สาระน่ารู้ ความรู้ทั่วไป The General knowledge

Latest Posts

ป่าไม้สำคัญอย่างไร

  • ปลูกป่าเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยให้ราษฎรในท้องที่นั้น ๆ เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจให้ราษฎรเห็นความสำคัญของป่าและการปลูกป่า
  • อย่าได้ใช้ยาฆ่าวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้ามาใช้เป็นอันขาด เพราะร้ายแรงมาก นอกจากฆ่าหญ้าแล้วยังตกค้างเป็นพิษอยู่ในพื้นดินเป็นเวลานาน
  • วัชพืชขนาดใหญ่และหนา เช่น ดงหญ้าคา คงต้องกำจัดบ้างก่อนปลูกป่า แต่วัชพืชใน ป่าเต็ง – รัง ในป่าต้นน้ำลำธารไม่ต้องขจัดออก
  • ในป่าต้นน้ำลำธารไม่ควรให้มีสิ่งปลูกสร้างอะไรทั้งสิ้น ควรรักษาควบคุมให้ได้
  • ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ เป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยแก่สัตว์ป่า
    • ปลูกป่าบนภูเขาสูงเนื่องจากสภาพป่าบนเขาสูงทรุดโทรมซึ่งจะมีผลกระทบต่อลุ่มน้ำตอนล่าง
    • ปลูก ป่าต้นน้ำลำธารไม่มีคนบุกรุก อย่าให้คนเข้าไปตั้งหลักแหล่งใหม่ หากไม่มีคนก็ดีแล้ว อย่าได้นำเข้าไปอีก ปลูกป่าแซมบ้างในบางส่วนที่เสื่อมโทรม ในกรณีเขาสูง อาจจะใช้ไม้จำพวกที่มีเมล็ดทั้งหลายขึ้นไปปลูกบนยอดที่สูง เมื่อโตแล้วออกเมล็ด เมล็ดก็จะลอยตกลงมาแล้วงอกเองในที่ต่ำต่อไป เป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ
    • ในสภาพป่าเต็ง – รัง ป่าเสื่อมโทรมนั้นความจริงไม่ต้องทำอะไร เพราะตอไม้ก็จะแตกกิ่งออกมาอีก ถึงแม้ต้นไม่สวยแต่ก็เป็นต้นใหญ่ได้ ตามพื้นที่ก็มีต้นไม้เล็ก ๆ หรือเมล็ดที่งอกงามขึ้นมาอีก อย่าให้ใครเข้าไปบุกรุกทำลายอีก ป่าก็จะกลับคืนสภาพได้
    • วัชพืชที่คลุมพื้นที่อยู่อย่าเอาออก เพราะจะเป็นสิ่งป้องกันการเซาะพังทลายของหน้าดินเป็นอย่างดี และเก็บความชื้นไว้ได้ด้วย ถ้าจะปลูกแซมก็เพียงแต่เจาะวงกลมประมาณ 50 ซม. แล้วก็ปลูกต้นไม้วัชพืชที่อยู่รอบ ๆ ก็จะบังไพรกันแดดได้ด้วย โดยไม่ต้องทำที่กันแดดให้สิ้นเปลือง
    • จำแนกสมรรถนะของที่ดินให้เหมาะ สม ที่ดินที่สามารถทำประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมได้ ก็ให้ใช้ทำเกษตรกรรมและพื้นที่ใดไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้ก็ให้มีการรักษา สภาพป่าไม้ โดยให้มีการปลูกป่า โดยใช้ไม้ 3 ชนิด ได้แก่ ไม้สำหรับใช้สอย ไม้ผล และไม้สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง
    • การปลูกป่าธรรมชาติหรือปลูก ป่าต้นน้ำลำธาร ควรศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกซ่อมแซมตามรายการชนิดต้นไม้ที่ศึกษามาได้ ไม้ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ ต่างถิ่นเข้ามาปลูก โดยยังไม่ได้ศึกษาอย่างแน่ชัดเสียก่อน อย่างไรก็ตามในพื้นที่บางพื้นที่อาจจะใช้ไม้โตเร็วที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย เช่น ต้นยางพารา ปลูกเป็นต้นไม้นำก่อนก็ได้
    • ให้ชาวบ้านร่วมกิจกรรม ตั้งแต่ต้น และควรมีประโยชน์จากกิจกรรมด้วย เช่น ให้เพาะกล้าแล้วซื้อจากเขาแทนที่จะต้องผลิตต้นกล้าภายในพื้นที่ของตนเองแล้ว ทางราชการหรือเอกชนไปซื้อจากชาวบ้านให้ชาวบ้านมีรายได้ด้วย
  • ควรปลูกแฝกเพื่อป้องกันดินพังทลายพร้อมทั้งรักษาหน้าดิน และสร้าง Top – Soil เก็บความชุ่มชื้นพร้อมกับการปลูกป่า อาจจะปลูกจากร่องน้ำขึ้นไป และร่องน้ำเองอาจจะปลูกเป็นรูปตัว V คว่ำ เพื่อชลอน้ำและกระจายความแรงออกไปพร้อมทั้งดักตะกอนไว้ได้ด้วย
  • การปลูกป่าควรศึกษาพื้นที่พร้อมระบบเรื่องน้ำด้วย ในพื้นที่ภูเขาควรจะสร้างฝายแม้ว หรือ Check Dam เพื่อกักน้ำไว้สร้างความชุ่มชื้นให้ยาวนานขึ้น และเป็นระบบกันไฟเปียกด้วย ดังตัวอย่างที่ศูนย์ศึกษาฯ ห้วยฮ่องไคร้ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ดินสำคัญอย่างไร

ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในการเพาะปลูก เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารของพืช ซึ่งคนและสัตว์ใช้พืชเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญในการดำรงชีวิต ดินเกิดจากการสลายตัว เน่าเปื่อย และผุพังของ หิน แร่ พืชพรรณและสัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นขบวนการซึ่งเกิดขึ้นช้า ๆ และซับซ้อนกว่าจะสลายตัวเป็นดินได้ การที่หินถูกกับลม ฟ้า อากาศ ไม่ช้าผิวก็จะเริ่มสลายตัว โดยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้เกิดรอยแยกบนหิน จากนั้นน้ำจะละลายบางส่วนของหิน เมื่อมีรอยแตกและเป็นรอยบุ๋มลงไป ก็จะทำให้มีน้ำขังอยู่ได้และมีอาหารพืชพอเพียงที่พืชจะเจริญเติบโตได้ พืชที่ขึ้นครั้งแรกคือ พืชชั้นต่ำ เช่น พวกไลเคน (lichens) ต่อมาเมื่อมีการขึ้นและตายของพืชหลายครั้ง ก็จะมีอินทรีย์วัตถุพอที่พืชชั้นสูงจะขึ้นได้ พวกบักเตรี ฟังไจ และสัตว์ต่าง ๆ เป็นส่วนของสิ่งแวดล้อมที่ช่วยทำให้หินแตกออก นอกจากนี้ถ้ามีน้ำที่ถูกเก็บตามแอ่งหินหรือรอยบุ๋มของหินมาก ก็จะให้เวลาที่ใช้ในการเกิดเป็นดินเร็วขึ้น

ดินที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ จะมีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีแตกต่างกันไป ขึ้นกับวัตถุต้นกำเนิดดิน ถ้าเป็นดินที่เกิดจากหินทรายจะมีลักษณะเนื้อหยาบและเป็นทราย ดินที่เกิดจากหินชนวนจะมีลักษณะเนื้อดินเป็นดินเหนียวแต่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์นัก ดินที่เกิดจากหินแกรนิต (granite) หรือ หินไนซ์ (gneiss bedrock) ปกติเป็นดินร่วนทราย (sandy loams) ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ (low fertility) ส่วนดินซึ่งเกิดจากหินปูนและหินบะซอลท์ (limestone and basalt bedrock) ปกติมีสีเข้ม เนื้อละเอียดและอุดมสมบูรณ์มาก

ความรู้คืออะไร

เรื่องการเมืองระดับโลกและสังคมโลกในขณะนี้เป็นผลจากความพยายามใน สองส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งคือการพยายามค่อย ๆ ปรับองค์ความรู้เดิมทีละเล็กทีละน้อย กับอีกส่วนหนึ่งเป็นความพยายามคิดไปข้างหน้า เพื่อจินตนาการว่าอนาคตจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างไรแล้วจึงพยายามแสวงหาตามหลักเหตุผลว่า องค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่จะนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจและเพื่อเป็นแนวทาง ปฏิบัติควรจะเป็นอะไร สภาพการที่เกิดซ้อนกันดังกล่าวเป็นภาวะที่พบเสมอเมื่อระบบโลกกำลังอยู่ใน ช่วงการพลิกผันขั้นรากฐาน

อย่างไรก็ตาม ของจริงบางอย่างยังคงอยู่ รัฐอาจจะถอยร่นบทบาทเดิม2 บางประการ แต่จะสวมบทบาทใหม่ ๆ โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจไม่ทำให้รัฐหายไปมากไปกว่าคำกล่าวที่ว่าสังคมนิยม โซเวียตจะทำให้รัฐหดหาย รัฐเป็นผู้กำหนดกรอบของโลกาภิวัตน์ เสมือนดังที่ โพลันยิ (Polanyi) ชี้ว่ารัฐเป็นผู้กำหนดกรอบให้ระบบตลาดอยู่ในความควบคุมของสังคมเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 193 รัฐสามารถเป็นเอเย่นต์ที่นำระบบเศรษฐกิจโลกเข้าอยู่ใต้การควบคุมของสังคม ต้องไม่ลืมว่ารัฐเป็นสังเวียนซึ่งผู้ที่ท้าทายผลกระทบต่อสังคมจากโลกา ภิวัตน์จะต่อสู้ได้ ประวัติศาสตร์มิได้จบลงที่โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ แม้ว่านักคิดบางคนจะยืนยันเช่นนั้น4 ประวัติศาสตร์จะก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมทั้งสามารถกำหนดรูปแบบโครง สร้างของความคิดและผู้ทรงอำนาจทางการเมืองใหม่ได้ ขณะนี้โอกาสได้เปิดขึ้นแล้วเพื่อพัฒนารูปแบบองค์ความรู้ที่เอื้อต่อนวัตกรรม เช่นว่านั้น
ความรู้หรือ ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วมีพลังเฉื่อยในตัวเอง ทั้งนี้ก่อนที่องค์ความรู้ดังกล่าวจะได้รับการยอมรับนั้น จะต้องมีการลงทุนทั้งเวลาและความพยายามเป็นอย่างมากมาก่อนหน้านั้นแล้ว จึงมิอาจถูกสลัดทิ้งไปได้ง่าย ๆ นอกจากนั้น ถึงแม้จะตระหนักกันว่า สภาวการณ์ที่สนับสนุนทฤษฎีดั้งเดิมเปลี่ยนไปแล้ว นักคิดที่ชาญฉลาดอาจปรับภูมิปัญญาที่ตนคุ้ยเคยกับสถานการณ์ใหม่ และความคิดใหม่ โดยมิได้เปลี่ยนความคิดของตนเองเลย ดังเช่นที่ แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ปรับการมองโลกที่มีความขัดแข้งในกรอบสงครามเย็น (Cold War) คือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศทุนนิยมกับกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์เป็นแนว ความคิดเรื่อง โลกถูกคุกคามด้วย ‘ความขัดแย้งของอารยธรรม’ (‘clash of civilizations’) คือความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมจีน (ฮันติงตันมีความหวาดกลัวการแผ่ขยายของอารยธรรมจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ด้วย

ถึงกระนั้น สภาวการณ์ใหม่ทางประวัติศาสตร์กระตุ้นให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งมีรากฐานจากสมมติฐานที่แตกต่างจากเดิม และนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ สภาวะความรู้
ช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา องค์ความรู้เรื่องการเมืองระดับโลกถูกสร้างขึ้นโดยวนเวียนอยู่กับภาวะสงคราม เย็นเป็นหลัก การสร้างความรู้เพื่อนำมาแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก ถูกคิดขึ้นเพื่อให้ประยุกต์ใช้ได้กับการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศ5 องค์ความรู้ดังกล่าวพอจะใช้บรรลุจุดประสงค์นั้นได้ แต่ขีดจำกัดคือองค์ความรู้นั้นละเลยตัวแปรอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับการแก่งแย่ง แข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่เพื่อที่จะแสวงหาฐานคิด เพื่อสร้างองค์ความรู้ทาง เลือก เราควรทำความเข้าใจว่าเรามาถึง ณ จุดนี้ได้อย่างไร ต่อจากนั้นจึงจะเน้นไปที่กลุ่มตัวปัญหาที่เราต้องเผชิญ ณ วันใหม่ของสหัสวรรษ

สำหรับมวลมนุษยชาติอันเป็นส่วนใหญ่ของโลกนั้น เรื่องอื่น ๆ สำคัญยิ่งกว่า อันได้แก่ การดำรงชีพภายใต้สภาพความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ ความขัดแย้งที่รุนแรง และยังมีเรื่องของการถูกปฏิเสธความเป็นตัวตนด้านวัฒนธรรม สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นรองเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือผลประโยชน์ของประเทศมหา อำนาจยักษ์ใหญ่สองประเทศของโลกสงครามเย็น อุดมการณ์ 2 อุดมการณ์หลักที่แข่งขันกันคือ ทุนนิยมโลกและคอมมิวนิสต์โลกเป็นเพียงสองเกมที่ให้เล่นได้ ซึ่งต่างก็ให้ภาพว่าจะนำสู่โลกเสรีและอิสรภาพของชนชาติ แต่เมื่อการควบคุมต่าง ๆ ภายใต้กรอบสงครามเย็นถูกยกเลิกไป ความหลากหลายสภาวะของมนุษยชาติที่เคยถูกบดบังอยู่ก็กลับสู่ที่สว่างมองเห็น ได้ชัดเจน ตั้งแต่นั้นมาการอธิบายโลกในกรอบเดิม ๆ ของ neo-realism พร้อมทั้งข้อเสนอทางออกเดิม ๆ ก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

ความรักชนะความเครียด

คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” เป็นความจริงในทุกยุคทุกสมัย เมตตาหรือความปรารถนาดีนั้นไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับคนที่เรารักเท่านั้น หากยังควรใช้กับคู่กรณีหรือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีกับเราด้วย แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมก็ตาม

นักธุรกิจท่านหนึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์ครั้งไปเรียนต่างประเทศว่า มีคราวหนึ่งเธอถูคนผิวดำล็อคคอและเอามีดจี้ขณะรอสัญญาณไฟเขียวบนเกาะหน้า มหาวิทยาลัยในเมืองบอสตัน โจรผิวดำสั่งให้เธอยื่นกระเป๋าเงินให้ แต่เมื่อพบว่าในนั้นมีเงินแค่ 20 ดอลลาร์ ก็โวยวาย เขาสั่งให้เธอถอดนาฬิกา แหวน และกำไล เธอก็ไม่มีให้สักอย่าง เขาถามถามเธอว่า “เป็นคนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้ก็ต้องรวย” เธอตอบว่า “สำหรับฉันน่ะไม่ใช่ เพราะได้ทุนมา” แล้วโจรก็ย้อนกลับมาถามถึงเงิน 20 ดอลลาร์ว่าจะเอาไปทำอะไร เธอตอบว่า เอาไปซื้อไข่ “เอาไข่ไปทำอะไร ?” เขาถาม “เอาไปต้มกินได้ทั้งอาทิตย์ ” เธอตอบตามความจริงเพราะตอนนั้นมีปัญหาการเงิน

ระหว่างที่ถามตอบกันอยู่นั้น ยามหน้ามหาวิทยาลัยเห็นผิดสังเกต จึงยกหูโทรศัพท์เรียกตำรวจ เธอเห็นเช่นนั้น ก็โบกมือว่า “ไม่ต้อง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน” โจรได้ยินเช่นนั้นก็งง ถามว่า “คุณรู้จักกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ” “ก็เมื่อกี้ไง” เธอตอบ

โจรเปลี่ยนท่าทีไปทันที สุดท้ายแทนที่เขาจะเอาเงินของเธอไป กลับพาเธอไปซื้อไข่ และซื้ออาหารเต็ม 3 ถุงใหญ่ พร้อมทั้งหิ้วมาส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัย เท่านั้นไม่พอ ยังแถมเงินให้อีก 50 ดอลลาร์

เรื่องนี้ยังไม่จบเพราะวันรุ่งขึ้นเธอนำเงิน 50 ดอลลาร์นั้นไปซื้อเครื่องปรุงอาหารไทย แล้วนั่งรถไปบ้านเขาเพื่อทำต้มยำกุ้งให้กินกันทั้งครอบครัว นับแต่นั้นทั้งสองฝ่ายก็ไปมาหาสู่กัน เธอเล่าว่าทุกวันนี้หากมีธุระไปบอสตันก็จะไปแวะเยี่ยมครอบครัวนี้ทุกครั้ง

หญิงไทยผู้นี้ใช้ความดีเอาชนะใจโจรจนเปลี่ยนมาเป็นมิตรกับเธอได้ โจรนั้นมีความดีอยู่ในตัว แต่ความดีนั้นถูกเก็บงำเอาไว้ จนเมื่อเธอเป็นฝ่ายแสดงความปรารถนาดีก่อน ความดีของเขาจึงถูกเรียกร้องให้แสดงตัวออกมา และสานสัมพันธภาพของทั้งสองให้แน่นแฟ้น

ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิธีกำจัดศัตรูที่ดีที่สุด ก็คือการเปลี่ยนเขามาเป็นมิตร ความรุนแรงนั้นไม่สามารถกำจัดศัตรูได้อย่างยั่งยืน เมตตาต่างหากที่กำจัดศัตรุได้อย่างชะงัด เมตตานั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่ที่เราควรน้อมมาไว้ในใจ

นานเพียงใดแล้วที่เราปล่อยให้ความโกรธขับเคลื่อนชีวิตและปรุแต่งการกระทำของ เรา เพราะคิดว่าความรุนแรงนั้นสามารถแก้ปัญหาหรือทำลายล้างปรปักษ์ของเราได้ แต่แท้จริงมันกลับวกมาทำร้ายเราเอง และสร้างปัญหาให้แก่เรามากขึ้น

อย่าปล่อยให้มันบั่นทอนชีวิตของเรามากไปกว่านี้ หันมาบ่มเพาะเมตตาเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตให้เป็นไปในทางสันติเสียแต่ วันนี้ จะไม่ดีกว่าหรือ

ความรู้สึกหงุดหงิดค่อยๆ สะสมมากขึ้น จนดูภาพยนตร์ไม่รู้เรื่อง ในใจของเขาเต็มไปด้วยเสียงบ่นก่นด่าหนุ่มสาวคู่นั้น “มันมาดูหนังหรือมาพูดกันวะ ถ้าไม่ดูก็ออกไปคุยกันข้างนอกสิโว้ย” แต่ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เสียงคุยข้างหลังดังขึ้นเรื่อยๆ ในความรู้สึกของเขา เสียงยิ่งดัง ใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม แล้วในที่สุดความอดทนของเขาก็ถึงขีดสุด เขาผุดลุกขึ้นและหันไปพูดกับทั้งสองคนว่า “รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างสิ รู้ไหมว่าเสียงของคุณมันดังรบกวนคนอื่นเขา จนดูหนังไม่รู้เรื่องแล้ว ”

เสียงของเขาดังลั่นทั้งโรงภาพยนตร์ คนทั้งโรงตกใจ สายตาทั้งหมดมาจดจ้องอยู่ที่เขาคนเดียว สักพักเขาถึงพบว่าตนเองต่างหากที่ส่งเสียงดังรบกวนคนทั้งโรง เขาตั้งใจจะต่อว่าสองหนุ่มสาว แต่เขาก็กลับทำสิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคนทั้งสองเสียอีก

ความโกรธทำให้เราเผลอตัวได้ง่าย ถ้อยคำรุนแรงที่หลุดออกไป แม้ตั้งใจจะเล่นงานผู้อื่น แต่กลับกลายเป็นการประจานตัวเองโดยไม่รู้ตัว อันที่จริงความโกรธเล่นงานเราก่อนหน้านั้นแล้ว เพียงแค่คิดอยากจะด่าว่าและทำร้ายเขาเท่านั้น คนที่ถูกทำร้ายเป็นคนแรกก็คือเรา เพราะเมื่อปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้น ใจเราย่อมถูกเผาลนจนทำอะไรไม่ถูก หรือถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อเราเกิด คนที่ทุกข์คือเรา และเมื่อด่าว่าหรือทำร้ายเขา คนหนึ่งที่เดือดร้อน ก็คือเราอีกนั่นแหละ การเผลอประจานตัวเองนั้นยังนับว่าเบาเมื่อเทียบกับผลร้ายต่างๆ ที่สะท้อนกลับมา เช่น เสียมิตร เพิ่มศัตรู ถูกปองร้าย หรือถูกตำรวจดำเนินคดี ยังไม่นับโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน ที่อาจรังควานตลอดชีวิต

ดังนั้นเมื่อโกรธใครก็ตาม ก่อนจะโกรธไปมากกว่านั้น ควรนึกถึงตัวเองและสงสารตัวเองให้มาก แน่นอนว่าขณะที่โกรธนั้น อาจมีเสียงตะโกนออกมาจากข้างในว่า “ด่ามันไปเลย ถ้าได้ด่ามันแล้ว จะตายก็ไม่ว่า “ แต่ขอให้ระลึกว่าเป็นตัวโกรธต่างหากที่ตะโกนออกมา ถ้าเราเผลอใจทำตามมัน คนที่เดือดร้อนคือเรา ขณะที่ตัวโกรธกลับยินดีและกำเริบเสิบสานมากขึ้นจนสามารถครองใจเราได้ในที่ สุด หากยังไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นมาจากไหน ให้ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก 10 ครั้งพร้อมกับกำหนดใจนับตามลมหายใจด้วย ถ้าระหว่างทางเกิดลืมนับขึ้นมา ก็ขอให้นับใหม่จนกว่าจะครบสิบ จากนั้นก็ให้ถามตัวเองว่า แน่ใจแล้วหรือว่าจะยอมตาย เพียงเพื่อขอให้ได้ด่าเขา ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น ถามต่อไปว่า ระหว่างเราตายกับความโกรธตาย อะไรที่น่าเลือกกว่ากัน

มีหลายวิธีที่ช่วยให้เกิดเมตตาจิตหรือให้อภัยต่อผู้ที่เราโกรธ วิธีที่นิยมใช้คือ กล่าวคำแผ่เมตตา

วิธีนี้เป็นการน้อมจิตแผ่เมตตาแบบไม่จำเพาะเจาะจง แต่ถ้าจะให้มีผลต่อจิตใจมากกว่านั้น ควรเจาะจงลงไปยังผู้ที่เราโกรธ วิธีหนึ่งก็คือ เชิญเขามาเป็นอาคันตุกะในใจของเรา และลองทำกับเขาอย่างที่เราไม่นึกจะทำมาก่อน

ลองหามุมสงบ นั่งขัดสมาธิ ผ่อนคลายทั้งกายและใจ แล้วน้อมจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกสักพักใหญ่ จากนั้นให้จินตนาการว่าคน ๆ นั้นได้มาหาเราและนั่งอยู่ข้างหน้าเรา เขาอยู่ใกล้จนเราสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสได้ ในจินตนาการนั้นเราเห็นเขาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใบหน้าของเขา

ขณะนั้นเรารู้สึกอย่างไร อึดอัดกระสับกระส่ายหรือไม่ กำลังคิดอะไรอยู่ สำรวจว่าหัวใจของเราเต้นเป็นปกติหรือไม่ ลมหายใจเข้าออกเป็นอย่างไร ทีนี้ขอให้มองใบหน้าของเขา จินตนาการว่าเรายิ้มให้เขา ทักทายเขา ไต่ถามทุกข์สุข พร้อมกับหาของมาต้อนรับเขา นึกต่อไปว่า เขายิ้มตอบ และยื่นของฝากมาให้เรา เป็นของที่เราโปรดปรานเสียด้วย เขาเองก็ไต่ถามทุกข์สุขของเราเช่นกัน

ลองยิ้มให้เขาอีกครั้ง สังเกตดูว่าตอนนี้เรายิ้มให้เขาได้ง่ายกว่าเดิมหรือไม่ หรือว่ายังฝืนยิ้มเหมือนครั้งแรก ความอึดอัดกระสับกระส่ายลดน้อยลงหรือไม่ และพูดกับเขาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งกว่าเดิมไหม

จากนั้นให้สบตาเขา มองลึกเข้าไปจนสามารถเห็นถึงแง่ดีหรือความดีที่เขามี เช่นความดีที่เขาเคยกระทำต่อเรา หรือความดีที่เขามีต่อผู้อื่น ต่อพ่อแม่ ต่อลูกหลาน หรือมิตรสหาย เป็นความดีที่เราชื่นชมหรืออาจทำไม่ได้เหมือนเขาด้วยซ้ำ

ขั้นต่อมาให้นึกถึงความทุกข์ของเขาในอดีต เขาอาจเป็นคนสู้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบมาตลอด ขาดความรักจากพ่อแม่ งานการล้มเหลว หรือความทุกข์ในปัจจุบัน เช่น มีปัญหาครอบครัว ป่วยหนัก หรือเป็นหนี้สิน นึกไปถึงความทุกข์ที่กำลังรอเขาอยู่ข้างหน้าอันเนื่องจากพฤติกรรมบางอย่าง ของเขา เช่น เพื่อนฝูงตีจาก

นึกต่อไปอีกว่าเรากับเขาล้วนอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว อีกไม่นานก็ต้องตายจากกัน กลายเป็นเถ้าถ่านทั้งคู่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะโกรธกันไปทำไม นึกถึงวันที่เราทั้งคู่จะต้องจากโลกนี้ไป เราอยากจะโกรธกันไปถึงภพหน้าชาติหน้าหรือไม่

กลับมาตามลมหายใจและน้อมจิตอยู่ในความสงบสักพัก จากนั้นให้จินตนาการจนเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เราค่อย ๆ เอื้อมมือไปสัมผัสไหล่หรือแขนของเขาอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม และแล้วเราก็โผเข้าไปกอดเขาไว้ กอดแน่น ๆ เขาเองก็กอดเราเช่นกัน

ทุกคนมักพูดว่ารักตน เอง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ค่อยรักตนเองเท่าใดเพราะชอบปล่อยให้ความโกรธเผาผลาญ ใจ เท่านั้นไม่พอ ยังชอบเติมเชื้อไฟเพื่อให้ความโกรธพลุ่งพล่านรุนแรงมากขึ้น เราเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องราวที่ทำให้ เราโกรธ หรือปักใจจดจ่ออยู่กับคนที่ทำความเจ็บแค้นให้เรา ใครจะมาชวนให้ไปเที่ยวก็ไม่สนใจ เพราะอยากจะครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนั้น จะกินก็ยังคิด จะนอนก็ยังคิด ไม่ยอมปล่อยวางเสียที เมท่อความโกรธอัดแน่นถึงที่ก็ระเบิดออกมา ถ้าไม่ทำร้ายคนอื่น ก็ทำร้ายตนเอง หรือทำทั้งสองอย่าง

ไฟนั้นย่อมเป็นปฏิปักษ์กับน้ำ ฉันใด ถ้าตระหนักว่าเพลิงโกรธเพลิงแค้นนั้นไม่ดีอยากระงับดับมัน ก็ต้องใช้น้ำวิเศษ โดยเริ่มจากเมตตาต่อตนเอง โกรธทีไรก็ขอนึกถึงตนเอง อย่าทุ่มใจไปข้างนอก หรือพุ่งจิตไปยังคนที่เราโกรธจนหมดตัว ขอให้เผื่อใจไว้สงสารตนเองด้วย จากนั้นก็ลองน้อมจิตไปอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่องดังกล่าวข้าง ต้น

นอกจากเมตตาต่อตนเองแล้ว ควรฝึกใจให้แผ่เมตตาให้แก่ผู้ที่เราโกรธหรือทำความเจ็บแค้นให้เรา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็อย่าลืมว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการแผ่เมตตานี้เป้นคนแรกก็คือเรา หากเพลิงโกรธดับลง คนที่สัมผัสกับความเย็นเป็นคนแรกก็คือเรา ดังนั้นถ้าเรารักตนเองก็ควรน้อมใจให้เกิดเมตตาต่อผู้ที่เราโกรธด้วย หากยังทำใจเมตตาไม่ได้อย่างน้อยก็พยาพามให้อภัยเขา เพราะถ้าไม่รู้จักให้อภัย บาดแผลในใจของเราก็ไม่มีวันหาย การให้อภัยเปรียบเสมือนยาสามัญที่ควรมีประจำใจ เพราะชีวิตนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันได้ การให้อภัยนั้น ไม่ได้หมายถึงการลืมสิ่งที่เขาทำกับเราหรือแกล้งคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย เราควรจำไว้เพื่อเป็นบทเรียน แต่บทเรียนนั้นควรมีไว้เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มิใช่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวข้างหลังด้วยความเจ็บปวด

สำรวจความรู้สึกของเราตอนนี้เป็นอย่างไร เรากอดอย่างเกร็ง ๆ หรือว่าขัดขืนที่จะเข้าไปสัมผัสตัวเขา

จากนั้นก็นึกต่อไปว่าเขาขอตัวกลับ เราลุกไปส่งเขาที่ประตู และมองเขาจนลับสายตา

วิธีนี้ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะดีกับเราอย่างที่จินตนาการ แต่ประโยชน์ที่ได้ก็คือช่วยลดความโกรธเกลียดในใจเรา และช่วยให้ภาพของเขาในใจเรานั้นคลายพิษสงลง และสร้างความทุกข์แก่เราน้อยลง อย่าลืมว่าไม่ใช่ตัวเขาเท่านั้นที่ทำให้เราทุกข์ หากแต่ใจที่รู้สึกโกรธเกลียดเขาก็ทำให้เราทุกข์ด้วย เพราะนึกถึงเขาเมื่อไร ก็รุ่มร้อนเมื่อนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาอยู่ไกลจากเราหลายพันโยชน์ ยิ่งเห็นเขาเป็นปีศาจหรือยักษ์มารเท่าไร เรานั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายทุกข์เอง ดังนั้นถ้าไม่อยากทุกข์มากไปกว่านี้ ก็ควรเพลาความโกรธเกลียดลง หรือถอนปีศาจหรือยักษ์มารออกไปจากใจของเรา

การลดความโกรธเกลียดด้วยวิธีจินตนาการดังกล่าว ไม่ใช่การหลอกตัวเอง หากแต่เป็นการพยายามมองเขาให้ครบทุกด้านตามความเป็นจริง เขาเป็นปีศาจหรือยักษ์มารในสายตาของเราก็เพราะเรามองเห็นแต่ส่วนไม่ดีของเขา แม้นั่นจะเป็นความจริง แต่เขาก็มีส่วนอื่น ๆ ที่เป็นความจริงซึ่งเราควรรับรู้ด้วย เช่น ความดี ความทุกข์ และความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ และตาย การมองแต่ความไม่ดีของเขาเป็นการมองที่ไม่ครบถ้วน ดังนั้นจึงทำให้เกิดอคติได้ง่าย ในทางตรงข้ามหากเรามองเขาครบทุกด้าน เราจะมองเขาเป็นมนุษย์มากขึ้น จนสามารถรักเขาได้

การน้อมจิตด้วยวิธีดังกล่าวหากทำบ่อย ๆ ไม่เพียงช่วยลดเพลิงโทสะในใจเราเท่านั้น หากยังช่วยบ่มเพาะเมตตาในใจเราให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราสามารถรักผู้อื่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่นได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือความสุขและความสงบเย็น ผู้ที่มีเมตตาน้อย หรือไม่สามารถน้อมจิตให้เกิดเมตตาได้อย่างรวดเร็วทันการ ย่อมถูกเพลิงโทสะเผาผลาญอยู่ร่ำไป เหมือนบ้านที่ถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เคยเตรียมน้ำไว้ดับไฟเลย

เมื่อเรามีเมตตาต่อผู้อื่นเราจะพบว่านอกจากจะพบกับความสุขสงบเย็นแล้ว ปัญหาความขัดแย้งอาจคลี่คลายไปได้ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่ว่าความวิวาทบาดหมางเกิดขึ้นและลุกลามก็เพราะต่างฝ่ายต่างตอบโต้ กันด้วยความโกรธ ต่างฝ่ายต่างสาดน้ำมันเข้าใส่กองเพลิง ด้วยถ้อยคำเผ็ดแสบและการทำร้ายกัน แต่หากฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำที่สุภาพนิ่มนวล หรือหยิบยื่นไมตรีให้ อีกฝ่ายอาจชะงัก สับสน และหันมามองเราในแง่ดีขึ้น หรือเลวร้ายน้อยลง แม้ยังโกรธหรือระแวงอยู่ แต่ก็ไม่สามารถใช้วิธีรุนแรงได้ถนัดเหมือนเคย เพราะไม่อยากเป็น “ ผู้ร้าย” ในสายตาของคนที่เห็นเหตุการณ์ บ่อยครั้งมิตรภาพเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการชนะใจอีกฝ่ายด้วยเมตตาหรือความปรารถนา ดี

สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับหนังชื่อก้องโลกเล่าว่า เมื่อยังเป็นเด็กอายุ 13 ปี เขาถูกอันธพาลวัยรุ่นที่โรงเรียนแกล้งเป็นประจำ บางครั้งก็ปาระเบิดกลิ่นเข้าใส่เขา ชีวิตเขาเหมือนตกนรก แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้เดินเข้าไปหาอันธพาลคนนั้นและบอกว่า “ฉันกำลังถ่ายทำวีดีโอเรื่องตามล่านาซี เธออยากเล่นบทพระเอกไหม” อันธพาลหัวเราะ แต่ 2 – 3 วันหลังจากนั้นก็กลับมาและตอบรับอย่างไม่เต็มใจ หลังจากถ่ายทำเสร็จ ปรากฎว่าอันธพาลคนนั้นเลิกกลั่นแกล้งเขา และกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขาในเวลาต่อมา

ความเชื่อต่างๆ

สาระน่ารู้ความพยายามหรือมุ่งมั่นเพื่อที่จะเพิ่มความเข้มแข็งแก่บุคลิกภาพของคนๆหนึ่ง ให้มากขึ้น เพื่อที่จะไปพ้นหรืออยู่เหนือคนอื่นๆในเรื่องของความรุนแรง, และในการแข่งขันหรือต่อสู้ดิ้นรนสำหรับความดีแบบทางโลก อันนี้คืออุดมคติทางศีลธรรมของพวกโซฟิสท์

บรรดาพวกโซฟิสท์ทั้งหลายยังโจมตีความเชื่อตาม จารีตเกี่ยวกับ”สิทธิอันชอบธรรม”อย่างรุนแรงด้วย – ซึ่งเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากหลักการต่างๆที่ตั้งอยู่บนฐานของ”ความยุติธรรม” – และพวกเขาได้ทดแทนแนวคิดดังกล่าวด้วย”อำนาจ”สำหรับความยุติธรรมอันนั้น

จาก ช่วงขณะของการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ทางการเมือง และการมีส่วนร่วมของผู้คนในพลังประชาธิปไตย ได้เริ่มก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายขึ้นเป็นจำนวนมาก บรรดาโซฟิสท์ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงทำให้”สิทธิอันชอบธรรม”ทางการเมืองและ”ความถูกต้องชอบธรรม อื่นๆ”ขาดความน่าเชื่อถือลงไปเท่านั้น แต่ยังทำให้”สิทธิโดยธรรมชาติ”ได้ประโยชน์ด้วย

ความเชื่อในหลักการต่างๆอย่างไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับจริยาศาสตร์ ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาในหมู่ชนชาวกรีกนั้น บรรดาพวกโซฟิสท์ทั้งหลายถือว่าเป็นอคติอย่างหนึ่ง และบ่อยครั้งเป็นการขัดขวางหน่วงเหนี่ยวชีวิตด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องขจัดออกไป

บรรดาโซฟิสท์ทั้งหลายยังเห็นว่า “ความดี” เช่นที่แสดงให้เห็นผ่านประสบการณ์ เกิดจากความมั่นคงของตนเองที่ได้มีการสั่งสม เป็นเจ้าของในเชิงปริมาณมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่ต้องพิจารณาถึงเรื่องวิธีการที่นำมาใช้เพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้นมา สำหรับความดีเหล่านี้สามารถให้ความพอใจกับสัญชาตญานต่างๆและกิเลสตัณหา ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับความสุข

พวกโซฟิสท์ปกป้อง”สิทธิตามธรรมชาติ” แต่สิทธิตามธรรมชาติอันนี้ พวกเขาไม่ได้หมายถึงส่วนที่เป็นเรื่องของ”เหตุผล”ของมนุษย์ อันที่จริงแล้วพวกเขาหมายถึง”สัญชาตญาน”และ”กิเลสตัณหา”ของคน. ด้วยเหตุดังนั้นสำหรับพวกเขา “สิทธิ”คือสิ่งซึ่งที่ได้มาโดยการเรียกร้องตัวมันเองโดยผ่านการใช้อำนาจ หรือการบังคับเอาโดยได้รับการสถาปนาขึ้นมาจากอำนาจบังคับและความรุนแรง

มนุษย์โดยธรรมชาติแล้วไม่เท่าเทียมกัน มันมีทั้งคนที่เข้มแข็งและคนที่อ่อนแอ และสิทธิชั่วคราว(the moment right)เกิดจากอำนาจ มันกลายเป็นภาระหน้าที่ของผู้ที่เข้มแข็งกว่าที่เป็นคนออกคำสั่งและสร้างกฎหมายขึ้นมา; และผู้ที่อ่อนแอจะต้องเชื่อฟัง

Thrasymachus โซฟิสท์คนหนึ่ง, ในหนังสือเล่มที่หนึ่งของ Republic ของเพลโต ยึดมั่นใน”กฎธรรมชาติคือสิทธิอันชอบธรรมของผู้ที่เข้มแข็งกว่า”. คนที่เข้มแข็งนั้น ดูถูกกฎหมายทั้งหมดที่ได้รับการเสนอขึ้นมาโดยคนที่อ่อนแอในนามของความยุติธรรม และยัดเยียดเจตจำนงของเขาให้กลายเป็นสิทธิอันชอบธรรม เช่นดัง Callicles ยืนยันไว้ในเรื่อง Gorgias ของเพลโต

ด้วยเหตุดังที่ได้อธิบาย ผู้คนทั้งหลายจึงชื่นชอบและมักจะห้อมล้อมพวกโซฟิสท์บางคน อย่างเช่น Protagoras ผู้ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างผู้มีชัยชนะและอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ ในฐานะแขกคนหนึ่งในบ้านของชาวเอเธนส์ที่มีชื่อเสียงต่างๆโดยทั่วไป

โดย เหตุดังนั้น อย่างที่ได้อธิบายมาแล้วเช่นกัน ในฐานะที่เป็นภารกิจอันสูงส่งของโสกราตีส ผู้ซึ่งได้มาฟื้นฟูคุณค่าต่างๆของความมีศีลธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจ ล่วงละเมิดได้ เพราะมันตั้งอยู่บนพื้นฐานของ”เหตุผล”และไม่ใช่เรื่องของ”กิเลสตัณหา”อันไม่ อาจควบคุมได้ โสกราตีสได้ใช้ชีวิตที่มีอยู่ทั้งหมด และดำเนินไปอย่างไม่ไร้ประโยชน์เพื่อการนี้
ในที่นี้เรากำลังอยู่ในแนวคิดสุดขั้ว ที่ได้บ่งชี้ถึงคำสอนหรือทฤษฎีทั้งหมดของพวกโซฟิสท์. แนวคิดสุดขั้วดังกล่าว กลายเป็นสิ่งที่น่ายินดีสำหรับคนหนุ่มสาวของเอเธนส์ในช่วงเวลาของ Pericles (รัฐบุรุษแห่งเอเธนส์ 495-429 BC.) คนหนุ่มสาวทั้งหมดต่างกระวนกระวายที่จะได้รับหน้าที่หรือตำแหน่ง ซึ่งจะประกันความมั่งคั่งและความสุขใจให้กับพวกเขา คำสอนของโซฟิสท์ โดยความดีที่เหนือกว่าระเบียบแบบแผนทั้งหมดของจริยศาสตร์และความยุติธรรม ได้เปิดโอกาสให้กับคนหนุ่มให้มีหนทางอันหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเป็นไปได้ และให้เหตุผลต่อการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับความหลอกลวงหรือเล่ห์เพทุบายทั้งหมด และกิเลสอันรุนแรงอย่างถึงที่สุด

จิตรกรรมไทย

จิตรกรรมไทย

เป็นศิลปะที่มีความประณีตสวยงาม แสดงความรู้สึกชีวิติจิตใจและความเป็นไทย ที่มีความอ่อนโยน ละมุนละไม สร้างสรรค์สืบต่อกันมาตั้งแต่อดีต จนได้ลักษณะ ประจำชาติ มีลักษณะประจำชาติที่มีลักษณะ และรูปแบบเป็นพิเศษ นิยมเขียนบนฝาผนังภายในอาคารที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา และอาคารที่เกี่ยวกับบุคคลชั้นสูง เช่นโบสถ์ วิหาร พระที่นั่ง วัง บนผืนผ้า บนกระดาษ และบนสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเขียนด้วยสีฝุ่น ตามกรรมวิธีของช่างเขียนไทยแต่โบราณ เนื้อหาที่เขียนมักเป็น เรื่องราวเกี่ยวกับอดีตพุทธ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ วรรณคดีและชีวิตไทย พงศาวดารต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมเขียนประดับฝนังพระอุโบสถ วิหารอันเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ประกอบพิธีทางศาสนา ลักษณะจิตรกรรมไทยแบบประเพณีเป็นศิลปะ แบบอุดมคติ (Idealistic) ผนวกเข้ากับเรื่องราวที่กึ่งลึกลับมหัศจรรย์ ซึ่งคล้ายกับงานจิตรกรรมในประเทศแถบตะวันออกหลาย ๆ ประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา จีน และ ญี่ปุ่น เป็นต้น เป็นภาพที่ระบายสีแบนเรียบ ด้วยสีค่อนข้างสดใส และมีการตัดเส้นเป็นภาพ 2 มิติ ให้ความรู้สึกเพียงด้านกว้างและยาว ไม่มีความรู้และไม่มีการใช้แสงและเงามาประกอบ จิตรกรรมไทยแบบประเพณีมีลักษณะพิเศษในการจัดวางภาพ แบบเล่าเรื่องเป็นตอน ๆ ตามผนังช่องหน้าต่าง โดยรอบโบสถ์ วิหาร และผนังด้าน หน้าและหลังพระประธาน ภาพจิตรกรรมไทยมีการใช้สีแตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย ทั้งเกรงค์ และหหุรงค์ โดยเฉพาะการใช้สีหลาย ๆ สีแบบพหุรงค์นิยมมากใน สมัยรัตนโกสินทร์ เพราะได้สีจากต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายด้วย ทำให้ภาพจิตรกรรมไทยมีความสวยงามและสีสันที่หลากหลายมากขึ้น

รูปแบบลักษณะตัวภาพในจิตรกรรมไทยซึ่งจิตรกรไทยได้สร้างสรรค์ออกแบบไว้ เป็นรูปแบบอุดมคติที่แสดงออกทางความคิดให้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องและความ สำคัญของภาพ เช่น รูปเทวดา นางฟ้า กษัตริย์ นางพญา นางรำ จะมีลักษณะเด่นงามสง่า ด้วยลีลาอันชดช้อย แสดงอารมณ์ความรู้สึกปิติยินดี หรือเศร้าโศกเสียใจด้วยอากัปกิริยาท่าทาง ถ้าเป็นรูปยักษ์ มาร ก็แสดงออกด้วยท่างทางที่บึกบึน แข็งขัน ส่วนพวกวานรแสดงความลิงโลด คล่องแคล่วว่องไวด้วยลีลาท่วงท่าและหน้าตา สำหรับพวก ชาวบ้านธรรมดาสามัญก็จะเน้นความตลกขบขัน สนุกสนานร่าเริงหรือเศร้าเสียใจ ออกทางใบหน้า ส่วนช้างม้าเหล่าสัตว์ทั้งหลายก็มีรูปแบบแสดงชีวิตเป็นธรรมชาติ ซึ่งจิตรกรไทยได้พยายามศึกษา ถ่ายทอดอารมณ์ สอดแทรกความรู้สึกในรูปแบบได้อย่างลึกซึ้ง เหมาะสม สวยงาม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนชาติไทยที่น่าภาคภูมิใจ สมควรจะได้อนุรักษ์ สืบทอดให้เป็นมรดกของชาติสืบไป

จิตรกรรมไทยแบบร่วมสมัย (Thai Contempolary Painting)

จิตรกรรมไทยร่วมสมัย เป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการของโลก ความเจริญทางการศึกษา การคมนาคม การพาณิชย์ การปกครอง การรับรู้ข่าวสาร ความเป็นไปของโลกที่อยู่ห่างไกล ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อความรู้สึกนึกคิด และ แนวทางการแสดงออกของศิลปินในยุคต่อๆ มา ซึ่งได้พัฒนาไปตามสภาพเวดล้อม ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ความเป็นอยู่ ความรู้สึกนึกคิด และความนิยมในสังคมสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ใหม่ของวัฒนธรรมไทยอีกรูปแบบ หนึ่ง อย่างมีคุณค่าเช่นดียวกัน อนึ่ง สำหรับลักษณะเกี่ยวกับจิตรกรรมไทยร่วมสมัยนั้น ส่วนใหญ่เป็น แนวทางเดียวกันกับลักษณะศิลปะแบบตะวันตกในลัทธิต่าง ๆ ตามความนิยมของ ศิลปินแต่ะละคน

สมรรรถนะของมนุษย์

สาระน่ารู้ในบทความเรื่อง Testing for Competence Rather than for Intelligence นั้น McClelland แสดงความเห็นต่อต้านการทดสอบความถนัด การทดสอบความรู้ในงาน หรือผลการเรียนว่าไม่สามารถทำนายผลการปฏิบัติงาน หรือความสำเร็จในชีวิตได้ เขาจึงหาทางวิจัยเพื่อศึกษาตัวแปรด้านสมรรถนะที่เขากล่าวว่าสามารถทำนายผล การปฏิบัติงานได้ และในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ตัวแปรสมรรถนะมักไม่แสดงผลการทดสอบที่ลำเอียงต่อเชื้อชาติ เพศ หรือ เศรษฐฐานะทางสังคม เหมือนกับแบบวัดความถนัด หรือแบบวัดอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน

การศึกษาทางด้านจิตวิทยามักเป็นการศึกษาต่อมาจากแนวคิดที่เคยมีผู้เสนอ ไว้แล้วในอดีต แนวคิดของ McClelland ก็เช่นกัน กล่าวกันว่าแนวคิดของ McClelland ไม่ใช่แนวคิดใหม่เสียทีเดียว เพราะในปี 1920 Frederick Taylor บิดาของวิทยาศาสตร์การจัดการได้กล่าวถึงสิ่งที่คล้ายกันกับสมรรถนะมาก่อน (Raelin & Cooledge,1996) อย่างไรก็ดี McClelland ได้นำสมรรถนะมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นเรื่องการไม่แสดงผลการทดสอบที่ลำเอียงต่อเชื้อชาติ เพศ หรือเศรษฐฐานะนี้เป็นประเด็นสำคัญในอเมริกา เพราะอเมริกาเป็นสังคมที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมด้านการจ้างงาน จึงมีการตรากฎหมายเพื่อส่งเสริมโอกาสของการจ้างงานที่เท่าเทียมกัน (Equal Employment Opportunity) ดังนั้น แบบทดสอบที่แสดงผลการทดสอบของกลุ่มต่างๆ ที่แตกต่างกันมักถูกตัดสินว่าผิดกฎหมาย
การวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญในงาน (Critical Incident) เป็นวิธีการที่ John Flanagan พัฒนาขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นวิธีการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาคุณลักษณะที่สำคัญ และทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานที่ประสบความสำเร็จ โดยวิธีการเป็นการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ในสถานการณ์การทำงาน หรือสถานการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จุดมุ่งหมายหลักคือ พฤติกรรมที่ผู้อื่นสังเกตได้ แต่จุดมุ่งหมายของ BEI นอกเหนือจากพฤติกรรมการทำงานที่สังเกตได้แล้ว คือการเน้นที่ความรู้สึกนึกคิดของบุคคล (คล้ายกับที่ได้จากการทดสอบการเล่าเรื่องจากภาพ (Thematic Apperception Test (TAT))

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อศึกษาว่าลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้างที่ไม่เหมือนกับผู้ ที่ประสบความสำเร็จปานกลาง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาถอดรหัสด้วยวิธีการที่เรียกว่าการวิเคราะห์เนื้อหา จากคำพูด (Content Analysis of Verbal Expression) แล้วนำข้อมูลที่ถอดรหัสแล้วมาวิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติ เพื่อศึกษาลักษณะที่แตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จในงาน (มีผลงานในระดับสูง) กับผู้ที่ผลงานระดับปานกลาง

McClelland และเพื่อนร่วมงานได้ก่อตั้งบริษัท McBer and Company ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1970 และในช่วงนั้นพวกเขาได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของ The U.S State Department Foreign Service Information ให้ช่วยเหลือในการคัดเลือกนักการทูตระดับต้น McClelland ใช้เทคนิค BEI ในการศึกษา และพบว่านักการฑูตระดับต้นที่มีผลการปฏิบัติงานดีมีสมรรถนะที่แตกต่างจาก นักการทูตระดับต้นที่มีผลการปฏิบัติงานระดับปานกลางในเรื่อง ความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลด้านวัฒนธรรม (Cross-cultural Interpersonal Sensitivity) ความคาดหวังทางบวกกับผู้อื่น (Positive Expectations of Others) และความรวดเร็วในการเรียนรู้เครือข่ายด้านการเมือง (Speed in Learning Political Networks)

ในปี 1991 Barrett & Depinet ได้เขียนบทความเรื่อง A Reconsideration of Testing for Competence Rather than for Intelligence เนื้อหาในบทความเป็นการอ้างถึงงานวิจัยใหม่ๆ ที่ลบล้างข้อเสนอของ McClelland เกี่ยวกับการทดสอบความถนัด หรือการทดสอบเชาวน์ปัญญาว่าแบบทดสอบดังกล่าวสามารถทำนายผลการปฏิบัติได้ใน เกือบทุกอาชีพ ประเด็นนี้ McClelland ได้ตอบว่า ถ้าเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในบทความ Testing for Competence Rather than for Intelligence เขาคงจะอธิบายเชาวน์ปัญญาอย่างระมัดระวังมากขึ้นว่า เชาวน์ปัญญาเป็นสมรรถนะพื้นฐาน (Threshold Competency) ที่บุคคลที่ปฏิบัติงานต้องมีแต่เมื่อบุคคลมีเชาวน์ปัญญาในระดับหนึ่งแล้ว ผลการปฏิบัติของเขาก็ไม่สัมพันธ์กับเชาวน์ปัญญาอีกต่อไป (อธิบายได้ว่า ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องเป็นคนฉลาดทุกคน แต่คนที่ฉลาดทุกคนอาจไม่ได้มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นทุกคน สิ่งที่แยกระหว่างผู้ที่ฉลาดและมีผลการปฏิบัติงานดี กับผู้ที่ฉลาดและมีผลการปฏิบัติงานในระดับปานกลางคือ สมรรถนะ)

วิธีการวิจัยของ McClelland ใช้การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มของผู้ที่ประสบความสำเร็จในงาน และกลุ่มของผู้ที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า (กลุ่มปานกลาง) เพื่อดูว่าสองกลุ่มนี้แตกต่างกันในเรื่องใด (หรือที่เขาเรียกว่าสมรรถนะใด) วิธีการเก็บข้อมูลของเขาเน้นที่ความคิด และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กันกับผลลัพธ์ของงานที่ประสบความสำเร็จ

ใน ครั้งแรก McClelland คิดจะใช้การสังเกตการณ์ทำงานประจำวันของผู้ที่ประสบความสำเร็จ กับผู้ที่มีผลงานในระดับปานกลาง แต่ว่าวีธีการนี้ใช้เวลามากเกินไป และไม่สะดวกในทางปฏิบัติ เขาจึงพัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า Behavioral Event Interview (BEI) ซึ่งเป็นวิธีการที่พัฒนามาจากการผสมผสานวิธีวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญในงาน ของ Flanagan (1954) และวิธีการของแบบทดสอบ Thematic Apperception Test (TAT) BEI เป็นการสัมภาษณ์ที่ให้ผู้ให้ข้อมูลเล่าเหตุการณ์ที่เขารู้สึกว่าประสบความ สำเร็จสูงสุด 3 เหตุการณ์ และเหตุการณ์ที่เขารู้สึกว่าล้มเหลว 3 เหตุการณ์ จากนั้นผู้สัมภาษณ์ก็ถามคำถามติดตามว่า อะไรทำให้เกิดสถานการณ์นั้นๆ มีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง เขาคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และต้องการอะไรในการจัดการกับสถานการณ์ แล้วเขาทำอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นจากพฤติกรรมการทำงานนั้นของเขา

สมรรถนะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เมื่อพิจารณาโดยยึดผลการปฏิบัติงานเป็นเกณฑ์ สมรรถนะ 2 ประเภทนี้ได้แก่ สมรรถนะพื้นฐาน (Threshold Competencies) และสมรรถนะที่แยกความแตกต่าง (Differentiating Competencies)

แนวคิดเรื่องสมรรถนะมักมีการอธิบายด้วยโมเดลภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) ดังภาพที่แสดงด้านล่างซึ่งอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างบุคคลเปรียบเทียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง โดยมีส่วนที่เห็นได้ง่าย และพัฒนาได้ง่าย คือส่วนที่ลอยอยู่เหนือน้ำ นั่นคือองค์ความรู้ และทักษะต่างๆ ที่บุคคลมีอยู่ และส่วนใหญ่ที่มองเห็นได้ยากอยู่ใต้ผิวน้ำได้แก่ แรงจูงใจ อุปนิสัย ภาพลักษณ์ภายใน และบทบาทที่แสดงออกต่อสังคม ส่วนที่อยู่ใต้น้ำนี้มีผลต่อพฤติกรรมในการทำงานของบุคคลอย่างมาก และเป็นส่วนที่พัฒนาได้ยาก

การฟอกเงิน คืออะไร?

สาระน่ารู้ความผิดมูลฐาน
ความผิดมูลฐาน ความผิดมูลฐาน หรือความผิดที่เป็นฐานที่ทำให้เกิดรายได้นำไป สู่การฟอกเงินในกฎหมายได้กำหนดไว้ 7 ฐานความผิด คือ

(1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปราม ยาเสพติด
(2) ความผิดเกี่ยกวับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา
(3) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
(4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอก หรือฉ้อโกง หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือ กระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
(5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ใน การยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา
(6) ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา
(7) ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

ความเป็นมาของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
สืบเนื่องจากอนุสัสัญญาเวียนนา ค.ศ. 1988 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ประเทศที่ประสงค์จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ค.ศ. 1988 ต้องมีมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายภายในประเทศนั้นรองรับ

สาเหตุที่ต้องมีการฟอกเงิน
การที่เงินที่ได้มาจากธุรกิจผิดกฎหมายไม่สามารถอ้างอิงแหล่งที่มา

แหล่งที่มาของการฟอกเงิน
แหล่งที่มาของเงินที่ต้องการฟอกนั้นจะมีแหล่งใหญ่ ๆ ด้วยกัน 10 แหล่ง คือ

(1) เงินจากการค้ายาเสพติด
(2) เงินจากวงการเมือง
(3) เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน
(4) เงินจากวงการพนัน
(5) เงินสินบน
(6) เงินจากบริษัท
(7) เงินส่วนตัวที่ต้องปกปิด
(8) เงินจากกลุ่มเศรษฐี
(9) เงินจากรัฐ
(10) เงินนอกระบบอื่น ๆ

แหล่งสำหรับการฟอกเงิน
แหล่งสำหรับการฟอกเงินสามารถแยกออกเป็นแหล่งนอกประเทศ และในประเทศ

การอยู่ร่วมกันในสังคม

สังคม

ในอดีตการดูแลคุ้มครองสมาชิกของสังคมเป็นบทบาทหน้าที่ของสถาบัน ครอบครัว ครอบครัวจึงเป็นสถาบันแรกที่สำคัญต่อการสร้างระบบความมั่นคงของมนุษย์และ สังคม ระบบการดูแลสมาชิกในครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐฐานะของครอบครัวนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่ถ้าครอบครัวใดไม่สามารถทำหน้าที่เบื้องต้นได้ ระบบสนับสนุนทางสังคม รองลงมาคือ ระบบเครือญาติ ระบบเพื่อนบ้าน ระบบชุมชนก็จะทำหน้าที่ให้การดูแล สงเคราะห์แบบชั่วคราว ในขณะที่องค์กรภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบก็ต่อเมื่อระบบสนับสนุนทาง สังคมที่ใกล้ตัวของบุคคลนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้

หน้าที่สำคัญของรัฐอีกประการหนึ่งคือ การดูแลรับผิดชอบให้ประชาชนที่เดือดร้อนให้ได้รับบริการสังคมขั้นพื้นฐาน หรือบริการสวัสดิการสังคมจากรัฐ ฉะนั้นสิทธิของประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของรัฐ (Civil Right) ก็ควรจะได้รับบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของรัฐ รัฐในฐานะผู้ปกครองที่มีอำนาจซึ่งมีหน้าที่โดยชอบธรรมที่จะจัดสรรทรัพยากร ให้กับประชาชน ในอดีตรัฐกับประชาชนได้สร้างพันธะสัญญาร่วมกันที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม” อำนาจของรัฐจึงเป็นอำนาจที่ชอบธรรม รัฐบาลจึงมีหน้าที่หลักโดยมีนโยบายการดูแลทุกข์และสุขของประชาชนให้สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ตามอัตภาพของตน ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีความศรัทธาเชื่อถือต่ออำนาจรัฐว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อ การจัดบริการสวัสดิการสังคมได้เป็นอย่างดี
การจัดบริการสวัสดิการสังคมในอนาคตจึงได้รับการวิพากษ์ให้มีการ ทบทวนบทบาทของรัฐ ประเภทและลักษณะบริการสวัสดิการสังคมที่เป็นอยู่อาจไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง สังคมไทยก็ประสบปัญหาในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งเป็นผลจากภาวะวิกฤตด้านเศรษฐกิจในกลางปี 2540 เป็นต้นมา รัฐไม่สามารถที่จะจัดบริการในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) อีกต่อไป การจัดสวัสดิการสังคมในปัจจุบันและอนาคตได้พยายามปรับตัวใหม่ในลักษณะของ สวัสดิงาน (Workfare) แทน ขณะเดียวกันรัฐก็จำเป็นต้องใช้นโยบายการจัดวางระบบเครือข่ายความปลอดภัยทาง สังคม (Social Safety Net) ที่ครอบคลุมคนทุกคนในสังคม เพื่อเป็นมาตรการรองรับปัญหาการว่างงานสูงในอนาคตเช่นกัน การจัดบริการสวัสดิการสังคมเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมแบบสงเคราะห์ เฉพาะหน้าเริ่มถูกจำกัดวงให้เล็กลง

รัฐได้พยายามผลักดันระบบ สวัสดิการสังคมในรูปของโครงการหลักประกัน แทนควบคู่กับการกระจายอำนาจลงมาภาคท้องถิ่นและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน การจัดบริการสวัสดิการสังคมมากขึ้น การจัดระบบสวัสดิการสังคมจึงไม่ใช่บทบาทของรัฐเช่นที่ผ่านมา ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้มีการเคลื่อนไหว รวมกลุ่มและเรียกร้องผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการสังคมที่มีรูปแบบหลากหลาย โดยเริ่มจากความพร้อมของกลุ่มเล็กๆ ที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของการสร้างระบบความมั่นคงทางสังคมให้กับกลุ่ม ของตนเองในลักษณะของกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่อาศัยจากการระดมทุนตามศักยภาพของคนในชุมชนเป็นหลัก รูปแบบการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่น คำนึงถึงปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนเป็นหลัก กระแสการเปลี่ยนแปลงระบบสวัสดิการสังคมไทย จึงขึ้นอยู่กับประชาคมต่างๆ มากกว่าการปล่อยให้รัฐทำหน้าที่ดูแลด้านสวัสดิการสังคมอีกต่อไป
ดังจะเห็นได้จากนโยบายของรัฐในรูปของกฎหมายและพระราชบัญญัติ สวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศ งานสวัสดิการสังคมจึงขึ้นอยู่กับระบบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และระบบสังคมวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามการจัดบริการสวัสดิการสวัสดิการสังคมซึ่งอยู่บนพื้นฐานความ เชื่อที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตยเชื่อว่า ควรปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดระบบบริการสวัสดิการสังคม รัฐจะปล่อยให้ประชาชนรับผิดชอบดูแลสวัสดิการของตัวเอง รัฐจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลจัดสวัสดิการเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ไม่สามารถดูแลตน เองได้ โดยรัฐได้สร้างเครื่องมือทดสอบความจำเป็น (Means – Test) ขึ้นมา รัฐจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งมาให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการกระจายบริการสวัสดิการสังคมให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ขณะที่กลุ่มประเทศสังคมนิยมส่วนหนึ่งเชื่อว่า รัฐควรมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากร บริการสวัสดิการสังคมให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม รัฐในฐานะผู้ปกครองจะไม่ปล่อยให้บริการสวัสดิการสังคมเป็นเรื่องของปัจเจก บุคคล บริการของรัฐในลักษณะนี้คำนึงถึงความเสมอภาคของคนทุกคนในสังคมที่พึงได้รับ บริการจากรัฐ เป็นต้น จากความเชื่อดังกล่าวจึงส่งผลให้งานสวัสดิการสังคมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน

ปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ทำให้กลุ่มประเทศสังคมนิยม ส่วนหนึ่งล่มสลายไป สังคมโลกได้ก้าวเข้าสู่ระบบเสรีนิยมประชาธิปไตย งานสวัสดิการสังคมที่ปรากฏในลักษณะของรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ส่วนหนึ่งได้ประสบปัญหาร่วมกันที่สำคัญคือ รัฐไม่สามารถแบกรับภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างคาดการณ์ไม่ได้ กับบริการสวัสดิการสังคมต่างๆ ได้ โปรแกรมการจัดบริการในลักษณะการสงเคราะห์ประชาชน (Public Assistance) ไม่สามารถตอบสนองปัญหาและความต้องการที่แท้จริงให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทาง สังคมได้โดยเฉพาะการพัฒนาให้กลุ่มเป้าหมายสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีข้อโต้แย้งของผู้บริหารประเทศส่วนหนึ่งที่เชื่อว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมเป็นกลุ่มคนขี้เกียจ ไม่ทำงานรอแต่รับบริการจากรัฐ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงาน เสียภาษีให้รัฐ แต่รัฐต้องนำภาษีส่วนหนึ่งมาจัดให้กับคนกลุ่มนี้ ซึ่งแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมักจะพึ่งพาบริการของรัฐในระยะยาว รัฐจะมีภาระความรับผิดชอบกับประชาชนกลุ่มนี้โดยไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาในยุค 1990 เป็นต้นมาได้ตัดทอนโปรแกรมการให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีปัญหาการเลี้ยง ดูเด็ก (The Aid to Families with Dependent Children) หรือเรียกโดยย่อว่า AFDC โปรแกรมนี้ได้ถูกยกเลิกไปในที่สุด เป็นต้น โดยมีการพัฒนาโปรแกรมบริการใหม่ที่เน้นการช่วยเหลือที่มุ่งให้กลุ่มผู้ด้อย โอกาสทางสังคมได้มีงานทำและช่วยเหลือตนเองมากขึ้น แทนการเป็นผู้รอรับบริการจากรัฐ

ระบบองค์กรณ์ต่างๆ

สาระน่ารู้จากความหมายของระบบดังกล่าวมาแล้ว สามารถสรุปได้ดังนี้

1. ระบบประกอบด้วยองค์ประกอบ
2. องค์ประกอบต้องสัมพันธ์กัน ทำงานร่วมกัน เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน
3. ระบบต้องมีจุดมุ่งหมาย
4. ระบบจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม และแยกออกจากสภาพแวดล้อมโดยขอบเขตบางอย่าง
5. ระบบจะมีข้อมูลนำเข้า และมีผลลัพธ์

องค์ประกอบ (Component) องค์ประกอบของระบบ คือส่วนย่อยต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นระบบ องค์ประกอบที่สัมพันธ์กันหมายความว่า หน้าที่ขององค์ประกอบหนึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของอีกองค์ประกอบอื่น

ระบบ (System)

ทุกระบบจะมีเส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอกระบบ เส้นแบ่งนี้เรียกว่าขอบเขต (Boundary) สิ่งที่อยู่นอกระบบคือ สภาพแวดล้อม (Environment) ระบบจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ภายในระบบจะมีระบบย่อย (Sub-system) ซึ่งทำหน้าที่ ในการควบคุมการปฏิบัติงานของระบบให้เป็นไปตามที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ไว้

ประเภทของระบบ

ระบบสามารถแบ่งตามลักษณะต่าง ๆ ได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. ระบบเชิงกายภาพ (Physical System)
    หมายถึงระบบที่ทำงานโดยใช้ทรัพยากร เชิงกายภาพ เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร บุคลากร ระบบเชิงกายภาพเป็นระบบที่สามารถมองเห็นได้ เช่น ระบบการผลิตรถยนต์
  2. ระบบเชิงแนวคิด (Conceptual System)
    หมายถึงระบบซึ่งเกี่ยวกับหลักการ หรือทฤษฎี อยู่ในรูปแบบของคำอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ
  3. ระบบเปิด (Open System)
    หมายถึงระบบที่มีความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ระบบนี้จะมีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ระบบการผลิตสินค้า จะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ
  4. ระบบปิด (Closed System)
    หมายถึงระบบที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อม ระบบลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะการทดลองในห้องปฏิบัติการที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

องค์กรธุรกิจในทัศนะของระบบ

จากความหมายและลักษณะของระบบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว องค์กรทางธุรกิจ ก็สามารถมองเป็นระบบได้ ทั้งนี้เพราะมีองค์ประกอบพื้นฐานของระบบอย่างสมบูรณ์ นั่นคือมีส่วนนำเข้า เช่น วัตถุดิบ เครื่องจักร เงินทุน มีส่วนที่เป็นผลลัพธ์ เช่น กำไร ผลิตผลที่ได้จากการผลิต การตลาด องค์กรทางธุรกิจจะประกอบด้วยระบบย่อยที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการเงิน ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

สารสนเทศและระบบสารสนเทศ

  • ข้อมูล (Data) คือ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งนอก หรือ ในองค์กร
  • สารสนเทศ (Information) หมายถึง สิ่งที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดิบให้อยู่ในรูปที่มีความหมายและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

คุณภาพของสารสนเทศ

Martin (1994) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของสารสนเทศที่มีคุณภาพไว้ดังนี้

  1. ตรงตามความต้องการ (Relevancy) สารสนเทศสามารถตอบคำถามในลักษณะที่เจาะจงได้
  2. ความตรงต่อเวลา (Timeline) สารสนเทศที่ผลิตออกมานั้น จะผลิตออกมาทันกับความต้องการของผู้ใช้
  3. ความเที่ยงตรง (Accuracy) สารสนเทศจะต้องไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และมีข้อผิดพลาด ลักษณะที่บ่งบอกถึงความเที่ยวตรงได้แก่
    ความสมบูรณ์ (Completeness)
    ความถูกต้อง (Correctness)
    ความปลอดภัย (Security)
  4. ประหยัด (Economy) ในการผลิตสารสนเทศจะต้องใช้ทรัพยากรที่ไม่แพงนัก
  5. มีประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง ศักยภาพในการพัฒนาสารสนเทศต่อหนึ่งหน่วยของทรัพยากรที่ใช้

ระบบสารสนเทศ (Information System)

เป็นเซตขององค์ประกอบ ที่สัมพันธ์กัน ซึ่งรวบรวม ประมวลผล จัดเก็บและเผยแพร่สารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร โครงสร้างของระบบสารสนเทศจะประกอบด้วย 4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. ข้อมูลนำเข้า คือข้อมูลที่จำเป็น เพื่อนำเข้าสู่ระบบ
2. การประมวลผล คือการเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย ซึ่งอาจได้แก่การคำนวณ การสรุป การจัดหมวดหมู่ของข้อมูล การประมวลผลประกอบด้วย องค์ประกอบย่อยดังนี้

  1. บุคลากร
  2. กระบวนการ
  3. ฮาร์ดแวร์
  4. ซอฟต์แวร์
  5. แฟ้มข้อมูล

สารสนเทศ คือผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) เป็นส่วนที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของการประมวลผล เพื่อให้การประมวลผลนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ประเภทของสารสนเทศที่ใช้ในองค์กร

  1. ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing System : TPS) ระบบนี้เป็นพื้นฐานของระบบธุรกิจ เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารระดับปฏิบัติการ ระบบจะใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกรายการประจำวันในการทำธุรกิจ เช่น ระบบการสั่งซื้อ ระบบการจองห้องพัก ระบบเงินเดือนและค่าจ้าง
  2. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System : MIS) ระบบที่ผลิตสารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการเพื่อใช้ในการบริหารงานให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS) เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้การตัดสินใจของผู้บริหารเป็นไปอย่างสะดวก และผิดพลาดน้อยที่สุด ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ดี มีลักษณะดังนี้
    - ระบบต้องใช้ช่วยผู้บริหารในกระบวนการตัดสินใจ
    - สามารถสนับสนุนการตัดสินใจได้ทุกระดับ
    - มีความสามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์เพื่อช่วยผู้ตัดสินใจ
    - สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลขององค์กรได้
    - เป็นระบบที่ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ ใช้งานง่าย และสะดวก
  4. ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Support System : ESS) เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์กร ติดตามกิจกรรมของคู่แข่ง ชี้ให้เห็นปัญหา มองหาโอกาส และคาดคะเนแนวโน้ม ต่าง ๆ ในอนาคต
  5. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System : ES) ระบบที่ทำหน้าที่วิเคราะห์หาคำตอบจากข้อมูลที่ป้อนเข้าไปแบบโต้ตอบ ระบบประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
    - ส่วนฐานความรู้
    - ส่วนควบคุมการวิเคราะห์ข้อมูล
    - ส่วนติดต่อกับผู้ใช้
    - ระดับการบริหารงานในองค์กรและการใช้สารสนเทศ มี 3 ระดับ คือ
    1. การบริหารงานของผู้บริหารระดับกลยุทธ์ (Strategic Management)
    เกี่ยว ข้องกับการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และทิศทางขององค์กรว่าจะมุ่งไปทางไหน ผู้บริหารกลุ่มนี้ได้แก่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ2. การบริหารของผู้บริหารระดับยุทธวิธี (Tactic Management)
    เกี่ยว ข้องกับการวางแผนและควบคุมการดำเนินการขององค์กรให้เป็นไปตามกลยุทธ์ที่ผู้ บริหารระดับสูงกำหนดไว้แล้ว ผู้บริหารกลุ่มนี้ได้แก่ ผู้จัดการ หัวหน้าฝ่าย และผู้อำนวยการ เป็นต้น

    3. การบริหารของผู้บริหารระดับปฏิบัติการ (Operation Management)
    ผู้ บริหารระดับปฏิบัติการ ทำหน้าที่หลักในการควบคุมการดำเนินการขององค์กรให้เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่ ได้กำหนดไว้แล้ว เช่น การจัดซื้อวัตถุดิบ การจัดส่งสินค้า เป็นต้น