Monthly Archive: November 2012

Learning in new concepts

Adult learning is different from learning of children. So because adults have more experience teaching practices to meet the needs of an adult nature. There is a need to know. Principles of adult education, which Knowles (Knowles, 1980) The Education of adults said Ann Drago G (Andragogy) and other insurance contracts Meet Forum (2542) defined it as “the art and science of. helping adults to learn “, which consists of 1) conceptions of learning (Self-concept) adults with growth characteristics. Both physically and mentally. High maturity. Conceptions of the self. The development of dependence on others to lead themselves. Of one’s own 2) The experience of learning (Experience) adults are much more maturity. Has extensive experience as a valuable source of learning. While the basic openness to learning new things 3) readiness to learn (Readiness) adults are ready to learn. When you feel that something is a “must” for their role and social status, and 4) learning orientation (Orientation to learning) is based on the adult learning center. Towards the knowledge to use it.

How to teach the principles of adult education, adult (Andragogy).
Theory, Ann Drago G (Andragogy) of the Calgary Normal Knowles has set up the way the teaching adults (Malcolm S. Knowles, 1980).

Conceptions of the learner (Self – concept) include

Creating a learning environment.
Analysis needs to be learned.
Joint planning.
The learning experience for the students.
Evaluation of learning.

Learning experience (Experience) include

The importance of experience is a technique in teaching.
The importance of practical experience 3. Learning experience.

Readiness to learn (Readiness) include

Time to learn.
Grouping students.

Learning orientation (Orientation to learning).

Approach to adult learning.
Ways of learning, of course.
The design of the learning experience.

Theory, Ann Drago G (Andragogy) of the Calgary Normal Knowles is beneficial to the learning of adults. One way to help in the teaching and learning activities in accordance with the nature of the adult.

สาระจากพระคัมภีร์ ตอนที่2

คัมภีร์พระเวทเป็นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งของโลก คำว่าเวท มาจากรากศัพท์ในภาษาสันสกฤตว่า วิทฺ แปลว่า รู้ หมายถึงความรู้ที่รวบรวมไว้ในบรรดาหนังสืออันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด หนังสือเหล่านี้เรียกคัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ทางวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของโลก คัมภีร์พระเวทได้รับการสอนหรือสืบทอดต่อกันมาตลอดยุคอันยาวนานของชนชาติ อารยัน
อุปมาพระราชา

1) เทพอัศวินบำรุงเลี้ยงผู้ที่บูชาตนประดุจพระราชา 2 พระองค์ทรงช่วยเหลือประชากรของพระองค์ (106.4)
2) หัวหน้าหมู่บ้านผู้ให้เครื่องทักษิณาทานย่อมได้รับการยกย่องประดุจพระราชาในท่ามกลางหมู่ชน (107.5)
3) เทพอัศวินเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ประดุจพระราชา 2 พระองค์ผู้ทรงมีความสุข (143.6)

อุปมาวีรบุรุษนักรบ

1) เทพอัศวินเปรียบประดุจวีรบุรุษนักรบผู้แข็งแกร่งสองคน (106.7)
2) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้ที่สวดสรรเสริญประดุจวีรบุรุษนักรบไปยังม้าศึกเพื่อออกสู้รบ (149.4)
3) บทสวดได้ปลุกเร้าพระอัคนีประดุจวีรบุรุษนักรบปลุกเร้าม้าศึกที่ประเปรียวในสมรภูมิ (156.1)

อุปมาแม่โค

1) ดวงหทัยของเทพเจ้าได้รับการอ้อนวอนให้ประทานสิ่งที่น่าปรารถนามาให้ประดุจแม่โคตัวใหญ่ที่มีน้ำนมเป็นอันมากให้นมอยู่ (101.9)
2) คำสวดสรรเสริญของผู้ประกอบยัชญพิธีดังไปถึงพระอินทร์ประดุจแม่โคที่ส่งเสียงร้องไปยังลูกโค(119.4)
3) ใจของสามีได้รับการเรียกร้องให้แล่นไปตามภรรยาของตนประดุจแม่โคกำลังแล่นไปตามลูกโค (145.6)
4) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้ประกอบยัชญพิธีประดุจแม่โคที่กำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในป่าเดินไปยังหมู่บ้านโดยเร็ว (149.4)
5) เทพอัศวินได้รับการอ้อนวอนให้มารับเครื่องสังเวยในยัชญพิธีประดุจแม่โคที่หิวกำลังกินหญ้าจากทุ่งหญ้า (149.4)
6) ผู้สวดสรรเสริญได้สร้างบทสวดสรรเสริญแด่เทพีราตรีประดุจให้แก่แม่โคที่ให้นมมาก (127.8)
7) พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้สวดสรรเสริญประดุจแม่โคนมพันธุ์ดีที่พร้อมจะให้นมกำลังร้องและไปยังลูกโค (149.4)

อุปมาโคถึกและโคจ่าฝูง

1) พระอินทร์เป็นที่น่าสะพรึงกลัวแก่ศัตรูทั้งหลายประดุจโคจ่าฝูง (103.1)
2) เทพอัศวินมายังผู้ประกอบยัชญพิธีประดุจโคถึกไปยังทุ่งหญ้า (106.2)
3) พระอัคนีผู้ประกอบยัชญพิธีอันดีเคลื่อนเข้าหาเครื่องสังเวย ประดุจโคจ่าฝูงที่สุขภาพดีและมีพละกำลัง กำลังเคลื่อนที่เข้าสู่ทุ่งหญ้า (115.2)
4) เทพอัศวินมีอวัยวะอันแข็งแกร่งประดุจโคจ่าฝูง 2 ตัว ที่มีพละกำลังที่เคลื่อนที่ไปมาด้วยความร่าเริง (106.5)
5) พระอินทร์เป็นผู้กำจัดการกระทำของเหล่าศัตรูประดุจโคจ่าฝูงที่เผชิญหน้าศัตรู (116.4)

อุปมาม้า

1) เทพอัศวินมายังที่สวดสรรเสริญประดุจม้าศึก 2 ตัวกำลังไปเพื่อชัยชนะต่อข้าศึก (106.2)
2) เทพอัศวินทรงพลังเพราะได้รับเครื่องสังเวยประดุจม้า 2 ตัวมีพละกำลังเพราะได้กินหญ้า (106.5)
3) น้ำโสมที่พระอินทร์ทรงดื่มทำให้พระองค์ทรงพลังขึ้นไปประดุจม้าประเปรียวลากรถศึกไป (119.3)
4) ปิศาจผู้ทรงพลังครั้นจับฤษีอตริผูกมัดไว้แล้วก็ลากไปประดุจม้าตัวประเปรียว
5) เทพอัศวินช่วยฤษีอตริให้รอดพ้น (จากการถูกปิศาจจับ) และให้ไปตามปรารถนาของตนประดุจม้า (143.1)
6) น้ำโสมอันเป็นอมฤตไปสู่พระอินทร์ประดุจม้า (144.1)
7) พระสวิตฤรีดนมจากแม่โคที่ถูกล่ามไปบนสวรรค์ประดุจม้าที่กำลังสั้นเทิ้ม (149.1)

อุปมารถศึก

1) รถศึกอันว่องไวของเทพอัศวินเข้ามาใกล้เทพอัศวิน ประดุจรถศึกของผู้ฉลาดเข้ามาใกล้เจ้าของ (106.7)
2) สายแห่งเปลวเพลิงจากพระอัคนีมองเห็นได้ประดุจแถวรถศึกจำนวนมาก (142.8)
3) เทพอัศวินได้ทำให้ฤษีกักษีวานกลายเป็นคนใหม่ประดุจรถศึกที่ได้รับการซ่อมแซมดีแล้ว (143.1)
4) พระอัศวินส่องสว่างดุจรถศึก (ของพระอาทิตย์) (176.3)

อุปมา อื่น ๆ แม้จะมีการใช้ไม่ถึง 3 ครั้ง ในมณฑลที่ 10 แต่อาจจะมีใช้หรือปรากฏในมณฑลอื่น ๆ และเป็นอุปมาที่น่าสนใจยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

อุปมาสามี
พระสวิตฤได้รับการอ้อนวอนให้มายังผู้สวดสรรเสริญ ประดุจสามีไปหาภรรยาของตน (149.4)

อุปมาสตรี
1) ภรรยาของฤษีมุทคละมีความเพลิดเพลินประดุจสตรีถูกสามีทอดทิ้งแล้วได้สามีกลับมาสมปรารถนา (102.11)
2) เทพประจำทวารได้รับการอ้อนวอนให้เปิดทางประดุจสตรีเปิดทางให้แก่สามีของนาง (110.5)

อุปมาคนปลูกข้าวบาร์เลย์
พระ อินทร์ได้รับคำอ้อนวอนให้ประทานทรัพย์สมบัติให้ผู้อุปถัมภ์ยัชญพิธีแต่ละคน ประดุจคนปลูกข้าวบาร์เลย์เก็บเกี่ยวต้นข้าวบาร์เลย์ทีละต้น (131.2)

อุปมาช้าง
เทพอัศวินเป็นผู้สังหารศัตรูประดุจช้างเมามันที่ทรงพลังกำลังโน้มอวัยวะลง (106.6)

อุปมาลูกศร
ไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบความเร็วของม้าตารกษยะประดุจไม่มีผู้ใดสามารถตรวจสอบความเร็วของลูกศรที่แล่นมาถูกเป้าหมาย (178.3)

อุปมาหนี้
อุษาเทพีได้รับคำอ้อนวอนให้ขจัดความมืด ประดุจคนใช้ทรัพย์ขจัดหนี้สิน (127.7)

อุปมาสตรีผู้มีความกำหนัด
น้ำทั้งหลายไหลไปสู่มหาสมุทรประดุจสตรีผู้มีความกำหนัดไปสู่สามีของนาง (111.10)

อุปมาผู้ปกป้องตระกูล
พราหมณ์ผู้สวดนั่งล้อมรอบพระอินทร์ ประดุจผู้ปกป้องตระกูลนั่งล้อมรอบหัวหน้าตระกูลในเวลาที่หัวหน้าพร้อมจะออกไป (179.2)

อุปมาสุนัขป่า
พระอินทร์ได้รับการสวดอ้อนวอนให้บังคับบุรุษที่ประพฤติตนเยี่ยงสุนัขป่าให้มาอยู่ใต้อุ้งเท้าของผู้สวดอ้อนวอน (133.4)

ฉะนั้น สรุป อุปมาโวหารในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีอยู่หลากหลาย เนื่องจากคัมภีร์ดังกล่าวมีจุดประสงค์เป็นบทสวดอ้อนวอนเทพของชาวอารยันและใน อุปมาโวหารซึ่งประกอบด้วยส่วนที่เป็นอุปมาและอุปไมย ส่วนใหญ่อุปไมยจึงเป็นเทพองค์ต่างๆ ที่ปรากฏในบทสวด ส่วนที่เป็นอุปมานั้นผู้แต่งได้ยกมาจากที่อื่นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เทพ บุคคล สัตว์ สถานที่ สิ่งของ เหตุการณ์ รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดที่ชาวอารยันโบราณมองเห็นและนึกได้หรือเคารพบูชา อยู่ในชีวิตประจำวัน อุปมาบางอย่างที่พบได้ในสมัยนั้นอาจจะไม่มีหรือไม่นิยมในสมัยหลัง เช่นอุปมาเรื่องหนี้สิน อุปมากระสวยทอผ้า เป็นต้น แต่อุปมาบางส่วนพบบ่อยในสมัยหลังแต่ไม่พบในสมัยพระเวท เช่น อุปมาราชสีห์ หรืออุปมากา เป็นต้น

The second strand of the Bible

Vedas are the oldest, one of the world’s magic comes from the Sanskrit root canals that switch means that the knowledge collected in the sacred books as possible. These books called the Vedas. The oldest literary monument of the world. Vedas are taught or passed down through a long period of Aryan peoples.
King’s likeness.

1) Senior nourish themselves like the king who worshiped God help His people second (106.4).
2) Head to the village Takษinatan shall be regarded like the king in the nation (107.5).
3) it is a great knight like the King 2 He who is happy (143.6).

Metaphor heroic warrior.

1) I like the heroic warriors, strong knights were comparable (106.7).
2) Switch the season has been to appeal to those who like the hymn of praise to the heroic fighters for the battle chariots (149.4).
3) encouraging prayer is like the mighty warrior of the fire alarm, we come to battle in the arena Praepriiw (156.1).

Metaphor cows.

1) The Heart of God had been plea to give something to aspire to be like the big cow with milk and many milk (101.9).
2) a hymn in praise of the Royal ceremony to MF Indra cried like the cows to calves (119.4).
3) that the husband has been urged by his wife to sail like the cows are moving along the calves (145.6).
4) Switch the season has been to appeal to the Royal MF ceremony like the cows are moving around in the woods, walk to the village as soon as (149.4).
5) Senior’s appeal to the ritual sacrifice of Mary MF hungry like the cows are eating grass from the pasture (149.4).
6) a hymn of praise to the goddess worship hymns to the night, like the cows that give milk (127.8).
7) Switch the season has been a hymn of praise to appeal to parents like the Dairy Milk varieties are ready to cry and to the calves (149.4).

Young ox and cow herd cattle metaphor.

1) Indra was terrified the enemies like the cattle herd (103.1).
2) to the Royal Knight MF ceremony like the young ox to the cow pasture (106.2).
3) She was probably a good move toward MF ritual sacrifice. Like the cow herd is healthy and strength. Moving onto pastures (115.2).
4) Senior organs like the strong cattle herd with 2 strength moves with a jaunty (106.5).
5) Indra is the elimination of these hostile actions like the cattle herd to face the enemy (116.4).

Horse metaphor.

1) I like the knight to the hymns in praise of the horse was the second victory for the enemy (106.2).
2) Senior powerful because of the sacrifice like the two horses have power because they eat grass (106.5).
3) Indra drink Soma to make him more powerful, like the horse-drawn chariots to Praepriiw (119.3).
4) When the powerful demon Maharishi and dragged the string bound to like the horse to be active
5) The Dark Knight The hermit against the string. (From being a demon) and their desire to like the horses (143.1).
6) an elixir Soma to Indra, like the horses (144.1).
7) The Swiss Thu milking of cows being tethered to heaven like the horse was short Etigm (149.1).

Car Wars metaphor.

1) Car Charger sleight of Dark Knight Dark Knight approached. Like the chariots of my own approach (106.7).
2) the line of fire of the fire visible chariots like the row number (142.8).
3) Senior Tax not make Impressionism held at the new veterans like the car to be repaired, then (143.1).
4) His chariots like a shining knight. (The Sun) (176.3).

Other metaphors are used even less than three times in the 10th district, but may be used or displayed in other counties and is analogous to the existing number. The following example.

Parable husband.
The T switch is a hymn of praise to the petition. Like the husband to his wife (149.4).

Metaphor for women.
1) The wife of a hermit to enjoy Mutc like the women have been abandoned by her husband to realization (102.11).
2) I have been pleading to the anal opening like the way the woman’s husband (110.5).

Analogous to grow barley.
The matter has been begging to give patronage belonging to the Royal ceremony, each MF. I like the crop barley harvested at the beginning of barley (131.2).

Elephant metaphor.
Knight is like the elephant killing enemies are insanely powerful sexual organ into (106.6).

Metaphor arrows.
No one can determine the speed of love like the human placenta in vitro no one can determine the speed of the arrow is on the run (178.3).

Debt metaphor.
Aurora the goddess has been pleading for eliminating the darkness. Like the people to eliminate their debt (127.7).

Metaphor for women who are sexually aroused.
Waters flow into the ocean, like the women who are sexually to her husband (111.10).

Metaphor for family guardians.
The hymn the Brahmin sitting around Indra. Like the guardian of the family sitting around the time of the clan leader, and will go out (179.2).

Wolf metaphor.
Indra’s prayer for the men who behave like wild dogs that come under the paws of prayer (133.4).

So a figure of speech in scripture Rigveda property Lahiri eyes are wide. The Bible is not the purpose of the Aryan gods and pray. A figure of speech which consists of analogies and metaphor. The metaphor is a different god. In the Psalms. The metaphor is that the author has quoted from elsewhere, such as the right people, animals, places and objects, as well as the emotions that I have seen, and the ancient Aryan or worship. In everyday life. Some analogy may be found in those days or in the days following. The parable of the debt. The shuttle weaving metaphor, but the metaphor is common in the postwar period, but was not found in the Vedas as a metaphor or analogy Lion Hotels etc.

Summary of the Bible Part 1

Legend of the Vedas.
It is believed that the Vedas and continuously. As well as Scripture. But prior to the second world, the Neretva job generation which believed that it was a good and bad equal number of people have two parts, and the bad are two parts to the Maharishi called. Atlanta is divided into 4 doses scriptures Vedas Rigveda scripture is scripture Ichurewt. Samewt Bible. If the police and the Vedic scriptures. Then taught students who were taught scripture Rigveda as follows Maharishi 4 and Maharishi to the right (Paila) Scripture teaches Ichurewt Impressionism sensitive to the potential that Pai. (Vaiśampāyana) teach scripture to Impressionism Samewt China Mini (Jainini) and teach the Bible to Maharishi Vedic If the police said it was activated (Sumantu).
As the oldest literature. Vedas remains prominent in the history of the world. Aryan Vedas millions of people regarded as the work of God, and is revered as the ancient recluse Plc subjects was found. Maharishi discovered knowledge of the Vedas is called Impressionism (Seers of the Vedas).

Vedas contain all the technical concepts of the Hindu religion. The concept of social and philosophical ideas of the Indian way of life is based on the Vedas. Indian culture is the need to understand the Vedas.

Vedas as literature.
When it comes to literature of ancient India. Widely known that the literature is divided into two parts to this section of the Vedic literature (Vedic Literature) and the Vedic literature after (Post-Vedic Literature).

Vedic literature consists property Lahiri eyes Aitareya Brahmana Upanishad Aaranika West of I and Anukr Manipur. Vedic literature is the literature of the early modern era composer Veda. Literature of Buddhism. And literature of Jainism.

Vedic literature is real property Lahiri eyes Aitareya Brahmana and Upanishad Aaranika but the way it is and Anukr West Jewell. It is a tool in the study of the Vedas. Here’s where to look for a specific property Lahiri Aitareya Brahmana and Upanishad it is understood only Aaranika.

Property Lahiri eyes of Indian literature as a starting point and is the source of scripture Aitareya Brahmana. Aaranika Bible. And Upanishad. Property is divided into four Himalayan eyes are unorthodox.

One. Rigveda property Lahiri eyes are the most ancient scriptures. A collection of hymns (Hymns) out of 1028 a hymn of praise to God for the Royal MF ceremony. Litany of these are related to the story of the Aryan as daily religious philosophical beliefs etc. The language used in the literature in Sanskrit the Vedas (Vedic Sanskrit), which is older than Sanskrit standard (Classical Sanskrit). scripture Rigveda was composed Opus Property Lahiri eyes poem The authors used a variety of scoring era. Lahiri eyes were divided into scripture Rigveda property book. I called the county (Man  d  ala) a total of 10 counties.

Two. Ichurewt property Lahiri eyes. A Bible containing about a sacrifice. Your prose is divided into two texts is Krishnakan Ichurewt property Lahiri eyes (Ichurewt black) and Sukl Ichurewt property Lahiri eyes (Ichurewt White) A legend is a story that deals with the history of Ichurewt property Lahiri eyes. both But the meaning of black and white bi practical means waning and waxing moon fortnight. It is bible black Ichurewt for prayer ceremony in the last fortnight of the waning moon. The Bible Ichurewt white prayer ceremony on the night of the full moon.

Three. Samewt property Lahiri eyes. The Book of Songs. Is about to pronounce a kind used in the liturgy is divided into two sections cover New Chi I (early) and Uttar Chi shift (at the end) prayers, some in Scripture are copied from the Bible. Rigveda property Lahiri eyes.

4th.’s New Private property if the Lahiri eyes. The Bible that deals with the blessing of the family. And curse the enemy. Composed a poem. Stanza stanza consisting of 6015 chapters and approximately 50 percent copied from scripture Rigveda property Lahiri eyes.

The importance of scripture Rigveda property Lahiri eyes.

Lahiri eyes scripture Rigveda property is important as it can be summarized as follows.

1. The oldest scriptures in the Bible, all eyes Lahiri property.
Two. Has been mentioned before, always on the Bible and the Vedas.
Three. Scripture property Lahiri other eye. I have copied the script from the Rigveda Lahiri eyes, more or less.
4th. Literature-related scriptures Vedas Rigveda often cited evidence of property Lahiri eyes always.
5. A modern scholars who study the scriptures Vedas Rigveda is an important property Lahiri eyes as evidence for the importance of such stories of Indian mythology and so on.

The hymns of the Rigveda scripture property Lahiri eyes.

The study found that the content of scripture Rigveda. Hymns in Rigveda Book Property can be divided into four categories: Lahiri eyes.

One. Chants about religion (Religious Hymns) have content that praises God and Lord. The Aryan, which are common in every county.

2. A prayer about philosophy. (Philosophical Hymns) is a prayer that is related to the idea of the existence of the universe and the earth and the universe. Ideas about God and about the human spirit, etc. Most hymns of this type in the county to 10, which is believed to have composed the other counties.

3. A prayer on society (Secular Hymns) are related to the life of the common people of Aryan society such as pregnancy and birth, marriage, gambling treatment, prevention ominous. To eliminate a rival who opposed the prayer of this type is shown in the 10 counties.

Devi and Devi in scripture Rigveda property Lahiri eyes.

God and Lord and Lady. The Aryan worship and hymns in praise of the Veda appears in scripture Rigveda property Lahiri eyes every county, including Indra was probably the auspices of the Knights of the Swiss season the Sor love the drafts of the Yom Holy Thursday, a group of gods, including the love Jesus. West Aurora is the goddess goddess goddess Sajee life goddess goddess believers and Gyani Devi at Village Way West Ice Angel, etc..

Metaphor of the sun and moon.

1) God gives knights food (for humans), like the sun and the moon (106.1).
2) Distinguished beauty like the moon (106.8).
3) Indra has taken possession of them to move like the sun in the summer to take the heat from the earth (138.4).
4) Ya human placenta in vitro release of water to be distributed to the families of the five people I like the sun to heat the water in the rainy season (178.3)

Figure of speech in scripture Rigveda property Lahiri eyes.

The scripture Rigveda property Lahiri eyes are very long (10 counties) in the study areas. Of this book will take a long time. Although the study only one subject a single story, it takes a long time. The same figure of speech. If the school district is required to complete 10 years. Authors proposed a figure of speech in the ten provinces only. In the other counties. If the opportunity is presented later.

A figure of speech to say or write a message to the people, places, or things held out as compared to what is being discussed. All quoted prices that metaphor.

This article is intended to provide the reader can see that the ancient Aryan India 2000-3000 years ago, has fallen to a figure of speech, however. To make the audience understand the message is not clear what he thought of it as a metaphor.

Be seen as a metaphor in scripture Rigveda property Lahiri eyes were wide. Show that the Aryan Vedic period in India was keen to compare their communication is clear. Metaphor that God is both natural persons and professionals such as birds, insects, wild animals, animals, vehicles and equipment, textiles, land and water.

For example, to use a figure of speech.
Figure of speech because of the 10 counties. Property in Rigveda Book Lahiri eyes a lot. These metaphors are not equal. Some metaphors have been used many times, but something else has been used only once. So the author will give examples of metaphors that have been used to compare 3 or more times a week for. I numbered the hymns, or into a Ta (Hymn) and a number of compositions or a spell (Metre) in the prayers that marked in brackets eg (106.5) is a figure of speech from the Psalms, Chapter 106, which appears in the episode. Magic Chapter 5 in the following prayer.

Metaphor of Indra.

1) these heroic warriors have been asked to show bravery like the Indra (103.6).
2) The switch s existence on the battlefield like the Indra (139.3).
3) The king has been in salute to his throne like the firm Indra (173.2).

สาระจากพระคัมภีร์ ตอนที่1

ตำนานเรื่องการแบ่งคัมภีร์พระเวท
มีความเชื่อสืบกันมาว่าเดิมพระเวทรวม กันอยู่เป็นคัมภีร์เดียว ครั้นล่วงมาถึงยุคที่สองของโลก คือ ทวาปรยุค ซึ่งเชื่อกันมาว่าเป็นยุคที่มีคนดีและคนไม่ดีจำนวนเท่ากัน คือ คนดีมี 2 ส่วน และคนไม่ดีมี 2 ส่วน ได้มีมหาฤษีชื่อ วยาสะ แบ่งคัมภีร์พระเวทเป็น 4 คัมภีร์คือ คัมภีร์ฤคเวท คัมภีร์ยชุรเวท คัมภีร์สามเวท และคัมภีร์อถรรวเวท แล้วนำไปสอนศิษย์ซึ่งเป็นฤษีจำนวน 4 ตน ดังนี้ สอนคัมภีร์ฤคเวทให้แก่ฤษีไปละ (Paila) สอนคัมภีร์ยชุรเวทให้แก่ฤษีไวศัมปายนะ (Vaiśampāyana) สอนคัมภีร์สามเวทให้แก่ฤษีไชมินิ (Jainini) และสอนคัมภีร์อถรรวเวทให้แก่ฤษีสุมันตุ (Sumantu)
ในฐานะที่เป็นวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุด คัมภีร์พระเวทยังคงครองความโดดเด่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของโลก ชาวอารยันนับล้านคนนับถือคัมภีร์พระเวทว่าเป็นงานของพระเจ้าและนับถือว่าเป็นทิพยวิชาที่ฤษียุคโบราณได้ค้นพบ ฤษีผู้ค้นพบความรู้เหล่านั้น เรียกว่า ฤษีแห่งพระเวท (Seers of the Vedas)

คัมภีร์พระเวทประกอบด้วยวิชาการทุกประเภทของฮินดู เช่น แนวคิดทางศาสนา แนวคิดทางสังคมและแนวคิดทางปรัชญา เป็นต้น วิถีชีวิตของชาวอินเดียมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์พระเวท การศึกษาวัฒนธรรมอินเดียจึงต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องพระเวท

คัมภีร์พระเวทในฐานะวรรณคดี
เมื่อกล่าวถึงวรรณคดีโบราณของอินเดีย รู้กันโดยทั่วไปว่าวรรณคดีแบ่งเป็นหมวดใหญ่จำนวน 2 หมวด คือ วรรณคดีพระเวท (Vedic Literature) และวรรณคดีหลังยุคพระเวท (Post-Vedic Literature)

วรรณคดีพระเวทประกอบด้วยสังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ อุปนิษัท เวทางคะและอนุกรมณี ส่วนวรรณคดีหลังยุคพระเวทประกอบด้วยวรรณคดีนักแต่งในสมัยหลังยุคพระเวท วรรณคดีของพระพุทธศาสนา และวรรณคดีของศาสนาเชน

วรรณคดีพระเวทจริง ๆ คือ สังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท แต่ส่วนที่เป็นเวทางคะและอนุกรมณี นั้นเป็นเครื่องมือในการศึกษาพระเวท ในที่นี้จะเสนอไว้เฉพาะสังหิตา พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท พอเป็นที่เข้าใจเท่านั้น

สังหิตาเป็นจุดเริ่มต้นของวรรณคดีอินเดียและเป็นที่มาของคัมภีร์พราหมณะ คัมภีร์อารัณยกะ และคัมภีร์อุปนิษัท สังหิตาแบ่งเป็น 4 คัมภีร์ดังนี้

1. ฤคเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด เป็นการรวบรวมบทสวด(Hymns) เอาไว้จำนวน 1,028 บท เพื่อใช้สำหรับสวดสรรเสริญเทพเจ้าในยัชญพิธี บทสวดเหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ของชาวอารยัน เช่น ชีวิตประจำวัน ศาสนา ปรัชญา ความเชื่อ เป็นต้น ภาษาที่ใช้ในการประพันธ์เป็นภาษาสันสกฤตสมัยพระเวท (Vedic Sanskrit) ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าภาษาสันสกฤตมาตรฐาน (Classical Sanskrit) คัมภีร์ฤคเวทสังหิตาแต่งเป็นบทประพันธ์ร้อยกรอง คำประพันธ์ที่ใช้เป็นฉันท์ยุคโบราณหลายชนิด คัมภีร์ฤคเวทสังหิตาแบ่งเป็นเล่ม แต่ละเล่มเรียกว่า มณฑล (Mandala) มีทั้งหมดจำนวน 10 มณฑล

2. ยชุรเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องระเบียบพิธีบูชายัญ แต่งเป็นร้อยแก้ว แบ่งเป็น 2 คัมภีร์คือ กฤษณยชุรเวทสังหิตา (ยชุรเวทดำ) และศุกลยชุรเวทสังหิตา (ยชุรเวทขาว) มีตำนานอยู่หลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของยชุรเวทสังหิตาทั้งสอง แต่ความหมายของคำว่าดำ และขาว ในทางปฏิบัติหมายถึงปักษ์ข้างแรมและปักษ์ข้างขึ้น กล่าวคือคัมภีร์ยชุรเวทดำใช้สำหรับสวดในพิธีในวันสุดท้ายของปักษ์ข้างแรม ส่วนคัมภีร์ยชุรเวทขาวใช้สวดในพิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวง

3. สามเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์แห่งบทเพลง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการออกเสียงเป็นทำนองที่ใช้ในการสวดแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปูรวจิกะ (ตอนต้น) และอุตตรจิกะ (ตอนปลาย) บทสวดบางส่วนในคัมภีร์นี้คัดลอกมาจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

4. อถรรวเวทสังหิตา เป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคำอำนวยพรแก่ญาติมิตร และคำสาปแช่งคนที่เป็นศัตรู แต่งเป็นร้อยกรอง ประกอบด้วยฉันท์จำนวน 6,015 บท และฉันท์ประมาณร้อยละ 50 คัดลอกมาจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

ความสำคัญของคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

คัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความสำคัญพอสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาคัมภีร์สังหิตาทั้งหมด
2. ได้รับการเอ่ยถึงก่อนคัมภีร์อื่นเสมอเมื่อกล่าวถึงคัมภีร์พระเวท
3. คัมภีร์สังหิตาอื่นๆ ได้คัดลอกบทประพันธ์จากฤคเวทสังหิตาไม่มากก็น้อย
4. วรรณคดีที่เกี่ยวเนื่องด้วยคัมภีร์พระเวทมักจะอ้างหลักฐานจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาเสมอ
5. นักวิชาการยุคใหม่ที่ศึกษาคัมภีร์พระเวทถือว่าคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักฐานข้อมูลที่สำคัญของเรื่องราวต่างๆ เช่น เทพปกรณัมของอินเดีย เป็นต้น

ลักษณะบทสวดในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

จากการศึกษาเนื้อหาในคัมภีร์ฤคเวทพบว่า บทสวดในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาสามารถแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. บทสวดที่เกี่ยวกับศาสนา (Religious Hymns) มีเนื้อหาเป็นการสรรเสริญเทพองค์ต่างๆ ของชาวอารยันซึ่งมีอยู่ทั่วไปในทุกมณฑล

2. บทสวดที่เกี่ยวกับปรัชญา (Philosophical Hymns) เป็นบทสวดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความคิดเรื่องจักรวาล การสร้าง การดำรงอยู่ และการสิ้นโลกและจักรวาล ความคิดเกี่ยวกับเรื่องพระเป็นเจ้าตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นต้น บทสวดประเภทนี้ส่วนมากจะอยู่ในมณฑลที่ 10 ซึ่งเชื่อกันว่าแต่งขึ้นภายหลังมณฑลอื่นๆ

3. บทสวดที่เกี่ยวกับสังคมทั่วไป (Secular Hymns) มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของคนทั่วไปในสังคมของชาวอารยัน เช่น การมีครรภ์ การเกิด การแต่งงาน การรักษาโรค การพนัน การป้องกันลางร้าย รวมไปถึงการกำจัดผู้ที่เป็นศัตรูคู่แข่ง เป็นต้น บทสวดประเภทนี้ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในมณฑลที่ 10

เทพและเทวีในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

เทพและเทวีองค์ต่างๆ ที่ชาวอารยันบูชาและสวดสรรเสริญในยุคพระเวทนั้นปรากฏอยู่ในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตาทุกมณฑล ได้แก่ พระอินทร์ พระอัคนี พระวรุณ พระอัศวิน พระสวิตฤ พระสูรยะ พระวายุ พระยม พระพฤหัสบดี กลุ่มเทพอาทิตยะ พระเวนะ เทพีราตรี เทพีอุษา เทพีศจี เทพีศรัทธา เทพีอรัณยานี และกลุ่มเทพวิศเวเทวา เป็นต้น

อุปมาพระอาทิตย์และพระจันทร์

1) เทพอัศวินประทานอาหาร (ให้มนุษย์) ประดุจพระอาทิตย์และพระจันทร์ (106.1)
2) เทพอัศวินทรงความงามดุจพระจันทร์ (106.8)
3) พระอินทร์ได้ยึดเอาสมบัติของพวกอสูรไปประดุจพระอาทิตย์ใช้ให้เดือนฤดูร้อนยึดเอาความร้อนไปจากโลก (138.4)
4) ม้าตารกษยะปล่อยน้ำให้กระจายไปแก่ผู้คนในโคตรตระกูลทั้งห้าประดุจพระอาทิตย์ใช้ความร้อนปล่อยน้ำให้กระจายไปในฤดูฝน (178.3)

 

อุปมาโวหารในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตา

เนื่องจากคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีความยาวมาก (10 มณฑล) ในการศึกษาเนื้อหาด้านต่างๆ ของคัมภีร์นี้จะต้องใช้เวลานาน แม้จะศึกษาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียวก็ต้องใช้เวลานาน เรื่องอุปมาโวหารก็เช่นเดียวกัน หากจะศึกษาให้ครบทั้ง 10 มณฑลก็ต้องใช้เวลานาน ผู้เขียนจึงขอเสนอเฉพาะอุปมาโวหารในมณฑลที่สิบเท่านั้น ส่วนในมณฑลอื่นๆ หากมีโอกาสจะได้นำมาเสนอภายหลัง

อุปมาโวหารเป็นวิธีการพูดหรือเขียนที่ผู้ส่งสารใช้โดยการยกเอาบุคคล สถานที่ หรือสิ่งของ เป็นต้น มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่กำลังกล่าวถึงอยู่ สิ่งที่ยกมาเปรียบเทียบเรียกว่าอุปมา

บทความนี้มีจุดประสงค์ให้ผู้อ่านได้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียสมัยโบราณเมื่อ2,000 – 3,000 ปีล่วงมาแล้วมีวิธีการใช้อุปมาโวหารอย่างไร เมื่อต้องการให้ผู้รับสารเข้าใจเรื่องที่ส่งสารอยู่ได้ชัดเจนเขาจะนึกถึงสิ่งใดแล้วยกมาเป็นอุปมา

จะเห็นว่าอุปมาในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตานั้นมีหลากหลาย แสดงให้เห็นว่าชาวอารยันอินเดียในสมัยพระเวทเป็นคนช่างเปรียบเทียบเพื่อให้การสื่อสารของตนมีความชัดเจน อุปมาที่พบมีทั้งเทพเจ้า ธรรมชาติ บุคคลฐานะต่างๆ อาชีพต่างๆ สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์ปีก แมลง อุปกรสิ่งทอ ยานพาหนะทั้งทางบกและทางน้ำ

ตัวอย่างการใช้อุปมาโวหาร
เนื่องจากอุปมาโวหารจากมณฑลที่10 ในคัมภีร์ฤคเวทสังหิตามีอยู่เป็นจำนวนมาก อุปมาเหล่านี้มีการใช้ไม่เท่ากัน อุปมาบางอย่างมีการใช้เปรียบเทียบหลายครั้งแต่บางอย่างมีการใช้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นผู้เขียนจะยกตัวอย่างอุปมาที่มีการใช้เปรียบเทียบตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปมานำเสนอเป็นข้อๆ โดยอ้างหมายเลขบทสวดหรือ สูกตะ (Hymn) และหมายเลขของบทประพันธ์หรือบทมนตร์ (Metre) ในบทสวดนั้นๆ กำกับไว้ในวงเล็บ ตัวอย่างเช่น (106.5) หมายถึงอุปมาโวหารมาจากบทสวดบทที่ 106 ซึ่งปรากฏในบทมนตร์บทที่ 5 ในบทสวดนั้น ดังต่อไปนี้

อุปมาพระอินทร์

1) เหล่าวีรบุรุษนักรบได้รับการขอร้องให้แสดงวีรกรรมประดุจพระอินทร์ (103.6)
2) พระสวิตฤดำรงอยู่ในสมรภูมิประดุจพระอินทร์ (139.3)
3) พระราชาได้รับการถวายพระพรให้ดำรงในราชสมบัติอย่างมั่นคงประดุจพระอินทร์ (173.2)

 

Economics

Societies face many decisions as a family. Whether it is good or who is produced by the manufacturer. Society needs to grow crops for food. Some clothes do business. Some computer programs. On social allocated to members of the society in various production activities (such as the allocation of land to the society. Buildings And machinery) the society is to allocate goods and services produced by it. It must decide who will be able to eat fish caviar. Who would not eat potatoes. Who was driving a Porsche and who will take the bus.

Allocation of society’s resources is important because resources are limited and available on a limited (Scarcity) refers to social resources are less than those in social need. When this is the case. Society can not give every member receives the highest standard of living. Something that everyone wants. As the family can not provide everything to everyone.

There is nothing mysterious about the meaning of “economy” is not what we are talking about the United States economy of Los Angeles. Or global “economy” is a group of people who interact in daily life. The behavior of the economy is reflected in the behavior of individual members. The economy is made up. We should learn from the study of economics with four provisions in respect of each member of the decision-making process.
“Economics” (Economics) The course is a study to answer that question. Society guidelines for the allocation of the limited resources available to the society in general, through the allocation of resources, “the market” to include economic activities of the family and the millions of units. Not allocated by central planning. Economics is the study of how society has decided, however, whether the plan will work, how to save money to buy it. And how to select investors, etc. The economists also study how people interact in society, for example, to analyze how the equilibrium price and quantity traded in the market is set up. The buyer and the seller ultimately economists analyze forces and trends that affect the economy as a whole, the growth rate of income. Unemployment rate. Inflation and so on.

Although the study of economics has many facets. But academic economists were also a common way of thinking in many respects in the following section, we shall see that “constituted 10 aspects of the economy,” What are the rules for these tell us the overview of Economics as a discipline relevant to each person to decide what to do.

Families facing decisions about many different people that I have to work. And each will be rewarded, however, for example, who is going to make dinner. Who washing. Who will get a special dessert after dinner. Who choose to watch television for a brief summary is that families with limited resources must be allocated to the members of the family. Taking into account the intentions and needs of each member.

วิชาเศรษฐศาสตร์

สังคมก็เผชิญการตัดสินใจมากมายเช่นเดียวกับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจะผลิตอะไรดีหรือใครจะเป็นผู้ผลิต สังคมต้องการคนปลูกพืชผักเป็นอาหาร บางคนต้องทำกิจการเสื้อผ้า บางคนต้องออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อสังคมจัดสรรสมาชิกในสังคมไปสู่กิจกรรมการผลิตต่าง ๆ แล้ว (เช่นเดียวกับที่สังคมต้องจัดสรรที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และเครื่องจักร) สังคมยังต้องจัดสรรสินค้าและบริการที่ผลิตได้นั้นด้วย โดยต้องตัดสินว่าใครจะเป็นคนได้กินปลาคาเวียร์ ใครจะเป็นคนได้กินมันฝรั่ง ใครจะได้เป็นคนขับรถ Porsche และใครจะได้นั่งรถเมล์

การจัดสรรทรัพยากรของสังคมเป็นสิ่งสำคัญเพราะว่าทรัพยากรมีอยู่ อย่างจำกัด ความมีอยู่อย่างจำกัด(Scarcity) หมายถึง สังคมมีทรัพยากรน้อยกว่าที่คนในสังคมต้องการ เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมจึงไม่สามารถทำให้สมาชิกทุกคนได้รับมาตรฐานการครองชีพที่สูงที่สุด อย่างที่ทุกคนต้องการ เหมือนอย่างที่ครอบครัวไม่สามารถจัดหาทุกสิ่งที่สมาชิกทุกคนต้องการได้

ไม่มีอะไรลึกลับเกี่ยวกับความหมายของ “เศรษฐกิจ” ไม่ว่าเราจะพูดถึงเศรษฐกิจของ Los Angeles ของสหรัฐอเมริกา หรือเศรษฐกิจโลก “เศรษฐกิจ” คือ กลุ่มของคนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในการดำเนินชีวิต เนื่องจากพฤติกรรมของเศรษฐกิจหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนซึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นเศรษฐกิจนั้น เราจึงควรเริ่มการศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วยการเรียนรู้บทบัญญัติ 4 ประการว่าด้วยกระบวนการตัดสินใจของสมาชิกแต่ละคน
“เศรษฐศาสตร์” (Economics) เป็นวิชาที่ศึกษาเพื่อตอบคำถามว่า สังคมมีแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร โดยทั่วไป สังคมส่วนใหญ่จัดสรรทรัพยากรผ่าน “ตลาด” ที่ประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากครอบครัวและบริษัทหลายล้านหน่วย ไม่ใช่การจัดสรรโดยการวางแผนจากส่วนกลาง นักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้ศึกษาว่าคนในสังคมมีแบบแผนการตัดสินใจอย่างไร เช่น ศึกษาว่าแต่ละคนจะทำงานแค่ไหน จะซื้ออะไร จะออมเงินเท่าไร และจะเลือกลงทุนอย่างไร เป็นต้น นอกจากนั้น นักเศรษฐศาสตร์ยังศึกษาด้วยว่าคนในสังคมมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ว่าราคาและปริมาณดุลยภาพที่ซื้อขายกันในตลาดถูกกำหนดขึ้นจาก ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร ท้ายที่สุด นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์พลังและแนวโน้มต่าง ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจในองค์รวม เช่น อัตราการเติบโตของรายได้ อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

แม้ว่าการศึกษาเศรษฐศาสตร์มีหลายด้านหลายแง่มุม แต่วิชาการเศรษฐศาสตร์ด้านต่าง ๆ ยังมีจุดร่วมกันทางความคิดหลายประการ ในส่วนต่อไป เราจะมาดูกันว่า “บัญญัติ 10 ประการของวิชาเศรษฐศาสตร์” มีอะไรบ้าง กฎต่าง ๆ เหล่านี้บอกให้เราทราบถึงภาพรวมของวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นศาสตร์ที่เกี่ยว ข้องกับอะไร แต่ละคนเลือกตัดสินใจกันอย่างไร

ครอบครัวต้องเผชิญการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะต้องทำงานอะไร และสมาชิกแต่ละคนจะได้ผลตอบแทนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ใครจะเป็นคนทำอาหารเย็น ใครเป็นคนซักผ้า ใครจะได้รับขนมหลังอาหารมื้อเย็นเป็นพิเศษ ใครเป็นคนเลือกว่าจะดูรายการโทรทัศน์อะไร สรุปสั้น ๆ ก็คือ ครอบครัวต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้แก่เหล่าสมาชิกในครอบครัว โดยคำนึงถึงความสามารถ ความตั้งใจ และความต้องการของสมาชิกแต่ละคน

Learning theory part2

The learning of the action (Enactive Stage) is the learning of the different senses of what action to help children to learn better. Learning from action.
The learning of the concept (Iconic Stage) as the children can create imagery in your mind. And can be learned from the representation of reality.
Learning the symbols and abstract (Symbolic Stage) is the learning of complex and abstract it.

6) learning arise from the concepts we can create. Or can type things properly.
7) to learn that the best result is to make the students self-discovery (discovery learning).

Its use in education / teaching.

Learning theory.

1) the structure of knowledge and relationships. And consistent with the child’s intellectual development. Affect the learning of children.
2) the curriculum and teaching to suit the level of preparedness of the students. And in accordance with the intellectual development of the students to help make learning more effective.
3) intuitive thinking (intuition) as the independent reasoning can help to develop their creativity.
4) intrinsic motivation is an important factor that will help students succeed in learning.
5) theory of intellectual development of mankind is divided into three major stages.

Process of self-discovery. A learning process that is meant for the students.
Analysis of the structure and content of the learning proper is necessary to do before the lesson.
Curriculum spiral (Spiral Curriculum) to be able to teach the same content and concepts to students of all ages. The content must be taught the concepts and methods appropriate to the developmental stage of the learner.
In the course should encourage students to think independently and to help promote the creativity of the students.
Motivating the students to come up with. Is essential to the learning experience to students.
The learning process suitable for the intellectual development of the students. Will help students to learn better.
Teaching concepts to students as needed.
The experience for the students to discover their own learning. Can help students to learn better.

ทฤษฎีการเรียนรู้ part2

ขั้นการเรียนรู้จากการกระทำ (Enactive Stage) คือ ขั้นของการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระทำช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ดี การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ
ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (Iconic Stage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมโนภาพในใจได้ และสามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริงได้
ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Stage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรมได้

6) การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากการที่คนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอด หรือสามารถจัดประเภทของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
7) การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้ผู้เรียนค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (discovery learning)

การนำไปใช้ในการจัดการศึกษา / การสอน

ทฤษฎีการเรียนรู้

1) การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์ และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก
2) การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียน และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิด ประสิทธิภาพ
3) การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้
4) แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้
5) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งได้เป็น 3 ขั้นใหญ่ ๆ คือ

กระบวนการค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ดีมีความหมายสำหรับผู้เรียน
การวิเคราะห์และจัดโครงสร้างเนื้อหาสาระการเรียนรู้ให้เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำก่อนการสอน
การจัดหลักสูตรแบบเกลียว (Spiral Curriculum) ช่วยให้สามารถสอนเนื้อหาหรือความคิดรวบยอดเดียวกันแก่ผู้เรียนทุกวัยได้ โดยต้องจัดเนื้อหาความคิดรวบยอดและวิธีสอนให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของผู้เรียน
ในการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระให้มากเพื่อช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน
การสร้างแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เป็นสิ่งจำเป็นในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่ผู้เรียน
การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
การสอนความคิดรวบยอดให้แก่ผู้เรียนเป็นสิ่งจำเป็น
การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้ค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี

ทฤษฎีการเรียนรู้

ทฤษฎีการเรียนรู้

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ มีสาระสรุปได้ดังนี้ (Lall and Lall, 1983:45-54)

พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้

  1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ เด็กสามารถแก้ปัญหาได้ แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด เด็กจะต้องมีโอกาสที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดในขั้นนี้ มีความคิดความเข้าใจของเด็กจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น สามารถประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือ และสายตา เด็กในวัยนี้มักจะทำอะไรซ้ำบ่อยๆ เป็นการเลียนแบบ พยายามแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก เมื่อสิ้นสุดระยะนี้เด็กจะมีการแสดงออกของพฤติกรรมอย่างมีจุดมุ่งหมายและ สามารถแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการแต่กิจกรรมการคิดของเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ เฉพาะสิ่งที่สามารถสัมผัสได้เท่านั้น
  2. ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก 2 ขั้น คือ
    – ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและเหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่ค่อยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก นอกจากนี้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่าความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก– ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยกประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจำนวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนำความรู้ในสิ่งหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดยไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อนการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขึ้นอยู่กับ สิ่งที่ตนรับรู้ หรือสัมผัสจากภายนอก
  3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้ง เกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของสิ่งต่างๆ โดยที่เด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือของเหลวจำนวนหนึ่งแม้ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างไป ก็ยังมีน้ำหนัก หรือปริมาตรเท่าเดิม สามารถที่จะเข้าใจความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ส่วนรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยนี้คือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ นอกจากนั้นความสามารถในการจำของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ดี
  4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎีและเห็นว่าความเป็นจริงที่เห็นด้วยการรับรู้ที่สำคัญเท่ากับความคิดกับสิ่ง ที่อาจจะเป็นไปได้ เด็กวัยนี้มีความคิดนอกเหนือไปกว่าสิ่งปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจที่จะคิดพิจารณา เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ สำคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่1. ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น
    2. ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่
    3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสอง ปลาย เช่น ปานกลาง น้อย
    4. ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้
    5. ขั้นรู้ผลของการกระทำ (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง
    6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่ง อย่างทัดเทียมกัน
  5. เพียเจต์ (Piaget) ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการ อย่างไร ทฤษฎีของเพียเจต์ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการ กระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม