ศาสนา

ข้อความเตือนใจจากนักแข่งรถ

ใน อาชีพของ ชูมัคเกอร์ แข่ง F1 , ” การปกครอง ของเขา เลี่ยง ” คือ เกินสงสัย ก่อนที่จะ เกษียณอายุ แรกของเขา ในปี 2006 : ” เจ็ดครั้ง แชมป์ไมเคิล ชูมัคเกอร์ ยังถือ เกือบทุก บันทึกคะแนน ในหนังสือโดย มีอัตรากำไร มาก . ”

กีฬาที่ได้ทำ ชูมัคเกอร์ เป็นคน ที่รวย มาก “ก่อน ที่ เขาจะเกษียณ เป็นครั้งแรกที่ ชูมัคเกอร์ เป็นรายได้ 60,000,000 $ 80 $ ล้านปี เป็นหนึ่งใน นักกีฬา ที่สูงที่สุดเงิน ของโลก ” ในปี 2001 ของ ซุปเปอร์สตาร์ กีฬา – 59 ล้านดอลลาร์ใน รายได้

เขากลับไป แข่ง ไม่ได้ นำไปสู่ ชนิดของการ ประสบความสำเร็จ ก่อนหน้านี้ เขามีความสุข ขณะ ที่ ไทม์สกล่าวว่า ” หลังจากที่ ห่างหายไป สามปี ชูมัคเกอร์ ที่ ได้รับรางวัลห้า ของชื่อ ของเขากับ เฟอร์รารี่ ใน ปีติดต่อกัน โผล่ออกมาจาก การเกษียณอายุ ที่จะขับรถ อีกครั้ง จาก 2010 ผ่าน 2012, เวลาสำหรับทีม เมอร์ นี้ . กลับมาได้รับการพิสูจน์ ที่น่าผิดหวัง กับ คนขับ เยอรมัน จะ winless และจัดการ เพียงคนเดียวที่ ผิวชั้นสาม . ”

ชูมัคเกอร์ ซึ่งกลาย 45 ในวันศุกร์ที่ เมื่อเขาล้มลง ตีหินในขณะที่ การเล่นสกี แต่ การปะทะกัน ที่เกิด ช้ำ ไปทั่ว สมองของเขา “มี hematomes มี นิด ๆ หน่อย ๆ ทุกที่ ” ดร. Emmanuel เกย์ ผู้สื่อข่าว อังคาร ในขณะที่เขา อธิบาย สภาพ ของชูมัคเกอร์

ชู มัคเกอร์ ได้รับใน อาการโคม่า ชักนำแพทย์ – ออกแบบมาเพื่อลด อาการบวมของ สมองของเขา – ตั้งแต่ เข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาล ในวันอาทิตย์ที่

แม้จะมี วันอังคาร ข่าวดี แพทย์ ยังคง เตือนว่า พวกเขา ยังไม่สามารถ ทำนายสิ่งที่ จะเกิดขึ้นกับอดีต สูตรหนึ่ง แชมป์ “เราไม่ สามารถบอกคุณได้ อีกต่อไป ใน อนาคต” เจอราร์ด Saillant ศัลยแพทย์และเพื่อน ของครอบครัว กล่าวว่า

สุสานในเมืองปักกิ่ง

ปักกิ่ง หรือ เป่ย์จิง Beijingเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อย่อว่า จิง ตั้งอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบหวาเป่ย ชื่อเดิมคือ จี่ สมัยชุนชิวจ้านกั๋ว เป็นเมืองหลวงของแคว้นยัน สมัยราชวงศ์เหลียวเป็นเมืองหลวงรอง ชิ้อยันจิง เป็นเมืองหลวงของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน หยวน หมิง ชิงจนถึง สาธารณรัฐจีน เคยใช้ชื่อจงตู ต้าตู เป่ยผิงและเป่ยจิง เริ่มตั้งเป็นเมืองตั้งแต่ปี 1928 ปัจจุบัน แบ่งเป็น 16 เขตและ 2 อำเภอ เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง พื้นที่ทั่วนครเป่ยจิงมีถึง 16,800 ตารางกิโลเมตร ถึงสิ้นปี 2002 ทั่วนครเป่ยจิงมีประชากร 1,136,300 คน นครเป่ยจิงเป็นศูนย์การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษาและเขตชุมทางการคมนาคมทั่วประเทศจีนและก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มี ชื่อดังทั้งในประเทศจีนและในโลก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีกำแพงเมืองจีน พระราชวังโบราณ หอสักการะฟ้าเทียนถัน สุสานจักรพรรดิสมัยราชวงศ์หมิง วังพักร้อนอี๋เหอหยวนและภูเขาเซียงซาน เป็นต้น ปัจจุบันปักกิ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษแบบมหานคร 1 ใน 4 แห่งของจีน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหลังจากปักกิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองหลวงของ สาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โดยเฉพาะหลังจากสมัย 80 ศตวรรษที่ 20 เมืองปักกิ่งได้พัฒนาอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ปัจจุบันนี้ปักกิ่งมีถนนที่สลับกัน ตึกสูงๆ โดยไม่เพียงแต่รักษาสภาพเมืองโบราณ และยังแสดงถึงสภาพเมืองที่ทันสมัย กลายเป็นเมืองใหญ่ของโลกปักกิ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศ จีนรองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และวัฒนธรรมจีน ในขณะที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ปักกิ่งเป็น 1 ใน 4 เมืองหลวงเก่าของจีน และได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2551 อีกด้วย มหานครปักกิ่งเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับแต่สมัยราชวงศ์หยวน สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของจีน ปักกิ่งมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น จัตุรัสเทียนอันเหมิน กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังต้องห้าม เป็นต้น มีประวัติความเป็นมา เริ่ม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี การขุดค้นพบกะโหลก มนุษย์ปักกิ่งตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ปักกิ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมานับแต่ คริสศตวรรษที่ 13 ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ทำการก่อสร้างและออกแบบผัง เมืองใหม่และย้ายฐานราชการชั่วคราวในขณะนั้นจาก เมืองหนานจิงมายัง เป่ยจิง หรือปักกิ่งในปัจจุบันในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาปักกิ่งถูกยกสถานะเป็นเมืองสำคัญระดับโลกเป็นศูนย์กลางทางการ ปกครองการค้าการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศจีน ในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อการค้าท่องเที่ยว ศึกษาเป็นจำนวนมากประชาชนชาวปักกิ่งมีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้น รวมทั้งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้น

สุสาน 13 กษัตริย์หรือวังใต้ดิน
ซึ่งใช้เป็นที่เก็บพระศพของจักรพรรดิจีน และพระมเหสี รวม 13 รัชกาล ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 40 ตารางกิโลเมตร นำชมสุสานใต้ดิน “ติ้งหลิง” ที่เก็บพระศพ และสมบัติล้ำค่าของจักรพรรดิว่านลี่และมเหสีอีก 2 พระองค์ ที่สร้างมาแล้วกว่า 300 ปี ประมาณการก่อสร้างถึง 8 ล้านเหรียญเงิน ใช้คนงานถึง 30,000 คน ระยะเวลาการก่อสร้างถึง 6 ปีเต็ม บริเวณรอบสุสานเป็นที่ตั้งของใช้ในราชสำนักที่ขุดพบภายในสุสาน

พระราชวังโบราณ
หรือ กู้กง นครต้องห้ามที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ที่มีพื้นที่ถึง 720,000 ตร.ม. วัดโดยรอบกำแพงได้เป็นระยะทางถึง 6 ก.ม. สร้างขึ้นเมื่อราว 600 ปีก่อน มีอาคารและสิ่งปลูกสร้างรวม 800 หลัง ที่นี่เคยใช้เป็นที่ประทับของจักรพรรดิจีนในสมัยราชวงศ์หมิงและแมนจู รวม 24 รัชกาล หมู่อาคารเครื่องไม้ที่ประกอบด้วยห้องหับต่างๆ ซึ่งเมื่อแบ่งเป็นห้องแล้วมีมากถึง 8,706 ห้อง ท้องพระโรงที่โอ่อ่า พระตำหนักว่าราชการและพระตำหนักชั้นใน พิพิธภัณฑ์นาฬิกาโบราณ และที่เก็บเพชรนิลจินดาซึ่งประมาณค่ามิได้ พร้อมเครื่องใช้ในราชสำนักที่หาชมได้ยาก

หอเทียนถาน
ในสมัยโบราณ จักรพรรดิจะเสด็จออกจากพระราชวังหลวงปีละ 2 ครั้ง พร้อมขบวนขันที ข้าราชสำนัก และขุนนางอีกกว่า 1,000 คน ตรงไปยังหอบวงสรวงสวรรค์เทียนถาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของพระราชวัง ห่างออกไป 3 กิโลเมตร หอบวงสรวงเทียนถาน แห่งนี้ใช้เวลาในการสร้างถึง 14 ปี สร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับพระบรมมหาราชวัง ในสมัยโบราณใช้เป็นที่สำหรับฮ่องเต้ในการประกอบพระราชพิธีบวงสรวงเทพดาฟ้า ดินของจักรพรรดิจีน ในสมัยโบราณ ว่ากันว่า ณ ที่แท่นบวงสรวงนั้น สามารถส่งเสียงให้ดังไปได้จนถึงสรวงสวรรค์ พร้อมสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่งดงาม

พระราชวังฤดูร้อน “อี้เหอหยวน”
อุทยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ซึ่งงดงามด้วยสถาปัตยกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้รับการออกแบบโดยจักรพรรดินีซูสีไทเฮาผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง สถานที่ตระการตา ( แต่มีราคาค่าก่อสร้างที่สูงมาก ) เสร็จในปี ค.ศ. 1888 นำชมความงามอันวิจิตร และใหญ่โตโอฬารของพระราชวังที่ประกอบไปด้วยทะเลสาบจำลอง ( เก๋งจีน ) ระเบียงยาว เจดีย์ที่สวดมนต์ สะพานหินละเรือหินอ่อน สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อราว 800 ปีก่อน ประกอบภาพเขียนสีเป็นเรื่องราวเทพนิยายต่างๆ ของจีนที่ไม่ซ้ำกันเลยเป็นจำนวนถึง 8,000 กว่าภาพ เคยถูกรุกรานถึงสองครั้ง เมื่อตอนกองทัพพันธมิตรบุกยึดเมืองปักกิ่ง

การฝึกอบรมสุนัข

ความสำเร็จ 5.Reward แต่ไม่ลงโทษอุบัติเหตุ แม้ว่าคุณจะโกรธและคุณจะต้องการที่จะลงโทษสัตว์เลี้ยงของคุณสัตว์เลี้ยงของ คุณไม่เห็นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี เขาเห็นว่ามันเป็นความสนใจ เขายังสามารถลุกลามกลายเป็นเช่นเดียวกับที่ไม่ชอบที่จะอยู่รอบตัวคุณ สุนัขไม่เกี่ยวข้องความผิดพลาดเล็กน้อยของพวกเขาเพื่อการลงโทษคุณจะได้รับ พวกเขา แต่ไม่สนใจพวกเขาเมื่อพวกเขาทำบางอย่างผิดปกติ อย่าพูดกับพวกเขาหรือโต้ตอบกับพวกเขา

การ ดูแลสุนัขของคุณเป็นงานที่ยาก แต่เมื่อมันมาถึงการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งประสบความสำเร็จสามารถและจะเกิดขึ้น เมื่อคุณติดตั้งห้าเคล็ดลับเหล่านี้ลงในโปรแกรมของคุณ

การฝึกอบรมไม่เต็มเต็งสุนัขเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดที่คุณจะต้องทำ ใช้หัวใจในความเป็นจริงที่ว่าเมื่อสุนัขของคุณได้รับการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งคุณจะไม่ต้องสอนอีกครั้ง ในหลาย ๆ วิธีการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งสามารถให้รางวัลเกินไป ไม่ เพียง แต่คุณสามารถช่วยสัตว์เลี้ยงของคุณที่จะหยุดการทำยุ่งเกี่ยวกับพรมที่ชื่น ชอบของคุณ แต่คุณสามารถที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งของความไว้วางใจและความ ผูกพันกับพวกเขาเพื่อ

นี่ 5 ขั้นตอนเพื่อให้การฝึกอบรมไม่เต็มเต็งประสบความสำเร็จในบ้านของคุณ

ลัง 1.Use การฝึกอบรมลังมีประสิทธิภาพมาก ลังถูกนำมาใช้เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะมีสถานที่ที่จะนอนหลับและสอนพวกเขาในการควบคุมกระเพาะปัสสาวะของพวกเขา พวกเขาจะไม่ได้ดินเตียงของพวกเขา จากนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะได้รับการขึ้นและออกไปข้างนอกที่คุณสามารถทำเพียงแค่ว่า สุนัขเรียนรู้จากจุดเริ่มต้นที่คุณควบคุมเวลาไม่เต็มเต็ง

2.After อาหารให้สัตว์เลี้ยงของคุณนาที 15 และจากนั้นนำพวกเขาออก อาหารเป็นทริกเกอร์ไม่เพียง แต่จะกิน แต่ยังไป เมื่อมันมาถึงความสำเร็จการฝึกอบรมไม่เต็มเต็งช่วยให้สัตว์เลี้ยงของคุณจะได้รับการผลักดันให้ออกไปข้างนอกเมื่ออยู่ใกล้ มีอะไรมากกว่าที่คุณไม่ควรปล่อยให้อาหารออก วางมันลงสำหรับพวกเขาในเวลาที่กำหนดและอนุญาตให้พวกเขากิน ๆ นาที 15 ถึง 30 นาทีและลบชาม ในไม่ช้าเขาจะได้เรียนรู้และบอกว่าอีกครั้งช่วยให้คุณสามารถควบคุมเวลาไม่เต็มเต็ง

3.Pick จุดไม่เต็มเต็ง เลือกพื้นที่ของบ้านของคุณที่คุณต้องการสัตว์เลี้ยงของคุณที่จะไปค่ะพาไปที่จุดเวลาที่จะไปทุก นี้จะช่วยให้ลูกสุนัขของคุณที่จะเรียนรู้ว่าเมื่อเขาต้องการที่จะไปเขาต้องการที่จะมาที่นี่ สิ่งที่เพิ่มเติมคือกลิ่นของปัสสาวะเป็นยังเรียกอีกครั้งเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณที่จะไป

4.Don ‘t ตอบแทนพวกเขาด้วยอาหาร โปรด จำไว้ว่าผลตอบแทนจะต้องมีอารมณ์และจึงเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นใน การให้พวกเขามีรางวัลตบและถูลงแล้วมันเป็นสำหรับคุณที่จะถึงมือพวกเขารักษา นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดเวลาไม่เต็มเต็งอีกครั้ง!

ที่มาของอินเทอร์เน็ต

การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2534 (30คน) ปี 2535 (200 คน) ปี 2536 (8,000 คน) ปี 2537 (23,000 คน)

ใน ปี 2550 จากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.04 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 26.8 และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 9.32 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15.5 เมื่อพิจารณาตามภาคพบว่า กรุงเทพฯ มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 40.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 29.9 รองลงมาคือ ภาคกลางมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 27.5 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.7 ภาคเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 26.0 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.9 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 11.9 ภาคใต้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 25.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 12.7

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต

1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (e-Mail)
2. สนทนา (Chat)
3. อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด
4. การติดตามข่าวสาร
5. การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล
6. การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์
7. การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ
8. การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์
9. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์
10. การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning)
11. การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference)
12. โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)
13. การอับโหลดข้อมูล
14. อื่นๆ

ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 1.463 พันล้านคน (ข้อมูล ณ เดือน มิถุนายน 2551) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่างๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ทวีปเอเชีย คิดเป็นร้อยละ 39.5 รองลงมาได้แก่ ทวีปยุโรป ร้อยละ 26.3 และอเมริกาเหนือ ร้อยละ 17.0 แต่หากจัดลำดับจำนวนผู้ใช้ตามประเทศ ประเทศที่มีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำนวน 253 ล้านคน

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า “เครือข่ายไทยสาร”

 

ทำวามรู้จักประเพณีผีกระจาด

ประเพณีนี้จะจัดขึ้นก็ต่อเมื่อบุตรคนแรก (ลูกคนโต) ของครอบครัวมีอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งเป็นต้นไป หรือโตจนสามารถเดินวิ่ง และจับทัพพีใส่บาตรได้ พ่อแม่จึงกำหนดงานทำบุญผีกระจาดขึ้น เมื่อพ่อแม่กำหนดวันทำบุญผีกระจาดเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะเชิญแม่ผีสามคนจากสามหมู่บ้านในตำบลบางกระบือ (คือยายหมา ดาวหาง, ยายจำรัส คุ้มหมู และยายสง่า สวยเอี่ยม) และนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูปจากวัดใกล้บ้าน จากนั้นแจ้งกำหนดงานให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทราบ บางงานอาจรวมทำบุญหลายๆ ครอบครัว ในคราวเดียวก็ได้ ก่อนวันงานต้องเตรียม

  1. “ตาเฉลว” 5 ใบ คือ กระจาดสานด้วยไม้ไผ่เป็นตาโปร่งๆ บริเวณปากกระจาดสานเป็นลายกลีบบัวปากพาน 5 กลีบ และตกแต่งด้วยกระดาษสี
  2. ธงกระดาษสี ใช้ปักที่ตาเฉลว และแต่ละธงติดสตางค์ตามศรัทธา
  3. สิ่งของที่ต้องใส่ในตาเฉลว 3 อย่าง คือ ขนมกง มะพร้าวอ่อน และกล้วย

ในวันงานเมื่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาพร้อมกัน เจ้าภาพ (พ่อแม่ของเด็ก) จุดธูปเทียนไหว้พระ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ในระหว่างนี้พ่อแม่ของเด็กจะจัดขันข้าวไว้ให้ลูกตักชาย เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ เจ้าภาพถวายภัตตาหาร หลังจากนี้พระสงฆ์ให้พรและทำพิธีกรวดน้ำ เจ้าภาพจึงนำกระจาด (ตาเฉลว) ทั้ง 5 ใบ มาวางไว้หน้าพระสงฆ์ เจ้าภาพจึงมอบกระจาดให้ศิษย์วัดต่อไป

ในระหว่างพิธีสงฆ์ แม่ผีจะทำพิธีไหว้ผีกระจาดไปพร้อมๆ กันโดยแม่ผีจะแยกมาจัดพิธีห่างจากชายคาบ้าน โดยใช้ผ้าขาวหรือเสื่อปูลาด สิ่งที่นำมาประกอบพิธีไหว้ คือ สำรับหวาน และสำรับคาว สำรับคาว ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ขวด ไก่ 1 ตัว หมูสามชั้น

สำรับหวาน ประกอบด้วย ขนมกง มะพร้าวอ่อน กล้วย 1 หวี วางคู่กันพร้อมบายศรีปากชาม และไข่ 1ฟอง พร้อมทั้งอาหารคาวหวานที่นำมาเลี้ยงพระนำมาเป็นของเคียงอีกหนึ่งชุด เพื่อเซ่นไหว้ด้วยแม่ผีจะเริ่มพิธีโดยจุดธูปเทียนจำนวนหนึ่ง บอกกล่าวเชิญผีว่า “ขอเชิญพ่อเฒ่าเจ้าของธง และแม่ของเรือนเจ้าของกระจาดมารับเครื่องสังเวยของลูก (เอ่ยชื่อของเด็กและพ่อแม่ของเด็ก) เขาได้ทำกระจาด 5 ใบให้แล้ว วงศ์วานว่านเครือผีกระจาดได้กลิ่นธูปขอเชิญแม่มารับเครื่องเซ่นไหว้ มีเหล้า มะพร้าวอ่อน กล้วยหวีงามและขนมกง ฯลฯ เชิญแม่มารับเครื่องสังเวย พร้อมกินให้อิ่มหนำสำราญมาอวยชัยให้พรแก่ลูกหลานวงศ์วานผีกระจาดอยู่เย็น เป็นสุขตลอดกาล” พร้อมกันนั้นแม่ผีจะปักธูปลงในถาดเครื่องเซ่น

เมื่อเสร็จทั้งพิธีสงฆ์และไหว้ผีกระจาดแล้ว เจ้าภาพจะเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่มาร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อได้เวลาพอสมควรแม่ผีจะทำพิธีลาผี โดยแบ่งเครื่องเซ่นผีทุกอย่างใส่กระทงใบตองนำไปไว้ทางสามแพร่งและกรวดน้ำให้ ผีกระจาด นอกจากประเพณีทำบุญผีกระจาดให้กับลูกคนโตแล้ว ยังมี “พิธีถวายธง” สำหรับลูกคนรองๆ ลงมา โดยการจัดพิธีถวายธงต่อพ่อเฒ่าเจ้าของธงให้มารับธงและปกป้องคุ้มครองลูกหลาน ของผีกระจาดให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป โดยนำธงไปปักไว้หน้าโบสถ์ หรือวิหารที่วัดใกล้บ้าน ถ้าเป็นลูกชายให้ทำธงด้วยผ้าขาวรูปสามเหลี่ยม วาดรูปม้าบนพื้นธง ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ทำธงสามชาย

การใช้สัตว์ทดลอง

การใช้สัตว์ทดลองในการวิจัยควรพิจารณาองค์ประกอบของ 3 R ด้วยได้แก่ การทดแทน (Replacement) การลดการใช้ (Reduction) และ ความละเอียดรอบคอบเมื่อต้องใช้งานสัตว์ทดลอง (Refinement) องค์กรระหว่างประเทศคือ สภาองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Council for International Organization of Medical Science หรือ CIOMS) ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างผู้ใช้สัตว์ทดลอง และกลุ่มผู้คัดค้านจากทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ พ.ศ.2528 และได้จัดทำข้อสรุปเป็นแนวทางการปฏิบัติในการใช้สัตว์เพื่อการวิจัยด้าน วิทยาศาสตร์การแพทย์ (International Guiding Principles for Biomedical Research Involving Animals) ซึ่งหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดจรรยาบรรณควบคุมการใช้สัตว์ทดลองในประเทศของ ตนอย่างได้ผล จรรยาบรรณดังกล่าวได้นำไปสู่มาตรฐานต่างๆ เช่น การพัฒนาพันธุกรรมของสัตว์ขึ้นอย่างหลากหลาย และนำไปสู่การใช้พันธุวิศวกรรมในการผลิตสัตว์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคต่างๆที่ยัง ไม่มีสัตว์เป็นตัวแบบ นอกจากนั้น จรรยาบรรณนี้ยังได้นำไปสู่การเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบและได้พัฒนาเทคนิคใน การปฏิบัติต่อสัตว์แต่ละชนิดโดยเฉพาะเพื่อลดความทรมานสัตว์ลง ขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะนำวิธีการทางด้านคณิตศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ และ In vitro biological system มาใช้แทนการใช้สัตว์ เพื่อลดจำนวนการใช้สัตว์ลง แต่วิธีการเหล่านี้ได้ผลเฉพาะบางกรณีเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้ทดแทนได้ทุกกรณี

นักวิชาการที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ต่างตระหนักดีว่า พันธุกรรมของสัตว์ สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู และเทคนิคที่ใช้ปฏิบัติต่อสัตว์ เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อผลการทดลอง คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลอง (International Committee on Laboratory Animal Science, ICLAS) ได้แนะนำให้นักวิจัยรายงานปัจจัยทั้งสามอย่างละเอียดในการรายงานผลการวิจัย และได้เรียกร้องให้วารสารที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางวิชาการตีพิมพ์เฉพาะผลงาน ที่เสนอรายละเอียดอย่างสมบูรณ์ในการใช้สัตว์เท่านั้น รวมทั้งเสนอให้แหล่งทุนอุดหนุนการวิจัยยกเลิกการให้ทุน ในกรณีที่ผู้ได้รับทุนวิจัยปฏิบัติผิดแผนงานการใช้สัตว์ที่ได้เสนอไว้ ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทั้งจากวารสารและแหล่งทุนอุดหนุน การวิจัยเป็นอย่างดี

“จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง” ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติสำหรับผู้ใช้สัตว์ ผู้เลี้ยงสัตว์เพื่องานวิจัย งานทดสอบ งานสอน และงานผลิตชีววัตถุ ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม คุณธรรม มนุษยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม อันจะทำให้ผลงานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปสัตว์หลายชนิดจำนวนมากได้ถูกนำมาใช้ ในงานวิจัย งานทดสอบ และงานสอนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ความจำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์เพื่อการนี้ยังมีอยู่ต่อไป เนื่องจากในหลายๆ กรณียังไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะนำมาใช้ทดแทนได้ดีกว่าหรือดีเท่า อย่างไรก็ตามผู้ใช้สัตว์จำนวนไม่น้อยละเลยคุณธรรมที่พึงมีต่อสัตว์ ไม่คำนึงถึงชีวิตสัตว์ที่จะต้องสูญเสียไปในการทดลองแต่ละครั้ง ไม่คำนึงว่าวิธีการที่นำมาใช้จะทำให้เกิดความทรมานและสร้างความเจ็บปวดแก่ สัตว์หรือไม่ ไม่คำนึงถึงความกดดันที่สัตว์ได้รับเนื่องจากถูกกักขังสูญเสียอิสรภาพ และไม่คำนึงถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ถูกนำออกจากป่ามาใช้โดยไม่มีการ เพาะขยายพันธุ์เพิ่ม กลุ่มผู้ใช้สัตว์และผู้รักษากฎหมายจึงกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งออกฎหมายบังคับใช้ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2419 และปรับปรุงให้รัดกุมยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2529 จนเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีการควบคุมการใช้สัตว์ใน งานวิจัยที่เข้มงวดที่สุด

ผู้ใช้สัตว์ ควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลด้านพันธุกรรมและระบบการเลี้ยงที่มีอยู่ในแหล่ง เพาะขยายพันธุ์อย่างรอบคอบก่อนการใช้สัตว์ ควรเลือกใช้ชนิด และสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมตรงกับวัตถุประสงค์และเป้า หมายของงานวิจัย และใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุดที่จะให้ผลงานถูกต้อง แม่นยำ และเป็นที่ยอมรับ ผู้ใช้สัตว์ ควรเลือกใช้สัตว์จากแหล่งเพาะขยายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมคงที่ มีข้อมูลทางด้านพันธุกรรมและระบบการเลี้ยง และพร้อมที่จะให้บริการได้ทุกรูปแบบของชนิดสายพันธุ์ เพศ อายุ น้ำหนัก และจำนวนสัตว์ ควรเลือกใช้สัตว์จากแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบใดระบบหนึ่ง ดังต่อไปนี้ Strict Hygienic Conventional Specified Pathogen Free หรือ Germ Free การนำสัตว์ป่ามาใช้ ควรกระทำเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาวิจัย โดยไม่สามารถใช้สัตว์ประเภทอื่นทดแทนได้ และการใช้สัตว์ป่านั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ใน ปัจจุบัน วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีผู้ใช้สัตว์ในงานวิจัย งานทดสอบ งานสอน และงานผลิตชีววัตถุเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวของประเทศไทย มีมาตรฐานในระดับสากล สภาวิจัยแห่งชาติ จึงเห็นควรกำหนด “จรรยาบรรณการใช้สัตว์” ขึ้น เพื่อให้นักวิจัยและนักวิชาการ ได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการใช้สัตว์อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเป็นผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ อย่างแท้จริงต่อไป แนวทางการปฏิบัติในการเลี้ยงสัตว์ทดลองที่ถูกต้อง มีคุณภาพและไม่ขัดต่อจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง สัตว์มีความรู้สึกเจ็บปวดและมีความรู้สึกตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับ มนุษย์ จึงต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอนดังนี้

  1. การขนส่งสัตว์ การขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ จะต้องให้สัตว์ได้รับความปลอด ภัยมากที่สุด โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ ระบบระบายอากาศ ระบบป้องการติดเชื้อ ภาชนะที่แข็งแรง มั่นคง ป้องกันสัตว์หลบหนีได้มีพื้นที่สำหรับให้สัตว์เคลื่อนไหวหรือวิ่งเล่นได้ตาม มาตรฐานสากล
  2. การจัดสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยงสัตว์ ระบบระบายอากาศ อุณหภูมิ แสง เสียง ความหนาแน่นและอื่นๆ
  3. วัสดุอุปกรณ์เลี้ยงสัตว์ กรง หรือคอกเลี้ยงสัตว์ ต้องแข็งแรง ป้องกันสัตว์หลบหนีได้ วัสดุรองนอน ต้องเหมาะสม ไม่มีพิษ เชื้อโรค และไม่เปื่อยยุ่ย ส่วนอาหารและน้ำต้องเพียงพอ มีสารอาหารแร่ธาตุครบถ้วน ตามแต่ละชนิดสัตว์ และปราศจากเชื้อโรค เชื้อราที่มากับอาหารที่เกิดจากความชื้น อาหารสัตว์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีอายุแค่ 3 เดือน ซึ่งถ้าพ้นวันหมดอายุแล้ว อาจเกิดเชื้อราขึ้นและเป็นอันตรายต่อสัตว์ซึ่งมีผลต่องานวิจัยทำให้ผิดพลาด ได้
  4. การจัดการ ต้องมีสัตวแพทย์ หรือนักวิชาการที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านสัตว์ทดลอง และมีพนักงานเลี้ยงสัตว์ทดลองที่ผ่านการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน มีข้อมูลแหล่งที่มาของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ การป้องกันสัตว์ติดเชื้อ พร้อมทั้งอุปกรณ์สำรอง การซ่อมบำรุง โดยได้รับงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ต้องมีการเรียนรู้เทคนิคในการจับบังคับสัตว์ การทำเครื่องหมายบนตัวสัตว์ การแยกเพศ การเก็บตัวอย่างเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ การทำให้สัตว์สงบ การทำให้สัตว์ตายอย่างสงบ ตามมาตรฐานสากล ต้องมีมาตรการกำจัดซากสัตว์ทุกชนิดด้วยวิธีการเผาเท่านั้นและต้องกำจัดสิ่ง ปฏิกูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ผู้ใช้สัตว์ ควรใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุด หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่ใช้สัตว์อย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งนี้ผู้ใช้สัตว์ต้องยอมรับและตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์และศีลธรรม ตามหลักศาสนา ก่อนการใช้สัตว์ ผู้ใช้สัตว์ต้องศึกษาข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นอย่างถี่ถ้วน และนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาพิจารณาประกอบการศึกษาทดลอง เพื่อให้การใช้สัตว์มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรตระหนักถึงความแม่นยำของผลงานโดยใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด ผู้ใช้สัตว์ต้องนำเสนอโครงการที่แสดงถึงแผนงานและขั้นตอนการใช้ พร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะมีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ มนุษย์หรือสัตว์ และ/หรือความก้าวหน้าทางวิชาการและข้อมูล หลักฐาน หรือเหตุผล ที่แสดงว่าไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ทดแทนได้ในสภาวการณ์ขณะ นั้น กรณีที่ผู้ใช้สัตว์ต้องการให้สัตว์มีชีวิตอยู่ต่อไป ผู้ใช้สัตว์ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูสัตว์เอง โดยไม่ใช้สถานที่และทรัพย์สินขององค์กร และหากมีการปล่อยสัตว์กับคืนสู่ธรรมชาติ หรือมีการเลี้ยงดูสัตว์ต่อไป ต้องพิจารณาถึงปัญหาอื่นๆ เช่น การแพร่กระจายขยายพันธุ์ การแพร่กระจายโรค และการขาดประสบการณ์ที่จะอยู่รอดตามธรรมชาติของสัตว์

การนับถือศาสนาพุทธในต่างประเทศ

เจ้าพระยาและผู้อื่นในจังหวัดนี้ยังคงจำได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2436 หมอมัคกิลวารี และเรเวอเรนด์ เออร์วิน มิสชันรี ชาวอเมริกันได้เคยมาที่จังหวัดนี้ครั้งหนึ่ง เจ้าพระยามีใจดีมาก ได้เชิญให้ข้าพเจ้าพักและเทศน์สั่งสอนชาวเมือง ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือคำสอนที่เป็นภาษาไทย 300 เล่ม ซึ่งออกจะมากสักหน่อย แต่ข้าพเจ้าหาได้หยุดพักค้างคืน ณ ที่นี้ไม่ เพราะระยะทางที่จะไปต่อนั้นยังอีกไกลมาก และไม่ทราบว่าจะไกลอีกเท่าใด และจะถึงฤดูฝนเสียก่อนเดินทางตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป
แคว้นหลวงนี้ก็เหมือนกับจังหวัดของไทยอื่นๆ คือตั้งอยู่ในที่ราบ แต่ก็ได้พบหมู่บ้านชาวเขาที่ไม่ใช่ไทยหลายแห่ง พื้นที่เป็นทุ่งราบกว้างยาวประมาณ 20 ไมล์ และเป็นพื้นที่สมบูรณ์ยิ่ง สมดังที่หมอมัคกิลวารีได้กล่าวไว้ในรายงานของเขา เรามาถึงสถานอันก่อด้วยหินแห่งหนึ่งในจังหวัดนั้น และตามระยะทางที่ผ่านก็มีหมู่บ้านงามๆหลายแห่ง ชนชาติลื้อในทุ่งราบนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และสะอาดตา ข้าพเจ้าทราบว่าพวกนี้ไม่ใคร่สูบฝิ่น รูปร่างและที่อยู่ของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นสุขสบายมาก ข้าราชการในจังหวัดนั้นบอกข้าพเจ้าว่า มีหมู่บ้านลื้อในจังหวัดนี้ 70 ตำบล มีหมู่บ้านอะข่าหรือก้อ 20 ตำบลและมีหมู่บ้านสามทวน หมู่บ้านมูเซอหรือลาฮู หมู่บ้านเย้าและหมู่บ้านเมี้ยวหรือแม้ว ชาติละสามสี่แห่ง
เราพักแรมคืนในวัดของตำบลบ้านยางกวง(Ban Yang Kuang) ซึ่งแปลว่าบ้านหนองใหญ่ จนรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ วัดนี้ก่อสร้างเป็นแบบอย่างเดียวกับวัดของชนชาติลื้อที่เจริญแล้ว ณ ทุ่งราบของแคว้นหลวง เวลาเช้าข้าพเจ้าไปหาสมภารของวัดนั้นและรบเร้า ให้ท่านสมภารเอาหนังสือของวัดเป็นภาษาไทยทางเหนือจารในใบลานมาให้ข้าพเจ้า และเมื่ออ่านให้ฟังแล้วท่านสมภารรู้สึกพิศวงและดูเพิ่มความเลื่อมใสข้าพเจ้า ยิ่งขึ้นมาก ข้าพเจ้าได้ยินท่านสมภารพูดกับพระลูกวัดว่า น่าประหลาดนักชาวต่างประเทศไม่ใช่พูดแต่ภาษาลื้อได้เท่านั้น ยังอ่านหนังสือลื้อออกด้วย ไม่ช้าท่านสมภารก็ส่งภาษาลื้อถามข้าพเจ้าต่างๆ แล้วข้าพเจ้าได้ให้หนังสือไทยทางเหนือแก่สมภาร  3 เล่ม และแถมให้อีกสองสามเล่มสำหรับแจกชาวบ้าน ข้าพเจ้าขยายรูปงามๆให้ดู และเปิดหีบเสียงที่ข้าพเจ้ามีไปด้วยนั้นให้ฟัง มีสมภารพระลูกวัดและชาวบ้านมาล้อมดูกันแน่น ข้าพเจ้าเห็นได้โอกาสจึงประกาศสั่งสอนอยู่ประมาณสองชั่วโมง นอกจากนั้นก็มีหัวหน้าของตำบลมาหา และสนทนากับข้าพเจ้าบ้าง
แท้จริงชนชาติสามทวนนั้นสืบเชื้อสายมาจากชาติว้าปะลอง (Wa Palaung) ซึ่งเป็นมอญ-เขมรพวกหนึ่ง ข้าพเจ้าเองยังได้เคยพบชนชาตินี้ในแดนจีนบ่อยๆ เช่นเดียวกับที่พบในพม่า ในไทย และแคว้นลาวของฝรั่งเศส ชนเหล่านี้โดยมากไม่มีหนังสือของตัวเอง จึงไม่มีการศึกษาอย่างเดียวกับชนชาติขมุในแคว้นลาวของฝรั่งเศสและชาวว้าชาวป่าในพม่าเป็นต้น แต่ชาติว้าปะลองบางพวกมีการศึกษาอยู่บ้างก็คือรู้จักหนังสือ เช่นพวกเสนจุน (Sen Chun) สามท้าว (Sam Tao) และสามทวน ที่กล่าวนี้ แต่เดิมทีเดียวพวกเหล่านี้ป็นชาติว้าที่ป่าเถื่อน แต่เพิ่งพบพุทธศาสนา และถือศาสนาพุทธเมื่อประมาณ 600 ปี หรือกว่ามาแล้วตามที่พุทธศาสนาได้แผ่มาถึง
ชนชาติสามทวนอยู่ปะปนกับชนชาติลื้อ (Lu) ซึ่งเป็นไทยพวกหนึ่งใช้หนังสือไทยทางเหนือ และถือศาสนาพุทธแบบญวนคือเชียงใหม่ พุทธศาสนาแบบญวนมีลักษณะต่างกับพวกพม่าอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งต่างกับแบบไทย-เขมร นอกจากนี้ยังพูดภาษาลื้อได้ดี เพราะคล้ายกันภาษาว้าซึ่งเป็นภาษาของตนเอง แต่เสียงพูดภาษาลื้อต่างกันกับเสียงของชาวเชียงใหม่และลำปาง การออกเสียงสูงต่ำอย่างหนึ่งกับประเพณีที่เขาประพฤติกัยในท้องที่นั้นอย่างหนึ่ง เฉพาะสองอย่างนี้เท่านั้นที่ต่างกัน นอกนั้นไม่มีอะไรจะต่างกันเลย เพราะฉะนั้นชนชาติสามทวนจึงเหมือนกับชนญวนซึ่งถือพุทธศาสนาที่ข้าพเจ้าได้พบแทบทุกแห่ง การที่พวกเราได้เข้าไปอยู่ในตำบลบ้านลาวนี้ตลอดคืน ก็ได้รับความสะดวกเท่ากับเข้าไปพักอยู่ในระหว่างชนชาติไทยโดยกำเนิดเหมือนกัน คนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นคนแคล่วคล่องได้เอื้อเฟื้อรับรองตามสมควร ข้าพเจ้าได้สนทนากับเขาเป็นอันดีและมอบหนังสือศาสนาไว้ให้เขาสองสามเล่ม
บ้านลาวนี้ตั้งอยู่ในแขวงของแคว้นหลวง (Long Circle) ซึ่งรวมอยู่ในสิบสองพันนา (Sip Sawng Panna) บ้าน หมายความว่า ตำบลหมู่บ้าน ลาว เป็นชื่อของตำบลโดยเฉพาะ แคว้นหลวงตรงกับคำว่าเมืองหลวง (Mong Long) หรือ (Muang Luang) เมืองหลวงหรือแคว้นหลวงนี้มีเนื้อที่กว้างขวางมาก แยกเป็นจังหวัดและตำบลอีก ทั้งหมด 86 จังหวัดด้วยกัน อย่างเดียวกับแคว้นเชียงตุงซึ่งได้ผ่านมาแล้ว เมืองหลวงเป็นจังหวัดสำคัญของ 12 พันนา (สิบสองพันนาคือหมื่นสองพัน นา คือทุ่งข้าว)
เหตุใดถิ่นฐานเดิมของชาติลื้อซึ่งเป็นไทยสาขาหนึ่งของอ้ายลาว (Ai lao) อันเป็นชาติใหญ่โตนั้นจึงมีชื่อว่าสิบสองพันนาข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่มีความเห็นว่า แต่ครั้งโบราณอาณาเขตเหล่านี้คงแบ่งออกเป็น 12 มณฑล และมณฑลหนึ่งๆ มัเนื้อที่นาพันหนึ่ง
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง มีผู้ว่าราชการสิทธิ์ขาดประจำอยู่เรียกว่าเจ้าเมือง(Chao Muang) ซึ่งหมายความว่าเป็นเจ้าของของจังหวัดนั้น นอกจากตำแหล่งเจ้าเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจังหวัด ยังมีตำแหน่งสูงต่ำเป็นลำดับกันไปเรียกว่า ผู้หมื่น ผู้แสน หรือเจ้าพระยา แต่เจ้าเมืองของจังหวัดนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเจ้าพระยาเพราะเป็นจังหวัดใหญ่จึงต้องมีชื่อให้สมเกียรติของเขา ดินแดนลื้อทุกจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานสำหรับช่วยเหลือผู้เดินทางชาวต่างประเทศนอกจากไทยด้วยกันด้วย ภาษาลื้อเรียกตำแหน่งนี้ว่าพ่อเมือง (Paw Mong) เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว คนขับเกวียนซึ่งเป็นลูกจ้างของข้าพเจ้าได้นำให้หลงผิดโดยไปพักและแก้ลาออกพักที่ข้างตลาดแล้วไปเที่ยวซื้ออาหารรับประทาน แทนที่จะไปหาพ่อเมืองขอความช่วยเหลือก่อน เลยทำให้พวกเราไม่ได้รับความช่วยเหลืออันเป็นหน้าที่ของเขา ด้วยเหตุนี้จึงได้ออกเดินทางต่อไปโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือแนะนำตามสมควร จนกระทั่งมาถึงนครสิบสองพันนาอีกหลายวัน คราวนี้ข้าพเจ้าหาได้ลืมไม่ ได้ไปหาพ่อเมือง แล้วพ่อเมืองก็พาไปหาเจ้าพระยาซึ่งท่านต้องรับประทานอาหารเสียก่อนแล้วจึงออกมาต้อนรับข้าพเจ้า เจ้าพระยาผู้เป็นเจ้าเมืองนี้มีอัธยาศัยดี รับจะช่วยเหลือพวกเราตามปรารถนา

ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางมาพักที่ตำบลบ้านขังสูง (Koa Sung) ในคืนวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2452 บ้านขัวสูง หมายความว่า บ้านสะพานสูง ได้พบปะสนทนากับพวกลื้อในหมู่บ้านนั้น พอตกกลางวันก็พ้นเขตของแคว้นหลวง เข้าไปในเขตเมืองหลวงของสิบสองพันนาชื่อว่าเชียงรุ้ง แต่ตามแผ่นที่อังกฤษว่า Kenghung พวกเราต้องขอเข้าพักในวัดอีก คนชาติลื้อในตำบลขัวสูงเกือบทั้งหมดไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ ได้พากันมาฟังหีบเสียงซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน จนกระทั่งข้าพเจ้าต้องหนี ชาวบ้านแถบนี้หลายคนยังจำได้ถึงครั้งหมอมัคกิลวารีกับเรเวอเรนด์เตอเออร์วิน ได้มาที่นี่เมื่อ 7 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าพวกนี้จะมีความตื่นเต้นที่มีชาวต่างประเทศมาที่นี่ ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือตามสมควร ต่อรุ่งขึ้น วันที่ 29 มีนาคม ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงรุ้งเวลาก่อนเที่ยง คราวนี้คนขับเกวียนของข้าพเจ้าได้รู้สึกผิดมาแล้ว จึงต้องเข้าไปยังบ้านพ่อเมืองทีเดียว แต่เผอิญพ่อเมืองไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยา ในขณะนั้นภรรยาของพ่อเมืองได้แสดงตัวว่า เขาจะจัดการให้ข้าพเจ้าได้รับความสะดวกตามที่ข้าพเจ้าต้องการ
พ่อเมืองมีตำแหน่งพระยา ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสิบสองพันนานั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าฟ้าคือ เจ้าแห่งฟ้า ซึ่งเทียบกับตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าฟ้านี้นอกจากใช้ในสิบสองพันนา ยังมีในที่อื่นอีกคือสอบวางของเชียงตุง สอบวาของจังหวัดเงี้ยวเล็กๆ ทั้งหมด และในแคว้นเงี้ยวฝ่ายตะวันตกของพม่าทางแม่น้ำสาลวีนก็เรียก เจ้าฟ้า ทั้งนั้น
เจ้าพระยาพ่อเมือง ได้เรียกล่ามมาให้อ่านหนังสือเดินทางเป็นภาษาจีนให้เขาฟัง ดูเขากระตือรืนร้นรีบพาไปหาเจ้าพนักวานให้เตรียมการรับรองพวกเรา และพาข้าพเจ้าไปหาเจ้าฟ้า
เจ้าพนักงานได้ออกหนังสือเป็นภาษาไทยให้ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกับภาษาจีน ตามหนังสือนั้นบอกให้ทางราชการช่วยเหลือ และให้คนใช้ตามส่งด้วย 4 คน จนกระทั่งถึงจังหวัดสูเม้า(Szumao) และให้พักอาศัยได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าอะไร นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังอนุญาติให้ข้าพเจ้าลอกชื่อจังหวัดต่างๆ ที่จะผ่านไป 28 จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวง จังหวัดที่อยู่ในสิบสองพันนาเดี๋ยวนี้ อยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง 15 จังหวัด อยู่ทางฟากตะวันออก 13 จังหวัด แต่เดิมฟากตะวันออกนี้มี 15 จังหวัด ภายหลังฝรั่งเศสได้ตัดเอาไปเป็นของตนเสีย 2 จังหวัด แต่ชนชาติลื้อหาได้อยู่ในเฉพาะ 30 จังหวัดนี้ไม่ ในแคว้นเชียงตุงก็มีลื้ออยู่หลายจังหวัดเหมือนกัน เช่น ยอง (Yawng) ลูเอีย (Luie) ยู (Yu) เลน(Len) และอื่นๆ และในเวลานี้ฝรั่งเศสยังได้กันเอาไปเป็นอาณาเขตของตนเสียอีกหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดทั้งสองของสิบสองพันนาดังกล่าวแล้วนั้นด้วย
ในวันนั้นเจ้าฟ้าเชียงรุ้งได้มาหาข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก และร้องขอให้เปิดหีบเสียงให้ฟัง ข้าพเจ้าก็กระทำตาม ข้าพเจ้าไม่ได้เที่ยวดูบ้านเมืองเท่าไรนักจนเวลาเย็น จังหวัดเชียงรุ้งนี้จะว่าเป็นจังหวัดที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ เพราะอยู่กลางป่าและมีภูเขาล้อมเกือบรอบ ข้าพเจ้าได้เห็นบ้านใหญ่แห่งหนึ่งเป็นหลังคามุงกระเบื้อง คือเป็นวังของเจ้าฟ้า แต่ในเวลานั้นมุงด้วยจาก รั้วใช้ไม้ไผ่ล้อม วังนี้เป็นวังร้าง ซึ่งแต่เดิมก่อด้วยอิฐ และได้ถูกพวกลื้อเมืองพง (Hpong) และเมืองลา (La) เอาไฟเผาเสียโดยเกิดการต่อสู้กันขึ้น ซึ่งฝ่ายสิบสองพันนาเป็นฝ่ายมีชัย ซากสถานที่ที่เหลืออยู่จึงได้เป็นเมืองที่ต้องใช้มุงด้วยจาก จังหวัดนี้อยู่บนคุ้งใหญ่ของแม่น้ำโขง และมีลำธารไหลมาบรรจบที่ตรงนี้จากทิศเหนือและทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นภาพธรรมชาติของสถานที่นั้นจึงงดงามยิ่งนัก และเป็นแห่งหนึ่งซึ่งจะชวนให้ให้ติดใจคนที่อยู่นั้นมาก ถึงแม้นจะติดใจมากปานใดก็คงไม่ติดใจได้ยืดยาวเท่ากับฝิ่นที่ติดใจชาวเชียงรุ้งอย่างแน่นหนา มีผู้บอกข้าพเจ้าว่า ชาวเชียงรุ้งประมาณสามในสี่ตกเป็นเหยื่อของฝิ่น คนติดฝิ่นในจังหวัดนี้เมื่อเทียบตามส่วนแล้วมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในจำพวกชนชาติลื้อด้วยกัน ถึงกระนั้นชาวเมืองนี้ยังสำแดงความเป็นมิตรแก่พวกเรา และอยากฟังเรื่องราว แปลกๆ ยิ่งกว่าชนชาติลื้อแห่งอื่นๆ จังหวัดเชียงรุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติลื้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เพราะเป็นทำเลที่มีภูเขาล้อมเกือบรอบ แต่ข้าพเจ้ามีเวลาเพียงคืนเดียวที่จะพักอยู่ที่นี่ และข้าพเจ้าตั้งใจว่าเมื่อออกจากที่นี่แล้วจะไปยังตำบลที่พวกมิสชันรี่แต่ก่อนไม่เคยไป จึงได้ยกกองเดินทางต่อไปถึงจังหวัดเมิงยาง (Mong Yang) ซึ่งจะถือเอาเป็นที่หยุดพักครั้งแรก และเป็นสถานที่อีกแห่งเดียวที่มีวัดไทยและพระสงฆ์ไทยอยู่ พวกเราได้ไปขออาศัยนอนในวัด พ่อเมืองของจังหวัดนี้ได้เอาใจดูแลข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่มีเวลาไปทำความคุ้นเคยได้เท่าไร พ่อเมืองนั้นบอกข้าพเจ้าว่า ในแถบนี้เป็นหมู่บ้านชนชาติไทยเกือบทั้งหมด คือมีมากกว่าสามสิบหมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่เป็นชาวเขาเพียงแปดหมู่บ้านเท่านั้น เป็นจังหวัดที่อยู่ข้างจะสนุกและสะอาดด้วย
ในวันรุ่งขึ้นได้ออกเดินทางต่อไปจนตลอดทั้งวัน พื้นที่ในแถบนี้โดยมากไม่ใคร่มีภูเขาจึงรู้สึกว่าไปได้สบาย เพื่อประสงค์จะหลีกเลี่ยงเสียจากการเสียเวลาและความลำบากเมื่อถึงที่พัก ในเรื่องอาหารและหญ้าม้านั้น ข้าพเจ้าได้ส่งคนใช้สองคนไปกับหนังสือที่เป็นภาษาลื้อ ล่วงหน้าไปหาที่และเตรียมการที่จำเป็นไว้ก่อนที่จะไปถึง จึงได้ปลดเปลื้องการขลุกขลักต่างๆ ได้มาก ตำบลที่เราไปถึงนี้เป็นตำบลเล็กๆ ของเมืองลาขึ้นแก่จังหวัดเชียงรุ้ง คนในตำบลนี้เป็นชนชาติลื้อใจร้อน ตรงไปตรงมา และรับแขกดี แต่บางโอกาสดูไม่เอาใจใส่ต่อคนแปลกหน้าและไม่ใคร่จะอยากรู้สิ่งแปลกประหลาดต่างๆ เมื่อเราเข้าไปในวัดและได้เอารูปภาพต่างๆ มาแขวนไว้ในศาลา พวกลื้อชาวบ้านแถบนั้นพากันแตกตื่นมาดูกันเป็นอันมาก
ตำบลที่ชื่อว่าเมืองลานี้ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงรุ้ง ระยะทางสองวัน ตำบลนี้จะไม่เคยมีหมอสอนศาสนาไปถึงก็ดี แต่การสอนศาสนาก็สำเร็จได้บ้าง โดยมีคนกลับใจมาถือศาสนาคริสต์

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2453 พวกเรามาถึงจังหวัดที่สุดของชนชาติลื้อซึ่งเป็นจังหวัดที่ 28 ในสิบสองพันนา เรียกชื่อว่าเมืองหริ่ง (Mong Ring) หนทางที่มานั้นมีภูมิประเทศเป็นที่สูงและระยะไกลมากกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยเดินมาแล้วในประเทศจีน ตั้งแต่ออกจากที่พักในเมืองนั้นแล้ว ต้องปีนขึ้นเขาชันเป็นครั้งแรก แล้วจึงถึงถนนที่อยู่บนเทือกเขายืดไป และทางก็สูงๆ ต่ำๆ จนกระทั่งเย็นวันที่สองของการเดินทางจึงได้มาถึงทุ่งราบในจังหวัดเมืองหริ่ง ทุ่งราบของเมืองหริ่งนี้เป็นทุ่งราบที่อยู่บนภูเขาคล้ายป่าหญ้าอันกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บ้าง แต่สูงโดดเดี่ยวต่างกันกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ราบต่ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ได้เคยถูกหักร้างถางพงสำหรับทำการเพาะปลูกมาแล้วทิ้งร้างไว้ จึงเกิดเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีแต่พงหญ้าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ข้าพเจ้าได้เห็นหญิงจีนที่เป็นชาวเขาในที่ราบสูงนี้ใช้รัดเท้าให้เล็กอย่างหญิงจีนในเมืองใหญ่ๆ ของจีน และเห็นเขาออกไปทำงานหนักอยู่กลางแจ้งอย่างกุลี ในตำบลบ้านพวกจีนที่ข้าพเจ้าได้ผ่านไปนั้น ที่อยู่ของเขาปลูกเป็นโรงอยู่กับพื้นดิน แยกกันอยู่ห่างๆ ไม่ได้รวมหมู่ใกล้ๆ กันเหมือนพวกที่อยู่ข้างใต้ลงไป

สงครามศาสนา ตอนที่2

ฮันติง ตันเขียนไว้ว่า สิ่งที่ท้าทายนักวางนโยบายของตะวันตกก็คือ ทำอย่างไรตะวันตกจะเข้มแข็งกว่าและปกป้องตัวเองจากอารยธรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะอารยธรรมอิสลาม สิ่งที่น่ารำคาญยิ่งกว่าก็คือ การที่ฮันติงตันทึกทักเอาเองว่า ทัศนะของเขาซึ่งเป็นการสำรวจโลกทั้งใบจากคอนเกาะที่อยู่เหนือความยึดมั่นถือ มั่นและฝักใฝ่ฝ่ายใดที่ซ่อนเร้นอยู่ เป็นทัศนะที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว ราวกับคนอื่น ๆ กำลังวิ่งวุ่นหาคำตอบที่เขาค้นพบแล้ว

ข้ออ้างเหตุผล ส่วนใหญ่ในหน้าต่อ ๆ ไปของบทความนั้น ตั้งอยู่บนแนวคิดอันคลุมเครือของสิ่งที่ ฮันติงตันเรียกว่า “อัตลักษณ์ทางอารยธรรม” และ “การกระทบกระทั่งระหว่างอารยธรรมใหญ่ ๆ เจ็ดหรือแปดอารยธรรม [เขาเขียนไว้อย่างนี้จริง ๆ ]” โดยเขาให้ความสนใจสูงสุดต่อความขัดแย้งระหว่างสองอารยธรรม คืออิสลามกับตะวันตก

ความคิดประเภทชวนหาเรื่องของเขานี้ มีที่มาส่วนใหญ่จากบทความในปี 1990 ของอดีตทหารผ่านศึกผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกศึกษาชื่อ เบอร์นาร์ด ลูว์อิส (Bernard Lewis) ซึ่งระบายสีทางอุดมการณ์ไว้เด่นชัดในชื่อบทความว่า “The Roots of Muslim Rage” ในบทความทั้งสองชิ้นนี้ มีการสร้างบุคลาธิษฐาน (personification) ของสิ่งใหญ่โตมโหฬารที่เรียกว่า “ตะวันตก” และ “อิสลาม” อย่างไม่ยั้งคิด ราวกับเรื่องที่ซับซ้อนอย่างอัตลักษณ์และวัฒนธรรมดำรงอยู่ในโลกการ์ตูน โลกที่ ป๊อบอายกับบลูโตฟาดหัวกันไม่ยั้งมือ และพ่อนักมวยฝ่ายธรรมะย่อมเอาชนะปรปักษ์ได้เสมอ

คอนราดอีกเช่นกัน ในนวนิยายเรื่อง The Secret Agent (1907) ที่บรรยายถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของการก่อการร้ายกับความคิดนามธรรมอย่าง “วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์” (และขยายความต่อไปได้ถึง “อิสลาม” หรือ “ตะวันตก”) รวมทั้งความเสื่อมทรามทางจริยธรรมอย่างที่สุดของผู้ก่อการร้าย

 

อนิจจา แต่สิ่งที่ปิแรนละไว้ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ ในการสร้างแนวป้องกันดินแดนขึ้นมาใหม่นี้ ตะวันตกได้หยิบยืมลัทธิมนุษยนิยม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา สังคมวิทยาและประวัติศาสตร์นิพนธ์จาก อิสลาม ซึ่งได้เข้ามาสอดแทรกอยู่แล้วระหว่างโลกของพระเจ้าชาลมาญกับอารยธรรมโบราณ ยุคคลาสสิก อิสลามอยู่ในยุโรปมาตั้งแต่เริ่มต้น แม้กระทั่งดังเต (Dante กวีชาวอิตาเลียนในสมัยปลายศตวรรษที่ 13 ผู้ประพันธ์ The Divine Comedy) ผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจของศาสดามูฮัมหมัด ก็ยังต้องยอมรับเมื่อเขากำหนดให้ท่านศาสดาอยู่ที่ใจกลางนรกภูมิ

นอก จากนี้ ยังมีมรดกตกทอดของศาสนาเอกเทวนิยม หรือศาสนาแห่งอับราฮัม ดังที่หลุยส์ มาสซิญง (Louis Massignon นักวิชาการชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญทางอิสลามศึกษา) ใช้คำเรียกอย่างเหมาะสม เริ่มต้นด้วยศาสนายิวและศาสนาคริสต์ แต่ละศาสนาต่างสืบทอดต่อกันมา สำหรับชาวมุสลิม ศาสนาอิสลามคือความบริบูรณ์และเป็นจุดสุดท้ายของสายการพยากรณ์ ยังไม่เคยมีการเขียนประวัติศาสตร์ที่เหมาะสม หรือขจัดความงมงายให้หมดสิ้นไปจากการโต้แย้งหลายเหลี่ยมมุมในหมู่ศาสนิกชน ของทั้งสามศาสนาที่มีพระเจ้าขี้อิจฉาที่สุดในบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย และในสามศาสนานี้ ไม่มีศาสนาใดเลยที่มีความเป็นกลุ่มก้อนเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าคาวเลือดของการปะทะกันในยุคใหม่บนแผ่นดินปาเลสไตน์ จะกลายเป็นตัวอย่างทางโลกที่สำแดงชัดถึงความบาดหมางอันน่าสลดใจระหว่างศาสนา จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งชาวมุสลิมและชาวคริสต์ต่างก็ร่ำร้องถึงสงครามครูเสด และ ญิฮาด ทั้งสองฝ่ายต่างก็มองข้ามอิทธิพลของศาสนายิวที่ตกค้างมาเสียเฉย ๆ เอ็กบัล อาห์หมัดกล่าวว่า การเรียกร้องแบบนั้น “ให้ความเชื่อมั่นแก่ชายหญิงที่กำลังติดขลุกขลักอยู่ระหว่างการลุยข้ามฟาก ระหว่างห้วงน้ำลึกของจารีตประเพณีกับความทันสมัย”

แต่เราต่างล้วน กำลังเวียนว่ายอยู่ในห้วงน้ำทั้งหลายนี้ ไม่ว่าชาวตะวันตก ชาวมุสลิมและชนชาติอื่น ๆ ในเมื่อห้วงน้ำคือส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแห่งประวัติศาสตร์ การพยายามจะแล่นฝ่าไปหรือแบ่งแยกห้วงน้ำออกจากกันด้วยเครื่องกั้นจึงรังแต่ จะเหลวเปล่า

นี่คือช่วงเวลาอันตึงเครียด แต่เราควรจะคิดในกรอบของชุมชนที่มีอำนาจและไร้อำนาจ การเมืองทางโลกของเหตุผลและอวิชชา รวมทั้งหลักการสากลของความยุติธรรมและอยุติธรรม ดีกว่าที่จะฟุ้งซ่านไปควานหาความคิดนามธรรมตีขลุมที่อาจให้ความสะใจชั่ว ครั้งคราว แต่ไม่ช่วยให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้นหรือมีการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน

ทฤษฎี “สงครามระหว่างอารยธรรม” เป็นแค่การเล่นคำหวือหวาเหมือนคำว่า “สงครามสองโลก” เหมาะจะใช้เพื่อแสดงความยะโสไม่ยอมใคร แต่ไม่ช่วยให้เกิดความเข้าใจอย่างมีวิจารณญาณต่อโลกที่พึ่งพิงซึ่งกันและกัน อย่างซับซ้อนสับสนในยุคสมัยของเรา

 

สงครามศาสนา ตอนที่1

 

แท้ที่จริง ฮันติงตันเป็นนักอุดมการณ์ เขาคือคนที่ต้องการปั้นแต่งให้ “อารยธรรม” และ “อัตลักษณ์” กลายเป็นอะไรบางอย่างที่มันไม่ได้เป็นจริง ๆ นั่นคือกลายเป็นสิ่งที่ปิดตาย ผนึกตรา ตัดขาดจากกระแสหลัก กระแสทวนหลากหลายมิติที่ให้ชีวิตแก่ประวัติศาสตร์มนุษย์

ตลอดเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์มิได้มีเพียงสงครามศาสนาและการรุกรานของจักรวรรดินิยม แต่ยังมีการแลกเปลี่ยน การผสมผสานข้ามวัฒนธรรมและการแบ่งปันซึ่งกันและกัน ประวัติศาสตร์ด้านที่ไม่ค่อยมีใครมองเห็นนี้ถูกละเลยไปด้วยความมักง่าย บีบคั้นย่อส่วนทุกสิ่งทุกอย่างจนเลอะเทอะ เพียงเพื่อชูสงครามขึ้นมาเป็นจุดเด่น แล้วอ้างว่า “สงครามระหว่างอารยธรรม” คือความเป็นจริง

เมื่อฮันติงตันตีพิมพ์หนังสือภายใต้ชื่อเดียวกันออกมาในปี 1996 ฮันติงตันพยายามปั้นให้ข้ออ้างเหตุผลของตนละเอียดซับซ้อนกว่าเดิมเล็กน้อย และใส่เชิงอรรถเข้าไปเยอะแยะมากมาย แต่เขาทำได้อย่างเดียวคือ ทำให้ตัวเองสับสนและประจานให้เห็นว่า เขาเป็นนักเขียนที่งุ่มง่ามและเป็นนักคิดที่ตื้นเขินขนาดไหน

กระบวนทัศน์พื้นฐานที่เชื่อว่า ตะวันตกกำลังเผชิญหน้ากับส่วนที่เหลือของโลก (ซึ่งก็คือการเอาคู่ปรปักษ์ในยุคสงครามเย็นมาปรับแต่งเสียใหม่) กระบวนทัศน์นี้ยังอยู่และยังฝังแน่นอย่างร้ายกาจแยบยลในการวิวาทะนับตั้งแต่ เหตุสยองเมื่อวันที่ 11 กันยายน การฆ่าตัวตายพร้อมกับสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ซึ่งวางแผนมาอย่างดีและน่าจะเกิดจากแรงผลักดันทางจิตเภทของกลุ่มผู้ก่อการ ร้ายบ้าคลั่งกลุ่มเล็ก ๆ กลายเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันทฤษฎีของฮันติงตันไป แทนที่จะมองเหตุการณ์นี้อย่างที่มันเป็น -คือพวกหัวรุนแรงกลุ่มเล็ก ๆ จับเอาอุดมการณ์ใหญ่โต (ผมใช้คำนี้อย่างหลวม ๆ ) มาใช้เพื่อเป้าหมายของการก่อการร้าย- แต่บรรดาคนใหญ่คนโตระดับนานาชาติ ตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานเบนาซีร์ ภุตโต ไปจนถึงซิลวิโอ แบร์ลุสโกนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ดันออกมาพูดเองเออเองเกี่ยวกับปัญหาของอิสลาม

มิหนำซ้ำในรายของนายกฯอิตาลี ยังไปคว้าเอาแนวความคิดของฮันติงตันขึ้นมาเพื่อพล่ามถึงความเหนือกว่าของ ตะวันตก โดยเขากล่าวว่า “เรา” มีโมสาร์ทกับไมเคิลแองเจโล ส่วนพวกนั้นสิไม่มี (ในภายหลัง แบร์ลุสโกนีต้องจำใจออกมาขอโทษที่พูดจาดูถูก “อิสลาม”)

แต่ทำไมไม่มองมันเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กันบ้าง? จริงอยู่ เหตุการณ์อื่นอาจไม่ได้สร้างความพินาศที่ตื่นตะลึงขนาดนี้ แต่ลองเปรียบ โอซามา บิน ลาเดน และสาวกกับลัทธิอย่างนิกายดาวิเดียน หรือสาวกของสาธุคุณจิมโจนส์แห่งกายยานา หรือลัทธิโอม ชินริเกียวของญี่ปุ่นบ้างสิ?

แม้แต่ The Economist วารสารรายสัปดาห์ของอังกฤษ ซึ่งปรกติก็สุขุมรอบคอบดี แต่ในฉบับ 22-28 กันยายน ก็ยังไม่วายคว้าเอาแนวความคิดตีขลุมนี้มาใช้ โดยยกย่องฮันติงตันเสียเลิศลอยสำหรับการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอิสลามที่แม้ ว่า “หยาบและเหมารวม แต่ก็นับว่าเฉียบแหลม” “วันนี้” วารสารฉบับนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจังไม่เข้าเรื่อง

การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่จะขีดเส้นลงบนผืนทราย ที่จะทำสงครามครูเสด ต่อต้านความชั่วของพวกนั้นด้วยความดีของเรา ขุดรากถอนโคนการก่อการร้าย หรือในศัพท์ทำลายล้างของพอล วูล์ฟโฟวิตซ์ (รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ) ที่ว่า ทำลายให้สิ้นทั้งประเทศ ก็ไม่ได้ทำให้มองเห็นศัตรูที่สมมติขึ้นมาชัดขึ้นกว่าเดิม แต่กลับแสดงให้เห็นว่า การใช้ถ้อยคำกระตุ้นยุแหย่เพื่อจุดประสงค์ในการปลุกเร้าความรู้สึกรุนแรงของ มวลชนขึ้นมา เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการไตร่ตรอง พิจารณา แยกแยะว่า จริงๆแล้ว เรากำลังเผชิญหน้ากับอะไรแน่ รวมไปจนถึงความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันของชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน ทั้งชีวิต “ของพวกเรา” เช่นเดียวกับ “ของพวกเขา”

ในบทความไตรภาคอันยอดเยี่ยมที่ตีพิมพ์ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือน มีนาคม 1999 ในวารสาร Dawn วารสารรายสัปดาห์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในปากีสถาน เอ็กบัล อาห์หมัด ผู้ล่วงลับตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อผู้อ่านชาวมุสลิม

เขาวิเคราะห์สิ่งที่เขาเรียกว่า รากเหง้าของฝ่ายขวาจัดทางศาสนา เขาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเกี่ยวกับการบิดเบือนทำลายศาสนาอิสลามโดยพวก เผด็จการทางความคิดและทรราชบ้าอำนาจ พวกนี้หมกมุ่นอยู่กับการควบคุมบังคับพฤติกรรมส่วนบุคคล ส่งเสริม “นิกายทางศาสนาอิสลามที่ถูกลดทอนจนเหลือแค่ประมวลบทลงโทษ พรากศาสนาจากความเป็นมนุษยนิยม สุนทรียะ การแสวงหาทางภูมิปัญญาและการอุทิศทางจิตวิญญาณ”

นี่ทำให้ “เกิดสิ่งที่ตามมาคือ การยืนยันด้านใดด้านหนึ่งของศาสนาอย่างหัวชนฝา ตัดขาดศาสนาออกจากบริบทแวดล้อมทั้งหมดและมองข้ามแง่มุมอื่น ๆ ของศาสนาไปโดยสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้เป็นการบิดเบือนศาสนา ลดคุณค่าของจารีตประเพณีและบิดพลิ้วกระบวนการทางการเมืองในทุก ๆ ที่ที่เกิดขึ้น”

ตัวอย่างการทำความเสื่อมแก่ศาสนาอันหนึ่งที่เขาหยิบยกมา ช่างเข้ากับสถานการณ์ในขณะนี้พอดี อาห์หมัดนำเสนอให้เห็นความหมายสูงส่ง ซับซ้อน หลากหลายของคำว่า “ญิฮาด” ก่อน ต่อจากนั้น เขาชี้ให้เห็นว่า การใช้คำ ๆ นี้อย่างคับแคบในปัจจุบัน โดยจำกัดความให้หมายถึงเพียง “การทำสงครามต่อต้านศัตรู” ตามแต่จะทึกทักขึ้นมาอย่างไม่ยั้งคิด ทำให้ไม่สามารถ “ตระหนักซาบซึ้งถึงความเป็นอิสลาม ทั้งทางศาสนา สังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์หรือการเมือง ที่ชาวมุสลิมได้มีชีวิตและประสบผ่านมาหลายชั่วอายุขัย”

อาห์หมัดสรุปว่า ผู้นำศาสนาอิสลามยุคใหม่ “สนใจแต่อำนาจ ไม่ใช่วิญญาณ หมกมุ่นอยู่แต่การปลุกปั่นประชาชนเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง มากกว่าการแบ่งปันบรรเทาความทุกข์และความโหยหาของชาวมุสลิม ความคิดทางศาสนาของผู้นำเหล่านี้ มีแต่ความคับแคบตื้นเขินและพลิกพลิ้วไปตามวาระทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา” ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การบิดเบือนศาสนาและความบ้าคลั่งในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นในจักรวาลวาท กรรมของศาสนา “ยิว” และ “คริสต์” ด้วย

กลับเป็นนักเขียนนิยายอย่างโจเซฟ คอนราด ผู้เปี่ยมไปด้วยพลังทางความคิดเกินกว่านักอ่านในปลายศตวรรษที่ 19 จะนึกถึง คอนราดเข้าใจลึกซึ้งว่า ความแตกต่างระหว่างกรุงลอนดอนอันศรีวิไลกับ “หัวใจมืด” จะหายวับไปทันทีในสถานการณ์สุดขั้ว และความสูงส่งของอารยธรรมยุโรปสามารถล่มสลายกลายเป็นความป่าเถื่อนอนารยะสุด ขีดคลั่งได้ในพริบตา โดยไม่ต้องมีเค้าลางล่วงหน้าหรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อใด ๆ ทั้งสิ้น

เขายืนยันต่ออย่างไม่ลังเลเลยว่า: “สมมติฐานของผมก็คือ รากเหง้าของความขัดแย้งในโลกยุคใหม่จะไม่ใช่อุดมการณ์หรือเศรษฐกิจเป็นพื้น ฐานอีกแล้ว ความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงในมนุษยชาติ และต้นตอความขัดแย้งที่สำคัญที่สุดจะเกิดมาจากพื้นฐานทางวัฒนธรรม รัฐชาติจะยังคงมีบทบาทสำคัญที่สุดในความเป็นไปของโลก แต่ความขัดแย้งหลักในการเมืองโลกจะเกิดขึ้นระหว่างชนชาติและกลุ่มอารยธรรม ที่แตกต่างกัน การปะทะของวัฒนธรรมจะครอบงำการเมืองโลก เส้นแบ่งระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ จะกลายเป็นแนวสนามรบในอนาคต”