Author Archive: admin

ที่มาของอินเทอร์เน็ต

การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย

จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2534 (30คน) ปี 2535 (200 คน) ปี 2536 (8,000 คน) ปี 2537 (23,000 คน)

ใน ปี 2550 จากจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 59.97 ล้านคน พบว่า มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 16.04 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 26.8 และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 9.32 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 15.5 เมื่อพิจารณาตามภาคพบว่า กรุงเทพฯ มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 40.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 29.9 รองลงมาคือ ภาคกลางมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 27.5 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.7 ภาคเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 26.0 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 15.6 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.9 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 11.9 ภาคใต้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 25.2 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 12.7

อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต

1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (e-Mail)
2. สนทนา (Chat)
3. อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด
4. การติดตามข่าวสาร
5. การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล
6. การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์
7. การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ
8. การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์
9. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ออนไลน์
10. การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning)
11. การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference)
12. โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)
13. การอับโหลดข้อมูล
14. อื่นๆ

ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกโดยประมาณ 1.463 พันล้านคน (ข้อมูล ณ เดือน มิถุนายน 2551) โดยเมื่อเปรียบเทียบในทวีปต่างๆ พบว่าทวีปที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ทวีปเอเชีย คิดเป็นร้อยละ 39.5 รองลงมาได้แก่ ทวีปยุโรป ร้อยละ 26.3 และอเมริกาเหนือ ร้อยละ 17.0 แต่หากจัดลำดับจำนวนผู้ใช้ตามประเทศ ประเทศที่มีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือประเทศจีน คิดเป็นจำนวน 253 ล้านคน

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า “เครือข่ายไทยสาร”

 

สื่อการสอนคือ

 

สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง สื่อชนิดใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ แผนภูมิ ภาพนิ่ง ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางสำหรับผู้สอนส่งไปถึงผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่ผู้สอนวาง ไว้ได้เป็นอย่างดี

เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ โสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงขั้นตอนของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของ Bruner ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา นำมาสร้างเป็น “กรวยประสบการณ์” (Cone of Experiencess) โดยแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. ประสบการณ์ตรง โดยการให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากของจริง เช่น การจับต้อง และการเห็น เป็นต้น
  2. ประสบการณ์รอง เป็นการเรียนโดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ซึ่งอาจเป็นการจำลองก็ได้
  3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง เป็นการแสดงบทบาทสมมติหรือการแสดงละคร เนื่องจากข้อจำกัดด้วยยุคสมัยเวลา และสถานที่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
  4. การสาธิต เป็นการแสดงหรือการทำเพื่อประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น
  5. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ภายนอกสถานที่เรียน อาจเป็นการเยี่ยมชมสถานที่ การสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ เป็นต้น
  6. นิทรรศการ เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้สาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างผสมผสานกันมากที่สุด
  7. โทรทัศน์ โดยใช้ทั้งโทรทัศน์การศึกษาและโทรทัศน์การสอนเพื่อให้ข้อมูลความรู้แก่ผู้เรียนหรือผู้ชมที่อยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ทางบ้าน
  8. ภาพยนตร์ เป็นภาพที่บันทึกเรื่องราวลงบนฟิล์มเพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ทั้งภาพและเสียงโดยใช้ประสาทตาและหู
  9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง อาจเป็นทั้งในรูปของแผ่นเสียง เทปบันทึกเสียง วิทยุ รูปภาพ สไลด์ ข้อมูลที่อยู่ในขั้นนี้จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เรียนที่ถึงแม้จะอ่านหนังสือ ไม่ออกแต่ก็จะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้
  10. ทัศนสัญลักษณ์ เช่น แผนที่ แผนภูมิ หรือเครื่องหมายต่าง ๆ ที่เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งของต่าง ๆ
  11. วจนสัญลักษณ์ ได้แก่ตัวหนังสือในภาษาเขียน และเสียงพูดของคนในภาษาพูด

Google เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

เดือนมกราคมปี 1996 Larry Page และ Sergey Brin ได้เริ่มค้นคว้าเทคโนโลยีจักรกลค้นหาหรือว่า search engines ที่สมัยนั้น ถูกเรียกว่า BackRub ซึ่งหมายถึงความสามารถอันพิเศษที่สามารถสามารถจะเข้าไปวิเคราะห์ “back links” ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ โดยในช่วงแรก ๆ นั้น การทำงานของทั้งคู่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะยังขาดปัจจัยด้านทุนทรัพย์ เหมือนกับเด็กนักศึกษาทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฎว่าเทคโนโลยี BackRub กลับเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่กล่าวขวัญตื่นตาตื่นใจไปทั่วมหาวิทยาลัยกับ ระบบจักรกลค้นหาที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น

 

ทั้ง 2 หนุ่มได้พยายามสานต่อรากเหง้าของเทคโนโลยีที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาให้เริ่มเป็น รูปเป็นร่าง โดยใช้หกพักของ Larry มาเป็นห้อง Data center ห้องแล็บแรกของ Google ซึ่งในช่วงแรกทั้งคู่ก็ไม่ได้สนใจที่จะจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อรองรับ เทคโนโลยีนี้ออกไปสู่ท้องตลาด ขณะนั้นเว็บไซต์ของ Yahoo! เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ของพวกเขา แต่เหมือนฟ้าดลใจ เพราะตอนนั้น Yahoo! ไม่สนใจระบบ Search engine และมองว่ากลุ่มลูกค้าของยาฮูไม่จำเป็นต้องใช้จักรกลค้นหาแบบนี้ และแนะนำให้ Larry และ Sergey ตั้งบริษัทขึ้นมารองรับเองจะดีกว่า

เมื่อได้รับคำตอบแบบนี้ ก็เลยทำให้ทั้ง 2 คนตัดสินใจที่จะเริ่มต้นสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมา สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือ หาเงินทุนสำหรับใช้เป็นงบประมาณใจการย้ายออฟฟิศออกไปจากหอพักนักศึกษาแห่ง นี้ และหาทางจ่ายเงินค่าฮาร์ดดิสก์ที่พวกเขาลงทุนที่จะมาช่วยโครงการนี้ให้ สำเร็จ

คนแรกที่มองเห็นศักยภาพของ Search engine ก็คือ Andy Bechtolsheim ผู้ร่วมก่อตั้ง Sun Microsystems เมื่อ 2 หนุ่มได้นำโปรแกรมตัวอย่างเข้าไปนำเสนอ และได้มีการพูดคุยกันทุกเช้า

โครงการด้านสิ่งแวลล้อม

ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน
ในช่วงระยะ เวลา 20 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มผลผลิต และรายได้ของประเทศมาจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่า การเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ จนถึงขณะนี้ประมาณได้ว่าพื้นที่ที่เหมาะสมต่อ การเกษตรกรรมได้ใช้ไปจนเกือบหมด และเกษตรกรพยายามหาพื้นที่ชดเชยด้วย การอพยพโยกย้ายเข้าไปอยู่กระจัดกระจายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าไม้ ถูกทำลายเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะการใช้ที่ดินกันอย่างขาดความระมัดระวัง และไม่มีการบำรุงรักษาซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทั้งด้านเคมี และกายภาพ ปัญหาเหล่านี้ หากไมได้รับการแก้ไขย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ เป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหา ในเรื่องของดิน ทั้งในแง่ของการปัญหาดินที่เสื่อมโทรม ขาดคุณภาพ และการขาดแคลน ที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกร ดังนี้

  • สนับสนุนให้ เกษตรกรเรียนรู้เข้าใจวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน และสามารถนำไปปฏิบัติ ได้เอง มีพระราช ดำริว่า “..การปรับปรุงที่ดินนั้นต้อง อนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ ไว้ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื่นของผืนดิน…” ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงพระราชทานพระ ราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษา การพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่อง มาจาก พระราชดำริ เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างระบบอนุรักษ์ดิน และน้ำ เป็นตัวอย่างในการป้องกัน การชะล้างพังทลายของดิน การขยายพันธุ์พืช เพื่ออนุรักษ์ดินและบำรุงดิน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ก็มีวัตถุประสงค์หลัก ในการศึกษา และพัฒนาพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวให้เป็นดินที่มีคุณภาพ สามารถทำการเพาะปลูกได้ ตลอดจนการทำแปลงสาธิตการพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรรม ในบางพื้นที่มีปัญหาในการพัฒนาปรับปรุง ดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินทราย ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องดินทั้งหลาย สามารถใช้ประโยชน์ทางการ เกษตรได้อีก นอกจากนั้นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่ง แวดล้อม
  • การ จัดสรรและปฏิรูปที่ดิน พัฒนาที่ดินว่างเปล่าแล้วจัดสรร ให้เกษตรกร ที่ไร้ที่ทำกิน ได้ประกอบอาชีพ ในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์ ทั้งนี้โดยให้สิทธิทำกิน แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ใน การถือครอง พร้อมกับจัดบริการพื้นฐาน ให้ความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีการ จัดพื้นที่ทำกิน ให้ราษฎรชาวไทยภูเขา สามารถดำรงชีพอยู่ได้ เป็นหลักแหล่ง โดยไม่ต้องทำลายป่าอีกต่อ ไป ในการจัดพื้นที่ต่าง ๆ ดัง กล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหลักการว่าต้องการ วางแผนการจัดให้ดีเสียตั้งแต่ต้น โดยใช้แผนที่ และภาพถ่าย ทางอากาศช่วย การจัดสรรพื้นที่ทำกิน ควรจัดสรรตามแนวพื้นที่รับ น้ำ จากโครงการชลประทาน เป็นหลัก ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของ เกษตรกร เป็นปัญหาสำคัญยิ่งในปัจจุบัน ด้วยพระอัจฉริยะในการแก้ ปัญหา จึงได้ พระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” ให้ดำเนินการในพื้นที่ทำกินที่ มีขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยวิธีการจัดสรร ที่ดินให้เหมาะสม มีแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับการทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ใช้จ่ายตลอดปี ซึ่งได้ดำเนินการอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2534 ได้พระราชทานพระราชดำริ เกี่ยวกับหญ้าแฝก เป็นครั้งแรกกับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. ในขณะนั้นว่าให้ทำการศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝก เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และอนุรักษ์ ความชุ่มชื้นไว้ในดิน เพราะขั้นตอนการดำเนินงานเป็นวิธีการแบบง่ายๆ ประหยัด และที่สำคัญ คือ เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ โดยไม่ต้องให้การดูแล ภายหลังการ ปลูกมากนัก และได้ พระราชทานพระราชดำร ิอีกหลายครั้ง เกี่ยวกับการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ

การดำเนิน โครงการต่างๆ ดังกล่าวนี้ ทรงเน้นอยู่เสมอว่า กระบวนการพัฒนาที่ดิน ทั้งหมดนี้จะต้อง ชี้แจงให้ราษฎร ซึ่งเป็นผู้ได้รับประโยชน์ มีส่วน ร่วมและลงมือลงแรงด้วย

 

ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของพระองค์ท่านมีอาชีพทางการเกษตร และอาศัยน้ำฝน จึงทรงเน้นการอนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งน้ำเป็น พิเศษ และทรงโปรดให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราช ดำริ ตั้งอยู่ที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียง ใหม่ เพื่อศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับรูปแบบที่เหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมทั้งรูปแบบการพัฒนาต่าง ๆ ที่ทำให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องทำลายสภาพแวด ล้อมทางธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน ที่สนใจเข้าไปศึกษา และนำ ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ โดยที่มีการอนุรักษ์ต้นน้ำ และพัฒนาป่าไป พร้อม ๆ กัน สุดท้ายความชุ่มชื้นก็จะเกิดขึ้น และจะบรรเทาปัญหา การขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภคในที่สุด นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนัก และห่วงใยในปัญหามลพิษจากน้ำเน่าเสียของประเทศที่มีปริมาณสูงขึ้น จนยากแก่การแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงได้ จากการที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำ เน่าเสียในพื้นที่หลาย ๆ แห่ง ทั้งใน กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ ต่างจังหวัด จึงได้พระราชทานพระราชดำริ ในการแก้ไขน้ำเสียด้วยการประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ ที่เรียกกันว่า “กังหันน้ำชัยพัฒนา” เพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากแหล่งชุมชนและแหล่ง อุตสาหกรรม

ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่อำนวยประโยชน์ ทั้งทางตรง และทางอ้อมให้แก่มนุษยชาติ ควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศให้อยู่ในสภาพปกติ รักษาต้นน้ำลำธาร พันธุ์พฤกษชาติ และสัตว์ป่า อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ได้บริโภคใช้สอย ประกอบอาชีพด้านการทำป่าไม้ เก็บของป่า การขนส่ง การอุตสาหกรรม การผลิตไม้ แปรรูป และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบจากไม้ และของป่า แต่สภาพปัจจุบัน ประชากรไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าไม้ เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำกิน ลักลอบ ตัดไม้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และเผ่าถ่าน นอกจากนี้ การเร่งการดำเนินงาน บางโครงการ เช่น การก่อสร้างถนน สร้างเขื่อน ฯลฯ ทำ ให้มีการตัดไม้ โดยไม่คำนึงถึง การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้จึงมีเนื้อที่ลดลงตามลำดับ และบางแห่งอยู่ในสภาพ เสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม ดังที่ประเทศไทย ประสบอยู่ในขณะนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากการทำลายป่า พระองค์จึงทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่น ที่จะแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาป่าให้ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม จากแนวพระราชดำริของพระองค์ ก่อให้เกิด โครงการพัฒนาและบำรุงป่าไม้จำนวนมากมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธารให้คงสภาพอยู่เดิม เพื่อป้องกันอุทกภัย ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ถนอมน้ำไว้ใช้สำหรับหล่อเลี้ยงแม่น้ำลำธารด้วย เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

Story of Hanuman

TOT Krrฐs know how to kill Hanuman. Said the fire killed him. TOT Krrฐs therefore took fuel is wrapped around the body of Hanuman. Mr. Kan glass, lit by Lance sandstones are plunged into the castle. The fire burning in the body. On fire throughout. TOT Krrฐs knew that he knew that Hanuman. The fire was caused by a javelin may be extinguished. Troops must take to the mountain farm animals. Hanuman the unable to extinguish their tail. Went to find hermit in order to help the Great Fire. Hermit gives out ponytail with a spit fire. The fire is out.

The TOT Krrฐs Sena has to summon giant Indra. And angels. Down to create a new identity. Three sides to succession story of Rama Sita. The troops returned to the mountain Cantmatns. Rama and Hanuman were told to listen. Rama made Hanuman angry beyond reason. Burnt down by the Ravens. To the death penalty. Forces for primatology have that Should be impunity for once. Rama to forgive. Phan said to Rama’s pink. Should move troops to the foot of the flag pole Scala. Shore ocean. Opposite the island of Antigua. Rama with the TOT Krrฐs after rebuilding it. Thought, but Sita. One day, a dream that Vulture has white prince flew from east to Na Phra Lan. Four black vultures flying west from the Black Death hit into a giant.

Sita and Hanuman on Tullahoma. Think that when they stepped into the box and then. I should be able to try to see these giants are so rampant broken tree in the garden. Sahas him into battle. Hanuman was killed. TOT Krrฐs news. So in Chit Chat kill Hanuman. Intra Chit Hanuman fought encounter. Hanuman pretended to lose.

Intra Chit gave the hosts took a giant iron chain tied Hanuman. Then leads to decades Krrฐs. Hanuman is a lack of treatment chain. Troops into battle with the giant. I pretended to be weak. TOT Krrฐs said that the killing would not suffer their dead.

The woman ran to the fire. Dried until the oil filling moth But shell return fire flames spread to the hands. Noxious heat throughout the body. Asked Pipek interpretation. Pipek predicted. Including the shell to check. Gut infection include Krrฐs decades. Oil is the royal family. Fire and Sita. Woman fires Mrs. Sam Baum legs. Griffon White is Rama. Black Condor is Krrฐs decades. And TOT Krrฐs to battle with Rama. Lanka over the Ravens will suffer. TOT Krrฐs hearing was afraid to die before I have a wife, Sita. So Pipek help exorcise them. TOT Krrฐs Pipek so entrenched in the canon of the faithful. And should be sent back Sita Rama TOT Krrฐs furious. The expulsion from the Garden Pipek.

Pipek present.

Pipek know what their fate will be out of town. And Vishnu is the protector. So flying to Rama. The creeps and I went to find Rama. Rama took Pipek them. Then hold water Satya prosperity. By Arrow Prhmastrs pour water Chairman. Later Sukreep with Pipek thus sworn to be friends.

Rama on the idea that it will do battle with the giant. So I take these creeps ape to compete at the ocean shore. Blast noise. TOT Krrฐs gave substance to investigate the pigs were flying monkeys throw stones at each other to fall. Thus transformed into monkeys run campsites. Pipek know there are giant fake monkey, Rama said. Rama gave Hanuman a giant fake. Hanuman then transform them as large as the universe. Troops took cover as monkey. Sort out and take a walk. Hanuman took swine substance. A frontal released back into check.

TOT Krrฐs think it is because people tell Pipek confidential. Should be put to death. Not to be a spy in the days ahead. The conversion is the Hermits to the tabernacle of Rama. Then enchant feuds Pipek not to speak the truth.

Hermits have blessings to Rama. Rama and the sedition that Sita is defeated, then the TOT Krrฐs. Including why the Giants and the monkey army is mixed. And a brother Pipek Krrฐs TOT. Defection may have. The power of the spell and Pipek TOT TOT Krrฐs Krrฐs not say that if Ram comes to know that the body converts it to die back down box.

Emporium body conversion.

Back to TOT on Krrฐs to check it. Think how the war not to spread further. He called to her, a child of five Pipek audience. Sita was then ordered to convert to floating in the water. To deceive Rama Rama’s appearance on the water to bathe. Saw her five physical conversion. Dead river was gutted. But Hanuman said. She would not Sita. Because the body still does not smell fresh. And a floating upstream. Deserves to put her body on fire. Rama agreed. Mrs. Benja body conversion. Could not stand the heat so as to catch Hanuman flying away. To give me creeps questioning.

Mrs. Benja facility that converted this because I want to see if the father is dead or still Pipek. Sukreep not ordered beatings. She endured physical pain, not five. Tell the truth. TOT Krrฐs be converted to deceive Mrs. Rama Pipek Rama said that she executed it. To maintain the honor of their own. But Rama Pipek sake. Who is faithful. Therefore the body sent to her five crows. Hanuman had brought her body to a five. During her five had a wife.

ระบบจักวาล

“ดาว 12 นักษัตร” เป็นกลุ่มดาวฤกษ์จำนวน 12 กลุ่ม แต่ละกลุ่มตั้งอยู่ในระยะทางห่างกันประมาณ 1 ปีนักษัตร หรือ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที ด้วยความเร็วของดวงอาทิตย์ที่โคจรไปรอบศูนย์กลางของ ดาราจักรทางช้างเผือก ในอัตราเฉลี่ย ประมาณ 220 กิโลเมตร ต่อ 1 วินาที หรือในราว 13,200 กิโลเมตร ต่อ 1 ชั่วโมง เท่ากับความเร็วของโลกโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ กลุ่มดาว 12 นักษัตรแต่ละกลุ่มโหราจารย์ในอดีตจินตนาการมองเห็นเป็นรูปสัตว์ 12 ชนิด คล้ายกับสัตว์ที่มีอยู่ในโลก ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนกับกลุ่มดาวฤกษ์จำนวน 27 กลุ่ม ที่เรียงรายติดต่อกันไปในจักรราศี ซึ่งนักโหราศาสตร์ เรียกว่า “ฤกษ์บน” หรือ “นภดลฤกษ์” จินตนาการมองเห็นเป็น คน รูปสัตว์ รูปเครื่องมือ เครื่องใช้ของมนุษย์ ถือว่าเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ประจำอยู่ในราศีต่างๆ 12 ราศี มองเห็นเหมือนดังว่าไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย นักดาราศาสตร์เรียกว่า “ดาวฤกษ์ประจำที่” (Fix Star) แต่ตามความเป็นจริงกลุ่มดาวฤกษ์ดังกล่าวนี้ เคลื่อนที่ไปตลอดเวลาอย่างเชื่องช้ามาก เพราะอยู่ห่างไกลจากโลกของเราเหลือเกิน จึงกำหนดให้เป็น “ดาวประจำเดือน” โดยขนานนามไปตามรูปสัญลักษณ์ของดาวฤกษ์นั้น เช่น กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์เหมือนปู เรียกว่า เดือนกรกฏาคม กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายแมงป่อง เรียกว่า เดือนพฤศจิกายน กลุ่มดาวฤกษ์ที่มีรูปลักษณ์คล้ายมังกร เรียกว่า เดือนมกราคม ดังนี้เป็นต้น

การโคจรของ “ดาว 12 นักษัตร” และ “ดาวพระเคราะห์” เคลื่อนที่ไปในจักรราศีผ่านกลุ่ม “ดาวฤกษ์ประจำที่” ในราศีต่างๆ 12 ราศี แตกต่างกัน คือ “ดาว 12 นักษัตร” โคจรไปแบบตามเข็มนาฬิกา หรือโคจรเวียนจากทางขวามือไปทางซ้ายมือ แต่ดาวพระเคราะห์โคจรไปในแบบทวนเข็มนาฬิกา คือโคจรจากทางซ้ายมือไปทางขวามือในแบบสวนทางกัน โหราจารย์จึงกำหนดให้ “ดาว 12 นักษัตร” สถิตในรูปวงกลมของจักรราศีซ้อนทับกัน “กลุ่มดาวฤกษ์ประจำเดือน” และ “ดาวพระเคราะห์ ดังนี้

1.      “นักษัตรชวด” เป็นรูปหนู สถิตใน “ราศีกรกฏ” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวจันทร์ เป็นรูปปู

2.    “นักษัตรฉลู” เป็นรูปวัว สถิตใน “ราศีมิถุนา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวพุธ เป็นรูปคนคู่ชายหญิง

3.     “นักษัตรขาล” เป็นรูปเสือ สถิตใน “ราศีพฤษภา” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวศุกร์ เป็นรูปวัว

4.     “นักษัตรเถาะ” เป็นรูปกระต่าย สถิตใน “ราศีเมษา” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวอังคาร เป็นรูปแพะแกะ

5.     “นักษัตรมะโรง” เป็นรูปพระยานาค สถิตใน “ราศีมีนา” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวพฤหัสบดี เป็นรูปปลา

6.      “นักษัตรมะเส็ง” เป็นรูปงูเล็ก สถิตใน “ราศีกุมภา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวราหู เป็นรูปคนโทน้ำทิพย์

7.     “นักษัตรมะเมีย” เป็นรูปม้า สถิตใน “ราศีมังกร” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวเสาร์ เป็นรูปมังกร

8.     “นักษัตรมะแม” เป็นรูปแพะ สถิตใน “ราศีธนู” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวพฤหัสบดี เป็นรูปคนยิงธนู

9.      “นักษัตรวอก” เป็นรูปลิง สถิตใน “ราศีพิจิก” ธาตุน้ำ เรือนเกษตรดาวอังคาร เป็นรูปลิง

10.  “นักษัตรระกา” เป็นรูปไก่ สถิตใน “ราศีตุลา” ธาตุลม เรือนเกษตรดาวศุกร์ เป็นรูปคันชั่ง

11.  “นักษัตรจอ” เป็นรูปสุนัข สถิตใน “ราศีกันยา” ธาตุดิน เรือนเกษตรดาวพุธ เป็นรูปหญิงงาม

12.“นักษัตรกุน” เป็นรูปสุกร สถิตใน “ราศีสิงหา” ธาตุไฟ เรือนเกษตรดาวอาทิตย์ เป็นรูปสิงโต

สาเหตุที่โหราจารย์ชาวอารยันค้นพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มดาวฤกษ์ “ดาว 12 นักษัตร” ซึ่งเป็น “ดาวประจำปี” และ “ดาวฤกษ์ประจำราศี” ซึ่งเป็น “ดาวประจำเดือน” สันนิษฐานว่ามาจาก ความพยายามเฝ้าติดตามศึกษาความเคลื่อนไหวของดวงดาวที่โคจรไปในท้องฟ้า ซึ่งเป็นรูปทรงกลม เรียกว่า “รูปทรงกลมฟ้า” หรือ “จักรราศี” โดยสังเกตจากการโคจรของ ดวงอาทิตย์ เคลื่อนที่ไปประมาณวันละ 1 องศา คิดคำนวณเวลากลางวันได้ในราว 12 ชั่วโมง เวลากลางคืน 12 ชั่วโมง รวมเวลา 1 วันเป็น 24 ชั่วโมง จึงแบ่งวงกลมแห่งจักรราศีออกเป็น 12 ส่วน แต่ละส่วนเรียกว่า “ราศี” โดยตั้งชื่อราศีไปตามลักษณะของรูปกลุ่มดาวฤกษ์ที่ปรากฏให้เห็นตามจินตนาการเป็น “กลุ่มดาวฤกษ์ประจำราศี” หรือ “ดาวฤกษ์ประจำเดือน” จำนวน 12 เดือน แต่เมื่อ ดวงอาทิตย์ โคจรไปได้ 360 องศา หรือ 1 รอบวงกลมแห่งจักรราศีแล้ว ปรากฏว่าเวลากลางวันและเวลากลางคืนยังไม่เท่ากัน คือเวลากลางวันอาจยาวเกินไป หรือเวลากลางคืนยังยาวเกินไป ต้องรอคอยให้วันเวลาล่วงไปกว่า 365 วันคือ ดวงอาทิตย์โคจรไปใน ราศีเมษายน ได้ประมาณ 13 องศา เวลากลางวันและเวลากลางคืนจะเท่ากันพอดี นับจากจุดที่วันเวลาในโลกเท่ากันพอดี “ฤดูกาล” ในโลกจะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง เช่น จากจุด 0 องศาในราศีเมษ เป็นช่วงเริ่มต้น “ฤดูฝน” เวลากลางวันจะเริ่มสั้นลงไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน เวลากลางคืนจะยาวมากขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 15 องศา ในราศีตุลาคม เวลากลางวันและเวลากลางคืนจะเท่ากันพอดีอีกครั้งหนึ่ง เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ “ฤดูหนาว” เมื่อลากเส้นจากกึ่งกลางราศีเมษายนตรงไปยังกึ่งกลางราศีตุลาคม เป็นเส้นแบ่งครึ่งวงกลมในรูปแนวตั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางนั้นจึงเป็นแกนกลางของวงกลมแห่งจักรราศี

 

นักดาราศาสตร์ในอดีตเกือบทุกชาติทุกภาษา แม้แต่นักปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกที่โลกยกย่อง มีชื่อเสียงอยู่ในพุทธกาล เช่น ไพธากอรัส, อริสตาคัสแห่งซามอส, เอราโทสธีนีส, ฮิบปาร์คัส, อริสโตเติล จนกระทั่งถึงนักดาราศาสตร์ยุคสุดท้ายของกรีกได้แก่ คลอดิอุส ปโตเลมี ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ใน พ.ศ.687 เป็นผู้เขียนแผนที่การเดินเรือระหว่าง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มายังเมืองท่าอเล็กซานเดรีย ทางตอนใต้ของประเทศอียิปต์ ข้ามทะเลทรายซีไนลงสู่ทะเลแดง ผ่านประเทศอาหรับ อินเดีย แหลมทอง ไปสิ้นสุดการเดินทางที่ประเทศจีน ที่เรียกกันว่า เส้นทางสายไหมทางทะเล หรือว่าเป็นแผนที่โลกฉบับเก่าแก่ที่สุด นักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกคนนี้ ได้รวบรวมวิชาความรู้ทางดาราศาสตร์ในอดีตไว้ ตำราดาราศาสตร์ชุดใหญ่มีจำนวน 13 เล่ม รวมเรียกชื่อว่าคัมภีร์ แอลมาเกสท์ (Almagest) รวมทั้งนักดาราศาสตร์ชาติอื่นอีกมากมาย ก็ไม่เคยมีใครมีความรู้ในเรื่อง ดาราจักรทางช้างเผือก และ ดาว 12 นักษัตร มาก่อนเลย คงมีแต่โหราจารย์ชาวอินเดียใน ยุคพระเวท เท่านั้นที่กล่าวถึง ระบบดาราจักรทางช้างเผือก ที่ทอแสงระยิบระยับวับวาวยาวเหยียดไปในท้องฟ้า จนนักกวีโบราณกล่าวเปรียบเปรยอุปมาว่าดุจดัง เชือกดาว ที่ขึงพาดผ่านท้องฟ้าในยามค่ำคืน เฝ้าศึกษาสังเกตติดตามเรียนรู้จนกระทั่งค้นพบความลับแห่งห้วงเวหาว่า ดาว 12 นักษัตร เป็นกลุ่มดาวฤกษ์ที่รวมตัวกันอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งนักดาราศาสตร์ยุคใหม่เรียกว่า กระจุกดาราจักร (Cluster) ตั้งอยู่ในห่างไกลกัน แต่อยู่รวมกันเป็น กระจุกดาราจักรยวดยิ่ง (Super Cluster) ซึ่งรวมอยู่ในโครงข่ายแห่งหนึ่งของ ดาราจักรทางช้างเผือก

ระบบสุริยจักรวาล อันประกอบด้วยโลกของเราและดาวพระเคราะห์ทั้งหลาย ต้องโคจรจากกลุ่มดาวนักษัตรหนึ่งไปยังอีกกลุ่มดาวนักษัตรหนึ่ง ใช้เวลาเท่ากับโลกของเราโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบพอดี เรียกว่า 1 ปีนักษัตร เท่ากับ 365.25636042 วัน หรือในราว 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที นักโหราศาสตร์เห็นว่า เวลาของปีนักษัตรจะค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตรา 0.01 วินาที และเชื่อว่า ดาว 12 นักษัตร มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อ โลก ธรรมชาติ และมวลชีวิตทั้งหลายในโลก จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ สำหรับใช้ในการคิดคำนวณไว้ใน คัมภีร์โชติยศาสตร์ และ คัมภีร์สุริยาตร ดังจะเห็นได้จากการกำหนดให้ ดาวนักษัตร เป็นดาวประจำปี ปีนักษัตร

            ประวัติพุทธศาสนาของจีนจดบันทึกว่า ภิกษุต่างชาติรูปหนึ่งมีชื่อว่า พระกุมารชีพ ได้นำพุทธศาสนาเข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 ชาวจีนส่วนใหญ่ได้หันไปนับถือพุทธศาสนามากขึ้น ภิกษุนักจาริกชาวจีนในยุคต่อมา เช่น หลวงจีนฟาเหียน, หลวงจีนถังซำจั๋ง, หลวงจีนอี้จิง ได้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่ มหาวิทยาลัยนาลันทา ในประเทศอินเดีย จากบันทึกของ หลวงจีนอี้จิง ทำให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยนาลันทามีการสั่งสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยสร้างท้องฟ้าจำลองเหมือนดังโครงการที่แท้จริงของจักรวาล เพื่อให้นักศึกษาค้นคว้าจนสามารถคิดคำนวณการโคจรของดวงดาวได้ถูกต้องแม่นยำ สามารถสร้างปฏิทินทั้งในทาง สุริยคติ และ จันทรคติ ได้อย่างสมบูรณ์ หลวงจีนอี้จิง ได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระจักรพรรดิถังไทจง พระองค์ทรงโปรดให้ยึดถือเป็นปฏิทินของทางราชสำนัก มีหลักฐานว่า หลวงจีนอี้จิง ได้นำความรู้วิชาดาราศาสตร์เกี่ยวกับ ดาว 12 นักษัตร จากมหาวิทยาลัยนานลันทาไปเผยแพร่ในประเทศจีนมาตั้งแต่พุทธศักราชที่ 12 ทำให้ชาวจีนมีความรู้เกี่ยวกับ ดาว 12 นักษัตร นำไปใช้ในการพยากรณ์สืบมาจนถึงทุกวันนี้

จึงทำให้รู้แน่นอนว่าดวงอาทิตย์โคจรไปในรูปวงรีเกินรัศมี 360 องศา จำต้องเป็น ขยาย รูปวงกลมแห่งจักรราศี ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงสอดคล้องกับการโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีจุดเริ่มต้น ณ. 0 องศา ในราศีเมษายน ไปสิ้นสุด 360 องศา ณ. 0 องศา ในราศีเมษายนดังเดิม โดยเพิ่มวันเวลาในบางราศีให้มากขึ้นเป็น 31 วันบ้าง ลดวันเวลาในบางราศีลงให้เหลือ 27 วันบ้าง 29 วันบ้าง เมื่อดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 365.25636042 วัน ถือว่าเป็นวันที่ ดวงอาทิตย์โคจรไปได้ 1 รอบจักรราศี เรียกว่า 1 ปีสุริยาตร จึงกำหนดให้จุดบรรจบที่ 0 องศาในราศีเมษายน ซึ่งเป็นวันครบรอบปีสุริยาตร เป็นจุดสำคัญในวันสิ้นสุดปีเก่าและเป็นจุดเริ่มต้นปีใหม่ โหราจารย์เรียกจุดสำคัญนั้นว่า สงกรานต์ แปลว่า เวลาที่พระอาทิตย์ทอแสงขึ้นที่จุด 0 องศาในราศีเมษายน และกำลังจะโคจรผ่านจุดนั้นไป

ตรงจุดบรรจบที่ 0 องศาในราศีเมษายนของทุกวันครบรอบปี คิดคำนวณการโคจรของดวงอาทิตย์นับได้ 365 วัน 6 ชั่วโมง 9 นาที 9.5 วินาที นอกจาเกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของธรรมชาติหลายประการดังกล่าวแล้ว ยังบังเกิดปรากฏการณ์อันน่าพิศวงขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่เป็นวันเวลาสิ้นสุดปีเก่ากำลังจะเริ่มต้นปีใหม่นั้น ตรงกับการเปลี่ยนแปลงของ ดาว 12 นักษัตร จากดาวนักษัตรหนึ่งไปยังอีกดาวนักษัตรหนึ่งอย่างบังเอิญที่สุดทุกครั้ง โหราจารย์จึงกำหนดให้นับการโคจรของดวงอาทิตย์ที่โคจรครบรอบจักรราศี หรือ 1 ปีสุริยาตร ว่าเป็น 1 ปีนักษัตร ด้วยเหตุนี้ ดาว 12 นักษัตร จึงกลายเป็น นามปี ซึ่งมีอยู่แต่เฉพาะในวิชาโหราศาสตร์ไทยเรียกกันว่า ปีนักษัตร

หนังสือและภาษาโบราณ

” พุทธศักราช ” ซึ่งทางราชการไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีคติตั้งแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยไทยถือตามมติของลังกาคือถือว่า ทรงปรินิพพาน๕๔๓ ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้ว่าเราจะใช้พุทธศักราชกันมานานแล้ว แต่ทางราชการเพิ่งจะบังคับใช้ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ หัว ตรมประกาศลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๓๑ ความว่า” ……ทรงพระราขดำริห์ว่าพระพุทธศักราชนั้นได้เคยใช้ในราชการทั่วไปไม่ถ้าจะให้ ใช้พระพุทธศักราชแทนปีรัตนโกสินทรศกแล้ว ก็จะเป็นการสะดวกแก่การอดีตในพงศาวดารของกรุงสยามมากยิ่งขึ้นฯลฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระพุทธศักราชในราชการทั้งปวงทั่วไป ฯลฯ ” หลังประกาศฉบับนี้ หนังสือไทยทุกประเภทจึงลงศักราช เป็นพุทธศักราชมาจนทุกวันนี้

” ศักราชจุฬามณี” เป็นคำระบุศักราชที่พบในตำราหนังสือไทยเก่าๆ ยังไม่มีผู้ใดสืบหลักฐานที่มาได้ เพียงแต่สอบได้ความว่าถ้าปรากฏศักราชชนิดนี้ในบานแผนกกฎหมายต้องใช้เกณฑ์เลข ๒๕๘ ลบ ผลลัพธ์ เป็นจุลศักราช

” คริสตศักราช ” เป็นศักราชที่มีต้นกำเนิดและใช้ในหนังสือต่างประเทศ หนังสือไทยโบราณทุกสมัยก่อนๆ ไม่ปรากฏว่าได้เคยใช้ศักราชแบบนี้เลย หนังสือไทยโบราณทั้งหลาย เช่น หนังสือพงศาวดาร ประกาศกฏหมายเก่า หรือ ตำราต่างๆ ฯลฯ มักลงศักราช ไว้ต่างๆ กัน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อจะลงศักราชบอกเวลาเป็นปี นิยมใช้ “จุลศักราช” หนังสือที่ตึพิมพ์ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๓๑ หรือในตอนกลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่น หนังสือราชการ ตำราและ แบบเรียน ฯลฯ ใช้ ” รัตนโกสินทรศก ” แทน “จุลศักราช” ทั้งสิ้น แต่การลงศักราชเป็น”รัตนโกสินทรศก” นั้น กระทำอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะปรากฏว่าตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นต้นมา หนังสือราชการและสิ่งพิมพ์ต่างๆ หันมาใช้ “พุทธศักราช” แทน “รัตนโกสินทรศก” ตราบจนทุกวันนี้ ประโยชน์ของการเปรียบเทียบศักราชเป็นสิ่งควรจำสำหรับใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าตำราเก่า

มหาศักราช มีกำหนดแรกบัญญัติ นับแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ๖๒๑ ปี เป็นศักราชที่แพร่หลายเข้ามาใช้ในเมืองไทยก่อนศักราชอื่น ประมาณว่าตั้งแต่เริ่มมีการจารึกหนังสือไทย ใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่

จุลศักราช เป็นศักราชที่ตั้งขึ้น และใช้ในเมืองพม่ามาแต่ก่อน ต่อมาได้แพร่หลายเข้ามาใช้ในราชการตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา (๒๑๑๒- ๒๑๓๓) ซึ่งขณะนั้นกรุงศรีอยุธยาติดต่อเกี่ยวกับเมืองหงสาวดีในฐานะเป็นเมืองประเทศราชอยู่ถึง ๑๕ ปีเนื่องจากเสียกรุงแก่พม่าครั้งแรก

ความเป็นมาของ จุลศักราช มีว่า “สังฆราชบุตุโสระหัน” เมื่อสึกจากสมณเพศได้ชิงราชสมบัติเป็นกษัตริย์ลำดับที่ ๑๙ ในราชวงศ์สมุทฤทธิ์ในประเทศพุกาม ได้บัญญัติจุลศักราชขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๑๘๒ (กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่วันพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว ๑๑๘๑ ปี) และต่อมาก็เลิกใช้ เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อจุลศักราช ๑๒๕๐ ได้มี “ประกาศให้ใช้วันอย่างใหม่” ว่า :

” มีพะบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า ด้วยทรงพระราชดำริห์ถึงวิธีนับวัน เดือน ที่ใช้กันอยู่ในสยามมณฑล และที่ใช้ในประเทศน้อยใหญ่เป็นอันมากในโลกนี้ เป็นวิธีต่างกันอยู่มากคือกล่าวโดยย่อก็เป็นวิธีใช้ตามจันทรคติอย่างหนึ่ง และสุริยคติอย่างหนึ่ง จึงทรงพระราชดำริห์ว่าวิธีนับวัน เดือน ปี อย่างดีที่สุดนั้น ควรจะประกอบด้วยเหตุอันควร ๓ ประการคือ (๑) ให้ถูกต้องใกล้ชิดกับฤดูกาล (๒) ให้มีประมาณอันเสมอไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันนัก กับ (๓) ให้คนทั้งปวงรู้ง่ายทั่วไปดีกว่าอย่างอื่น ทั้ง ๓ ประการนี้ จึงจะสมควรที่จะใช้ในประชุมชนทั้งปวง ….” ผลการประกาศฉบับนี้ ศักราชที่เคยใช้มาก่อนทั้งมวลเป็นอันงดใช้และให้ใช้” รัตนโกสินทรศก” เว้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา คงใช้พุทธศักราชเท่านั้น

” รัตนโกสินทรศก” เป็นศักราชที่ใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ กำหนดแรกบัญญัติตั้งแต่ปีที่ตั้งกรุงเทพพระมหานครเป็นทางราชการ คือ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เพราะฉะนั้น รัตนโกสินทรศก ๑ ก็คือปีพุทธศักราชล่วงมาแล้ว ๒๓๒๔ ปีแต่รัตนโกสินทรศก ใช้กันอยู่ไม่นานนักก็เป็นอันเลิกใช้ใน ร.ศ.๑๓๑ เป็นต้นมา สิ่งพิมพ์ต่างๆ และหนังสือราชการก็หันมาลงศักราช เป็น”พุทธศักราช” ในมาตรฐานเดียวกัน

กำเนิดเทองคต

กำเนิดทรพา ทรพี

มียักษ์ตนหนึ่งชื่อนนทกาลอสูร เป็นผู้เฝ้าประตูกำแพงชั้นในเขาไกรลาสของพระอิศวร ได้ล่วงเกินนางมาลีซึ่งเป็นคนร้อยดอกไม้ นางจึงไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรโกรธสาปให้นนทกาลไปเกิดเป็นควายป่าชื่อ ทรพา และเมื่อถูกฆ่าโดยลูกชายชื่อทรพี จึงจะพ้นคำสาป เมื่อทรพาเข้ามาอยู่ในป่าได้นางควายเป็นเมียมากมาย เมื่อนางควายตัวใดมีลูกตัวผู้ก็จะถูกฆ่าตายหมด นางควายนิลาจึงหนีไปออกลูกในถ้ำสุรกานต์เป็นตัวผู้ ฝากเทวดาให้เลี้ยงดู เทวดาได้ตั้งชื่อ ลูกควายนี้ว่าทรพี

ฝ่ายท้าวศากยวงศาเจ้าเมืองบาดาล ได้ตายลง ไมยราพได้ขึ้นครองเมือง คิดถึงเรื่องที่บิดาสั่งไว้มิให้คบหากับทศกรรฐ์ แต่เนื่องด้วยทศกรรฐ์เป็นยักษ์พาล วันหน้าอาจรุกรานได้ จำเป็นต้องเรียนพระเวทให้มากขึ้น จึงขึ้นจากบาดาล มาศึกษาพระเวท ด้านการสะกดทัพ หายตัว คงกระพันชาตรีกับพระสุเมธฤาษี ที่ป่าหิมพานต์ พระฤาษีได้ทำพิธีถอดดวงใจให้ไมยราพและให้ไปเก็บไว้ที่เขาตรีกูฎ ส่วนทางเมืองมนุษย์นั้นมีกรุงไกยเกษ ท้าวไกยเกษปกครองมีมเหสีชื่อ ประไพวดี ต่อมามีธิดาชื่อ นางไกยเกษี ท้าวไกยเกษเห็นว่า ท้าวอัชบาลเป็นวงศ์พระนารายณ์และมีความสามารถ ทั้งมีโอรสชื่อท้าวทศรถ จึงถวายนางไกยเกษีให้ ต่อมาท้าวอัชบาลได้ให้ท้าวทศรถขึ้นครองราชย์ และประทานนางไกยเกษี เป็นพระมเหสี

ส่วนทศกรรฐ์แค้นใจและเศร้าโศกเสียใจมาก กุมภกรรณและพิเภก จึงไปหาพระฤาษีโคบุตร พระฤาษีโคบุตรบอกให้ไปพบพระฤาษีอังคต อาจารย์ของพระยาพาลี ให้ไปช่วยไกล่เกลี่ย จนพระยาพาลียอมคืนนางมณโฑให้ทศกรรฐ์ แต่ขณะนั้น นางมณโฑท้องได้ 6 เดือนกว่าแล้ว พระฤาษีอังคตจึงผ่าเอาทารกออกไปใส่ไว้ในท้องแพะ ส่วนนางมณโฑ ได้นำกลับไปคืนทศกรรฐ์ ต่อมาจนถึงเวลาพระฤาษีอังคตได้แหวะท้องแพะ เอาทารกออกมา ตั้งนามว่าองคต แล้วนำไปให้พระยาพาลี

ทศกรรฐ์ถอดดวงใจ

สำหรับทศกรรฐ์ แม้จะได้นางมณโฑแล้ว ก็ไม่หายแค้นพระยาพาลี เมื่อพระยาพาลี จะประกอบพิธีสรงน้ำแก่โอรสองคตในแม่น้ำยมนา ทศกรรฐ์จึงคิดฆ่าให้สิ้นความอัปยศ จึงแปลงร่างเป็นปู ลงไปอยู่ใต้น้ำที่จะทำพิธี พระยาพาลีลงไปจับปูทศกรรฐ์ได้และได้ประจานอยู่เจ็ดวัน จึงปล่อยตัวไป ทศกรรฐ์จึงไปหาพระฤาษีโคบุตร ขอให้ช่วยถอดดวงใจให้ โดยไปทำพิธีกันที่ภูเขานิลคีรีและได้นำดวงใจนั้นรักษาไว้ ณ ภูเขานี้

ส่วนหนุมานนั้นได้อยู่กับพระยาพาลีและสุครีพ ต่อมาต้องการรักษาศีลจึงลาผู้เป็นน้าแล้วเหาะไปจำศีลที่ป่ากัทลีวัน รณพักตร์ เป็นลูกทศกรรฐ์กับนางมณโฑ มีนิสัยหยาบช้าเช่นเดียวกับทศกรรฐ์ ไปศึกษาพระเวทกับ พระฤาษีโคบุตร พระฤาษีได้ให้วิชามหากาลอัคคี ใช้สำหรับบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ รณพักตร์เมื่อได้วิชาแล้ว จึงไปบำเพ็ญตบะที่เนินเขาโพกาศ เป็นเวลาเจ็ดปี ทำให้พระเป็นเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ต้องเสด็จมาถามความต้องการ รณพักตร์จึงขอศร พระอิศวรจึงประทานศรพรหมมาศ และพรแปลงกาย เป็นพระอินทร์ให้ พระพรหมให้ศรนาคบาศพร้อมกับพรว่า หากจะตายให้ตายบนอากาศหากเศียรขาดตกดิน ต้องมีพานแก้วของพระพรหมมารองรับ จึงจะไม่กลายเป็นไฟบรรลัยกัลปไหม้โลก ส่วนพระนารายณ์ให้ศรวิษณุปาณัม   ทศกรรฐ์เมื่อเห็นรณพักตร์มีฤทธิ์มากขึ้น นับจากได้ศรจากพระอิศวร พระพรหมและพระนารายณ์ จึงให้รณพักตร์ยกทัพไปปราบพระอินทร์ ได้สู้รบกันที่กลางเขาพระสุเมรุ พระอินทร์สู้ไม่ได้ทิ้งจักรแก้วไว้ แล้วหนีไปฟ้องพระอิศวร ส่วนรณพักตร์ได้จักรแก้วของพระอินทร์ จึงกลับมายังเมือง ทศกรรฐ์จึงตั้งชื่อรณพักตร์ใหม่ว่า อินทรชิต ซึ่งแปลว่าสามารถปราบพระอินทร์ได้

 

ด้านเมืองโรมพัตตัน มีท้าวโรมพัตเจ้าเมืองโรมพัตตัน เมืองนี้ฝนไม่ตกมาเป็นเวลาสามปี เกิดทุพภิกขภัย จึงให้จัดพิธีขอฝน แต่ไม่เป็นผล ต่อมาทราบว่าเพราะมีฤาษีตนหนึ่งชื่อกไลโกฎ บำเพ็ญตบะญาณแก่กล้าจนเกิดฝนแล้งขึ้น ท้าวโรมพัตจึงให้ธิดาชื่อนางอรุณวดี ไปทำลายพิธี โดยยอมเป็นเมียฤาษี

ประวัติทศกรรฐ์

กำเนิดพาลี สุครีพ

ฤาษีโคดม เดิมเป็นกษัตริย์ครองเมืองสาเกต ไม่มีโอรสธิดา ได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะในป่าถึงสองพันปี จนหนวดเครายาวรุงรัง จนมีนกกระจาบมาทำรัง นกกระจาบได้พูดว่า พระฤาษีโคดมเป็นคนบาป ด้วยเป็นกษัตริย์ก็ไม่มีบุตรธิดา ยังหนีมาออกบวชจนทำให้เสียวงศ์กษัตริย์ พระฤาษีได้ฟังจึงคิดได้ จึงบำเพ็ญตบะตั้งพิธีขอผู้หญิงขึ้น คือนางกาลอจนา และอยู่กินกันจนมีธิดาคือนางสวาหะ ต่อมาพระอินทร์ และพระอาทิตย์ต้องการจะแบ่งฤทธิ์ไปช่วยพระนารายณ์ปราบยักษ์ จึงไปทำให้นางตั้งครรภ์และคลอดโอรส ออกมาเป็นพระยากากาศและสุครีพ ต่อมานางสวาหะ จึงเล่าเรื่องให้พระฤาษีฟัง พระฤาษีจึงอธิษฐานว่า จะปล่อยลูกลงน้ำ ถ้าใครเป็นลูกให้ว่ายน้ำกลับมาหาตน ถ้าไม่ใช่ให้กลายเป็นลิงเข้าป่าไป หลังจากปล่อยลูกทั้ง 3 ลงน้ำ คงมีแต่นางสวาหะคนเดียวว่ายกลับมา ส่วนพระยากากาศและ สุครีพกลายเป็นลิงเข้าป่าไป พระฤาษีโกรธมากจึงกลับมาสาปนางกาลอัจนาเป็นหิน นางกาลอัจนาจึงสาปนางสวาหะ ให้ยืนขาเดียวกินลมอยู่ในป่าเชิงเขาจักรวาล จะพ้นคำสาปเมื่อมีลูกเป็นลิงมีฤทธิ์เลิศกว่าลิงอื่น ๆ

 

มียักษ์อีกตนหนึ่งชื่อ นนทก มีหน้าที่ล้างเท้าเทวดาที่มาเฝ้าพระอิศวร ณ เชิงเขาไกรลาสถูกเหล่าเทวดาลูบหัวทุกวันจนหัวล้าน มีความเสียใจและแค้นใจ จึงไปเฝ้าพระอิศวรทูลขอนิ้วเพชร ชี้ไปที่ใครต้องตาย เมื่อพระอิศวรให้พรแล้ว จึงกลับไปล้างเท้าเทวดาตามเดิม เมื่อถูกเหล่าเทวดาลูบหัวอีก จึงเอานิ้วเพชรชี้เทวดาล้มตายไปเป็นอันมาก เหล่าเทวดาจึงไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรจึงให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์ได้แปลงกายเป็นนางอัปสรไปร่ายรำยั่วยวนจนนนทกหลงกลรำตาม เอานิ้วเพชรชี้ไปที่ต้นขาตนเองล้มลง พระนารายณ์จึงกลับร่างเดิมเหยียบอกนนทกไว้ นนทกจึงว่าพระนารายณ์กลัวตนจึงต้องแปลงร่างมา พระนารายณ์จึงสาปให้นนทกไปเกิดใหม่ มีสิบหัวสิบหน้าและยี่สิบมือ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีคทาและธนูเป็นอาวุธ ส่วนพระองค์จะเกิดเป็นมนุษย์มี 2 มือ ตามไปฆ่า แล้วจึงฆ่านนทกตาย

เมื่อนนทกตายแล้วจึงไปเกิดเป็นโอรสของท้าวลัสเตียนและ พระนางรัชดาเทวี ชื่อว่าทศกรรฐ์ แปลว่าผู้มีสิบหู มีน้องชาย 2 คน ชื่อ พิเภกและกุมภกรรณ และมีน้องสาวชื่อนางสำมนักขา ต่อมาทศกรรฐ์ได้ไปศึกษาพระเวทย์กับฤาษีโคบุตร

กำเนิดพิเภก

ฝ่ายพระอิศวร เมื่อรู้ว่านนทกไปเกิดเป็นทศกรรฐ์ที่กรุงลงกา เป็นยักษ์ที่ร้ายกาจและมีฤทธิ์มาก และเห็นว่าแม้พระนารายณ์จะอวตารไปปราบ ก็เห็นจะยาก จึงสั่งให้เวศญาณเทพบุตร ลงไปเกิดเป็นโอรสท้าวลัสเตียนกับพระนางรัชดาเทวี โดยประทานแว่นวิเศษใช้เรียนวิชาโหราศาสตร์ เพื่อเป็นไส้ศึกให้กับพระนารายณ์ และได้ชื่อว่าพิเภก

 

ทำวามรู้จักประเพณีผีกระจาด

ประเพณีนี้จะจัดขึ้นก็ต่อเมื่อบุตรคนแรก (ลูกคนโต) ของครอบครัวมีอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งเป็นต้นไป หรือโตจนสามารถเดินวิ่ง และจับทัพพีใส่บาตรได้ พ่อแม่จึงกำหนดงานทำบุญผีกระจาดขึ้น เมื่อพ่อแม่กำหนดวันทำบุญผีกระจาดเป็นที่แน่นอนแล้ว ก็จะเชิญแม่ผีสามคนจากสามหมู่บ้านในตำบลบางกระบือ (คือยายหมา ดาวหาง, ยายจำรัส คุ้มหมู และยายสง่า สวยเอี่ยม) และนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูปจากวัดใกล้บ้าน จากนั้นแจ้งกำหนดงานให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านทราบ บางงานอาจรวมทำบุญหลายๆ ครอบครัว ในคราวเดียวก็ได้ ก่อนวันงานต้องเตรียม

  1. “ตาเฉลว” 5 ใบ คือ กระจาดสานด้วยไม้ไผ่เป็นตาโปร่งๆ บริเวณปากกระจาดสานเป็นลายกลีบบัวปากพาน 5 กลีบ และตกแต่งด้วยกระดาษสี
  2. ธงกระดาษสี ใช้ปักที่ตาเฉลว และแต่ละธงติดสตางค์ตามศรัทธา
  3. สิ่งของที่ต้องใส่ในตาเฉลว 3 อย่าง คือ ขนมกง มะพร้าวอ่อน และกล้วย

ในวันงานเมื่อญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาพร้อมกัน เจ้าภาพ (พ่อแม่ของเด็ก) จุดธูปเทียนไหว้พระ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ในระหว่างนี้พ่อแม่ของเด็กจะจัดขันข้าวไว้ให้ลูกตักชาย เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เสร็จ เจ้าภาพถวายภัตตาหาร หลังจากนี้พระสงฆ์ให้พรและทำพิธีกรวดน้ำ เจ้าภาพจึงนำกระจาด (ตาเฉลว) ทั้ง 5 ใบ มาวางไว้หน้าพระสงฆ์ เจ้าภาพจึงมอบกระจาดให้ศิษย์วัดต่อไป

ในระหว่างพิธีสงฆ์ แม่ผีจะทำพิธีไหว้ผีกระจาดไปพร้อมๆ กันโดยแม่ผีจะแยกมาจัดพิธีห่างจากชายคาบ้าน โดยใช้ผ้าขาวหรือเสื่อปูลาด สิ่งที่นำมาประกอบพิธีไหว้ คือ สำรับหวาน และสำรับคาว สำรับคาว ประกอบด้วย เหล้าขาว 1 ขวด ไก่ 1 ตัว หมูสามชั้น

สำรับหวาน ประกอบด้วย ขนมกง มะพร้าวอ่อน กล้วย 1 หวี วางคู่กันพร้อมบายศรีปากชาม และไข่ 1ฟอง พร้อมทั้งอาหารคาวหวานที่นำมาเลี้ยงพระนำมาเป็นของเคียงอีกหนึ่งชุด เพื่อเซ่นไหว้ด้วยแม่ผีจะเริ่มพิธีโดยจุดธูปเทียนจำนวนหนึ่ง บอกกล่าวเชิญผีว่า “ขอเชิญพ่อเฒ่าเจ้าของธง และแม่ของเรือนเจ้าของกระจาดมารับเครื่องสังเวยของลูก (เอ่ยชื่อของเด็กและพ่อแม่ของเด็ก) เขาได้ทำกระจาด 5 ใบให้แล้ว วงศ์วานว่านเครือผีกระจาดได้กลิ่นธูปขอเชิญแม่มารับเครื่องเซ่นไหว้ มีเหล้า มะพร้าวอ่อน กล้วยหวีงามและขนมกง ฯลฯ เชิญแม่มารับเครื่องสังเวย พร้อมกินให้อิ่มหนำสำราญมาอวยชัยให้พรแก่ลูกหลานวงศ์วานผีกระจาดอยู่เย็น เป็นสุขตลอดกาล” พร้อมกันนั้นแม่ผีจะปักธูปลงในถาดเครื่องเซ่น

เมื่อเสร็จทั้งพิธีสงฆ์และไหว้ผีกระจาดแล้ว เจ้าภาพจะเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่มาร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อได้เวลาพอสมควรแม่ผีจะทำพิธีลาผี โดยแบ่งเครื่องเซ่นผีทุกอย่างใส่กระทงใบตองนำไปไว้ทางสามแพร่งและกรวดน้ำให้ ผีกระจาด นอกจากประเพณีทำบุญผีกระจาดให้กับลูกคนโตแล้ว ยังมี “พิธีถวายธง” สำหรับลูกคนรองๆ ลงมา โดยการจัดพิธีถวายธงต่อพ่อเฒ่าเจ้าของธงให้มารับธงและปกป้องคุ้มครองลูกหลาน ของผีกระจาดให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป โดยนำธงไปปักไว้หน้าโบสถ์ หรือวิหารที่วัดใกล้บ้าน ถ้าเป็นลูกชายให้ทำธงด้วยผ้าขาวรูปสามเหลี่ยม วาดรูปม้าบนพื้นธง ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ทำธงสามชาย