ความรู้รอบตัว

Learning in new concepts

Adult learning is different from learning of children. So because adults have more experience teaching practices to meet the needs of an adult nature. There is a need to know. Principles of adult education, which Knowles (Knowles, 1980) The Education of adults said Ann Drago G (Andragogy) and other insurance contracts Meet Forum (2542) defined it as “the art and science of. helping adults to learn “, which consists of 1) conceptions of learning (Self-concept) adults with growth characteristics. Both physically and mentally. High maturity. Conceptions of the self. The development of dependence on others to lead themselves. Of one’s own 2) The experience of learning (Experience) adults are much more maturity. Has extensive experience as a valuable source of learning. While the basic openness to learning new things 3) readiness to learn (Readiness) adults are ready to learn. When you feel that something is a “must” for their role and social status, and 4) learning orientation (Orientation to learning) is based on the adult learning center. Towards the knowledge to use it.

How to teach the principles of adult education, adult (Andragogy).
Theory, Ann Drago G (Andragogy) of the Calgary Normal Knowles has set up the way the teaching adults (Malcolm S. Knowles, 1980).

Conceptions of the learner (Self – concept) include

Creating a learning environment.
Analysis needs to be learned.
Joint planning.
The learning experience for the students.
Evaluation of learning.

Learning experience (Experience) include

The importance of experience is a technique in teaching.
The importance of practical experience 3. Learning experience.

Readiness to learn (Readiness) include

Time to learn.
Grouping students.

Learning orientation (Orientation to learning).

Approach to adult learning.
Ways of learning, of course.
The design of the learning experience.

Theory, Ann Drago G (Andragogy) of the Calgary Normal Knowles is beneficial to the learning of adults. One way to help in the teaching and learning activities in accordance with the nature of the adult.

วิชาเศรษฐศาสตร์

สังคมก็เผชิญการตัดสินใจมากมายเช่นเดียวกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจะผลิตอะไรดีหรือใครจะเป็นผู้ผลิต สังคมต้องการคนปลูกพืชผักเป็นอาหาร บางคนต้องทำกิจการเสื้อผ้า บางคนต้องออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อสังคมจัดสรรสมาชิกในสังคมไปสู่กิจกรรมการผลิตต่าง ๆ แล้ว (เช่นเดียวกับที่สังคมต้องจัดสรรที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักร) สังคมยังต้องจัดสรรสินค้าและบริการที่ผลิตได้นั้นด้วย โดยต้องตัดสินว่าใครจะเป็นคนได้กินปลาคาเวียร์ ใครจะเป็นคนได้กินมันฝรั่ง ใครจะได้เป็นคนขับรถ Porsche และใครจะได้นั่งรถเมล์

การจัดสรรทรัพยากรของสังคมเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่าทรัพยากรมีอยู่ อย่างจำกัด ความมีอยู่อย่างจำกัด(Scarcity) หมายถึง สังคมมีทรัพยากรน้อยกว่าที่คนในสังคมต้องการ เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมจึงไม่สามารถทำให้สมาชิกทุกคนได้รับมาตรฐานการครองชีพที่สูงที่สุด อย่างที่ทุกคนต้องการ เหมือนอย่างที่ครอบครัวไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องการได้

ไม่มีอะไรลึกลับเกี่ยวกับความหมายของ “เศรษฐกิจ” ไม่ว่าเราจะพูดถึงเศรษฐกิจของ Los Angeles ของสหรัฐอเมริกา หรือเศรษฐกิจโลก “เศรษฐกิจ” คือ กลุ่มของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในการดำเนินชีวิต เนื่องจากพฤติกรรมของเศรษฐกิจหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนซึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นเศรษฐกิจนั้น เราจึงควรเริ่มการศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วยการเรียนรู้บทบัญญัติ 4 ประการว่าด้วยกระบวนการตัดสินใจของสมาชิกแต่ละคน
“เศรษฐศาสตร์” (Economics) เป็นวิชาที่ศึกษาเพื่อตอบคำถามว่า สังคมมีแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร โดยทั่วไป สังคมส่วนใหญ่จัดสรรทรัพยากรผ่าน “ตลาด” ที่ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากครอบครัวและบริษัทหลายล้านหน่วย ไม่ใช่การจัดสรรโดยการวางแผนจากส่วนกลาง นักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้ศึกษาว่าคนในสังคมมีแบบแผนการตัดสินใจอย่างไร เช่น ศึกษาว่าแต่ละคนจะทำงานแค่ไหน จะซื้ออะไร จะออมเงินเท่าไร และจะเลือกลงทุนอย่างไร เป็นต้น นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ยังศึกษาด้วยว่าคนในสังคมมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ว่าราคาและปริมาณดุลยภาพที่ซื้อขายกันในตลาดถูกกำหนดขึ้นจาก ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร ท้ายที่สุด นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์พลังและแนวโน้มต่าง ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจในองค์รวม เช่น อัตราการเติบโตของรายได้ อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

แม้ว่าการศึกษาเศรษฐศาสตร์มีหลายด้านหลายแง่มุม แต่วิชาการเศรษฐศาสตร์ด้านต่าง ๆ ยังมีจุดร่วมกันทางความคิดหลายประการ ในส่วนต่อไป เราจะมาดูกันว่า “บัญญัติ 10 ประการของวิชาเศรษฐศาสตร์” มีอะไรบ้าง กฎต่าง ๆ เหล่านี้บอกให้เราทราบถึงภาพรวมของวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับอะไร แต่ละคนเลือกตัดสินใจกันอย่างไร

ครอบครัวต้องเผชิญการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะต้องทำงานอะไร และสมาชิกแต่ละคนจะได้ผลตอบแทนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ใครจะเป็นคนทำอาหารเย็น ใครเป็นคนซักผ้า ใครจะได้รับขนมหลังอาหารมื้อเย็นเป็นพิเศษ ใครเป็นคนเลือกว่าจะดูรายการโทรทัศน์อะไร สรุปสั้น ๆ ก็คือ ครอบครัวต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้แก่เหล่าสมาชิกในครอบครัว โดยคำนึงถึงความสามารถ ความตั้งใจ และความต้องการของสมาชิกแต่ละคน

สร้างสรรค์ด้วยปัญญา

ผู้เรียนเป็นฝ่ายสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง มิใช่ได้มาจากครูและในการสร้างความรู้นั้น ผู้เรียนจะต้องลงมือสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา เช่น การสร้างสิ่งจำลอง การสร้างสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ ทำให้ผู้อื่นมองเห็นได้ จะมีผลทำให้ผู้เรียนต้องใช้ความคิด มีความกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง อย่างเพื่อเกิดการสร้างสรรค์ความคิด

หลักการสำคัญ

  • การเชื่อมโยงสิ่งที่รู้แล้วกับสิ่งที่กำลังเรียน
  • การให้โอกาสผู้เรียนเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการที่ตนเองสนใจ การสนับสนุนอย่างพอเพียงและเหมาะสมจากครูซึ่งได้รับการฝึกฝนให้มีความเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง
  • เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิด นำเสนอผลการวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของตนเอง
  • ให้เวลาทำโครงการอย่างต่อเนื่อง

การแสดงความคิดและผลงานของตนเองให้คนอื่นๆ รับทราบและร่วมพิจารณาให้ข้อเสนอแนะนั้น เป็นการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และการยอมรับในความแตกต่างทางความคิด และผลงานปรากฎอยู่ และได้รับการสนับสนุนให้ทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนก็จะมีโอกาสพัฒนาความสามารถในผลสำเร็จของตนเอง

การเรียนรู้ตามทฤษฎีสร้างสรรด้วยปัญญาเริ่มใช้ในประเทศไทยอย่างจริง จังนั้นเริ่มแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยมูลนิธิศึกษาพัฒน์ได้พัฒนาโครงการนำร่องคือ Lighthouse Project เพื่อแสดงให้เห็นว่าการจัดการศึกษาที่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับพัฒนาคนไทยให้ เป็นนักคิด นักสำรวจทดลอง และใช้เทคโนโลยีเพื่อแสดงความคิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว

การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้
• ควรสอดคล้องกับจุดประสงค์การสอน
• ควรสนองความต้องหรือความสนใจของผู้เรียน
• ควรเหมาะกับวุฒิภาวะ ความสามารถของผู้เรียนที่จะปฏิบัติได้
• ควรสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล
• ควรมีความต่อเนื่องกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียนที่มีอยู่
• ควรเรียงลำดับที่เหมาะสมจากง่ายไปยาก

บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้

ผู้เรียน
ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ ความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้เรียนจะต้องเป็นฝ่ายริเริ่มลงมือทำโครงการซึ่งตนเองสนใจ พร้อมกับคิดและพูดอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ได้กระทำไปแล้วให้คนอื่นๆ รับรู้และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้างความคิด

ครู
ครูควรรู้ความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน และให้คำแนะนำได้อย่างเหมาะสม และไม่น้อยเกินไปจนผู้เรียนหมดกำลังใจที่จะทำงานต่อยอมรับในความคิดแปลกใหม่ ของผู้เรียนและร่วมสำรวจ ทดลองกับผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำสิ่งที่ตนเองสนใจและในระยะเวลาที่ต้องการ ส่งเสริมให้มีการนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างจริงจังและต่อ

ผู้ปกครอง
ปัจจุบันจำนวนบ้านเรือนที่มีคอมพิวเตอร์และ Internet เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ภายในครอบครัว โดยแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น พยายามเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์อยู่เสมอ ให้ความสนใจที่จะเรียนรู้ร่วมกับเด็กๆ หรือเรียนรู้จากเด็กๆ ในครอบครัว ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำหรับเรียนที่ก่อให้เกิดคุณค่าและความสุขแก่ ตนเอง และยอมรับว่าสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน แต่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

Irrigation

When the Prime Minister. Minister for Agriculture and the Cooperative. Secretary General of the Agricultural Land Reform Office’d met on November 22, 2518 he presented a critique and reform agricultural practices, many of which are useful to the reform of agricultural land. Can be summarized as follows.

Distribution of land to farmers initially Should be held to the same area of the farm as much as possible. The organization within the Agricultural Land Reform Act. The area may be reduced to some extent by the local geography.
Established residential community. Should be based on the needs of farmers and to comply with the many community and residential clusters. Safety. And investment in the infrastructure, such as electricity, water etc are down.
Systems integration at the village level. As well as cooperatives in land reform and provide a link to a co-op is a great city to do business for the benefit of his extensive real.
Development aspects including irrigation systems, transport and public services were not provided on the next to get the cooperative to continue, and contrary to the next maintenance. By government officials gradually withdrawn when the cooperative enough to get over it.
In the first stage will be to provide staff with the ability and sacrifice in order to promote the co-operative instructions closely. And provide a high level of public officials to check moderation visits and counseling support to staff on a regular basis.
The land to the farmers will have to take into account the growth of the local population in the future. The forest communities are created to be used as a substitute for making a living in the future.
Reform in each ward will be working hard to complete as soon as the range of about 2-3 years to see the farm without delay.
Compensation for the land hath graciously bestowed upon the government to deal offered by the Crown Property Bureau is granted as working capital for the operation of cooperatives in land reform. Be appointed by the Executive Committee for the Board of Finance.
His intention to lease the property to the existing arable land to the next generation to generation as long as the farmers take no action and the right to the land.

Criticism and advice to the government of God is the principle and implementation of land reform in the broad sense of the reform is the reform of agricultural structures by internationally recognized. Therefore, the Government should honor the land that God has given criticism and advice to the Prime Minister. The Board met on November 22, 2518, as well as suggestions. He was given to them to help them to land reform in a country that is supposed to be. And an approach to solve the problems that arise to achieve the reform objectives of helping farmers who have been truly the Agricultural Land Reform Office has taken the approach that has always been given.

Prior to the promulgation of the Agricultural Land Reform Act in 2518 when His Majesty King Bhumibol Adulyadej, the Son of God in the suffering of the farmers he has undertaken structural reforms in agriculture by the God himself. carried out prior to the promulgation of the Agricultural Land Reform Act.

Vale Rural Development snapper. Embark on             2509 – 2514       for a period of 5 years on year 2507 His Majesty the King visited Surat farmers, vegetable gardeners am the poorest landless. He works for the protection of areas of forests. Forest area of 12,079 rai and abdominal surgery were allocated to farmers with no land to the farmers. Soil survey mapping. The conversion to agricultural irrigation systems. The Center provides a public demonstration experiments such as agricultural cooperatives, schools, shops and medical center, children nutrition. The village is planning to order a Refuge God. Thailand offered to provide national defense. His intention with the Cooperative Extension agricultural valley snapper limit. Business business acquisition loan business processing and agricultural business.

The Vale of snapper Karen Hill Tribe respectfully petition His Majesty the King for a royal land like the snapper has his molars His intention is relevant to local landowners. Bull Pong 7500 acres of land was allocated to the project by the whim rat. “Thumb Bull,” which landed on a rat invasion already set to be declared under the Agricultural Land Reform. Land reform office has distributed a document. P.k. 4-01 In addition to the representatives of the farmers do not have land to farm trial demonstrations. Promote job. Professional development by bringing new technologies to the establishment and promotion of cooperatives. Yan the market development. Soil and water conservation. Agricultural soil on 8 August 2518 registered as agricultural land reform on October 21, 2534.

Project tenders. He will embark on the 2514 Hua Hin Land Development Project. Yang Hua Hin Cha-am District, Phetchaburi Province. Exemplary for the government to implement development projects in agriculture.

Agricultural Land Reform Act was proclaimed into force in 2518. He also gave land area of 51,967 acres 95 Tarawa property to the government to implement land reform farmers and the works that Compensation for land under the rules set out in the Act, the Agricultural Land Reform. The Crown Property Bureau should establish a fund to support agricultural activities, which are established in the form of agricultural land by the Crown Property Vale District, Phetchaburi Province snapper limit. It is the government’s land reform and agricultural land for the first time with Grace. The land was donated to the charity for a number of land reforms. To date, a total area of 7970 acres of land donated by His Majesty the King and the criticism and guidance to those involved in the reform. With the aim to accelerate the reform of land to farmers with land seafarers with the appropriate classification. And needs of each family. But not as a personal possession. For children of separated family farmers out in the future. ALRO part of the land for farmers to increase in the future. And the establishment of the cooperative. Perfect community with farmers already have all the medical schools and other public services as needed. Including development of the irrigation system, and transport to the farm and living a better life.

การทำการเกษตร

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรง ห่วงใยปวงชนชาวไทยตลอดมาและเนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ที่พระองค์ทรงพระราชทานริเริ่มโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร พัฒนาแก้ปัญหาช่วยเหลือเกษตรกรในทุก ๆ ด้าน โครงการจัดที่ดินและพัฒนาโครงสร้างทางการเกษตรที่พระองค์ท่านได้ทรงดำเนิน การช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกินพ้นจากความยากจนรวมทั้งพัฒนาเกษตรกรให้ พึ่งตนเองได้อย่างมั่นคง จึงเป็นการพัฒนาโครงสร้างทางการเกษตรอย่างครบวงจร ยั่งยืน สร้างความมั่นคงในชีวิตและครอบครัวของเกษตรกร

เมื่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ได้เข้าเฝ้า ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2518 พระองค์ได้ทรงพระราชทานข้อวิจารณ์และคำแนะนำแนวทางการดำเนินการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมหลายประการที่เป็นประโยชน์กับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยสรุปได้ดังนี้

  1. การแบ่งที่ดินให้แก่เกษตรกรในขั้นต้น ควรให้เป็นไปตามเนื้อที่ที่เกษตรกรถือครองอยู่เดิมให้มากที่สุด ทั้งนี้ภายในขอบเขตพระราชบัญญัติกรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กำหนดพื้นที่อาจจะลดลงไปบ้างตามภูมิศาสตร์ของท้องถิ่นนั้น ๆ
  2. การจัดตั้งชุมชนที่อยู่อาศัย ควรให้เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรและให้สอดคล้องกับสภาพเดิมให้มากที่สุดและจัดชุมชนให้อยู่อาศัยเป็นกลุ่มก้อน เพื่อความปลอดภัย และทำให้การลงทุนในการจัดสาธารณูปโภค เช่นน้ำสะอาด ไฟฟ้า ฯลฯ ถูกลง
  3. จัดระบบการรวมกลุ่มในระดับหมู่บ้าน รวมกันเป็นสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินและให้เชื่อมโยงไปถึงสหกรณ์เมืองใหญ่ ๆ เพื่อให้สหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสมาชิกได้อย่างกว้างขวางโดยแท้จริง
  4. พัฒนาด้านต่าง ๆ รวมทั้งการจัดระบบชลประทาน คมนาคม และบริการสาธารณูปการต่าง ๆ เมื่อดำเนินการจัดหาได้แล้วต่อไปให้สหกรณ์รับช่วงไปดำเนินการต่อและขัดการให้ด้านการบำรุงรักษาต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐค่อย ๆ ถอนตัวออกเมื่อสหกรณ์มีประสิทธิภาพพอเพียงที่จะรับช่วงต่อไปได้
  5. ในระยะแรกจะต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถและเสียสละอยู่ประจำเพื่อให้คำแนะนำส่งเสริมแก่สหกรณ์โดยใกล้ชิด และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากส่วนกลางไปตรวจการดูแลเยี่ยมเยียนและให้คำแนะนำเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่โดยสม่ำเสมอ
  6. การจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรจะต้องคำนึงถึงการขยายตัวของประชากรในท้องถิ่นนั้นในอนาคต ดังนั้นป่าไม้ชุมชนที่จะจัดสร้างขึ้นอาจใช้เป็นที่สำรองสำหรับการทำมาหากินในอนาคตได้ด้วย
  7. การปฏิรูปที่ดินในแต่ละท้องที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วในระยะประมาณ 2 – 3 ปี เพื่อให้เกษตรเห็นผลโดยไม่ชักช้า
  8. สำหรับเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานซึ่งรัฐบาลจะ ต้องทูลเกล้าถวายตามกฎหมายของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้นจะพระ ราชทานเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงานของสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ดังกล่าว โดยจะได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาสำหรับบริหารเงินทุนนี้คณะหนึ่ง
  9. มีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลานตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรม อยู่และจะไม่มีกรรมสิทธ์ในที่ดินนั้น

ข้อวิจารณ์และคำแนะนำกับรัฐบาลของพระองค์ท่านเป็นไปตามหลักการและการเนิน การปฏิรูปที่ดินในความหมายของการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างคือการปฏิรูปโครง สร้างทางการเกษตรตามหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นรัฐบาลควรระลึกถึงดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามที่พระองค์ท่านได้ทรงพระ ราชทานข้อวิจารณ์และคำแนะนำแก่นายกรัฐมนตรี และคณะที่เข้าเฝ้าในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2518 ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆที่ทรงพระราชทานให้เหล่านี้จะช่วยให้ทราบถึงแนวทางการปฏิรูปที่ดินในประเทศ ที่ควรจะเป็น และเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทีเกิดขึ้นเพื่อจะทำให้การปฏิรูปที่ดินบรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือ เกษตรกรได้อย่างแท้จริงซึ่งสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ดำเนินตาม แนวทางที่ได้ทรงพระราชทานตลอดมา

ก่อนที่ประเทศไทยจะประกาศใช้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม เมื่อปี พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสนพระทัยในความเดือดร้อนของ เกษตรกรพระองค์ท่านได้ทรงดำเนินโครงการปฏิรูปโครงสร้างทางการเกษตรโดย พระองค์เองโครงการที่พระองค์ทรงดำเนินการไปก่อนหน้าที่จะมีการประกาศใช้พระ ราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เช่น

โครงการพัฒนาชนบทหุบกระพง เริ่มดำเนินการเมื่อ 2509 – 2514 เป็นระยะเวลา 5 ปี เมื่อปี 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎร์เกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำซึ่งมีฐานะยากจนไม่มีที่ดินทำกิน ทรงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ออกจากป่าคุ้มครอง กรมป่าไม้เนื้อที่ประมาร 12,079 ไร่เศษแล้วนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีการสำรวจจัดทำแผนที่วิเคราะห์ดิน แบ่งแปลงให้เกษตรกรจัดระบบชลประทาน จัดศูนย์สาธิตทดลองการเกษตรจัดให้มีสาธารณประโยชน์ เช่นโรงเรียน วัด สหกรณ์ ร้านค้า สถานพยาบาล และศูนย์โภชนาการเด็กเล็ก มีการวางผังหมู่บ้านเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยแปลอดภัย จัดให้มีไทยอาสาป้องกันชาติ ส่งเสริมสหกรณ์มีโครงการพระราชประสงค์สหกรณ์การเกษตรหุบกะพงจำกัด ดำเนินธุรกิจสินเชื่อธุรกิจซื้อ ธุรกิจบริการ ธุรกิจการแปรรูปและธุรกิจการส่งเสริมการเกษตร

จากโครงการหุบกระพง ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงกราบบังคมทูลถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานที่ดินทำกินเช่นเดียวกับโครงการหุบกะพงได้ทรงมีพระราช ประสงค์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำที่ดินท้องที่ บ้านโป่งกระทิง จำนวน 7,500 ไร่ มาจัดสรรให้ราษฎร์โครงการจัดสรรที่ดินตามพระราชประสงค์ “โป่งกระทิง”ซึ่งเป็นที่ดินที่มีราษฎร์บุกรุกอยู่ก่อนแล้วเมื่อประกาศพระราช กฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานปฏิรูปที่ดินจึงได้จัดที่ดินแจกเอกสารสิทธิส.ป.ก. 4 – 01 ให้แก่ราษฎรในการดำเนินการนอกจากจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วยังมีการจัดการ สาธิตทดลองการเกษตร ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาอาชีพโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ วางแยนการตลาดพัฒนาที่ อนุรักษ์ดินและน้ำ ปรับปรุงดินสหกรณ์การเกษตรเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2518 จดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดิน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2534

โครงการพัฒนาชาวไร่ ชาวเขาใหญ่ทรงเริ่มดำเนินการเมื่อ พ.ศ. 2514 โครงการจัดพัฒนาที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอชะอำ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่รัฐบาลนำไปปฏิบัติในโครงการพัฒนาการเกษตร

เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ประกาศใช้บังคับ ยังได้ทรงพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เนื้อที่ 51,967 ไร่ 95 ตาราวา ให้แก่รัฐบาลนำไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินแก่ชาวไร่ ชาวนา และได้ทรงมีพระราชดำริว่า ค่าชดใช้ค่าที่ดินตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการปฏิรูป ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมนั้น ควรให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุน กิจการสหกรณ์ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นในเขตที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตาม แบบของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จึงเป็นการที่รัฐบาลได้ที่ดินมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครั้ง แรกและด้วยพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ทำให้มีผู้บริจาคที่ดินโดยเสร็จพระราชกุศลเพื่อการปฏิรูปที่ดินเป็นจำนวนมาก จนถึงปัจจุบันมีผู้บริจาคที่ดินทั้งสิ้น เนื้อที่ 7,970 ไร่ และยังทรงพระราชทานข้อวิจารณ์และคำแนะนำให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ที่ดิน โดยมีพระประสงค์ให้เร่งดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้ชาวนาชาวไร่ให้มีที่ดินทำ กินชั่วลูกชั่วหลานด้วยการจัดแบ่งให้ตามความเหมาะสม และความจำเป็นของแต่ละครอบครัว แต่ไม่ให้เป็นกรรมสิทธิ์เป็นส่วนบุคคล สำหรับลูกหลานชาวนาชาวไร่ที่แยกครอบครัวออกไปในอนาคตให้ ส.ป.ก.จัดที่ดินส่วนหนึ่งไว้สำหรับชาวนาชาวไร่ที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย และให้จัดตั้งหมู่บ้านสหกรณ์ สมบูรณ์แบบในชุมชนที่มีเกษตรกรอยู่แล้วโดยมีทั้งวัด โรงเรียน สถานพยาบาล และบริการสาธารณูปโภคอื่น ๆ ตามความจำเป็น รวมทั้งพัฒนาระบบชลประทาน และคมนาคม เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ความรักชนะความเครียด

คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” เป็นความจริงในทุกยุคทุกสมัย เมตตาหรือความปรารถนาดีนั้นไม่ได้มีไว้ใช้สำหรับคนที่เรารักเท่านั้น หากยังควรใช้กับคู่กรณีหรือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีกับเราด้วย แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมก็ตาม

นักธุรกิจท่านหนึ่งได้เล่าถึงประสบการณ์ครั้งไปเรียนต่างประเทศว่า มีคราวหนึ่งเธอถูคนผิวดำล็อคคอและเอามีดจี้ขณะรอสัญญาณไฟเขียวบนเกาะหน้า มหาวิทยาลัยในเมืองบอสตัน โจรผิวดำสั่งให้เธอยื่นกระเป๋าเงินให้ แต่เมื่อพบว่าในนั้นมีเงินแค่ 20 ดอลลาร์ ก็โวยวาย เขาสั่งให้เธอถอดนาฬิกา แหวน และกำไล เธอก็ไม่มีให้สักอย่าง เขาถามถามเธอว่า “เป็นคนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้ก็ต้องรวย” เธอตอบว่า “สำหรับฉันน่ะไม่ใช่ เพราะได้ทุนมา” แล้วโจรก็ย้อนกลับมาถามถึงเงิน 20 ดอลลาร์ว่าจะเอาไปทำอะไร เธอตอบว่า เอาไปซื้อไข่ “เอาไข่ไปทำอะไร ?” เขาถาม “เอาไปต้มกินได้ทั้งอาทิตย์ ” เธอตอบตามความจริงเพราะตอนนั้นมีปัญหาการเงิน

ระหว่างที่ถามตอบกันอยู่นั้น ยามหน้ามหาวิทยาลัยเห็นผิดสังเกต จึงยกหูโทรศัพท์เรียกตำรวจ เธอเห็นเช่นนั้น ก็โบกมือว่า “ไม่ต้อง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน” โจรได้ยินเช่นนั้นก็งง ถามว่า “คุณรู้จักกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ” “ก็เมื่อกี้ไง” เธอตอบ

โจรเปลี่ยนท่าทีไปทันที สุดท้ายแทนที่เขาจะเอาเงินของเธอไป กลับพาเธอไปซื้อไข่ และซื้ออาหารเต็ม 3 ถุงใหญ่ พร้อมทั้งหิ้วมาส่งถึงหน้ามหาวิทยาลัย เท่านั้นไม่พอ ยังแถมเงินให้อีก 50 ดอลลาร์

เรื่องนี้ยังไม่จบเพราะวันรุ่งขึ้นเธอนำเงิน 50 ดอลลาร์นั้นไปซื้อเครื่องปรุงอาหารไทย แล้วนั่งรถไปบ้านเขาเพื่อทำต้มยำกุ้งให้กินกันทั้งครอบครัว นับแต่นั้นทั้งสองฝ่ายก็ไปมาหาสู่กัน เธอเล่าว่าทุกวันนี้หากมีธุระไปบอสตันก็จะไปแวะเยี่ยมครอบครัวนี้ทุกครั้ง

หญิงไทยผู้นี้ใช้ความดีเอาชนะใจโจรจนเปลี่ยนมาเป็นมิตรกับเธอได้ โจรนั้นมีความดีอยู่ในตัว แต่ความดีนั้นถูกเก็บงำเอาไว้ จนเมื่อเธอเป็นฝ่ายแสดงความปรารถนาดีก่อน ความดีของเขาจึงถูกเรียกร้องให้แสดงตัวออกมา และสานสัมพันธภาพของทั้งสองให้แน่นแฟ้น

ทั้งสองกรณีที่กล่าวมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิธีกำจัดศัตรูที่ดีที่สุด ก็คือการเปลี่ยนเขามาเป็นมิตร ความรุนแรงนั้นไม่สามารถกำจัดศัตรูได้อย่างยั่งยืน เมตตาต่างหากที่กำจัดศัตรุได้อย่างชะงัด เมตตานั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่ที่เราควรน้อมมาไว้ในใจ

นานเพียงใดแล้วที่เราปล่อยให้ความโกรธขับเคลื่อนชีวิตและปรุแต่งการกระทำของ เรา เพราะคิดว่าความรุนแรงนั้นสามารถแก้ปัญหาหรือทำลายล้างปรปักษ์ของเราได้ แต่แท้จริงมันกลับวกมาทำร้ายเราเอง และสร้างปัญหาให้แก่เรามากขึ้น

อย่าปล่อยให้มันบั่นทอนชีวิตของเรามากไปกว่านี้ หันมาบ่มเพาะเมตตาเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตให้เป็นไปในทางสันติเสียแต่ วันนี้ จะไม่ดีกว่าหรือ

ความรู้สึกหงุดหงิดค่อยๆ สะสมมากขึ้น จนดูภาพยนตร์ไม่รู้เรื่อง ในใจของเขาเต็มไปด้วยเสียงบ่นก่นด่าหนุ่มสาวคู่นั้น “มันมาดูหนังหรือมาพูดกันวะ ถ้าไม่ดูก็ออกไปคุยกันข้างนอกสิโว้ย” แต่ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ เสียงคุยข้างหลังดังขึ้นเรื่อยๆ ในความรู้สึกของเขา เสียงยิ่งดัง ใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม แล้วในที่สุดความอดทนของเขาก็ถึงขีดสุด เขาผุดลุกขึ้นและหันไปพูดกับทั้งสองคนว่า “รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างสิ รู้ไหมว่าเสียงของคุณมันดังรบกวนคนอื่นเขา จนดูหนังไม่รู้เรื่องแล้ว ”

เสียงของเขาดังลั่นทั้งโรงภาพยนตร์ คนทั้งโรงตกใจ สายตาทั้งหมดมาจดจ้องอยู่ที่เขาคนเดียว สักพักเขาถึงพบว่าตนเองต่างหากที่ส่งเสียงดังรบกวนคนทั้งโรง เขาตั้งใจจะต่อว่าสองหนุ่มสาว แต่เขาก็กลับทำสิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคนทั้งสองเสียอีก

ความโกรธทำให้เราเผลอตัวได้ง่าย ถ้อยคำรุนแรงที่หลุดออกไป แม้ตั้งใจจะเล่นงานผู้อื่น แต่กลับกลายเป็นการประจานตัวเองโดยไม่รู้ตัว อันที่จริงความโกรธเล่นงานเราก่อนหน้านั้นแล้ว เพียงแค่คิดอยากจะด่าว่าและทำร้ายเขาเท่านั้น คนที่ถูกทำร้ายเป็นคนแรกก็คือเรา เพราะเมื่อปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้น ใจเราย่อมถูกเผาลนจนทำอะไรไม่ถูก หรือถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อเราเกิด คนที่ทุกข์คือเรา และเมื่อด่าว่าหรือทำร้ายเขา คนหนึ่งที่เดือดร้อน ก็คือเราอีกนั่นแหละ การเผลอประจานตัวเองนั้นยังนับว่าเบาเมื่อเทียบกับผลร้ายต่างๆ ที่สะท้อนกลับมา เช่น เสียมิตร เพิ่มศัตรู ถูกปองร้าย หรือถูกตำรวจดำเนินคดี ยังไม่นับโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดัน ที่อาจรังควานตลอดชีวิต

ดังนั้นเมื่อโกรธใครก็ตาม ก่อนจะโกรธไปมากกว่านั้น ควรนึกถึงตัวเองและสงสารตัวเองให้มาก แน่นอนว่าขณะที่โกรธนั้น อาจมีเสียงตะโกนออกมาจากข้างในว่า “ด่ามันไปเลย ถ้าได้ด่ามันแล้ว จะตายก็ไม่ว่า “ แต่ขอให้ระลึกว่าเป็นตัวโกรธต่างหากที่ตะโกนออกมา ถ้าเราเผลอใจทำตามมัน คนที่เดือดร้อนคือเรา ขณะที่ตัวโกรธกลับยินดีและกำเริบเสิบสานมากขึ้นจนสามารถครองใจเราได้ในที่ สุด หากยังไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นมาจากไหน ให้ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก 10 ครั้งพร้อมกับกำหนดใจนับตามลมหายใจด้วย ถ้าระหว่างทางเกิดลืมนับขึ้นมา ก็ขอให้นับใหม่จนกว่าจะครบสิบ จากนั้นก็ให้ถามตัวเองว่า แน่ใจแล้วหรือว่าจะยอมตาย เพียงเพื่อขอให้ได้ด่าเขา ถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น ถามต่อไปว่า ระหว่างเราตายกับความโกรธตาย อะไรที่น่าเลือกกว่ากัน

มีหลายวิธีที่ช่วยให้เกิดเมตตาจิตหรือให้อภัยต่อผู้ที่เราโกรธ วิธีที่นิยมใช้คือ กล่าวคำแผ่เมตตา

วิธีนี้เป็นการน้อมจิตแผ่เมตตาแบบไม่จำเพาะเจาะจง แต่ถ้าจะให้มีผลต่อจิตใจมากกว่านั้น ควรเจาะจงลงไปยังผู้ที่เราโกรธ วิธีหนึ่งก็คือ เชิญเขามาเป็นอาคันตุกะในใจของเรา และลองทำกับเขาอย่างที่เราไม่นึกจะทำมาก่อน

ลองหามุมสงบ นั่งขัดสมาธิ ผ่อนคลายทั้งกายและใจ แล้วน้อมจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกสักพักใหญ่ จากนั้นให้จินตนาการว่าคน ๆ นั้นได้มาหาเราและนั่งอยู่ข้างหน้าเรา เขาอยู่ใกล้จนเราสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสได้ ในจินตนาการนั้นเราเห็นเขาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใบหน้าของเขา

ขณะนั้นเรารู้สึกอย่างไร อึดอัดกระสับกระส่ายหรือไม่ กำลังคิดอะไรอยู่ สำรวจว่าหัวใจของเราเต้นเป็นปกติหรือไม่ ลมหายใจเข้าออกเป็นอย่างไร ทีนี้ขอให้มองใบหน้าของเขา จินตนาการว่าเรายิ้มให้เขา ทักทายเขา ไต่ถามทุกข์สุข พร้อมกับหาของมาต้อนรับเขา นึกต่อไปว่า เขายิ้มตอบ และยื่นของฝากมาให้เรา เป็นของที่เราโปรดปรานเสียด้วย เขาเองก็ไต่ถามทุกข์สุขของเราเช่นกัน

ลองยิ้มให้เขาอีกครั้ง สังเกตดูว่าตอนนี้เรายิ้มให้เขาได้ง่ายกว่าเดิมหรือไม่ หรือว่ายังฝืนยิ้มเหมือนครั้งแรก ความอึดอัดกระสับกระส่ายลดน้อยลงหรือไม่ และพูดกับเขาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งกว่าเดิมไหม

จากนั้นให้สบตาเขา มองลึกเข้าไปจนสามารถเห็นถึงแง่ดีหรือความดีที่เขามี เช่นความดีที่เขาเคยกระทำต่อเรา หรือความดีที่เขามีต่อผู้อื่น ต่อพ่อแม่ ต่อลูกหลาน หรือมิตรสหาย เป็นความดีที่เราชื่นชมหรืออาจทำไม่ได้เหมือนเขาด้วยซ้ำ

ขั้นต่อมาให้นึกถึงความทุกข์ของเขาในอดีต เขาอาจเป็นคนสู้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบมาตลอด ขาดความรักจากพ่อแม่ งานการล้มเหลว หรือความทุกข์ในปัจจุบัน เช่น มีปัญหาครอบครัว ป่วยหนัก หรือเป็นหนี้สิน นึกไปถึงความทุกข์ที่กำลังรอเขาอยู่ข้างหน้าอันเนื่องจากพฤติกรรมบางอย่าง ของเขา เช่น เพื่อนฝูงตีจาก

นึกต่อไปอีกว่าเรากับเขาล้วนอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราว อีกไม่นานก็ต้องตายจากกัน กลายเป็นเถ้าถ่านทั้งคู่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะโกรธกันไปทำไม นึกถึงวันที่เราทั้งคู่จะต้องจากโลกนี้ไป เราอยากจะโกรธกันไปถึงภพหน้าชาติหน้าหรือไม่

กลับมาตามลมหายใจและน้อมจิตอยู่ในความสงบสักพัก จากนั้นให้จินตนาการจนเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า เราค่อย ๆ เอื้อมมือไปสัมผัสไหล่หรือแขนของเขาอย่างอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม และแล้วเราก็โผเข้าไปกอดเขาไว้ กอดแน่น ๆ เขาเองก็กอดเราเช่นกัน

ทุกคนมักพูดว่ารักตน เอง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ค่อยรักตนเองเท่าใดเพราะชอบปล่อยให้ความโกรธเผาผลาญ ใจ เท่านั้นไม่พอ ยังชอบเติมเชื้อไฟเพื่อให้ความโกรธพลุ่งพล่านรุนแรงมากขึ้น เราเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องราวที่ทำให้ เราโกรธ หรือปักใจจดจ่ออยู่กับคนที่ทำความเจ็บแค้นให้เรา ใครจะมาชวนให้ไปเที่ยวก็ไม่สนใจ เพราะอยากจะครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนั้น จะกินก็ยังคิด จะนอนก็ยังคิด ไม่ยอมปล่อยวางเสียที เมท่อความโกรธอัดแน่นถึงที่ก็ระเบิดออกมา ถ้าไม่ทำร้ายคนอื่น ก็ทำร้ายตนเอง หรือทำทั้งสองอย่าง

ไฟนั้นย่อมเป็นปฏิปักษ์กับน้ำ ฉันใด ถ้าตระหนักว่าเพลิงโกรธเพลิงแค้นนั้นไม่ดีอยากระงับดับมัน ก็ต้องใช้น้ำวิเศษ โดยเริ่มจากเมตตาต่อตนเอง โกรธทีไรก็ขอนึกถึงตนเอง อย่าทุ่มใจไปข้างนอก หรือพุ่งจิตไปยังคนที่เราโกรธจนหมดตัว ขอให้เผื่อใจไว้สงสารตนเองด้วย จากนั้นก็ลองน้อมจิตไปอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่องดังกล่าวข้าง ต้น

นอกจากเมตตาต่อตนเองแล้ว ควรฝึกใจให้แผ่เมตตาให้แก่ผู้ที่เราโกรธหรือทำความเจ็บแค้นให้เรา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็อย่าลืมว่าคนที่ได้ประโยชน์จากการแผ่เมตตานี้เป้นคนแรกก็คือเรา หากเพลิงโกรธดับลง คนที่สัมผัสกับความเย็นเป็นคนแรกก็คือเรา ดังนั้นถ้าเรารักตนเองก็ควรน้อมใจให้เกิดเมตตาต่อผู้ที่เราโกรธด้วย หากยังทำใจเมตตาไม่ได้อย่างน้อยก็พยาพามให้อภัยเขา เพราะถ้าไม่รู้จักให้อภัย บาดแผลในใจของเราก็ไม่มีวันหาย การให้อภัยเปรียบเสมือนยาสามัญที่ควรมีประจำใจ เพราะชีวิตนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกันได้ การให้อภัยนั้น ไม่ได้หมายถึงการลืมสิ่งที่เขาทำกับเราหรือแกล้งคิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย เราควรจำไว้เพื่อเป็นบทเรียน แต่บทเรียนนั้นควรมีไว้เพื่อการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มิใช่ชวนให้หวนคิดถึงเรื่องราวข้างหลังด้วยความเจ็บปวด

สำรวจความรู้สึกของเราตอนนี้เป็นอย่างไร เรากอดอย่างเกร็ง ๆ หรือว่าขัดขืนที่จะเข้าไปสัมผัสตัวเขา

จากนั้นก็นึกต่อไปว่าเขาขอตัวกลับ เราลุกไปส่งเขาที่ประตู และมองเขาจนลับสายตา

วิธีนี้ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะดีกับเราอย่างที่จินตนาการ แต่ประโยชน์ที่ได้ก็คือช่วยลดความโกรธเกลียดในใจเรา และช่วยให้ภาพของเขาในใจเรานั้นคลายพิษสงลง และสร้างความทุกข์แก่เราน้อยลง อย่าลืมว่าไม่ใช่ตัวเขาเท่านั้นที่ทำให้เราทุกข์ หากแต่ใจที่รู้สึกโกรธเกลียดเขาก็ทำให้เราทุกข์ด้วย เพราะนึกถึงเขาเมื่อไร ก็รุ่มร้อนเมื่อนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาอยู่ไกลจากเราหลายพันโยชน์ ยิ่งเห็นเขาเป็นปีศาจหรือยักษ์มารเท่าไร เรานั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายทุกข์เอง ดังนั้นถ้าไม่อยากทุกข์มากไปกว่านี้ ก็ควรเพลาความโกรธเกลียดลง หรือถอนปีศาจหรือยักษ์มารออกไปจากใจของเรา

การลดความโกรธเกลียดด้วยวิธีจินตนาการดังกล่าว ไม่ใช่การหลอกตัวเอง หากแต่เป็นการพยายามมองเขาให้ครบทุกด้านตามความเป็นจริง เขาเป็นปีศาจหรือยักษ์มารในสายตาของเราก็เพราะเรามองเห็นแต่ส่วนไม่ดีของเขา แม้นั่นจะเป็นความจริง แต่เขาก็มีส่วนอื่น ๆ ที่เป็นความจริงซึ่งเราควรรับรู้ด้วย เช่น ความดี ความทุกข์ และความเป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ และตาย การมองแต่ความไม่ดีของเขาเป็นการมองที่ไม่ครบถ้วน ดังนั้นจึงทำให้เกิดอคติได้ง่าย ในทางตรงข้ามหากเรามองเขาครบทุกด้าน เราจะมองเขาเป็นมนุษย์มากขึ้น จนสามารถรักเขาได้

การน้อมจิตด้วยวิธีดังกล่าวหากทำบ่อย ๆ ไม่เพียงช่วยลดเพลิงโทสะในใจเราเท่านั้น หากยังช่วยบ่มเพาะเมตตาในใจเราให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เราสามารถรักผู้อื่นและปรารถนาดีต่อผู้อื่นได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือความสุขและความสงบเย็น ผู้ที่มีเมตตาน้อย หรือไม่สามารถน้อมจิตให้เกิดเมตตาได้อย่างรวดเร็วทันการ ย่อมถูกเพลิงโทสะเผาผลาญอยู่ร่ำไป เหมือนบ้านที่ถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่เคยเตรียมน้ำไว้ดับไฟเลย

เมื่อเรามีเมตตาต่อผู้อื่นเราจะพบว่านอกจากจะพบกับความสุขสงบเย็นแล้ว ปัญหาความขัดแย้งอาจคลี่คลายไปได้ง่ายขึ้น ใช่หรือไม่ว่าความวิวาทบาดหมางเกิดขึ้นและลุกลามก็เพราะต่างฝ่ายต่างตอบโต้ กันด้วยความโกรธ ต่างฝ่ายต่างสาดน้ำมันเข้าใส่กองเพลิง ด้วยถ้อยคำเผ็ดแสบและการทำร้ายกัน แต่หากฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำที่สุภาพนิ่มนวล หรือหยิบยื่นไมตรีให้ อีกฝ่ายอาจชะงัก สับสน และหันมามองเราในแง่ดีขึ้น หรือเลวร้ายน้อยลง แม้ยังโกรธหรือระแวงอยู่ แต่ก็ไม่สามารถใช้วิธีรุนแรงได้ถนัดเหมือนเคย เพราะไม่อยากเป็น “ ผู้ร้าย” ในสายตาของคนที่เห็นเหตุการณ์ บ่อยครั้งมิตรภาพเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการชนะใจอีกฝ่ายด้วยเมตตาหรือความปรารถนา ดี

สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับหนังชื่อก้องโลกเล่าว่า เมื่อยังเป็นเด็กอายุ 13 ปี เขาถูกอันธพาลวัยรุ่นที่โรงเรียนแกล้งเป็นประจำ บางครั้งก็ปาระเบิดกลิ่นเข้าใส่เขา ชีวิตเขาเหมือนตกนรก แต่แล้ววันหนึ่งเขาได้เดินเข้าไปหาอันธพาลคนนั้นและบอกว่า “ฉันกำลังถ่ายทำวีดีโอเรื่องตามล่านาซี เธออยากเล่นบทพระเอกไหม” อันธพาลหัวเราะ แต่ 2 – 3 วันหลังจากนั้นก็กลับมาและตอบรับอย่างไม่เต็มใจ หลังจากถ่ายทำเสร็จ ปรากฎว่าอันธพาลคนนั้นเลิกกลั่นแกล้งเขา และกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขาในเวลาต่อมา