นเรียกเขาพระสุเมรุว่า ผาหลวง เรียกเขาไกรลาสว่า ผาเผือก เรียกเขาคันธมาทน์ว่า ผาหอมหวาน มีข้อความสาปแช่งตามความเชื่อ แบบไทยเก่าๆ เช่น ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี

โองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีที่นำไปใช้ประโยชน์ ทางการเมืองการปกครอง ทำให้เห็นวิธีการประกาศฐานะ และอำนาจของกษัตริย์ สำนวนภาษาไทยที่เก่าแก่นั้น อาจเป็นเพราะ ได้นำโองการของเก่ามาปรับปรุงใช้ใหม่ เพราะพระเจ้าอู่ทอง ทรงปกครองสุพรรณภูมิ หรือสุพรรณบุรีมาก่อนที่จะทรงตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์แรก แห่งกรุงศรีอยุธยา เรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นถึง ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา และความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของคำสาปแช่ง ซึ่งฝังแน่นในจิตใจคนไทยมาช้านาน

ถอดคำประพันธ์

โอม ขอความสำเร็จจงมีด้วยอานุภาพของพระนารายณ์ ผู้ทรงสิริและแกล้วกล้า ซึ่งสถิตในสรวงสวรรค์ พระผู้พ้นจากความตาย ประทับเหนืออาสนะ คือ งู ทรงมีอำนาจครอบงำทั้งฟ้าทั้งดิน ทรงครุฑเป็นพาหนะ พระกรทั้งสี่ถืออาวุธสี่อย่าง คือ สังข์ จักร คทา และธรณี (คือดอกบัว) ทรงแบ่งภาคมาเกิดเป็นผู้ที่น่ากลัวเพื่อปราบอสูร และทรงใช้อคนิบาต (คือ สายฟ้า) ทำให้อสูรแหลกลาญ (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรปลัยวาต)

โอม พระผู้เป็นใหญ่สูงสุด คือพระอิศวรหรือพระศิวะ พระผู้ประทับอยู่บนเขาใหญ่ คือเขาไกรลาส อย่างสง่างาม ประทับบนหลังวัวเผือก ทรงเอาพญานาค ทำเป็นสังวาลคล้องพระอังสา เอาพระจันทร์มาเสียบบนพระเมาลี(มวยผม)เป็นปิ่น ทรงมีพระเมาลีใหญ่ มีพระเนตรสามองค์ที่งดงาม ทรงกวัดแกว่งวชิราวุธที่มีฤทธิ์ ทรงกำจัดหรือทำลายอุปสรรคความไม่เป็นมงคล ให้หมดไป (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรอคนิวาต)

ประกาศแช่งน้ำเป็นโองการที่พราหมณ์ใช้อ่านหรือสวดในพิธีศรีสัจจปานกาลหรือพิธีถือน้ำพระพิพัทธ์สัตยา คำว่า พัทธ น่าจะมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ผูกมัด และคำว่า สัตยา น่าจะได้จากคำว่า สัตฺยปาน ในภาษาสันสกฤต แปลว่า น้ำสัตยสาบาน (สัจจปานเป็นรูปบาลี) ต่อมาคำว่า พิพัทธ์สัตยา เปลี่ยนไปเป็น พิพัฒน์สัตยา

พิธีดื่มน้ำหรือถือน้ำสาบานถือเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ กระทำต่อกษัตริย์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ไทยได้แบบอย่าง มาจากขอม ซึ่งรับมาจากอินเดียอีกต่อหนึ่ง พิธีกรรมที่ทำคือทำพิธีให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ (น้ำพิพัฒน์สัตยา) แล้วนำน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้มาตั้งในพิธี แทงอาวุธลงในน้ำ ให้บรรดาผู้ที่ทำพิธีดื่มน้ำสาบานตน

ผู้ที่ถือน้ำในพิธีดื่มน้ำสาบานได้แก่ข้าราชการประจำ ศัตรูที่เข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทหารที่ถืออาวุธ การถือน้ำ ของข้าราชการประจำทำปีละ ๒ ครั้ง คือในเดือนห้า ขึ้น ๓ ค่ำ และในเดือนสิบ แรม ๑๓ ค่ำ พิธีนี้กระทำต่อกันมาจนถึงพ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย

โองการแช่งน้ำจัดได้ว่าเป็นวรรณคดีประเภทร้อยกรองที่เก่าแก่ที่สุด สันนิษฐานว่าแต่งในสมัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) โดยดูจากคำว่า “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราช” ที่ปรากฏในตอนท้ายเรื่อง ๒ แห่ง พระนามนี้คล้ายกับพระนามเต็มของ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ว่า “สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์” และยังคล้ายกับพระนามที่ปรากฏ ในกฎหมายตราสามดวง เมื่อกล่าวถึงกฎหมาย “พีสูทดำน้ำพีสูทลุยเพลิง” พ.ศ. ๑๘๙๙ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ว่า “พระบาทสมเดจ์พระเจ้ารามาธิบดี ศรีสินทรบรมจักรพรรดิศรบวรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า”

เนื้อเรื่องเริ่มด้วยการสรรเสริญเทพเจ้าทั้งสาม คือพระนารายณ์ พระอิศวร และพระพรหม กล่าวถึงเหตุการณ์ ไฟล้างโลก น้ำท่วมโลก การสร้างโลก การเลือกผู้มีอำนาจมากเป็นพระราชา เรียกว่าสมมติราชา กล่าวสาปแช่ง ผู้ทรยศพระเจ้าแผ่นดิน และสรรเสริญ ผู้ที่จงรักภักดี

คำประพันธ์ที่ใช้คือโคลงกับร่าย (ลิลิต) โคลงในวรรณคดีเรื่องนี้เป็น (กล)โคลงสี่ดั้น เวลาอ่านต้องถอดกลโคลง เพื่อให้ออกมาในรูปโคลงสี่ เช่น

นานาอเนกน้าว         เดิมกัลป์
จักร่ำจักราพาฬ         เมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ด         อันพลุ่ง
อันพลุ่งน้ำแล้งไข้         ขอดหาย
กล่าวถึงน้ำฟ้าฟาด         ฟองหาว
ฟองหาวดับเดโช         ฉ่ำหล้า
ฉ่ำหล้าปลาดินดาว         เดือนแอ่น
เดือนแอ่นลมกล้าป่วน         ไปมา

 

(มีความสับสนในการบรรยายว่า สายฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธของพระอินทร์ เป็นอาวุธของพระอิศวร พระอิศวรมีอาวุธเรียกว่า ตรีศูล คือสามง่าม หรือหอกสามแฉก)

โอม ขอชัยชนะจงมีแด่พระพรหม พระผู้เผยความรู้เรื่องพรหมสิบหกชั้นฟ้า ทรงมีพระเศียรแผ่ออกไปโดยรอบ ประทับเหนือดอกบัวทองอันบานแล้ว ทรงพญาหงส์เหาะไป ทรงสร้างดินและฟ้า คือโลก ทรงมีสี่พักตร์ที่ผินไปในแต่ละทิศ ทรงมีความเป็นเพื่อน ทรงกระทำงานอันยิ่งใหญ่ คือสร้างโลกทั้งสาม ทรงเป็นผู้ไม่ตาย และเป็นใหญ่ในโลกทั้งสาม ทรงมีศักดิ์ คืออำนาจในโลกทั้งสาม ทรงเป็นใหญ่สูงสุดและเป็นผู้มีญาณวิเศษ ทรงไว้ซึ่งความสำเร็จที่เกรียงไกร ทรงครองจักรวาลมาช้านาน ทรงมีภาระอันเป็นบุญยิ่งใหญ่เป็นองค์แรก ทรงสร้างโลกมาก่อนแล้วไม่รู้กี่ร้อยครั้ง (ในพิธี พราหมณ์จะแทงพระแสงศรพรหมาสตร์)

เท้าความย้อนไปถึงยุคเดิมที่ผ่านมามากมายหลายยุค จะกล่าวถึงเมื่อจักรวาลถูกไฟไหม้ กล่าวถึง ดวงอาทิตย์เจ็ดดวง ขึ้นมาในท้องฟ้า (หรือดวงอาทิตย์เจ็ดดวงทำให้น้ำเดือด) น้ำงวดแห้งหายไป

น้ำมันของปลาเจ็ดตัวพุ่งขึ้น ทำให้โลกลุกเป็นไฟ ไฟไหม้อบายภูมิทั้งสี่พินาศไป ทำให้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลายเป็นเถ้าถ่าน แต่ไฟไม่ไหม้เลยไปถึงรูปพรหมชั้นที่สี่ (หรือไฟไหม้แผ่ไปทั้งสี่ทาง)

ผู้ที่ได้ฌานสามารถไปเกิดในพรหมโลก รวมทั้งเทพจำนวนมาก ขึ้นไปเบียดเสียดบนสวรรค์ ราวกับเม็ดแป้ง สลอนเต็มสวรรค์ชั้นสุทธาวาสนั้น ฟ้าสว่างอยู่จนกระทั่งไฟดับลง

กล่าวถึงน้ำฝนตกลงมาเป็นระลอกคลื่นเต็มท้องฟ้า ดับไฟจนชุ่มฉ่ำไปทั้งโลก ปลา ดิน ดาว และเดือน เคลื่อนหายไปอย่างรวดเร็ว ลมบรรลัยกัลป์พัดปั่นป่วนอย่างแรง

เมื่อพระพรหมทอดสายตามองไป ก็เกิดเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ขึ้น พระพรหม ได้สร้างสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขึ้นก่อนที่จะเนรมิตสถานที่อื่นๆ พระพรหมได้พิจารณาดูสถานที่ต่างๆ ที่เคยมีสวรรค์ชั้นต่างๆ ตั้งอยู่ แล้วสร้างสวรรค์ทุกชั้นทุกแห่งให้กลับคืนมาดังเดิม

พระพรหมมองไปด้วยพระเดชานุภาพ เกิดเป็นทวีปทั้งสี่ขึ้น เกิดเป็นเขาพระสุเมรุ อันเป็นภูเขาใหญ่ที่สุดในจักรวาล และเป็นภูเขาสีทอง ซึ่งมีวิมานของพระอินทร์ อันสว่างสุกใสอยู่บนยอดเขา พระพรหมทรงสร้างเขาสัตบริภัณฑ์ ซึ่งงดงาม ประดุจสร้อยประดับท้องฟ้าขึ้น

พระพรหมทรงสร้างเขาไกรลาส เขาพระสุเมรุ และเขาคันธมาทน์ขึ้น กลิ่นง้วนดินหอม โชยขึ้นไปข้างบน จนถึงพรหมโลก ทำให้เหล่าพระพรหมใคร่จะได้ชิมง้วนดินนั้น จึงพากันเหาะลอยลงมายังโลกมนุษย์

ร่างพระพรหมที่พากันเหาะมานั้นส่องสว่าง เพราะมีรัศมีออกจากกาย ในเวลานั้น ยังไม่มีการแบ่งเวลา เป็นกลางวัน กลางคืน อาศัยแสงรัศมีที่ส่องจากกายพระพรหมเท่านั้น ที่ให้ความสว่างแก่โลก ครั้นพระพรหมพากันชิมง้วนดิน แสงสว่างจากกายก็หายไป ทั่วทั้งโลกมืดมิดราวกับดับไต้

เหล่าพระพรหมพยายามส่องตามองฝ่าความมืดไป แล้วอ้อนวอนขอแสงสว่างจากพระพรหมผู้สร้างโลก พระพรหมจึงประทานดวงอาทิตย์เพื่อให้แสงสว่างแก่โลก ทั้งยังประทานดวงจันทร์และดวงดาวด้วย ทำให้โลกสุกสว่าง เห็นฟ้าและแผ่นดิน

จากนั้นมาจึงเกิดมีเวลากลางวันกลางคืน พระพรหมที่มาอยู่ยังโลกมนุษย์กินข้าวสาลีที่ไม่มีเปลือกเป็นอาหาร และอยู่กันอย่างสงบสุข คือเสมอกัน ไม่มีทั้งฝ่ายที่รับบรรณาการและฝ่ายที่ต้องจัดส่งบรรณาการ

คนทั้งหลายพากันเลือกผู้มียศสูงสุดหรือมีอำนาจมากเป็นพระราชา เรียกว่า สมมติราชา แล้วพระสมมติราชา ก็แต่งตั้งพระราชาองค์อื่นๆ ให้ปกครองดินแดนทั้งหลาย

พระสมมติราชาผู้กล้าหาญได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกตั้งแต่ตอนต้นกัลป์ และเชื้อสายของพระองค์ ก็ปกครองโลกสืบกันต่อมา ในคราวแต่งตั้งพระสมมติราชานั้นมีการเชิญผี คือเทพยดามาร่วมในพระราชพิธีแช่งน้ำที่จัดขึ้นในวันเสาร์ วันอังคาร หรือวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันแข็ง

ในพิธีถือน้ำ ได้อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้าผู้เป็นเทพแห่งการคล้องช้างมาร่วมในพิธี พระกรรมบดีได้เหาะมาเป็นแขก ในพิธี ในการประกอบพิธีมีการนำเชือกบาศที่ใช้คล้องช้างมาวางไว้ในขันที่มีพานรอง และมีการตั้งขวัญข้าว และธูปเทียน

ในบาตรน้ำมนตร์มีการแทงเหล็กกล้า คืออาวุธ หญ้าแพรกที่แหลมคม และใบมะตูม ขอเชิญพระภูมิเจ้าที่ ผู้ปกครองโลกมานาน และมีความเที่ยงธรรม มาร่วมในพิธี แล้วพราหมณ์ย่ำฆ้องถี่ๆ

ผู้ที่เอาใจออกหาก คิดทรยศพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้ผู้นั้นถูกเอาตัวไปยมโลกโดยเร็ว ให้เห็นทันตา เมื่อคนที่คิดทรยศถือขันน้ำสาบานที่มีใบพลูสดใส่อยู่ ขอให้แน่นท้องขึ้นมาทันที

ขอเชิญพระยามารที่ไม่พอใจให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาร่วมในพิธี เพื่อสอดส่องหาคนที่คิดคดทรยศ ขอเชิญพระพุทธเจ้า ผู้มีกำลังทั้งสิบ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้รู้ทางธรรมแต่เฉพาะพระองค์ มาช่วยสอดส่องดู ขอเชิญบรรดาพระสงฆ์ มาช่วยดู ขอเชิญพระผู้ทรงหงส์ทอง เป็นพาหนะ ผู้มีสี่เศียร คือพระพรหม มาช่วยดู ขอเชิญพระอินทร์ ผู้มีใจอันประเสริฐมาช่วยดู ขอเชิญท้าวจตุโลกบาล เทพเจ้าแห่งสวรรค์หกชั้น อากาศเทวดา ผู้นำไปอย่างรวดเร็ว และเทพเจ้าแห่งเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าจนเรือนปลิว มาช่วยดู

ขอเชิญเทพยดาประจำเขาตรีกูฏ มาช่วยดู

ขอเชิญเทพยดาประจำเขากาฬกูฏ และพระอิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งเขาไกรลาส มาช่วยดู

ขอเชิญพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งเขาพระสุเมรุ และเทพยดาประจำเขาจิตรกูฏ มาช่วยดู ขอเชิญผีพราย ผีสูงใหญ่ดำมืด มาช่วยดู

ขอให้พญายมราชตวัดสายตาอันคมดุจดาบ มาช่วยดู ขอให้พระพาย เทพแห่งลม พระพิรุณ เทพแห่งฝน ผู้ทำเสียงกึกก้องทั่วฟ้า มาช่วยดู ขอให้เทพผู้แกล้วกล้าและทรงนกยูงเป็นพาหนะ คือ พระสกันทกุมาร มาช่วยดู

ขอให้อสูรผู้มีสิบหน้า คือทศกัณฐ์ มาช่วยดู ขอให้แผ่นดินที่รองรับเขาที่เอานาคชักให้ตั้งตรงขึ้น (หมายถึง เขาพระสุเมรุ) มาช่วยดู

สิ่งใดดี สิ่งใดร้าย ให้ผู้เข้าร่วมในพิธีจำไว้ น้ำสาบานที่ไหลกรูเป็นเปลวไฟ ตัดคอคนคิดไม่ซื่อให้ขาดทันที ขอให้น้ำสาบานที่ตกถึงท้องคนคิดทรยศ กลายเป็นเหยี่ยวขนาดใหญ่ เจาะกระเพาะและท้องแยกออกเป็นหลายส่วน ขอให้ถูกเขี้ยวอันคมกริบราวกับดาบทำร้าย ขอให้ถูกทุณพี (สันนิษฐานว่าหมายถึงควายที่ชื่อทรพี ในเรื่องรามเกียรติ์) ตัวเปลี่ยวขวิด ขอเชิญรามสูรผู้ถือขวานเป็นอาวุธและลิ่วโลดไปในท้องฟ้า มาร่วมในพิธีด้วย

ถ้าไม่ซื่อตรงต่อคำสาบาน ขอให้น้ำสาบานตัดคอ ให้เอาไปใส่คุก ขอให้แร้งกามารุมจิกตาให้แตก ขอให้หมา หมี เสือ กัดให้ตาย

ไฟลุกไหม้แผ่ขยายไปทั่วท้องฟ้า (เคลือก น่าจะเป็นคำคู่กับ เคล้า)

ขอเชิญพระรามและพระลักษมณ์ผู้ติดตามนางสีดา ผู้ปราบพญานาคมาช่วยดู (ชวัก แปลว่า ชัก ตาม)

ขอให้เทพยดาอารักษ์ที่อยู่ประจำป่า ประจำถ้ำ ประจำภูเขา ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น เดินทางมาทั้งทางน้ำทางบก ขอเชิญเทวดาทั้งที่อยู่นอกเขตฟ้าเขตสวรรค์ และที่อยู่บริเวณฟ้าจรดดินมาร่วมในพิธี
ตกนอกขอกฟ้าแมน         อยู่นอกขอบฟ้าและสวรรค์
แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ         แดนที่ฟ้าและดินมาเชื่อมต่อกัน บริเวณฟ้าจรดดิน
สวรรค์และโลกมนุษย์มาเชื่อมต่อกัน คนโบราณเชื่อว่า
แต่เดิมคนและเทวดาไปมาหาสู่กันได้
ชาวโลกสามารถสร้างบันไดทองพาดขึ้นไปเมืองฟ้าได้
หล่อ         เคลื่อนลงจากที่สูง

ขอเชิญผีบรรพบุรุษ เจ้าป่า พระศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร ผีหลายบ้าน ผีหลายท่าน้ำ ผีห่า ผีเหวหรือผีทั้งหลายในป่าช้า ให้มาร่วมในพิธีนี้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าลมพายุ ขอเชิญผีที่มีหน้าใหญ่เท่าแผง มีอำนาจยิ่งใหญ่ และทำให้คนตกใจกลัว มาร่วมในพิธี
เหง้าภูติพนัสบดี         ผีบรรพบุรุษ เจ้าป่า
ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร         บริวารของพระอิศวร
หน้าเท่าแผง         หน้าใหญ่ (แผง เป็นเครื่องกำบังชนิดหนึ่ง สานเป็นแผ่นๆ อย่างเสื่อลำแพน)
แรงไกยเอาขวัญ         มีอำนาจมาก ทำให้คนตกใจกลัว
(ไกย น่าจะเป็นไกร แปลว่า ยิ่ง, เอาขวัญ แปลว่า ทำให้ตกใจ)
เยีย     ทำ         ชระแรง     แรง กำลัง พลัง อำนาจ
แฝงข่าว     แอบฟังความเป็นไปต่างๆ         ชรราง     ไม่กระจ่าง
รางชาง     เห็นชัด         สรคาน     สรคราญ งาม
อาน     กิน เซ่น ทำให้คม         มลิ้น     ลิ้น
ละลาย     ทำให้หายไป         พะพลุ่ง     พุ่งขึ้น
เกียจ     โกง         วาย     ตี
กระทู้     เสา         ควาน     กวาด
แควน     ลำบาก

เมื่อผีมาถึงก็ทำเสียงดัง แอบฟังความเป็นไปอย่างลับๆ บางตนดูดปากเสียงอึกทึก อวดเขี้ยวงาม แลบลิ้นทำให้คนตกใจ ผีฟ้าผีดินมากันไม่ขาดสาย มาสูบเอาตัวผู้ทรยศลงดินไป เอาไม้ตีกระหน่ำ มัดศอกให้ลำบาก เอาหอกแทงเท้าให้ดิ้นเร่าๆ จนยืนไม่ติดพื้น ให้ถลกหนังเท้า แต่อย่าให้ถึงตาย จนล้มหงายร้องครวญคราง แล้วให้ยมบาล มาลากตัวไปนรกอเวจี ถูกไฟนรกไหม้ดิ้นไปมา ผู้คิดไม่ซื่อ ขบถต่อสมเด็จพระรามาธิบดีผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงมีอำนาจ บุญ คุณเป็นอันมาก เปรียบเหมือนคนที่มาอาศัยร่มเงาต้นไม้ แล้วยังบังอาจทำลายกิ่งไม้ ถอนต้นไม้นั้น ขอให้คนที่ทำบาปนี้ รวมทั้งญาติพวกพ้องต้องเดือดร้อน ใครชวนเพื่อนและคนทั้งหลายให้คิดขบถต่อพระเจ้าแผ่นดิน ขอให้เทวดา บันดาลให้คนเหล่านี้ตายในสามวัน อย่าให้พ้นในสามเดือน อย่าให้คลาดเคลื่อนในสามปี อย่าให้มีความสุข เมื่อกินข้าว ขอให้ข้าว กลายเป็นไฟเผาคนผู้นั้นจนตาย ไม่สามารถพึ่งน้ำจนตาย นอนในเรือนขอให้ร้องครวญครางจนตาย ให้นอนหงายตาค้างจนตาย นอนคว่ำจนตาย

ขอให้คนทรยศ ไปเกิดเป็นปล่องไฟที่ถูกไฟเผาตลอดเวลา ดื่มน้ำคลอง ให้น้ำกลายเป็นพิษ นอนในบ้าน ให้หญ้าคาที่มุงบ้าน เป็นดาบปลายงุ้มทำร้ายเอา ให้ฟ้าถล่มทับ แผ่นดินแยกสูบเอาชีวิตไป ให้อยากกินไฟเหมือนเมื่อพรหม อยากกินง้วนดิน (กลิ่นหอมของดินที่ถูกไฟเผา เรียกว่า ง้วนดิน, สี แปลว่า กิน, ลอง น่าจะเป็น ลลวง แปลว่า ซ้ำๆ)
กลอก         กลับ         ตาวงุ้ม         ดาบปลายงุ้ม

ขอให้ผู้ทรยศถูกจรเข้คาบไป ถูกเสือกัดกิน ถูกเขี้ยวเล็บและนอของหมีแรดทำร้าย ถูกหอก ศร ปักทั่วร่าง ให้ตายด้วยคมจอบ พิษงู ตายในลักษณะหน้าทิ่มดิน ขอให้เจ้าเมืองขึ้นทั้งหลายที่ทรยศ ไปขึ้นแก่เมืองอื่นๆ จงตายดังที่แช่งไว้ ส่วนผู้ที่กล้าหาญ สัตย์ซื่อ พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประกาศอวยพร
แสนง         เสนง เสน่ง เขนง แปลว่า เขาสัตว์ ในที่นี้หมายถึง นอ
ขนาย         เขี้ยวหมู
ปืน         ศร
ลุ่มฟ้า         โลกมนุษย์)
นรินทร         ผู้เป็นใหญ่ ในที่นี้หมายถึง เจ้าเมืองขึ้น
กวิน         แกว่น กล้า

พระเจ้าแผ่นดินทรงมีอำนาจเต็มถึงสวรรค์เท่าเทวดา พระยศแผ่ไปทั้งสามโลก พระองค์พระราชทานขวัญ และกำลังใจ ให้ผู้ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ด้วยการพระราชทานเมือง ยศถาบรรดาศักดิ์ ช้างม้าวัวควาย แก้วแหวนเงินทอง เพิ่มความเจริญรุ่งเรืองให้เขาเหล่านั้นอีกมากมาย
อำมร         อมร เทวดา

ขอให้ผู้ที่สัตย์ซื่ออย่าได้มีอันตราย ให้คุณความดีแผ่กระจายไป เป็นสิริมงคลแก่วงศ์ตระกูล ได้รับพระราชทานผู้หญิง ควายที่มีทองประดับ ให้เทวดาและพระเจ้าแผ่นดินทรงรับรู้โดยเร็ว ให้ได้รับพระราชทานเงินทองเต็มเรือ ยศ

ขอให้ผู้ที่ซื่อสัตย์ถูกฉกตัวไปสู่สวรรค์หลังจากตาย ให้โลกทั้งสามดำรงอยู่

ขอเทวดาบันดาลให้ผู้ที่สัตย์ซื่อมียศสูงๆ ขึ้น และมีใจกล้าแข็งดังเพชร

ขอให้สมเด็จพระรามาธิบดีผู้ทรงปกครองแผ่นดินสืบมาทรงมีความสุข ขอให้ทรงนำความสุขสมบูรณ์มาให้แก่ประเทศยิ่งๆ ขึ้นไป

รู้ทันภาษาต่างชาติ


ลักษณะของภาษาชวา-มลายู

                ภาษาชวา-มลายู  เป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลมาลาโยโพเนเซียน  หรือ  ออสโตรเนเซียน    มีลักษณะเป็นภาษาคำติดต่อ  แต่การติดต่อคำมีลักษณะที่ไม่ซับซ้อนมากนัก  การสร้างคำใหม่จะเอาพยางค์มาต่อเติมให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  การเติมหน่วยคำมี  2  ลักษณะคือ  การเติมหน้า  และเติมหลังแต่ไม่มีการเติมกลางเหมือนในภาษาเขมรคำในภาษามลายูส่วนมากเป็นคำสองพยางค์  ส่วนคำพยางค์เดียวหรือคำหลายพยางค์ก็มีบ้างแต่มักเป็นคำที่รับมาจากภาษาอื่น  ซึ่งภาษามลายูก็มีภาษาอื่นมาปะปนเช่นเดียวกันเพราะมลายูมีการติดต่อเกี่ยวกับการค้าขายและการเมืองกับชาติอื่นๆ  จึงรับเอาภาษาและวัฒนธรรมของชาติอื่นเข้ามา  ภาษาที่เข้ามาปะปนอยู่ในภาษามลายูได้แก่  ภาษาบาลีและสันสกฤต  ภาษาทมิฬ  ภาษาอากรับ  ภาษาเปอร์เซีย  ภาษาจีน  ภาษาไทย  ภาโปรตุเกส  ภาษาฮอลันดา  ภาษาอังกฤษ  และภาษาญี่ปุ่น  เป็นต้น (วิจิตรา  แสงพลสิทธิ์  2524 : 41) 

ตัวอย่างการสร้าง คำในภาษามลายู (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, 2516 : 31)

1.       ตัวอย่างการสร้างคำแบบเติมหน่วยคำ

เติมหน้า

Gall                            =             ขุด

Pen+gali = gengall           =             เครื่งขุด

       เติมหลัง

  tertawa               =             หัวเราะ

 tertawa  +kan        =             หัวเราะเยาะ

       เติมหน้าและเติมหลัง

 Mula            =             เริ่มต้น

 Pe+ mula+an          =             การเริ่มต้น            

                ตัวอย่างคำที่มีการเติมหน่วยคำที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย

Duri   แปลว่า   หนาม     เติม  an  ตามวิธีต่อเติมคำ  เป็น  durian   แปลว่า   สิ่งที่มีหนาม  คือ  ทุเรียน  เป็นต้น

2.       ตัวอย่างการสร้างคำแบบคำประสม

ในตอนหลังมีการสร้างคำแบบคำประสมของไทยโดยใช้คำที่มีความหมายเด่นไว้ต้น และใช้คำที่มีความหมายรองตาม เช่น

    Kapala  santa              =             หัวกะทิ

    Anak  kunchi               =             ลูกกุญแจ               เป็นต้น

 

คำภาษาชวา มลายูในวรรณคดี

       ภาษาชวา มลายู มีปรากฏอยู่มากที่สุดในวรรณคดีเรื่องอิเหนาทุกฉบับ เนื่องจากไทยได้รับเค้าเรื่องมาจากชวา โดยผ่านการเล่าเรื่องของหญิงสาวชาวมลายา คำที่ใช้ในเรื่องอิเหนามีทั้งคำที่เป็นชื่อเฉพาะและคำที่เป็นคำสามัญทั่วๆไป ส่วนใหญ่เป็นคำที่ใช้ในวรรณคดีเรื่องนี้เท่านั้น ไม่มีใช้โดยทั่วไป

        นอกจากคำภาษาชวา – มลายูที่มีใช้ในวรรณคดีเรื่องอิเหนาฉบับต่างๆแล้ว ยังมีคำที่มาจากภาษาชวา – มลายูอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันและมีในวรรณคดีไทยและวรรณกรรมเรื่องอื่นแต่ไม่มากนัก ซึ่งได้แก่เรื่อง วงศ์เทวราช พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน เป็นต้น

ลักษณะการยืมคำภาษาชวา มลายูมาใช้ในภาษาไทย

คำภาษาชวา – มลายูก็เช่นเดียวกับคำภาษาอื่นๆ เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงในทางเสียง ความหมาย ตัวสะกด เพราะคนไทยถือเอาความสะดวกแก่ลิ้น คือการออกเสียงและความไพเราะหูเป็นประมาณ จึงทำให้ไม่สามารถสืบสาวไปถึงคำเดิมได้ เพียงแต่ใช้วิธีการสันนิษฐานอาจถูกต้องตามความเป็นจริง อาจใกล้เคียง หรืออาจผิดไปเลยก็ได้ คำบางคำอาจกร่อนเสียง เสียงเพี้ยนไปจนไม่อาจหาความหมายได้ก็มี (ประสิทธิ์ ธ.บุญปถัมภ์, 2526 : 59) อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมคำที่สันนิษฐานว่าไทยรับมาจากภาษาชวา – มลายูนั้น พบว่ามีทั้งที่ยังคงเสียงและความหมายของคำตามภาษาเดิม และมีที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของการหยิบยืมภาษา และการเปลี่ยนแปลงนั้นในคำเดียวอาจจะเปลี่ยนแปลงหลายประการ ดังนี้

1.       ออกเสียงเหมือนหรือใกล้เคียงกับภาษาเดิมและคงความหมายตามภาษาเดิม เช่น

กง           มาจากคำว่า           kong       (ไม้รูปโค้งที่เป็นโครงเรือ)

กะปะ     มาจากคำว่า           kapak     (ชื่องูพิษ)

2.       เสียงพยัญชนะบางเสียงเปลี่ยนไปแต่ใกล้เคียงกับเสียงเดิม

าเต๊ะ    มาจากคำว่า           batek      กลายมาจากเสียง  /b/  เป็นเสียง  /p/

กัญา     มาจากคำว่า           ganja      กลายมาจากเสียง  /j/  เป็นเสียง  /ch/

3.  เสียงสระเปลี่ยนแปลงไป คำที่เสียงสระเปลี่ยนแปลงไปนี้ โดยทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปแต่เพียงเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนจากสระเสียงสั้นเป็นสระเสียงยาว หรือเปลี่ยนเป็นเสียงที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ส่วนคำที่เสียงสระเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนมีไม่มากนักและมักจะเปลี่ยนทั้ง เสียงพยัญชนะและสระ เช่น

กระแชง              มาจากคำว่า           kajang (กายัง = เครื่องบังแดดแบบหนึ่ง)

กะละแม              มาจากคำว่า           kelamai  (เกอะลาไม)

4.  คำที่ไทยนำมาออกเสียงประสมสระอะที่พยางค์หน้า บางคำแทรกเสียง “ร” ควบกล้ำซึ่งอาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของคำไทยที่มีคำลักษณะนี้อยู่มาก เช่น

kakatua       กระตั๋ว   (นกกระตั๋ว)

ketok           กระทอก   (กระแทกขึ้นลง)

5.  เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มหน่วยเสียงตัวสะกด ส่วนมากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวสะกดให้ตรงตามมาตราตัวสะกดของไทย เช่น

กระพัน       มาจากคำว่า           kabal      (ทนทานต่อศัสตราวุธ)

กำปั่น         มาจากคำว่า           kapal      (เรือกำปั่น)

6.  การกลายเสียงวรรณยุกต์ ระดับเสียงในภาษาชวา – มลายู อยู่ในระดับกลางและต่ำ ไม่อยู่ในระดับสูง เช่น บุหรง ชวา – มาลายู ซึ่งชวา – มลายูออกเสียงระดับกลางว่า บุ – รง เหตุที่เสียงวรรณยุกต์กลายจากเสียงระดับกลางและต่ำเป็นเสียงสูงนั้นก็คงเป็น เพราะว่าเราได้รับคำเหล่านี้ผ่านเข้ามาทางเสียงชาวปักษ์ใต้ นัยว่าเพราะนางข้าหลวงผู้ที่นำเรื่องอิเหนามาเล่าถวายเจ้าหญิงสองพระองค์ของ ไทย เป็นชาวปักษ์ใต้ (พระยาอนุมานราชธน, 2510 : 77) สำเนียงภาษาถิ่นใต้นั้นโดยทั่วไปแล้วจะออกเสียงอยู่ในระดับเสียงสูง คำภาษาชวา – มลายู ที่มีในวรรณคดีเรื่องอิเหนาจะมีคำที่กลายเสียงในลักษณะนี้จำนวนมาก และส่วนใหญ่พยางค์ท้ายจะกลายเสียงเป็นเสียงจัตวา เช่น

bulan                      บุหลัน    (ดวงเดือน)

pandan                 ปาหนัน (ดอกลำเจียก)

7.   มีการเปลี่ยนแปลงเสียงในลักษณะการกลมกลืนเสียง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเสียงในลักษณะนี้มีหลายคำ มักเป็นการกลมกลืนเสียงไปข้างหน้าและกลมกลืนเสียงร่วมกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

7.1  กลมกลืนเสียงไปข้างหน้า  เช่น

บันนังสะตา  (ชื่ออำเภอ)   มาจากคำว่า  bendang  setar

7.2      กลมกลืนเสียงร่วมกัน (บางคำเสียงพยัญชนะต้นกลายไปด้วย) เช่น

พรก        มาจากคำว่า           porok     (กะลามะพร้าว)

8.  การตัดพยางค์ มักเป็นการตัดพยางค์หน้าและพยางค์กลาง

8.1  ตัดพยางค์หน้า เช่น กัด           มาจากคำว่า           pukat     (อวน)

8.2    ตัดพยางค์กลาง เช่น กำยาน    มาจากคำว่า           kemenyan    (เครื่องหอมชนิดหนึ่ง)

8.3    ตัดพยางค์ท้าย เช่น มะเร็ง     มาจากคำว่า           merengsa     (แผลเน่าเปลื่อยไม่ยอมหาย)

9.  การเพิ่มเสียงและเพิ่มพยางค์ มีบางคำที่ไทยรับมาใช้แล้วเพิ่มเสียงเข้าไป ซึ่งทำให้พยางค์เพิ่มขึ้นด้วย แต่มีไม่มากนัก เช่น

กระจับปิ้ง         มาจากคำว่า        chaping      เพิ่มพยางค์หน้า (จะปิ้ง ก็ใช้)

10.  ไทยนำมาใช้ความหมายกลายไปจากเดิม คือ ความหมายแคบเข้า ความหมายกว้างออก หรือ ความหมายย้ายที่ ดังตัวอย่าง

10.1  ความหมายแคบเข้า เช่นกูบ  (kop)  ยอดกลมมน หลังคา กูบบนหลังช้าง ไทยใช้ความหมายแคบลง คือ ใช้เฉพาะกูบบนหลังช้าง

10.2    ความหมายกว้างออก เช่นกระโถน  (ketuy)  ความหมายเดิม คือ กระโถนบ้วนน้ำหมาก ไทยใช้ความหมายกว้างขึ้น หมายถึงกระโถนทั่วไป

10.3    ความหมายย้ายที่หรือความหมายเปลี่ยนแปลงไป เช่น

สลัด  (selat) ความหมายเดิม คือ ช่องแคบในทะเล ความหมายที่ไทยใช้ หมายถึงโจรที่ปล้นทางทะเล เรียกว่า “โจรสลัด”

สมรรรถนะของมนุษย์

สาระน่ารู้ในบทความเรื่อง Testing for Competence Rather than for Intelligence นั้น McClelland แสดงความเห็นต่อต้านการทดสอบความถนัด การทดสอบความรู้ในงาน หรือผลการเรียนว่าไม่สามารถทำนายผลการปฏิบัติงาน หรือความสำเร็จในชีวิตได้ เขาจึงหาทางวิจัยเพื่อศึกษาตัวแปรด้านสมรรถนะที่เขากล่าวว่าสามารถทำนายผล การปฏิบัติงานได้ และในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ตัวแปรสมรรถนะมักไม่แสดงผลการทดสอบที่ลำเอียงต่อเชื้อชาติ เพศ หรือ เศรษฐฐานะทางสังคม เหมือนกับแบบวัดความถนัด หรือแบบวัดอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน

การศึกษาทางด้านจิตวิทยามักเป็นการศึกษาต่อมาจากแนวคิดที่เคยมีผู้เสนอ ไว้แล้วในอดีต แนวคิดของ McClelland ก็เช่นกัน กล่าวกันว่าแนวคิดของ McClelland ไม่ใช่แนวคิดใหม่เสียทีเดียว เพราะในปี 1920 Frederick Taylor บิดาของวิทยาศาสตร์การจัดการได้กล่าวถึงสิ่งที่คล้ายกันกับสมรรถนะมาก่อน (Raelin & Cooledge,1996) อย่างไรก็ดี McClelland ได้นำสมรรถนะมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นเรื่องการไม่แสดงผลการทดสอบที่ลำเอียงต่อเชื้อชาติ เพศ หรือเศรษฐฐานะนี้เป็นประเด็นสำคัญในอเมริกา เพราะอเมริกาเป็นสังคมที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมด้านการจ้างงาน จึงมีการตรากฎหมายเพื่อส่งเสริมโอกาสของการจ้างงานที่เท่าเทียมกัน (Equal Employment Opportunity) ดังนั้น แบบทดสอบที่แสดงผลการทดสอบของกลุ่มต่างๆ ที่แตกต่างกันมักถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย
การวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญในงาน (Critical Incident) เป็นวิธีการที่ John Flanagan พัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นวิธีการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาคุณลักษณะที่สำคัญ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานที่ประสบความสำเร็จ โดยวิธีการเป็นการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ในสถานการณ์การทำงาน หรือสถานการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จุดมุ่งหมายหลักคือ พฤติกรรมที่ผู้อื่นสังเกตได้ แต่จุดมุ่งหมายของ BEI นอกเหนือจากพฤติกรรมการทำงานที่สังเกตได้แล้ว คือการเน้นที่ความรู้สึกนึกคิดของบุคคล (คล้ายกับที่ได้จากการทดสอบการเล่าเรื่องจากภาพ (Thematic Apperception Test (TAT))

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อศึกษาว่าลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้างที่ไม่เหมือนกับผู้ ที่ประสบความสำเร็จปานกลาง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาถอดรหัสด้วยวิธีการที่เรียกว่าการวิเคราะห์เนื้อหา จากคำพูด (Content Analysis of Verbal Expression) แล้วนำข้อมูลที่ถอดรหัสแล้วมาวิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติ เพื่อศึกษาลักษณะที่แตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จในงาน (มีผลงานในระดับสูง) กับผู้ที่ผลงานระดับปานกลาง

McClelland และเพื่อนร่วมงานได้ก่อตั้งบริษัท McBer and Company ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1970 และในช่วงนั้นพวกเขาได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของ The U.S State Department Foreign Service Information ให้ช่วยเหลือในการคัดเลือกนักการทูตระดับต้น McClelland ใช้เทคนิค BEI ในการศึกษา และพบว่านักการฑูตระดับต้นที่มีผลการปฏิบัติงานดีมีสมรรถนะที่แตกต่างจาก นักการทูตระดับต้นที่มีผลการปฏิบัติงานระดับปานกลางในเรื่อง ความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลด้านวัฒนธรรม (Cross-cultural Interpersonal Sensitivity) ความคาดหวังทางบวกกับผู้อื่น (Positive Expectations of Others) และความรวดเร็วในการเรียนรู้เครือข่ายด้านการเมือง (Speed in Learning Political Networks)

ในปี 1991 Barrett & Depinet ได้เขียนบทความเรื่อง A Reconsideration of Testing for Competence Rather than for Intelligence เนื้อหาในบทความเป็นการอ้างถึงงานวิจัยใหม่ๆ ที่ลบล้างข้อเสนอของ McClelland เกี่ยวกับการทดสอบความถนัด หรือการทดสอบเชาวน์ปัญญาว่าแบบทดสอบดังกล่าวสามารถทำนายผลการปฏิบัติได้ใน เกือบทุกอาชีพ ประเด็นนี้ McClelland ได้ตอบว่า ถ้าเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในบทความ Testing for Competence Rather than for Intelligence เขาคงจะอธิบายเชาวน์ปัญญาอย่างระมัดระวังมากขึ้นว่า เชาวน์ปัญญาเป็นสมรรถนะพื้นฐาน (Threshold Competency) ที่บุคคลที่ปฏิบัติงานต้องมีแต่เมื่อบุคคลมีเชาวน์ปัญญาในระดับหนึ่งแล้ว ผลการปฏิบัติของเขาก็ไม่สัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาอีกต่อไป (อธิบายได้ว่า ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องเป็นคนฉลาดทุกคน แต่คนที่ฉลาดทุกคนอาจไม่ได้มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นทุกคน สิ่งที่แยกระหว่างผู้ที่ฉลาดและมีผลการปฏิบัติงานดี กับผู้ที่ฉลาดและมีผลการปฏิบัติงานในระดับปานกลางคือ สมรรถนะ)

วิธีการวิจัยของ McClelland ใช้การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มของผู้ที่ประสบความสำเร็จในงาน และกลุ่มของผู้ที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า (กลุ่มปานกลาง) เพื่อดูว่าสองกลุ่มนี้แตกต่างกันในเรื่องใด (หรือที่เขาเรียกว่าสมรรถนะใด) วิธีการเก็บข้อมูลของเขาเน้นที่ความคิด และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กันกับผลลัพธ์ของงานที่ประสบความสำเร็จ

ใน ครั้งแรก McClelland คิดจะใช้การสังเกตการณ์ทำงานประจำวันของผู้ที่ประสบความสำเร็จ กับผู้ที่มีผลงานในระดับปานกลาง แต่ว่าวีธีการนี้ใช้เวลามากเกินไป และไม่สะดวกในทางปฏิบัติ เขาจึงพัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า Behavioral Event Interview (BEI) ซึ่งเป็นวิธีการที่พัฒนามาจากการผสมผสานวิธีวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญในงาน ของ Flanagan (1954) และวิธีการของแบบทดสอบ Thematic Apperception Test (TAT) BEI เป็นการสัมภาษณ์ที่ให้ผู้ให้ข้อมูลเล่าเหตุการณ์ที่เขารู้สึกว่าประสบความ สำเร็จสูงสุด 3 เหตุการณ์ และเหตุการณ์ที่เขารู้สึกว่าล้มเหลว 3 เหตุการณ์ จากนั้นผู้สัมภาษณ์ก็ถามคำถามติดตามว่า อะไรทำให้เกิดสถานการณ์นั้นๆ มีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง เขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และต้องการอะไรในการจัดการกับสถานการณ์ แล้วเขาทำอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นจากพฤติกรรมการทำงานนั้นของเขา

สมรรถนะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เมื่อพิจารณาโดยยึดผลการปฏิบัติงานเป็นเกณฑ์ สมรรถนะ 2 ประเภทนี้ได้แก่ สมรรถนะพื้นฐาน (Threshold Competencies) และสมรรถนะที่แยกความแตกต่าง (Differentiating Competencies)

แนวคิดเรื่องสมรรถนะมักมีการอธิบายด้วยโมเดลภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) ดังภาพที่แสดงด้านล่างซึ่งอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปรียบเทียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง โดยมีส่วนที่เห็นได้ง่าย และพัฒนาได้ง่าย คือส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ำ นั่นคือองค์ความรู้ และทักษะต่างๆ ที่บุคคลมีอยู่ และส่วนใหญ่ที่มองเห็นได้ยากอยู่ใต้ผิวน้ำได้แก่ แรงจูงใจ อุปนิสัย ภาพลักษณ์ภายใน และบทบาทที่แสดงออกต่อสังคม ส่วนที่อยู่ใต้น้ำนี้มีผลต่อพฤติกรรมในการทำงานของบุคคลอย่างมาก และเป็นส่วนที่พัฒนาได้ยาก

สาระสู่การเป็นผู้นำ

สาระน่ารู้
เพื่อให้เข้าใจภาวะผู้นำ (Leadership) และผู้นำ (Leader) ดีขึ้น จึงเสนอความหมายของผู้นำ (Leader) ไว้ดังนี้

  • ผู้นำ คือ บุคคลที่มีความ สามารถในการใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำงานในระดับต่าง ๆ ที่ต้องการ ให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (McFarland,1979:214-215)
  • ผู้นำ คือ ผู้ที่สามารถในการชักจูงให้คนอื่นทำงานให้สำเร็จตามต้องการ (Huse, 1978:227) ผู้นำ คือ บุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดในกลุ่ม และเป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติภาระหน้าที่ของตำแหน่งผู้นำที่ได้รับมอบหมายบุคคล อื่นในกลุ่มที่เหลือก็คือผู้ตาม แม้จะเป็นหัวหน้ากลุ่มย่อย หรือผู้ช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ก็ตาม (Yukl, 1989:3-4)
  • ผู้นำ คือ บุคคลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง หรือการยกย่องขึ้นมาของกลุ่ม เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะและช่วยเหลือให้กลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้า หมายที่ตั้งไว้

กวี วงศ์พุฒ (2535: 14-15) ได้สรุปแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำไว้ 5 ประการ คือ

  1. ผู้นำ หมายถึง ผู้ซึ่งเป็นศูนย์กลางหรือจุดรวมของกิจกรรมภายในกลุ่ม เปรียบเสมือนแกนของกลุ่ม เป็นผู้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นมากกว่าทุกคนในกลุ่ม มีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจของกลุ่มสูง
  2. ผู้นำ หมายถึง บุคคลซึ่งนำกลุ่มหรือพากลุ่มไปสู่วัตถุประสงค์หรือสู่จุดหมายที่วางไว้ แม้แต่เพียงชี้แนะให้กลุ่มไปสู่จุดหมายปลายทางก็ถือว่าเป็นผู้นำทั้งนี้รวม ถึงผู้นำที่นำกลุ่มออกนอกลู่นอกทางด้วย
  3. ผู้นำหมายถึงบุคคลซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่คัดเลือกหรือยกให้เขาเป็นผู้นำของ กลุ่มซึ่งเป็นไปโดยอาศัยลักษณะทางสังคมมิติของบุคคลเป็นฐาน และสามารถแสดงพฤติกรรมของผู้นำได้
  4. ผู้นำหมายถึงบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะบางอย่างคือสามารถสอดแทรกอิทธิพลบางประการอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มได้มากที่สุด
  5. ผู้นำ หมายถึง บุคคลผู้ซึ่งสามารถนำกลุ่มไปในทางที่ต้องการ เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการแสดงบทบาทหรือพฤติกรรมความ เป็นผู้นำ
  6. ผู้นำ (Leader) เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งต่อความสำเร็จขององค์การทั้งนี้ เพราะผู้นำมีภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องวางแผนสั่งการดูแล และควบคุมให้บุคลากรขององค์การปฏิบัติงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ปัญหาที่เป็นที่สนใจของนักวิชาการและบุคคลทั่วไป อยู่ตรงที่ว่า ผู้นำทำอย่างไรหรือมีวิธีการนำอย่างไรจึงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ตาม เกิดความผูกพันกับงานแล้วทุ่มเทความสามารถ และพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยความเต็มใจ ในขณะที่ผู้นำบางคนนำอย่างไร นอกจากผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่เต็มใจในการปฏิบัติงานให้สำเร็จอย่างม ประสิทธิภาพแล้ว ยังเกลียดชังและพร้อมที่จะร่วมกันขับไล่ผู้นำให้ไปจากองค์การ

บุญทัน ดอกไธสง (2535:266) ได้สรุปเกี่ยวกับผู้นำไว้ว่า ผู้นำ (Leader) หมายถึง

  1. ผู้มีอิทธิพล มีศิลปะ มีอิทธิพลต่อกลุ่มชน เพื่อให้พวกเขามีความตั้งใจที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายตามต้องการ
  2. เป็นผู้นำและแนะนำ เพราะผู้นำต้องคอยช่วยเหลือกลุ่มให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดตามความสามารถ
  3. ผู้นำไม่เพียงแต่ยืนอยู่เบื้องหลังกลุ่มที่คอยแต่วางแผนและผลักดัน แต่ผู้นำจะต้องยืนอยู่ข้างหน้ากลุ่ม และนำกลุ่มปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมาย

สรุปได้ว่า ผู้นำ (Leader) คือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งหรือการเลือกตั้งหรือการยกย่องจากกลุ่มให้ทำ หน้าที่ของตำแหน่งผู้นำ เช่น การชี้แนะ สั่งการ และช่วยเหลือให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานได้สำเร็จตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ มีการเขียนชื่อผู้นำแตกต่างกันออกไปตามลักษณะงานและองค์การที่อยู่ เช่น ผู้บริหาร ผู้จัดการ ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ อธิการบดี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการ นายอำเภอ กำนัน เจ้าคณะจังหวัด เจ้าอาวาส ปลัดกระทรวง คณบดี

การพูดสื่อรัก?

สาระน่ารู้

การสื่อสารมีความสำคัญกับมนุษย์มาตั้งแต่ กำเนิด เนื่องจากมนุษย์ต้องอยู่ในสังคมและใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือในการบอกความ ต้องการของตนเองต่อผู้อื่น การสื่อสารจึงเป็นสื่อกลางที่ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง ราบรื่น

นอกจากนี้การสื่อสารยังเป็นความสามารถหรือทักษะที่ทุกคนมีมา ตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน ได้แก่ การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง ส่วนใครจะมีความเชี่ยวชาญด้านใดมากกว่านั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และฝึกฝน ซึ่งการสื่อสารมีหลายระดับ หลายรูปแบบและหลายประเภทขึ้นอยู่กับการนำเกณฑ์ใดมาจัดแบ่ง เช่น การนำจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมาเป็นเกณฑ์จะสามารถแบ่งได้เป็น การสื่อสารในบุคคล เช่น การพูดกับตนเอง การสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การพูดคุยกับเพื่อนกับอาจารย์ และการสื่อสารสาธารณะ เช่น การพูดในห้องประชุมซึ่งมีผู้ฟังมากมาย การสื่อสารมวลชน เป็นการสื่อสารถึงคนพร้อมๆกันในจำนวนมาก

ดังนั้น การสื่อสารจึงเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ การใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมในทุกระดับ การสื่อสารมีวัตถุประสงค์หลายอย่าง เช่น เพื่อให้ข้อมูล เพื่อโน้มน้าวใจ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้เกิดการยอมรับและได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

การพูด การอ่าน การเขียน และการฟัง ล้วนเป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นสำหรับนักศึกษา โดยเฉพาะต้องปรับตัวเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจและจับใจความสำคัญ การเขียนโน้ตในขณะฟังบรรยาย การอ่านหนังสือและเอกสารประกอบการสอน และที่สำคัญ คือ การพูด เพื่อนำเสนอในโอกาสต่างๆ การพูดเพื่อสร้างบุคลิกภาพที่ดี น่าประทับใจต่อผู้พบเห็นจะช่วยให้นักศึกษามีเสน่ห์และน่าชื่นชม ทั้งในสายตาเพื่อน และอาจารย์ผู้สอน

ด้วยเหตุนี้ จึงควรฝึกพูดและสื่อสารให้เหมาะสมกับกาลเทศะ สามารถเลือกใช้ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาในการสื่อความหมายให้ชัดเจน เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการยอมรับในสังคมยิ่งขึ้น

ทักษะการพูดที่ดี

  1. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดังนั้นควรพูดในสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟัง ในเนื้อหาที่ผู้ฟังอยากฟัง
  2. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนอารมณ์ ดังนั้นควรพูดในอารมณ์ที่ดี ความรู้สึกที่ดีกับผู้ฟัง
  3. การพูดเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้นควรเลือกภาษาและอารมณ์ในการพูดเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้ฟังเสมอ

องค์ประกอบการพูด

  1. วัจนภาษา คือ ภาษาพูดที่เปล่งออกมาเป็นเนื้อหา
  2. อวัจนภาษา คือ ภาษากาย กิริยา ท่าทาง สีหน้า ดวงตา น้ำเสียง การแต่งกาย

การสื่อความหมาย

  • ภาษากาย 55%
  • น้ำเสียง 38%
  • ภาษาพูด 7%

พูดอย่างไรให้สร้างมิตร

  1. พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ในอารมณ์ที่เราอยากพูด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  2. ฝึกที่จะชมผู้อื่นให้สมจริง คือ การให้สติแก่ผู้อื่น
  3. เตือนตนเองเสมอเมื่อต้องติผู้อื่นต้องติอย่างสร้างสรรค์
  4. ฝึกปฏิบัติบ่อยๆ

การฟัง

  1. ฟังอย่างเต็มใจ แสดงความสนใจ
  2. พูดตอบด้วยหน้าและท่าทาง
  3. จับใจความโดยการแยกประเด็น ทัศนคติ และ ความรู้สึก

หัวใจของการสื่อสาร

ถามตนเองทุกครั้งที่พูด

  • ได้ยินเสียงตนเองหรือไม่
  • พูดในสิ่งที่ผู้อื่นอยากฟัง หรือไม่
  • ไวต่อความรู้สึกคนอื่นหรือไม่ เขารู้สึกอย่างไร
  • ใช้อวัจนภาษาประกอบแล้วหรือไม่

การพูดเพื่อนำเสนอ

  1. รู้เรื่องที่จะพูดเป็นอย่างดี
  2. เตรียมสื่อที่จะช่วยในการสื่อความหมายมาให้พร้อม เช่น Power point เอกสาร ภาพประกอบ อุปกรณ์สาธิตที่จำเป็น
  3. ใช้ทักษะการพูดที่ครบถ้วนเหมาะสม
  4. รักษาเวลาในการพูด
  5. ขณะนำเสนอ มีการกล่าวทักทาย กล่าวเข้าสู่เรื่องและแบ่งประเด็นการพูดชัดเจน รวมทั้งกล่าวสรุปอย่างเข้าใจ ไม่วกวน
  6. หลังนำเสนอ เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถาม แสดงความคิดเห็น ยอมรับคำติชมอย่างเต็มใจ และนำไปพิจารณาปรับปรุงอยู่เสมอ

credit baanjomyut.com