ภาษาศาสตร์

ความลับของอวกาศ

ในคืนวันศุกร์ กับคนที่ ใช้งานร่วมกัน รายงาน ภาพและ เชื่อมโยงไปยังบาคาร่า แผนที่ที่ จมอยู่ใต้น้ำ ใน เปลวไฟ สีแดง และสีส้ม แสดงให้เห็น พื้นที่ อันตราย

แผ่นดินไหวเริ่มขึ้นใน ออเรนจ์ , ประมาณ 30 ไมล์ จาก Los Angeles สั่นเป็นความรู้สึก ข้าม มากของ ลุ่มน้ำ Los Angeles ในทางตรงกันข้ามกับ การสั่นสะเทือน สองสัปดาห์ ที่ผ่านมาซึ่ง มาพร้อมกับเขย่า ขนาดใหญ่ หนึ่งนี้ ผลิต กลิ้ง เป็นเวลานาน

นางสาว โจนส์ กล่าวว่าเธอ สงสัยว่า การขาดของ กิจกรรม ทางธรณีวิทยา อย่างรุนแรง ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว Northridge , และ7.3 ริกเตอร์ แผ่นดินไหว แลนเดอร์ ที่เกิดขึ้นในซ้อมทะเลทราย ที่ห่างไกล เมื่อสองปีก่อน คิดเป็น กล่อม

“มันเป็น แผ่นดินไหว ขนาดใหญ่ มากที่ เรียงลำดับของการ ผ่อนคลายทั้งบาคาร่า พื้นที่ LA ” เธอ กล่าวว่า “มัน เอา พลังงานออกมาจาก เปลือก. ”

นาง สาว โจนส์ กล่าวว่า เธอคิดว่า ไหว ที่ผ่านมา จะทำให้มัน ง่ายต่อการ ชุมนุม ทางการเมืองที่ สนับสนุน มาตรการ เช่น การบังคับให้ เจ้าของที่จะ จ่ายเงินเพื่อ ฟื้นฟู อาคารเก่า “เมื่อคุณมี ความเสียหาย มัน ง่ายมากที่ จะพูดคุยกับ ผู้คนเกี่ยวกับ สิ่งที่คุณ ต้องทำเพื่อ หลีกเลี่ยงความเสียหาย ” เธอ กล่าวว่า

“มี ชีวิต จริง เป็นเดิมพัน ” นางสาว โจนส์ กล่าวว่า “เรา อย่าง รู้ว่ามี อาคารที่ จะฆ่า คน เมื่อพวกเขา ยุบ . ”

โร เบิร์ต Silvey เจ้าของธุรกิจการทำความสะอาด พรม ใน Fullertonกล่าวว่าเขารู้สึก ตกใจที่ เขย่า ของแผ่นดินไหวแต่ อึกอัก มากขึ้นโดย ระลอก การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ อยู่แล้วมี ผลกระทบ กว้าง ในทุกทวีป และ มหาสมุทรทั่ว โลกที่ นักวิทยาศาสตร์ รายงานเมื่อวันจันทร์ และพวกเขา เตือนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีแนวโน้ม ที่จะเติบโต อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่ง ถ้า การปล่อยก๊าซ เรือนกระจก จะถูกนำ ภายใต้การควบคุม

จะ ได้รับ 20 ปีนับตั้งแต่ ภาคใต้ของ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีประสบการณ์ แผ่นดินไหวใหญ่ ที่บาคาร่าออนไลน์มีประสิทธิภาพ temblor 6.7 แมกนิจูดที่ ผ่านการ รีด Northridge ฆ่า 57 คน แต่ ยืด ของความสงบ แผ่นดินไหว นี้แม้ว่า การต้อนรับใน รูปแบบที่ชัดเจน ได้ ทำลาย ความพยายามที่จะ บังคับให้ Los Angeles ที่จะจัดการกับ สิ่งที่ เจ้าหน้าที่ อธิบายถึง ข้อบกพร่อง ที่ ร้ายแรง ที่อาจเกิดขึ้น ในการเตรียม แผ่นดินไหว

“17 ปี ที่ผ่านมา ได้รับ เวลา ที่เงียบสงบที่สุด ที่เราเคยเห็น ” ลูซิลย์ เอ็ม โจนส์ วิหค ที่สำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกากล่าวว่า “บางที เรากำลัง เริ่มที่จะ หันหลังกลับ เข้าสู่ระดับปกติ มากขึ้น . ”

ระเบิด ของ กิจกรรมแผ่นดินไหวได้ มาในเวลาที่ สำคัญสำหรับการ เป็นส่วนหนึ่งของ ประเทศ นี้ เป็น Los Angeles confronts วิจารณ์ การเติบโต ที่ได้ สัมปทาน ในการ ดำเนินการเพื่อ ลด การบาดเจ็บล้มตาย แผ่นดินไหว นายกเทศมนตรีคนใหม่ ของ เอริค เอ็ม Garcetti ได้ ยึด เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นปัญหา ที่กำหนด เขา ได้รับการแต่งตั้ง นางสาว โจนส์ เป็นที่ปรึกษา พิเศษ ในการวาด ขึ้นแผน แผ่นดินไหว เตรียมความพร้อม ดังต่อไปนี้ นำของ ซาน ฟรานซิส และเมืองอื่น ๆ

นาย Garcetti และ นางสาว โจนส์ กล่าวว่าอุปสรรค ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการผลักดัน Los Angeles ที่จะใช้ ขั้นตอนที่ สำคัญ – ที่สำคัญที่สุดคือ เสริม หลายร้อย ของอาคาร คอนกรีต เก่า ที่มีความเสี่ยง ของ การล่มสลาย – ได้รับ การขาด ความรู้สึกเร่งด่วน ที่เกิดจาก ระยะเวลานานของ แผ่นดินไหว การอยู่เฉยๆ “เมื่อ เกิดแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้น ที่มีขนาดใหญ่ พอที่จะรู้สึก แต่มีขนาดเล็ก พอที่จะไม่ ทำให้เกิดความเสียหาย ที่ยิ่งใหญ่ ที่พวกเขา ช่วยให้เรา ให้ การรับรู้ ที่เราต้องการ ในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ” นาย Garcetti กล่าว

ความรักบำบัดโรค

การเพิ่ม ขึ้น ในช่วงสาม เดือนที่ผ่านมา เติบโตของยอดขาย ค้าปลีก ในไตรมาสที่สี่ ของปี 2013 เป็น 0.4 % ซึ่ง ลดลง อย่างมากจาก การเจริญเติบโตของ 1.6 % ในไตรมาส สี่ ที่ ในไตรมาสที่สาม

แม้จะมี พ รายเดือน และดาวน์ ร้านค้าปลีก ที่คาดว่าจะ เชียร์ ตัวเลข และความมุ่งมั่นของอังกฤษ ที่จะทำให้ การใช้จ่าย ในปีที่เมื่อ อัตราเงินเฟ้อ แซง ไกล เพิ่มขึ้น ค่าจ้าง

จำนวน เงินที่ ใช้จ่าย ในร้านค้า และออนไลน์ เพิ่มขึ้นจาก 6.1 % เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเทียบ กับเดือนธันวาคม 2012สำนักงานสถิติ แห่งชาติกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อใน ปี 2013 เฉลี่ยประมาณ 3% และค่าจ้าง ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ย น้อยกว่า 1%

ธนาคาร แห่งประเทศอังกฤษ ตัวเลข เครดิต ปรากฏ แสดงให้เห็นว่า รายได้ครอบครัว กลาง จะจ่ายเงิน ลง หนี้ของพวกเขา ที่ก้าวช้า ที่จะปล่อย เงิน สำหรับการบริโภค มากกว่า splurgeของการใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับ เครดิต ของผู้บริโภค ที่สูงขึ้นมี ยอดขายที่แข็งแกร่ง ใน อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์เช่น iPads และ มาร์ทโฟน ได้ ในขณะที่ การกู้คืนใน ตลาดที่อยู่อาศัยยัง มีการเล่น เป็นส่วนหนึ่ง ที่ผลักดัน ยอดขาย ของ ใช้ในครัวเรือน

ลาก เฉพาะใน การขาย มาจาก การลดลง อย่างต่อเนื่องใน การซื้อ น้ำมัน

อลัน คล๊าร์ค , สหราชอาณาจักร นักเศรษฐศาสตร์ที่ ธนาคาร สโกเทีย กล่าวว่า ตัวเลขที่ นำแสตมป์ใน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

เขากล่าวว่า “มันเป็น บูมยอดขายค้าปลีก ในสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 2.6 % เดือนใน เดือน ในเดือนธันวาคม – อย่างหนาแน่น ที่สูงขึ้น กว่าที่คาดไว้ . “.

มุมมอง ของเขาถูก สะท้อน ใน ไตรมาส จำนวนมากทั่ว เมือง ซึ่ง เป็นเดิมพัน กับความแรงของ การรวบรวม การฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจ ในปีนี้

แต่ เพิ่มขึ้น ในเดือนธันวาคมมาหลังจากที่ช้า เดือนตุลาคมและ เดือนพฤศจิกายนและ ส่อให้เห็นว่า ผู้ซื้อ รอ ได้นานกว่า ปกติสำหรับ การต่อรองราคา ในระยะ ถึง คริสมาสต์

โฮ เวิร์ด อาร์เชอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ อังกฤษ ที่ ไอเอชเอ ทั่วโลก เข้าใจ ได้ สบาย มากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าตัวเลข ธันวาคม ตาม “ประสิทธิภาพโดยรวม เงียบ ” ในช่วง ไตรมาสที่ผ่านมา หลังการขาย ค้าปลีก ขยับ ขึ้น 0.2 % เดือน ต่อ เดือน ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ ลดลง 0.9 % ในเดือนตุลาคม

“นี่ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภค ซ้ายมาก ของการใช้จ่าย คริสต์มาสของพวกเขา ในช่วงปลาย ความหวัง ในการได้รับ ข้อเสนอ ที่ดีขึ้น ในช่วงปลาย จากร้านค้าปลีก. นอกจากนี้ยัง แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่าย มีความแข็งแกร่ง ในช่วงเริ่มต้น ของ การขาย การกวาดล้างเป็นผู้บริโภค บีบ มอง ที่จะใช้ ประโยชน์จากการ ต่อรองราคา ของแท้ ” เขา กล่าวว่า

ข้อความเตือนใจจากนักแข่งรถ

ใน อาชีพของ ชูมัคเกอร์ แข่ง F1 , ” การปกครอง ของเขา เลี่ยง ” คือ เกินสงสัย ก่อนที่จะ เกษียณอายุ แรกของเขา ในปี 2006 : ” เจ็ดครั้ง แชมป์ไมเคิล ชูมัคเกอร์ ยังถือ เกือบทุก บันทึกคะแนน ในหนังสือโดย มีอัตรากำไร มาก . ”

กีฬาที่ได้ทำ ชูมัคเกอร์ เป็นคน ที่รวย มาก “ก่อน ที่ เขาจะเกษียณ เป็นครั้งแรกที่ ชูมัคเกอร์ เป็นรายได้ 60,000,000 $ 80 $ ล้านปี เป็นหนึ่งใน นักกีฬา ที่สูงที่สุดเงิน ของโลก ” ในปี 2001 ของ ซุปเปอร์สตาร์ กีฬา – 59 ล้านดอลลาร์ใน รายได้

เขากลับไป แข่ง ไม่ได้ นำไปสู่ ชนิดของการ ประสบความสำเร็จ ก่อนหน้านี้ เขามีความสุข ขณะ ที่ ไทม์สกล่าวว่า ” หลังจากที่ ห่างหายไป สามปี ชูมัคเกอร์ ที่ ได้รับรางวัลห้า ของชื่อ ของเขากับ เฟอร์รารี่ ใน ปีติดต่อกัน โผล่ออกมาจาก การเกษียณอายุ ที่จะขับรถ อีกครั้ง จาก 2010 ผ่าน 2012, เวลาสำหรับทีม เมอร์ นี้ . กลับมาได้รับการพิสูจน์ ที่น่าผิดหวัง กับ คนขับ เยอรมัน จะ winless และจัดการ เพียงคนเดียวที่ ผิวชั้นสาม . ”

ชูมัคเกอร์ ซึ่งกลาย 45 ในวันศุกร์ที่ เมื่อเขาล้มลง ตีหินในขณะที่ การเล่นสกี แต่ การปะทะกัน ที่เกิด ช้ำ ไปทั่ว สมองของเขา “มี hematomes มี นิด ๆ หน่อย ๆ ทุกที่ ” ดร. Emmanuel เกย์ ผู้สื่อข่าว อังคาร ในขณะที่เขา อธิบาย สภาพ ของชูมัคเกอร์

ชู มัคเกอร์ ได้รับใน อาการโคม่า ชักนำแพทย์ – ออกแบบมาเพื่อลด อาการบวมของ สมองของเขา – ตั้งแต่ เข้ารับการรักษา ที่โรงพยาบาล ในวันอาทิตย์ที่

แม้จะมี วันอังคาร ข่าวดี แพทย์ ยังคง เตือนว่า พวกเขา ยังไม่สามารถ ทำนายสิ่งที่ จะเกิดขึ้นกับอดีต สูตรหนึ่ง แชมป์ “เราไม่ สามารถบอกคุณได้ อีกต่อไป ใน อนาคต” เจอราร์ด Saillant ศัลยแพทย์และเพื่อน ของครอบครัว กล่าวว่า

Wildlife reserve

Wedge or soft.
(Manis javanica).
Body covered with a bit of hard IP is a small hole with a long tongue inhabited by sparse out at night and feed on the ground. To sleep the sleep timer is a hollow coil round food like ants and termites are seen. In all of Thailand.
02.jpg (6141 bytes) buffalo or bear, black bear.
(Selenarctos Buffalo).
Thailand is a huge bear hirsute torso black neck feathers are white V-shaped snout rather Black mouth and big ears, long tail, short out nocturnal eating both plants and animals for food. Such as insects, leaves and lace are only 2-3.
Live in the nest on flat low evergreen clump clump broken wicker like Enter the month and he is the -. Indigo with some Krabi expected to remain less than 100 now.
Sumatran rhinoceros
(Didemocerus sumatraensis).
Is the smallest rhino species in the world, there are two species of rhino 5 North like twigs, leaves and fruit is a very rare animal that is currently found in Forest area along the border Thailand – Burma border Thailand – Malaysia.
(Pardofelis marmorata).
A medium-sized wild cat living in the jungles and rainforests like living in a tree at night snakes eat mice, birds, insects. Today is a very rare animal.
Goral.
(Naemorhedus griseus).
Resemble goats found in the high peaks of over 1,000 meters above sea level and is cold all year round. The current outstanding amount found in the Mae Tuen wildlife sanctuaries. Tak.
05.jpg (6066 bytes) เจ้าฟ้าหญิงสิรินธร birds.
(Pseudochelidon sirintarae).
Thailand is found on the 2511 wetland area and boating services. Sawan islands lying in the grass like a hovering insect is currently believed extinct.
03.jpg (7034 bytes).
Tiger
(Panthera tigris).
The yellow-orange stripes across a black stripe black striped tail jointed. Habitat of tiger, found in Siberia, the Caspian Lake, India, China, Malaysia, etc., and are found in all regions of Thailand.
04.jpg (5973 bytes) Sambar.
(Cervus unicolar).
Living wild grass and bamboo lace at night. Pregnant ewes for about eight months, the first time a deer stand about 15 to 20 years old found in almost all sectors.

05.jpg (7498 bytes).
The glasses.
(Presbytis phayrei).
Pages are black or gray eyes are green, blue, white hind legs and tail are the same color as the back. The glasses are very common in Asia, including China, Indonesia, Myanmar and Thailand.
06.jpg (8399 bytes) Leopard.
(Panthera pardus).
Animals with a nervous eye agility and stealth like leopard skin is yellow brown. The black dots are floating Kiugmtinhma Figure leopards living in jungle tree hollow. Thick on the rocks or hiding it three times, it will produce a 2-3 or more to 5.

Gazelles.
(Cervus porcinus).
As small as deer, barking deer Gazelle gregarious little birds living along the pasture in the morning and evening in Thailand to extinction. Sri Lanka, southern China, Laos, Burma etc..

ทฤษฎีการเข้าสังคม

ทฤษฎีการแปลที่พูดกันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลจริงๆ เสียทีเดียว เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแปลว่าการแปลควรจะเป็นยังไง ซึ่งทฤษฎีการแปลจะมีการแบ่งยุค แต่การแบ่งยุคมันก็ไม่ได้แบ่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือว่าถ้าบอกว่ายุคนี้ แล้วหมายความว่ามันจบแค่ยุคนั้น ที่ทำแล้วมันไม่มีต่อมาถึงคนอื่น ก็ไม่ใช่ ก็มีการเหลื่อมล้ำกัน อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลที่ทำจริงๆ เท่าไหร่ แต่มันเป็นแนวคิดของนักคิดหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการแปล เขาแบ่งยุคทฤษฎีการแปลออกเป็น ๔ ยุคด้วยกัน

ยุคแรก

ยุคเริ่มต้นเป็นยุคที่ยาวนานมาก คือ เริ่มมาจากซิเซโร ตั้งกฎที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง คือพูดว่า “จงอย่าแปลคำต่อคำ” หลังจากนั้น ๒๐ ปีต่อมา ฮอเรสซึ่งก็เป็นนักคิดโรมัน เขาก็พูดคล้ายๆ กัน ยุคนี้ยาวนานมากที่มีทฤษฎีการแปลว่า จงอย่าแปลคำต่อคำ คนที่ดังมากที่เขียนเรื่องนี้เกี่ยวกับทฤษฎีการแปลว่าจงอย่าแปลคำต่อคำคือ จอห์น ไดเดน

ไดเดนเป็นกวีชาวอังกฤษเป็นนักแปลด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะแปลงานของฮอเรส ลักษณะของทฤษฎีการแปลในยุคนี้เขาจะบอกว่า “อย่าแปลคำต่อคำ” แต่ให้”แปลโดยการถ่ายทอดความหมาย” ลักษณะเด่นก็คือว่า มันเป็นทฤษฎีการแปลที่เกิดมาจากคนที่ทำงานแปลจริงๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาพูด คำพูดที่ดังมากของไดเดนก็คือคำพูดที่ว่า คนเราควรจะแปล, สมมติแปลฮอเรสก็ควรจะแปลให้เปรียบเสมือนฮอเรสพูดภาษาอังกฤษในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่ไดเดนไม่ได้เขียนบทความแต่จะเขียนคำนำ ในคำนำเขาจะเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลเอาไว้ เขาบอกว่าในการแปลมันมี ๓ อย่าง คือ

๑. แปลคำต่อคำ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการแปลที่แย่มาก

๒. การแปลง มีการแปลอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า “การแปลง” การแปลงคือ คล้ายๆ การเขียนเลียนแบบขึ้นมาใหม่ เช่นที่เราเห็นชัดที่สุดที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนเรื่อง”ไผ่แดง” กับเรื่อง”กาเหว่าที่บางเพลง” เป็นการแปลง โดยทั่วไปการแปลง ประเทศที่มีชื่อเสียงมากในเรื่องการแปลง คือฝรั่งเศส

การแปลงนั้นไดเดนบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่เสียหายในยุคหนึ่ง การแปลงมีประโยชน์มากถ้าหากว่าเป็นยุคที่สองชนชาติเพิ่งติดต่อกันใหม่ๆ แล้วในชนชาติที่จะแปลไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม หรือความคิดประเพณีของอีกชนชาติเลย การแปลตรงๆ มันจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจ ยกตัวอย่าง สมมติว่าย้อนไป ๒๐๐ ปี เราจะแปลนิยายของตะวันตกมาเป็นไทยแล้วเราแปลตรงๆ เช่น ฝรั่งทักทายกันด้วยการจูบ ถ้าเราแปลตรงๆ นักอ่านไทยในยุคโบราณไม่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมประเภทนี้ได้ว่า เอ๊ะ ทำไมนางเอกในเรื่องนี้ไปจูบกับตัวร้าย แปลว่าอะไร? ความเข้าใจมันจะไม่เกิด ในยุคแบบนี้ การเขียนแปลงขึ้นมาใหม่อาจจะเป็นประโยชน์เพื่อเป็นการเตรียมให้คนในชนชาติ เริ่มทำความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมหรือประเพณีที่แตกต่างออกไป แต่ว่าการแปลงประเภทนี้ เมื่อชนชาตินั้นๆ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอีกชนชาติหนึ่งมากพอแล้ว การแปลงเป็นสิ่งที่ไม่น่าทำอีก ไดเดนให้เหตุผลว่ามันไม่มีรสนิยม ไม่สมควรทำ คือ มันควรจะก้าวไปอีกขั้น คือมีการแปลที่แท้จริง

๓. การแปลที่แท้จริง คือการแปลแบบที่รักษาต้นฉบับเอาไว้ ไดเดนเขาเปรียบเปรยว่า การแปลคำต่อคำ (เขาใช้คำเปรียบเทียบ ไดเดนเขาจะภาษาสวยมาก ดิฉันแปลมาอาจจะไม่สวยเหมือนเขา) เขาเปรียบเทียบว่า “การแปลคำต่อคำ เปรียบเสมือนการเต้นรำ บนเส้นเชือก ด้วยขาที่ผูกมัดไว้ นักเต้นรำ อาจประคองตัวไม่ให้ตกลงไปด้วยความระมัดระวัง แต่อย่างคาดหวังเลยว่า จะมีความสง่างามของท่วงท่า และหากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว นี่เป็นภารกิจที่โง่เขลา เพราะไม่มีคนสติดีคนไหน จะเสี่ยงชีวิตเพียงเพื่อเสียงปรบมือ ที่ปรบมือให้เขาเพราะเขาเอาตัวรอดได้ โดยที่เขาไม่ตกลงมาคอหักตาย” นี่คือเขาวิจารณ์การแปลคำต่อคำอย่างแบบว่าเถรตรง ในขณะที่ไดเดนบอกว่าการแปลที่ดี คือ”การแปลอย่างอิสระในขอบเขตจำกัด” โดยที่นักแปลต้องคำนึงถึงผู้ประพันธ์อยู่เสมอคือ เหมือนกับว่าแปลไป ตามองผู้ประพันธ์อย่างไม่ให้คลาดสายตา กล่าวคือ นักแปลไม่ได้แปลจากถ้อยคำแบบตายตัว แต่แปลตามความหมายมากกว่า และความหมายนั้นอาจจะมีการขยายความได้บ้าง แต่ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ. แล้วเขาก็สรุปว่า อย่างที่เขาแปล”เวอร์จิน” ตัวไดเดนบอกว่า “ผมพยายามทำให้เวอร์จิน พูดภาษาอังกฤษอย่างที่เวอร์จินน่าจะพูด หากว่าเขาเกิดในอังกฤษและอยู่ในยุคสมัยปัจจุบัน ก็คือในสมัยของไดเดนเอง” นี่เป็นวิธีคิดของทฤษฎีการแปลในยุคนี้ ในภาษาไทย วิธีคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลแบบนี้มีเป็นภาษาไทยออกมา เป็นของอาจารย์นพพร ประชากุล เล่มบางๆ ขายอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นชื่อ”ทฤษฎีการแปล” อาจารย์นพพรแปลมาจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส เป็นทฤษฎีในยุคปัจจุบัน เป็นลักษณะแนวคิดเดียวกับไดเดน ในยุคแรก

ยุคที่สอง

ขึ้นมายุคนี้จะเกี่ยวข้องกับยุคทฤษฎีความหมายของการแปล เริ่มต้นมาในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ – ๑๙ โดยเฉพาะบทความที่สำคัญมาก และก็คนได้อ้างถึงเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลนี้ก็คือ บทความของชไลเออร์มาเคอร์ ที่จริงเขาเป็นนักชีววิทยาชาวเยอรมัน เป็นนักคิดทางด้านการตีความ เขาเขียนบทความนี้ ถ้าเราไปอ่านทฤษฎีการแปลต่างประเทศ เกือบทุกเล่มยังไงๆ ก็ต้องพูดถึง ชไลเออร์มาเคอร์ ในยุคนี้มีนักคิดอยู่หลายคน นอกจากชไลเออร์มาเคอร์ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็จะมี เกอเต้, โชเปนฮาวเออร์, วอเตอร์ เบนจามิน…

แต่ชไลเออร์มาเคอร์มีคนอ้างถึงมากที่สุด เนื่องจากว่ายุคนี้มีการศึกษาค้นคว้า มีแนวคิดทฤษฎีทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ทฤษฎีการแปลก็ได้รับอิทธิพลมาจากทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีความหมายหรือการตีความ สมัยก่อนในยุคแรก ทฤษฎีการแปลจะเกิดมาจากนักแปลจริงๆ พูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง แต่พอมาถึงยุคนี้ทฤษฎีการแปล บางทีไม่ได้เกี่ยวกับการแปลจริงๆ จะเป็นนักคิดหรือนักปรัชญามองเรื่องการแปลโดยเชื่อมโยงเกี่ยวกับทฤษฎีทาง ด้านภาษา ปรัชญา และความคิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทฤษฎีการแปล เริ่มปรับเปลี่ยนและมีระเบียบวิธีคิดเป็นของตัวเอง โดยที่อาจจะไม่ขึ้นอยู่กับการแปลจริงๆ หรือว่าต้นฉบับเฉพาะชิ้นไหนหรือว่านักแปลคนไหน แต่ว่าส่วนใหญ่ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ จะเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่า คำว่าเข้าใจหมายถึงอะไร มันทำให้การแปลมีแง่มุมทางปรัชญาขึ้นมามาก

ชาวเยอรมันถือว่ามีบทบาทมากในเรื่องทฤษฎีการแปล กล่าวกันว่าชาวเยอรมันให้ความสนใจมากกับเรื่องการแปล ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “การแปลเป็นชะตากรรมของภาษาเยอรมัน” วิวัฒนาการของภาษาเยอรมันสมัยใหม่ มีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับการแปล โดยเฉพาะการแปลที่ลูเธอร์แปลพระคัมภีร์ไบเบิล แล้วก็มีการแปลงานของโฮเมอร์ และเชคสเปียร์ มาเป็นภาษาเยอรมัน ทำให้ภาษาเยอรมันเกิดวิวัฒนาการ และกลายมาเป็นภาษาเยอรมันในปัจจุบัน ทำให้นักคิดทางด้านเยอรมันสนใจทฤษฎีการแปลมากพอสมควร คือชไลเออร์มาเคอร์ ในบทความนี้ถ้าจะพูดถึงก็คือ พูดแบบสรุปๆ เลยคือวา การแปลมี ๒ วิธี คือ

๑. ดึงผู้อ่านไปหานักเขียน
๒. ดึงนักเขียนไปหาผู้อ่าน

วิธีหลังที่ว่าดึงนักเขียนไปหาผู้อ่านคือ หมายถึงว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่านได้อ่านงานของนักเขียนคนนั้นอย่างราบรื่น ไม่รู้สึกติดขัด ไม่รู้สึกว่าแปลกแยกจากงานแปล เหมือนวิธีการที่ไดเดนพูดในตอนแรกว่า เหมือนทำให้เวอร์จินพูดภาษาอังกฤษในยุคนั้นๆ แต่ ชไลเออร์มาเคอร์บอกว่า การคิดแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าภาษาความคิด หรือความหมายทุกอย่างในโลกมันก่อรูปในภาษาและผ่านภาษา แล้วในเมื่อภาษามันมีประวัติศาสตร์ มีรากศัพท์ มีวัฒนธรรม มีบริบทที่แตกต่างกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไปถอดงานเขียนชิ้นหนึ่ง ออกจากภาษาดั้งเดิม แล้วเอาแต่ความหมายแก่นแท้ที่เป็นสากล แล้วมาเปลี่ยนให้เป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยที่เหมือนกับจับแต่งตัวเข้าไปใหม่ เขาบอกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมันเท่ากับว่า (โดยที่เขาเชื่อว่า) ความคิดที่เป็นแก่นแท้ที่ไม่ผูกติดอยู่กับภาษาเลย มันไม่มี เพราะความคิดทุกอย่างมันก่อรูปในภาษา เพราะฉะนั้นเขาเลยมองว่า อันนั้นไม่ใช่การแปลที่แท้จริง

การแปลที่แท้จริงในความคิดชไลเออร์มาเคอร์ก็คือว่า คุณจะต้องดึงผู้อ่านเข้าไปหาผู้เขียน พูดง่ายๆ ก็คือว่าทำให้ภาษาในการแปลที่ดี มันอาจจะไม่ได้ราบรื่นหรือว่า เป็นเสมือนภาษาต้นฉบับ คือไม่มีความสละสลวย ความสละสลวยอาจจะหายไป แต่ในขณะเดียวกันมันจะรักษาความคิดที่แตกต่างกันของคนละวัฒนธรรมเอาไว้ได้ คือนักแปลอาจจะต้องทำในที่สิ่งที่ผู้อ่านไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความซื่อสัตย์ต่อความหมายดั้งเดิมที่แปลกแยกออกไปจาก สังคมของตัวเองมากกว่า

ยุคที่สาม

หลังยุคที่ ๒ เข้าสู่ยุคที่ ๓ นับเป็นยุคที่มีเวลาอยู่สั้นมากเลย มันเป็นยุคที่เกิดมาจากอิทธิพลแนวคิดที่เขาเรียกว่า “formalism” ของพวกรัสเซียและเชค ที่เขาเรียกว่าพวกโครงสร้างนิยม การเกิดขึ้นของทฤษฎีภาษาศาสตร์แบบพฤติกรรมศาสตร์และความเฟื่องฟูของแนวคิด ทางด้านสถิติ นักคิดคนสำคัญของกลุ่มนี้ที่เขียนทฤษฎีการแปลที่คนจะอ้างถึงมากมาย คือ โรมัน ยาคอร์ปสัน จริงๆ พยายามแปลยาคอร์ปสัน แล้วแต่ติดปัญหาเรื่องภาษาศาสตร์ เขาจะใช้ศัพท์ภาษาศาสตร์มาก เราไม่แม่นก็เลยหยุดไปไม่ได้แปลต่อ ยุคนี้มีเวลาค่อนข้างสั้นมาก เขามองว่ายุคนี้มันมาจากแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ด้วยคือ มีความเชื่อว่า มันน่าจะมีการทำตารางแผนผังของการเทียบเคียงของภาษา ๒ ภาษาได้ โดยที่เขาจะพยายามใช้ศัพท์วิทยาสัญลักษณ์เข้ามาเปรียบเทียบกับการถอดความ หมายทางด้านภาษาศาสตร์ พยายามใช้ความรู้ทางด้านภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้าง กับทฤษฎีข้อมูลมาใช้ในการแปลระหว่างภาษา

อิทธิพลที่ยุคนี้ทำให้เกิดวารสารทางวิชาการเกี่ยวกับนักแปลอาชีพ และการแปลเป็นประเด็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นวารสารโดยเฉพาะในทางวิชาการขึ้นมา แต่ว่ายุคนี้มันอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าส่วนหนึ่งมันถูกล้มไป เพระว่าแนวคิดภาษาศาสตร์ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์มันล้มไป เพราะการเกิดขึ้นของภาษาศาสตร์สำนักนอม ชอมสกี้

ภาษาศาสตร์ในพฤติกรรมศาสตร์ เขาจะมองว่าคนเหมือนผ้า ความรู้ทางภาษาเกิดจากการสอนแต่ชอมสกี้ เขาปฏิวัติแนวความคิดของภาษาศาสตร์ของพวกพฤติกรรมศาสตร์ โดยเขาเขาเรียกว่า “generative grammar” เขาบอกว่า ในมนุษย์ทุกคนมันจะต้องมีกลไกอันหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถที่จะเรียนรู้ภาษในตัวเองอยู่แล้ว อันนี้ชอมสกี้สังเกตจากเด็ก ดูถึงเรื่องของการเรียนรู้ทางภาษาของเด็กซึ่งสามารถก้าวกระโดดไปได้ และจากการสอนภาษา ถ้ามนุษย์มีลักษณะเป็นเด็กแบบที่พฤติกรรมศาสตร์พูดว่าเป็นเหมือนผ้าขาว แล้วทุกอย่างเกิดจากการสอน เหตุใด? ทำไม? ความรู้ที่จำกัดในเรื่องไวยากรณ์ของมนุษย์ แต่ทำไมทำให้มนุษย์ใช้ไวยากรณ์ที่จำกัด สามารถสร้างการแสดงออกของภาษาได้อย่างไม่จำกัด จริงๆ ชอมสกี้มองและ มีทฤษฎีว่า มันจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวมนุษย์ที่พูดง่ายๆ ว่า ความสามารถในการใช้ภาษาเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด ไม่ได้เกิดจากการสอน เขาบอกว่าเด็กไปอยู่ในสังคมไหนๆ ก็สามารถเรียนรู้ภาษาได้ทันที แสดงว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างในตัวเด็กที่พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่แล้ว แนวคิดแบบนี้มันทำให้วิธีคิดแบบกลไกในเรื่องภาษาศาสตร์ตกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ มันอยู่ได้ไม่นานและหมดไป คือไม่มีอิทธิพลต่อมาอีก

ยุคที่สี่

ปัจจุบันนี้คือ ต้องเรียกว่าเป็นยุคของสัญญวิทยา คนที่มีอิทธิพลในทฤษฎีการแปลยุคนี้ ก็คือ อูมเบอร์โต้ เอโก้ เขาเขียนหนังสือเป็นทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งชื่อ “mouse or rat” และคนที่เขียนที่เป็นพวก postmodern ส่วนใหญ่แนวคิดในด้านทฤษฎีการแปลของกลุ่มนี้ ก็คือ เน้นไปทางด้านสหสัมพันธบท (intertextuality) ความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อม แล้วก็เอโก้เขียนหนังสือทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งพูดว่า ” การแปลคือการต่อรอง” การต่อรองระหว่างนักแปลกับต้นฉบับ มันจะเป็นการต่อรองประโยคต่อประโยคและคำต่อคำ หรือความหมายต่อความหมาย แต่ว่าโดยส่วนตัว คิดว่ามีคนหนึ่งที่นิยามเรื่องการแปลได้ดีคือวิกเก็นสไตล์ เป็นนักปรัชญา เขาบอกว่า การแปลเป็นเสมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ มันแก้ได้ แต่มันไม่มีระเบียบวิธีอย่างเป็นระบบในการแก้ นี่เป็นคำพูดของวิกเก็นสไตล์

งานวิจัยโบราณ

จรรยาบรรณในการวิจัย จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระเบียบวิธีวิจัย เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจัย นักวิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต การวิจัยจึงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาได้ หากผู้วิจัยขาดความรอบคอบระมัดระวัง การวิจัยเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผน และกำหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศทุกด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของนักวิจัยในเรื่องที่ จะศึกษา และขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของนักวิจัยในการทำงานวิจัยด้วย ผลงานวิจัยที่ด้อยคุณภาพด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากเผยแพร่ออกไปอาจเป็นผลเสียต่อวงวิชาการและประเทศชาติได้

นักวิจัย หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล

จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบอาชีพที่กลุ่มบุคคลและแต่ละสาขา วิชาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ยึดถือปฏิบัติ เพื่อรักษาชื่อเสียงและส่งเสริมเกียรติคุณของสาขาวิชาชีพของตน


ด้วยเหตุนี้ สภาวิจัยแห่งชาติจึงกำหนด จรรยาบรรณนักวิจัย ไว้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยยึดถือปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้ง อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและ เกียรติภูมิของนักวิจัยไว้ 9 ประการ ดังนี้

  1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
    นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติและอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในงานวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
  2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุน การวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
    นักวิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ผู้เกี่ยวข้องทุก ฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัยให้ได้ผลดีที่สุดและเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
  3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
    นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำการวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญหรือมีประสบการณ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพและเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
  4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย
    ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต นักวิจัยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวังและเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืชศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
  5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
    นักวิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพใน ศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของ การวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยไม่หลอกลวงหรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
    นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่าอคติส่วนตนหรือความลำเอียงทางวิชาการอาจส่งผลให้มีการบิด เบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
  7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
    นักวิจัยพึงเผยแพร่งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลต่อข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
  8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
    นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความคิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
  9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
    นักวิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังสติปัญญาในการทำวิจัยเพื่อความ ก้าวหน้าทางวิชาการเพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ

การทำช็อกโกแลต

ในปี 1529 เมื่อคอร์เทสปราบพวกแอสเท็คได้สำเร็จ เขาก็นำเมล็ดโกโก้ กลับสเปนด้วย จากนั้นรสชาติของ น้ำช็อกโกแลต ก็ได้รับอิทธิพลของสเปน คือ …… มีการเพิ่มน้ำตาลทราย วานิลลา กลิ่นอบเชยลงไป เครื่องดื่มนี้ชนะใจคนทุกคน โดยเฉพาะพวกผู้ดีในสเปน สเปนจึงสร้างไร่โกโก้ในทวีปอเมริกากลางจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต แต่เก็บศิลปะการทำน้ำช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ จากพวกชนชาติยุโรปที่เหลือนานเกือบร้อยปี

พระชาวสเปนได้เก็บการทำน้ำ ช็อกโกแลตไว้เป็นความลับ แต่ในที่สุดก็รั่วไหลออกมา ภายในเวลาอันรวดเร็วผู้คนทั่วยุโรป ก็ติดอกติดใจน้ำช็อกโกแลตซึ่งถือเป็นอาหาร อร่อยที่เสริมสุขภาพ มีการดื่มกันที่ราชสำนักในฝรั่งเศส น้ำช็อกโกแลตกระจายข้ามน้ำข้ามทะเล ไปยังอังกฤษ และในปี ค.ศ. 1675 ร้านน้ำช็อกโกแลตแห่งแรกของอังกฤษก็เปิดขึ้น

การ ดื่มน้ำช็อกโกแลตในยุคนั้น ถือเป็นเรื่องทันสมัย แสดงถึงรสนิยมสูง บรรดาผู้ดีมีสกุลเท่านั้นจึงมีสิทธิลิ้มรส เมื่อเรือกลไฟถูกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถขนส่งเมล็ดโกโก้ ได้คราวละเป็นจำนวนมาก พอถึงปี 1730 น้ำช็อกโกแลตจึงมีราคาถูกลง จนคนธรรมดาทั่วไปมีโอกาสได้ลิ้มลอง ในปี 1828 มีการประดิษฐ์เครื่องบดเมล็ดโกโก้ ยิ่งทำให้น้ำช็อกโกแลตราคาถูกลงไปอีก ทั้งยังช่วยกรองไขมันของเมล็ดโกโก้ ออกไปให้รสชาติที่น่าหลงใหลขึ้น จากนั้นมาการดื่ม น้ำช็อกโกแลตก็แพร่หลายมาจนทุกวันนี้

ในศตวรรษที่ 19 ช็อกโกแลตมีการเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่างอยู่สองอย่างคือ ในปี 1847 บริษัทในอังกฤษได้ผลิต “ช็อกโกแลตแท่ง” ที่กินได้ และอย่างที่สองคือ แดเนียล พีเทอร์ ได้หาทางผสมนมลงไปใน ช็อกโกแลต กลายเป็นช็อกโกแลตนม ที่เราแทะกินกันอย่างเมามันมาจนทุกวันนี้

ในอเมริกา มีการผลิตช็อกโกแลตกันอย่างไม่ลืมหูลืมตากว่าที่ไหน ๆ ในโลก และในปี 1765 โรงงานช็อกโกแลตแห่งแรกก็เกิดขึ้น สมัยนั้นใคร ๆ ต่างหลงใหลช็อกโกแลต เสียจนหากขาดตลาด ชาวประชาคงหมดกำลังใจที่จะอยู่ดูโลกต่อไปแน่

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นชาวยุโรป คนแรกที่ได้เห็นและสัมผัสเมล็ดโกโก้ ก่อนหน้านี้ไม่มีใครในแถบยุโรปรู้จักช็อกโกแลตที่แสนอร่อย จนกระทั่ง ค.ศ. 1492 ซึ่งเป็นปีที่โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา ลูกชายของโคลัมบัสซึ่งติดตามไปอเมริกาด้วย ได้พบเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ของชาวพื้นเมือง เขาบันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1502 ไว้ว่า “พวกชนพื้นเมือง อเมริกันถือว่าเมล็ดถั่ว (หมายถึงเมล็ดโกโก้) มีค่ามาก พอเมล็ดถั่วตก พวกเขาทุกคน จะหยุดแล้วเก็บมันขึ้นมา ราวกับทำลูกตา ตกหล่นอย่างนั้นแหละ”

โคลัมบัสกับลูกเรือไม่รู้ว่า เมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่ใช้แทนเงิน เมื่อกลับยุโรป ในบรรดาสิ่งของน่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ที่โคลัมบัสนำมาถวายกษัตริย์และราชินีของสเปนนั้น มีเมล็ดดำ ๆ เล็ก ๆ คล้ายถั่วปะปนอยู่ ดูแล้วไม่รู้จะเก็บ มาให้หนักทำไม ไม่มีใครรู้ว่าเมล็ดโกโก้ เหล่านี้แหละจะกลายเป็นช็อกโกแลต ที่ทำให้มนุษย์ ทั่วโลกหลงใหลในเวลาต่อมา

กษัตริย์เฟอร์ดินันด์มองไม่เห็นคุณค่าของเมล็ดโกโก้ กว่าเมล็ดโกโก้จะกลายเป็น “สมบัติล้ำค่า” ขึ้นมาก็อีก 20 ปีให้หลัง เมื่อเฮอร์นันโด คอร์เทส เดินทางไปพิชิตจักรวรรดิแอสเท็ค

ในช่วงที่คอร์เทส รุกรานแดนเม็กซิโก เขาเห็นชาวแอสเท็คใช้เมล็ดโกโก้ ในการเตรียมเครื่องดื่มถวายกษัตริย์ นินทากันว่าจักรพรรดิ มอนเทซูมา ดื่มน้ำช็อกโกแลต ถึงวันละ 50 ถ้วย เมื่อคอร์เทส และกองทัพสเปนมาถึง พระองค์ (ซึ่งคิดว่าคอร์เทสเป็น เทพเจ้า) ทรงให้การต้อนรับด้วย น้ำช็อกโกแลตที่ใส่ในภาชนะทองคำ อย่างสุดหรูราวกับมันเป็นอาหารจากแดนสวรรค์

คอร์เทสเขียนบันทึกไว้ว่า กษัตริย์ มอนเทซูมา ดื่มซอคาแลทัล “…ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เพิ่มพลัง และขับไล่ ความเหนื่อยอ่อน ดื่มแก้วเดียวก็มีเรี่ยวแรงเดินได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกินอาหาร” แต่ซอคาแลทัลของท่านจักรพรรดิทำเอา คอร์เทสแทบสำลักเพราะ มีรสขมมาก ทหารบางคนบอกว่า “น่าจะโยนให้หมูกินดีกว่าเอามาให้พวกเรา”

ชนชั้นสูงดื่มกินน้ำช็อกโกแลต คนที่จะถูกสังเวยชีวิต ในพิธีบูชายัญมนุษย์ จะได้ดื่มน้ำช็อกโกแลตเพื่อ กระตุ้นจิตใจให้มีชีวิตชีวา (เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย) มีการถวายน้ำช็อกโกแลตให้เทพเจ้าเค็ทซัลคอทัลด้วย

ตามตำนานเล่าว่า เทพเค็ทซัลคอทัลหายลับไปจากโลกเพราะถูกสวรรค์ลงโทษ ที่นำช็อกโกแลต ซึ่งถือเป็นเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์จาก แดนสวรรค์มาให้มนุษย์ลิ้มลอง แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้เป็นที่ระลึกก็คือ ต้นโกโก้ที่งอกงามไปทั่วพื้นดิน ท่านจึงได้ครองอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เทพแห่งต้นโกโก้

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐ ฯ ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของช็อกโกแลต ในการบำรุงขวัญกำลังใจและสุขภาพของทหาร จึงได้ส่งเมล็ดโกโก้ ไปให้กองทัพทหาร เป็นจำนวนมาก ทุกวันนี้ ทหารสหรัฐฯ ยังได้รับช็อกโกแลตเป็นเสบียงติดตัว แม้แต่นักบินอวกาศของสหรัฐฯ ยังนำช็อกโกแลตออกไปกินนอกโลกด้วย

ที่มาของอินเทอร์เน็ต

การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2534 (30คน) ปี 2535 (200 คน) ปี 2536 (8,000 คน) ปี 2537 (23,000 คน)

ใน ปี 2550 จากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.04 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 26.8 และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 9.32 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15.5 เมื่อพิจารณาตามภาคพบว่า กรุงเทพฯ มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 40.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 29.9 รองลงมาคือ ภาคกลางมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 27.5 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.7 ภาคเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 26.0 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.9 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 11.9 ภาคใต้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 25.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 12.7

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต

1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (e-Mail)
2. สนทนา (Chat)
3. อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด
4. การติดตามข่าวสาร
5. การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล
6. การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์
7. การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ
8. การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์
9. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์
10. การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning)
11. การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference)
12. โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)
13. การอับโหลดข้อมูล
14. อื่นๆ

ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 1.463 พันล้านคน (ข้อมูล ณ เดือน มิถุนายน 2551) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่างๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ทวีปเอเชีย คิดเป็นร้อยละ 39.5 รองลงมาได้แก่ ทวีปยุโรป ร้อยละ 26.3 และอเมริกาเหนือ ร้อยละ 17.0 แต่หากจัดลำดับจำนวนผู้ใช้ตามประเทศ ประเทศที่มีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำนวน 253 ล้านคน

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า “เครือข่ายไทยสาร”

 

ทำวามรู้จักประเพณีผีกระจาด

ประเพณีนี้จะจัดขึ้นก็ต่อเมื่อบุตรคนแรก (ลูกคนโต) ของครอบครัวมีอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งเป็นต้นไป หรือโตจนสามารถเดินวิ่ง และจับทัพพีใส่บาตรได้ พ่อแม่จึงกำหนดงานทำบุญผีกระจาดขึ้น เมื่อพ่อแม่กำหนดวันทำบุญผีกระจาดเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะเชิญแม่ผีสามคนจากสามหมู่บ้านในตำบลบางกระบือ (คือยายหมา ดาวหาง, ยายจำรัส คุ้มหมู และยายสง่า สวยเอี่ยม) และนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูปจากวัดใกล้บ้าน จากนั้นแจ้งกำหนดงานให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทราบ บางงานอาจรวมทำบุญหลายๆ ครอบครัว ในคราวเดียวก็ได้ ก่อนวันงานต้องเตรียม

  1. “ตาเฉลว” 5 ใบ คือ กระจาดสานด้วยไม้ไผ่เป็นตาโปร่งๆ บริเวณปากกระจาดสานเป็นลายกลีบบัวปากพาน 5 กลีบ และตกแต่งด้วยกระดาษสี
  2. ธงกระดาษสี ใช้ปักที่ตาเฉลว และแต่ละธงติดสตางค์ตามศรัทธา
  3. สิ่งของที่ต้องใส่ในตาเฉลว 3 อย่าง คือ ขนมกง มะพร้าวอ่อน และกล้วย

ในวันงานเมื่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาพร้อมกัน เจ้าภาพ (พ่อแม่ของเด็ก) จุดธูปเทียนไหว้พระ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ในระหว่างนี้พ่อแม่ของเด็กจะจัดขันข้าวไว้ให้ลูกตักชาย เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ เจ้าภาพถวายภัตตาหาร หลังจากนี้พระสงฆ์ให้พรและทำพิธีกรวดน้ำ เจ้าภาพจึงนำกระจาด (ตาเฉลว) ทั้ง 5 ใบ มาวางไว้หน้าพระสงฆ์ เจ้าภาพจึงมอบกระจาดให้ศิษย์วัดต่อไป

ในระหว่างพิธีสงฆ์ แม่ผีจะทำพิธีไหว้ผีกระจาดไปพร้อมๆ กันโดยแม่ผีจะแยกมาจัดพิธีห่างจากชายคาบ้าน โดยใช้ผ้าขาวหรือเสื่อปูลาด สิ่งที่นำมาประกอบพิธีไหว้ คือ สำรับหวาน และสำรับคาว สำรับคาว ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ขวด ไก่ 1 ตัว หมูสามชั้น

สำรับหวาน ประกอบด้วย ขนมกง มะพร้าวอ่อน กล้วย 1 หวี วางคู่กันพร้อมบายศรีปากชาม และไข่ 1ฟอง พร้อมทั้งอาหารคาวหวานที่นำมาเลี้ยงพระนำมาเป็นของเคียงอีกหนึ่งชุด เพื่อเซ่นไหว้ด้วยแม่ผีจะเริ่มพิธีโดยจุดธูปเทียนจำนวนหนึ่ง บอกกล่าวเชิญผีว่า “ขอเชิญพ่อเฒ่าเจ้าของธง และแม่ของเรือนเจ้าของกระจาดมารับเครื่องสังเวยของลูก (เอ่ยชื่อของเด็กและพ่อแม่ของเด็ก) เขาได้ทำกระจาด 5 ใบให้แล้ว วงศ์วานว่านเครือผีกระจาดได้กลิ่นธูปขอเชิญแม่มารับเครื่องเซ่นไหว้ มีเหล้า มะพร้าวอ่อน กล้วยหวีงามและขนมกง ฯลฯ เชิญแม่มารับเครื่องสังเวย พร้อมกินให้อิ่มหนำสำราญมาอวยชัยให้พรแก่ลูกหลานวงศ์วานผีกระจาดอยู่เย็น เป็นสุขตลอดกาล” พร้อมกันนั้นแม่ผีจะปักธูปลงในถาดเครื่องเซ่น

เมื่อเสร็จทั้งพิธีสงฆ์และไหว้ผีกระจาดแล้ว เจ้าภาพจะเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่มาร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อได้เวลาพอสมควรแม่ผีจะทำพิธีลาผี โดยแบ่งเครื่องเซ่นผีทุกอย่างใส่กระทงใบตองนำไปไว้ทางสามแพร่งและกรวดน้ำให้ ผีกระจาด นอกจากประเพณีทำบุญผีกระจาดให้กับลูกคนโตแล้ว ยังมี “พิธีถวายธง” สำหรับลูกคนรองๆ ลงมา โดยการจัดพิธีถวายธงต่อพ่อเฒ่าเจ้าของธงให้มารับธงและปกป้องคุ้มครองลูกหลาน ของผีกระจาดให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป โดยนำธงไปปักไว้หน้าโบสถ์ หรือวิหารที่วัดใกล้บ้าน ถ้าเป็นลูกชายให้ทำธงด้วยผ้าขาวรูปสามเหลี่ยม วาดรูปม้าบนพื้นธง ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ทำธงสามชาย

China man

Or sterile areas of the sudden spread throughout China. In particular, Liaoning Province has the highest number. Manchu people Manchu language. The family of languages Altaic. Because it is tainted with the Han people for a long time. And a call to come to a close. Current popular ethnic Manchu Han is accustomed to using. Only a small number of villages along the border is still used in some Manchu. In addition, there are some elderly people who can not speak Manchu. Manchu people dead religion yeast with the Lord God. Manchu people, a people with a long history of racism. Traced back to 2000 years ago, the ancestors of the ethnic Manchu living in a vast marshland in the middle and at the beginning of the Heilongjiang Lung Jiang and Nile River Sioux Su Li Jiang, which is located just north of Hill County. to Santa in the northeast region of China by the 12th century, the Manchu people, those people are called “The Third Angel” was established by the Jin Dynasty. since 1583 it has included the name Lehr HA. tribal unity and establish “eight banners” and the Manchu language. On c. Since 1635. Name of their nation as a “Manchu” when. Since 1636. Wong Tai planned, including a son named Noah Lehr HA reign. Change the name to “Qing” Since 1644 the Qing Dynasty invaded the Great Wall of China. Feudal dynasty, the Qing Dynasty became the union and the federal government over the last dynasty of China. Xinghai Revolution after 1911, the name of the Manchu nation as a “dead short” official. Manchu people have made a great contribution to China’s overall unity. China to expand its territory and reaching out to economic development and culture.