Monthly Archive: January 2013

กฏระเบียบของโลก

แนวคิดที่ว่าตลาดสามารถปรับตัวเองให้มีเสถียรภาพได้ เป็นเพียงความเชื่อ คาร์ล โพลันยิ ในงานเขียนของเขาได้แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎเกณฑ์ของตลาดให้ได้ผลจะ ต้องมีอำนาจทหารหรือตำรวจ แม้ว่าในทางปฏิบัติความจำเป็นใช้กำลังบังคับอาจไม่เกิดขึ้นเลย แต่ก็มิได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีกำลังสำรอง โลกาภิวัตน์ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ยังต้องพึ่งอำนาจทหารประจำการของประเทศที่เป็นผู้บังคับใช้กฎเกณฑ์

สง ครามอ่าวเปอร์เชีย 1991 ชี้ให้เห็นโครงสร้างและวิธีการทำงานของระเบียบโลกใหม่ ความขัดแย้งอันเป็นชนวนของสงครามเริ่มจากปัญหาที่โยงกับหลักการเรื่อง อาณาเขต ซัดดัม ฮุสเซน มีโครงการที่จะฟื้นฟูอิรัคหลังสงครามกับอิหร่านโดยวางแผนสร้างแรงต่อรอง ระดับภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศที่ผลิตน้ำมัน ทั้งนี้เพื่อควบคุมแหล่งน้ำมัน

 

ตัวเองให้เป็นองค์กรการเมืองเศรษฐกิจที่ซับซ้อน : ภูมิภาคย่อย รัฐแบบดั้งเดิม และภูมิภาคใหญ่ ประกอบด้วยสถาบันที่มีบทบาทและขอบเขตอำนาจมากน้อยต่างกันไป เมืองหลวงสำคัญ ๆ ของโลกเปรียบเสมือนคีย์บอร์ดของเศรษฐกิจระดับโลก กระบวนการสร้างอุดมการณ์ข้ามชาติมีการ แข่งขันกันเป็นกระแสนำ และกระแสต่อต้าน มีสถาบันที่จะผนึกหรือประสานระหว่างรัฐสำคัญ ๆ และระหว่างเขตภูมิภาคใหญ่ ๆ เข้าด้วยกัน มีกระบวนการเจรจาหลายฝ่าย เป็นเครื่องมือเพื่อบริหารจัดการกับความขัดแย้ง สร้างสันติภาพ กำหนดกฎเกณฑ์และให้บริการการค้าระหว่างประเทศ การคมนาคม การสาธารณสุข ฯลฯ ภาพรวมที่เกิดมีลักษณะใกล้เคียงกับระบบของ ยุโรปกลางมากกว่ารูปแบบเวสฟาเลีย หรือระบบความสัมพันธ์ของรัฐต่าง ๆ ที่มีอำนาจอธิปไตย ดังที่มีการพูดกัน

ภาพหลายภาพที่ทับซ้อนกันอยู่ ชี้ให้เห็นช่องทางวางยุทธศาสตร์เข้าแทรกแซงได้หลายระดับเพื่อแสวงหาทางเลือก ให้กับขบวนการโลกาภิวัตน์ ทั้งนี้ความไร้เสถียรภาพของโครงสร้างใหม่ที่ก่อตัวขึ้น เป็นปัจจัยเอื้อที่สำคัญยิ่ง ความไร้เสถียรภาพนี้เกิดจากหลักการที่ขัดกันอยู่คือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการแบ่งเขตแดนเป็นอิสระจากกัน ทั้งนี้ หลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเนื้อหาไม่มีการแบ่งแยกเขตแดน แต่มุ่งสู่การแข่งขันในตลาดโลก มุ่งขยายการเงินระดับโลกสู่ประเทศต่าง ๆ โดยไม่มีขอบเขตจำกัดและมุ่งสู่การผลิตระดับโลก แต่รากฐานของหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือวัฒนธรรมธุรกิจ ดังที่ซูซาน สเตรนช์ พูดถึง แต่หลักการแบ่งแยกเขตแดนเป็นอิสระจากกันเป็นหลักการรัฐที่มีพื้นฐานจากอำนาจ การทหาร

นักเขียนบางท่านเสนอว่าเมื่อหลักการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความสำคัญมากขึ้น ย่อมทำให้หลักการแบ่งแยกเขตแดนเป็นอิสระจากกันลดความสำคัญลง แต่ข้อเสนอที่ว่ามีระบบความสัมพันธ์ต่างตอบแทนเกิดขึ้นอาจจะเป็นจริงมากกว่า

 

ระเบียบโลกใหม่นี้จึงอ่อนปวกเปียกที่ยอดสุด ยิ่งเวลาผ่านไปความเปราะบางนี้จะชัดเจนยิ่งขึ้น ระเบียบโลกมิได้แข็งแกร่งมากไปกว่าตัวพื้นฐานด้านสังคมที่พยุงส่วนยอดเอาไว้ โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจกำลังสร้างความขัดแย้งและความแตกแยก ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ แต่แน่นอนว่าจะกัดกร่อนฐานรากของการเมืองระดับโลก อำนาจทางการทหารของสหรัฐฯ และประเทศที่ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนกระบวนการโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ กำลังกำลังถูกท้าทาย โดยพลังทางสังคมที่เกิดขึ้น และโดยความขัดแย้งทางสังคมซึ่งขมึงเกลียวยิ่งขึ้นทั้งในประเทศยากจน และประเทศร่ำรวย เพื่อที่จะเข้าใจพลังทางสังคมที่ก่อตัวขึ้น จำเป็นต้องทบทวนถึงการก่อเกิดของอัตลักษณ์ต่างๆ ที่ให้ความหมายและบทบาทแก่ผู้คน และต้องทบทวนถึงความรู้ รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยอธิบายให้เราได้รู้ว่าควรจะรับมือกับการท้าทายจากอนาคตได้อย่างไร

สหรัฐฯ ตอบโต้กับอิรัคในฐานะที่สหรัฐฯ มีบทบาทเป็นผู้ควบคุมระเบียบเศรษฐกิจของโลก โดยมองว่าการกระทำของอิรัคเป็นการคุกคาม และยังได้แสวงหาแรงสนับสนุนจากประเทศอื่น ๆ เพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ สหรัฐฯ ตัดสินใจเพียงลำพังที่จะทำสงครามกับอิรัค แล้วจึงให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติรับรองการตัดสินใจนั้น หลังจากนั้นมีข้อเสนอให้เยอรมนี ญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย และคูเวตร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายการทำสงครามซึ่งสหรัฐฯ ก็ได้รับการตอบสนองจากประเทศเหล่านี้

แต่บทบาทของผู้บังคับใช้กฎ ระเบียบก็มีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ภาพที่สหรัฐฯ สร้างให้ตัวเองในฐานะเป็นมหาอำนาจด้านการทหารระดับโลก เป็นจุดเด่น เป็นการผูกขาด และเป็นการกระทำฝ่ายเดียว ขณะที่สมรรถภาพการผลิตของสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบกับชาติอื่น ๆ ลดลง จุดนี้คือการที่ว่าสหรัฐฯ บริโภคมากกว่าที่จะจ่ายได้จากผลผลิตที่สหรัฐฯ ผลิตได้ แต่ภาวะการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะต่างชาติจำนวนมาก พร้อมจะถือเงินดอลลลาร์ (หรือถือสินทรัพย์ในรูปของดอลลาร์) จากปลายปี 1987 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเทศลูกหนี้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก นั่นคือต่างชาติเป็นผู้จ่ายส่วนต่างของการบริโภคเหนือการผลิตของสหรัฐฯ นั่นเอง ความเป็นเจ้า (hegemony) ของสหรัฐฯ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้กลายเป็นระบบส่งบรรณาการแก่สหรัฐฯ

อนาคตทางเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์

การศึกษาด้านอารยธรรมวิเคราะห์ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์เป็นภาพรวม มีการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับอารยธรรมช่วงครึ่งแรกของคริสศตวรรษที่ 20 แนวคิดเรื่องอารยธรรมมีความหลากหลายถูกละเลยไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีการมองกันว่าเป็นสงครามที่ปกป้องอารยธรรมของมวลมนุษย์เป็นวัฒนธรรม หนึ่งเดียว แนวคิดเรื่องว่าอารยธรรมมีความหลากหลายถูกกีดกันออกไปช่วงสงครามเย็น ขณะนี้หวนกลับมาอีก แต่อยู่ในสภาวะสับสนตามสมควร

อารยธรรมคืออะไร? นักโบราณคดีซึ่งศึกษาอารยธรรมสมัยต้น ๆ ตีความว่าเกิดจากสภาวะทางเศรษฐกิจ เช่น อารยธรรมเทคโนโลยีสมัยทองแดง (Bronze Age) เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความเป็นเมืองขนาดใหญ่ การแบ่งงานกันทำของแรงงาน มีโครงสร้างชนชั้น และโครงสร้างด้านอำนาจการควบคุมหรือรัฐ

มนุษย์กลุ่มต่าง ๆ ถูกร้อยรัดเข้าด้วยกันด้วยสัญญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้มวลสมาชิกสามารถสื่อสารเข้าใจซึ่งกันและแสวงหาความหมายแก่ชีวิต อาณาบริเวณของความรู้ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของบุคคลและปฏิสัมพันธ์ที่มี ระหว่างกัน แสดงออกผ่านสื่อหลายรูปแบบ ได้แก่ นิยายปรัมปรา ภาษา และศาสนา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นเช่นนั้นมาตราบจนสมัยต่อมาเมื่อสปิริตการวิเคราะห์และให้เหตุผลมี ความสำคัญขึ้น จึงมีการแยกรูปแบบสื่อต่าง ๆ ที่กล่าวมาออกเป็นส่วน ๆ ออกจากกัน

คำจำกัดความคำว่าอารยธรรม ในทางปฏิบัติน่าจะเป็นความคล้องจองกันระหว่างชุดของ สภาวะวัตถุวิสัย (สภาวะเศรษฐกิจ หรือ material condition) ที่กำหนดความเป็นอยู่กับชุดของการให้ความหมายที่เป็นผลจากประสบการณ์และ ปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มิติด้านวัตถุและมิติด้านจิตใจของอารยธรรมเมื่อประกอบเข้าด้วยกัน อาจให้ผลเป็นอารยธรรมแบบต่าง ๆ ทั้งนี้เนื่องจากมิใช่เป็นเพียงกรณีของสภาวะวัตถุวิสัย ส่งผลให้เกิดรูปแบบจิตสำนึกได้รูปแบบเดียว ขณะที่รูปแบบอื่น ๆ เป็นความจอมปลอม รูปแบบของการหาความหมายจะต้องเหมาะเจาะกับสภาวะวัตถุวิสัย และมนุษย์อาจสู่จุดนั้นได้ด้วยหลายแนวทาง ดังนั้นอารยธรรมที่แตกต่างกัน แม้จะมีสภาวะวัตถุวิสัย อันเดียวกัน อาจมีการให้คุณค่า และเส้นทางโคจรที่ต่างกัน

 

ความสำคัญของการศึกษาอารยธรรมในแนวนี้ อยู่ตรงที่สมมติฐานพื้นฐานเกี่ยวกับระบบโลก ได้แก่ (1) มีทางเลือกต่าง ๆ สำหรับอนาคตของมนุษย์ เราไม่ต้องถูกผูกมัดอยู่กับการขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้งของขบวนการโลกา ภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ ที่กำหนดโดยการแข่งขันกันในตลาดโลก และซึ่งจะนำไปสู่สังคมมนุษย์โลกที่ขาดความหลากหลายตามแบบอย่างสังคมอเมริกัน ร่วมสมัย อารยธรรมที่มีองค์ประกอบของคุณค่าต่าง ๆ และการจัดองค์กรสังคมรูปแบบต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งเรายังเลือกสังคมที่เราต้องการได้ (2) ถ้าอารยธรรมต่าง ๆ คงอยู่ร่วมกัน การมีความเข้าใจซึ่งกันและกันจะกลายเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของการมีระเบียบโลก นี่คือสภาพที่ต่างจากสมัยสงครามเย็นที่มีสมมติฐานแนวคิดเชิงเดี่ยวเหมือนๆ กัน

กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจโลกพหุนิยม [โลกที่มีความหลากหลายด้านอารยธรรม - ผู้แปล] คือความสามารถเข้าใจกรอบวิธีคิดของผู้คนที่มองโลกแตกต่างไปจากวิธีการที่ “เรา” คุ้นเคย (ไม่ว่า “เรา” จะเป็นใคร) คือเข้าใจผู้คนที่มีทัศนคติต่อความเป็นจริงแตกต่างจากเรา

เราไม่ควรมีภาพของอารยธรรมเสมือนเป็นตัวตนที่คงที่ และซึ่งประจัญหน้าซึ่งกันและกันอย่างไม่เป็นมิตร แต่พิจารณาว่าอารยธรรมทุกประเภทเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งจากสภาวะความ ขัดแย้งภายในและการที่ต้องเผชิญกับปัจจัยจากภายนอก กระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้เมื่อประกอบเข้ากับการคงอยู่ของอารยธรรมต่าง ๆ ที่ยังเป็นปริศนา อาจจะเป็นพื้นฐานของความรู้ในอนาคตเกี่ยวกับระเบียบโลก การเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมในมิติต่าง ๆ น่าจะเป็นองค์ประกอบของความรู้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีและการสื่อสารกัน ความสัมพันธ์ทางสังคมของขบวนการผลิตและคุณค่าที่ฝังอยู่กับสังคม แนวคิดเรื่องเวลา และพื้นที่ (time and space) ซึ่งเป็นกรอบแสดงว่ามนุษย์คิดอย่างไรกับโลกของเขา ความหมายแห่งจิตวิญญาณที่หลากหลายและผลที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์

‘ความเป็นจริง’ ถูกสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์และสังคม ดังนั้นความเป็นจริง จึงต่างกันสำหรับแต่ละอารยธรรม มิใช่เป็นสากลทั่วโลก (นี่มิใช่หมายความว่าต้องปรับเอามิติวิธีคิดของอารยธรรมอื่น ๆ มาใช้เพียงทำความเข้าใจเท่านั้น) เมื่อสามารถเข้าใจผู้อื่น (สังคมอื่นหรือ อารยธรรมอื่น)แล้ว สิ่งที่จำเป็นลำดับต่อมาคือแสวงหาส่วนร่วมหรือแนวร่วมของ ‘ความเป็นจริง’ ที่หลากหลายนี้เพื่อเป็นพื้นฐานของความเป็นสากล ภายในโลกที่มีความแตกต่างหลากหลาย

การเมืองระหว่างประเทศ

การเมือง

ความสำเร็จของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศมิใช่อยู่ที่ว่าได้นำเอา เรื่องเศรษฐกิจเข้ามาวิเคราะห์ แต่อยู่ที่การเปิดให้มีการเสาะแสวงหาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประวัติ ศาสตร์อย่างวิเคราะห์วิจารณ์ จุดเน้นเรื่องประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นเพียงปรากฎการณ์สำคัญที่จะนำไปสู่การ สร้างความรู้ใหม่เกี่ยวกับระเบียบโลก ความพยายามดังกล่าวนำเอาสิ่ง ใหม่ ๆ เข้ามาประกอบมิใช่แต่เรื่องเศรษฐกิจแบบแคบ ๆ ตัวอย่างเช่นส่งเสริมให้มีการนำเอามิติความแตกต่างของหญิงชายเข้ามา วิเคราะห์ประเด็นเรื่องอำนาจ และนัยยะต่อพฤติกรรมมนุษย์ในโลกของสิ่งมีชีวิต นอกจากนั้นยังมีการขยายแนวคิดเรื่องความมั่นคงให้รวมมิติความแตกต่างหญิงชาย และโลกของสิ่งมีชีวิต

กล่าวโดยทั่วไป เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เสนอวิธีการมองจากแง่มุมโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ ต้องวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งมนุษย์เลือกไม่ได้แต่ก็มีผลในการสร้างประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ดังที่มารกซ์เขียนไว้ โครงสร้างทางประวัติศาสตร์นี้ ถูกหล่อหลอมจากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบส่วนย่อยของสังคมเศรษฐศาสตร์การเมือง ระหว่างประเทศ ยังได้นำการวิพากษ์ตนเอง การทบทวนสภาพของตนเอง การตระหนักถึงว่า แห่งที่จุดยืนของเรา ณ ช่วงเวลาและสถานที่หนึ่ง ๆ และโครงสร้างของ สังคมเป็นปัจจัยกำหนดความเข้าใจประวัติศาสตร์ของเรา การปฏิวัติวิธีคิดดังที่กล่าวมา ทำให้เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเดิม ๆ ล้าสมัยหรือใช้ไม่ได้ เป็นการปูทางสู่ความรู้ที่รอบด้านเกี่ยวกับกระบวนการของระเบียบโลกที่เป็น องค์รวมมากขึ้นกว่าเดิม

เศรษฐศาสตร์การ เมืองระหว่างประเทศได้รับความสนใจ เพราะให้ความสำคัญกับประเด็นที่ว่า เศรษฐกิจเป็นรากฐานสำคัญของอำนาจ แต่ประเด็นนี้มิได้มีความหมายแต่กับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศหนุนนำให้มีการเปลี่ยนแนวความคิดเรื่อง ระบบโลก โดยให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องกรอบหรือโครงสร้างมิติประวัติศาสตร์ ที่พฤติกรรมมนุษย์เกิดขึ้น และให้ความสำคัญกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าภายใต้ กรอบดังกล่าว แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากการเมืองว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีสมมติฐานเรื่องธรรมชาติของระบบรัฐที่คงที่ และมีสมมติฐานเรื่องเศรษฐกิจที่มีลักษณะคงที่มิใช่เป็นกระบวนการ วิธีการคิดแบบเก่าเคยมีประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาภายใต้สภาวะสถิต แต่มีประโยชน์น้อยในการช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ทำไมผู้คนจึงจะเข้าใจสภาพของตนเองและปัญหาที่ตนประสบภายใต้ภาวะที่โลก เปลี่ยนเร็ว? การก่อตัวขึ้นของอัตลักษณ์ที่หลากหลาย เป็นตัวชี้ถึงความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมาแล้วนั้น

การเสาะหารูปแบบความรู้เป็นองค์รวมที่มีความครอบคลุมก้าวไปไกล เกินขอบเขตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ โดยท้าทายวิชาอื่น ๆ ด้วย การวิเคราะห์ว่าความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นรากฐานของอำนาจทางการเมืองและต้นเหตุของความขัดแย้ง ทำให้มองเห็นว่าการแยกการเมืองเปรียบเทียบออกจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แน่นอนเราไม่อาจศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างและบางท่านรู้เรื่องการเมืองเปรียบเทียบดีกว่ากิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการทูตและการเจรจาหลายฝ่าย ถ้าจะเข้าใจระเบียบโลกหรือพัฒนาการของเขตภูมิภาคแล้ว ก็จำเป็นจะต้องผนวกความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอำนาจภายในสังคม และความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ถูกกำหนดโดยความสัมพันธ์ทางสังคมที่ว่ามานั้น นอกจากนั้นยังจำเป็นต้องข้ามพ้นการผูกติดอยู่กับกรอบของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง นั่นคือต้องนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ อีกนัยหนึ่ง สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั้งหมดเข้ามาประกอบกัน

อำนาจของมนุษย์

เศรษฐศาสตร์

 

สิ่งที่เสนอเป็นการท้าทายระบบการเมืองของประเทศร่ำรวยอย่างยิ่ง เพราะอาจจะเป็นไปไม่ได้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จอร์จ บุช เคยกล่าวว่า ‘เราไม่อาจยอมให้ใครมาปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของเราได้’ (‘Our lifestyle is not open to negotiation’) คำกล่าวนั้น ชี้ให้เห็นความเป็นจริงทางการเมือง ซึ่งเป็นมุมมองระยะสั้นของนักการเมืองระดับนำของโลกทางการ

เมื่อหันมาวิเคราะห์โลกที่สองคือโลกใต้ดิน ข้อพิจารณาเรื่องโลกแห่งสรรพสิ่งมีชีวิต มิได้อยู่ในความใส่ใจของโลกนี้เลย โลกใต้ดินไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระยะยาว มันเป็นโลกที่สนใจแต่เรื่องการหาเงินและอำนาจการเมืองระยะสั้นเท่านั้น โลกใต้ดินสนับสนุนโครงสร้างอำนาจและสภาพปัจจุบันของโลกทางการ มันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพยายามจะปรับปรุงโลกของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งผู้คนมักมองข้าม

 

ขบวนการโลกาภิวัตน์ขัดแย้งในตัวเอง โลกาภิวัตน์ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันระดับโลก และคู่ของการแข่งขันก็คืออุปสงค์ของผู้บริโภค แบบจำลองอุปสงค์ที่ใช้กันอยู่ได้มาจากการบริโภคของสังคมฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นตัวผลักดันรูปแบบการผลิต ที่ตามมาด้วยมลภาวะและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนร่อยหรอไปเรื่อย ๆ แหล่งมลภาวะเริ่มที่ประเทศร่ำรวย เมื่อประเทศเหล่านี้แก้ปัญหามลภาวะได้มลภาวะก็จะย้ายไปเกิดที่ประเทศจนกว่า ที่เอาอย่างพฤติกรรมที่ประเทศร่ำรวยได้เลิกไปแล้ว เทคโนโลยีใหม่ ๆ บางชนิดอาจสร้างมลภาวะน้อยลง และใช้ทรัพยากรธรรมชาติประหยัดขึ้น ทำให้มีหนทางหากำไรจากการทำให้ระบบนิเวศปลอดมลภาวะ แต่ถ้าขบวนการ โลกาภิวัตน์ยังคงก้าวต่อไปเฉกเช่นปัจจุบัน วิกฤตธรรมชาติที่จะส่งผลลบต่อมนุษยชาติต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

นัยยะที่ได้จากความขัดแย้งที่กล่าวมาคือ
(1) สังคมร่ำรวยต้องเปลี่ยนแบบแผนการบริโภค และการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความอยู่รอดของโลกสิ่งมีชีวิต
(2) แบบแผนที่เปลี่ยน ไปนี้ต้องเป็นแม่แบบทางเลือกให้ประเทศอื่น ๆ ที่จนกว่าและ
(3) ประเทศร่ำรวยที่ได้จัดการกับสังคมเศรษฐกิจของตนเองตามแนวทางเลือกใหม่ได้ แล้ว จะต้องช่วยประเทศที่จนกว่าปรับเปลี่ยนไปในแนวทางใหม่นี้ด้วย

ระบบโลก

เศรษฐศาสตร์ความรู้หรือทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วมีพลังเฉื่อยในตัวเอง ทั้งนี้ก่อนที่องค์ความรู้ดังกล่าวจะได้รับการยอมรับนั้น จะต้องมีการลงทุนทั้งเวลาและความพยายามเป็นอย่างมากมาก่อนหน้านั้นแล้ว จึงมิอาจถูกสลัดทิ้งไปได้ง่าย ๆ นอกจากนั้น ถึงแม้จะตระหนักกันว่า สภาวการณ์ที่สนับสนุนทฤษฎีดั้งเดิมเปลี่ยนไปแล้ว นักคิดที่ชาญฉลาดอาจปรับภูมิปัญญาที่ตนคุ้ยเคยกับสถานการณ์ใหม่ และความคิดใหม่ โดยมิได้เปลี่ยนความคิดของตนเองเลย ดังเช่นที่ แซมมวล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ปรับการมองโลกที่มีความขัดแข้งในกรอบสงครามเย็น (Cold War) คือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศทุนนิยมกับกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์เป็นแนว ความคิดเรื่อง โลกถูกคุกคามด้วย ‘ความขัดแย้งของอารยธรรม’ (clash of civilizations) คือความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมตะวันตกกับอารยธรรมจีน (ฮันติงตันมีความหวาดกลัวการแผ่ขยายของอารยธรรมจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ด้วย)

ถึงกระนั้น สภาวการณ์ใหม่ทางประวัติศาสตร์กระตุ้นให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งมีรากฐานจากสมมติฐานที่แตกต่างจากเดิม และนำเสนอแนวทางใหม่ ๆ สภาวะความรู้

เรื่องการเมืองระดับโลกและสังคมโลกในขณะนี้เป็นผลจากความพยายามใน สองส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งคือการพยายามค่อย ๆ ปรับองค์ความรู้เดิมทีละเล็กทีละน้อย กับอีกส่วนหนึ่งเป็นความพยายามคิดไปข้างหน้า เพื่อจินตนาการว่าอนาคตจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างไรแล้วจึงพยายามแสวงหาตามหลักเหตุผลว่า องค์ความรู้รูปแบบใหม่ที่จะนำมาใช้เพื่อทำความเข้าใจและเพื่อเป็นแนวทาง ปฏิบัติควรจะเป็นอะไร สภาพการที่เกิดซ้อนกันดังกล่าวเป็นภาวะที่พบเสมอเมื่อระบบโลกกำลังอยู่ใน ช่วงการพลิกผันขั้นรากฐาน

อย่างไรก็ตาม ของจริงบางอย่างยังคงอยู่ รัฐอาจจะถอยร่นบทบาทเดิมบางประการ แต่จะสวมบทบาทใหม่ ๆ โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจไม่ทำให้รัฐหายไปมากไปกว่าคำกล่าวที่ว่าสังคมนิยม โซเวียตจะทำให้รัฐหดหาย รัฐเป็นผู้กำหนดกรอบของโลกาภิวัตน์ เสมือนดังที่ โพลันยิ (Polanyi) ชี้ว่ารัฐเป็นผู้กำหนดกรอบให้ระบบตลาดอยู่ในความควบคุมของสังคมเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 19 รัฐสามารถเป็นเอเย่นต์ที่นำระบบเศรษฐกิจโลกเข้าอยู่ใต้การควบคุมของสังคม ต้องไม่ลืมว่ารัฐเป็นสังเวียนซึ่งผู้ที่ท้าทายผลกระทบต่อสังคมจากโลกา ภิวัตน์จะต่อสู้ได้ ประวัติศาสตร์มิได้จบลงที่โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ แม้ว่านักคิดบางคนจะยืนยันเช่นนั้น ประวัติศาสตร์จะก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมทั้งสามารถกำหนดรูปแบบโครง สร้างของความคิดและผู้ทรงอำนาจทางการเมืองใหม่ได้ ขณะนี้โอกาสได้เปิดขึ้นแล้วเพื่อพัฒนารูปแบบองค์ความรู้ที่เอื้อต่อนวตกรรม เช่นว่านั้น

ช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา องค์ความรู้เรื่องการเมืองระดับโลกถูกสร้างขึ้นโดยวนเวียนอยู่กับภาวะสงคราม เย็นเป็นหลัก การสร้างความรู้เพื่อนำมาแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก ถูกคิดขึ้นเพื่อให้ประยุกต์ใช้ได้กับการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศ องค์ความรู้ดังกล่าวพอจะใช้บรรลุจุดประสงค์นั้นได้ แต่ขีดจำกัดคือองค์ความรู้นั้นละเลยตัวแปรอื่นใดที่ไม่เกี่ยวกับการแก่งแย่ง แข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่

สำหรับมวลมนุษยชาติอันเป็นส่วนใหญ่ของโลกนั้น เรื่องอื่น ๆ สำคัญยิ่งกว่า อันได้แก่ การดำรงชีพภายใต้สภาพความหิวโหย โรคภัยไข้เจ็บ ความขัดแย้งที่รุนแรง และยังมีเรื่องของการถูกปฏิเสธความเป็นตัวตนด้านวัฒนธรรม สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นรองเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือผลประโยชน์ของประเทศมหา อำนาจยักษ์ใหญ่สองประเทศของโลกสงครามเย็น อุดมการณ์ 2 อุดมการณ์หลักที่แข่งขันกันคือ ทุนนิยมโลกและคอมมิวนิสต์โลกเป็นเพียงสองเกมที่ให้เล่นได้ ซึ่งต่างก็ให้ภาพว่าจะนำสู่โลกเสรีและอิสรภาพของชนชาติ แต่เมื่อการควบคุมต่าง ๆ ภายใต้กรอบสงครามเย็นถูกยกเลิกไป ความหลากหลายสภาวะของมนุษยชาติที่เคยถูกบดบังอยู่ก็กลับสู่ที่สว่างมองเห็น ได้ชัดเจน ตั้งแต่นั้นมาการอธิบายโลกในกรอบเดิม ๆ ของ neo-realism พร้อมทั้งข้อเสนอทางออกเดิม ๆ ก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพื่อ ที่จะแสวงหาฐานคิด เพื่อสร้างองค์ความรู้ทางเลือก เราควรทำความเข้าใจว่าเรามาถึง ณ จุดนี้ได้อย่างไร ต่อจากนั้นจึงจะเน้นไปที่กลุ่มตัวปัญหาที่เราต้องเผชิญ ณ วันใหม่ของสหัสวรรษ

ประวัติของพระ

สมัยหลังพุทธปรินิพพานในชมพูทวีป(อินเดีย)

พระเถระหรือพระอาจารย์ ในเถรวาทหรืออาจริยวาทในสำนักนั้นๆ เนื่องมาจากเป็นพระอุปัชฌายะอาจารย์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่เคารพนับถือยกย่องกันขึ้นเอง เช่น ในสมัยสังคายนา ครั้งที่  ๑

                พระกัสสปเถระ เป็นพระสังฆปรินายก ในฝ่ายเถรวาท(ที่ถือไม่ถอนสิกขาบทเล็กน้อยตามพระพุทธานุญาตใกล้ปรินิพพาน)

                พระปุราณะ เป็นพระสังฆปรินายกอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ท่านได้รับการชักชวนให้ปฏิบัติตามฝ่ายเถรวาท แต่ท่านตอบว่า พระเถระทั้งหลายก็สังคายนาพระธรรมวินัยกันดีแล้ว แต่ท่านจักทรงไว้ตามที่ท่านได้สดับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงว่าท่านไม่ยอมรับปฏิบัติ เป็นการเริ่มต้นแห่งการแยกออกเป็นฝ่ายอาจริยวาท(ที่ถือถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ตามพระพุทธานุญาต) วิ.ปัญจสติก. ๗/๓๘๙

                การปกครองคณะสงฆ์กระจายกันอยู่ในสำนักในวาทะหรือนิกายนั้นๆ ทางรัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้องภายในคณะสงฆ์ แต่ก็ให้อุปถัมภ์ในบางคราว ในวาทะหรือนิกายที่พระราชาผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐนั้นๆ นับถือ เช่น พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายเถรวาท มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นหัวหน้า ในสมัยสังคายนาของฝ่ายเถรวาท ครั้งที่ ๓ ส่วนพระเจ้ากนิษฐกะ ทรงอุปถัมภ์ฝ่ายอาจริยวาท ในสมัยสังคายนาฝ่ายนั้น

 

การปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทย

 

สมัยสุโขทัย

                ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์และประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนาสายเถรวาท จึงเท่ากับเป็นศาสนาประจำชาติ  มีการปกครองคณะสงฆ์ภายใน คือ

๑.       มีสังฆปริณายก มีพระอุปัชฌายะ อาจารย์ ตามข้อ ๑-๒ สมัยพุทธกาล

๒.     พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสมณศักดิ์ พระราชทินนาม

๓.     มีสังฆนายกแห่งวาสะ หรือฝ่าย และมีเจ้าคณะประจำเมืองต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ทางตั้ง ตามข้อ ๓-๖ สมัยพุทธกาล

๔.     ชื่อสูงสุดแห่งพระสังฆนายกปริณายกว่า พระสังฆราช  รองลงมาเรียกว่า ปู่ครู

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว

                นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า น่าจะมีพระสังฆราชมากกว่าองค์เดียว เพราะวิธีปกครองในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานี เป็นเมืองประเทศราช โดยมากเมืองใหญ่ เมืองหนึ่งน่าจะมีพระสังฆราชองค์หนึ่ง  ส่วนเมืองน้อยจึงมีเพียงปู่ครู เป็นพระสังฆปริณายก คำนี้เปลี่ยนเรียกพระครู แต่ในครั้งสุโขทัย

๕.     ในหนังสือพงศาวดารเหนืออีกแห่งหนึ่งว่า จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยสุโขทัยเป็น

ฝ่ายขวา                            -               คามวาสี                      -                     คันถธุระ

ฝ่ายซ้าย                            -               อรัญวาสี                     -                     วิปัสสนาธุระ

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า จะเรียกจะจดว่า คามวาสี- อรัญวาสี ก็ยาก จึงเรียกอย่างง่ายๆว่า ขวา ซ้าย อนุโลมตามชื่อที่จัดหมวดกรมในราชการ ซึ่งง่ายแก่การเรียกการจด

๖.      ทำเนียบคณะสงฆ์สมัยสุโขทัยในพงศาวดารเหนือว่าดังนี้

ฝ่ายขวา

พระสังฆราชา                                                                      อยู่วัดมหาธาตุ

พระครูธรรมไตรโลก                                                          อยู่วัดเขาอินทรแก้ว

พระครูยาโชค                                                                      อยู่วัดอุทยานใหญ่

พระครูธรรมเสนา                                                               อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                                                ฝ่ายซ้าย

พระครูธรรมราชา                                                               อยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว

พระครูญาณไตรโลก                                                          อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

พระครูญาณสิทธิ์                                                 อยู่วัดไหนไม่ปรากฏ

                               

สมัยกรุงศรีอยุธยา

๑.       ในชั้นต้นแห่งกรุงเก่า คณะและเจ้าคณะใหญ่

ฝ่ายคามวาสี          สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

ฝ่ายอรัญวาสี         สมเด็จพระวันรัต

องค์ไหนมีพรรษายุกาลมาก ก็เป็นสมเด็จพระสังฆราช

๒.     ต่อมา เมื่อคณะป่าแก้วจากลังกามีมากขึ้นในกรุงเก่า และหัวเมืองปักษ์ใต้ชั้นหลัง ต้องแยกคณะคามวาสีเป็น ๒ คณะ จึงเอาตำแหน่งพระวันรัต ไปเป็นเจ้าคณะใหญ่คามวาสีฝ่ายใต้ ตั้งนามเจ้าคณะใหญ่อรัญวาสีขึ้นใหม่ว่า พระพุทธจารย์ (เปลี่ยนเป็น พุฒาจารย์ ในรัชกาลที่ ๔ )

๓.     ต่อมาสมัยพระมหาธรรมราชา (พระราชบิดาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) แบ่งออกเป็น

คณะเหนือ            ขึ้นในสมเด็จพระอริยวงศญาณ

คณะใต้                  ขึ้นในสมเด็จพระวันรัต(ป่าแก้ว)

๔.     คำว่า สมเด็จ นำมาจากเขมรสมัยอยุธยา เดิมคำว่า  พระสังฆราช มีมากองค์ คือราชธานีและหัวเมืองใหญ่ทั้งหลายจึง

ก.       สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นองค์หนึ่งใหญ่กว่าพระสังฆราช หรือสังฆราชาทุกองค์

ข.       ตั้งพระครูในราชธานีขึ้นเป็นพระสังฆราชาคณะให้พิเศษกว่าพระครูทั่วไปแต่เดิม แต่มาเรียกสั้นๆ ว่า พระราชาคณะ

ครั้งกรุงเก่าจึงมีสังฆปริณายกเป็น ๓ ชั้น :

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช

(๒) พระสังฆราชา

(๓)  พระครู

๕.     สรุปพระเถระผู้ทรงสมณศักดิ์

(๑)   สมเด็จพระสังฆราช ซ้าย ขวา ได้แก่ สมเด็จพระอริยวงศ์ และสมเด็จพระวันรัต

(๒)  พระพุทธาจารย์ พระพุทธโฆษาจารย์ พระพิมลธรรม พระธรรมโคดม

(๓)  พระพรหมมุณี พระธรรมเจดีย์ พระธรรมไตรโลก

(๔)  พระเทพกวี พระเทพมุณี พระญาณไตรโลก

(๕)  พระราชาคณะสามัญ มีราชทินนามต่างๆ

จึงได้คณะและเจ้าคณะใหญ่ ดังนี้

(๑)   คณะคามวาสี ฝ่ายซ้าย (เหนือ)  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

(๒) คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุทธาจารย์

(๓)  คณะคามวาสี ฝ่ายขวา (ใต้) สมเด็จพระวันรัต

 

สมัยกรุงธนบุรี

                พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาทรงแสวงหาเลือกสรรพระจากเมืองต่างๆ มาทรงสถาปนาและตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราชเป็นต้น เพื่อให้พระพุทธศาสนาทั้งด้านปริยัติ ด้านปฏิบัติ และด้านคณะสงฆ์ คืนดีเหมือนอย่างสมัยก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาแต่ยังไม่ทันเรียบร้อย

                รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ก็คงทรงจัดขึ้นเค้าเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา โดยจัดคณะคามวาสี เป็นฝ่ายซ้าย สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เป็นเจ้าคณะ จัดคณะอรัญวาสีเป็นฝ่ายขวา พระพนรัตเป็นเจ้าคณะ โดยจัดตั้งคณะเหนือ คณะใต้ ขึ้นแทน สองคณะนี้ยอมรวมเอาคณะอรัญวาสีเข้าไว้ในเขตของตน คือคณะหนึ่งๆ อาจแยกออกเป็น ๒ คณะย่อย คือฝ่ายคามวาสี และฝ่ายอรัญวาสี ฝ่ายอรัญวาสีก่อนหน้านั้นเป็นคณะหนึ่งต่างหากมาก่อนและยังมิได้เลิกตำแหน่งเจ้าคณะฝ่ายอรัญวาสี  จึงยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คระอรัญวาสี

                                                               

 

 

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                                                                สมัยรัชการที่ ๑

                รัชกาลที่ ๑ ทรงฟื้นฟูปรับปรุงพระพุทธศาสนาทุกด้าน ทรงสถาปนาพระอารามใหญ่น้อย รวบรวมทำสังคายนาพระไตรปิฏก ทรงปรับปรุงการคณะสงฆ์ ทรงแสวงหาเลือกสรรพระสงฆ์ ทรงสถาปนาแต่งตั้งพระสังฆราช พระราชาคณะทั้งปวง

                การปกครองคณะสงฆ์ ก็คงแบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วยคามวาสี อรัญวาสี มีการเปลี่ยนแปลงนามพระราชาคณะบ้าง แต่ก็ยังมีเค้าเป็น ๓ คณะ  คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๒

                ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปกครองคณะสงฆ์แบ่งเป็นคณะเหนือ คณะใต้ ทุกคณะประกอบด้วย คามวาสี อรัญวาสี แต่ยังคงมีเค้าเป็น ๓ คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ และคณะอรัญวาสี

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๓

                โปรดให้รวมพระอารามหลวงและวัดราษฎร์ในจังหวัดกรุงเทพฯ โดยมากเข้าเป็นคณะหนึ่งต่างหาก เรียกว่าคณะกลาง ขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังทรงเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส อธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพน คณะใหญ่จึงเป็น ๔ คณะมาแต่นั้น คือคณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะอรัญวาสี

                ในรัชกาลนี้มีวัดหลวง วัดราษฎร์ สร้างขึ้นใหม่มาก โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดเก่าก็มาก การศึกษาพระปริยัติธรรม ทรงบำรุงขึ้นมาก และทรงมอบหมายให้เป็นพระราชธุระของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ทรงผนวชอยู่ การเล่าเรียนจึงเจริญมาก

                คณะธรรมยุตได้เริ่มขึ้นในรัชกาลนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงผนวชมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๒ และได้ทรงผนวชอยู่ตลอดรัชกาลที่ ๓ มีพระนามฉายาว่า วชิรญาโณ แต่ยังขึ้นอยู่ในคณะกลาง ซึ่งมีกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงเป็นเจ้าคณะ เดิมเรียกว่า บวรนิเวศาทิคณะ

                                                                สมัยรัชกาลที่ ๔

                คณะใหญ่ก็คงแบ่งเป็น ๔ เหมือนรัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนากรมหมื่นนุชิตชิโนรส ขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นประธานแห่งสงฆ์บริษัททั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๓๙๔

                คณะใหญ่ทั้ง ๔ คณะ และเจ้าคณะใหญ่ที่ทรงสถาปนาในต้นรัชกาล คือ

(๑)   คณะเหนือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) วัดสุทัศน์

(๒) คณะใต้ สมเด็จพระวันรัตน์(เซ่ง) วัดอรุณราชวราราม

(๓)  คณะกลาง สมเด็๗พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลก

(๔)  คณะอรัญวาสี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน) วัดสระเกศ

คณะกลางที่โปรดให้ตั้งขึ้นและขึ้นในกรมสมเด็จพระปรมานุชิต ในรัชกาลที่ ๓ มาในรัชกาลที่ ๔ การบังคับบัญชาว่ากล่าว ก็เห็นจะอยู่ที่วัดพระเชตุพน แม้เมื่อกรมสมเด็จพระปรมานุชิตสิ้นพระชนม์แล้ว(พ.ศ. ๒๓๙๖) คณะกลางก็ยังขึ้นในพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส มีพระฐานานุกรมพระอัฐิบังคับบัญชาว่ากล่าวมา จนถึงรัชกาลที่ ๕

ได้ทรงสถาปนาพระองค์ฤกษ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นกรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์ พ.ศ. ๒๓๙๔ ตำแหน่งอนุนายกรองแด่ สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติการซึ่งเพิ่มสถาปนาขึ้นในรัชกาลที่ ๓ แม้ได้โปรดให้เป็นใหญ่ในคณะธรรมยุติกามาแต่แรก ก็ยังคงขึ้นอยู่ในคณะกลาง ไม่ได้แยกออกเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ตลอดรัชกาลที่ ๔

                                                สมัยรัชกาลที่ ๕

                                        ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๑๑

ทรงสถาปนากรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธุ์พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ เทียบที่มหาสังฆปริณายก เพราะไม่ได้ทรงตั้งสมเด็จพระอริยวงศาตญาณ

การคณะสงฆ์คงเป็นอย่างเดิม คือ มีคณะใหญ่ ๔ ได้แก่

๑.คณะเหนือ

๒.คณะใต้

๓.คณะกลาง

๔.คณะอรัญวาสี

                                                ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๒๔

ทรงสถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ เป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรศโปรดให้มีสมณศักดิ์ เป็นเจ้าคณะรองคณะธรรมยุติกา มีสมณศักดิ์ตำแหน่งนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกจึงเข้าใจว่า ยกคณะธรรมยุติกาขึ้นเป็นคณะใหญ่เป็นครั้งแรกโดยมีกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์เป็นเจ้าคณะใหญ่ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นเจ้าคณะรอง จึงมีคณะใหญ่เป็น ๕ คณะ

๑.       คณะเหนือ

๒.     คณะใต้

๓.     คณะกลาง

๔.     คณะอรัญวาสี

๕.     คณะธรรมยุติกา

โปรดให้จัดระเบียบคณะสงฆ์คราวหนึ่ง คือ ให้แยกคณะกลางซึ่งขึ้นพระอัฐิกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสออกมาเป็นคณะหนึ่งต่างหาก ให้หม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์(ทัต) วัดพระเชตุพน เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะกลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสและคณะสงฆ์ธรรมยุติกาตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖

ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙

ยุคที่ ๓ แต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๕

                โปรดให้ตั้งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.  ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) มีรูปแบบการปกครองดังนี้

๑.                   พระมหาเถระที่ทรงปรึกษาในการพระศาสนาและการปกครอง       บำรุงสังฆมณฑลทั่วไป ได้แก่สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง ๑ และพระราชาคณะเจ้าคณะรอง คณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา คณะกลางทั้ง ๔ ตำแหน่งนั้น ข้อภารธุระในพระศาสนา หนือในสังฆมณฑล ซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถระสมาคม ตั้งแต่ ๕ พระองค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถระสมาคมนั้นให้เป็นสิทธิขาด ผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปอีกไม่ได้

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมือง

๔.     เจ้าคณะแขวง เฉพาะในจังหวัดกรุงเทพฯ มีพระราชาคณะเป็นผู้กำกับคณะแขวงละรูป

๕.     เจ้าอาวาส

พระราชบัญญัตินี้ไม่เกี่ยวด้วยนิกายสงฆ์ กิจและลัทธิเฉพาะในนิกายนั้น ๆ ซึ่งเจ้าคณะหรือสังฆนายกในนิกายนั้นได้เคยมีอำนาจว่ากล่าวบังคับมาแต่ก่อนประการใดก็ให้คงเป็นไปตามเคยทุกประการ แต่การปกครองอันเป็นสามัญทั่วไปในนิกาย ทั้งปวงให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

ข้อยกเว้นนี้ หมายเอาคณะธรรมยุติกา ที่เคยได้พระบรมราชานุญาต ให้ปกครองกันตามลำพังและวัดในกรุงอันยังแยกขึ้นก้าวก่ายในคณะนั้นๆ การปกครองสามัญทั่วไปในนิกายทั้งปวงนั้น เช่นหน้าที่และอำนาจเจ้าอาวาสเป็นตัวอย่าง

                                ก่อนแต่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ได้มีประกาศพระบรมราชโองการบ้าง ออกกฎหมายพระสงฆ์บ้าง อุดหนุนพระพุทธบัญญัติ ให้ผู้ละเมิดต้องโทษทางบ้านเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วย และต้องทรงตั้งคฤหัสถ์ให้มีหน้าที่ปกครองสงฆ์ทั้งชำระอธิกรณ์ ทั้งตั้งพระอุปัชฌายะ ทั้งถอดถอนมีขุนนางเจ้าหน้าที่ชำระอธิกรณ์ มีชื่อว่า ขุนวินิจฉัยชาญคดี ขุนเมธาวินิจฉัย ส่วนใหญ่รวมอยู่ในกองสังฆการี กรมธรรมการ ซึ่งต่อมาเป็นกระทรวงในรัชกาลที่ ๕  เจ้ากระทรวงปฎิบัติหน้าที่อย่างเจ้าคณะใหญ่โดยพฤตินัย พระเจ้าคณะตามทำเนียบสมณศักดิ์อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพนับถือ และปกครองกันภายใน ตลอดถึงเจ้าคณะใหญ่มิได้ปฏิบัติหน้าที่ปกครองเป็นต้นดังกล่าวในส่วนกลางเอง

                                ต่อมาเมื่อประเทศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นี้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงทรงเริ่มปฎิบัติหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคมเป็นอันเริ่มสมัยพระปกครองพระโดยตรง

                                พ.ศ. ๒๔๔๙ โปรดให้เลื่อนกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นกรมหลวงวชิรญาณวโรรส

สมัยรัชกาลที่ ๖

ยุคที่ ๑ แต่พ.ศ. ๒๔๕๓

                                โปรดให้ตั้งพระราชพิธีมหาสมณุตตมาภิเษก ทรงเลื่อนพระเกียรติยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส พระบรมราชอุปัธยาจารย์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และเลื่อนสถาปนา พระสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาสังฆปริณายก (สมเด็จพระสังฆราช) ทั่วพระราชอาณาเขต พ.ศ. ๒๔๕๓

                                อนึ่ง โปรดให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ได้ทั่วไป

                                การปกครองคณะสงฆ์ยังคงใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นั้น แต่เป็นอันงดใช้อำนาจจากมหาเถรสมาคม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ยังคงทรงเรียกประชุมและบัญชากิจการอันจะพึงทำเป็นการสงฆ์ในที่ประชุมนั้น

                                รูปแบบการปกครองจึงเป็นดังนี้

๑.             สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมโดยปกติ หรือในที่ประชุมพิเศษ หรือโดยพระองค์เอง ยกตัวอย่าง ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ในยุคนี้จึงใช้ว่า พระมหาสมณวินิจฉัย

๒.     เจ้าคณะมณฑล

๓.     เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

๔.     เจ้าคณะแขวง

๕.     เจ้าอาวาส

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๖๔

        สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ ๒ สิงหาคม ๒๔๖๔

โปรดสถาปนาพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ (สมณศักดิ์เสมอสมเด็จพระพุฒาจารย์) เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ๒๐ สิงหาคม ๒๔๖๔

การปกครองคณะสงฆ์ กลับมาใช้อำนาจมหาเถรสมาคม ตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ มีรูปแบบการปกครองดังนี้

        ๑.มหาเถรสมาคม

        ๒. เจ้าคณะมณฑล

        ๓.เจ้าคณะเมืองหรือจังหวัด

        ๔.เจ้าคณะแขวง

        ๕. เจ้าอาวาส

สมัยรัชกาลที่ ๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

สมัยรัชกาลที่ ๘

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๗๗

        การปกครองคณะสงฆ์คงเป็นไปตามพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงขชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชสสิ้นพระชนม์ โปรดให้สถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๘๑

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๔

        ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ จัดการปกครองคณะสงฆ์แบบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช

      ทรงบัญญัติสังฆาณัติ โดยคำแนะนำของ

๒. สังฆสภา

        ทรงบริหารการคณะสงฆ์ทาง

๓. คณะสังฆมนตรี

        ทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทาง

๔.คณะวินัยธร

        สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน ๔๕ รูป ที่เป็น ๑. พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป ๒. พระคณะจารย์เอก ๓. พระเปรียญเอก

คณะสังฆมนตรี ประกอบด้วยสังฆนายกรูปหนึ่ง และสังฆมนตรีไม่เกิน ๙ รูป จัดระเบียบการบริหารคณะสงฆ์

ก.       ส่วนกลาง ๔ องค์การ

(๑)   องค์การปกครอง

(๒) องค์การศึกษา

(๓)  องค์การเผยแผ่

(๔)  องค์การสาธารณูปการ

องค์การหนึ่ง มีสังฆมนตรีว่าการรูปหนึ่ง จะมีสังฆมนตรีช่วยว่าการก็ได้

ข.       ส่วนภูมิภาค ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ และมีเจ้าคณะตรวจการในภาคต่างๆ ตามที่กำหนดในสังฆาณัติ

จึงมีเจ้าคณะเป็นลำดับลงไปจนถึงเจ้าอาวาส นับต่อจากคณะสังฆมนตรี ดังนี้

(๕)  เจ้าคณะตรวจการภาค

(๖)   เจ้าคณะจังหวัด

(๗)  เจ้าคณะอำเภอ

(๘)  เจ้าคณะตำบล

(๙)   เจ้าอาวาส

ส่วนคณะวินัยธร เป็นไปตามสังฆาณัติ (ซึ่งแบ่งเป็นคณะวินัยธรชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ และชั้นฏีกา)

ตามระบอบนี้ มีพระสังฆปริณายก ๔ รูป คือ

๑.       สมเด็จพระสังฆราช

๒.     ประธานสังฆสภา

๓.     สังฆนายก

๔.     ประธานคณะวินัยธรชั้นฎีกา

ระเบียบบริหารตามที่กำหนดไว้ในส่วนภูมิภาค มีคณะกรรมการสงฆ์จังหวัด คณะกรรมการสงฆ์อำเภอ(เทียบกับกรมการจังหวัด กรมการอำเภอ) มีคณะวินัยธรชั้นฏีกา ๑ คณะ อุทธรณ์ ๑ คณะ ส่วนคณะวินัยธรณ์จังหวัดมีทุกจังหวัด

มีวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่ง คือ เพื่อรวมนิกายสงฆ์ (มหานิกาย ธรรมยุต ) ตามแถลงการณ์เรื่องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ด้วยวิธี

ก.โดยตรง คือ บังคับรวมตามบทเฉพาะกาลว่า ภายหลังทำสังคายนา แต่อย่างช้าไม่เกินแปดปี

ข.โดยอ้อม คือ โดยสังฆสภา ซึ่งตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ สมาชิกฝ่ายมหานิกายมีมากกว่า จึงออกสังฆาณัติบังคับทางการปกครองให้ร่วมกันเลิกล้มอำนาจการปกครองของฝ่ายธรรมยุตเองที่ได้มีมาแต่เดิม ดังที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ผลการปฏิบัติ คือ ฝ่ายธรรมยุตเป็นฝ่ายค้านในสังฆสภา เรื่อยมาตั้งแต่ต้นต่อการออกสังฆาณัติ

บังคับรวมทางการปกครอง (ทั้งทางบริหารรวมถึงการตั้งอุปัชฌาย์ทั้งทางคณะวินัยธร) แต่ไม่สำเร็จทุกคราวเพราะถือว่าออกมาขัดพระธรรมวินัย จึงผิดมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ นั้น คณะธรรมยุตคงนับถือปฏิบัติอยู่ในปกครองของเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตที่มีมาแต่เดิม

ได้มีการตั้งกรรมการสังคายนาขึ้นคณะหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖ เพื่อดำเนินการตามมาตรา ๖๐ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็เพื่อดำเนินการปรับปรุงรวม ๒ นิกาย ให้เป็นอันเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ปรากฏว่ากรรมการแต่ละนิกายได้มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างมาก ไม่อาจตกลงกันได้

สมเด็จพระสังฆราช(แพ) สิ้นพระชนม์ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๔๘๗ ประกาศสถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช ๓๑ มกราคม ๒๔๘๘

สมัยรัชกาลปัจจุบัน

ยุคที่ ๑ แต่ พ.ศ. ๒๔๘๙

ก.       ยังคงใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่ความเห็นแตกต่างกันเป็นเหตุให้สมเด็จพระสังฆราชทรงเรียกประชุมพระเถระทั้งสองนิกาย มาประชุมหารือทำความตกลงกันที่ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๙๔ พระเถระทั้งสองฝ่ายได้ประชุมทำความตกลงกัน ๓ ข้อ ดังนี้

(๑)   การปกครองส่วนกลาง คณะสังฆมนตรีคงบริหารร่วมกัน แต่การปกครองบังคับบัญชาให้เป็นไปตามนิกาย

(๒) การปกครองส่วนภูมิภาค ให้แยกตามนิกาย

(๓)  ส่วนระเบียบปลีกย่อยอื่นๆ จะได้ปรึกษาภายหลัง

เป็นอันว่าพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ไม่อาจใช้ปฏิบัติให้เป็นไปตามความมุ่งหมายได้ ทั้งไม่เหมาะต่อหลักการปกครองคณะสงฆ์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องการให้เคารพเชื่อฟังพระเถระผู้เป็นสังฆบิดร สังฆปริณายก และเป็นธรรมาธิปไตย กิจการที่โปรดให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ตามพระวินัยก็ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ ภิกษุผู้เข้าประชุมค้านขึ้นแต่เพียงรูปเดียวก็ใช้ไม่ได้ และภิกษุทุกรูปผู้เข้าประชุมเป็นสมานสังวาสกะกัน

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวช ๒๒ ตุลาคม ๒๔๙๙ ทรงลาผนวช ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙

        ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ( ม.ร.ว. ชื่น นพวงษ์ สุจิตโต) ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๙๙

        สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ สิ้นพระชนม์ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๑

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (กิตติโสภโณ ปลด วัดเบญจมบพิตร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ๔ พฤษภาคม ๒๕๐๓

ยุคที่ ๒ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๕

ตั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๕ ยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔

เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ โดยที่การจัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่เป็นกิจการอันพึงแบ่งแยกอำนาจ ดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลย์แห่งอำนาจเช่นที่เป็นอยู่ตามกฎหมายในปัจจุบัน (ฉบับ พ.ศ. ๒๔๘๔ ) และโดยระบบที่ว่านั้นเป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการจึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์ ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนานกฎหมายและพระธรรมวินัยเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา

                การบริหารคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  ๒๕๐๕ และตามกฎมหาเถรสมาคมที่ออกตามกฎหมายคณะสงฆ์นี้ ประกอบด้วย

                ๑ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และตราพระบัญชา โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม ทางดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคม

                ๒. มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย

                                ๒.๑ สมเด็จพระสังฆราช ประธานโดยตำแหน่ง

                                ๒.๒ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูป กรรมการฯ โดยตำแหน่ง

                                ๒.๓ พระราชาคณะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๔ รูป ไม่เกิน ๘ รูป เป็นกรรมการ โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง

                มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยเพื่อการนี้ ให้มีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคมออกบังคับ วางระเบียบหรือออกคำสั่งโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายและพระธรรมวินัยใช้บังคับได้

                ๓. คณะใหญ่ทั้ง ๕ และเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๕ คือ

                                ๓.๑ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง (ในเขตภาค ๑,๒,๓,๑๓,๑๔,๑๕)

                                ๓.๒ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ(ในเขตภาค ๔,๕,๖,๗)

                                ๓.๓ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก(ในเขตภาค ๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒)

                                ๓.๔ เจ้าคณะใหญ่หนใต้(ในเขตภาค ๑๖,๑๗,๑๘)

                                ๓.๕ เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต(เขตปกครองธรรมยุตทุกภาค)

                เจ้าคณะใหญ่หนทั้ง ๔ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์มหานิกาย เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตเฉพาะคณะสงฆ์ธรรมยุต เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ที่บัญญัติให้มีเจ้าคณะสงฆ์ทั้งสองนิกาย ปกครองบังคับบัญชาวัดและพระภิกษุสามเณรในนิกายนั้นๆทุกส่วนทุกชั้น และเพื่อแบ่งเบาภาระของมหาเถรสมาคม คณะใหญ่ทั้ง ๕ นี้นับเข้าในระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องด้วยมหาเถรสมาคม(ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๐๖ ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์

๔.ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย

       ๔.๑ ภาค เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค

                                ๔.๒ จังหวัด เจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด

                                ๔.๓ อำเภอ เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ

                                ๔.๔ ตำบล เจ้าคณะตำบล รองเจ้าคณะตำบล

  ๕. วัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

งูพิษ

งูเห่า (Naja kaouthia)

เป็นงูที่มีพิษมาก รุนแรงถึงชีวิต มีความยาวประมาณตั้งแต่ 1 – 2.24 เมตร และมีอยู่ชุกชุมทั่วทุกภาคของประเทศไทย เมื่อตกใจจะเผ่นหนี และพ่นลมออกมาดังฟู่ฟู่ คล้ายเสียงขู่จึงเรียกว่า งูเห่า กินหนู กบ เขียด นก ลูกเป็ด ลูกไก่ เป็นอาหาร

งูแมวเซา (Daboia ruamensis)

เป็นงูที่มีอำนาจพิษรุนแรง กัดแล้วทำให้มีเลือดออกในอวัยวะภายใน ต่างๆ  ลักษณะตัวอ้วนสั้น ลำตัวประมาณ 0.9-1.5 เมตร หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม ลำตัวพื้นสีน้ำตาลอ่อน และมีวงสีน้ำตาลเข้ม เมื่อถูกรบกวนจะพ่นลมออกมาทางจมูก งูชนิดนี้ฉกได้ว่องไวมาก กินหนูและนกเป็นอาหาร

งูเขียวหางไหม้ (Trameresurus)

เป็น งูที่มีพิษ ลำตัวสีเขียวและหางแดง ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร ชอบอาศัยและหากินอยู่บนต้นไม้ ชอบเลื้อยปีนป่ายตามต้นไม้ กิ่งไม้ หางซึ่งพัฒนาเป็นพิเศษ ใช้เกาะยึดและเหนี่ยวตัวได้อย่างเหนียวแน่น กินหนู กบ เขียด ลูกนกเป็นอาหาร

งูสามเหลี่ยม (Bungarus fasciatus)

เป็นงูที่มีอำนาจพิษรุนแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต ขนาดความยาวของลำตัวอยู่ช่วง 1-1.8 เมตร มัแนวกระดูกสันหลังยกเป็นสันสูงคล้ายสามเหลี่ยม สีลำตัวเป็นปล้องดำสลับเหลืองปลายหางกุด ปราดเปรียวในเวลากลางคืนเมื่อออกหากิน กินงูขนาดเล็ก กบ เขียด เป็นอาหาร

งูจงอาง (Ophiophagus hannah)

เป็นงูที่มีขนาดยาวที่สุดในโลก ที่เคยพบยาวเกือบ 6 เมตร ลักษณะคล้ายงูเห่า แต่โตกว่ามาก เป็นงูพิษที่มีนิสัยค่อนข้างดุ สามารถแผ่แม่เบี้ยได้เช่นเดียวกับงูเห่า งูจงอางเป็นงูที่กินงูด้วยกัน และสัตว์จำพวกตะกวด กิ้งก่า ตุ๊กแก เป็นอาหาร

งูกะปะ (Calloselasma rhodostoma)

เป็นงูพิษขนาดเล็ก ความยาวลำตัวสูงสุดประมาณ 84 เซนติเมตร หัวเป็นรูปสานเหลี่ยมคอคอดเล็ก ตัวสีน้ำตาลแดง ลายรูปสามเหลี่ยมเปียกปูนสีน้ำตาลเข้มปนดำ เวลาถูกรบกวนจะแผ่ลำตัวแบนราบกับพื้น ฉกกัดได้รวดเร็ว กินหนู กินกบ เขียด เป็นอาหาร

ทางสายกลางในสังคมไทย

 ประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางการเมืองสูงประชาชนมักจะมีปฎิสัมพันธ์หรือมี ส่วนร่วมทางการเมืองในทุกขั้นตอนทั้งโดยตรงเช่นการลงประชามติและทางอ้อม  ท้ายที่สุดกระบวนการยกร่างกฏหมายที่สำคัญเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดการ การมีส่วนร่วมของประชาชนเสียมิได้   เพราะเป็นกระบวนการบรรดาลให้ความยุติธรรมบังเกิดขึ้น  คนเมื่อบรรลุถึงความสมบูรณ์  เป็นเลิศที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย  แต่ว่าหากเขาถูกแยกออกจากกฎหมายและความยุติธรรม  เขาจะกลายเป็นสัตว์ที่เลวที่สุดบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  สิ่งที่ประเสริฐในบรรยากาศการเมืองคือความยุติธรรมประกอบขึ้นในลักษณะส่งเสริมประโยชน์ร่วมกัน (Aristotle)  ความยุติธรรมจะบังเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความเท่าเทียมกัน ได้รับสิ่งที่กำหนดในแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันอริสโตเติลเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและอยุติธรรม  หากคนสองกลุ่มหรือพรรคการเมืองสองพรรคมีความเท่าเทียมกันเพียงประการเดียว  แต่ได้รับสิ่งที่กำหนดอันเงื่อนไขในเรื่องการจดทะเบียนพรรค การยุบพรรค หรือแม้แต่ประเด็นห้ามอดีตผู้บริหารพรรคไทยรักไทย111 คนเป็นที่ปรึกษาพรรคหรือแม้แต่ปราศรัยซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ขณะนี้ไม่เท่ากัน  ความยุติธรรมคือศูนย์รวมทั้งคุณธรรมและความรู้ (สุขุม  นวลสกุล) หากจุดถ่วงดุลระหว่างความรู้และคุณธรรมเสียศูนย์ ความยุติธรรมย่อมเอียงเอนตามแรงดึงของอำนาจการเมือง    ความยุติธรรมตามทัศนะของอริสโตเติลแบ่งได้สองนัยประกอบด้วย

1.         ความยุติธรรมในการแบ่งสรรปันส่วน  กล่าวคือเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามความสามารถของแต่ละบุคคลตามคุณค่า (merits) ที่ถูกหนดไว้เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลควรได้รับการผลักดันผ่านทางระบบการศึกษาที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของรัฐนอกจากนัยแห่งความยุติธรรมแล้วรัฐหรือการเมืองจะต้องตั้งอยู่บนความ เป็นจริง ที่สร้างและส่งเสริมชีวิตที่ดีให้กับพลเมืองให้ได้มีโอกาสเป็นเจ้า กรรมสิทธิ์ของ 3 ประการ        คือสิ่งดีภายนอก (external good) หมายถึงเศรษฐกิจ   ความดีทางร่างกาย (body good) อันได้แก่สุขภาพกายดี      และประการสุดท้ายสุขภาพจิตดี (good of soul ) รัฐควรส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักจุดหมายปลายของชีวิตที่ดีมิใช่เป็นดังไฟไหม้ ฟางแล้วจางลงในเรื่องอบายมุข หวยบนดิน สิ่งมวมเมายั่วยุในหมู่เยาวชนซึ่งจะต้องเอาจริงเอาจังเป็นไฟไหม้ท่อนฟืน เพราะนั่นหมายมีถ่านให้เหลือใช้ เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อดันGDPให้สูงแต่ความสุขมวลรวมของชาติต่ำ เป็นคำตอบที่ใช่ไหม และนอกจากนั้นรัฐจะต้องมีรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดรูปแบบการปกครองบนรากฐานของหลักการผสมผสานระหว่างคณาธิปไตย (Oligarchy) กับประชาธิปไตย( Democrecy) รูปแบบการปกครองแบบนี้ตามทัศนะของอริสโตเติลเรียกว่า ประชาธิปไตยสายกลาง ทั้งนี้เพราะว่าประเทศใดมีองค์ประกอบระว่างคุณภาพและปริมาณ  กล่าวให้ชัดก้คือด้านคุณภาพของพรรคการเมืองที่มีลักษณะคณาธิปไตย มักให้ความสำคัญแก่ชาติกำเนิด  ฐานะทรัพย์สิน หรือการศึกษาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง หากปล่อยให้รูปแบบการปกครองตกอยู่กับคนมั่งมีหรืออภิสิทธิ์ชนพวกนี้ก็จะ ปกครองเพื่อผลประโยชน์ตนเท่านั้นและมักมีความละโลบที่อยากเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินของคนอื่น  ส่วนในด้านปริมาณของประชาธิปไตยหมายถึงการให้คนจำนวนมากจากหลากหลายสาขา อาชีพเข้ามามีสิทธิ์ในการปกครอง  ข้อเสียมีอยู่ว่าคนพวกนี้เต็มไปด้วยความริษยาในความร่ำรวยของคนส่วนน้อย พร้อมที่จะเป็นพลังให้กับนักการเมืองประเภทฉาบฉวย  ซึ่งมาพร้อมกับสัญญาต่างๆ ในรูปของประชานิยมจริงแท้       หรือประชานิยมจำแลงแปลงธาตุในบริบท “ประชาชน”              เมื่อเป็นเช่นนี้แทนที่ประชาธิปไตยจะเบ่งบานตามกาลเวลาที่ผ่านมาที่ควร จะเป็น   หากแต่ว่ายังคงตัดยอดต่อกิ่งกลายพันธุ์เป็นครึ่งใบบ้าง  ผลัดใบบ้างและนำไปสู่การฉอยโอกาสผลักดันรูปแบบการปกครองระบอบทุชนาธิปไตย (Tyranny) ถ้าหากปล่อยให้รูปแบบการปกครองเป็นไปในลักษณะใดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้รัฐ มีจุดหมายปลายที่ไม่ดี  หรือเบี่ยงเบนจากความยุติธรรมก็ได้ 

2.         ความยุติธรรมอันเกิดจากความเสมอภาคทางกฎหมาย  หมายถึงทุกคนจะต้องได้รับการปฎิบัติโดยทัดเทียมกัน  แม้ในความเป็นจริงบุคคลมีสถานะทางสังคมแตกต่างกัน   แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากฎหมายแล้วทุกคนมีความเสมอภาคเหมือนกันหมด   รัฐบาลที่ดีจะต้องนำกฎหมายไปบังคับใช้ต่อคนในสังคมอย่างเสมอภาค  มิใช่เลือกปฎิบัติเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

         รูปแบบพรรคการเมืองที่เลอเลิศคือรูปแบบอำนาจ ที่ถูกว่างไว้ในชนชั้นกลางให้มากเพียงพอที่จะมีพลังเหนือกว่าชนชั้นอื่น ในส่วนผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้ง  เพราะการเลือกตั้งจะทำให้ชนชั้นปกครอง หรือตัวตนคณาธิปไตยที่ถูกถ่วงดุลด้วยประชาธิปไตยโดยชนชั้นกลางเป็นจำนวนมาก  ไม่สามารถปกครองตามความพอใจหรือแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนได้ถนัด  เพราะตำแหน่งของเขาขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน  ผู้ปกครองที่เป็นชนชั้นนายทุนจึงต้องมีนโยบายสายกลางและคำนึงถึงผลประโยชน์กระจายขยายสู่กลุ่มต่างๆ จากประเด็นนี้พรรคการเมืองในอุดมคติของอริสโตเติลคือการคานอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ มิใช่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง  หน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระมัดระวังรักษารูปแบบการปกครองที่ดีให้ดำรงอยู่ได้       ต้องป้องกันไม่ให้อำนาแก่อภิชนมากเกินไปเพราะอาจใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชนชั้นปกครอง   และในขณะเดียวกันหากเอนเอียงทางประชาธิปไตยสุดโต่งหลุดจากฐานธัมมาธิปไตย(คารวธรรมเป็นจุดเริ่มต้น)  มีเสรีเกินเกินความพอดีอาจนำไปสู่การละเมิดกฎหมายอันเป็นชนวนแห่งความรุนแรงของบ้านเมือง   

     มาตรวัดความยุติธรรมของรัฐคือความสามารถที่จะรับใช้ผลประโยชน์ส่วนรวมขงคนในรัฐ เป็นรัฐที่ปกครองโดยคนคนเดียว (อาจหมายถึงระบบพรรคที่เข้มแข็งเป็นพรรคเดียว) แต่จะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนทั้งหมด อย่างไรก็ตามรัฐที่เลวคือรัฐที่มีรูปแบบการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ผู้ปกครองเท่านั้น  หรือโดยกลุ่มเดียวแต่ดำเนินการตามอำเภอใจ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน  ในส่วนรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องเมื่อตัดสินด้วยมาตรฐานแห่งความยุติธรรมอันสูงสุด  ส่วนรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวของผู้ปกครองเป็นรัฐธรรมนูญที่เบี่ยงเบนจากความถูกต้อง     ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจสะท้อนให้เห็นว่า   อำนาจ   ผลประโยชน์   ความยุติธรรมนั้นจะต้องตั้งอยู่บนความเป็นกลาง เป้าหมายสูงสุดของการปกครองคือการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมหรือการให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ หากไม่แล้วเท่ากับรัฐกำลังมีจุดเปราะบางจากกรณีจับกุมแกนนำนปก.ที่ดูเหมือนว่าประเด็นนี้ฝ่ายนปก.กำลังเปิดแผลให้UNได้ เห็น แม้แต่การลงประชามติที่มีลักษณะเป็นอาหารตามสั่งให้กินด้วยการบริการส่งถึง ที่ (บริการส่งผู้ลงประชามติ) ท้ายทีสุดหากการลงประชามติในครั้งนี้มีชะนักหลังว่าขาดความยุติธรรม หรือขาดความชอบธรรม ที่ฝ่ายเคลื่อนไหวไม่รับรัฐธรรมนูญเปิดแผลซ้ำ แล้วจะให้สังคมโลกมองความชอบธรรมต่อประเทศไทยอย่างไร และท้ายที่สุดนี้ความเห็นต่างทางความคิดเป็นดังดอกไม้หลากสีในอุทยานแม้ กติกาว่าด้วยการเลือกตั้งย่อมมีการแข่งขันที่มีหนึ่งเดียวถูกเลือกไว้ใน แจกัน  แม้ดอกไม้ที่ไม่ได้รับการการเลือกสรรก็หาใช่หมดความงามจากอุทยาน   ทัศนะที่เป็นกลางมองความแตกต่างให้เห็ถึงความเหมือนกันแทนที่มองความเหมือน ที่มีอยู่เห็นเพียงความแตกต่าง มโนทัศน์ที่ดำรงความเป็นกลางทำให้ลดการต่อสู่หรือ

Human evolution

Economic doctrine that we have faced. And disprove it from the start. The investigation is consistent with the opinion of the common man. Capitalism is seen as a cost. The labor force and the competing theories of Lampedusa Marathas so prejudicial that is consistent with both the rich and the poor, so as to improve the race progressed incrementally. At least consistent with the common Which is the difference in civilization because of differences in race, ethnicity Likewise, it creates harmony and the formula seems to be the criteria for review. The ubiquitous presence already. Surprisingly, the spread of it, since the latter is a surprise to Darwin. With the world’s first book “Origin of Species” is not a conquest of him as a blend. (Assimilation) do.

However, we will have a human origin. All we know about him is that he is just a human being – as is to be found now. There is no record or evidence of them in the state to be lower than those found in the woods to the whatever bridge he crossed the wide gap. Which now separates humans from animals. Still not showing signs of it. Among the lowest savages as far as we know, the highest animal. It appears that there are differences to be reconciled not do – which is not only a difference in size or degree (Degree) but also in the type (Kind) with another character. Human reactions and emotions of many of the lower animals is shown. But whether humans have low levels of humanity is. It did not appear that he will be the one thing which no evidence exists in animals, although it is a little something that has been clearly recognized. It can hardly be defined. It has the ability to improve the human – animal which he advances.

Beavers build a dam. Nesting birds and the bees grains. But while the Beaver Dam a hive of bees, birds and the loss created by the same always. Home of the man transition from crude huts made of leaves and branches of a majestic building, equipped with all modern logistics happy dogs that can be connected together to achieve it. And may have been some training routines. But its ability to do that does not even count, but not always. Friendly man who steadily improved and civilized dog does not have the ability or intelligence than dogs of the forest. At least we do not continue to use animals as clothing. Hob. The invention of tools or weapons for themselves. The nourishment they need to eat other animals. Or a spoken language. But it does not appear to have seen or heard about a man who did not do so. The man in the story is not that what we know. It shows.

This ability – in addition to what nature has done to him. With what he’s done to himself. And in fact predictable physical properties (physical endowment) of humans is extremely low. Nothing in the world. He will not survive. Without this ability. Some exceptions might be some small islands in the Pacific Islands.

Without question, this is a matter that is not mentioned before. I would be hesitant to check on the little space as possible. To devote to this. This is because it deals with some problems as the highest spiritual. Pondering the human will. Directly or indirectly to anyone. But it is a question that appears natural. We have come to the conclusion that this is consistent with the rule or not great. The Human Development operated under the rules?

What are the rules? We must find an answer to this question. Although modern philosophy because it will ensure that there is a rule such as this unequivocally. But it does not explain the rules to be more desirable than a description of the subject. In the current economic problems, that’s why it still has a shortfall in port services. Federal funds are increasingly more economic.

Let us seize the firm. In fact as many as possible, we do not need to investigate how humans gradually developed from animal use. Issues related to the human as we know he was born with. He will probably have a close relationship with any one. The latter, it must be clear from the first light always. We can not be inferred from what I can to find out what they already know. The fact that we already know. We can only assume that’s what happened before we know it.

Everywhere and all the time people have demonstrated this capability – and all the time we have known. Some people take advantage of this capability. But he uses this ability levels vary greatly. The canoe to sail the rough water. Gun fired during Naboo meringue repeat. The roughly carved wood with marble inspired by Greek art. Between the wild and modern scientific knowledge. Between the Indians and the white settlers who migrated to. Hot women between tribes and the state of Scottish society refined and beautiful, these would be vastly different.

Different levels of use of this ability. We shall not be claimed to be due to the difference in performance from the original – people growing up in today’s been a wild man in the history of this and we will find the widely different among. population of the same species, we can not be claimed to be due to differences in environment. Nature, but the only – source of education and science, the art of the moment. Nationals have been brutal occupation. And within a few years, the city was the land of the native tribes who hunted the woods. It is obvious that these differences are involved. Social development. Perhaps from beyond the minimum. We will develop better man when he was only a man. Thus, we conclude that only a combination of growth and improvement in the human condition, such as this year. Into the civilization. (Civilization) improved on his human civilization has advanced. Or friends participation in society.

What is the law of civilization? We will describe the different stages of civilization. Of different communities with common core what? The progress of civilization is the result of what was real. We will be prepared to adapt to the society that supports different civilizations that do not support. Or to explain why an institution or state. Which one may be causing the advancement of civilization. Ballast once held back progress?

This belief is reflected in the progress of civilization is. Development or evolution. During this man’s ability to increase his speed and features. With the effect of causing the same to be used as the source of Species or different species (species) of animals and plants – that is, the survival of the best. And the transfer of the property to be inherited.

In that civilization is an evolutionary one – which is the language of Herbert Spencer, it was advances from the same inconsistencies as a non-specific. Corresponding to a specific difference (from an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) – there is no doubt. But this does not explain or identify the reasons which support or brace gravity. The evolution. Spencer said of the sweep, which aims to explain the – under the guidance of all matter and energy. It includes all these reasons, it is just that. I can not say. However, as described by the rules. Philosophy of development is not specifically on this issue. And made a comment. Or be a unity in the comments. Which is not consistent with the facts.

General description of the progress of this. I thought that was very similar to the common vision of the money. Analyze the causes of the economic wealth without equal. If he has a theory. Usually the theory is that there is plenty of money to be found for those who are. Willing and able. And folly. Laziness Or recklessness as to the difference between the rich and poor. And therefore descriptions of common differences. Of civilization is the difference in being able to. The nation is civilized races. And the progress of civilization is superior because of the rarity of this – as well as the British people are generally seen as a victory for the British and their properties. The fair – the sublime than the French eat frogs. And Americans in general, I think that the rule by the people. Innovation, invention actively. And well-being on average higher than other people because “the good of the Yankees” superior.

Chelsea dominated the world of ideas is now as follows: the struggle to remain human effort to encourage new inventions and innovation are increasingly struggling with the consequences. Prosperity and a better ability to make progress is to be determined. By inheritance. And has been expanded by a trend of people who are prepared to own the best. Or the most advanced in order to survive and spread out among the various parties and trends, national or ethnic tribes cooked himself the best or the most advanced in the future. Survive in the struggle between different social groups have a theory to explain the difference between humans and animals. And the difference in progress between humans themselves. With certainty, but it is not as common now. I recently had to explain this difference by using the theory of The creation of a special intervention of God.

The action of this theory is the popular cult Destiny (fatalism) with the hope of one. The ubiquitous presence in modern literature, listening to * by this progress is the result of power. Many of which act slowly, steadily, and without mercy. For the human mind to war, slavery, oppression, famine and plague, superstition poverty and misery. Which appear in modern civilization. Is the reason that drives people to the removal of the inferior and larger type than the gene is the power to dictate the pace of the front and the progress in the past is the foundation for new advances are people so. As a result of the changes made to those persons in the past is in order. Long lasting. Any form of social organization and the individuals who compose the society, so the theory is based on the words of Herbert Spencer ** – is “a radical change in favor of (radical) than a radical ideological change. Any current thinking “by virtue of which it seeks to change the nature of the human being at the same time. This theory is. “Conservatives than any ideological conservatives of today would think” because this theory assumes that there are no changes other than the change in the nature of a man slowly. Sages teach that this will not reduce the obligation to try to reform the wrongful acts, as well as a divine command. Doctrine teaches that God has set before you. Confirmed that it is the duty of all those who are struggling to survive. But, as generally understood. As a result, the popular cult of Destiny – “Though we may be doing. Grinding mill of God will continue regardless of the length or the. Retardation of us, “I said to allude to this only to show you what I am holding. That are being spread and penetration into the idea in general to quickly search for truth. We should not give consideration to the results of it makes our thoughts turn turned to go, but I considered going current civilization is as follows: Civilization is the result of powerful men who, by the way indicated a gradual change. human nature, and to improve and enhance the ability of humans to slowly between civilized people and savages is a difference in the education of the tribe. Species as long as the island permanently in mind. And improvements are likely to continue to rise to Aryabhata – fairly high up, we reached a point where progress seems to be normal for us, and we look Forward with confidence in the great achievement of mankind to be born than later – some even believe that most people do not make scientific progress. Immortality, and he can not travel to a planet but a star with It enabled him to create the sun and the universe itself. ***

But without rising to the stars. Once the theory of progress, which seems to be too simple for us. Among civilizations is underway to look around the world, it would be faced with the great facts – that is, the suspension stiffened their civilization. Humanity does not have the most current ideas about progress. Most current mobile mankind. (Such as our own ancestors had considered until a period of two to three people this age) that at the time of the perfection of man. There may be differences between wild and civilized by that theory. The forest also developed an extremely weak. This makes it somewhat.

The child’s progress. But the theory that human progress is the result of a common cause. Continuous. We will describe an advanced civilization to the interruption, but how? We can not mention Hindus and ethnic Chinese as well as could be said. Superior to that of the wild due to over training. We are like the adults and for nature. While he was still a child. Hindus and Chinese used to be civilized when we were in the forest. They have ruled that cities are well organized and strong literature, philosophy, refined manners and the division of labor (division of labor) is a fairly large commercial. And sophisticated art while our ancestors are uncivilized people homeless. Living in huts and tents, leather. Indians do not grow to even less. As we progress from this state of barbarism to civilization, dating back to the 19th century, Hindu and Chinese still live with that. If progress is the result of the rules of the course. Avoid punishment. And eternal. The driving force of human progress. How do we explain this?

The philosophy of development is the most popular one is the Walter Bagehot (“Physics and Politics”) has recognized the force of this objection. And try to explain this way: The first thing you need to make a civilized man is his breed. Induced him to live with men under the law. The laws and traditions are also increasing. Intensified and expanded by means of natural selection. Tribes or nations together in this way has an advantage over tribes or ethnic groups, traditions, and laws which are not included in the most intense and solid than it has. Continue to progress. These advances will continue to be a situation when they are induced to. Discussion and allow freedom and flexibility necessary for progress updates.

Bagehot description which is provided with a certain skepticism. As he said this himself. I think that the general theory to be reliable. It is useless to say anything to them because we are all clear that it is you. Explain the facts.

The resulting combination of atomic motion. Which in turn breaks down into atoms when the equilibrium state and the rest later. The new movement when the force of the impact. This will make the process of historical evolution. Cause the material to break down more and more gas. This will cause the one with the combination of the gas as it can be said that the combination of the individual in the community to generate power. The light and warmth of civilization. However, when this process breaks down the individual components which is at equilibrium into their routine. It was followed by disruptions. And the scattering due to the invasion of the barbarians is essential. For the process and the growth of civilization again.

However, a similar comparison is the most dangerous way of thinking that it might be connected to the similarities. But also hide or obscure the truth. And then there is that similarity is only superficial. When members of the community, emerging gradually in children with new vitality. A small community with the power to decline as humans. On the power of the majority of the force will be equal to the sum of the individual as a representative body of the international community would not lose significant power. The essential elements of its power is reduced.

However, the similarity comparison between the ordinary life of the nation. Individual. And in comparison to the one I proposed. It is clearly aware of the fact that one potential – that is, the fact that the barriers to progress and eventually arise. Because progress itself. And what has destroyed all previous civilizations, it is a condition that occurs. Due to the growth of civilization itself.

This is a truth which philosophy is now ignored. But it is true that the most important. The theory is that with the advancement of mankind has not plausibly be explained by this fact.

Likely to cause an erection, which Bagehot said to show itself off from its early stages of development, and his example about it almost from the wild or semi-wild, but civilization to the interruption of these steps. far before it breaks down. Should have a civilization are growing far more when compared with the wild, but it’s still a weak liberal and progressive civilization to a halt this week, at the point where almost nothing worse than a lot of areas. superior civilization of modern Europe around the 16th century, or at worst the beginning of the 15th century to the point that it needs to be discussed. Welcome new and all kinds of brain activity. They are the architects of the Arts and Science building boom reached a very high level of innovation or improvement to a sequence. The ship is the only ship to the USS Henry the 8th most innovative in many ways the same. The inventors have discovered that the update has stopped close to what’s most important to us and we can learn from some of them even. The engineers who built the canals for irrigation and navigation. The philosophy is to compete and have a good idea of religious conflict. One of the great missionary religion is similar to Christianity in many respects it is. In India. To replace the old religion spread widely throughout the country to China. But it was religion to replace the original sources of the same way that Christianity has been replaced as the first source of the count long after humans have to live together for life and living. aggressive Innovation resulting in improved progress. And even more than that. Both India and China have taken on a new life of the conqueror and the tradition. Model with different ideas.

Civilization to the interruption as much as possible. Of the civilization as we know it is of Egyptian civilization. Even art that came back as normal and the coagulate. But we know that behind the scenes, this term has to be the lively and canned Reed act opera – a civilization that developed and expanded as our civilization is now – otherwise, the arts and sciences. will not rise as high as just that. And excavation soon light on Egypt’s ancient than that of basic but well below what we know. Same about Egypt – from sculpture and carving, which is rather stiff and formal. To shine with life and meaning. It shows a powerful, natural and artistic freedom as an indication that the active life and extended. For advanced civilizations, which is now not the same as it would have been different.

But not only the cessation of these civilizations theory. Currently, the development did not explain. It is not just that the man was walking along the path of progress to me then. Breaks down. But as far as humans have walked the way of progress, then backwards too. The face of this theory is not just one single case only – it is a universal rule ever. Civilization, every civilization the world has ever seen would have a hard time growing strongly inhibited the degradation and decline. Those arising in civilization and prosperity. But now remained stagnant civilization and our civilization itself, which is not. Old as the pyramids, while Abraham looked – behind the pyramid is the distance of the historic 20th century have been recorded.

It is no doubt true. That our civilization has a broader base. Are more advanced. Moving faster. And civilizations that have risen above it. However, in these terms. But it will not progress to civilization than the Greeks – Roman Than to civilizations – Greek, Roman civilization progressed beyond Asia. And if it’s more advanced. That does not prove anything about the archive and its future prospects. Unless they can demonstrate that it is superior to what the various causes of failure altogether. Current theories of earlier civilizations did not show this.

In fact. If the explanation of the facts of universal history. Do not have any theories to go beyond this theory. That civilization is the result of the method of natural selection, which acts to improve and The ability of human beings. That civilization has occurred in various places, and there are progressive with a different speed. Not that it is not consistent with this theory. Because that may be the result of the balance between the forces that drive inequality and Against it. But the progress has started everywhere. (Even on the lowest among the tribes. We still have some progress) without any of that is going to continue. Instead, stop or reverse the loss of all. It is not entirely consistent with it. This is because if the progress made to bring about improvements in the nature and cause of human progress, even though more and more to be interrupted occasionally. The general rule is that progress will be continually – advances have led to a breakthrough. And civilization will develop into a more noble civilization.

Not only with the general rules of international law only if it is contrary to this. Empire Earth is the tomb of the dead as much as the graves of the dead man’s progress will be suitable for the more advanced. Strong and progressive civilization, every civilization of modern civilization, as well as our own in the back and down manually. Again that art has deteriorated. Science sink. Is waning. The sparsely populated. The people who built the temple and the city’s powerful. The river and mountains piercing. Nourish the earth like a garden. The most elaborate and adopt a resolution into the sub and then return to the savage life that pathetic even a small amount of the loss. Memories of what their ancestors did. And respected as the remaining parts of the immense contribution that high. Or the genius of the people of God before the great flood. This is particularly true. When we think of the past, take a look. As if it is not rigid rules, which we hope may be exempt. More so than the young man. “Sense of his life through all limbs” will I be exempt from the die, a fate shared by everyone Scipio lamenting the ruins of the city of Carthage, that “even as neo-Rome one day.

วิวัฒนาการของคน

หลักคำสอนทางเศรษฐศาสตร์ที่เราได้เผชิญ และพิสูจน์หักล้างมาแล้วตั้งแต่เริ่ม ต้นการสอบสวนนี้สอดคล้องกับความคิดเห็นโดยสามัญของมนุษย์ ที่แลเห็นนายทุนเป็นผู้จ่ายค่า แรงและการแข่งขันทำให้ค่าแรงลดลง ฉันใด ทฤษฎีของแมลธัสสอดคล้องกับอุปาทานที่มีอยู่ทั้งของคนรวยและคนจน ฉันใด คำอธิบายถึงความก้าวหน้าในฐานะการปรับปรุงเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ทีละเล็กละ น้อยก็สอดคล้องกับความคิดเห็นสามัญ ซึ่งถือว่าความแตกต่างในด้านอารยธรรมเป็นเพราะความแตกต่างกันในเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ฉันนั้น มันทำให้เกิดความกลมกลืนและสูตรอันดูเหมือนจะถูกหลักเกณฑ์สำหรับความคิดเห็น ซึ่งปรากฏแพร่หลายอยู่แล้ว การแผ่ขยายอย่างน่าประหลาดของมันนับแต่สมัยที่ดาร์วินทำความตื่นเต้นให้แก่ โลกเป็นครั้งแรก ด้วยหนังสือ “Origin of Species” ของเขานั้นมิได้เป็นการพิชิตเท่ากับที่เป็นการผสมกลมกลืน (assimilation) เลย
มนุษย์เราจะมีกำเนิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเท่าที่เรารู้เกี่ยวกับเขาก็มีเพียงว่าเขาเป็นมนุษย์ – ดังเช่นที่จะพบได้ในขณะนี้ ไม่มีบันทึกหรือร่องรอยของเขาในสภาพที่ต่ำไปกว่าสภาพที่ยังจะพบได้ในพวกคน ป่า จะด้วยสะพานอะไรก็ตามที่เขาใช้ข้ามผ่านช่องว่างอันกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ ยังคงไม่ปรากฏร่องรอยอยู่ดี ระหว่างคนป่าชั้นต่ำสุดเท่าที่เรารู้จักกับสัตว์ชั้นสูงที่สุด ปรากฏว่ามีความแตกต่างอย่างที่จะปรองดองกันมิได้เลย – เป็นความแตกต่างซึ่งมิใช่เพียงในขนาดหรือระดับ (Degree) เท่านั้น แต่ยังเป็นในด้านชนิด (Kind) อีกด้วย มีลักษณะนิสัย กิริยาและอารมณ์ของมนุษย์หลายประการที่สัตว์ชั้นต่ำก็แสดงออก แต่ไม่ว่ามนุษย์จะมีระดับมนุษยธรรมต่ำเพียงไร ก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาจะขาดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีร่องรอยอยู่ในสัตว์แม้เพียงเล็ก น้อย มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ตระหนักกันได้ชัดเจน แต่แทบจะไม่สามารถนิยามกันได้ มันทำให้มนุษย์มีความสามารถในการปรับปรุง – ซึ่งทำให้เขาเป็นสัตว์ที่ก้าวหน้า

ตัวบีเวอร์สร้างทำนบ นกสร้างรังและผึ้งสร้างรวง แต่ในขณะที่ทำนบของตัวบีเวอร์ รังของนก และรวงของผึ้งสร้างขึ้นตามแบบเดียวกันเสมอนั้น บ้านของมนุษย์ก็เปลี่ยนจากกระท่อมหยาบ ๆ ทำด้วยใบไม้และกิ่งไม้มาเป็นอาคารอันโอ่อ่าเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งบำรุงความ สุขทันสมัย สุนัขสามารถจะเชื่อมต่อเหตุกับผลเข้าด้วยกันได้บ้าง และอาจจะรับการฝึกสอนกลเม็ดบางประการได้ แต่ความสามารถของมันดังกล่าวก็มิได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยตลอดมานับแต่ได้ เป็นมิตรกับมนุษย์ซึ่งปรับปรุงดีขึ้นเรื่อย ๆ และสุนัขของอารยชนก็มิได้มีความสามารถหรือสติปัญญามากกว่าสุนัขของคนป่าที่ ที่เดินทางไปเรื่อย ๆ แม้แต่น้อย เราไม่รู้จักสัตว์ที่ใช้เสื้อผ้า ที่ประกอบอาหาร ที่ประดิษฐ์เครื่องมือหรืออาวุธสำหรับตนเอง ที่บำรุงเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ซึ่งตนต้องการจะกิน หรือที่มีภาษาพูด แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าได้พบหรือได้ยินเกี่ยวกับมนุษย์ที่มิได้กระทำเช่นนั้น นอกจากในนิยาย นั่นคือ มนุษย์ไม่ว่าที่ใดที่เรารู้จัก ย่อมแสดงให้เห็น

ความสามารถนี้ – ในการเติมต่อสิ่งที่ธรรมชาติได้กระทำเพื่อเขา ด้วยสิ่งที่เขากระทำเพื่อตนเอง และที่จริงแล้วทายสมบัติทางกาย (physical endowment) ของมนุษย์ก็ด้อยอย่างยิ่ง จนไม่มีส่วนใดในโลกที่ เขาจะยังดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้าปราศจากความสามารถเช่นนี้ อาจจะมียกเว้นบ้างก็เกาะเล็ก ๆ บางเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

นี่เป็นคำถามซึ่งถ้าปราศจากเรื่องที่ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว ข้าพเจ้าก็จะเกิดความลังเลในการที่จะตรวจสอบในพื้นที่เล็กน้อยเท่าที่จะ เหลืออุทิศให้ได้นี้ ทั้งนี้เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สูงที่สุดบางประการเท่าที่จิตของ มนุษย์จะขบคิดได้ จะโดยตรงหรือโดยปริยายก็ตาม แต่มันเป็นคำถามซึ่งปรากฏขึ้นตามธรรมชาติ ข้อยุติที่เราได้มาถึงนี้จะสอดคล้องหรือไม่กับกฎอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์ดำเนินไปภายใต้กฎนั้น?

กฎนั้นคืออะไร? เราจะต้องหาคำตอบต่อคำถามนี้ เพราะว่าถึงแม้ปรัชญาปัจจุบันจะรับรองอย่างแจ่มแจ้งว่ามีกฎเช่นนี้อยู่ แต่ก็มิได้อธิบายกฎดังกล่าวให้เป็นที่น่าพอใจมากไปกว่าการอธิบายของวิชา เศรษฐศาสตร์ในปัจจุบันในปัญหาที่ว่าทำไมจึงยังคงมีความขาดแคลนอยู่ในท่าม กลางเศรษฐทรัพย์ที่เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ขอให้เรายึดพื้นฐานอันมั่นคง แห่งข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ เราไม่จำเป็นที่จะต้องสอบสวนว่ามนุษย์ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาจากสัตว์ใช่หรือไม่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เท่าที่เรารู้จักเขากับปัญหาที่เกี่ยวกับกำเนิด ของเขาจะอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเพียงใดก็ตาม ปัญหาประการหลังจะกระจ่างแจ้งได้ก็ต้องอาศัยแสงสว่างจากปัญหาประการแรกเสมอ เราไม่สามารถจะทำการอนุมานจากสิ่งที่ไม่รู้ไปหาสิ่งที่รู้แล้วได้ จากข้อเท็จจริงที่เราทราบแล้ว เท่านั้นที่เราจะสามารถอนุมานได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อนสิ่งที่เราทราบนั้น

ทุกแห่ง และตลอดเวลา มนุษย์ได้แสดงให้เห็นความสามารถนี้ – ทุกแห่งและตลอดเวลาที่เราได้ทราบ มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์บางประการจากความสามารถนี้ แต่ระดับที่เขาใช้ความสามารถนี้แตกต่างกันไปอย่างมาก ระหว่างเรือคานูหยาบ ๆ กับเรือเครื่องไอน้ำ ระหว่างบูเมอแรงกับปืนที่ยิงซ้ำได้ ระหว่างรูปไม้ที่สลักอย่างหยาบ ๆ กับรูปหินอ่อนที่ดลใจตามศิลปะแบบกรีก ระหว่างความรู้ของคนป่ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ระหว่างชาวอินเดียนแดงกับชนผิวขาวผู้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ระหว่างหญิงเผ่าฮอตเตนตอตกับสาวสวยแห่งสังคมที่ขัดเกลาแล้ว เหล่านี้ ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ระดับที่แตกต่างกันในการใช้ความสามารถนี้ เราย่อมไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสมรรถภาพตั้งแต่ดั้ง เดิม – ประชาชาติที่เจริญสูงสุดในยุคปัจจุบันเคยเป็นคนป่ามาในระยะประวัติศาสตร์นี่ เอง และเราจะพบความแตกต่างกันอย่างกว้างขวางที่สุดในบรรดาพลเมืองของเผ่าพันธุ์ เดียวกัน ทั้งเราก็ไม่อาจจะอ้างได้ว่าเป็นเพราะความแตกต่างกันในสภาพแวดล้อมตาม ธรรมชาติแต่ประการเดียว – แหล่งแห่งการศึกษาและศิลปะวิทยาการหลายแห่งในขณะนี้ ได้เคยถูกคนชาติป่าเถื่อนยึดครองอยู่ และภายในระยะไม่กี่ปี เมืองใหญ่ ๆ ก็เกิดขึ้นบนผืนดินถิ่นไล่ล่าของเผ่าคนป่า ย่อมเห็นได้ชัดว่าความแตกต่างกันเหล่านี้ทั้งสิ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ พัฒนาการทางสังคม บางทีอาจจะเป็นตั้งแต่พ้นขั้นต่ำสุด ที่มนุษย์เราจะเจริญดีขึ้นได้ก็เฉพาะต่อเมื่อเขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราจึงสรุปรวมความเจริญดีขึ้นในความสามารถและสภาพของมนุษย์เช่นนี้ทั้งสิ้น เข้าไว้ในคำว่าอารยธรรม (civilization) มนุษย์ปรับปรุงดีขึ้นเมื่อเขามีอารยธรรมสูงขึ้น หรือรู้จักร่วมมือกันในสังคม

กฎแห่งความเจริญนี้คืออะไร? เราจะอธิบายขั้นของอารยธรรมที่แตกต่างกัน ของประชาคมต่าง ๆ ได้ด้วยหลักสามัญอะไร? ความก้าวหน้าของอารยธรรมมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไรโดยแท้จริง เราจึงจะกล่าวถึงการปรุงปรับของสังคมที่แตกต่างกันได้ว่าสิ่งนี้สนับสนุน อารยธรรม สิ่งนั้นไม่สนับสนุน หรือจะได้อธิบายได้ว่าทำไมสถาบันหรือสภาพอันหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งอาจจะทำให้อารยธรรมก้าวหน้านั้น อีกครั้งหนึ่งกลับถ่วงรั้งความก้าวหน้า?

ความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ก็คือว่าความก้าวหน้าของอารยธรรมคือ พัฒนาการหรือวิวัฒนาการ ซึ่งในระหว่างนี้ความสามารถของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นและคุณสมบัติของเขาจะสูง ขึ้นด้วยผลแห่งสาเหตุทำนองเดียวกันกับที่ได้ใช้เป็นเครื่องอธิบายกำเนิดของ ชนิดหรือพรรณต่าง ๆ (species) ของสัตว์และพืช – นั่นคือการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด และการถ่ายทอดคุณสมบัติที่ได้มาทางพันธุกรรม

ในข้อที่ว่าอารยธรรมคือวิวัฒนาการอันหนึ่ง – ซึ่งถ้าใช้ภาษาของ Herbert Spencer ก็คือความก้าวหน้าจากความเป็นแบบเดียวกันที่ไม่เจาะจงไม่สอดคล้องกันมาเป็น ความต่างแบบกันที่เจาะจงสอดคล้องกัน (from an indefinite, incoherent homogeneity to a definite, coherent heterogeneity) – ย่อมไม่มีข้อน่าสงสัย แต่การกล่าวเช่นนี้มิได้อธิบายหรือบ่งชี้สาเหตุซึ่งสนับสนุนหรือถ่วงรั้ง วิวัฒนาการนั้น คำกล่าวกวาดรวมของ Spencer ซึ่งมุ่งจะอธิบายปรากฏ-การณ์ทั้งปวงไว้ภายใต้คำว่าสสารและพลังงาน จะรวมถึงสาเหตุเหล่านี้ทั้งสิ้นด้วยเพียงไหนนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวได้ แต่เท่าที่อธิบายมาตามหลักเกณฑ์นั้น ปรัชญาแห่งพัฒนาการยังมิได้ตอบปัญหานี้อย่างเจาะจง และได้ทำให้เกิดความคิดเห็น หรือที่ถูกคือความกลมกลืนกันในความคิดเห็น ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงขึ้น

คำอธิบายถึงความก้าวหน้าอย่างสามัญนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าคล้ายคลึงกันมากกับทรรศนะตามธรรมดาของผู้หาเงิน ในเรื่องสาเหตุแห่งการวิภาคเศรษฐทรัพย์โดยไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเขามีทฤษฎี โดยปกติทฤษฎีนั้นจะเป็นว่ามีเงินตราอยู่มากมายที่จะหาได้สำหรับผู้ที่มีความ ตั้งใจและมีความสามารถ และความโง่เขลา ความเกียจคร้าน หรือความสุรุ่ยสุร่ายเป็นตัวทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน และดังนั้นคำอธิบายสามัญในเรื่องความแตกต่าง กันของอารยธรรมจึงเป็นความแตกต่างกันในเรื่องความสามารถไป ชนชาติอารยะคือเชื้อชาติที่ ประเสริฐกว่าและความก้าวหน้าแห่งอารยธรรมจึงเป็นเพราะความประเสริฐ กว่านี้ – เช่นเดียวกับ ที่คนอังกฤษมีความเห็นโดยทั่วไปว่าชัยชนะของตนเป็นเพราะคนอังกฤษมีคุณสมบัติ ตามธรรม-ชาติประเสริฐกว่าชาวฝรั่งเศสผู้กินกบ และชาวอเมริกันโดยทั่วไปก็คิดว่าการปกครองโดยประชาชน การค้นคิดประดิษฐ์อย่างแข็งขัน และความสุขสบายโดยเฉลี่ยซึ่งสูงกว่าชนชาติอื่น เป็นเพราะ “ความเก่งของชาติแยงกี้” ที่เหนือกว่า

ทรรศนะซึ่งครอบงำโลกแห่งความคิดอยู่ในขณะนี้เป็นดังนี้คือ: การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความคงอยู่ได้กระตุ้นให้มนุษย์ใช้ความพยายามใหม่ ๆ และค้นคิดประดิษฐ์มากขึ้นตามส่วนกับที่การดิ้นรนนั้นรุนแรงขึ้น ความเจริญดีขึ้นและความสามารถในการที่จะทำให้เกิดความเจริญขึ้นนี้ถูกกำหนด ด้วยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และได้รับการขยายออกด้วยแนวโน้มของบุคคลผู้ที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุด หรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะอยู่รอดและแผ่ขยายออกไปในบรรดาบุคคลต่าง ๆ และด้วยแนวโน้มของเผ่าชน ชาติ หรือเชื้อชาติที่ปรุงปรับตัวเองได้ดีที่สุดหรือที่ก้าวหน้าที่สุดในอันที่จะ อยู่รอดในการต่อสู้ระหว่างกลุ่มสังคมต่าง ๆ ทฤษฎีนี้ได้เป็นเครื่องอธิบายความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และความแตกต่างในความก้าวหน้าระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยความมั่นใจแต่มิได้เป็นการทั่วไปอยู่ในขณะนี้ เหมือนเมื่อไม่นานมานี้ที่มีการอธิบายความแตกต่างดังกล่าวโดยอาศัยทฤษฎีแห่ง การสร้างสรรค์เป็นพิเศษและการแทรกแซงของพระผู้เป็นเจ้า

ผลทางปฏิบัติของทฤษฎีนี้คือลัทธิชะตานิยม (fatalism) ที่มีความหวังชนิดหนึ่ง ซึ่งปรากฏแพร่หลายในวรรณกรรมปัจจุบัน* ตามทรรศนะนี้ ความก้าวหน้าคือผลแห่งพลังทั้ง หลายซึ่งกระทำอย่างช้า ๆ มั่นคงและไร้ความเมตตา เพื่อยกมนุษย์ให้สูงส่งขึ้น สงคราม ระบบทาส การกดขี่ ความเชื่องมงาย ฉาตกภัย และโรคระบาด ความขาดแคลนและความทุกข์ยาก ซึ่งปรากฏอยู่ในอารยธรรมสมัยใหม่ คือสาเหตุที่ขับดันมนุษย์ต่อไปโดยการกำจัดประเภทที่ด้อยกว่าและขยายประเภท ที่สูงกว่า และการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือพลังที่เป็นตัวกำหนดความก้าว หน้า และความก้าวหน้าในอดีตคือฐานสำหรับความก้าวหน้าใหม่ ๆ ดังนี้ บุคคลจึงเป็นผลแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งกระทำต่อบรรดาบุคคลในอดีตมาเป็นลำดับ ยาวนานไม่สิ้นสุด และการจัดสังคมก็ได้แบบมาจากบุคคลต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นสังคมนั้น ดังนั้น แม้ทฤษฎีนี้ ตามคำของ Herbert Spencer ** – เป็น “แบบที่นิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน (radical) เกินกว่าที่ลัทธินิยมการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง”โดยเหตุที่มันมุ่งจะให้มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของ มนุษย์เอง ในขณะเดียวกัน ทฤษฎีนี้ก็เป็น “อนุรักษ์นิยมเกินกว่าที่ลัทธิอนุรักษ์นิยมใด ๆ ในปัจจุบันจะนึกถึง” ด้วย เพราะทฤษฎีนี้ถือว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ นอกจากการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ในลักษณะของมนุษย์ ปราชญ์อาจจะสั่งสอนว่าข้อนี้มิได้ลดหน้าที่ที่จะพยายามปฏิรูปการกระทำอันมิ ชอบ เช่นเดียวกับนักธรรมผู้สั่ง สอนลัทธิที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว ที่ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะดิ้นรนเพื่อความรอดพ้น แต่ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ผลก็คือลัทธิชะตานิยม – “ถึงแม้จะทำเท่าที่เราอาจทำได้ เครื่องบดของพระผู้เป็นเจ้าก็จะบดต่อไปโดยไม่คำนึงถึงการช่วยเหลือหรือการ หน่วงเหนี่ยวของเรา” ข้าพเจ้ากล่าวพาดพิงถึงข้อนี้เพียงเพื่อที่จะแสดงให้เห็นสิ่งที่ข้าพเจ้าถือ ว่าเป็นความคิดเห็นที่กำลังแผ่ขยายและแทรกซึมเข้าไปในความคิดโดยทั่วไปอย่าง รวดเร็ว ในการค้นคว้าหาสัจธรรม เราไม่ควรจะยอมให้ข้อพิจารณาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของมันมาทำให้ความคิดของเราบิด เบือนไป แต่ข้าพเจ้าถือว่าทรรศนะปัจจุบันเกี่ยวกับอารยธรรมเป็นดังนี้: อารยธรรมคือผลแห่งพลังทั้งหลายซึ่งกระทำตามวิธีที่บ่งไว้ซึ่งค่อย ๆ เปลี่ยนลักษณะของมนุษย์และปรับปรุงและยกระดับความสามารถของมนุษย์ขึ้นอย่าง ช้า ๆ ความแตกต่างระหว่างอารยชนกับคนป่าคือความแตกต่างในการศึกษาอบรมของเผ่า พันธุ์เป็นเวลานานซึ่งได้เข้าไปเกาะอยู่อย่างถาวรในจิตใจ และการปรับปรุงดีขึ้นนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่อารย-ธรรมที่สูงขึ้น ๆ เราได้มาถึงจุดที่ความก้าวหน้าดูเหมือนจะเป็นธรรมดาสำหรับเราแล้วและเรามอง ไปข้างหน้าอย่างเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่กว่าของมนุษยชาติที่จะเกิด มาภายหลัง – บางคนถึงกับเชื่อว่าในที่สุดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ไม่ รู้จักตายและทำให้เขาสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปยังมิใช่แค่ดาวพระเคราะห์ เท่านั้น แต่รวมถึงดาวฤกษ์ด้วย และจะทำให้เขาสามารถสร้างดวงอาทิตย์และจักรวาลให้แก่ตนเองได้ ***

แต่โดยมิต้องพุ่งขึ้นไปถึงดวงดาว ในทันทีที่ทฤษฎีความก้าวหน้าซึ่งดูเหมือนจะเป็นธรรมดาเหลือเกินสำหรับเราใน ท่ามกลางอารยธรรมที่กำลังก้าวหน้านี้มองออกไปรอบ ๆ โลกเท่านั้น มันก็จะได้เผชิญกับข้อเท็จจริงอันใหญ่ยิ่ง – นั่นคืออารยธรรมทั้งหลายที่หยุดชะงักแข็งทื่อ มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันมิได้มีความคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้า มนุษยชาติส่วนใหญ่ในปัจจุบันถือ (เช่นที่บรรพบุรุษของเราเองได้ถือมาจนกระทั่งระยะชั่ว 2 – 3 อายุคนนี้) ว่าครั้งอดีตเป็นสมัยแห่งความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ อาจจะมีผู้อธิบายความแตกต่างระหว่างคนป่ากับอารยชนได้ด้วยทฤษฎีที่ว่า คนป่ายังพัฒนามาอย่างบกพร่องเต็มที ซึ่งทำให้ไม่ค่อย

ปรากฏความ ก้าวหน้าของเขา แต่โดยอาศัยทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าของมนุษย์เป็นผลจากสาเหตุโดยทั่วไปอัน ต่อเนื่องนั้น เราจะอธิบายถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้าไปไกลแต่แล้วก็หยุดชะงักได้อย่างไร? เราไม่สามารถจะกล่าวถึงชนเผ่าฮินดูและชาวจีนได้เช่นเดียวกับที่อาจจะกล่าว ได้ถึงคนป่าว่าความเหนือกว่าของเราเป็นผลจากการศึกษาอบรมที่นานกว่า หรือเราเป็นประดุจผู้ใหญ่แล้วสำหรับธรรมชาติ ในขณะที่พวกเขายังเป็นเด็กอยู่ ชาวฮินดูและชาวจีนเคยเป็นอารยะเมื่อเรายังเป็นคนป่าอยู่ พวกเขามีเมืองใหญ่ ๆ มีการปกครองที่จัดระบบอย่างดีและเข้มแข็ง มีวรรณกรรม ปรัชญา มารยาทที่ขัดเกลา มีการแบ่งงาน (division of labor) มากพอควร มีการพาณิชย์ขนาดใหญ่ และศิลปะอันประณีตบรรจงในขณะที่บรรพบุรุษของเรายังเป็นคนป่าเถื่อนพเนจร อาศัยในกระท่อมและกระโจมหนังสัตว์ มิได้เจริญไปกว่าอินเดียนแดงเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่เราก้าวหน้าจากสภาพป่าเถื่อนนี้มาสู่อารยธรรมสมัยศตวรรษที่ 19 ชาวฮินดูและจีนกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ ถ้าความก้าวหน้าเป็นผลแห่งบรรดากฎอันแน่นอน หลีกเลี่ยงมิได้ และเป็นนิรันดร์ ซึ่งขับดันมนุษย์ให้ก้าวหน้าไป แล้วเราจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?

ผู้อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการที่มีผู้นิยมกันมากที่สุดผู้หนึ่ง คือ Walter Bagehot (“Physics and Politics”) ได้ยอมรับพลังแห่งการคัดค้านนี้ และพยายามที่จะอธิบายด้วยวิธีนี้: สิ่งแรกที่จำเป็นในการทำให้มนุษย์เป็นอารยะก็คือทำให้เขาเชื่อง ชักนำให้เขาอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์โดยอยู่ภายใต้กฎ แล้วบรรดากฎหมายและขนบประเพณีทั้งหลายก็จะเพิ่มมากขึ้น รุนแรงขึ้นและขยายออกไปด้วยวิธีการเลือกตามธรรมชาติ เผ่าชนหรือชาติที่รวมกันด้วยวิธีนี้จึงได้เปรียบกว่าเผ่าชนหรือชาติที่มิได้ รวมกัน กลุ่มประเพณีและกฎหมายนี้ในที่สุดก็เข้มข้นและแข็งตัวเกินกว่าที่จะทำให้มี ความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ความก้าวหน้านี้จะดำเนินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้เกิดสถานการณ์ที่ชักนำให้มี การอภิปรายและยินยอมให้มีเสรีภาพและความคล่องตัวอันจำเป็นสำหรับการปรับปรุง เจริญขึ้น

คำอธิบายซึ่ง Bagehot ให้ไว้ด้วยความสงสัยบางประการ ตามที่เขากล่าวเองนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าทำให้ทฤษฎีทั่วไปหมดความน่าเชื่อถือลงไป แต่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะกล่าวถึงข้อนั้นเพราะเราย่อมเห็นได้ชัดว่ามันมิ ได้อธิบายข้อเท็จจริง

จาก การรวมตัวกันของปรมาณูซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ซึ่งในที่สุดก็หยุดลงเมื่อปรมาณูเข้าสู่ดุลยภาพและเกิดสภาพอยู่นิ่งต่อมา ซึ่งจะเคลื่อนไหวใหม่อีกก็ต่อเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทบ อันจะทำให้ย้อนกรรมวิธีของวิวัฒนาการ ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวมากขึ้นและสลายสสารออกไปเป็นแก๊ส ซึ่งจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งด้วยการรวมตัวกันของแก๊ส เช่นเดียวกัน เราก็อาจกล่าวได้ว่าการรวมกันของแต่ละบุคคลในประชาคมจะทำให้เกิดพลังอันก่อ ให้เกิดแสงสว่างและความอบอุ่นแห่งอารยธรรม แต่เมื่อกรรมวิธีนี้หยุดลงและแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ประกอบเข้าสู่ดุลยภาพ อยู่ ณ ที่ประจำของตน ความชะงักงันก็เกิดตามมา และการกระจัดกระจายเนื่องจากการบุกรุกของคนป่าเถื่อนนับเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการเริ่มต้นกรรมวิธีและความเจริญเติบโตของอารยธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง

แต่ การเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันนับเป็นวิธีการคิดที่มีอันตราย ที่สุด มันอาจจะเชื่อมต่อความคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังซ่อนพรางหรือปิดบังความจริงเสีย และความคล้ายคลึงกันที่กล่าวแล้วทั้งสิ้นก็เป็นแต่เพียงผิวเผิน เมื่อสมาชิกของประชาคมเกิดขึ้นใหม่เรื่อย ๆ ในสภาพเด็กที่มีพลังใหม่ ประชาคมย่อมไม่แก่ลงด้วยความเสื่อมพลังความสามารถดังเช่นมนุษย์ เมื่อพลังของส่วนรวมจะต้องเท่ากับผลรวมของพลังของแต่ละบุคคลอันเป็นองค์ ประกอบ ประชาคมย่อม จะไม่สูญเสียพลังอันสำคัญยิ่งไป นอกจากพลังอันสำคัญยิ่งขององค์ประกอบของมันจะลดลง

แต่ ทั้งในการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันอย่างสามัญระหว่างพลังชีวิตของชาติกับ ของแต่ละบุคคล และในการเปรียบเทียบตามที่ข้าพเจ้าเสนอ ย่อมมีการตระหนักถึงความจริงอันเด่นชัดข้อหนึ่งแฝงอยู่ – นั่นคือความจริงที่ว่าอุปสรรคที่ทำให้ความก้าวหน้าหยุดลงในที่สุดนั้นเกิด ขึ้นเนื่องจากความก้าวหน้านั้นเอง และสิ่งที่ได้ทำลายอารยธรรมทั้งสิ้นที่แล้วมาก็คือเงื่อนไขที่เกิดขึ้น เนื่องจากความเจริญเติบโตของอารยธรรมนั้นเอง

นี่เป็นสัจธรรมซึ่งปรัชญาในปัจจุบันได้ละเลยเสีย แต่มันเป็นสัจธรรมที่มีความหมายสำคัญที่สุด ทฤษฎีว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติจะมีเหตุผลฟังขึ้นก็ต้องอธิบายสัจธรรม ข้อนี้ด้วย

แนวโน้มที่ทำให้เกิดการแข็งตัวซึ่ง Bagehot กล่าวถึง จะแสดงตัวเองออกตั้งแต่ระยะต้น ของพัฒนาการ และตัวอย่างของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แทบทั้งสิ้นได้มาจากชีวิตคนป่าหรือกึ่ง คนป่า แต่อารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้ได้ก้าวไปไกลก่อนที่จะหยุดลง จะต้องมีระยะหนึ่งที่อารยธรรมเหล่านี้เจริญไปไกลมากเมื่อเปรียบเทียบกับสภาพ ที่ป่าเถื่อน แต่ก็ยังคงมีความอ่อนตัว เสรี และก้าวหน้า อารยธรรมที่ชะงักเหล่านี้หยุดลง ณ จุดซึ่งแทบไม่มีอะไรด้อยกว่าและมีหลายด้านที่เหนือกว่าอารยธรรมของยุโรปสมัย ราวศตวรรษที่ 16 หรืออย่างเลวที่สุดก็ศตวรรษที่ 15 ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดนั้นย่อมจะต้องมีการอภิปราย การต้อนรับสิ่งใหม่ ๆ และกิจกรรมทางสมองทุกชนิด พวกเขามีสถาปนิกผู้ทำให้ศิลปะวิทยาการก่อสร้างเจริญขึ้นจนถึงระดับที่สูงมาก ด้วย นวัตกรรมหรือการปรับปรุงเป็นลำดับมา มีนักต่อเรือผู้ได้ต่อเรือที่ดีเช่นเรือรบของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ในที่สุดโดยนวัตกรรมมากมายโดยวิธีเดียวกัน มีนักค้นคิดประดิษฐ์ผู้ได้หยุดลงใกล้เคียงกับสิ่งปรับปรุงที่สำคัญที่สุดของ เรา และเรายังสามารถจะเรียนรู้จากพวกเขาบางคนด้วยซ้ำไป มีวิศวกรผู้ก่อสร้างข่ายชลประทานใหญ่และคลองเพื่อการเดินเรือ มีสำนักปรัชญาที่แข่งขันชิงดีกันและมีความคิดที่ขัดแย้งกันในทางศาสนา ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ศาสนาหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกับศาสนาคริสต์ในหลายประการได้เกิด ขึ้นในอินเดีย เข้าแทนที่ศาสนาเก่า ผ่านไปสู่จีน แผ่ออกกว้างขวางทั่วประเทศนั้น แต่แล้วก็ถูกศาสนาอื่นเข้าแทนที่ ณ แหล่งเดิม ๆ ของตนเช่นเดียวกับที่ศาสนาคริสต์ถูกแทนที่ ณ แหล่งแรก ๆ ของตน นับเป็นเวลานานหลังจากที่มนุษย์ได้รู้จักที่จะดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ที่มีชีวิต และชีวิตที่แข็งขัน มีนวัตกรรมซึ่งทำให้เกิดการปรับปรุงก้าวหน้า และยิ่งกว่านั้น ทั้งอินเดียและจีนต่างได้ซึมซับชีวิตใหม่จากชาติผู้พิชิตผู้มีขนบประเพณีและ แบบอย่างความคิดแตกต่างออกไปด้วย

อารยธรรมที่หยุดชะงักอย่างมากที่สุด ในบรรดาอารยธรรมที่เรารู้จักกัน ก็คือ อารยธรรมของอียิปต์ ซึ่งแม้แต่ศิลปะก็กลับมาเป็นรูปธรรมดาและแข็งตัวในที่สุด แต่เรารู้ว่าเบื้องหลังระยะนี้จะต้องมีสมัยที่มีชีวิตชีวาและความกระปรี้ กระเปร่า – มีอารยธรรมที่พัฒนาใหม่และขยายออกไปเช่นเดียวกับที่อารยธรรมของเราเป็นอยู่ ในขณะนี้ – มิฉะนั้นแล้วศิลปะและศาสตร์จะไม่ขึ้นได้สูงถึงเพียงนั้นเลย และการขุดค้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ฉายแสงให้เห็นอียิปต์ที่โบราณกว่าจากเบื้องใต้สิ่งที่เรารู้กันมาแต่ เดิมเกี่ยวกับอียิปต์ – จากรูปปั้นและรูปแกะสลักซึ่งแทนที่จะเป็นแบบแข็งกระด้างและเป็นพิธีการ กลับเปล่งปลั่งไปด้วยชีวิตชีวาและความหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นศิลปะอันทรงพลัง เป็นธรรมชาติ และเสรี อันเป็นเครื่องบ่งชี้แน่นอนถึงชีวิตที่แข็งขันและขยายออกไป สำหรับอารยธรรมทั้งสิ้นซึ่งบัดนี้ไม่ก้าวหน้าแล้วก็จะต้องเคยเป็นเช่นเดียว กัน

แต่ไม่แต่เพียงอารยธรรมที่หยุดชะงักเหล่านี้เท่านั้นที่ทฤษฎี ปัจจุบันว่าด้วยพัฒนาการอธิบายมิได้ มิใช่เป็นเพียงว่ามนุษย์ได้เดินไปตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าถึงแค่นั้นแล้ว ก็หยุดลงเท่านั้น แต่มนุษย์ได้เดินไปไกลตามวิถีทางแห่งความก้าวหน้าแล้วก็ถอยหลังกลับด้วยซ้ำ สิ่งที่เผชิญกับทฤษฎีนี้ดังกล่าวมิได้มีเพียงกรณีเดียวโดด ๆ เท่านั้น – มันเป็นกฎสากลเลยทีเดียว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่โลกได้เคยเห็นมาย่อมมีระยะที่เจริญเติบโตอย่างเข้ม แข็ง ระยะชะงักงัน ระยะเสื่อมโทรมและตกต่ำลง ในบรรดาอารยธรรมทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรือง บัดนี้ยังคงเหลือแต่อารยธรรมที่ชะงักงันไปและอารยธรรมของเราเองซึ่งยังไม่มี อายุมากเท่าพีระมิดในขณะที่อับราฮัมมองดู – เบื้องหลังพีระมิดนั้นคือระยะ 20 ศตวรรษแห่งประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึก

เป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ที่ว่าอารยธรรมของเรามีฐานกว้างขวางกว่า เป็นแบบที่ก้าวหน้ามากกว่า เคลื่อนตัวรวดเร็วกว่า และพุ่งขึ้นสูงกว่าอารยธรรมทั้งสิ้นที่มีมาแล้ว แต่ในแง่เหล่านี้ ก็ดูมันจะไม่ก้าวหน้าไปกว่าอารยธรรมกรีก-โรมัน มากกว่าที่อารยธรรมกรีก-โรมันจะก้าวหน้าเกินกว่าอารยธรรมของเอเชีย และถ้าหากว่ามันก้าวหน้ามากกว่า นั่นก็มิได้พิสูจน์อะไรเกี่ยวกับความถาวรและความก้าวหน้าในอนาคตของมัน เว้นเสียแต่จะแสดงให้เห็น ได้ว่า มันเหนือกว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหตุแห่งความล้มเหลวสิ้นเชิง ของอารยธรรมรุ่นก่อน ๆ ทฤษฎีปัจจุบันมิได้แสดงข้อนี้

อันที่จริงแล้ว ถ้านับจากการอธิบายข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์สากล ไม่มีทฤษฎีใดที่จะไปได้ไกลกว่าทฤษฎีนี้ ที่ว่าอารยธรรมเป็นผลแห่งวิธีการเลือกของธรรมชาติซึ่งกระทำเพื่อปรับปรุงและ ยกความสามารถของมนุษย์ การที่อารยธรรมได้เกิดขึ้นในเวลาต่าง ๆ กัน สถานที่ต่าง ๆ กันออกไป และก้าวหน้าไปด้วยอัตราเร็วที่แตกต่างกันนั้น มิใช่ว่าจะไม่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้ เพราะนั่นอาจจะเป็นผลจากการถ่วงดุลไม่เท่าเทียมกันระหว่างพลังที่ผลักดันและ ที่ต่อต้านก็ได้ แต่การที่ความก้าวหน้าได้เริ่มต้นขึ้นทุกแห่ง (เพราะแม้แต่ในบรรดาเผ่าชนที่ต่ำที่สุด เราก็ยังถือว่ามีความก้าวหน้าบางประการ) โดยไม่มีแห่งใดเลยที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่กลับหยุดหรือถอยหลังเสียทุกแห่งนั้น ย่อมเป็นการไม่สอดคล้องอย่างสิ้นเชิงทีเดียว ทั้งนี้เพราะถ้าความก้าวหน้ากระทำเพื่อนำการปรับปรุงเข้ามาติดไว้ในธรรมชาติ ของมนุษย์ และก่อให้เกิดความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปแล้ว ถึงแม้จะมีการสะดุดหยุดลงบ้างเป็นครั้งคราว กฎทั่วไปก็จะเป็นว่าความก้าวหน้าจะต้องต่อเนื่อง – ความก้าวหน้าจะต้องนำไปสู่ความก้าวหน้า และอารยธรรมจะพัฒนาไปสู่อารยธรรมที่สูงส่งยิ่งขึ้น

มิใช่เพียงกฎทั่วไปเท่านั้น หาก กฎสากล ด้วย ที่เป็นตรงกันข้ามกับข้อนี้ โลกคือหลุมฝังศพของจักรวรรดิที่ตายไปแล้วไม่น้อยไปกว่าที่เป็นหลุมฝังศพของ คนตาย แทนที่ความก้าวหน้าจะทำให้มนุษย์มีความเหมาะสมสำหรับความก้าวหน้ามากขึ้น อารยธรรมทุกอารยธรรมที่เข้มแข็งและก้าวหน้าในสมัยของตนเองพอ ๆ กับอารยธรรมของเราในสมัยนี้กลับหยุดลงด้วยตนเอง ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ศิลปะได้เสื่อมโทรมลง วิทยาการจมดิ่ง ความสามารถลดถอย ประชากรเบาบางลง จนกระทั่งประชาชนที่ได้สร้างวิหารใหญ่ ๆ และเมืองอันทรงอำนาจ เปลี่ยนทางแม่น้ำและเจาะภูเขา บำรุงพื้นโลกเหมือนเป็นสวน และนำเอาความละเอียดประณีตอย่างที่สุดเข้ามาสู่กิจการย่อยที่สุดของชีวิต นั้น กลับเหลือแต่คนป่าเถื่อนที่น่าสมเพชจำนวนเล็กน้อยผู้สูญเสียแม้กระทั่งความ ทรงจำในสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้กระทำไว้ และนับถือว่าชิ้นส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ของสิ่งที่ใหญ่โตสูงส่งนั้นเป็นผลงาน ของอัจฉริยบุคคลหรือของชนชาติที่ทรงอำนาจก่อนน้ำท่วมใหญ่ ข้อนี้นับเป็นความจริงอย่างยิ่ง จนกระทั่งเมื่อเราคิดถึงอดีตจะดู เหมือนว่ามันเป็นกฎที่ไม่รู้จักผ่อนปรนซึ่งเราไม่อาจจะหวังได้รับการยกเว้น ได้มากไปกว่าที่ชายหนุ่มผู้ “รู้สึกถึงชีวิตของเขาไปทั่วทุกแขนขา” จะพึงหวังได้รับการยกเว้นจากการแตกดับอันเป็นชะตาร่วมกันของทุกคน Scipio คร่ำครวญกับซากปรักหักพังแห่งนครคาร์เธจว่า “แม้เช่นนี้ โอ้กรุงโรม วันหนึ่งก็จะต้องเป็นชะตาของเจ้า!” และภาพของ Macaulay ที่มีชาวนิวซีแลนด์พินิจพิจารณาส่วนโค้งที่หักพังของสะพานลอนดอน ก็ดึงดูดจินตนาการแม้แต่ของผู้ที่ได้เห็นเมือง ต่าง ๆ เกิดขึ้นในป่าและช่วยวางรากฐานของจักรวรรดิแห่งใหม่ เช่นเดียวกัน เมื่อเราสร้างอาคารสาธารณะ เราก็ทำโพรงเอาไว้ที่ศิลาฤกษ์และผนึกสิ่งอนุสรณ์ในสมัยของเราไว้ภายในอย่าง บรรจง เฝ้าคอยเวลาที่ผลงานของเราจะพินาศลงและตัวเราเองถูกลืม

ทั้งการขึ้นสูงสลับกับการต่ำลงของอารยธรรมนี้ การถอยหลังซึ่งเกิดขึ้นภายหลังความก้าวหน้าอยู่เสมอนี้ จะเป็นหรือไม่เป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะตามเส้นที่เฉียงขึ้นก็ตาม (และข้าพเจ้าคิด ถึงแม้จะไม่ตั้งคำถาม ว่าการที่จะพิสูจน์ว่าเป็นนั้นจะยากยิ่งกว่าที่คิดกันโดย ทั่วไปมาก) มันก็ไม่แตกต่างกันประการใด ทั้งนี้เพราะทฤษฎีปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์หักล้างแล้วในทั้งสองกรณี อารยธรรมได้ตายไปโดยมิได้มีเครื่องแสดงแต่อย่างใด และความก้าวหน้าที่ได้มาโดยยากก็สูญหายไปจากเชื้อชาตินั้นตลอดกาล แต่ถึงแม้หากจะยอมรับเสียว่าความก้าวหน้า แต่ละคลื่นทำให้เกิดคลื่นที่สูงกว่าขึ้นได้ และอารยธรรมแต่ละอารยธรรมส่งผ่านคบเพลิงไปสู่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ตาม ทฤษฎีที่ว่าอารยธรรมก้าวหน้าไปโดยการเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นในธรรมชาติของ มนุษย์ก็มิได้อธิบายข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะว่าในทุกกรณี เชื้อชาติที่เริ่มอารย- ธรรมใหม่นั้น จะมิใช่เชื้อชาติที่ได้รับการศึกษาอบรมและได้รับการปรุงแต่งทางพันธุกรรมจาก อารยธรรมเดิม หากเป็นเชื้อชาติใหม่ที่มาจากระดับต่ำ คนป่าเถื่อนแห่งยุคหนึ่งกลับมาเป็นอารย- ชนแห่งยุคต่อไป แต่แล้วก็ถูกแทนที่อีกต่อหนึ่งด้วยคนป่าเถื่อนพวกใหม่ ทั้งนี้เพราะเป็นจริงตลอดมาเสมอในข้อที่ว่า มนุษย์ภายใต้อิทธิพลแห่งอารยธรรมนั้น ถึงแม้ในขั้นแรกจะเจริญ ก้าวหน้าขึ้น แต่ภายหลังก็จะต้องเสื่อมทรามลง อารยชนสมัยนี้มีลักษณะเหนือกว่าอนารยชน มาก แต่ในระยะที่มีความเข้มแข็งสูงสุดนั้น อารยชนก็มีลักษณะเหนือกว่าทุกอารยธรรมที่ตายไปแล้ว แต่มีสิ่งต่าง ๆ เช่นความชั่วร้าย คอร์รัปชั่น และการทำความอ่อนแอให้แก่อารยธรรม ซึ่งได้แสดงตัวเองออกตลอดมาเสมอเมื่อขึ้นสูงเลยจุดหนึ่งไปแล้ว อารยธรรมทุกอารยธรรมที่ถูกคนป่าเถื่อนพิชิตนั้น แท้ที่จริงแล้วได้สลายตัวลงเพราะความเสื่อมภายในตัวเอง

ในทันทีที่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงอันเป็นสากลนี้ มันก็จะลบล้างทฤษฎีที่ว่าความก้าวหน้าดำเนินไปโดยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เมื่อพิจารณาดูตลอดประวัติศาสตร์ของโลกจะเห็นได้ว่าเส้นแนวแห่งความก้าว หน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้ซ้อนทับกับเส้นแนวพันธุ-กรรมใด ๆ เลยไม่ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาใดก็ตาม ดูเหมือนว่าความเสื่อมถอยหลังจะเกิดขึ้นติดตามความเจริญก้าวหน้าไปเสมอบนทุก เส้นแนวแห่งพันธุกรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะกล่าวหรือว่ามีชีวิตแห่งชาติหรือแห่งเชื้อชาติ ดังที่มีชีวิตของแต่ละบุคคล – จะกล่าวหรือว่าสังคมส่วนรวมทุกสังคมเสมือนว่าจะมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อใช้หมดเปลืองไปก็จะทำให้เกิดความเสื่อมขึ้น? นี่เป็นความคิดที่ดั้งเดิมและแพร่หลายซึ่งยังคงมีผู้ยึดถือกันอยู่มาก และจะได้เห็นปรากฏออกมาอย่างไม่สมเหตุผลอยู่เป็นนิจในงานเขียนของบรรดาผู้ อธิบายปรัชญาแห่งพัฒนาการ โดยแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้ามองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมเราจะกล่าวถึงสังคมในฐานะสสารและอาการ เคลื่อนไหวมิได้ ทั้งนี้เพื่อให้มันเข้าอยู่ภายในกฎทั่วไปของวิวัฒนาการให้เห็นได้ชัด เพราะเมื่อคิดว่าแต่ละบุคคลในสังคมเป็นประดุจแต่ละปรมาณู ความเจริญเติบโตของสังคมก็คือ “การรวมตัวกันของสสารและการที่อาการเคลื่อนไหวลดลงไปพร้อมกัน ซึ่งในระหว่างนี้สสารจะผ่านจากฐานะความเป็นเนื้อเดียวกันอันไม่เจาะจงไม่สอด คล้องกัน มาเป็นความต่างแบบกันอันเจาะจงและสอดคล้องกัน และระหว่างนี้อาการเคลื่อนไหวที่ยังคงมีอยู่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคู่ขนานกัน ไป” ****เช่นนี้เราก็อาจจะแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างชีวิตของสังคมกับ ชีวิตของสุริยจักรวาล ตามสมมติฐานในเรื่องกลุ่มหมอกเพลิง (nebular hypothesis) ได้ ความร้อนและแสงสว่างของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นเนื่อง