ความรู้ทั่วไป

Google เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

เดือนมกราคมปี 1996 Larry Page และ Sergey Brin ได้เริ่มค้นคว้าเทคโนโลยีจักรกลค้นหาหรือว่า search engines ที่สมัยนั้น ถูกเรียกว่า BackRub ซึ่งหมายถึงความสามารถอันพิเศษที่สามารถสามารถจะเข้าไปวิเคราะห์ “back links” ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ โดยในช่วงแรก ๆ นั้น การทำงานของทั้งคู่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะยังขาดปัจจัยด้านทุนทรัพย์ เหมือนกับเด็กนักศึกษาทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฎว่าเทคโนโลยี BackRub กลับเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญตื่นตาตื่นใจไปทั่วมหาวิทยาลัยกับ ระบบจักรกลค้นหาที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น

 

ทั้ง 2 หนุ่มได้พยายามสานต่อรากเหง้าของเทคโนโลยีที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาให้เริ่มเป็น รูปเป็นร่าง โดยใช้หกพักของ Larry มาเป็นห้อง Data center ห้องแล็บแรกของ Google ซึ่งในช่วงแรกทั้งคู่ก็ไม่ได้สนใจที่จะจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อรองรับ เทคโนโลยีนี้ออกไปสู่ท้องตลาด ขณะนั้นเว็บไซต์ของ Yahoo! เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ของพวกเขา แต่เหมือนฟ้าดลใจ เพราะตอนนั้น Yahoo! ไม่สนใจระบบ Search engine และมองว่ากลุ่มลูกค้าของยาฮูไม่จำเป็นต้องใช้จักรกลค้นหาแบบนี้ และแนะนำให้ Larry และ Sergey ตั้งบริษัทขึ้นมารองรับเองจะดีกว่า

เมื่อได้รับคำตอบแบบนี้ ก็เลยทำให้ทั้ง 2 คนตัดสินใจที่จะเริ่มต้นสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมา สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือ หาเงินทุนสำหรับใช้เป็นงบประมาณใจการย้ายออฟฟิศออกไปจากหอพักนักศึกษาแห่ง นี้ และหาทางจ่ายเงินค่าฮาร์ดดิสก์ที่พวกเขาลงทุนที่จะมาช่วยโครงการนี้ให้ สำเร็จ

คนแรกที่มองเห็นศักยภาพของ Search engine ก็คือ Andy Bechtolsheim ผู้ร่วมก่อตั้ง Sun Microsystems เมื่อ 2 หนุ่มได้นำโปรแกรมตัวอย่างเข้าไปนำเสนอ และได้มีการพูดคุยกันทุกเช้า

โครงการด้านสิ่งแวลล้อม

ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน
ในช่วงระยะ เวลา 20 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มผลผลิต และรายได้ของประเทศมาจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่า การเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ จนถึงขณะนี้ประมาณได้ว่าพื้นที่ที่เหมาะสมต่อ การเกษตรกรรมได้ใช้ไปจนเกือบหมด และเกษตรกรพยายามหาพื้นที่ชดเชยด้วย การอพยพโยกย้ายเข้าไปอยู่กระจัดกระจายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าไม้ ถูกทำลายเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะการใช้ที่ดินกันอย่างขาดความระมัดระวัง และไม่มีการบำรุงรักษาซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทั้งด้านเคมี และกายภาพ ปัญหาเหล่านี้ หากไมได้รับการแก้ไขย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ เป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหา ในเรื่องของดิน ทั้งในแง่ของการปัญหาดินที่เสื่อมโทรม ขาดคุณภาพ และการขาดแคลน ที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกร ดังนี้

  • สนับสนุนให้ เกษตรกรเรียนรู้เข้าใจวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และสามารถนำไปปฏิบัติ ได้เอง มีพระราช ดำริว่า “..การปรับปรุงที่ดินนั้นต้อง อนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ ไว้ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื่นของผืนดิน…” ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระ ราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษา การพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่อง มาจาก พระราชดำริ เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างระบบอนุรักษ์ดิน และน้ำ เป็นตัวอย่างในการป้องกัน การชะล้างพังทลายของดิน การขยายพันธุ์พืช เพื่ออนุรักษ์ดินและบำรุงดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ก็มีวัตถุประสงค์หลัก ในการศึกษา และพัฒนาพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวให้เป็นดินที่มีคุณภาพ สามารถทำการเพาะปลูกได้ ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรรม ในบางพื้นที่มีปัญหาในการพัฒนาปรับปรุง ดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินทราย ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลาย สามารถใช้ประโยชน์ทางการ เกษตรได้อีก นอกจากนั้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่ง แวดล้อม
  • การ จัดสรรและปฏิรูปที่ดิน พัฒนาที่ดินว่างเปล่าแล้วจัดสรร ให้เกษตรกร ที่ไร้ที่ทำกิน ได้ประกอบอาชีพ ในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์ ทั้งนี้โดยให้สิทธิทำกิน แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ใน การถือครอง พร้อมกับจัดบริการพื้นฐาน ให้ความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีการ จัดพื้นที่ทำกิน ให้ราษฎรชาวไทยภูเขา สามารถดำรงชีพอยู่ได้ เป็นหลักแหล่ง โดยไม่ต้องทำลายป่าอีกต่อ ไป ในการจัดพื้นที่ต่าง ๆ ดัง กล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหลักการว่าต้องการ วางแผนการจัดให้ดีเสียตั้งแต่ต้น โดยใช้แผนที่ และภาพถ่าย ทางอากาศช่วย การจัดสรรพื้นที่ทำกิน ควรจัดสรรตามแนวพื้นที่รับ น้ำ จากโครงการชลประทาน เป็นหลัก ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของ เกษตรกร เป็นปัญหาสำคัญยิ่งในปัจจุบัน ด้วยพระอัจฉริยะในการแก้ ปัญหา จึงได้ พระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” ให้ดำเนินการในพื้นที่ทำกินที่ มีขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยวิธีการจัดสรร ที่ดินให้เหมาะสม มีแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับการทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ใช้จ่ายตลอดปี ซึ่งได้ดำเนินการอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2534 ได้พระราชทานพระราชดำริ เกี่ยวกับหญ้าแฝก เป็นครั้งแรกกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. ในขณะนั้นว่าให้ทำการศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และอนุรักษ์ ความชุ่มชื้นไว้ในดิน เพราะขั้นตอนการดำเนินงานเป็นวิธีการแบบง่ายๆ ประหยัด และที่สำคัญ คือ เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ โดยไม่ต้องให้การดูแล ภายหลังการ ปลูกมากนัก และได้ พระราชทานพระราชดำร ิอีกหลายครั้ง เกี่ยวกับการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ

การดำเนิน โครงการต่างๆ ดังกล่าวนี้ ทรงเน้นอยู่เสมอว่า กระบวนการพัฒนาที่ดิน ทั้งหมดนี้จะต้อง ชี้แจงให้ราษฎร ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์ มีส่วน ร่วมและลงมือลงแรงด้วย

 

ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของพระองค์ท่านมีอาชีพทางการเกษตร และอาศัยน้ำฝน จึงทรงเน้นการอนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งน้ำเป็น พิเศษ และทรงโปรดให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราช ดำริ ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับรูปแบบที่เหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมทั้งรูปแบบการพัฒนาต่าง ๆ ที่ทำให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องทำลายสภาพแวด ล้อมทางธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน ที่สนใจเข้าไปศึกษา และนำ ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ โดยที่มีการอนุรักษ์ต้นน้ำ และพัฒนาป่าไป พร้อม ๆ กัน สุดท้ายความชุ่มชื้นก็จะเกิดขึ้น และจะบรรเทาปัญหา การขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคในที่สุด นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนัก และห่วงใยในปัญหามลพิษจากน้ำเน่าเสียของประเทศที่มีปริมาณสูงขึ้น จนยากแก่การแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงได้ จากการที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำ เน่าเสียในพื้นที่หลาย ๆ แห่ง ทั้งใน กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ ต่างจังหวัด จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ในการแก้ไขน้ำเสียด้วยการประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ ที่เรียกกันว่า “กังหันน้ำชัยพัฒนา” เพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากแหล่งชุมชนและแหล่ง อุตสาหกรรม

ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่อำนวยประโยชน์ ทั้งทางตรง และทางอ้อมให้แก่มนุษยชาติ ควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศให้อยู่ในสภาพปกติ รักษาต้นน้ำลำธาร พันธุ์พฤกษชาติ และสัตว์ป่า อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ได้บริโภคใช้สอย ประกอบอาชีพด้านการทำป่าไม้ เก็บของป่า การขนส่ง การอุตสาหกรรม การผลิตไม้ แปรรูป และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบจากไม้ และของป่า แต่สภาพปัจจุบัน ประชากรไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าไม้ เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำกิน ลักลอบ ตัดไม้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และเผ่าถ่าน นอกจากนี้ การเร่งการดำเนินงาน บางโครงการ เช่น การก่อสร้างถนน สร้างเขื่อน ฯลฯ ทำ ให้มีการตัดไม้ โดยไม่คำนึงถึง การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้จึงมีเนื้อที่ลดลงตามลำดับ และบางแห่งอยู่ในสภาพ เสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม ดังที่ประเทศไทย ประสบอยู่ในขณะนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากการทำลายป่า พระองค์จึงทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่น ที่จะแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาป่าให้ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม จากแนวพระราชดำริของพระองค์ ก่อให้เกิด โครงการพัฒนาและบำรุงป่าไม้จำนวนมากมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธารให้คงสภาพอยู่เดิม เพื่อป้องกันอุทกภัย ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ถนอมน้ำไว้ใช้สำหรับหล่อเลี้ยงแม่น้ำลำธารด้วย เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

Story of Hanuman

TOT Krrฐs know how to kill Hanuman. Said the fire killed him. TOT Krrฐs therefore took fuel is wrapped around the body of Hanuman. Mr. Kan glass, lit by Lance sandstones are plunged into the castle. The fire burning in the body. On fire throughout. TOT Krrฐs knew that he knew that Hanuman. The fire was caused by a javelin may be extinguished. Troops must take to the mountain farm animals. Hanuman the unable to extinguish their tail. Went to find hermit in order to help the Great Fire. Hermit gives out ponytail with a spit fire. The fire is out.

The TOT Krrฐs Sena has to summon giant Indra. And angels. Down to create a new identity. Three sides to succession story of Rama Sita. The troops returned to the mountain Cantmatns. Rama and Hanuman were told to listen. Rama made Hanuman angry beyond reason. Burnt down by the Ravens. To the death penalty. Forces for primatology have that Should be impunity for once. Rama to forgive. Phan said to Rama’s pink. Should move troops to the foot of the flag pole Scala. Shore ocean. Opposite the island of Antigua. Rama with the TOT Krrฐs after rebuilding it. Thought, but Sita. One day, a dream that Vulture has white prince flew from east to Na Phra Lan. Four black vultures flying west from the Black Death hit into a giant.

Sita and Hanuman on Tullahoma. Think that when they stepped into the box and then. I should be able to try to see these giants are so rampant broken tree in the garden. Sahas him into battle. Hanuman was killed. TOT Krrฐs news. So in Chit Chat kill Hanuman. Intra Chit Hanuman fought encounter. Hanuman pretended to lose.

Intra Chit gave the hosts took a giant iron chain tied Hanuman. Then leads to decades Krrฐs. Hanuman is a lack of treatment chain. Troops into battle with the giant. I pretended to be weak. TOT Krrฐs said that the killing would not suffer their dead.

The woman ran to the fire. Dried until the oil filling moth But shell return fire flames spread to the hands. Noxious heat throughout the body. Asked Pipek interpretation. Pipek predicted. Including the shell to check. Gut infection include Krrฐs decades. Oil is the royal family. Fire and Sita. Woman fires Mrs. Sam Baum legs. Griffon White is Rama. Black Condor is Krrฐs decades. And TOT Krrฐs to battle with Rama. Lanka over the Ravens will suffer. TOT Krrฐs hearing was afraid to die before I have a wife, Sita. So Pipek help exorcise them. TOT Krrฐs Pipek so entrenched in the canon of the faithful. And should be sent back Sita Rama TOT Krrฐs furious. The expulsion from the Garden Pipek.

Pipek present.

Pipek know what their fate will be out of town. And Vishnu is the protector. So flying to Rama. The creeps and I went to find Rama. Rama took Pipek them. Then hold water Satya prosperity. By Arrow Prhmastrs pour water Chairman. Later Sukreep with Pipek thus sworn to be friends.

Rama on the idea that it will do battle with the giant. So I take these creeps ape to compete at the ocean shore. Blast noise. TOT Krrฐs gave substance to investigate the pigs were flying monkeys throw stones at each other to fall. Thus transformed into monkeys run campsites. Pipek know there are giant fake monkey, Rama said. Rama gave Hanuman a giant fake. Hanuman then transform them as large as the universe. Troops took cover as monkey. Sort out and take a walk. Hanuman took swine substance. A frontal released back into check.

TOT Krrฐs think it is because people tell Pipek confidential. Should be put to death. Not to be a spy in the days ahead. The conversion is the Hermits to the tabernacle of Rama. Then enchant feuds Pipek not to speak the truth.

Hermits have blessings to Rama. Rama and the sedition that Sita is defeated, then the TOT Krrฐs. Including why the Giants and the monkey army is mixed. And a brother Pipek Krrฐs TOT. Defection may have. The power of the spell and Pipek TOT TOT Krrฐs Krrฐs not say that if Ram comes to know that the body converts it to die back down box.

Emporium body conversion.

Back to TOT on Krrฐs to check it. Think how the war not to spread further. He called to her, a child of five Pipek audience. Sita was then ordered to convert to floating in the water. To deceive Rama Rama’s appearance on the water to bathe. Saw her five physical conversion. Dead river was gutted. But Hanuman said. She would not Sita. Because the body still does not smell fresh. And a floating upstream. Deserves to put her body on fire. Rama agreed. Mrs. Benja body conversion. Could not stand the heat so as to catch Hanuman flying away. To give me creeps questioning.

Mrs. Benja facility that converted this because I want to see if the father is dead or still Pipek. Sukreep not ordered beatings. She endured physical pain, not five. Tell the truth. TOT Krrฐs be converted to deceive Mrs. Rama Pipek Rama said that she executed it. To maintain the honor of their own. But Rama Pipek sake. Who is faithful. Therefore the body sent to her five crows. Hanuman had brought her body to a five. During her five had a wife.

หนังสือและภาษาโบราณ

” พุทธศักราช ” ซึ่งทางราชการไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีคติตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยไทยถือตามมติของลังกาคือถือว่า ทรงปรินิพพาน๕๔๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้ว่าเราจะใช้พุทธศักราชกันมานานแล้ว แต่ทางราชการเพิ่งจะบังคับใช้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัว ตรมประกาศลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๓๑ ความว่า” ……ทรงพระราขดำริห์ว่าพระพุทธศักราชนั้นได้เคยใช้ในราชการทั่วไปไม่ถ้าจะให้ ใช้พระพุทธศักราชแทนปีรัตนโกสินทรศกแล้ว ก็จะเป็นการสะดวกแก่การอดีตในพงศาวดารของกรุงสยามมากยิ่งขึ้นฯลฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระพุทธศักราชในราชการทั้งปวงทั่วไป ฯลฯ ” หลังประกาศฉบับนี้ หนังสือไทยทุกประเภทจึงลงศักราช เป็นพุทธศักราชมาจนทุกวันนี้

” ศักราชจุฬามณี” เป็นคำระบุศักราชที่พบในตำราหนังสือไทยเก่าๆ ยังไม่มีผู้ใดสืบหลักฐานที่มาได้ เพียงแต่สอบได้ความว่าถ้าปรากฏศักราชชนิดนี้ในบานแผนกกฎหมายต้องใช้เกณฑ์เลข ๒๕๘ ลบ ผลลัพธ์ เป็นจุลศักราช

” คริสตศักราช ” เป็นศักราชที่มีต้นกำเนิดและใช้ในหนังสือต่างประเทศ หนังสือไทยโบราณทุกสมัยก่อนๆ ไม่ปรากฏว่าได้เคยใช้ศักราชแบบนี้เลย หนังสือไทยโบราณทั้งหลาย เช่น หนังสือพงศาวดาร ประกาศกฏหมายเก่า หรือ ตำราต่างๆ ฯลฯ มักลงศักราช ไว้ต่างๆ กัน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อจะลงศักราชบอกเวลาเป็นปี นิยมใช้ “จุลศักราช” หนังสือที่ตึพิมพ์ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๓๑ หรือในตอนกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น หนังสือราชการ ตำราและ แบบเรียน ฯลฯ ใช้ ” รัตนโกสินทรศก ” แทน “จุลศักราช” ทั้งสิ้น แต่การลงศักราชเป็น”รัตนโกสินทรศก” นั้น กระทำอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะปรากฏว่าตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นต้นมา หนังสือราชการและสิ่งพิมพ์ต่างๆ หันมาใช้ “พุทธศักราช” แทน “รัตนโกสินทรศก” ตราบจนทุกวันนี้ ประโยชน์ของการเปรียบเทียบศักราชเป็นสิ่งควรจำสำหรับใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าตำราเก่า

มหาศักราช มีกำหนดแรกบัญญัติ นับแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ๖๒๑ ปี เป็นศักราชที่แพร่หลายเข้ามาใช้ในเมืองไทยก่อนศักราชอื่น ประมาณว่าตั้งแต่เริ่มมีการจารึกหนังสือไทย ใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่

จุลศักราช เป็นศักราชที่ตั้งขึ้น และใช้ในเมืองพม่ามาแต่ก่อน ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาใช้ในราชการตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา (๒๑๑๒- ๒๑๓๓) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาติดต่อเกี่ยวกับเมืองหงสาวดีในฐานะเป็นเมืองประเทศราชอยู่ถึง ๑๕ ปีเนื่องจากเสียกรุงแก่พม่าครั้งแรก

ความเป็นมาของ จุลศักราช มีว่า “สังฆราชบุตุโสระหัน” เมื่อสึกจากสมณเพศได้ชิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๑๙ ในราชวงศ์สมุทฤทธิ์ในประเทศพุกาม ได้บัญญัติจุลศักราชขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๑๘๒ (กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ๑๑๘๑ ปี) และต่อมาก็เลิกใช้ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจุลศักราช ๑๒๕๐ ได้มี “ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่” ว่า :

” มีพะบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ด้วยทรงพระราชดำริห์ถึงวิธีนับวัน เดือน ที่ใช้กันอยู่ในสยามมณฑล และที่ใช้ในประเทศน้อยใหญ่เป็นอันมากในโลกนี้ เป็นวิธีต่างกันอยู่มากคือกล่าวโดยย่อก็เป็นวิธีใช้ตามจันทรคติอย่างหนึ่ง และสุริยคติอย่างหนึ่ง จึงทรงพระราชดำริห์ว่าวิธีนับวัน เดือน ปี อย่างดีที่สุดนั้น ควรจะประกอบด้วยเหตุอันควร ๓ ประการคือ (๑) ให้ถูกต้องใกล้ชิดกับฤดูกาล (๒) ให้มีประมาณอันเสมอไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันนัก กับ (๓) ให้คนทั้งปวงรู้ง่ายทั่วไปดีกว่าอย่างอื่น ทั้ง ๓ ประการนี้ จึงจะสมควรที่จะใช้ในประชุมชนทั้งปวง ….” ผลการประกาศฉบับนี้ ศักราชที่เคยใช้มาก่อนทั้งมวลเป็นอันงดใช้และให้ใช้” รัตนโกสินทรศก” เว้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา คงใช้พุทธศักราชเท่านั้น

” รัตนโกสินทรศก” เป็นศักราชที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่ปีที่ตั้งกรุงเทพพระมหานครเป็นทางราชการ คือ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เพราะฉะนั้น รัตนโกสินทรศก ๑ ก็คือปีพุทธศักราชล่วงมาแล้ว ๒๓๒๔ ปีแต่รัตนโกสินทรศก ใช้กันอยู่ไม่นานนักก็เป็นอันเลิกใช้ใน ร.ศ.๑๓๑ เป็นต้นมา สิ่งพิมพ์ต่างๆ และหนังสือราชการก็หันมาลงศักราช เป็น”พุทธศักราช” ในมาตรฐานเดียวกัน

กำเนิดเทองคต

กำเนิดทรพา ทรพี

มียักษ์ตนหนึ่งชื่อนนทกาลอสูร เป็นผู้เฝ้าประตูกำแพงชั้นในเขาไกรลาสของพระอิศวร ได้ล่วงเกินนางมาลีซึ่งเป็นคนร้อยดอกไม้ นางจึงไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรโกรธสาปให้นนทกาลไปเกิดเป็นควายป่าชื่อ ทรพา และเมื่อถูกฆ่าโดยลูกชายชื่อทรพี จึงจะพ้นคำสาป เมื่อทรพาเข้ามาอยู่ในป่าได้นางควายเป็นเมียมากมาย เมื่อนางควายตัวใดมีลูกตัวผู้ก็จะถูกฆ่าตายหมด นางควายนิลาจึงหนีไปออกลูกในถ้ำสุรกานต์เป็นตัวผู้ ฝากเทวดาให้เลี้ยงดู เทวดาได้ตั้งชื่อ ลูกควายนี้ว่าทรพี

ฝ่ายท้าวศากยวงศาเจ้าเมืองบาดาล ได้ตายลง ไมยราพได้ขึ้นครองเมือง คิดถึงเรื่องที่บิดาสั่งไว้มิให้คบหากับทศกรรฐ์ แต่เนื่องด้วยทศกรรฐ์เป็นยักษ์พาล วันหน้าอาจรุกรานได้ จำเป็นต้องเรียนพระเวทให้มากขึ้น จึงขึ้นจากบาดาล มาศึกษาพระเวท ด้านการสะกดทัพ หายตัว คงกระพันชาตรีกับพระสุเมธฤาษี ที่ป่าหิมพานต์ พระฤาษีได้ทำพิธีถอดดวงใจให้ไมยราพและให้ไปเก็บไว้ที่เขาตรีกูฎ ส่วนทางเมืองมนุษย์นั้นมีกรุงไกยเกษ ท้าวไกยเกษปกครองมีมเหสีชื่อ ประไพวดี ต่อมามีธิดาชื่อ นางไกยเกษี ท้าวไกยเกษเห็นว่า ท้าวอัชบาลเป็นวงศ์พระนารายณ์และมีความสามารถ ทั้งมีโอรสชื่อท้าวทศรถ จึงถวายนางไกยเกษีให้ ต่อมาท้าวอัชบาลได้ให้ท้าวทศรถขึ้นครองราชย์ และประทานนางไกยเกษี เป็นพระมเหสี

ส่วนทศกรรฐ์แค้นใจและเศร้าโศกเสียใจมาก กุมภกรรณและพิเภก จึงไปหาพระฤาษีโคบุตร พระฤาษีโคบุตรบอกให้ไปพบพระฤาษีอังคต อาจารย์ของพระยาพาลี ให้ไปช่วยไกล่เกลี่ย จนพระยาพาลียอมคืนนางมณโฑให้ทศกรรฐ์ แต่ขณะนั้น นางมณโฑท้องได้ 6 เดือนกว่าแล้ว พระฤาษีอังคตจึงผ่าเอาทารกออกไปใส่ไว้ในท้องแพะ ส่วนนางมณโฑ ได้นำกลับไปคืนทศกรรฐ์ ต่อมาจนถึงเวลาพระฤาษีอังคตได้แหวะท้องแพะ เอาทารกออกมา ตั้งนามว่าองคต แล้วนำไปให้พระยาพาลี

ทศกรรฐ์ถอดดวงใจ

สำหรับทศกรรฐ์ แม้จะได้นางมณโฑแล้ว ก็ไม่หายแค้นพระยาพาลี เมื่อพระยาพาลี จะประกอบพิธีสรงน้ำแก่โอรสองคตในแม่น้ำยมนา ทศกรรฐ์จึงคิดฆ่าให้สิ้นความอัปยศ จึงแปลงร่างเป็นปู ลงไปอยู่ใต้น้ำที่จะทำพิธี พระยาพาลีลงไปจับปูทศกรรฐ์ได้และได้ประจานอยู่เจ็ดวัน จึงปล่อยตัวไป ทศกรรฐ์จึงไปหาพระฤาษีโคบุตร ขอให้ช่วยถอดดวงใจให้ โดยไปทำพิธีกันที่ภูเขานิลคีรีและได้นำดวงใจนั้นรักษาไว้ ณ ภูเขานี้

ส่วนหนุมานนั้นได้อยู่กับพระยาพาลีและสุครีพ ต่อมาต้องการรักษาศีลจึงลาผู้เป็นน้าแล้วเหาะไปจำศีลที่ป่ากัทลีวัน รณพักตร์ เป็นลูกทศกรรฐ์กับนางมณโฑ มีนิสัยหยาบช้าเช่นเดียวกับทศกรรฐ์ ไปศึกษาพระเวทกับ พระฤาษีโคบุตร พระฤาษีได้ให้วิชามหากาลอัคคี ใช้สำหรับบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ รณพักตร์เมื่อได้วิชาแล้ว จึงไปบำเพ็ญตบะที่เนินเขาโพกาศ เป็นเวลาเจ็ดปี ทำให้พระเป็นเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ต้องเสด็จมาถามความต้องการ รณพักตร์จึงขอศร พระอิศวรจึงประทานศรพรหมมาศ และพรแปลงกาย เป็นพระอินทร์ให้ พระพรหมให้ศรนาคบาศพร้อมกับพรว่า หากจะตายให้ตายบนอากาศหากเศียรขาดตกดิน ต้องมีพานแก้วของพระพรหมมารองรับ จึงจะไม่กลายเป็นไฟบรรลัยกัลปไหม้โลก ส่วนพระนารายณ์ให้ศรวิษณุปาณัม   ทศกรรฐ์เมื่อเห็นรณพักตร์มีฤทธิ์มากขึ้น นับจากได้ศรจากพระอิศวร พระพรหมและพระนารายณ์ จึงให้รณพักตร์ยกทัพไปปราบพระอินทร์ ได้สู้รบกันที่กลางเขาพระสุเมรุ พระอินทร์สู้ไม่ได้ทิ้งจักรแก้วไว้ แล้วหนีไปฟ้องพระอิศวร ส่วนรณพักตร์ได้จักรแก้วของพระอินทร์ จึงกลับมายังเมือง ทศกรรฐ์จึงตั้งชื่อรณพักตร์ใหม่ว่า อินทรชิต ซึ่งแปลว่าสามารถปราบพระอินทร์ได้

 

ด้านเมืองโรมพัตตัน มีท้าวโรมพัตเจ้าเมืองโรมพัตตัน เมืองนี้ฝนไม่ตกมาเป็นเวลาสามปี เกิดทุพภิกขภัย จึงให้จัดพิธีขอฝน แต่ไม่เป็นผล ต่อมาทราบว่าเพราะมีฤาษีตนหนึ่งชื่อกไลโกฎ บำเพ็ญตบะญาณแก่กล้าจนเกิดฝนแล้งขึ้น ท้าวโรมพัตจึงให้ธิดาชื่อนางอรุณวดี ไปทำลายพิธี โดยยอมเป็นเมียฤาษี

การใช้สัตว์ทดลอง

การใช้สัตว์ทดลองในการวิจัยควรพิจารณาองค์ประกอบของ 3 R ด้วยได้แก่ การทดแทน (Replacement) การลดการใช้ (Reduction) และ ความละเอียดรอบคอบเมื่อต้องใช้งานสัตว์ทดลอง (Refinement) องค์กรระหว่างประเทศคือ สภาองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Council for International Organization of Medical Science หรือ CIOMS) ได้จัดให้มีการประชุมระหว่างผู้ใช้สัตว์ทดลอง และกลุ่มผู้คัดค้านจากทั่วโลก ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ พ.ศ.2528 และได้จัดทำข้อสรุปเป็นแนวทางการปฏิบัติในการใช้สัตว์เพื่อการวิจัยด้าน วิทยาศาสตร์การแพทย์ (International Guiding Principles for Biomedical Research Involving Animals) ซึ่งหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดจรรยาบรรณควบคุมการใช้สัตว์ทดลองในประเทศของ ตนอย่างได้ผล จรรยาบรรณดังกล่าวได้นำไปสู่มาตรฐานต่างๆ เช่น การพัฒนาพันธุกรรมของสัตว์ขึ้นอย่างหลากหลาย และนำไปสู่การใช้พันธุวิศวกรรมในการผลิตสัตว์เพื่อแก้ไขปัญหาโรคต่างๆที่ยัง ไม่มีสัตว์เป็นตัวแบบ นอกจากนั้น จรรยาบรรณนี้ยังได้นำไปสู่การเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบและได้พัฒนาเทคนิคใน การปฏิบัติต่อสัตว์แต่ละชนิดโดยเฉพาะเพื่อลดความทรมานสัตว์ลง ขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะนำวิธีการทางด้านคณิตศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์ และ In vitro biological system มาใช้แทนการใช้สัตว์ เพื่อลดจำนวนการใช้สัตว์ลง แต่วิธีการเหล่านี้ได้ผลเฉพาะบางกรณีเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้ทดแทนได้ทุกกรณี

นักวิชาการที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ต่างตระหนักดีว่า พันธุกรรมของสัตว์ สภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู และเทคนิคที่ใช้ปฏิบัติต่อสัตว์ เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อผลการทดลอง คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลอง (International Committee on Laboratory Animal Science, ICLAS) ได้แนะนำให้นักวิจัยรายงานปัจจัยทั้งสามอย่างละเอียดในการรายงานผลการวิจัย และได้เรียกร้องให้วารสารที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางวิชาการตีพิมพ์เฉพาะผลงาน ที่เสนอรายละเอียดอย่างสมบูรณ์ในการใช้สัตว์เท่านั้น รวมทั้งเสนอให้แหล่งทุนอุดหนุนการวิจัยยกเลิกการให้ทุน ในกรณีที่ผู้ได้รับทุนวิจัยปฏิบัติผิดแผนงานการใช้สัตว์ที่ได้เสนอไว้ ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทั้งจากวารสารและแหล่งทุนอุดหนุน การวิจัยเป็นอย่างดี

“จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง” ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติสำหรับผู้ใช้สัตว์ ผู้เลี้ยงสัตว์เพื่องานวิจัย งานทดสอบ งานสอน และงานผลิตชีววัตถุ ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกสาขา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรม คุณธรรม มนุษยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม อันจะทำให้ผลงานเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปสัตว์หลายชนิดจำนวนมากได้ถูกนำมาใช้ ในงานวิจัย งานทดสอบ และงานสอนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ความจำเป็นที่จะต้องใช้สัตว์เพื่อการนี้ยังมีอยู่ต่อไป เนื่องจากในหลายๆ กรณียังไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะนำมาใช้ทดแทนได้ดีกว่าหรือดีเท่า อย่างไรก็ตามผู้ใช้สัตว์จำนวนไม่น้อยละเลยคุณธรรมที่พึงมีต่อสัตว์ ไม่คำนึงถึงชีวิตสัตว์ที่จะต้องสูญเสียไปในการทดลองแต่ละครั้ง ไม่คำนึงว่าวิธีการที่นำมาใช้จะทำให้เกิดความทรมานและสร้างความเจ็บปวดแก่ สัตว์หรือไม่ ไม่คำนึงถึงความกดดันที่สัตว์ได้รับเนื่องจากถูกกักขังสูญเสียอิสรภาพ และไม่คำนึงถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าที่ถูกนำออกจากป่ามาใช้โดยไม่มีการ เพาะขยายพันธุ์เพิ่ม กลุ่มผู้ใช้สัตว์และผู้รักษากฎหมายจึงกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งออกฎหมายบังคับใช้ เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2419 และปรับปรุงให้รัดกุมยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2529 จนเป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีการควบคุมการใช้สัตว์ใน งานวิจัยที่เข้มงวดที่สุด

ผู้ใช้สัตว์ ควรศึกษาและพิจารณาข้อมูลด้านพันธุกรรมและระบบการเลี้ยงที่มีอยู่ในแหล่ง เพาะขยายพันธุ์อย่างรอบคอบก่อนการใช้สัตว์ ควรเลือกใช้ชนิด และสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมตรงกับวัตถุประสงค์และเป้า หมายของงานวิจัย และใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุดที่จะให้ผลงานถูกต้อง แม่นยำ และเป็นที่ยอมรับ ผู้ใช้สัตว์ ควรเลือกใช้สัตว์จากแหล่งเพาะขยายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติทางพันธุกรรมคงที่ มีข้อมูลทางด้านพันธุกรรมและระบบการเลี้ยง และพร้อมที่จะให้บริการได้ทุกรูปแบบของชนิดสายพันธุ์ เพศ อายุ น้ำหนัก และจำนวนสัตว์ ควรเลือกใช้สัตว์จากแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบใดระบบหนึ่ง ดังต่อไปนี้ Strict Hygienic Conventional Specified Pathogen Free หรือ Germ Free การนำสัตว์ป่ามาใช้ ควรกระทำเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาวิจัย โดยไม่สามารถใช้สัตว์ประเภทอื่นทดแทนได้ และการใช้สัตว์ป่านั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ใน ปัจจุบัน วิทยาการด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีผู้ใช้สัตว์ในงานวิจัย งานทดสอบ งานสอน และงานผลิตชีววัตถุเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวของประเทศไทย มีมาตรฐานในระดับสากล สภาวิจัยแห่งชาติ จึงเห็นควรกำหนด “จรรยาบรรณการใช้สัตว์” ขึ้น เพื่อให้นักวิจัยและนักวิชาการ ได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการใช้สัตว์อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเป็นผลดีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสัตว์ อย่างแท้จริงต่อไป แนวทางการปฏิบัติในการเลี้ยงสัตว์ทดลองที่ถูกต้อง มีคุณภาพและไม่ขัดต่อจรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง สัตว์มีความรู้สึกเจ็บปวดและมีความรู้สึกตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับ มนุษย์ จึงต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอนดังนี้

  1. การขนส่งสัตว์ การขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ จะต้องให้สัตว์ได้รับความปลอด ภัยมากที่สุด โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ ระบบระบายอากาศ ระบบป้องการติดเชื้อ ภาชนะที่แข็งแรง มั่นคง ป้องกันสัตว์หลบหนีได้มีพื้นที่สำหรับให้สัตว์เคลื่อนไหวหรือวิ่งเล่นได้ตาม มาตรฐานสากล
  2. การจัดสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยงสัตว์ ระบบระบายอากาศ อุณหภูมิ แสง เสียง ความหนาแน่นและอื่นๆ
  3. วัสดุอุปกรณ์เลี้ยงสัตว์ กรง หรือคอกเลี้ยงสัตว์ ต้องแข็งแรง ป้องกันสัตว์หลบหนีได้ วัสดุรองนอน ต้องเหมาะสม ไม่มีพิษ เชื้อโรค และไม่เปื่อยยุ่ย ส่วนอาหารและน้ำต้องเพียงพอ มีสารอาหารแร่ธาตุครบถ้วน ตามแต่ละชนิดสัตว์ และปราศจากเชื้อโรค เชื้อราที่มากับอาหารที่เกิดจากความชื้น อาหารสัตว์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีอายุแค่ 3 เดือน ซึ่งถ้าพ้นวันหมดอายุแล้ว อาจเกิดเชื้อราขึ้นและเป็นอันตรายต่อสัตว์ซึ่งมีผลต่องานวิจัยทำให้ผิดพลาด ได้
  4. การจัดการ ต้องมีสัตวแพทย์ หรือนักวิชาการที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านสัตว์ทดลอง และมีพนักงานเลี้ยงสัตว์ทดลองที่ผ่านการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน มีข้อมูลแหล่งที่มาของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ การป้องกันสัตว์ติดเชื้อ พร้อมทั้งอุปกรณ์สำรอง การซ่อมบำรุง โดยได้รับงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ต้องมีการเรียนรู้เทคนิคในการจับบังคับสัตว์ การทำเครื่องหมายบนตัวสัตว์ การแยกเพศ การเก็บตัวอย่างเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ ชิ้นเนื้อ การทำให้สัตว์สงบ การทำให้สัตว์ตายอย่างสงบ ตามมาตรฐานสากล ต้องมีมาตรการกำจัดซากสัตว์ทุกชนิดด้วยวิธีการเผาเท่านั้นและต้องกำจัดสิ่ง ปฏิกูลอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ผู้ใช้สัตว์ ควรใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุด หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่านั้น ไม่ใช้สัตว์อย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งนี้ผู้ใช้สัตว์ต้องยอมรับและตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์และศีลธรรม ตามหลักศาสนา ก่อนการใช้สัตว์ ผู้ใช้สัตว์ต้องศึกษาข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นอย่างถี่ถ้วน และนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาพิจารณาประกอบการศึกษาทดลอง เพื่อให้การใช้สัตว์มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรตระหนักถึงความแม่นยำของผลงานโดยใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด ผู้ใช้สัตว์ต้องนำเสนอโครงการที่แสดงถึงแผนงานและขั้นตอนการใช้ พร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะมีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ มนุษย์หรือสัตว์ และ/หรือความก้าวหน้าทางวิชาการและข้อมูล หลักฐาน หรือเหตุผล ที่แสดงว่าไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ทดแทนได้ในสภาวการณ์ขณะ นั้น กรณีที่ผู้ใช้สัตว์ต้องการให้สัตว์มีชีวิตอยู่ต่อไป ผู้ใช้สัตว์ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูสัตว์เอง โดยไม่ใช้สถานที่และทรัพย์สินขององค์กร และหากมีการปล่อยสัตว์กับคืนสู่ธรรมชาติ หรือมีการเลี้ยงดูสัตว์ต่อไป ต้องพิจารณาถึงปัญหาอื่นๆ เช่น การแพร่กระจายขยายพันธุ์ การแพร่กระจายโรค และการขาดประสบการณ์ที่จะอยู่รอดตามธรรมชาติของสัตว์

Dead sea ทะเลสาบที่น่าทึ่ง

น้ำในทะเลเดดซีจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของอิสราเอล และจอร์แดน ทำให้ระดับน้ำในทะเลเดดซีลดลงโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 30 ซม. ในขณะนี้พื้นที่ราว 1 ใน 3 ของทะเลสาบสูญหายไปแล้ว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่า น้ำในทะเลเดดซีจะเหือดแห้งไปในที่สุดในปี ค.ศ.2050 ถ้าไม่รีบขุดคลองยาว 200 กิโลเมตรเชื่อมกับทะเลแดง เพื่อเพิ่มระดับน้ำ โดยใช้งบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 4 หมื่นล้านบาทในการขุดคลองครั้งนี้

แม้เดดซีจะมีพื้นที่เพียง 810 ตารางกิโลเมตร แต่ทะเลสาบแห่งนี้ลึกไม่น้อย ความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 120 เมตร แต่ถ้าดูจุดลึกสุด มากกว่า 330 เมตร เป็นทะเลที่ถูกบันทึกลงในหนังสือ กินเนสส์ ว่า เป็นจุดที่ต่ำทีสุดในโลก และ มีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่า 20 เปอร์เซนต์ของน้ำทะเลทั่วไป ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ การที่มีมวลของน้ำที่หนาแน่นทำให้คนลอยตัวในน้ำได้ สามารถลงอาบน้ำทะเลได้ ให้เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย แต่จะต้องเสียค่าเล่นน้ำโดยผ่านทางโรงแรมต่างๆ โดยจ่ายคนละ USD 15 แต่ถ้าเป็นชาวจอร์แดนจะมีสถานที่เฉพาะโดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทางให้โรงแรม

วิธีการลอยตัวในน้ำ

เดินลงไปในทะเล ให้น้ำลึกประมาณเอว หย่อนก้นลงช้าๆ แล้วเอนหลังให้เท้าลอยจากพื้นถ้าน้ำทะเลเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที

โคลนสีดำและเกลือจากทะเลสาบเดดซีมีความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ต่ำ ทำให้เกิดการดูดซึมของแร่ธาตุผ่านผิวหนังไปแปรสภาพผิวให้งดงามได้ มีเกลือแมกนีเซียมซัลเฟรต ช่วยทำให้ผิวพรรณดีขึ้นและช่วยล้างสารพิษ และรักษาโรคผิวหนังได้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักท่องเที่ยวพากันลงไปลอยตัวในน้ำ ซึ่งมีคนแนะเคล็ดลับว่าให้แช่ประมาณ 15-20 นาที จนรู้สึกว่าเกลือขึ้นที่ผิวแล้วให้ควักโคลนข้างล่างมาพอกให้ทั่วใบหน้า (ระวังอย่าให้เข้าตา) ทั่วตัว ก่อนจะขึ้นมาผึ่งให้แห้งแล้วไปล้างน้ำออก จะรู้สึกเลยว่าผิวนุ่มและเนียนขึ้น ถ้าใช้บริการพอกโคลนโดยคนที่หากินอยู่รอบๆ ทะเล ครั้งละ 1 ดีนาร์ หรือซื้อโคลนเดดซีที่ถูกนำมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดทั้งโคลนพอกหน้า พอกตัว สบู่ และเครื่องประทินโฉมต่างๆ กลับบ้านก็ได้

พิพิธภัณฑสถาน 8 คืออะไร

คำว่า มิวซีโอน (Mousione) นำมาใช้เรียกสถาบันที่เก็บรักษาวัตถุต่างๆ เป็นครั้งแรกตามที่ปรากฏหลักฐานเมื่อประมาณ 2,300 ปีมาแล้ว โดย ปโตเลมี ซอเตอร์ (Ptolamy Soter) นายทหารรักษาพระองค์พระจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ (Alexander the Great) มหาราชของอาณาจักรกรีก เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล (300 B.C.) ได้ก่อตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นที่เมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอิยิปต์ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Museum of Alexandria ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งเอล็กซานเดรียนี้เป็นเสมือนมหาวิทยาลัย มีส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ห้องสมุด สถานที่จัดแสดงศิลปวัตถุ และสถานที่เก็บและจัดแสดงเครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการแสดงละครและอื่นๆไว้ให้นักปราชญ์ และนักคิดได้เข้ามาศึกษาหาความรู้

ภาษาอังกฤษ เรียก พิพิธภัณฑสถานว่า Museum มาจากคำภาษากรีกว่า Mouseione เป็นชื่อที่ใช้เรียกวิหารของกลุ่มเทพธิดาพี่น้อง ทั้ง 9 ซึ่งเรียกรวมกันว่า Muses เทพธิดามิวส์เหล่านี้เป็นพระธิดาของเทพเจ้าสูงสุดของกรีก คือ ซีอุส (Zeus) และเทพธิดาแห่งความจำชื่อ มเนมโมซีน (Mnemosyne) เทพธิดามิวส์ทั้งเก้านี้แต่ละองค์เป็นเทพธิดาแห่งโคลงฉันท์กาพย์กลอนประเภท ต่างๆ บ้างก็เป็นเทพธิดาแห่งวิชาการ เช่น ดาราศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งนับรวมว่าเป็นเทพธิดาแห่งศิลปะและวิทยาการ มีหน้าที่ขับขานบทเพลงในพิธีบูชาเทพเจ้า และวีรบุรุษ

การที่ปโตเลมี ซอเตอร์ ใช้ชื่อวิหารของเทพธิดาแห่งศิลปะวิทยาการมาตั้งเป็นชื่อสถาบัน ที่ตั้งขึ้นเป็นที่ระลึกแด่จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวม วัตถุต่างๆ และเปิดแสดงเพื่อการศึกษา เช่นนี้คงจะด้วยต้องการให้มีความหมายว่า สถาบันแห่งนั้นเป็นที่รวมแห่งศิลปะวิทยาการนั้นเอง และพิพิธภัณฑสถานแห่งอเล็กซานเดรีย นับว่าเป็นพิพิธภัณฑสถานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอีกแห่งหนึ่ง

บรู๊ช ลี กับศิลปะกาต่อสู้

 

เดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 1964 บรู๊ช ลี ในวัย 24 ปี ได้ย้ายไปอยู่ที่โอ๊คแลนด์ อาชีพสอนกังฟู สร้างรายได้ให้ บรู๊ซถึง ชั่วโมงล่ะ 275 ดอลล่าร์ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้จีนหลายเล่ม เขากับคู่หูเปิดรับนักเรียนกังฟูที่ไม่ใช่เอเชียอย่างเป็นทางการในเมืองโอ๊ก แลนด์ หลังจากสองปีก่อนเขาเคยเทรนคนผิวขาวคนแรกเล่นกังฟู และก่อนหน้านั้นเล็กน้อย มีสตูดิโอสอนกังฟูไม่จำกัดสีผิวเจ้าอื่นเปิดก่อนเป็นแห่งแรกในโลกที่ไชน่า ทาวน์ ในลอสแอนเจลิส

ที่โอ๊คแลนด์นี่เองที่เป็นจุดหักเหแห่งวิถีมวยจีนของบรู๊ช ลี เพราะบรู๊ซ มีเหตุต้องประลองกับครูมวยจีนคนหนึ่งชื่อ หว่อง แจ๊คแมน โดยเมื่อบรู๊ช ลี มาเปิดสำนักมวยจีนที่โอ๊คแลนด์ โดยเปิดกว้างต่อชาวตะวันตก ทำให้ผู้อาวุโสชาวจีนโพ้นทะเลในไชน่าทาวน์ที่ซานฟรานซิสโกไม่พอใจเป็นอย่าง มาก และส่งสาส์นออกมาเตือนบรู๊ช ลี หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สนใจยังคงเปิดสำนักมวยสอนชาวต่างชาติอยู่อีก ในที่สุด ทางนั้นจึงส่ง หว่อง แจ็คแมนที่เชี่ยวชาญ หมัดกระเรียนขาว (มวยใต้ของมณฑลฮกเกี้ยน) เพื่อมาปราบ บรู๊ช ลี

ก่อนประลอง หว่อง แจ๊คแมน ได้พาลูกศิษย์และผู้เกี่ยวข้องราว ๆ 10 คนมาที่สำนักมวยของ บรู๊ช ลี โดยเรียกร้องให้เขายุติการสอนมวยจีนให้แก่คนต่างชาติ หรือไม่ก็ต้องรับคำท้าประลองจากตน และถ้าหากบรู๊ช ลี แพ้เขาจะต้องปิดสำนักหรือไม่ก็ต้องเลิกสอนชาวต่างชาติเสีย โดยทางฝ่ายหว่องคงแค่คิดจะขู่ บรู๊ช ลี ให้หงอแล้วยอมทำตามความเห็นของพวกผู้ใหญ่ในไชน่าทาวน์เท่านั้น แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อ บรู๊ช ลี กลับรับคำท้าของหว่องจริง ๆ มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายเสนอให้สู้กันโดยไม่มีกติกาข้อห้ามใด ๆ ทั้งสิ้นด้วย

บรู๊ช ลี สั่งให้ลินดาภรรยาของเขาและศิษย์ในสำนักของเขาทั้งหมดออกไปข้างนอก ข้างในมีแต่เขากับหว่องและพวกเท่านั้น เมื่อการประลองเริ่มขึ้น บรู๊ช ลี เป็นฝ่ายเข้าประชิดตัวหว่องแล้วออกหมัดตรงเป็นชุดใส่หว่องราวกับพายุบุแคม หว่องพยายามถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างจาก บรู๊ช ลี เอาไว้แต่ บรู๊ช ลี กลับตามติดแล้วปล่อยหมัดชกออกไปไม่หยุดหว่องทนการบุกของบรู๊ช ลีไม่ไหวถึงกับหันหลังหนีไม่คิดสู้อีก บรู๊ช ลี ต้องกระโจนไปกระชากตัวหว่อง ทุ่มลงนอนกับพื้นเงื้อหมัดหมายเผด็จศึก จนหว่องเอ่ยปากยอมแพ้ การประลองในครั้งนั้นจึงยุติลง

บรู๊ซ ลี ( Bruce Lee) เป็นดาราจีนที่โด่งดังในระดับฮอลลีวู้ด ด้วยความสามารถด้านศิลปะการต่อสู้แบบจีทคุนโด้ เขาสามารถพูดอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และยังเป็นแชมเปี้ยนเต้นชะชะช่า ในปี 1997 นิตยสารเอ็มไพร์ จัดเขาเป็นหนึ่งใน 100 ดารานำตลอดกาล

บรู๊ซ ลี เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1940 บรู๊ซ ลี เป็นชื่อที่นางพยาบาลตั้งให้ เพราะมันเรียกง่ายและฟังดูเป็นฝรั่ง เหมาะกับซานฟรานซิสโก เมืองที่เขาถือกำเนิดขึ้นมา ส่วนชื่อจีนคือ ลี เสี่ยวหลง หรือ ลี จุน ฟาน ซึ่งมีความหมายว่า “เจ้ามังกรน้อย” บรู๊ซ ลี ไม่เพียงเกิดในปีมะโรงซึ่งถือเป็นปีมังกรตามความเชื่อของชาวจีนเท่านั้น แต่เขายังเกิดในช่วงเวลาของมังกรระหว่าง 06.00-08.00 น. ของเช้าวันนั้นด้วย

บรู๊ซ ลี เกิดในช่วงที่ ลีฮอยฉวน พ่อของเขาซึ่งเป็นนักแสดงงิ้วที่โด่งดังมากกำลังไปตระเวนแสดงพร้อมกับคณะ งิ้วกวางตุ้งในอเมริกา พ่อของบรู๊ซ ลีเป็นชาวจีนเต็มตัว ขณะที่เกรซ แม่ของเขานั้นเป็นลูกครึ่งจีน-เยอรมัน บรู๊ซ ลี เลยได้ถือสัญชาติอเมริกันโดยปริยาย หลังจากให้บรู๊ซ ลีไปปรากฏตัวในหนังขณะอายุได้เพียงสามเดือน พ่อของเขาก็พาครอบครัวกลับฮ่องกง

เมื่อเริ่มย่างเข้าวัยรุ่น บรู๊ซ ลี เข้าก๊วนกับพวกแก๊งเด็กเกเรแถวบ้าน ออกชกต่อยตะลุมบอนกับเด็กแก๊งอื่นไปทั่ว วันหนึ่งเขาโดนอัดจนเละเพราะไม่มีพรรคพวก ความเจ็บปวดและพ่ายแพ้เร้าให้เขาหาวิธีไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ปี 2496 เส้นทางจอมยุทธ์ของลีก็เริ่มต้นขึ้น เขาฝากตัวเป็นศิษย์กับ อาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์มวยแห่งหยงชุน แรกเริ่มการศึกษาศิลปะป้องกันตัวทำให้ผยอง ไม่เกรงใคร เขาแต่งตัวแบบคนจีนโบราณไปไหนมาไหน หากใครสบตา เขาก็ไม่รอช้าที่จะท้าตีด้วยวิชามวยกังฟู

ปลายเดือนเมษายน ค.ศ. 1959 ที่เกาลูนแห่งเกาะฮ่องกงมีการประลองมวยจีน ระหว่างศิษย์สองสำนัก ฝ่ายหนึ่งคือ บรู๊ซ ลี ในวัย 19 ปี ซึ่งขณะนั้นเป็นศิษย์ของอาจารย์ยิบมันเรียนมวยหย่งชุนอยู่ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งที่มาท้าประลองเป็นคนของสำนักหลงอี้ฝึกมวยใต้มา 4 ปีแล้ว สถานที่ประลองคือ ดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งซึ่งตามปกติใช้เป็นสนามบาสเก็ตบอลตามกติกาที่ตกลงกัน ในตอนแรก คือ ต้องหยุดหมัดก่อนชกถูกลำตัวและหากผู้ใดหลุดออกนอกเส้นสนามบาสเก็ตบอลจะถือ ว่าเป็นฝ่ายแพ้

แต่ครั้นพอ บรู๊ซ ลี เพิ่งจะถอดเสื้อออก หมัดของคู่ประลองก็ใส่เข้ามาที่ใบหน้าของบรู๊ช ลี ทันที ทำให้กติกาที่ตกลงกันไว้ยกเลิก กลายเป็นการวิวาทกันอย่างไม่มีกติกาไปเสียแล้ว แต่การวิวาทในครั้งนี้กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายนั้นถูก บรู๊ช ลี ต่อยลงไปนอนกับพื้นแล้วยังถูก บรู๊ช ลี ตามเข้าไปแตะซ้ำที่ใบหน้าอีกสองทีจนฟันหักหลายซี่และสลบคาที่ ขณะที่ตัว บรู๊ช ลี นอกจากรอยช้ำที่ขอบตาเพราะโดนหมัดทีเผลอในตอนแรกแล้วแทบไม่โดนต่อยเลย

ต่อมา ผู้ปกครองของคู่ประลองได้เข้าแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินการกับบรู๊ช ลี ในข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำให้พ่อของบรู๊ซ ลี ต้องส่งเขาไปอยู่อเมริกา บรู๊ช ลี จึงเดินทางไปเมืองซานฟรานซิสโก ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1959 เขามาทำงานที่ร้านอาหารของญาติในซานฟรานซิสโกอยู่พักหนึ่ง แล้วย้ายไปซีแอตเทิล เป็นครูสอนเต้นรำ ซึ่งเขาเคยได้แชมป์ที่ฮ่องกงมาก่อน

จากนั้นเขาก็มาเรียนวิชาปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เรียนจบแล้วย้ายไปแคลิฟอร์เนีย บรู๊ซ ลี พบกับลินดา ลี แคดเวลล์ ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันขณะที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียนี่เอง พร้อมทั้งตั้งสถาบันสอนศิลปะป้องกันตัว สอนมวยจีนไปด้วย

 

การนับถือศาสนาพุทธในต่างประเทศ

เจ้าพระยาและผู้อื่นในจังหวัดนี้ยังคงจำได้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2436 หมอมัคกิลวารี และเรเวอเรนด์ เออร์วิน มิสชันรี ชาวอเมริกันได้เคยมาที่จังหวัดนี้ครั้งหนึ่ง เจ้าพระยามีใจดีมาก ได้เชิญให้ข้าพเจ้าพักและเทศน์สั่งสอนชาวเมือง ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือคำสอนที่เป็นภาษาไทย 300 เล่ม ซึ่งออกจะมากสักหน่อย แต่ข้าพเจ้าหาได้หยุดพักค้างคืน ณ ที่นี้ไม่ เพราะระยะทางที่จะไปต่อนั้นยังอีกไกลมาก และไม่ทราบว่าจะไกลอีกเท่าใด และจะถึงฤดูฝนเสียก่อนเดินทางตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงเดินทางต่อไป
แคว้นหลวงนี้ก็เหมือนกับจังหวัดของไทยอื่นๆ คือตั้งอยู่ในที่ราบ แต่ก็ได้พบหมู่บ้านชาวเขาที่ไม่ใช่ไทยหลายแห่ง พื้นที่เป็นทุ่งราบกว้างยาวประมาณ 20 ไมล์ และเป็นพื้นที่สมบูรณ์ยิ่ง สมดังที่หมอมัคกิลวารีได้กล่าวไว้ในรายงานของเขา เรามาถึงสถานอันก่อด้วยหินแห่งหนึ่งในจังหวัดนั้น และตามระยะทางที่ผ่านก็มีหมู่บ้านงามๆหลายแห่ง ชนชาติลื้อในทุ่งราบนี้มีรูปร่างสูงใหญ่และสะอาดตา ข้าพเจ้าทราบว่าพวกนี้ไม่ใคร่สูบฝิ่น รูปร่างและที่อยู่ของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็นสุขสบายมาก ข้าราชการในจังหวัดนั้นบอกข้าพเจ้าว่า มีหมู่บ้านลื้อในจังหวัดนี้ 70 ตำบล มีหมู่บ้านอะข่าหรือก้อ 20 ตำบลและมีหมู่บ้านสามทวน หมู่บ้านมูเซอหรือลาฮู หมู่บ้านเย้าและหมู่บ้านเมี้ยวหรือแม้ว ชาติละสามสี่แห่ง
เราพักแรมคืนในวัดของตำบลบ้านยางกวง(Ban Yang Kuang) ซึ่งแปลว่าบ้านหนองใหญ่ จนรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ วัดนี้ก่อสร้างเป็นแบบอย่างเดียวกับวัดของชนชาติลื้อที่เจริญแล้ว ณ ทุ่งราบของแคว้นหลวง เวลาเช้าข้าพเจ้าไปหาสมภารของวัดนั้นและรบเร้า ให้ท่านสมภารเอาหนังสือของวัดเป็นภาษาไทยทางเหนือจารในใบลานมาให้ข้าพเจ้า และเมื่ออ่านให้ฟังแล้วท่านสมภารรู้สึกพิศวงและดูเพิ่มความเลื่อมใสข้าพเจ้า ยิ่งขึ้นมาก ข้าพเจ้าได้ยินท่านสมภารพูดกับพระลูกวัดว่า น่าประหลาดนักชาวต่างประเทศไม่ใช่พูดแต่ภาษาลื้อได้เท่านั้น ยังอ่านหนังสือลื้อออกด้วย ไม่ช้าท่านสมภารก็ส่งภาษาลื้อถามข้าพเจ้าต่างๆ แล้วข้าพเจ้าได้ให้หนังสือไทยทางเหนือแก่สมภาร  3 เล่ม และแถมให้อีกสองสามเล่มสำหรับแจกชาวบ้าน ข้าพเจ้าขยายรูปงามๆให้ดู และเปิดหีบเสียงที่ข้าพเจ้ามีไปด้วยนั้นให้ฟัง มีสมภารพระลูกวัดและชาวบ้านมาล้อมดูกันแน่น ข้าพเจ้าเห็นได้โอกาสจึงประกาศสั่งสอนอยู่ประมาณสองชั่วโมง นอกจากนั้นก็มีหัวหน้าของตำบลมาหา และสนทนากับข้าพเจ้าบ้าง
แท้จริงชนชาติสามทวนนั้นสืบเชื้อสายมาจากชาติว้าปะลอง (Wa Palaung) ซึ่งเป็นมอญ-เขมรพวกหนึ่ง ข้าพเจ้าเองยังได้เคยพบชนชาตินี้ในแดนจีนบ่อยๆ เช่นเดียวกับที่พบในพม่า ในไทย และแคว้นลาวของฝรั่งเศส ชนเหล่านี้โดยมากไม่มีหนังสือของตัวเอง จึงไม่มีการศึกษาอย่างเดียวกับชนชาติขมุในแคว้นลาวของฝรั่งเศสและชาวว้าชาวป่าในพม่าเป็นต้น แต่ชาติว้าปะลองบางพวกมีการศึกษาอยู่บ้างก็คือรู้จักหนังสือ เช่นพวกเสนจุน (Sen Chun) สามท้าว (Sam Tao) และสามทวน ที่กล่าวนี้ แต่เดิมทีเดียวพวกเหล่านี้ป็นชาติว้าที่ป่าเถื่อน แต่เพิ่งพบพุทธศาสนา และถือศาสนาพุทธเมื่อประมาณ 600 ปี หรือกว่ามาแล้วตามที่พุทธศาสนาได้แผ่มาถึง
ชนชาติสามทวนอยู่ปะปนกับชนชาติลื้อ (Lu) ซึ่งเป็นไทยพวกหนึ่งใช้หนังสือไทยทางเหนือ และถือศาสนาพุทธแบบญวนคือเชียงใหม่ พุทธศาสนาแบบญวนมีลักษณะต่างกับพวกพม่าอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งต่างกับแบบไทย-เขมร นอกจากนี้ยังพูดภาษาลื้อได้ดี เพราะคล้ายกันภาษาว้าซึ่งเป็นภาษาของตนเอง แต่เสียงพูดภาษาลื้อต่างกันกับเสียงของชาวเชียงใหม่และลำปาง การออกเสียงสูงต่ำอย่างหนึ่งกับประเพณีที่เขาประพฤติกัยในท้องที่นั้นอย่างหนึ่ง เฉพาะสองอย่างนี้เท่านั้นที่ต่างกัน นอกนั้นไม่มีอะไรจะต่างกันเลย เพราะฉะนั้นชนชาติสามทวนจึงเหมือนกับชนญวนซึ่งถือพุทธศาสนาที่ข้าพเจ้าได้พบแทบทุกแห่ง การที่พวกเราได้เข้าไปอยู่ในตำบลบ้านลาวนี้ตลอดคืน ก็ได้รับความสะดวกเท่ากับเข้าไปพักอยู่ในระหว่างชนชาติไทยโดยกำเนิดเหมือนกัน คนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นคนแคล่วคล่องได้เอื้อเฟื้อรับรองตามสมควร ข้าพเจ้าได้สนทนากับเขาเป็นอันดีและมอบหนังสือศาสนาไว้ให้เขาสองสามเล่ม
บ้านลาวนี้ตั้งอยู่ในแขวงของแคว้นหลวง (Long Circle) ซึ่งรวมอยู่ในสิบสองพันนา (Sip Sawng Panna) บ้าน หมายความว่า ตำบลหมู่บ้าน ลาว เป็นชื่อของตำบลโดยเฉพาะ แคว้นหลวงตรงกับคำว่าเมืองหลวง (Mong Long) หรือ (Muang Luang) เมืองหลวงหรือแคว้นหลวงนี้มีเนื้อที่กว้างขวางมาก แยกเป็นจังหวัดและตำบลอีก ทั้งหมด 86 จังหวัดด้วยกัน อย่างเดียวกับแคว้นเชียงตุงซึ่งได้ผ่านมาแล้ว เมืองหลวงเป็นจังหวัดสำคัญของ 12 พันนา (สิบสองพันนาคือหมื่นสองพัน นา คือทุ่งข้าว)
เหตุใดถิ่นฐานเดิมของชาติลื้อซึ่งเป็นไทยสาขาหนึ่งของอ้ายลาว (Ai lao) อันเป็นชาติใหญ่โตนั้นจึงมีชื่อว่าสิบสองพันนาข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่มีความเห็นว่า แต่ครั้งโบราณอาณาเขตเหล่านี้คงแบ่งออกเป็น 12 มณฑล และมณฑลหนึ่งๆ มัเนื้อที่นาพันหนึ่ง
เที่ยงวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเข้าไปในเมือง มีผู้ว่าราชการสิทธิ์ขาดประจำอยู่เรียกว่าเจ้าเมือง(Chao Muang) ซึ่งหมายความว่าเป็นเจ้าของของจังหวัดนั้น นอกจากตำแหล่งเจ้าเมืองซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของจังหวัด ยังมีตำแหน่งสูงต่ำเป็นลำดับกันไปเรียกว่า ผู้หมื่น ผู้แสน หรือเจ้าพระยา แต่เจ้าเมืองของจังหวัดนั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเจ้าพระยาเพราะเป็นจังหวัดใหญ่จึงต้องมีชื่อให้สมเกียรติของเขา ดินแดนลื้อทุกจังหวัดมีเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานสำหรับช่วยเหลือผู้เดินทางชาวต่างประเทศนอกจากไทยด้วยกันด้วย ภาษาลื้อเรียกตำแหน่งนี้ว่าพ่อเมือง (Paw Mong) เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองนั้นแล้ว คนขับเกวียนซึ่งเป็นลูกจ้างของข้าพเจ้าได้นำให้หลงผิดโดยไปพักและแก้ลาออกพักที่ข้างตลาดแล้วไปเที่ยวซื้ออาหารรับประทาน แทนที่จะไปหาพ่อเมืองขอความช่วยเหลือก่อน เลยทำให้พวกเราไม่ได้รับความช่วยเหลืออันเป็นหน้าที่ของเขา ด้วยเหตุนี้จึงได้ออกเดินทางต่อไปโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือแนะนำตามสมควร จนกระทั่งมาถึงนครสิบสองพันนาอีกหลายวัน คราวนี้ข้าพเจ้าหาได้ลืมไม่ ได้ไปหาพ่อเมือง แล้วพ่อเมืองก็พาไปหาเจ้าพระยาซึ่งท่านต้องรับประทานอาหารเสียก่อนแล้วจึงออกมาต้อนรับข้าพเจ้า เจ้าพระยาผู้เป็นเจ้าเมืองนี้มีอัธยาศัยดี รับจะช่วยเหลือพวกเราตามปรารถนา

ข้าพเจ้าได้ออกเดินทางมาพักที่ตำบลบ้านขังสูง (Koa Sung) ในคืนวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2452 บ้านขัวสูง หมายความว่า บ้านสะพานสูง ได้พบปะสนทนากับพวกลื้อในหมู่บ้านนั้น พอตกกลางวันก็พ้นเขตของแคว้นหลวง เข้าไปในเขตเมืองหลวงของสิบสองพันนาชื่อว่าเชียงรุ้ง แต่ตามแผ่นที่อังกฤษว่า Kenghung พวกเราต้องขอเข้าพักในวัดอีก คนชาติลื้อในตำบลขัวสูงเกือบทั้งหมดไม่ว่าชายหญิงหรือเด็กผู้ใหญ่ ได้พากันมาฟังหีบเสียงซึ่งเขาไม่เคยได้ยิน จนกระทั่งข้าพเจ้าต้องหนี ชาวบ้านแถบนี้หลายคนยังจำได้ถึงครั้งหมอมัคกิลวารีกับเรเวอเรนด์เตอเออร์วิน ได้มาที่นี่เมื่อ 7 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยนึกว่าพวกนี้จะมีความตื่นเต้นที่มีชาวต่างประเทศมาที่นี่ ข้าพเจ้าได้แจกหนังสือตามสมควร ต่อรุ่งขึ้น วันที่ 29 มีนาคม ข้าพเจ้าจึงได้ออกเดินทางมาถึงจังหวัดเชียงรุ้งเวลาก่อนเที่ยง คราวนี้คนขับเกวียนของข้าพเจ้าได้รู้สึกผิดมาแล้ว จึงต้องเข้าไปยังบ้านพ่อเมืองทีเดียว แต่เผอิญพ่อเมืองไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยา ในขณะนั้นภรรยาของพ่อเมืองได้แสดงตัวว่า เขาจะจัดการให้ข้าพเจ้าได้รับความสะดวกตามที่ข้าพเจ้าต้องการ
พ่อเมืองมีตำแหน่งพระยา ส่วนผู้เป็นใหญ่ในสิบสองพันนานั้นมีตำแหน่งเป็นเจ้าฟ้าคือ เจ้าแห่งฟ้า ซึ่งเทียบกับตำแหน่งของผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ ตำแหน่งเจ้าฟ้านี้นอกจากใช้ในสิบสองพันนา ยังมีในที่อื่นอีกคือสอบวางของเชียงตุง สอบวาของจังหวัดเงี้ยวเล็กๆ ทั้งหมด และในแคว้นเงี้ยวฝ่ายตะวันตกของพม่าทางแม่น้ำสาลวีนก็เรียก เจ้าฟ้า ทั้งนั้น
เจ้าพระยาพ่อเมือง ได้เรียกล่ามมาให้อ่านหนังสือเดินทางเป็นภาษาจีนให้เขาฟัง ดูเขากระตือรืนร้นรีบพาไปหาเจ้าพนักวานให้เตรียมการรับรองพวกเรา และพาข้าพเจ้าไปหาเจ้าฟ้า
เจ้าพนักงานได้ออกหนังสือเป็นภาษาไทยให้ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกับภาษาจีน ตามหนังสือนั้นบอกให้ทางราชการช่วยเหลือ และให้คนใช้ตามส่งด้วย 4 คน จนกระทั่งถึงจังหวัดสูเม้า(Szumao) และให้พักอาศัยได้โดยไม่ต้องเสียเงินค่าอะไร นอกจากนี้เจ้าพนักงานยังอนุญาติให้ข้าพเจ้าลอกชื่อจังหวัดต่างๆ ที่จะผ่านไป 28 จังหวัด ซึ่งมีจังหวัดเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวง จังหวัดที่อยู่ในสิบสองพันนาเดี๋ยวนี้ อยู่ทางดินแดนฟากตะวันตกของแม่น้ำโขง 15 จังหวัด อยู่ทางฟากตะวันออก 13 จังหวัด แต่เดิมฟากตะวันออกนี้มี 15 จังหวัด ภายหลังฝรั่งเศสได้ตัดเอาไปเป็นของตนเสีย 2 จังหวัด แต่ชนชาติลื้อหาได้อยู่ในเฉพาะ 30 จังหวัดนี้ไม่ ในแคว้นเชียงตุงก็มีลื้ออยู่หลายจังหวัดเหมือนกัน เช่น ยอง (Yawng) ลูเอีย (Luie) ยู (Yu) เลน(Len) และอื่นๆ และในเวลานี้ฝรั่งเศสยังได้กันเอาไปเป็นอาณาเขตของตนเสียอีกหลายจังหวัดรวมทั้งจังหวัดทั้งสองของสิบสองพันนาดังกล่าวแล้วนั้นด้วย
ในวันนั้นเจ้าฟ้าเชียงรุ้งได้มาหาข้าพเจ้าเป็นครั้งแรก และร้องขอให้เปิดหีบเสียงให้ฟัง ข้าพเจ้าก็กระทำตาม ข้าพเจ้าไม่ได้เที่ยวดูบ้านเมืองเท่าไรนักจนเวลาเย็น จังหวัดเชียงรุ้งนี้จะว่าเป็นจังหวัดที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ เพราะอยู่กลางป่าและมีภูเขาล้อมเกือบรอบ ข้าพเจ้าได้เห็นบ้านใหญ่แห่งหนึ่งเป็นหลังคามุงกระเบื้อง คือเป็นวังของเจ้าฟ้า แต่ในเวลานั้นมุงด้วยจาก รั้วใช้ไม้ไผ่ล้อม วังนี้เป็นวังร้าง ซึ่งแต่เดิมก่อด้วยอิฐ และได้ถูกพวกลื้อเมืองพง (Hpong) และเมืองลา (La) เอาไฟเผาเสียโดยเกิดการต่อสู้กันขึ้น ซึ่งฝ่ายสิบสองพันนาเป็นฝ่ายมีชัย ซากสถานที่ที่เหลืออยู่จึงได้เป็นเมืองที่ต้องใช้มุงด้วยจาก จังหวัดนี้อยู่บนคุ้งใหญ่ของแม่น้ำโขง และมีลำธารไหลมาบรรจบที่ตรงนี้จากทิศเหนือและทิศตะวันออก เพราะฉะนั้นภาพธรรมชาติของสถานที่นั้นจึงงดงามยิ่งนัก และเป็นแห่งหนึ่งซึ่งจะชวนให้ให้ติดใจคนที่อยู่นั้นมาก ถึงแม้นจะติดใจมากปานใดก็คงไม่ติดใจได้ยืดยาวเท่ากับฝิ่นที่ติดใจชาวเชียงรุ้งอย่างแน่นหนา มีผู้บอกข้าพเจ้าว่า ชาวเชียงรุ้งประมาณสามในสี่ตกเป็นเหยื่อของฝิ่น คนติดฝิ่นในจังหวัดนี้เมื่อเทียบตามส่วนแล้วมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ในจำพวกชนชาติลื้อด้วยกัน ถึงกระนั้นชาวเมืองนี้ยังสำแดงความเป็นมิตรแก่พวกเรา และอยากฟังเรื่องราว แปลกๆ ยิ่งกว่าชนชาติลื้อแห่งอื่นๆ จังหวัดเชียงรุ้งซึ่งเป็นเมืองหลวงของชนชาติลื้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งหนึ่ง เพราะเป็นทำเลที่มีภูเขาล้อมเกือบรอบ แต่ข้าพเจ้ามีเวลาเพียงคืนเดียวที่จะพักอยู่ที่นี่ และข้าพเจ้าตั้งใจว่าเมื่อออกจากที่นี่แล้วจะไปยังตำบลที่พวกมิสชันรี่แต่ก่อนไม่เคยไป จึงได้ยกกองเดินทางต่อไปถึงจังหวัดเมิงยาง (Mong Yang) ซึ่งจะถือเอาเป็นที่หยุดพักครั้งแรก และเป็นสถานที่อีกแห่งเดียวที่มีวัดไทยและพระสงฆ์ไทยอยู่ พวกเราได้ไปขออาศัยนอนในวัด พ่อเมืองของจังหวัดนี้ได้เอาใจดูแลข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่มีเวลาไปทำความคุ้นเคยได้เท่าไร พ่อเมืองนั้นบอกข้าพเจ้าว่า ในแถบนี้เป็นหมู่บ้านชนชาติไทยเกือบทั้งหมด คือมีมากกว่าสามสิบหมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่เป็นชาวเขาเพียงแปดหมู่บ้านเท่านั้น เป็นจังหวัดที่อยู่ข้างจะสนุกและสะอาดด้วย
ในวันรุ่งขึ้นได้ออกเดินทางต่อไปจนตลอดทั้งวัน พื้นที่ในแถบนี้โดยมากไม่ใคร่มีภูเขาจึงรู้สึกว่าไปได้สบาย เพื่อประสงค์จะหลีกเลี่ยงเสียจากการเสียเวลาและความลำบากเมื่อถึงที่พัก ในเรื่องอาหารและหญ้าม้านั้น ข้าพเจ้าได้ส่งคนใช้สองคนไปกับหนังสือที่เป็นภาษาลื้อ ล่วงหน้าไปหาที่และเตรียมการที่จำเป็นไว้ก่อนที่จะไปถึง จึงได้ปลดเปลื้องการขลุกขลักต่างๆ ได้มาก ตำบลที่เราไปถึงนี้เป็นตำบลเล็กๆ ของเมืองลาขึ้นแก่จังหวัดเชียงรุ้ง คนในตำบลนี้เป็นชนชาติลื้อใจร้อน ตรงไปตรงมา และรับแขกดี แต่บางโอกาสดูไม่เอาใจใส่ต่อคนแปลกหน้าและไม่ใคร่จะอยากรู้สิ่งแปลกประหลาดต่างๆ เมื่อเราเข้าไปในวัดและได้เอารูปภาพต่างๆ มาแขวนไว้ในศาลา พวกลื้อชาวบ้านแถบนั้นพากันแตกตื่นมาดูกันเป็นอันมาก
ตำบลที่ชื่อว่าเมืองลานี้ อยู่ทางทิศเหนือของเชียงรุ้ง ระยะทางสองวัน ตำบลนี้จะไม่เคยมีหมอสอนศาสนาไปถึงก็ดี แต่การสอนศาสนาก็สำเร็จได้บ้าง โดยมีคนกลับใจมาถือศาสนาคริสต์

วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2453 พวกเรามาถึงจังหวัดที่สุดของชนชาติลื้อซึ่งเป็นจังหวัดที่ 28 ในสิบสองพันนา เรียกชื่อว่าเมืองหริ่ง (Mong Ring) หนทางที่มานั้นมีภูมิประเทศเป็นที่สูงและระยะไกลมากกว่าที่ข้าพเจ้าได้เคยเดินมาแล้วในประเทศจีน ตั้งแต่ออกจากที่พักในเมืองนั้นแล้ว ต้องปีนขึ้นเขาชันเป็นครั้งแรก แล้วจึงถึงถนนที่อยู่บนเทือกเขายืดไป และทางก็สูงๆ ต่ำๆ จนกระทั่งเย็นวันที่สองของการเดินทางจึงได้มาถึงทุ่งราบในจังหวัดเมืองหริ่ง ทุ่งราบของเมืองหริ่งนี้เป็นทุ่งราบที่อยู่บนภูเขาคล้ายป่าหญ้าอันกว้างใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่บ้าง แต่สูงโดดเดี่ยวต่างกันกับต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ราบต่ำ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่นี้ได้เคยถูกหักร้างถางพงสำหรับทำการเพาะปลูกมาแล้วทิ้งร้างไว้ จึงเกิดเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ มีแต่พงหญ้าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ข้าพเจ้าได้เห็นหญิงจีนที่เป็นชาวเขาในที่ราบสูงนี้ใช้รัดเท้าให้เล็กอย่างหญิงจีนในเมืองใหญ่ๆ ของจีน และเห็นเขาออกไปทำงานหนักอยู่กลางแจ้งอย่างกุลี ในตำบลบ้านพวกจีนที่ข้าพเจ้าได้ผ่านไปนั้น ที่อยู่ของเขาปลูกเป็นโรงอยู่กับพื้นดิน แยกกันอยู่ห่างๆ ไม่ได้รวมหมู่ใกล้ๆ กันเหมือนพวกที่อยู่ข้างใต้ลงไป