Monthly Archive: February 2013

วันสิ้นโลกมีจริง

 

นักบุญอันนา มารีอา ไทจิ เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ.1837 เธอพยากรณ์ว่า ในศตวรรษของเราจะเกิดสงคราม 2 ครั้ง อีกครั้งมาราวใกล้อวสานโลก เธอว่าฟ้าจะลงโทษมนุษย์ ให้โลกมืดไป 3 วัน 3 คืน
บุญราศีภคินีแอมเมอริก เป็นแม่ชีคณะออกัสตีเนียน เกิดในประเทศเยอรมันนี ปี ค.ศ. 1774 ตายในปี ค.ศ. 1824 กล่าวว่า เธอเห็นองค์การลับวางแผนทำลายพระวิหารนักบุญเปรโตร ขณะพายุโหมพัดเอาพังพินาศ เมื่อทุกขภัยถึงขีดสุดแล้ว เธอยังเห็นความช่วยเหลือตามมาด้วย เธอเห็นพระแม่มารีพรหมจารีย์ ประจักษ์มา ณ วิหาร กางเสื้อของท่านคลุมมันไว้ และได้เห็นโป๊ปองค์หนึ่ง สุภาพ หนักแน่นมาก มีการสร้างวิหารขึ้นใหม่สูงเทียมฟ้า.
นักบุญโทมัส เด อากวีโน นักปรัชญาของศาสนจักร อธิบายอรรถรสในจดหมายฉบับที่ 2 ของเปาโลถึงชาวเทสซาโลนิก ทำนายถึงสาเหตุของการทิ้งศาสนา ว่าจะเป็นการปฎิวัติทั่วๆไป เพื่อค้านการเมืองและศาสนา จะมีขึ้นก่อนปรปักษ์พระคริสต์มาเล็กน้อย.
นักบุญเมโธดิอุส (ค.ศ.885)โบสถ์วิหารจะถูกแปรเป็นซ่องโจร คอกสัตว์ ชี สงฆ์ นักบวชจะถูกข่มขื่น ละเมิดวินัย ทรมาน สังหารโหด พระแท่นจะถูกทุบวินาศ พระธาตุจะสูญหาย สังฆาภรณ์จะถูกรื้อออกใช้เต้นงิ้ว เล่นละคร ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นก่อนแอนตี้ไคร์สต์จะมา.
นักบุญบีโอที่10 (ค.ศ.1903-1914) เราเห็นผู้สืบธรรมาสน์ของเราเดินข้ามศพพี่น้องหนีไป พระองค์จะหลบซ่อนตัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง พอได้พักผ่อนชั่วเวลาเล็กน้อยแล้ว ต่อมาจะถูกทารุณจนสิ้นพระชนม์ ความชั่วในโลกเริ่มฟักตัว มันจะนำทุกข์ระทมมาให้ ก่อนที่จะสิ้นโลก.
โป๊ปบีโอที่12 (ค.ศ.1939-1958) เราเห็นว่าเวลานี้โลกกำลังเดินเข้าสู่เหตุการณ์ที่น่ากลัวหลายอย่าง ตามพระคริสต์เจ้าทำนายไว้ ดูเหมือนความมืดกำลังมาเยือน มนุษย์ชาติจะต้องตกอยู่ในวิกฤติการณ์ชั้นสุดยอด.
ผู้เข้าทางในของทูรศ์ ศตวรรษที่19 เป็นแม่ชีอยู่ในเมืองทูรศ์ ในปี ค.ศ.1882 ผู้แนะนำชีวิตทางวิญญาณของเธอ ได้นำการเผยนี้ออกมาตีพิมพ์ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “วันก่อนชัยชนะของพระคริสตเจ้า” โดยใช้นามปากกาว่า ผู้เข้าทางในของทูรศ์ เป็นคำทำนายจากปี 1872 และ 1873 .
มุนี ฮีลารีออน ศตวรรษที่15 ก่อนที่คริสตชนนิกายต่างๆ จะมารวมกันและปรับปรุงใหม่ พระเจ้าจะใช้นกอินทรีบินเข้ายุโรป นำความดี ความผาสุกยิ่งใหญ่มาให้ บุรุษวิเศษจะแผ่สันติ ระหว่างพวกเถระกับนกอินทรี และอาณาจักรของพระองค์จะยืนยง 4 ปี หลังมรณกรรม พระเจ้าจะส่งบุรุษทรงปรีชาวุฒิ และเพียบพร้อมกุศล 3 ท่านมาแทน พวกเขาจะแผ่พระธรรมไปทุกมุมโลก เวลานั้นจะมีแกะฝูงเดียว ชุมภาบาลผู้เดียว ความเชื่อ กฎหมาย ชีวิตและศีลล้างบาปเดียวกัน.
มารีอา สไตเนอร์ ศตวรรษที่19 ฉันเห็นพระเจ้าเวลาที่พระองค์กำลังลงโทษล้างโลกด้วยวิธีน่ากลัวจนว่า มีชายหญิงเหลืออยู่น้อย พวกฤาษี นักพรต จะต้องออกจากอาศรมและพวกชีถูกไล่ออกจากอาราม เป็นต้น ในอิตาลี พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์จะถูกเบียดเบียน และโรมจะขาดนายชุมภา.
แวร์แดง โอ ตรังต์ ศตวรรษที่13 มหาราชและอัจฉริยะโป๊ปจะมาก่อนแอนตี้พระคริสต์ ประเทศทั้งหลาย จะอยู่ในสงคราม 4 ปี โลกส่วนใหญ่จะถูกทำลาย โป๊ปจะข้ามน้ำข้านทะเล แบกเครื่องหมายการไถ่บาปที่หน้าผาก มหาราชจะจรรโลงสันติภาพ พระสันตะปาปาจะมีส่วนในชัยชนะ สันติภาพจะครองโลก.
บุญราศี ยวง อามาเดโอ เคซิลวา ศตวรรษที่15 วันท้ายๆจะเกิดการนองเลือด น่ากลัว แผ่นดินจะถูกฉกชิง ทอดทิ้ง บ้านเมืองจะรกร้างว่างเปล่า ขุนนางจะถูกสังหาร และคนที่มีอิทธิพลจะถูกทำลาย เพราะเปลี่ยนกษัตริย์และจักรภพกันบ่อย เยอรมันและสเปนจะรวมอยู่ใต้เจ้านายใหญ่ที่พระทรงเลือกให้ แต่เพราะเยอรมันไม่เชื่อ สงครามจะยืดเยื้อไปจนกว่า ผู้ยิ่งใหญ่จะได้มารวมทุกประเทศไว้ หลังเหตุการณ์นี้ แทนที่พระบังคับ จะมีการกลับใจหมู่ สันติภาพและความก้าวหน้าจะตามมา.
มารีย์ เดอ ลา โฟแดส์ ศตวรรษที่19 โลกจะมืดสนิท 3 วัน เทียนที่เสกด้วยขี้ผึ้งเท่านั้นจะจุดไฟติด ระหว่างความมืดน่าสพึงกลัวนี้เทียนเล่มเดียวจุดได้ 3 วัน แต่มันจะไม่ให้แสงในบ้านของคนขาดพระ ถึงฟ้าผ่า ลมพัด พายุจัด แผ่นดินไหว ก็ไม่สามารถดับเทียนเสกนั้นได้ เมฆสีเลือดจะลอยตามอากาศ ฟ้าร้องฟ้าคำราม หวาดเสียว น้ำทะเลขึ้น คลื่นซัดกลบแผ่นดิน ทั้งโลกาจะกลายเป็นป่าช้า คนดีคนชั่วตายกันเกลื่อน ความอดอยากที่ตามมาจะร้ายแรงกว่าอีก พ์ชพันธุ์จะเสียหาย 3 ใน 4   เช่นเดียวกับชาติมนุษย์ วิกฤติการณ์นี้จะมาอย่างไม่รู้ตัว และทั้งโลกจะได้รับโทษนี้.
เคาน์เตส ฟรังซิสกา เดอ บิลญันต์ ศตวรรษที่ 20 ฉันเห็นนักรบ ทั้งเหลืองและแดง รุกเข้ายุโรป ยุโรปเต็มไปด้วยควันสีเหลือง สังหารสัตว์ในนาเกลี้ยง ประเทศที่ทรยศต่อพระบัญญัติของพระเจ้าจะหายไปในไฟ ยุโรปจะกว้างใหญ่เกินไปสำหรับคนที่อยู่   .
คำทำนาย อเมริกัน ศตวรรษที่20 กองทัพเหลืองของอาทิตย์อุทัย และของอาณาจักรกลาง จะทุ่มความเคียดแค้นต่อประเทศชาติของประเทศเกาะ ซึ่งมีแต่สร้าง
ค.ศ. 469-542 นักบุญซีซาร์เมืองอาร์เลส เมื่อทั้งโลกโดยเฉพาะฝรั่งเศสทางภาคเหนือ ตะวันออก ที่หนักกว่าเพื่อนก็ที่ลอร์เรนกับชัมปัน จะต้องอดอยากทุกข์ระทม แล้วเจ้าชายองค์ที่หนึ่ง ซึ่งถูกเนรเทศตั้งแต่สมัยยังเด็กจะยื่นมือมาช่วย และกู้มงกุฎดอกลิลีไว้ เจ้าชายนี้จะขยายอาณาเขตไปทั่วแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็จะมีโป๊ปอัจฉริยะเยี่ยมยอด และสมบรูณ์ทุกด้าน โป๊ปนี้จะได้มหาราชบุรุษศรัทธาแตกหน่อจากกษัตริย์ฝรั่งเศส เชื้อพระวงศ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคู่ติดปฎิรูปโลก ร่วมกันกับเจ้าชายจำนวนมาก และประเทศที่ดำเนินชีวิตผิดพลาด ทารุณโหดเหี้ยมจะกลับใจ สันติภาพจะครองมนุษย์ได้อยู่หลายปี พระเจ้าทรงระงับพิโรธเพราะการสำนึกผิด ประพฤติชอบ ประกอบความดี หลายประเทศจะออกกฎหมายร่วม มีความเชื่อเดียว ศาสนาเดียว ทุกประเทศจะรับรู้สันตะสำนักในโรม และนับถือพระสันตะปาปา แต่จากนั้นชั่วเวลาไม่เท่าไร คนจะถอยศรัทธา  ใจคอโหดร้าย ศีลธรรมเสื่อม รุนแรงกว่าเก่า ปรปักษ์พระคริสต์จะกดขี่ข่มเหงมนุษย์ อย่างทารุณ ในที่สุดก็สิ้นโลก.
ค.ศ. 856 บุญราศี ราบานุส เมารุส บรรดาปราชญ์ชั้นยอดลงความเห็นประกาศว่า ตอนปลายอายุขัยของโลก หน่อกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์หนึ่งจะครองอาณาจักรโรมัน และบอกว่าจะเป็นองค์สุดท้ายของฝรั่งเศส.
ค.ศ. 992 มุนี อัดโซ อาจารย์บางท่านสอนว่ากษัตริย์ชาติแฟรงค์จะครองอาณาจักรโรมัน ผู้นี้จะเป็นคนสำคัญและคนสุดท้าย หลังจากครองอาณาจักรรุ่งเรืองมาแล้ว จะไปจบชีวิตที่เยรูซาเลม พระองค์จะวางคทา ถอดมงกุฎไว้บนยอดเขามะกอก นั่นคืออวสานของอาณาจักรโรมัน จากนั้นปรปักษ์พระคริสต์จะมาทันที.
ค.ศ. 869 นักบุญ ซีริลโล ว่าก่อนที่พระศาสนาจักรจะได้รับการฟื้นฟู พระเป็นเจ้าจะยอมให้ตำแหน่งของพระสันตะปาปาว่างลง และจักรพรรดิองค์หนึ่งของเยอรมันจะนำพระสันตะปาปาองค์หนึ่งมานั่งในตำแหน่ง และหลังจากที่กลุ่มคนชั่วร้ายถูกถอดเขี้ยวเล็บแล้ว ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งจะเกิดขึ้นเพื่อสงบศึก ระหว่างนกอินทรีกับพระศาสนจักร.
ค.ศ. 1013 นักบุญ เซซาเร ได้ทำนายไว้ว่าวันหนึ่งจะเกิดสงครามใหญ่ กรุงปารีส เมืองบอร์โด เมืองมาเซย์ จะถูกทำลายอย่างแหลกลาญ แล้วจะมีมหาราชผู้หนึ่ง กับพระสันตะปาปา จะร่วมกันปฎิรูปศาสนา และบ้านเมือง ให้คงสภาพเดิม.
เมอร์ลีน โหราจารย์ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้ทำนายไว้ว่า จะมีมหาราชชาวแฟรงค์ จะทรงนำองค์พระสันตะปาปากลับสู่อำนาจ และยังทำนายต่อไปว่า หลังสงครามใหญ่ประเทศฝรั่งเศสจะเปลี่ยนการปกครอง ไปเป็นระบบกษัตริย์อีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 จดหมายเหตุ มัคเดบรูค เลือดของชาร์ลส์มหาราช จะเถลิงราชย์เป็นจักรพรรดิชื่อชาร์ลส์ ครองทั่งยุโรป ทรัพย์สินพระศาสนาจักรสูญเสียไปจะได้กลับคืนมาหมด ราศรีของอาณาจักรโบราณจะรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง.
ศตวรรษที่ 12 เอสทิงเกอร์ เยอรมัน ในวาระสุดท้าย เจ้าชายพระองค์หนึ่งจากหน่อจักรพรรดิชาร์ลส์ จะกู้แผ่นดินสัญญาคืนมา และปฎิรูปพระศาสนจักร พระองค์จะเป็นจักรพรรดิของยุโรป.
ศตวรรษที่ 12 สังฆราชคริสตีอานอส อาเจดา ในศตวรรษที่ 20 สงครามจะเกิด รุนแรงและยืดเยื้อ หลายเมืองไม่มีผู้คนอาศัย ประเทศต่างๆตกอยู่ในความสับสนอลเวง ผืนแผ่นดินรกร้างว่างเปล่า ชั้นชนสูงจะถูกสังหาร มือขวาของโลกจะกลัวมือซ้าย เหนือชนะใต้.
ศตวรรษที่ 14 นักบุญจอห์นแห่งเคลฟต์ร็อค ท่านว่า 20 ศตวรรษหลังจากพระเยซูประสูติ ถึงเวรของอ้ายสัตว์ร้ายมาเกิดเป็นคน ราวปีคริสตศักราช 2000 แอนตี้ไคร์สต์ จะประกาศตัวให้โลกรู้.
ศตวรรษที่ 19 ซิสเตอร์บูกียอง อวสานของโลกไม่สิ้นในศตวรรษ 19 แต่จะจบลงในศตวรรษที่ 20 แน่.
บุญราศี คัสปาร์ เดล บุฟาโล ศตวรรษที่19 คนข่มเหงพระศาสนา ไม่ยอมกลับใจ จะตายระหว่างมืด 3 วัน ใครที่รอดชีวิตจากความมืดและความกลัวมาได้ จะอยู่โดดเดี่ยวในโลก มองไปทางไหน เจอแต่ซากศพเกลื่อนไปหมด.
ยาชินทา แห่งฟาติมา ค.ศ. 1920 ฉันพระสันตะปาปาในบ้านใหญ่จะคุกเข่า เอามือปิดหน้าร้องไห้ที่หน้าโต๊ะ ข้างนอกมีคนเยอะ บ้างขว้างหินใส่บ้างสบประมาท ใช้คำหยาบคายจนแทบฟังไม่ได้.
ภคินี เฟาสตีนา โกวัลส์กา แห่งคาโคฟ โปแลนด์ อ้างคำของพระเยซูเจ้าตรัสแก่เธอ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 1931 ว่า ก่อนที่ข้าจะมาอย่างมหาตุลาการผู้ทรงยุติธรรม ข้าจะให้สัญญาณในท้องฟ้าและบนแผ่นดินคือ กางเขน แสงจะพุ่งจากรอยแผลที่มือ และที่เท้าของข้าลงมายังโลก สว่างไหวอยู่สองสามนาที.

สมบัติไว้จากการค้า.

เฮเลน วอลรัฟ ศตวรรษที่19 สักวันหนึ่งโป๊ปจะออกจากโรม กับพระคาร์ดินัล 4 องค์ จะไปที่เมืองโคลอญ เยอรมัน.
พระสังฆราช ยอร์ช ม. วิทแมน ศตวรรษที่19 เวลลาเศร้าสลดยิ่งแห่งพระศาสนาของพระเยซูเจ้ากำลังมา พระจะถูกทรมานอีกหนอย่างแสนเจ็บปวดในพระศาสนจักร และในองค์ผู้นำสูงสุดของพระองค์ มือสกปรกจะวางลงบนองค์สันตะปาปา บรรดาสมาคมลับจะเที่ยวทำลาย และกุมอำนาจการเงินไว้หมด.
ไอดา เปียรเดอร์มัน ศตวรรษที่20 ฉันเห็นแผ่นดินอิตาลีข้างหน้า มันเหมือนมรสุมร้ายแรงกำลังระเบิด ฉันถูกบังคับให้ฟัง และได้ยินตำว่า เนรเทศ.

วรรณคดีของประเทศรัสเซีย

 

 1533-1584) ได้มีการประพันธ์หนังสือ “การจัดการครอบครัว” (Домо-строй) ขึ้นโดย ซีลเวสเตอร์ (Сильвестр) นักบวชที่มีบทบาท และอิทธิพลสูงสุดในขณะนั้น (มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของซาร์) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดการครอบครัวในสังคมที่เพศชายมีอำนาจสูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมและวัฒนธรรมของรัสเซียในช่วงนั้นได้เป็นอย่างดี

                หลังจากที่วรรณกรรมรัสเซีย ได้อาศัยรูปแบบและแนวทางวรรณกรรมของยุโรปตะวันตกมากว่าศตวรรษแล้ว จึงได้ค้นพบรูปแบบของตนเองในตอนต้นศตวรรษที่ 19 นักประพันธ์ผู้ที่ได้ชื่อว่า “มหากวีเอก” ผู้เปิดยุคทองแห่งวรรณศิลป์รัสเซีย ได้แก่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น (Александр Пушкин 1799-1837) ผลงานในช่วงแรกของเขาได้แนวทางมาจาก neoclassical ของฝรั่งเศส และต่อมาได้เปลี่ยนแนวทางการประพันธ์ไปเป็นแบบ romantic ของ George Dyron และในที่สุดก็ได้ค้นพบแนวทางของตนเอง คือ classical แบบรัสเซีย ผลงานวรรณกรรมในรูปร้อยกรองเรื่องแรกของเขา ได้แก่ “รูสลาน และลูดมีล่า” (Руслан и Людмила 1818-1820) ต่อจากนั้นได้ประพันธ์วรรณกรรมไว้เป็นมรดกทางวรรณศิลป์ของรัสเซียอีกหลายเรื่อง เช่น Кавказский пленик 1820-1821, Бахчисарайский фонтан 1823, Цыганы 1823-1824, Борис годунов 1825, Евгений Онегин 1823-1831, Медный всадник 1833 นอกจากนี้ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ยังได้ประพันธ์นวนิยาย และบทละครไว้อีกหลายเรื่องก่อนที่จะเสียชีวิตจากการดวลปืนในวัย ๓๗ ปี อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ได้รับการยกย่องจากชาวรัสเซียให้เป็น “ผู้ให้กำเนิดภาษารัสเซียยุคใหม่” เนื่องจากภาษาเขียนของรัสเซียในปัจจุบันได้รับเอาแบบฉบับของภาษาที่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ใช้ในงานประพันธ์มาเป็นหลัก

                ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น ได้รับการยกย่องให้เป็น “กวีเอกของรัสเซีย อีวาน ครีลอฟ (Иван Крылов) ก็ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาของนิทานรัสเซีย” อีวาน ครีลอฟ ได้เขียนทั้งนิทานสำหรับเด็ก และนิทานเสียดสี ล้อเลียน และเปรียบเปรยสำหรับผู้ใหญ่

                หลังจากอสัญกรรมของกวีเอกรัสเซีย อาเล็กซานเดอร์ ปูชกิ้น กวีนายทหารผู้มีพรสวรรค์สูง มิคาอิล เลียรมันตอฟ (Михаил Лермонтов 1814-1841) ผู้ซึ่งอุทิศตกให้กับแนวการประพันธ์หลักการ แม้กระทั่งความตายแบบปูชกิ้น ก็ได้ประกาศตนเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของปูชกิ้นในทันที ในการนี้เขาได้ประพันธ์บทกวีสดุดีให้กับปูชกิ้น จนเป็นเหตุให้ตนเองต้องถูกย้ายไปประจำการในเอเชียกลาง แถบเทือกเขาคอเคซัส และจบชีวิตลงด้วยการดวลปืน ณ ที่นั้น ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ มิคาอิล เลียรมันตอฟ คือ “Демон” และ “Герой нашего времени

วรรณกรรมที่โดดเด่นของรัสเซียในยุคต่อมาเริ่มขึ้นในรัชสมัยของคัทรีนมหา ราชินี ในยุคดังกล่าววรรณกรรมรัสเซียได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมของเยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศส เนื่องจากกระแสอารยธรรมตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในช่วงตอนต้นศตวรรษ ได้ไหลบ่าเข้าท่วมกระแสอารยธรรมรัสเซียดังเดิมในสังคมชั้นสูงจบแทบหมดสิ้น ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากนโยบายเปิดประเทศรับชาวตะวันตกของพระนางคัทรีน และพระนางก็เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด นิโคลัย โนวิกอฟ (Николай Новиков) ซึ่งเป็นบรรณาธิการวารสารแนวเสียดสีสังคมโดยทั่วไป ในขณะนั้น ได้วิพากษ์วิจารณ์ และเสียดสีระบบการปกครองและนโยบายของพระนางคัทรีน จนวารสารถูกสั่งปิด (ค.ศ.๑๗๗๓) และถูกจองจำ หลังจากนั้นคัทรีนมหาราชินี ยังได้สั่งเนรเทศ อาเล็กซานเดอร์ ราดีเชฟ เจ้าของบทประพันธ์ที่ตำหนิระบบการปกครองของพระนาง ที่มีนโยบายที่ดีกับต่างชาติและชนชั้นสูง โดยไม่ได้ใส่ใจกับชาวนาผู้ยากจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีชื่อเรื่องว่า “การเดินทางจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถึงมอสโก” (Путешествия из Санкт-Петербурга в Москву) จากการกระทำดังกล่าวของพระนางได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของ ปัญญาชน ที่ไม่เห็นด้วยกับระบบและการกระทำของพระนาง ก่อตั้งกลุ่มที่มีแนวความคิดที่จะปฏิวัติล้มล้างสถาบันและระบบการปกครอง นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในรัช สมัยของพระนางเจ้าคัทรีนมหาราชินี คือ นิโคลัย คารามซีน (Николай Карамзин 1766-1826) ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักประพันธ์และนักประวัติศาสตร์ ที่มากล้นไปด้วยความสามารถ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุด คือ การเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของรัฐและราชวงศ์ต่างๆ ของรัสเซีย ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ โดยเขาได้ใช้เวลาศึกษาและเรียบเรียงถึง ๑๒ ปี ตีพิมพ์เป็นหนังสือได้ถึง ๑๒ เล่ม คือ “ประวัติศาสตร์รัฐบาลรัสเซีย” (๑๘๑๖-๑๘๒๙) (История государства российского) แนวความคิดในการเรียบเรียงเรื่องดังกล่าว นิโคลัย คารามซีน ได้รับมาจากการได้ศึกษาผลงานของ Jean Jacques Rousseau นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส และ Samuel Richardson และ Laurence Sterne นักประพันธ์ชาวอังกฤษ นอกนั้น นิโคลัย คารามซีน ยังได้ประพันธ์วรรณกรรมที่สามารถจัดได้ว่าเป็นนวนิยายเรื่องแรกของรัสเซีย ซึ่งได้เขียนขึ้นตามแนว Sentimental อันเป็นแนวที่กำลังนิยมอยู่ในยุโรปตะวันตกในขณะนั้น คือ “จดหมายของนักเดินทางรัสเซีย” (Письма русского путешественника) และต่อมาได้ประพันธ์นวนิยาย “ล๊ซ่าผู้น่าสงสาร” (Бедная Лиза) ซึ่งได้ใช้แนวการประพันธ์แนวเดิม คือ sentimental ทำให้เขาได้รับฉายาว่า “ผู้ให้กำเนิดเซนทะเมนทัลลิสซึ่มในรัสเซีย”

นักประพันธ์ที่มากด้วยพรสวรรค์ของรัสเซีย ต่อจากนิโคลัย คารามซีน มีอยู่ 2 คน คือ วาสิลี จูกอฟสกี้ (Басилий Жуковский 1783-1852) และคันสตันติน บาติอูชกอฟ (Константин Батюшков 1787-1855) ทั้งคู่จัดได้ว่าเป็นกวีเรืองนามของรัสเซียในยุคนั้น บทกวีของพวกเขาโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแนว sentimental จะมีก็แต่บทกวีของ คันสตันติน บาติอูชกอฟ ในช่วงหลังๆ เท่านั้นที่เปลี่ยนแนวไปเป็น classical และ romantic ใน บางครั้ง ผลงานของทั้งสอง นอกจากจะเป็นบทกวีแล้วยังมีงานแปลวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมจนได้รับคำชมว่า “แปลได้ดีกว่าต้นฉบับ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแปลบทร้อยกรองจากภาษาอังกฤษ สันสกฤต เปอร์เชียน และกรีก อีกทั้งได้รับการยกย่องให้เป็นราชบัณฑิต และเป็นอาจารย์สอนเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานของขุนนางในโรงเรียนของราชสำนัก

                นักประพันธ์เอกรัสเซียที่มีผลงานเป็นที่ประทับใจนักอ่านชาวรัสเซียในยุคต่อจากเลียรมันตอฟได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ซึ่งสามารถกล่าวถึงตามลำดับของผลงานที่ออกมาสู่ประชาชนได้ ดังนี้

                นิโคลัย โกกอล (Николай Гоголь 1809-1852) เป็นนักประพันธ์ผู้ร่วมแนวการประพันธ์ romantic และ realistic เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นลักษณะพิเศษของเขาที่นักประพันธ์รุ่นต่อมาหลายคนได้ยึดถือเป็นแนวทาง บทประพันธ์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ได้แก่ “Миргород” 1835, “Шинель” 1842, “Ревизор” 1836, “Мёртвые души” 1842 เป็นต้น

                อีวาน กันชารอฟ (Иван Гончаров 1812-1891) ได้ประพันธ์งานแนว realistic ที่ตีแผ่สังคมรัสเซียออกมาให้เห็นในผลงานทุกเรื่องของเขาไม่ว่าจะเป็น “Обыкновенная история” 1847, “Обломов” 1859, “Обрыв” 1869 ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของชาวรัสเซียในยุคดังกล่าว

                อีวาน ตูรเกนีฟ (Иван Тургенев 1818-1883) เป็นหนึ่งใน ๓ นักประพันธ์แนว realistic ที่ยึดถือเอาทั้งแนวและแบบมาจากตะวันตก ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา คือ “Записки охотника” 1847-1852, “Рудин” 1856, “Дворянское гнездо” 1859, “Накануне” 1860, “Отцыи дети” 1862 บทประพันธ์ของ อีวาน ตูรเกนีฟ โดยส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนบทบาทของตัวละครที่มีฐานะทางสังคมต่างกัน ซึ่งผูกพันกับสังคมชั้นสูงของรัสเซียในขณะนั้น


                วลาดีมีร์ คาราเลนโก (Владимир Короленко 1853-1921) ระหว่างปี ค.ศ.๑๘๗๙-๑๘๘๖ ถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย ในข้อหาสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักปฏิวัติ ระหว่างที่ถูกเนรเทศได้ประพันธ์งานชิ้นเอกไว้ ๒ เรื่อง คือ “Сон Макара” 1883, และ “Слепой музыкант” 1886 ซึ่งเป็นงานประพันธ์แนว radical idealism หลังจากกลับมาจากการถูกเนรเทศได้ประพันธ์นิยายแนวดังกล่าวไว้อีกหลายเรื่อง

                อันโตน เชียคอฟ (Антон Чехов 1860-1904) เริ่มการเป็นนักประพันธ์ด้วยการเขียนเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในวารสาร ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่มาของรายได้หลักที่ช่วยจุนเจือครอบครัว และชื่อเสียงที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ในนามของราชาเรื่องสั้นแนวตลกในช่วงแรกที่ผลิตผลงาน และกลายเป็นเรื่องตลกที่อ่านจบแล้วไม่ตลก แต่กลับต้องสลดใจในผลงานช่วงต่อมาหลังจากที่เขาเป็นนายแพทย์ และไม่ได้เขียนเรื่องสั้นเพื่อขายอีกต่อไปแล้ว เรื่องสั้นของอันโตน เชียคอฟ มีมากกว่า ๗๐๐ เรื่อง แต่เป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ เรื่องสั้นขนาดยาว ที่เขาได้เขียนขึ้นหลังจากที่ได้เป็นนายแพทย์แล้ว ได้แก่ “Скучная история” 1889, Дузль” 1891, “Дом с мезонином” 1896, Ионыч” 1898, Дама с собачкой” 1899, Бабье царство” 1894, “Мужики” 1897, “В овраге” 1900, “Палата 6” 1892, “Человек в Футляре” 1898, นอกจากนั้น อันโตน เชียคอฟ ยังได้เขียนบทละครอีก ๔ เรื่อง คือ “Чайка” 1896, “Дядя Ваня” 1897, “Три сёсстры” 1901 “Вишнёвый сад” 1904

                มัคซีม โกรกีย์ (Максим Горький 1868-1936) เป็นนามปากกาที่นักอ่านทั่วไปรู้จัก ซึ่งชื่อจริงของเขา คือ อาเล็กเซย์ เปียชกอฟ นักประพันธ์ผู้ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชีวิตมาแล้วหลายมหาวิทยาลัย มัคซึม โกรกีย์ เป็นนักประพันธ์คนแรกของโลกที่ให้กำเนิดนวนิยายแนว “สัจจะนิยมแบบสังคมนิยม” (socialist realism) และเป็นผู้ที่ก่อตั้งสหภาพนักประพันธ์แห่งสหภาพโซเวียต ผลงานที่สะท้อนให้เห็นแนวทางของเขาอย่างเด่นชัดที่สุด คือ “Мать” 1906-1907, “Враги” 1906, “Мещане” 1901, “На дне” 1902, “Дачники” 1904, “Варвары” 1905, “Последние” 1908 หลังจากนั้นได้ประพันธ์อัตชีวประวัติสามตอน คือ “Детство” 1913-1914, “В людях” 1915-1916, “Мои университеты” 1922 และในบั้นปลายของชีวิต  มัคซีม โกรกีย์ ได้ประพันธ์นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ที่เปิดเผยการต่อสู้ทางแนวความคิดที่มีต่อสังคมของชาวรัสเซีย ในช่วงก่อนเกิดมหาปฏิวัติ “Жизнь Клима Самгина” 1925-1936

ฟีโอดาร ดัสตาเยียฟสกี (Фёдор Достоевский 1821-1881) ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง และรัสเซีย ด้วยนวนิยายแนว russian realistic จิต วิเคราะห์ที่ได้พื้นฐานมาจากนวนิยายของ นิโคลัย โกกอล แต่หลักการวิเคราะห์และการเดินเรื่องของทั้งสองจะแตกต่างกันตรงที่ โกกอลวิเคราะห์ตัวละครของตนจากภายนอก แต่ตัสตาเยียฟสกี้วิเคราะห์จากภายใน ซึ่งตัวเขาเองได้ประสบมาแล้วจากชีวิตจริง ประกอบกับพรสวรรค์ทางด้านการถ่ายทอดออกมาทางตัวอักษรที่ทำให้ผู้อ่านได้มอง เห็นภาพที่ชัดเจน ทำให้นวนิยายของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง บทประพันธ์ของดัสตาเยียฟสกีที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ “Бедные люди” 1846, “Белые ночи” 1848, “Записки из Мёртвого дома” 1861-1862, “Преступление и наказание” 1866, “Идиот” 1868, “Бесы” 1871-1872, “Подросток” 1875, “Братья Карамазовы” 1879-1880

เลียฟ ตอลสตอย (Лев толстой 1828-1910) เป็นนักประพันธ์เอกรัสเซีย ที่สามารถประพันธ์นวนิยายที่ตีแผ่สถาบันต่างๆ ของรัสเซียได้อย่างเป็นทางการ และกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้องแนวความคิดของตนเอง ถึงจะขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแนวทางการปฏิบัติของศาสนาในขณะนั้นก็ตาม เลียฟ ตอลสตอย เริ่มต้นการเป็นนักประพันธ์ด้วยการเขียนอัตชีวประวัติสามตอนจบ (Trilogy) ระหว่างปี ค.ศ.๑๘๕๒-๑๘๕๗ “Детство”, “Отрочество”, “Юность” ซึ่งเป็นแนวการเขียนที่มีลักษณะวิเคราะห์ตนเองตามหลักธรรมชาติ จากนั้นเขาได้สมัครเป็นทหารไปรบในสงครามระหว่างรัสเซียกับกองทหารคอแซ็ค ในแถบเทือกเขาคอเคซัส ณ ที่นั้นเลียฟ ตอลสตอล ได้ประพันธ์ผลงานชิ้นต่อมาของเขา “Казаки” 1863 แล้วจึงตามด้วย “Война и мир” 1863-1869 นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ยกย่องวีรกรรมของชาวรัสเซียในสงครามปกป้อง มาตุภูมิ ให้รอดพ้นจากการรุกรานของกองทัพนโปเลียนมหาราชในปี ค.ศ.๑๘๗๓-๑๘๗๗ เลียฟ ตอลสตอย ได้ประพันธ์นวนิยายที่ตีแผ่สังคมรัสเซียในช่วงเวลาดังกล่าว “Анна Каренина” ในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เลียฟ ตอลสตอย ได้เปลี่ยนแนวการเขียนของตน เนื่องจากเขาได้ค้นพบความจริงสูงสุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และต้องการเผยแพร่แนวทางนั้น นวนิยายของเขาในช่วงนั้น ได้แก่ “Воскресение” 1889-1899, “Смерть Ивана Ильича” 1884-1886, “Крейцерова соната” 1877-1889, “Хаджи-Мурат” 1896-1904 และบทละคร “Власть тьмы” 1886, “Живой Труп” 1900

                อีวาน บูนิน (Иван Бунин 1870-1953) เป็นนักประพันธ์ที่มีวิถีชีวิตและแนวความคิดตรงกันข้ามกับระบอบสังคมนิยมในรัสเซียอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งและใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับการท่องเที่ยวรอบโลกและหาความสุขให้กับชีวิต ทำให้เขาต้องอพยพไปอยู่ฝรั่งเศสเมื่อเกิดการปฏิวัติ และยังคงเดินทางท่องเที่ยวเป็นเศรษฐีเจ้าสำราญจนวาระสุดท้ายของชีวิต อีวาน บูนิน จัดว่าเป็นนักประพันธ์รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนแรกของรัสเซีย โดยได้รับในปี ค.ศ.๑๙๓๓ จากนวนิยายเชิงอัตชีวประวัติแนว classic เรื่อง “Жизнь Арсеньева” 1927 นอกจากนี้ยังได้ประพันธ์นวนิยายแนวเดียวกันอีกหลายเรื่องเช่น “Деревня” 1910, “Суходол” 1911, “Господин из Санфранциско” 1915, “Тёмные аллеи” 1943

มิคาอิล โชลาคอฟ (Михаил Шолохов 1905-1984) นักประพันธ์ผู้มีความเป็นคอมมิวนิสต์อยู่อย่างเต็มตัว และเป็นนักประพันธ์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งของรัสเซียและของโลก เนื่องจากการทุ่มเทให้กับงานในหน้าที่อย่างจริงจังของเขา ทำให้เขาได้เป็นทั้งสมาชิกพรรคฯ ผู้แทนพรรคฯ ได้รับรางวัลเลนิน รางวัลของรัฐบาลฯ ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้อุทิศตนเพื่องานสังคมนิยม ถึงสองสมัย และได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมจากนวนิยายเรื่อง “Тихий Дон” 1928-1940 ในปี ค.ศ.๑๙๖๕ ผลงานของเขาทุกเรื่องเป็นบทประพันธ์แนวสัจนิยมแบบสังคมนิยมที่มัคซีม โกรกีย์เป็นต้นแบบ งานประพันธ์ของมิคาอิล โชลคอฟ ที่เป็นที่รู้จักของนักอ่านโดยทั่วไป คือ “Поднятая целина” 1932-1960, “Судьба человека” 1956-1957, “Донские рассказы” 1926

วาเลนติน รัสปูติน (Валентин Распутин 1937) เป็นนักประพันธ์ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในปัจจุบัน บทประพันธ์ของวาเลนติน รัสปูติน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องอิทธิพลของสังคมเมืองที่เข้ามามีบทบาทต่อชนบท ความเจริญทางด้านวัตถุที่เข้ามาทำลายวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนท้องถิ่น ในปัจจุบันเขายังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ของรัสเซีย วาเลนติน รัสปูติน ได้รับรางวัลนักประพันธ์แห่งชาติประจำปี ค.ศ.๑๙๗๗ จากบทประพันธ์เรื่อง “Прощание с Матёрой” ผลงานของวาเลนติน รัสปูติน ที่เป็นนวนิยาย (ไม่รวมเรื่องสั้น) ที่ตีพิมพ์ไปมีดังนี้ 1976 “Деньги для Марии” 1967, “Последний срок” 1970, “Живи и помни” 1974, “Век живи-век люби” 1982, “Пожор” 1985

                วลาดีมีร มายาโคฟสกี (Владимир Маяковский 1893-1930) เป็นกวีแนว futurism ที่มีบทบาทสูงสุดภายหลังการปฏิวัติ บทกวีของเขาล้วนแล้วมีเนื้อหาที่ต่อต้านระบบทุนนิยม และหนุนการปฏิบัติของชนชั้นกรรมมาชีพ “Облако в штанах” 1915, “Флейта-позвоночник” 1916, “Мистерия-буфф” 1918, “Люблю” 1922, “Про это” 1923, “Хорошо” 1927, “Владимир Ильич Ленин” 1924

                บารีส ปาสเตอร์นาค (Барис пастернак 1890-1960) เริ่มต้นการเป็นนักประพันธ์ด้วยการแปลนวนิยายของ Shakespeare และ Goethe และหลังจากนั้นได้ประพันธ์บทกวี Iyric Сестра моя жизнь” 1922, “Девятьсот птый год” 1925-1926, “Лейтенант Шмидт” 1926 และในปี ค.ศ.๑๘๕๕ ได้ประพันธ์นวนิยาย “Доктор Живаго” และถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ในรัสเซีย จึงได้ส่งไปตีพิมพ์ที่อิตาลี และอังกฤษตามลำดับ ในปี ค.ศ.๑๘๕๘ ได้รับรางวัลโนเบลแต่ถูกรัฐบาลบีบบังคับให้ปฏิเสธรางวัลดังกล่าว


 

 

แนวคิดของ มหาตม คานธี

 

ข้าพเจ้า นั้นไม่มีทางที่จะเป็นพิษเป็นภัยต่อโลก หรือประเทศอื่นใดโดยเด็ดขาด   เราต้องการให้ประเทศของเราเป็นอิสสระ แต่ไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดผู้อื่นหรือด้วยการสร้างความเสียหาย ให้แก่ประเทศอื่น ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้อินเดียเป็นอิสระ หากความเป็นอิสสระของอินเดียหมายถึงอังกฤษและชาวอังกฤษหายสาปสูญไปจากโลก ข้าพเจ้าต้องการให้อินเดียเป็นอิสสระ เพื่อประเทศอื่นจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากประเทศของข้าพเจ้า และเพื่อทรัพยากรของอินเดียจะได้เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ลัทธิชาตินิยมในปัจจุบันสอนเราว่า บุคคลจะต้องตายเพื่อครอบครัว ครอบครัวจะต้องตายเพื่อหมู่บ้าน หมู่บ้านจะต้องตายเพื่ออำเภอ อำเภอเพื่อจังหวัด และจังหวัดเพื่อประเทศ นี้ฉันใดประเทศจะต้องเป็นอิสสระ และหากจำเป็น ก็จะต้องตายเพื่อประโยชน์ของโลก ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ความรักชาติหรือความเข้าใจในเรื่องความรักชาติของข้าพเจ้า จึงมีความหมายว่า ประเทศชาติควรจะเป็นอิสสระ และหากจำเป็นก็ควรจะตายได้เพื่อมนุษย์ชาติจะได้มีชีวิตอยู่ ความรักชาติของข้าพจ้าไม่มีที่ว่างที่จะให้ความรังเกียจเชื้อชาติปะปนอยู่ ด้วยได้ ขอให้ความรักชาติของเราเป็นดั่งที่ว่ามานี้ไม่มีขอบเขตจำกัดในการให้บริการ แก่เพื่อนบ้านของเรา ซึ่งอยู่นอกพรมแดนที่ทางการของรัฐได้กำหนดกันไว้ พระผู้เป็นเจ้ามิได้เคยทรงร้างพรมแดนเหล่านี้

 

สำหรับ ข้าพเจ้าแล้ว ความรักชาติมีความหมายเช่นเดียวกับความมีมนุษยธรรม ข้าพเจ้ามีความรักชาติเพราะข้าพเจ้าเป็นมนุษย์และมีความเป็นมนุษย์ แต่ความรักชาติของข้าพเจ้าไม่มีความจำกัดจำเพาะ ข้าพเจ้าจะไม่ก่อความเสียหายแก่อังกฤษ หรือเยอรมันเพื่อประโยชน์ของอินเดีย ลัทธิจักรวรรดินิยมไม่มีที่พักพิงใน โครงการชีวิตของข้าพเจ้า กฎของผู้รักชาติไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎของสังฆราช ผู้รักชาติจะไม่ใช่ผู้รักชาติอย่างสมบูรณ์หากขาดมนุษยธรรม กฏของการเมืองไม่มีอะไรขัดแย้งกับกฏของบุคคลการไม่ร่วมมือของเรานั้นมิใช่ เราไม่ร่วมมือกับชาวอังกฤษ หรือชาวตะวันตก หากแต่เราไม่ร่วมมือกับระบอบของชาวอังกฤษ เราไม่ร่วมมือกับอารยธรรมวัตถุนิยม เราไม่ร่วมมือกับความโลภ และการเอารัดเอาเปรียบการไม่ร่วมมือของเราเป็นการ ปฏิเสธที่จะทำงานกับนักปกครองอังกฤษ  ตามเงื่อนไขที่เขาได้สร้างขึ้นไว้ เราบอกกับนักปกครองของอังกฤษว่ามา มาร่วมงานกับเราตามเงื่อนไขของเราเถิดแล้วผลดีจะเกิดแก่เราแก่ท่านและแก่โลก เป็นส่วนรวม เราจะไม่ยอมเปลี่ยนความตั้งใจของเรา คนที่กำลังจะจมน้าตายจะไปช่วยผู้อื่นได้อย่างไร เราต้องช่วยตัวเราเองก่อนถึงจะช่วยผู้อื่นได้ ชาตินิยมของอินเดียไม่ใช่ชาตินิยมที่คับแคบ จำกัดจำเพาะ และต้องไม่ใช่ชาตินิยมที่รุกรานหรือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น ชาตินิยมของอินเดียต้อง เป็นไปในลักษณะที่สร้างพลานามัย มีคุณธรรมของศาสนา และโดยเหตุที่มีศาสนาจึงมีมนุษยธรรม อินเดียจะต้องเรียนเพื่อมีชีวิตอยู่ ก่อนที่อินเดียจะตายเพื่อมนุษยชาติได้


แม้ ธรรมชาติจะมีการขจัดออกไปอยู่อย่างไม่น้อย  แต่ธรรมชาติก็มีอยู่ได้ด้วยการดึงดุดเข้ามา ความรักใคร่ซึ่งมีต่อกันช่วยให้ ธรรมชาติมีชีวิตสืบเนื่องกัน ความรักตนเองบังคับให้ต้องรักและคิดถึงผู้อื่น ชาติต่างๆอยู่ร่วมกันได้เพราะคนซึ่งประกอบกันเป็นแต่ละชาติ มีความรักใคร่นับถือกัน วันหนึ่งเราจะต้องขยายกฎแห่งครอบครัวให้เป็นกฎประจำสากลจักรวาล เช่นเดียวกับที่เราขยายกฎแห่งครอบครัวให้เป็นกฏแห่งชาติ เพราะชาติก็คือครอบครัวใหญ่มนุษยชาติเป็นเอกะ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมนุษยชาติมีกฏแห่งศีลธรรมปกครองอยู่อย่างเท่าเทียมกัน มนุษย์ทั้งมวลมีความเสมอภาคกันในสายตาของพระผู้เป็นเจ้า จริงอยู่มนุษย์แบ่งออกเป็นเชื้อชาติ ฐานะ และอื่นๆ แต่ยิ่งมีฐานะสูงเท่าใด ความรับผิดชอบของมนุษย์ก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้นภาระหน้าที่ของข้าพเจ้า นั้นมิได้มีเพียงเพื่อภราดรภาพของชาวอินเดียหรือเพียงเพื่อเสรีภาพของ อินเดีย แม้ว่าทุกวันนี้ภาระหน้าที่สองประการนี้จะดึงดูดกำลังใจกำลังกายของข้าพเจ้า ไปแทบจะหมดก็ตาม ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้ว่า ด้วยการปฎิบัติภาระหน้าที่ที่จะให้อินเดียมีความเป็นไทแก่ตัวเองเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะสามารถปฎิบัติหน้าที่อันเกี่ยวกับภราดรภาพของ มนุษย์ได้ความรักชาติของข้าพเจ้ามิได้มีขอบเขตอยู่ในวงอันจำกัดข้าพเจ้ารัก มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาข้าพเจ้าชิงชังความรักชาติชนิดที่เอาเปรียบหรือสร้างความทุกข์ยากให้ แก่ชาติอื่น ความรักชาติตามความเข้าใจของข้าพเจ้านั้นจะต้องสอดคล้องกับสวัส ดิภาพ ของมนุษย์เสมอและไม่มีข้อยกเว้นไม่เต่เท่านี้เท่านั้นศาสนาที่ข้าพเจ้า นับถือซึ่งเป็นที่มาแห่งความรักชาติของข้าพเจ้า ยังครอบคลุมวิถีทางอันประเสริฐนั้นได้แก่การเป็นมิตรกับโลกและถือว่ามนุษย์ ทั้งผองเป็นพี่น้องกันผู้ใดที่แบ่งแยกในเรื่องการนับถือศาสนาผู้นั้นเป็นผู้ ที่ให้การศึกษาที่ผิดแก่สมาชิกในครอบครัว และเป็นผู้ที่สร้างความร้าวฉานและความไม่มีศาสนาให้เกิดขึ้น ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่และขอตายเพื่อเสรีภาพของอินเดีย เพราะนี้เป็นส่วนหนึ่งของความสัตย์ อินเดียที่เป็นอิสสระเสรีเท่านั้นที่จะบูชากราบไหว้พระเจ้าที่แท้จริงได้ ข้าพเจ้าทำงานเพื่อเสรีภาพของอินเดีย เพราะสัญชาติญาณสอนข้าพเจ้าว่าในฐานะที่เกิดในอินเดียและมีวัฒนธรรม เป็นอินเดีย ข้าพเจ้าเหมาะสมที่สุดที่จะรับใช้อินเดีย และอินเดียก็มีสิทธิเรียกร้องการรับใช้จากข้าพเจ้าก่อนประเทศอื่น แต่ความรักชาติของข้าพเจ้าไม่แต่ไม่มุ่งร้ายต่อประเทศอื่นเท่านั้น หากยังมุ่งดีต่อทุกประเทศ ในความหมายอันแท้จริงอีกด้วย เสรีภาพของอินเดียในทัศนะของ

 

ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้อังกฤษเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หรือถูกหลู่เกียรติ ข้าพเจ้าจะรู้สึกเสียใจที่จะได้เห็นโบสถ์ เซ็นต์ปอล ได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับที่จะได้เห็นโบสถ์ กาศี วิศวนาถ และสุเหร่า ยุมา ได้รับความเสียหาย ข้าพเจ้าพร้อมที่จะปกป้องโบสถ์ กาศี วิสวนาถ สุเหร่า ยุมา และโบสถ์ เซนต์ปอล ด้วยชีวิตของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมทำลายชีวิตใดชีวิตหนึ่ง เพื่อปกป้องศาสนสถานเหล่านี้ นี่คือความแตกต่างขั้นมูลฐานระ หว่างข้าพเจ้ากับชาวอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จิตใจข้าพเจ้าอยู่ข้างชาวอังกฤษ เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ขอชาวอังกฤษชาเมริกัน และใครก็ตามที่ได้ยินเสียงข้าพเจ้า โปรดอย่าได้มีความแคลงใจเลย ทั้งนี้มิใช่เป็นเพราะาพเจ้ารักชาวอังกฤษ และเกลียดชาวเยอรมัน ข้าพเจ้าไม่คิดว่าในฐานะที่เป็นประชาชาติหนึ่งชาวเยอรมันหรือชาวอิตาลีจะเลวไปกว่าชาวอังกฤษ เราทั้งหลายต่างก็เป็นปถุชนคนธรรมดาหมือนๆกัน และเราทั้งต่างก็เป็นสมาชิกของครอบครัวมนุษย์อันกว้างใหญ่ไพศาล ข้าพเจ้าจะไม่ขอแบ่งแยก ข้าพเจ้าไม่เคยอวดอ้างคุณวิเศษของชาวอินเดีย ซึ่งก็มีทั้งคุณธรรมและความเลวาย เหมือนมนุษย์ชาติอื่นๆ ทั่วไป มนุษยชาติมิได้แบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกันษย์อาจจะอยู่ในเคหสถานบ้านเรือนห่างไกลกัน แต่มนุษย์ก็มีความสัมพันธ์กันข้าพเจ้าไม่ได้พูดว่า

” ขอให้อินเดียเป็นสุข ๆเถิด โลกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง !”
ข้าพเจ้าจะไม่พูดเช่นนี้เป็นอันขาด หากจะขอพูดว่า
“ขอให้อินเดียเป็นสุขๆ เถิด และขอให้โลกเป็นสุขด้วย” 

อินเดียจะยืนยงและมีความเป็นไทอยู่ได้ก็ต่อเมื่อ อินเดียมีความรักใคร่และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งนี้มิใช่เฉพาะเพื่อนมนุษย์ที่อาศัยอยู่ ณ จุดเล็กๆ บนพื้นโลกที่มีชื่อเรียกว่านเดีย อินเดียอาจจะเป็นประเทศที่ใหญ่ในเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เล็กกว่า แต่ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล หรือในสากลจักรวาล อินเดียเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียวเท่านั้นการไม่เชื่อว่าโลกจะมีสันติภาพถาวรได้ คือการไม่เชื่อว่ามนุษย์มีคุณธรรม ความดีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เอง ตราบจนเท่าทุกวันนี้การที่โลกยังไม่สามารถมีสันติภาพถาวรได้นั้น เป็นเพราะมนุษย์ผู้พยายามสร้างสันติภาพทั้งหลายขาดความจริงใจต่อกัน มนุษย์ยังไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ การผสมทางเคมีโดยขาดความสมบูรณ์ทางสูตรจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพฉันใด การสร้างสันติภาพโดนขาดเงื่อนไขอันสมบูรณ์ก็จะไม่ประสบความสำเร็จฉันนั้น หากผู้นำของประเทศมหาอำนาจผู้กุมกลไกแห่งการทำลายล้าง จะตระหนักถึงอำนาจอันประลัยของกลไกเหล่านั้น  แล้วเลิกใช้มันโดยเด็ดขาด สันติภาพอันถาวรก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ แต่สภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตราบใดที่ประเทศมหาอำนาจไม่ยอมละทิ้ง แผนการกวรรดินิยม และไม่ยอมเลิกแข่งขันการทำลายวิญญาณของตนเอง ด้วยการสร้างความต้องการให้ากขึ้น แล้วพยายามหาวัตถุตอบสนองความต้องการนั้นๆ ให้มากขึ้นเรื่อยๆข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ลัทธิอหิงสาสามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ ข้าพเจ้าทราบดีว่า อาจจะเป็นการหมิ่นเหม่สักหน่อยที่จะอ้างถึงสงครามที่ผ่านมา แต่ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่หลีกเลื่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น ในทัศนะของข้าพเจ้าสงครามโลกที่ผ่านมา เป็นการขยายอำนาจบาตรใหญ่ของคู่สงคราม ทั้งสองฝ่ายทำสงครามเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์อันจะได้จากประเทศที่อ่อนแอ การช่วงชิงผลประโยชน์นี้มีชื่อเรียกกันโก้ๆ ว่าการค้าสากล ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นว่า หากโลกไม่ด้องการฆ่าตนเอง โลกจะต้องตกลงรื่องการลดกำลังรบกันให้ได้ และในการนี้ จะต้องไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่ง ยอมเสี่ยงอันตรายด้วยการลดกำลังรบของตนเองก่อน หากโชคดีเป็นไปได้ดังกล่าว การกระทำเพื่อก่อให้เกิดนติ

ภาพของประเทศนั้น จะเป็นเครื่องทำลายความกินแหนงแคลงใจของประเทศตรงกันข้าม และจะช่วยกระตุ้นให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม สันติภาพซึ่งโลกใฝ่ฝันปราถนาจะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีนี้ระเทศที่ปฏิบัติได้เช่นนี้ย่อมได้ชื่อว่า ได้กระทำสิ่งที่ถูกต้อง และได้เสียสละเป็นอย่างสูง ทั้งนี้พื่อสันติสุขของประเทศนั้นเองและของประเทศอื่นเป็นการแน่นอนที่สุดว่า หากโลกไม่ยุติการแข่งขันสร้างอาวุธ ซึ่งกำลังกระทำอยู่อย่างบ้าคลั่งในทุกวันนี้แล้วไซร้ ความพินาศหายนะชนิดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนเลย จะต้องอุบัติขึ้นในโลกอย่างแน่แท้ ผู้ที่มีชีวิตรอดมาได้ในฐานะฝ่ายชนะ จะมีชีวิตอยู่อย่างซังกะตาย ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า นอกจากอหิงสาอันได้แก่วิธีแห่งสันติเท่านั้นที่จะนำมนุษยชาติไปสู่สันติได้หากไม่มีความโลภ การสร้างอาวุธก็จะไม่มี หลักการของอหิงสา ไม่ยอมให้มีการเอารัดเอาเปรียบ ขูดรีดใดๆทั้งสิ้น เมื่อใดที่การขูดรีด เมื่อนั้นจะเกิดความรู้สึกว่าอาวุธยุทธสัมภาระเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น การลดอาวุธอันแท้จริงจะไม่เกิดขึ้น ตราบใดที่ประเทศชาติไม่เลิกการขูดรีดเอารัดเอาเปรียบกัน

ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ หากโลกนี้ปราศจากความรักใคร่ และความเมตตาเหมือนครอบครัวเดียวกัน

รู้ทันภาษาต่างชาติ


ลักษณะของภาษาชวา-มลายู

                ภาษาชวา-มลายู  เป็นภาษาที่จัดอยู่ในตระกูลมาลาโยโพเนเซียน  หรือ  ออสโตรเนเซียน    มีลักษณะเป็นภาษาคำติดต่อ  แต่การติดต่อคำมีลักษณะที่ไม่ซับซ้อนมากนัก  การสร้างคำใหม่จะเอาพยางค์มาต่อเติมให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  การเติมหน่วยคำมี  2  ลักษณะคือ  การเติมหน้า  และเติมหลังแต่ไม่มีการเติมกลางเหมือนในภาษาเขมรคำในภาษามลายูส่วนมากเป็นคำสองพยางค์  ส่วนคำพยางค์เดียวหรือคำหลายพยางค์ก็มีบ้างแต่มักเป็นคำที่รับมาจากภาษาอื่น  ซึ่งภาษามลายูก็มีภาษาอื่นมาปะปนเช่นเดียวกันเพราะมลายูมีการติดต่อเกี่ยวกับการค้าขายและการเมืองกับชาติอื่นๆ  จึงรับเอาภาษาและวัฒนธรรมของชาติอื่นเข้ามา  ภาษาที่เข้ามาปะปนอยู่ในภาษามลายูได้แก่  ภาษาบาลีและสันสกฤต  ภาษาทมิฬ  ภาษาอากรับ  ภาษาเปอร์เซีย  ภาษาจีน  ภาษาไทย  ภาโปรตุเกส  ภาษาฮอลันดา  ภาษาอังกฤษ  และภาษาญี่ปุ่น  เป็นต้น (วิจิตรา  แสงพลสิทธิ์  2524 : 41) 

ตัวอย่างการสร้าง คำในภาษามลายู (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์, 2516 : 31)

1.       ตัวอย่างการสร้างคำแบบเติมหน่วยคำ

เติมหน้า

Gall                            =             ขุด

Pen+gali = gengall           =             เครื่งขุด

       เติมหลัง

  tertawa               =             หัวเราะ

 tertawa  +kan        =             หัวเราะเยาะ

       เติมหน้าและเติมหลัง

 Mula            =             เริ่มต้น

 Pe+ mula+an          =             การเริ่มต้น            

                ตัวอย่างคำที่มีการเติมหน่วยคำที่ยืมมาใช้ในภาษาไทย

Duri   แปลว่า   หนาม     เติม  an  ตามวิธีต่อเติมคำ  เป็น  durian   แปลว่า   สิ่งที่มีหนาม  คือ  ทุเรียน  เป็นต้น

2.       ตัวอย่างการสร้างคำแบบคำประสม

ในตอนหลังมีการสร้างคำแบบคำประสมของไทยโดยใช้คำที่มีความหมายเด่นไว้ต้น และใช้คำที่มีความหมายรองตาม เช่น

    Kapala  santa              =             หัวกะทิ

    Anak  kunchi               =             ลูกกุญแจ               เป็นต้น

 

คำภาษาชวา มลายูในวรรณคดี

       ภาษาชวา มลายู มีปรากฏอยู่มากที่สุดในวรรณคดีเรื่องอิเหนาทุกฉบับ เนื่องจากไทยได้รับเค้าเรื่องมาจากชวา โดยผ่านการเล่าเรื่องของหญิงสาวชาวมลายา คำที่ใช้ในเรื่องอิเหนามีทั้งคำที่เป็นชื่อเฉพาะและคำที่เป็นคำสามัญทั่วๆไป ส่วนใหญ่เป็นคำที่ใช้ในวรรณคดีเรื่องนี้เท่านั้น ไม่มีใช้โดยทั่วไป

        นอกจากคำภาษาชวา – มลายูที่มีใช้ในวรรณคดีเรื่องอิเหนาฉบับต่างๆแล้ว ยังมีคำที่มาจากภาษาชวา – มลายูอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันและมีในวรรณคดีไทยและวรรณกรรมเรื่องอื่นแต่ไม่มากนัก ซึ่งได้แก่เรื่อง วงศ์เทวราช พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย พรรณพฤกษากับสัตวาภิธาน เป็นต้น

ลักษณะการยืมคำภาษาชวา มลายูมาใช้ในภาษาไทย

คำภาษาชวา – มลายูก็เช่นเดียวกับคำภาษาอื่นๆ เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงในทางเสียง ความหมาย ตัวสะกด เพราะคนไทยถือเอาความสะดวกแก่ลิ้น คือการออกเสียงและความไพเราะหูเป็นประมาณ จึงทำให้ไม่สามารถสืบสาวไปถึงคำเดิมได้ เพียงแต่ใช้วิธีการสันนิษฐานอาจถูกต้องตามความเป็นจริง อาจใกล้เคียง หรืออาจผิดไปเลยก็ได้ คำบางคำอาจกร่อนเสียง เสียงเพี้ยนไปจนไม่อาจหาความหมายได้ก็มี (ประสิทธิ์ ธ.บุญปถัมภ์, 2526 : 59) อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมคำที่สันนิษฐานว่าไทยรับมาจากภาษาชวา – มลายูนั้น พบว่ามีทั้งที่ยังคงเสียงและความหมายของคำตามภาษาเดิม และมีที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของการหยิบยืมภาษา และการเปลี่ยนแปลงนั้นในคำเดียวอาจจะเปลี่ยนแปลงหลายประการ ดังนี้

1.       ออกเสียงเหมือนหรือใกล้เคียงกับภาษาเดิมและคงความหมายตามภาษาเดิม เช่น

กง           มาจากคำว่า           kong       (ไม้รูปโค้งที่เป็นโครงเรือ)

กะปะ     มาจากคำว่า           kapak     (ชื่องูพิษ)

2.       เสียงพยัญชนะบางเสียงเปลี่ยนไปแต่ใกล้เคียงกับเสียงเดิม

าเต๊ะ    มาจากคำว่า           batek      กลายมาจากเสียง  /b/  เป็นเสียง  /p/

กัญา     มาจากคำว่า           ganja      กลายมาจากเสียง  /j/  เป็นเสียง  /ch/

3.  เสียงสระเปลี่ยนแปลงไป คำที่เสียงสระเปลี่ยนแปลงไปนี้ โดยทั่วไปจะเปลี่ยนแปลงไปแต่เพียงเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนจากสระเสียงสั้นเป็นสระเสียงยาว หรือเปลี่ยนเป็นเสียงที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ส่วนคำที่เสียงสระเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนมีไม่มากนักและมักจะเปลี่ยนทั้ง เสียงพยัญชนะและสระ เช่น

กระแชง              มาจากคำว่า           kajang (กายัง = เครื่องบังแดดแบบหนึ่ง)

กะละแม              มาจากคำว่า           kelamai  (เกอะลาไม)

4.  คำที่ไทยนำมาออกเสียงประสมสระอะที่พยางค์หน้า บางคำแทรกเสียง “ร” ควบกล้ำซึ่งอาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของคำไทยที่มีคำลักษณะนี้อยู่มาก เช่น

kakatua       กระตั๋ว   (นกกระตั๋ว)

ketok           กระทอก   (กระแทกขึ้นลง)

5.  เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มหน่วยเสียงตัวสะกด ส่วนมากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวสะกดให้ตรงตามมาตราตัวสะกดของไทย เช่น

กระพัน       มาจากคำว่า           kabal      (ทนทานต่อศัสตราวุธ)

กำปั่น         มาจากคำว่า           kapal      (เรือกำปั่น)

6.  การกลายเสียงวรรณยุกต์ ระดับเสียงในภาษาชวา – มลายู อยู่ในระดับกลางและต่ำ ไม่อยู่ในระดับสูง เช่น บุหรง ชวา – มาลายู ซึ่งชวา – มลายูออกเสียงระดับกลางว่า บุ – รง เหตุที่เสียงวรรณยุกต์กลายจากเสียงระดับกลางและต่ำเป็นเสียงสูงนั้นก็คงเป็น เพราะว่าเราได้รับคำเหล่านี้ผ่านเข้ามาทางเสียงชาวปักษ์ใต้ นัยว่าเพราะนางข้าหลวงผู้ที่นำเรื่องอิเหนามาเล่าถวายเจ้าหญิงสองพระองค์ของ ไทย เป็นชาวปักษ์ใต้ (พระยาอนุมานราชธน, 2510 : 77) สำเนียงภาษาถิ่นใต้นั้นโดยทั่วไปแล้วจะออกเสียงอยู่ในระดับเสียงสูง คำภาษาชวา – มลายู ที่มีในวรรณคดีเรื่องอิเหนาจะมีคำที่กลายเสียงในลักษณะนี้จำนวนมาก และส่วนใหญ่พยางค์ท้ายจะกลายเสียงเป็นเสียงจัตวา เช่น

bulan                      บุหลัน    (ดวงเดือน)

pandan                 ปาหนัน (ดอกลำเจียก)

7.   มีการเปลี่ยนแปลงเสียงในลักษณะการกลมกลืนเสียง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเสียงในลักษณะนี้มีหลายคำ มักเป็นการกลมกลืนเสียงไปข้างหน้าและกลมกลืนเสียงร่วมกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

7.1  กลมกลืนเสียงไปข้างหน้า  เช่น

บันนังสะตา  (ชื่ออำเภอ)   มาจากคำว่า  bendang  setar

7.2      กลมกลืนเสียงร่วมกัน (บางคำเสียงพยัญชนะต้นกลายไปด้วย) เช่น

พรก        มาจากคำว่า           porok     (กะลามะพร้าว)

8.  การตัดพยางค์ มักเป็นการตัดพยางค์หน้าและพยางค์กลาง

8.1  ตัดพยางค์หน้า เช่น กัด           มาจากคำว่า           pukat     (อวน)

8.2    ตัดพยางค์กลาง เช่น กำยาน    มาจากคำว่า           kemenyan    (เครื่องหอมชนิดหนึ่ง)

8.3    ตัดพยางค์ท้าย เช่น มะเร็ง     มาจากคำว่า           merengsa     (แผลเน่าเปลื่อยไม่ยอมหาย)

9.  การเพิ่มเสียงและเพิ่มพยางค์ มีบางคำที่ไทยรับมาใช้แล้วเพิ่มเสียงเข้าไป ซึ่งทำให้พยางค์เพิ่มขึ้นด้วย แต่มีไม่มากนัก เช่น

กระจับปิ้ง         มาจากคำว่า        chaping      เพิ่มพยางค์หน้า (จะปิ้ง ก็ใช้)

10.  ไทยนำมาใช้ความหมายกลายไปจากเดิม คือ ความหมายแคบเข้า ความหมายกว้างออก หรือ ความหมายย้ายที่ ดังตัวอย่าง

10.1  ความหมายแคบเข้า เช่นกูบ  (kop)  ยอดกลมมน หลังคา กูบบนหลังช้าง ไทยใช้ความหมายแคบลง คือ ใช้เฉพาะกูบบนหลังช้าง

10.2    ความหมายกว้างออก เช่นกระโถน  (ketuy)  ความหมายเดิม คือ กระโถนบ้วนน้ำหมาก ไทยใช้ความหมายกว้างขึ้น หมายถึงกระโถนทั่วไป

10.3    ความหมายย้ายที่หรือความหมายเปลี่ยนแปลงไป เช่น

สลัด  (selat) ความหมายเดิม คือ ช่องแคบในทะเล ความหมายที่ไทยใช้ หมายถึงโจรที่ปล้นทางทะเล เรียกว่า “โจรสลัด”

จิตเพศ คืออะไร

ขั้นพัฒนาการทางจิต-เพศ

ฟรอยด์อธิบายว่า แรงขับทางเพศ เป็นพลังที่เรียกว่า“ลิบิโด (Libido)” ซึ่งจะไปกระตุ้นร่างกายของบุคคลตามตำแหน่งต่างๆ ตามช่วงอายุ เมื่อลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณใด บริเวณนั้นจะเกิดภาวะเครียด (Tension) บุคคลจำต้องหาวิธีการลดภาวะเครียดหากลดภาวะเครียดได้ก็เป็นปรกติ แต่ถ้าลดภาวะเครียดไม่สำเร็จจะเกิดภาวะติดค้าง (Fixation) นั่นคือ บุคคลนั้นจะเก็บซ่อนความต้องการที่จะแสดงพฤติกรรมลดภาวะเครียดนั้นๆ เอาไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อที่จะนำมาแสดงออกในภายหลังเมื่อมีโอกาส พัฒนาการทางจิต-เพศ 5 ขั้นตอน มีดังนี้

  1. ขั้นปาก (Oral Stage) (แรกเกิด-1 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณปาก การดูดจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่เด็กบางคนอาจเกิดภาวะติดค้างได้ ซึ่งอาจเนื่องจากการหย่านมด้วยวิธีการรุนแรง การมีน้องเร็ว การที่มารดามีภารกิจมาก เป็นต้น เมื่อบุคคลนี้เติบโตขึ้นก็อาจมีพฤติกรรมชอบกินเหล้า สูบบุหรี่ กินจุบจิบ จู้จี้ขี้บ่น เป็นต้น
  2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) (อายุ 1-2 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นที่ทวารหนัก การกัก และการปล่อยอุจจาระจึงเป็นการลดภาวะเครียดของเด็ก แต่ถ้าผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูใช้วิธีการเข้มงวดในการฝึกวินัยในการขับถ่าย เด็กจะเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้น อาจมีนิสัยเผด็จการหรือไม่มีความพอดีในเรื่องความสะอาดและการใช้จ่าย
  3. ขั้น อวัยวะเพศ (Phallic Stage) (อายุ 3-5 ปี) ลิบิโดไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเด็กเริ่มสนใจความแตกต่างระหว่างเพศ จึงทำให้ชอบจับต้องอวัยวะเพศเล่น เป็นการลดภาวะเครียด แต่ผู้ใหญ่มักใช้ค่านิยมของตนไปตัดสินพฤติกรรมของเด็กว่าไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการขัดขวางการลดภาวะเครียดของเด็ก ทำให้เด็กเกิดภาวะติดค้าง เมื่อโตขึ้นเด็กก็อาจจะชอบแสดงออกในเรื่องเพศ ชอบพูดจาสองแง่สองง่าม หรือให้ความสนใจต่อเรื่องเพศมากเป็นพิเศษในขั้นนี้มีสิ่งสำคัญเกิด ขึ้นคือ เด็กชายเกิดปมโอดิปุส (Oedipus Complex)และเด็กหญิงจะเกิดปมอีเลคตร้า (Electra Complex) ซึ่งหมายถึงความรู้สึกของเด็กชายที่รักและติดแม่ เด็กหญิงจะรักและติดพ่อ และเด็กชายจะเลียนแบบพ่อเพื่อให้เป็นที่รักของแม่ ส่วนเด็กหญิงจะเลียนแบบแม่เพื่อให้เป็นที่รักของพ่อ อันส่งผลให้เริ่มมีบุคลิกภาพสอดคล้องกับเพศของตน
  4. ขั้นพัก (Latency Stage) (อายุ 6-12 ปี) ขั้นนี้ถือได้ว่าเป็นการพัก แต่มิใช่ว่าไม่มีการกระตุ้นของลิบิโดแต่พฤติกรรมทางเพศเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่อยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะจึงไม่มีภาวะติดค้าง
  5. ขั้น เพศ (Genital Stage) (อายุ 13-20 ปี) เป็นช่วงวัยรุ่น ลิบิโดจะไปกระตุ้นบริเวณอวัยวะเพศ และเป็นไปอย่างมี “วุฒิภาวะทางเพศ” กล่าวคือ พร้อมต่อการสืบพันธุ์ การลดภาวะเครียดจึงเป็นการบำบัดความใคร่ด้วยตนเอง (Masturbation) ทั้งนี้เนื่องจากสภาพทางสังคมยังไม่เอื้อต่อการให้บุคคลในวัยนี้มีคู่ครอง ทั้งๆ ที่มีความต้องการทางการสืบพันธุ์สูงมาก

ระดับของจิต เป็นการจำแนกระดับความรู้ตัวของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ โดยจำแนกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

  1. จิตรู้สำนึก (Conscious) เป็นความรู้ตัวขณะแสดงพฤติกรรม เช่น การเริ่มหัดขับขี่รถยนต์ การตอบโต้กับบุคคลอื่นในเรื่องที่มีความสำคัญสูง เป็นต้น
  2. จิตกึ่งรู้สำนึก (Subconscious) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ก้ำกึ่งระหว่างความรู้ตัวสับเปลี่ยนกับความไม่รู้ตัว เช่น การทำพฤติกรรมตามความเคยชิน ทำพฤติกรรมตามขั้นตอน ฝึกฝนจนมีความชำนาญ เป็นต้น
  3. จิตใต้สำนึก (Unconscious) เป็นความไม่รู้ตัว แต่เป็นรากฐานผลักดันพฤติกรรม ในบางครั้งจิตระดับนี้อาจปรากฏเป็นความฝันทั้งๆ ที่เรื่องนั้น ๆ บุคคลนั้นไม่ได้คิดคำนึงถึงตามปรกติ บางกรณีบุคคลอาจได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมบางอย่างแล้วนึกขึ้นได้ก็มี ฟรอยด์เปรียบเทียบระดับของจิตกับก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำซึ่งทำให้เข้าใจได้ ง่ายขึ้น กล่าวคือ ก้อนน้ำแข็งที่ลอยน้ำ จะมีส่วนที่อยู่เหนือน้ำ ส่วนที่ปริ่มผิวน้ำ และส่วนที่อยู่ใต้น้ำอันเปรียบเสมือนจิต 3 ระดับ โดยจิตระดับที่สามนั้นจะโผล่พ้นผิวน้ำได้ ก็ต่อเมื่อมีลมหรือมีคลื่นที่รุนแรงเท่านั้น ฟรอยด์เชื่อว่าจิตใต้สำนึกมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในชีวิตของบุคคลในแต่ละวัน มากและแรงขับทางเพศก็อยู่เบื้องหลังของอิทธิพลนี้ด้วย

สัญชาตญาณ (Instinct) เป็นพฤติกรรมที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติของแต่ละชนิดของอินทรีย์ไม่จำเป็นต้อง มีการเรียนรู้ นักจิตวิทยาหลายคนอธิบายสิ่งนี้ไว้ในรูปของปฏิกิริยาสะท้อน (Reflexive Action) พฤติกรรมที่เป็นสัญชาตญาณมีมากมาย แต่มีบางพฤติกรรมที่เราคิดว่าเป็นการเรียนรู้ เช่น การว่ายน้ำซึ่งเป็นสัญชาตญาณ เพียงแต่ที่บางคนว่ายน้ำไม่เป็นเพราะเลย “ระยะวิกฤต (Critical Period)” สำหรับการว่ายน้ำไป (คือช่วงที่ควรจะได้ว่ายน้ำกลับไม่มีโอกาส จนเวลาผ่านพ้นระยะวิกฤติไป สัญชาตญาณนี้จึงหายไปด้วย) ฟรอยด์แบ่งสัญชาตญาณไว้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Live Instinct) เป็นพฤติกรรมการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการดำรงอยู่ของชีวิต เช่น การหาปัจจัยเพื่อยังชีพ การหนีห่างจากภัยอันตราย เป็นต้น
  2. สัญชาตญาณแห่งความตาย (Dead Instinct) เป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อหายนะของชีวิต เช่น การฆ่าตัวตาย (เพียงแค่คิดก็มีพฤติกรรมนี้แล้ว) การมุ่งร้ายต่อศัตรู หรือความอยากรู้อยากเห็นต่อความพินาศย่อยยับ เป็นต้น

สัญชาตญาณทั้งสองกลุ่มนี้มีอิทธิพลผลักดันพฤติกรรมของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา และมีโอกาสสับเปลี่ยนไปจากกลุ่มหนึ่งไปเป็นอีกกลุ่มหนึ่งในทันทีทันใด

โครงสร้างแห่งบุคลิกภาพ (Personality Structure) หรือบางครั้งเรียกโครงสร้างแห่งจิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าเน้นพฤติกรรมภายนอกหรือภายใน คำว่า “บุคลิกภาพ”หมายถึง ผลรวมของพฤติกรรมที่ปรากฏต่อการรับรู้ของผู้อื่น และมีลักษณะค่อนข้างถาวร ฟรอยด์เชื่อว่าบุคลิกภาพมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้

  1. อิด (Id) เป็นส่วนที่กระตุ้นความต้องการของบุคคลและบงการการตอบสนองความต้องการตาม หลักแห่งความพึงพอใจ (Pleasure Principle) คือคำนึงความพึงพอใจของตนเองเป็นใหญ่ โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าเป็นคนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเพราะสัตว์ อื่นๆ ก็ล้วนกระทำแบบนี้ โดยมิต้องพึ่งพาการอบรมสั่งสอน
  2. อีโก้ (Ego) เป็นส่วนที่กระตุ้นให้บุคคลตอบสนองความต้องการที่เกิดจากอิด โดยไม่ให้อิดบงการการตอบสนอง อีโก้จะตอบสนองตามหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle) คือคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างตนเองกับผู้อื่น การตอบสนองความต้องการแบบนี้ถือว่าอยู่ในระดับเกณฑ์ปรกติของคนทั่วไป เพราะคนเราอาจจะต้องสูญเสียความพอใจไปบ้างเพื่อผู้อื่นจะได้ไม่เดือดร้อน
  3. ซูเปอร์อีโก้ (Superego) เป็นส่วนที่บงการการตอบสนองความต้องการของอิด โดยคำนึงถึงหลักแห่งมโนธรรม (Moral Principle) คือคำนึงถึงประโยชน์สุขของผู้อื่น แต่ตนเองอาจทุกข์ก็ได้ ถือว่าเป็นการตอบสนองความต้องการในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปกติของคนทั่วไป

โดยทั่วไปความต้องการของบุคคลเกิดจากอิดเท่านั้น โดยมีแรงขับทางเพศและสัญชาตญาณปะปนอยู่ด้วย ส่วนการตอบสนองความต้องการนั้นอีโก้จะเป็นส่วนปฏิบัติการในสภาพการณ์ที่เกิด ขึ้น แต่จะได้รับอิทธิพลจากอิด ซูเปอร์อีโก้ หรืออีโก้เอง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความคิดของบุคคลในขณะนั้น

ฟรอยด์อธิบายว่า ช่วงแรกเกิด-5 ปี เป็นระยะวิกฤต (Critical Original Period) ของชีวิตมนุษย์ เป็นระยะปูพื้นฐานของบุคคลในทุกๆ ด้าน ถ้าผ่านช่วงนี้ไปแล้ว ถึงแม้จะชดเชยมากเพียงใดก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ และหากเกิดประสบการณ์รุนแรงฝังใจ (Traumatic Experience) ในช่วงนี้ก็จะส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ของบุคคลนั้นตลอดไปเช่นกัน เช่น หากเคยตกจากที่สูงในช่วงนี้ก็อาจทำให้กลัวความสูงมากกว่าคนทั่วไป เป็นต้น

ทฤษฎีพัฒนาการทางจิต-เพศนี้ทำให้พ่อแม่หรือครูรู้ว่าควรจะปฏิบัติ กับเด็กแต่ละวัยอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดภาวะติดค้าง และตระหนักถึงความสำคัญกับช่วงชีวิต 5 ปีแรกของเด็กให้มาก

 

สิบสิ่งที่ควรรู้

1 ไม่กี่ปีของการศึกษาไม่ได้ทำให้นักศึกษาคนหนึ่ง:

บ่อยเกินไปเยาวชนมุสลิมศึกษาหนังสือสองสามเล่มหรือไม่กี่ปีแล้วจึงพัฒนา “นักศึกษา” ซับซ้อน พวกเขาเริ่มต้นที่จะบังคับความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ ราวกับว่าพวกเขาไม่สามารถจะผิด พวกเขากลายเป็นทิฐิกับมุมมองอื่น ๆ และพวกเขาเขียนออกใครที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาเป็นความผิดปกติ

เรา จำเป็นต้องตระหนักถึงก่อนที่เราจะเริ่มต้นการเดินทางของเราของความรู้ที่ วิทยาศาสตร์ของศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากและลึก; ความหลากหลายของความคิดเห็นในเฟคห์มีหลายและโอกาสเสมอถูกขวามีบาง ผม แนะนำให้ทุกเพื่อนสาวของฉันมุสลิมที่จะเหยียบระมัดระวังให้อัตตาในการตรวจ สอบความแตกต่างกับวิธีการเป็นไปได้ของการผิดและไม่เคยลืมที่จะพูดว่า “อัลลอรู้ดีที่สุด”

2 มารยาทมาก่อน:

ในอดีตนักวิชาการส่วนใหญ่จะฝึกนักเรียนในมารยาทที่ดีก่อนที่จะสอนให้พวกเขารู้อิสลาม พ่อแม่เกินไปจะส่งเสริมให้เด็กของพวกเขาที่จะเรียนรู้มารยาทก่อนวิทยาศาสตร์อิสลาม

น่า เศร้าที่วันนี้หลายสถาบันไม่ได้สอนมารยาทที่ดีให้กับนักเรียนของพวกเขาคาด หวังว่าพวกเขาจะได้รับโดยอัตโนมัติพวกเขาผ่านการศึกษาของศาสนาอิสลาม นี้นำไปสู่ครูสอนศาสนาอิสลามที่มีมารยาทที่ไม่ดีซึ่งจะไล่คนออกจากศาสนาอิสลาม

ใน เรื่องนี้ใครที่กำลังศึกษาหรือการเรียนการสอนศาสนาอิสลามจะต้องเรียนรู้ มารยาทที่เหมาะสมในการจัดการกับคนเมตตาความอดทนและไม่ถูกตัดสินและต้องมี บุคลิกภาพที่ดึงดูดผู้คนมิฉะนั้นเราอาจจะทำอันตรายมากกว่าดี

3 การศึกษาศาสนาอิสลามไม่ได้ทำให้ใครคนหนึ่งภูมิคุ้มกันเพื่อบาป:

บางคนมีความเข้าใจผิดว่าหากพวกเขาศึกษาอิสลามที่พวกเขาจะไปถึงระดับของความกตัญญูที่พวกเขาไม่สามารถลื่น ความจริงก็คือ Shaytan พยายามก็ยากที่จะนำคนของความรู้ในทางที่ผิดมันมีผลกระทบต่อการเพิ่มเติมเกี่ยวกับชุมชนโดยรวม

ดัง นั้นแทนที่จะทดลองปลูกน้อยกว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะเพิ่มและกระชับเป็น Shaytan พยายามที่จะใช้ทุกวิถีทางในการกำจัดของเขาที่จะนำเราออกนอกลู่นอกทาง เรา จำเป็นต้องตระหนักถึงนี้เตรียมความพร้อมสำหรับมันและไม่เคยปล่อยให้ยามของ เราลงไปในฐานะ Shayateen พยายามอย่างหนักมากที่จะทำให้ฤดูใบไม้ร่วงของชาวมุสลิมที่มีความรู้ในทางที่ ผิด

4 คนจะตัดสินคุณ:

ในขณะที่เราไม่ควรจะตัดสินคนเป็นครูสอนศาสนาอิสลามในความเป็นจริงที่คนยังจะตัดสินคุณ หลายคนกำลังข่มขู่โดยการฝึกชาวมุสลิม เมื่อพวกเขาเห็นการฝึกชาวมุสลิมพวกเขาเห็นข้อบกพร่องของตนเองและข้อบกพร่องและเพื่อให้พวกเขาค้นหาสำหรับความผิดในแต่ละที่ เราไม่ควรแปลกใจถ้าคนตัดสินท่าทางของเราเสื้อผ้าหรือจุดอ่อน; มันเป็นทางของพวกเขาเพื่อที่จะพยายามปลอบใจตัวเองหรือปรับบาปของพวกเขา เราจำเป็นต้องอยู่เสมอในใจและสามารถที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสม

5 คุณเป็นตัวแทนของความศรัทธาของคุณ:

เมื่อคนเลือกที่จะศึกษาศาสนาอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้รับชื่อพวกเขาโดยอัตโนมัติกลายเป็นตัวแทนของ Deen เมื่อคนเห็นImāmหรือชีพวกเขาคาดหวังที่จะเห็นตัวอย่างของศาสนาอิสลาม ถ้า คนเห็นเช่นบาปคนหนึ่งพวกเขาทั้งสองจะสูญเสียความเคารพต่อเขาและกลายเป็นไม่ แยแสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามหรือพวกเขาจะใช้มันเป็นข้อพิสูจน์ว่ามันไม่สามารถ เป็นไปได้ว่าบาปใหญ่ ทั้งสองวิธีสำหรับครูอิสลามชีวิตของเราเป็นตัวแทนของเรา Deen ดังนั้นเราจึงควรระมัดระวังที่จะไม่ให้แสดงผลผิดพลาดของศาสนาอิสลาม

6 คุณจะได้รับการทดสอบ:

ไม่ต้องสงสัยชีวิตคือการทดสอบและมนุษย์ทุกคนจะถูกทดสอบตลอดเวลาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่หนึ่งไม่ควรคิดว่าเป็นเพราะหนึ่งคือการเรียนการสอนศาสนาอิสลามและมันจะให้อัลลอชีวิตของความสะดวกและความสะดวกสบาย ค่อนข้างประวัติศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าผู้ที่อยู่ใกล้กับอัลลอเป็นส่วนใหญ่การทดสอบอย่างรุนแรง ศาสดา (สันติภาพพวกเขา) กล่าวว่า “คนส่วนใหญ่ได้รับการทดสอบอย่างรุนแรงเป็นผู้เผยพระวจนะแล้วที่ใกล้เคียงที่ สุดกับพวกเขาในความกตัญญูแล้วที่ใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขา.”

ได้เตรียมที่จะได้รับการทดสอบและใช้เป็นเครื่องหมายแสดงว่าอัลลอรักคุณและต้องการที่จะทดสอบความรักของคุณสำหรับพระองค์ โปรด จำไว้ว่าท่านศาสดา (สันติภาพพวกเขา) กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ embarks บนเส้นทางที่จะศึกษาศาสนาอิสลามได้ลงมือเส้นทางสู่พาราไดซ์.” มันไม่ใช่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่จะให้บุคคลที่จะพาราไดซ์; มันเป็นความสำเร็จของเขาสิทธิ โดยการทำความเข้าใจการฝึกและพระธรรมให้ผู้อื่นและการรับมือกับทุกปัญหาที่ไปพร้อมกับนี้ว่าในท้ายที่สุดจะนำไปสู่พาราไดซ์

7 การศึกษาไม่ควรจะสิ้นสุด; ค่อนข้างมันควรจะเป็นขั้นตอนในการสูงกว่าเป้าหมาย:

ฉันได้พบ Moulanas หลายอิและShuyūkhกับเป้าหมายที่ไม่มีแรงบันดาลใจ แม้จะมี ummah มีปัญหามากมายที่ต้องจัดการกับคนเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ดูแล การวิเคราะห์ต่อไปผมรู้ว่าพวกเขาออกไปเรียนกับหนึ่งในเป้าหมายดังต่อไปนี้: เพื่อโปรดพ่อแม่ของพวกเขาจะได้รับชื่อหรือได้รับความรู้ เมื่อ พวกเขาได้รับความรู้ที่พวกเขาไม่ได้รู้หรือสนใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้ พวกเขาพร้อมดำเนินการกับชีวิตของพวกเขาเช่นลาแบกหนังสือ

คนที่ศึกษาศาสนาอิสลามใดควรจะครุ่นคิดและหาแรงจูงใจที่ดีในการศึกษา บางทีคุณอาจต้องการที่จะกลายเป็น da’ee และวิธีการของคำแนะนำสำหรับที่ไม่ใช่มุสลิม บางทีคุณอาจต้องการที่จะสร้างศูนย์อิสลามในพื้นที่ที่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง บางทีคุณอาจต้องการกลายเป็น mujtahid ในเขตข้อมูลที่ขาดนักวิชาการที่มีคุณภาพหลาย สิ่งที่คุณตัดสินใจก็ควรจะเป็นสิ่งที่มีเกียรติที่คุณต้องการจะทำอย่างไรเพื่อประโยชน์ของอัลลอหลังจากจบการศึกษาของคุณ ในระยะสั้นการศึกษาไม่ควรเป้าหมาย แต่หมายถึงการช่วยให้บรรลุเป้าหมายสูงขึ้น

8 คุณไม่สามารถเปลี่ยนทุกคน:

ในชีวิตเราไม่เคยได้รับสิ่งที่เราต้องการ ในทำนองเดียวกันในการทำงานอิสลามสิ่งที่ไม่เคยไปทางของเรา โปรดจำไว้ว่าทุกคนไม่คุณพบจะเห็นด้วยกับคุณฟังคุณหรือยอมรับข้อความของคุณ ค่อนข้างมีเสมอจะเป็นคนที่จะไม่เห็นด้วยกับคุณหรือแบนออกปฏิเสธคุณ นี้ คือความเป็นจริงและเราจะต้องมีการเตรียมการนี้โดยตระหนักถึงคำแนะนำเป็น เพียงในมือของอัลเลาะห์และเราจะเพียงความรับผิดชอบสำหรับการถ่ายทอดข้อความ

9 คุณจะทำผิดพลาด:

ส่วนมากของเราศึกษาศาสนาอิสลามที่จะทำขึ้นสำหรับความผิดของอดีตของเรา ยัง เป็นมนุษย์ที่เราไม่เคยเป็นอิสระจากบาปและความผิดพลาดและเพื่อให้บางคนกลาย เป็นความสุขและให้ขึ้นการทำงานอิสลามเมื่อพวกเขารู้ว่าพวกเขาอยู่ในขณะนี้มี ความรู้ แต่บางครั้งยังตกอยู่ในความบาป

ความ จริงก็คือ Shaytan ต้องการให้เราเลิกและโดยทำเช่นนั้นเราเป็นเพียงการเล่นในมือของเขา แต่เป็นผู้ทรงอภัยมากที่สุดให้กับผู้ที่สำนึกผิด เวลา ที่คุณล้มลงและทำผิดพลาดให้เลือกตัวเองกลับขึ้นทุกปีจะหันไปอัลเลาะห์ในการ กลับใจและพยายามอีกครั้งเพื่อเป็นมุสลิมที่ดีและไม่เคยอนุญาตให้บาปหรือความ ผิดพลาดของคุณหยุดคุณจากการทำงานอิสลาม ค่อนข้างมันจะกระตุ้นให้เราทำการทำงานอิสลามมากขึ้นเพื่อให้การกระทำที่ดีของเราเกินดุลบาปของเราเมื่อวันสุดท้าย

10 รางวัลสำหรับการศึกษาและการเรียนการสอนศาสนาอิสลามมีมูลค่ามัน:

ขณะที่ส่วนใหญ่ของข้างทำให้ดูเหมือนการทำงานอิสลามเป็นเขตที่ยากที่ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์ของบทความนี้ วัตถุประสงค์เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายหลายที่และความรับผิดชอบที่เราเผชิญในขณะที่พยายามที่จะให้บริการอัลเลาะห์

ความจริงก็คือรางวัลของการจัดการกับทุกอย่างที่กล่าวเป็นจริงมันคุ้มค่าไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนที่อยู่ในโลกนี้หรือใน akhirah เท่า ที่ akhirah ไปเรารู้ว่าเส้นทางของความรู้นำไปสู่การ Paradise แต่เพิ่มเติมเพื่อที่ความจริงที่ว่าinshā’Allāhคุณจะได้รับรางวัลสำหรับการ กระทำที่ดีของผู้ที่คุณสอนหรือสร้างแรงบันดาลใจที่จะทำดี

ในแง่นี้มันเป็นหนึ่งในการกระทำที่ดีเท่านั้นที่เราสามารถทำที่เก็บรางวัลคูณ ศาสดา (สันติภาพพวกเขา) กล่าวว่า “เมื่อคนตายสิ้นทั้งการกระทำของตนนอกจากสาม:. กุศลซึ่งยังคงได้รับประโยชน์ความรู้ที่เขาทิ้งไว้ข้างหลังที่คนได้รับ ประโยชน์จากเด็กและความชอบธรรมที่สวดภาวนาให้เขา”

เท่าที่โลกนี้ไปรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนอิสลามจะได้รับในโลกนี้จะเห็นผลของความพยายามของเขา เมื่อ คนจะบอกคุณว่าพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเพราะ อิทธิพลของหรือเมื่อคนใช้เวลาของพวกเขา shahadah ที่อยู่ในมือของคุณมีความรู้สึกที่เท่าเทียมกันกับมันไม่เป็นและเสียสละที่ คุณได้ผ่านการ Deen ใดรู้สึกคุ้มค่า

การเพาะเมล็ดกาแฟ

 

เมล็ดกาแฟอาราบิกาส่วนใหญ่ปลูกในละตินอเมริกา แอฟริกาตะวันออก อาราเบียหรือเอเชีย ส่วนเมล็ดกาแฟโรบัสตาปลูกในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ไปจนถึง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของประเทศบราซิล เมล็ดกาแฟที่ปลูกในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันส่งผลให้เมล็ดกาแฟของแต่ละท้อง ถิ่น ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะตัว อย่างเช่น รสชาติ กลิ่น สัมผัสและความเป็นกรด ลักษณะรสชาติของกาแฟนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์กำเนิดและกระบวนการผลิตด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว ความแตกต่างนี้จะสามารถรับรู้กันในท้องถิ่นเท่านั้น

กาแฟมักจะได้รับการขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ด วิธีดั้งเดิมในการปลูกกาแฟคือการใส่เมล็ดกาแฟจำนวน 20 เมล็ดในแต่ละหลุม เมื่อย่างเข้าฤดูฝน เมล็ดกาแฟครึ่งหนึ่งจะถูกกำจัดตามธรรมชาติ เกษตรกรมักจะปลูกต้นกาแฟร่วมกับพืชผลประเภทอื่น ๆ อย่างเช่น ข้าวโพด ถั่วหรือข้าว ในช่วงปีแรก ๆ ของการเพาะปลูก

กาแฟสายพันธุ์หลักที่ปลูก กันทั่วโลกมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ Coffea canephora และ Coffea arabica กาแฟอาราบิกา (ผลผลิตจาก Coffea arabica) ถูกพิจารณาว่าเหมาะแก่การดื่มมากกว่ากาแฟโรบัสตา (ผลผลิตจาก Coffea canephora) เพราะกาแฟโรบัสตามักจะมีรสชาติขมกว่าและมีรสชาติน้อยกว่ากาแฟอาราบิกา ด้วยเหตุผลดังกล่าว กาแฟที่เพาะปลูกกันจำนวนกว่าสามในสี่ของโลกจึงเป็น Coffea Arabica อย่างไรก็ตาม Coffea canephora สามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถก่อให้เกิดโรคได้น้อยกว่า Coffea arabica และสามารถปลูกได้ในสภาพแวดล้อมที่ Coffea arabica ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ กาแฟโรบัสตามีปริมาณคาเฟอีนผสมอยู่มากกว่ากาแฟอาราบิกาอยู่ประมาณ 40-50% ดังนั้น ธุรกิจกาแฟจึงมักใช้กาแฟโรบัสตาทดแทนกาแฟอาราบิกาเนื่องจากมีราคาถูกกว่า กาแฟโรบัสตาคุณภาพดีมักจะใช้ผสมในเอสเพรสโซเพื่อให้เกิดฟองและลดค่าวัตถุดิบ ลง นอกจากกาแฟทั้งสองสายพันธุ์นี้แล้ว ยังมี Coffea liberica และ Coffea esliaca ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพืชท้องถิ่นของประเทศไลบีเรียและทางตอนใต้ของประเทศ ซูดานตามลำดับ

เศรษฐกิจที่ดีเกิดได้อย่างไร

การผลิตและการบริโภค กาแฟที่ค้าอย่างชอบธรรม ได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบกากาแฟท้องถิ่นและกาแฟระดับชาติได้เริ่มมอบข้อเสนอทาง เลือกการค้าโดยชอบธรรมให้แก่เกษตรกร

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการเข้ามาล้นตลาดของกาแฟเขียว ราคาถูกอย่างมหาศาล หลังจากการล่มสลายของข้อตกลงกาแฟสากลแห่งปี 1975-1989 ได้ส่งผลกระทบยืดเยื้อต่อวิกฤตการณ์ราคากาแฟตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ถึงปี ค.ศ. 2004 ในปี ค.ศ. 1997 ราคาของกาแฟในนิวยอร์กแตะระดับที่ 3 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปอนด์ แต่เมื่อถึงปลายปี ค.ศ. 2001 ราคาของกาแฟเหลือเพียง 0.43 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปอนด์ ในปี ค.ศ. 2007 ราคากาแฟขายส่งอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ/ปอนด์ (จาก 69 เซนต์ในลอนดอน เมื่อเดือนมีนาคม มาเป็น 134 เซนต์ในนิวยอร์ก เมื่อเดือนตุลาคม) และราคาของกาแฟโรบัสตาคิดเป็น 70% ของกาแฟอาราบิกา ราคาซื้อขายกาแฟผันผวนอย่างมากจากราคาโดยเฉลี่ย 3 ดอลล่าร์สหรัฐในโปแลนด์ 3.5 ดอลล่าร์สหรัฐในสหรัฐอเมริกาและ 17 ดอลล่าร์สหรัฐในสหราชอาณาจักร

บราซิลเป็นประเทศที่ส่งออกกาแฟสูงที่สุดในโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เวียดนามกลายมาเป็นผู้ผลิตเมล็ดกาแฟโรบัสตารายใหญ่ของโลก อินโดนีเซียเป็นประเทศส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสาม และเป็นผู้ผลิตกาแฟอาราบิกาละลาย ราคาซื้อขายกาแฟโรบัสตาในลอนดอนมีราคาถูกกว่าในนิวยอร์ก ซึ่งทำให้ลูกค้าผู้ประกอบการอุตสาหกรรม อย่างเช่น บริษัทข้ามชาติและผู้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป โอนเอียงไปทางกาแฟในลอนดอนมากกว่า เพราะว่ามีราคาถูกกว่า บริษัทข้ามชาติสี่แห่ง (ประกอบด้วย ครอฟท์ เนสเล่ พร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิลและซาร่า ลี) ได้ซื้อกาแฟคิดเป็นปริมาณ 50% ของผลผลิตต่อปี การเลือกซื้อกาแฟโรบัสตาราคาถูกของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสี่ของตลาดกาแฟ ทำให้เกิดความเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคากาแฟตกต่ำ และปริมาณความต้องการเมล็ดกาแฟอาราบิกาคุณภาพสูงกระเตื้องขึ้นมาเพียงเล็ก น้อย

แนวคิดของการค้าโดยชอบธรรมให้การรับรองว่าเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทน ตามจำนวนราคาที่เจรจาไว้ก่อนการเพาะปลูก เริ่มจากมูลนิธิแมกซ์ ฮาเวลลาร์ ที่เริ่มต้นโครงการดังกล่าวในเนเธอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 2004 ผลผลิตกาแฟ 24,222 เมตริกตันจากผลผลิตกาแฟทั้งหมด 7,050,000 เมตริกตันทั่วโลกเป็นไปตามแนวคิดการค้าโดยชอบธรรม ปีต่อมา ผลผลิตกาแฟ 33,991 เมตริกตันจากทั้งหมด 6,685,000 เมตริกตันเป็นไปตามแนวคิดการค้าโดยชอบธรรม ปริมาณผลผลิตกาแฟที่ค้าอย่างชอบธรรมคิดเป็น 0.34% ในปี 2004 และ 0.51% ในปี 2005 จากการศึกษาจำนวนมากได้แสดงให้เห็นว่าผลผลิตกาแฟที่ค้าอย่างชอบธรรมมีผล กระทบในด้านบวกต่อชุมชนที่ปลูกกาแฟ การศึกษาครั้งหนึ่งในปี 2002 แสดงให้เห็นว่าการค้าอย่างชอบธรรมจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่บริษัทผู้ ผลิต เพิ่มผลตอบแทนในการผู้ผลิตรายย่อย และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น การศึกษาครั้งหนึ่งในปี 2003 สรุปว่าการค้าโดยชอบธรรมนั้น” ได้พัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรปลูกกาแฟรายย่อยและครอบครัวอย่าง มาก” ด้วยการเข้าถึงความน่าเชื่อถือและเงินทุนการพัฒนาจากภายนอก และการเข้าถึงการฝึกฝนได้มากขึ้น ทำให้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพของกาแฟที่ปลูก ครอบครัวของเกษตรกรปลูกต้นกาแฟยังมีความมั่นคงมากกว่าผู้ที่ไม่อยู่ในการค้า โดยชอบธรรม และลูกของพวกเขาก็สามาถรเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้น จากการศึกษาของบริษัทผู้ผลิตกาแฟแห่งหนึ่งในโบลิเวียในปี 2005 สรุปว่าการรับรองการค้าโดยชอบธรรมจะส่งผลกระทบในด้านบวกต่อราคากาแฟในท้อง ถิ่น และให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจแก่ผู้ผลิตกาแฟ ทุกราย

 

ที่มาของกาแฟ

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 กาแฟถูกปลูกโดยชาวอาหรับเท่านั้น ชาวอาหรับหวงแหนพันธุ์กาแฟมาก แต่ในที่สุดเมล็ดกาแฟก็ออกมาสู่โลกกว้าง เนื่องจากการค้าขายระหว่างเวนิซกับแอฟริกาเหนือ อียิปต์และตะวันออกกลางที่เจริญขึ้น ทำให้อิตาลีได้รับสินค้าใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งรวมไปถึงกาแฟด้วย หลังจากนั้น กาแฟก็ได้กระจายไปทั่วยุโรป เนื่องจากได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องดื่มของคริสเตียนโดยสมเด็จพระสันตะ ปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ในปี ค.ศ. 1600 แม้ว่าจะมีการร้องเรียนให้ยกเลิก “เครื่องดื่มมุสลิม” ก็ตาม ร้านกาแฟแห่งแรกในทวีปยุโรปเปิดในอิตาลีในปี ค.ศ. 1645 ชาวดัตช์เป็นชนชาติแรกที่นำเข้ากาแฟเป็นจำนวนมาก และฝ่าฝืนข้อห้ามของอาหรับเกี่ยวกับการส่งออกพืชและเมล็ดที่ยังไม่ได้คั่ว เมื่อ Pieter van den Broeck ลักลอบนำเข้ากาแฟจากเอเดนไปยังยุโรปในปี ค.ศ. 1616 ในภายหลังชาวดัตช์ยังได้นำไปปลูกในเกาะชวาและซีลอน ซึ่งผลผลิตกาแฟจากเกาะชวาสามารถส่งไปยังเนเธอร์แลนด์ได้ในปี ค.ศ. 1711 และด้วยความพยายามของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ทำให้กาแฟได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน กาแฟเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1657 และเข้าสู่ประเทศออสเตรียและโปแลนด์ หลังจาก ยุทธการแห่งเวียนนา เมื่อปี ค.ศ. 1683 หลังจากที่ทหารสามารถยึดเสบียงของทหารออตโตมานเติร์กที่พ่ายแพ้ในการรบครั้ง นั้น

หลังจากนั้น กาแฟได้เข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือในช่วงของยุคอาณานิคม แต่ว่าไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกัน ปริมาณความต้องการกาแฟได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนพวกพ่อค้ากักตุนสินค้า เอาไว้และปั่นราคาขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งบางส่วนเป็นผลมาจากการที่พ่อค้าชาวอังกฤษไม่สามารถนำเข้าชาได้มากนัก หลังจากสงครามปี 1812 ในช่วงที่อังกฤษงดการนำเข้าชาเป็นการชั่วคราว ชาวอเมริกันจึงหันมาดื่มกาแฟแทน และมีปริมาณความต้องการสูงมากในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกัน ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาของเทคโนโลยีการต้มเหล้าทำให้กาแฟกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในสหรัฐ อเมริกาจนถึงปัจจุบัน

เชื่อกันว่ากาแฟถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 จากการสังเกตพบว่า แพะดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเมื่อกินเมล็ดกาแฟป่า จากเอธิโอเปีย กาแฟได้กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟได้ไปทั่วตะวันออกกลางทั้งหมด รวมทั้ง เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ

ในปี ค.ศ. 1583 เลโอนาร์ด เราวอล์ฟ แพทย์ชาวเยอรมัน ได้บรรยายถึงกาแฟหลังจากท่องเที่ยวในดินแดนตะวันออกใกล้เป็นเวลากว่าสิบปี ไว้ว่าดังนี้

“เครื่องดื่มที่มีสีดำเหมือนหมึก ใช้รักษาโรคภัยได้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับท้อง ผู้ดื่มจะดื่มในตอนเช้า มันเป็นการนำน้ำและผลไม้จากไม้พุ่มที่เรียกว่า bunnu”

 

การผลิตเมล็ดกาแฟ

สีของเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่ว สามารถแบ่งได้ด้วยสายตามนุษย์ออกเป็น อ่อน อ่อนปานกลาง ปานกลาง เข้มปานกลาง เข้มและเข้มมาก วิธีตรวจสอบที่มีความแน่นอนกว่าในการตรวจหาระดับของการคั่ว คือ การตรวจวัดแสงสะท้อนจากเมล็ดกาแฟหลังจากการคั่วแล้ว โดยอาศัยแสงจากแหล่งกำเนิดแสงที่ใกล้กับอินฟาเรดสเปคตรัม เครื่องวัดแสงอย่างประณีตใช้กระบวนการที่เรียกว่า สเปคโตรสโกปี เพื่อคืนจำนวนที่ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งจะบ่งบอกถึงความสัมพันธ์กับระดับการคั่ว ของเมล็ดกาแฟหรือการพัฒนารสชาติของมัน เครื่องมือดังกล่าวจะถูกใช้ในการรับประกันคุณภาพของกาแฟในธุรกิจคั่วกาแฟ เท่านั้น

ขั้นตอนต่อไปคือการคั่วเมล็ดกาแฟเขียว โดยปกติแล้ว กาแฟมักจะถูกจำหน่ายหลังจากคั่วแล้ว และกาแฟทุกรูปแบบจำเป็นต้องคั่วก่อนที่จะบริโภค กาแฟสามารถคั่วได้โดยผู้ประกอบการหรือคั่วเองได้ที่บ้าน กระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟจะส่งผลต่อรสชาติของเมล็ดกาแฟ เนื่องจากเมล็ดกาแฟมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและทางเคมี เมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วจะมีมวลลดลงเพราะสูญเสียความชื้นไป แต่จะมีปริมาตรมากขึ้น ทำให้มันมีความหนาแน่นลดลง ความหนาแน่นของเมล็ดกาแฟเองก็ส่งผลต่อความเข้มของกาแฟและความจำเป็นในการบ รรจุ กระบวนการคั่วจะเริ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิภายในเมล็ดกาแฟสูงถึง 200 °C แม้ว่าเมล็ดกาแฟแต่ละประเภทจะมีความชื้นและความหนาแน่นที่แตกต่างกัน และยังคั่วด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกัน ระหว่างการคั่ว ปฏิกิริยารีดอกซ์ของน้ำตาลจะเกิดขึ้นภายในเมล็ดกาแฟ หลังจากที่ความร้อนมหาศาลได้เผาแป้งที่อยู่ในเมล็ดกาแฟ และเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวซึ่งจะเริ่มเกรียม และเปลี่ยนสีของเมล็ดกาแฟ ระหว่างกระบวนการคั่ว เมล็ดกาแฟจะสูญเสียซูโครสอย่างรวดเร็วและอาจสูญเสียไปทั้งหมดหากคั่วติดต่อ กันเป็นเวลานาน ระหว่างการคั่ว น้ำมันหอม กรดและคาเฟอีนจะอ่อนลง ทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไป ที่อุณหภูมิ 205 °C น้ำมันชนิดอื่นจะขยายขึ้น หนึ่งในนั้นคือ caffeol ซึ่งเกิดขึ้นที่อุณหภูมิ 200 °C ซึ่งทำให้กาแฟมีกลิ่นและรสชาติ

การคั่วให้เมล็ดกาแฟมีสีเข้มมักจะทำให้เมล็ดกาแฟมีผิวเรียบขึ้น เพราะว่าเมล็ดกาแฟเหลือใยอาหารอยู่น้อยและจะมีความหวานมากขึ้น การคั่วอ่อน ๆ เมล็ดกาแฟจะเหลือคาเฟอีนสะสมอยู่มาก ทำให้กาแฟมีรสชาติขมอ่อน ๆ และมีรสชาติเข้มขึ้นจากน้ำมันหอมและกรด ซึ่งจะสูญเสียไปหากคั่วเมล็ดกาแฟเป็นเวลานาน ระหว่างการคั่วเมล็ดกาแฟ จะก่อให้เกิดกากเล็กน้อยจากผิวของเมล็ดกาแฟภายหลังการคั่วแล้ว กากจะถูกกำจัดโดยการเคลื่อนไหวของอากาศ แม้ว่าในเมล็ดกาแฟคั่วที่มีสีเข้มกว่าจะมีการเติมกากเพื่อให้เมล็ดกาแฟมี น้ำมันชุ่ม นอกจากนี้ ระหว่างกระบวนการอาจมีการกำจัดคาเฟอีนด้วย เมล็ดกาแฟจะถูกกำจัดคาเฟอีนขณะยังเขียวอยู่ มีหลากหลายวิธีในการกำจัดคาเฟอีนออกจากกาแฟ เช่น การแช่เมล็ดกาแฟในน้ำร้อนหรือการอบเมล็ดกาแฟ จากนั้นใช้ตัวทำละลายในการละลายน้ำมันที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ด้วย การกำจัดคาเฟอีนมักจะทำโดยบริษัทผู้ประกอบการ จากนั้นคาเฟอีนที่ถูกแยกออกมามักจะถูกจำหน่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมทางยา